Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมมอยส์เจอไรเซอร์วิตามินซี Super Glow จาก Biobalance

Blog นี้ขอหยิบเอาครีมนอกกระแสมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมซักหน่อย

เป็นครีมที่น่าสนใจมากเลยนะคะ

น้องเป็นครีมวิตามินซีของบ้าน Biobalance แบรนด์สกินแคร์สายธรรมชาติจากตุรกี มีชื่อเต็มๆ ว่า Super glow gel cream moisturizer สูตรนี้เคลม 89% Natural origin ingredients

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

biobalance super glow cream

ส่วนนี้เป็นภาพกล่องค่ะ

biobalance super glow cream

เนื้อครีมมาในครีมแบบข้น ดูคล้าย butter

แต่เกลี่ยง่ายให้ฟีลลื่น สบายผิว ไม่เหนอะหนะ ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน ใช้เป็นมอยส์ในขั้นตอนสุดท้ายตอนก่อนนอน หรือทาก่อนทากันแดดที่มาในเนื้อเหลวๆ ได้อยู่ ฟินิชจะออกโกลว์ สำหรับคนอยากได้ลุคแนวนี้แต่ไม่เยิ้มไม่หนักผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

จากภาพรวมส่วนผสมทำมาในเบสแบบครีม มีน้ำมันที่ดัดแปลงจากธรรมชาติ ร่วมกับสารกลุ่มน้ำ ไม่มีซิลิโคน เป็นสูตรที่ทำมาได้เรียบๆ ไม่หวือหวามาก แต่ก็เน้นวิตามินซี และ ferulic acid ได้อย่างลงตัว

ในส่วนของสารบำรุง ก็คือจะประกอบด้วยไฮไลท์ 3 อย่าง

  • 3-O-Ethyl ascorbic acid เคลมว่าใส่มาที่ 5% ซึ่งฟอร์มนี้ค่อนข้างเด่นเรื่อง whitening ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี และกระบวนการ melanin monomer polymerization มีงานวิจัยกล่าวว่าอนุพันธ์นี้ยับยั้งการทำงานของ MSH ที่เป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้น Tyrosinase อีกทอดหนึ่ง และ ยังไปทำให้เกิดการทำลายตัวเอง (Autophagy) ของถุงเก็บเม็ดสี หรือ Melanosome (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021;173:151-169)
  • Ferulic acid ใส่มาที่ 1% เป็น antioxidant ที่มีประสิทธิภาพดี มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบและช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB (Food Chem Toxicol. 2015;82:72-8.) ข้อมูลจาก Systematic review (ซึ่งเป็นการรวบรวมงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้ามาวิเคราะห์) ล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. 2025 กล่าวว่า Ferulic acid มีศักยภาพที่ดีในการนำมาใช้ในทางเครื่องสำอาง มีฤทธิ์ลดการอักเสบระคายเคือง เพื่อดูแลปัญหารอยแดง สีผิวไม่สม่ำเสมอ ยับยั้งเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยคอลลาเจน พร้อมๆ กับสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย (Roux et al. J Clin Aesthet Dermatol. 2025;18(5):38-42.)
  • Tocopherol หรือ วิตามินอี เป็น antioxidant ที่ละลายได้ในน้ำมัน

เอาจริงๆ แค่ได้เติม Ethyl ascorbic acid 5% + ferulic acid 1% ให้ผิวก็คุ้มแล้วล่ะ

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/2g4esjB0Lu

Disclaimer: received as gift, self-opinion

Image

[Update Dec 2025] รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม CeraVe Moisturising Cream

สำหรับ Blog นี้เป็นการอัพเดทรีวิว และวิเคราะห์ส่วนผสมครีมมอยส์กระปุก CeraVe Moisturizing cream เวอร์ชั่นตรวจสอบส่วนผสมล่าสุดเทียบกับ Lot ผลิต เดือน มิ.ย. 2025 นะคะ

แบรนด์ CeraVe นี่เป็นแบรนด์เวชสำอางบำรุงผิวที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนังชั้นน้ำของอเมริกา มีราคาที่จับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย และเป็นที่นิยมทั่วโลกเลยทีเดียว

โดยทางแบรนด์พึ่งจะจัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีไม่นานมานี้เองค่ะ

Cerave products
20th anniversary cerave

สำหรับตัวครีมนี้จะค่อนข้างเหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง – แห้งมาก มาในเนื้อสัมผัสแบบครีมข้นค่ะ

ตัวกระปุกจะมาในขนาด 16 oz หรือ 454 กรัม

cera 3

ในส่วนของตัวครีมเนื้อจะข้น แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะ ระหว่างวันก็ไม่ได้เยิ้มหรือลื่นเป็นเมือกๆ เมื่อเหงื่อออก

cera 4

cera 8

ถึงจะดูข้น แต่ก็เกลี่ยง่าย และไม่เหนอะหนะ หนักผิว

cera 9

ส่วนผสมก็จะค่อนข้างคล้ายกัน ต่างกันที่สารขึ้นเนื้อครีมที่ใช้ค่ะ

ก่อนไปดูวิเคราะห์ส่วนผสม เรามาดูองค์ประกอบของ Barrier ผิวเรา และเทคโนโลยี MVE ที่ทางแบรนด์ใช้ซักหน่อยนะคะ

ในผิวชั้นนอกของเรา จะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 อย่าง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวปกป้องรักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่ในผิว และป้องกันไม่ให้สารอันตรายต่างๆเข้ามาในผิว ที่เราเรียกกันว่า Barrier ผิวค่ะ

สิ่งเหล่านี้ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารชอบน้ำ ที่เรียกว่า Natural moisturizing factor เช่น พวกกรดอะมิโน น้ำตาล ยูเรีย และอิออนบางชนิด
  3. โปรตีนเคราติน และการเรียงตัวแบบสลับซับซ้อนของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นนอก ที่ชื่อ Corneocyte มาพร้อมเปลือกหุ้มทำจากโปรตีน เรียก cornified envelope

ว่ากันว่า ไขมันนั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ของผิว ซึ่งจะประกอบด้วย Ceramide เป็นหลัก (ประมาณ 45 – 50% โดยน้ำหนัก) เรียงตัวผสานกับ Cholesterol และ กรดไขมัน

โดย Ceramides นั้นมีหลายชนิด และมีความสำคัญต่อความแข็งแรงในการเป็น Barrier ผิว รวมถึงควบคุมการจัดเรียงโครงสร้างของเซลล์ขี้ไคล หรือ corneocyte

การเรียกชื่อ Ceramide จะมีโค้ดเรียกเป็น CER ตามด้วยอักษร FB โดย F แทนถึงกรดไขมันที่มาจับ และ B แทนถึงหัวเบสของเซราไมด์

ในยุคโบราณการเรียกชื่อจะใช้ตัวเลข เรียงๆ ไป เช่น Ceramide 1, 3, 6 ประมาณนี้

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ CeraVe ก็คือ ใช้ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 1, Ceramide 3 และ Ceramide 6-II ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวของเราได้อย่างลงตัว

ส่วนเทคโนโลยี MVE นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิวค่ะ

MVE นั้นย่อมาจาก Multivesicular emulsion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งสิทธิบัตร และงานวิจัยรองรับรับ โดยเป็นระบบนำส่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมที่มีหลายๆชั้น คล้ายหัวหอม เวลาลงผิว ก็จะค่อยๆปลดปล่อยออกมาทีละชั้น ทำให้สารเพิ่มความชุ่มชื้นต่างๆอยู่ในผิวได้นานขึ้น (J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(12): 26–32.)

หน้าตาก็จะประมาณนี้ค่ะ

MVE

(Image source: Draelos ZD in Cosmetic Dermatology: Products and Procedures)

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

(update เทียบกับล็อตผลิต มิ.ย. 2568)

ส่วนผสมในภาพรวมเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบครีม มีส่วนผสมของน้ำมันเคลือบผิว น้ำมันบำรุง มีสารเติมน้ำอย่าง hya อยู่ด้วย

ในส่วนของสารบำรุงสีม่วงจะเป็นส่วนของสารไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ซึ่งได้แก่

  • Ceramides ทั้ง 3 ชนิด คือ Ceramide NP, AP และ EOP ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกเซราไมด์หลากหลายชนิดเข้ามาเพื่อดูแล Barrier ผิวให้แข็งแรงได้อย่างลงตัว
  • Cholesterol เป็นอีก 1 องค์ประกอบที่สำคัญของ Barrier ผิว
  • Caprylic/capric glycerides เป็นไขมันชนิด Triglycerides ซึ่งผิวเราสามารถย่อยสลายแปรสภาพได้เป็นกรดไขมัน กับ Glycerin

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Sodium hyaluronate ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant ส่วนหนึ่งมีประโยชน์ในการปกป้องสารไขมันในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพ

ใช้ Petrolatum และ Dimethicone เป็นสารเคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิว

ทีนี้หลายคนเห็น Dimethicone อาจจะเริ่มคิดว่าอีเจ้านี่เป็น Silicone จะได้หรือ ปลอดภัยไหม โอเคไหมนะ

จริงๆ Dimethicone เป็น Silicone ตัวพื้นฐานที่ค่อนข้างมีประโยชน์ และมีข้อมูลความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี ในท้องตลาด dimethicone มีหลายเกรด ตัวที่ปกป้องผิวกันน้ำระเหยได้ดีจะมีขนาดที่ใหญ่ ไม่ซึมลงไปในผิว แค่เคลือบปกป้องอยู่ด้านบน จึงมีความเสี่ยงต่ำในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ น

ใน USA จัดให้ dimethicone เป็น OTC (over-the-counter) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านยา แต่สามารถซื้อได้เลยโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ซึ่ง dimethicone จัดอยู่ในกลุ่ม skin protective คือ ปกป้องผิว

ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า การมีทั้งออยล์บำรุงในสูตร (ไขมันจากธรรมชาติ) และออยล์เคลือบ รวมทั้งสารเติมน้ำอย่าง hya + glycerol จึงทำให้ CeraVe เป็นมอยส์ที่ดีในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

แนบทางไปช้อปปิ้ง

ช้อปปี้ https://s.shopee.co.th/5fi9dDCAje

ลาซาด้า https://s.lazada.co.th/s.ZbkPRw?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ CeraVe การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Zeroid Pimprove Moisturizer มอยส์เริ่ดๆ soothing ฉ่ำๆ เพื่อคนผิวมัน

สำหรับ Blog นี้ จะหยิบเอามอยส์ที่น่าสนใจสำหรับคนผิวมัน มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

ผลิตภัณฑ์วันนี้ก็คือ Zeroid Pimprove moisturizer นั่นเองค่ะ

เนื้อเป็นเนื้อครีม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นของวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสเบา เย็น สบายผิว ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าพูดถึงแบรนด์ในเครือ Neopharm ตัวเทคโนโลยีหลักเลยที่ทุกคนรู้จักและนึกถึงเป็นตัวแรกๆ คือ MLE

ส่วนผสมของ MLE จะเป็นคอมบิเนชั่นของสารหลายๆ ชนิด ในสัดส่วนที่เหมาะสม

  • ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ กรดไขมัน ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal
  • เจ้า MLETM นี่เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Polarized light จะเห็นเป็นเครื่องหมายกากบาท เรียก Maltese cross

(Image from Zeroid global official website)

ด้วยความที่การเรียงตัวเหมือนกันกับ Barrier ผิวเรา เลยมีแนวโน้มว่าทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

ถัดมาจะเป็นตัว RestomideTM

RestomideTM หรือ Oleamide MEA ลดการอักเสบและระคายเคือง ผ่าน Cannabinoid receptor Type 1 (CB1) บนผิว เมื่อจับแล้วส่งผลดังนี้

  1. ลดการปลดปล่อยสารที่ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบจาก Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า)
  2. ลดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของเซลล์ Ketatinocyte แล้วไปเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Differentiation) กระบวนการนี้ให้ประโยชน์ในการลดการอุดตันของผิวได้ส่วนหนึ่ง
  3. ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน
  4. เมื่อจับกับ CB1 Receptor ที่เส้นประสาท จะให้ประโยชน์ในการลดการนำส่งสัญญาณความเจ็บปวด และความรู้สึกคัน

ส่วนผสมของสารบำรุงอื่นๆ ที่เติมมาได้แก่

  • Beta-glucan ซึ่งเป็น prebiotic มีประโยชน์ในการสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ดีๆ หรือ probiotic บนผิว การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Sodium hyaluronate เติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Allantoin ดูแลการระคายเคือง

มาในเบสครีมที่บางเบา ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในภาพรวม จะเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ฟื้นฟูความแข็งแรงของ Barrier ผิวด้วยเทคโนโลยี MLE ดูแลการระคายเคือง ด้วย RestomideTM พร้อมทั้งปรับสมดุลการสร้าง-เจริญ-ผลัดทิ้งของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งน่าจะให้ประโยชน์ในการปรับสมดุลลดการอุดตันผิว เนื้อมาแบบบางเบา ไม่เหนอะหนะ จึงเหมาะกับคนผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ถ้ามองเรื่องเสริมชั้นผิวสำหรับคนผิวมัน นี่ว่าโอเคนะ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวมีผิวผสม-แห้ง มอยส์ตัวนี้ทำมาได้เบาๆ สบายผิว เวลาเกลี่ยจะให้ความรู้สึกเย็น สดชื่น ถ้าวันเบาๆ หรือ หลังอาบน้ำแล้วยังขี้เกียจจัดรูทีนชุดใหญ่ไฟกระพริบ ทาอันนี้ไปพลางๆ สบายผิวดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

ทางไปช้อปปิ้ง

ช้อปปี้ https://s.shopee.co.th/3LCFLiL6Rk

ลาซาด้า https://s.lazada.co.th/s.uJrDP?cc

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Brikk จาก the Labatorian เซรั่มดูแล Barrier ผิว ส่วนผสมอัดแน่น แต่เนื้อบางเบา เวอร์ชั่นติดแกลม อัพเดท 2024

Blog นี้ขอหยิบเอา Brikk ติดแกลม เวอร์ชั่น 2024 จากแบรนด์ The Labatorian ที่อัพเดทแพคเกจใหม่ พร้อมปรับสูตรใหม่เพื่อความฉ่ำปัง

น้องพึ่งเปิดตัวแพคเกจใหม่เมื่อช่วง 11.11 ที่ผ่านมานี้เอง

Brikk ใหม่ เขามาในหน้าตาประมาณนี้ ขวดใหม่ไฉไลมาก

อันนี้จะเป็นตัวกล่องนะคะ

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบใส จะได้กลิ่นหอมของกุหลาบจางๆ ซึ่งมาจาก Rose water ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ นอกจากจะให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) แล้วก็ยังได้กลิ่นหอมด้วย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย แรกๆ จะให้สัมผัสลื่นๆ ผิว แต่เมื่อทิ้งไว้สักพัก ไม่ถึง 1 นาที ตัวเซรั่มจะซึม/แห้งไป ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ชุ่มชื้น และไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าสูตรปรับใหม่นี้มีความชุ่มผิวมากขึ้น

ค่า pH นั้นอยู่ที่ประมาณ 5 นะคะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่า pH ของผิว

รายการส่วนผสมของสูตรใหม่ 2024 แอบมีต่างจากสูตรเดิมเล็กน้อย

แต่ก่อนไปดูส่วนผสม อยากเล่าถึง Barrier ของผิว 4 กลุ่มย่อย

  1. Physical barrier คือ ตัวผิวเอง โครงสร้างที่สมบูรณ์ของผิวหนังเป็นตัวปกป้องไม่ให้ของดีๆ ภายในออกไปข้างนอก และป้องกันไม่ให้อันตรายจากภายนอกเข้ามาข้างใน
  2. Chemical barrier คือ พวกสารเคมีต่างๆ ที่ผิวเราสร้างขึ้นมา การรักษาสภาวะ pH ให้เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคโตได้ บางที่อาจจะนับรวม Biochemical barrier เข้ามาไว้ด้วย คือพวก Antimicrobial peptide ที่ผิวเราสร้างขึ้นมาระงับเชื้อก่อโรคต่างๆ ตัวที่ดังๆ ก็เช่น Defensin
  3. Immunological barrier คือ ระบบภูมิคุ้มกันของผิวเรานั่นเอง ที่คอยปกป้องผิวจากทั้งสารเคมี และพวกจุลินทรีย์ต่างๆ
  4. และช่วงหลังๆ มา Microbiome ปังมาก เลยมีคนพูดถึง Microbiological barrier โดย Microbiome เป็นเหมือนชุมชนของจุลินทรีย์หลากหลายชนิด น้องมีปฏิกิริยากับผิวเราทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง รวมถึงสร้างสารที่มีประโยชน์ให้แก่ผิว

การเลือกใช้ Pre-pro-post biotics ในทางเครื่องสำอาง ก็เพื่อดูแล Microbiome ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ผิวของเราแข็งแรง และมีสุขภาพดี

โดยตัว Brikk นั้นเคลมว่าเป็น 6 in 1 Daily ที่ดูแลผิวเสมือนรวมเอาเซรั่ม 6 ขวดเข้าไว้ด้วยกัน ดังนี้

  • Antioxidant ด้วยส่วนผสมของ Antioxidant ชั้นเลิศอย่าง Resveratrol กับ Ferulic acid
  • Anti-pollution ตัวที่น่าสนใจก็คือ Ectoine กับพวกสารที่ฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • Microbiome ดูแลด้วย Prebiotics
  • Lipid & NMF ฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Hydration เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างยาวนาน

เราลองมาดูส่วนผสมของ Brikk กันนะคะว่าดูแล Barrier ผิวได้ในทุกมิติ และเป็นเซรั่ม 6 ขวดในขวดเดียวกันได้ อย่างไร

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมของ Brikk นั้นมีสารบำรุงอยู่หลายชนิดเหมือนกัน ลองมาดูตัวที่น่าสนใจๆ

  • กลุ่ม Microbiome ใช้แทนด้วยสีเขียวมะกอก ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย Prebiotic 2 ชนิด ได้แก่ Inulin และ Beta-glucan และ Post-biotic อย่าง Lactococcus ferment lysate
    • Inulin เป็น Polysaccharide ที่พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น Chicory, artichoke ซึ่งจัดเป็น Prebiotic ชนิดหนึ่ง น้องเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีที่เรียกกันว่า Probiotic ในทางเครื่องสำอางมีการใช้ Inulin เพื่อเป็น Moisturizer โดยข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า Inulin มีความสามารถในการเป็น Moisturizer ที่ดีกว่า Hyaluronic acid (Ref: TDS preBIULIN AGA)
    • Beta-glucan เป็น Polysaccharide ที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และในพืชบางชนิด เช่น Oat ซึ่งนอกจากความสามารถในการเป็น Prebiotic แล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านการเป็น Moisturizer และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect
    • Lactococcus ferment lysate เป็นกลุ่มสารที่ได้จากการย่อยระบบที่เลี้ยงจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Lactoccus เราเลยเรียกว่า Postbiotic ข้อมูลจากวัตถุดิบ ProRenew Complex CLR™ กล่าวว่าใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ Lactococcus lactis ซึ่งมีรายงานงานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์ที่ดีหลายชนิด เช่น คุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิวในผิวหนังเพาะเลี้ยง (Lett Appl Microbiol. 2019;68(6):530-536.) เสริมการทำงานของ Barrier ผิวผ่าน Antimicrobial peptide ที่ชื่อ Defensin ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผิวตามธรรมชาติ และเสริมการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญตัวหนึ่งของผิว ไม่ว่าจะเป็น เป็นสารตั้งต้นของ NMF และ เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของ Cornified envelope ที่ให้ Corneocyte แข็งแรง ปกป้องผิวเราจากอันตรายต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม ผลทั้งสองอย่างทดสอบในผิวหนังเพาะเลี้ยง และมีการทดสอบในอาสาสมัครโดยให้ทาตำรับที่มี Lactococcus วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 30 วัน พบว่าผิวหนังของอาสาสมัครมี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น วัดจากค่าการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ที่ลดลง และช่วยปรับสมดุลค่า pH ของผิว (Skin Pharmacol Physiol. 2019;32(2):72-80.)
  • สีบานเย็น เป็นพวกสารที่เสริมคุณสมบัติการเป็น Barrier ของผิว อย่างพวก Ceramide, Cholesterol และ Sphingoid base ที่เป็นโครงสร้างสำคัญของ Ceramide อย่าง Phytoshingosine
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่เติมน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น
    • Ectoine เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม สร้างโดยแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้าย (Extremophile) ทำหน้าที่ปกป้องตัวเขาเองจากอันตรายภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากปัจจัยกายภาพและเคมี มีการพบว่าตัว Ectoine จะทำหน้าที่ดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเองแล้วกลายเป็นชั้นโครงสร้างที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเซลล์เอาไว้ เรียกว่าเป็น Ectoine hydrocomplex (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) เจ้า Hydrocomplex ดังกล่าวส่งผลดีถึงองค์ประกอบทั้งเซลล์ คือปกป้องเซลล์นั้นให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำต่ำลง จะไปมีผลต่อระบบของการอักเสบทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ในกรณีของผิวหนัง การมี Ectoine จะช่วยให้ Lipid barrier ของผิวทำงานได้ตามปกติและมีความแข็งแรง ผิวจึงแข็งแรง และเก็บกักน้ำได้ดี (มีการระเหยของน้ำออกจากผิว/Transepidermal water loss; TEWL น้อย) (Biophys Chem. 2010;150(1–3):37–46.) มีการทดสอบประสิทธิภาพในทางผิวหนังอยู่หลายชิ้น ซึ่งได้กล่าวถึงในบทความวิชาการล่าสุดของ Kauth และ Truvosa (Dermatology and Therapy. 2022;12:295–313) ในภาพรวมคือ Ectoine ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ลดการอักเสบระคายเคือง รวมทั้งดูแลปัญหาผิวอักเสบและระคายเคืองต่างๆ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.) ยังมีการทดสอบพบว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)
    • Polyquaternium-51 ตัวนี้เป็น Polymer สังเคราะห์ที่มีโครงสร้างคล้ายกับไขมัน Phospholipid บนผิวของเรา ว่ากันว่านางจะเคลือบผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นของนางดีกว่า Hyaluronic acid
    • Saccharide isomerate ที่เด่นเรื่องการจับน้ำให้ผิวได้อย่างยาวนาน เพราะน้องสามารถเกาะติดบนผิวได้ดีและอยู่บนผิวได้นาน ถ้าเราไม่ล้างออกไป
    • Betaine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine ที่นอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้น ยังดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว และปรับ Feeling ของสูตรให้ไม่เหนอะหนะไปพร้อมๆ กัน
    • กรดอะมิโน และสารอื่นที่จัดเป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF มีคุณสมบัติในการจับน้ำให้แก่ผิว
  • สีเขียว คู่หูคู่ขวัญ Niacinamide (B3) + N-acetyl-D-glucosamine (NAG) เราคงไม่กล่าวถึงประโยชน์ของ B3 และ NAG แบบแยกกัน เพราะทั้ง 2 ตัวก็มีประโยชน์กับผิวมากโขอยู่ สำหรับการใช้ร่วมกันนั้นมีการศึกษาที่น่าสนใจโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • สีน้ำเงิน สารบำรุงอื่นๆ ยกตัวอย่างบางตัวที่น่าสนใจ เช่น
    • Syn-Hycan (Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate) สารชื่อยาวๆ นี้เป็นเปปไทด์สังเคราะห์ เทคโนโลยีสิทธิบัตร ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการเสริมการทำงานของ TGF-Beta ที่มีตามธรรมชาติของผิว ซึ่งส่งผลต่อไปให้มีการสังเคราะห์กลุ่มสาร Matrix จำพวก Hyaluron, Lumican และ Decorin ซึ่งมีคุณสมบัติให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และมีความแข็งแรง รวมทั้งช่วยเสริมการเรียงตัวของคอลลาเจนเดิมในผิวให้อยู่ในโครงร่างที่แข็งแรง (ปกติเวลาเราอายุเพิ่มขึ้นสายเส้นใยของคอลลาเจนจะฉีกขาดไปตามกาลเวลา และมีการเรียงตัวที่ไม่สวยงามไม่เป็นระเบียบแบบเดิม ผิวเลยหย่อนคล้อย ไม่กระชับ)
    • สูตรผสมของ Water (and) Butylene Glycol (and) PEG-60 Almond Glycerides (and) Caprylyl Glycol (and) Glycerin (and) Carbomer (and) Nordihydroguaiaretic Acid (and) Oleanolic Acid รู้จักกันในนาม AC.NetTM จาก Croda ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เบลนด์กันมาอย่างลงตัวเพื่อดูแลปัญหาสิว ผิวมัน และรูขุมขนกว้าง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบยังระบุว่า สารชุดนี้ยังยับยั้งการเจริญของพวก C. acnes ที่ก่อสิว และ P. ovale ที่ก่อปัญหาผิวหลายประการ เช่น รูขุมขนอักเสบ
    • Ferulic acid กับ Resveratrol เป็น Antioxidant ที่มีประโยชน์มากมายกับผิว ซึ่ง Resveratrol เองก็พอมีข้อมูลเรื่องการเสริมกระบวนการ Autophagy ซึ่งเป็นเสมือนการย่อยสลาย ทำลาย แล้วรีไซเคิลเอาส่วนประกอบที่อาจจะเสื่อมสภาพ หรือไม่ค่อยทำงานแล้ว มาสร้างใหม่ให้ดีเหมือนเดิม
  • สีส้ม Hyaluron และอนุพันธ์หลายชนิด ทั้งตัวเกาะ ตัวเคลือบ และตัวเล็ก มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิวในหลายๆ ระดับ
  • สีชมพู กลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคืองผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

ในภาพรวมส่วนผสมของสารบำรุงที่ใส่ลงมาทำงานเสริมกันอย่างลงตัวทั้งในด้านการฟื้นฟู Barrier ผิว ไม่ว่าจะเป็นส่วนของไขมัน ส่วนของโปรตีน Filaggrin พวก NMF และยังดูแลเรื่อง Microbiome รวมทั้งเติมน้ำ ฟื้นฟู ดูแลปัญหาผิวมัน สิว รูขุมขนกว้าง ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ไปพร้อมๆ กัน สมกับที่เคลมว่าเป็น 6 in 1 Daily จริงๆ

และสูตรใหม่ในปี 2024 นี้ ที่นางเพิ่มมาก็คือ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ซึ่งเป็นโค้ดเดียวกับ Aquatide ซึ่งไปเปิดระบบ SIRT-1 แล้วเสริมกระบวนการ Autophagy ทำให้ผิวแข็งแรง

อีกตัวที่ให้สีฟ้าอ่อนๆ ก็คือ Malachite extract ซึ่งเป็นสารที่ได้จากหินแร่มาลาไคท์ มีส่วนประกอบของแร่ธาตุ Copper ซึ่งเสริมกระบวนการทำงานของผิวในการต่อต้านอนุมูลอิสระจากสิ่งแวดล้อม และเป็น antioxidant

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives Brikk 2024 ก็คือ Brikk คนเดิม ไมโครไบโอมมาครบ Barrier ผิวเริ่ด เพิ่มเติมคือ เสริม Autophagy อีก 1 กรุบ เอาไปเถอะ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ผลิตภัณฑ์เสริม Barrier ส่วนใหญ่เนื้อจะค่อนข้างหนัก แต่น้อง Brikk นั้นทำมาได้ดีมาก บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ คนที่มีผิวมันน่าจะชอบ ส่วนตัวมีผิวผสม-แห้ง คิดว่า สูตรใหม่นี้ทำมาได้ชุ่มชื้นมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ The labatorian ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/8fBa6jB03O

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.sYpqP?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ The labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Isdin Hyaluronic moisture ครีม สูตร Sensitive

Blog นี้ขอหยิบเอาครีม Hyaluronic acid สูตรที่พัฒนาและออกแบบมาสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายจากแบรนด์ ISDIN ที่มีชื่อว่า Hyaluronic moisture สูตร Sensitive skin (รุ่นกระปุกสีชมพู)

โดยใน Blog นี้จะขอย่อชื่อน้องว่า HMS นะคะ

น้องมีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวครีมมีแพคเกจเป็นกระปุก

ซึ่งซีรี่ส์ Hyaluronic moisture ทั้ง 2 สูตรนี้มีความรักษ์โลกตรงที่สามารถรีฟิลได้ค่ะ

(Image from ISDIN official website)

ท้าพิสูจน์ ลองแกะดู ก็แกะได้ไม่ยาก

ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ ISDIN โดยฉพาะในไลน์ ISDINCEUTICS ก็คือมั่นใจได้เลยว่าผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาแล้วแน่นอน น้อง HMS ก็เช่นกัน

โดยทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครเพศหญิงจำนวน 30 คน ให้ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ประเมินผลด้วยแพทย์ผิวหนังและแบบสอบถามให้อาสาสมัครประเมินตนเอง (Self-assessment questionnaire)

พบว่า

  • 97% ของอาสาสมัครมีผิวที่มีสุขภาพดีขึ้น
  • 93% ของอาสาสมัครพบว่า รอยแดงลดลงได้ทันทีในหลังทา
  • 93% ของอาสาสมัครรู้สึกสบายผิว

ผลการทดสอบด้านการลดอาการแดงของผิว

(Image from ISDIN Thailand)

     ก็คือสามารถลดรอยแดงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อให้อาสาสมัครใช้วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์

จากความเด่นในการลดรอยแดง และดูแลการระคายเคืองนี้เอง ที่ทำให้เราสามารถเอาน้องมา Mix & Match เข้ากับ ISDIN retinal intense เพื่อดูแลการระคายเคืองที่อาจจะเกิดได้อย่างลงตัว

ทางไปอ่านรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Retinal intense >>Click<<

ในด้านของเนื้อครีม น้องเป็นครีมที่ออกแบบมาให้มี Texture ที่คล้ายๆ อิมัลชั่นเจล อารมณ์แบบลูกผสม เจล-ครีม

มีกลิ่นหอมเป็นโทนดอกไม้หวานๆ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความชุ่มชื้นสูง ให้ความรู้สึกเย็น และสบายผิว ใช้เวลาสักนิดในการซึม/แห้ง ฟีลลิ่งหลังใช้ผิวนุ่ม ไม่เหนอะหนะ

ด้วย Texture แบบนี้เอามาทำ Retinol sandwich ส่วนตัวรู้สึกว่า ก็ดีอยู่ ไม่หนักผิวเท่าไหร่

ลองมาดูส่วนผสมกันบ้าง

ในส่วนของแบรนด์เคลม แบรนด์ได้เคลมส่วนผสมไว้ 3 กลุ่ม ดังนี้

  • Tri-moisture complex ที่เป็นการเบลนด์ Hya ขนาดกลาง และเล็ก เข้ากับ Pro-vitamin B5 และ Moisturizing biopolymers
  • Multi-protection complex ที่เป็นการเบลนด์ Vitamin E, Exo-P และ VitA-Tech เพื่อให้สมบัติ Antioxidant, Anti-pollution และ Anti-aging ไปพร้อมๆ กัน
  • Redness relief complex ด้วย Niacinamide และสารบำรุงอื่นๆ

เราลองมาดูรายละเอียดของสารบำรุงที่น่าสนใจโดยละเอียดกันค่ะ

ด้วยความที่น้องมีชื่อว่า Hyaluronic moisture ก็เลยขอเริ่มที่ Moisturizer ในกลุ่มสีฟ้า

  • Medium and Low molecular weight hyaluronic acid ที่เติมน้ำให้ผิวในหลากหลายระดับความลึกของชั้นหนังกำพร้า ให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ทั้งในแง่ของการเสริมความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิวที่เกิดความเสียหาย และดูแลการระคายเคือง โดยตัว Panthenol นั้น มีข้อมูลสนับสนุนว่า สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer ที่ดี เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยผิวกักเก็บน้ำโดยไปลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ให้ผิวนุ่ม ยืดหยุ่น เสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ลดการอักเสบระคายเคือง ลดรอยแดง (Ebner et al., Am J Clin Dermatol. 2002;3(6):427-33.)
  • Trehalose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เติมน้ำให้ผิวได้อย่างยาวนาน
  • Urea เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ได้รับการยอมรับในวงการผิวพรรณอีกตัวหนึ่ง น้องเป็น Natural moisturizing factor (NMF) ที่ช่วยจับน้ำให้ผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และมีรายงานสนับสนุนว่า Urea เสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ Keratinocyte ในชั้นหนังกำพร้า ให้ผิวมีความแข็งแรง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว และเสริมภูมิคุ้มกันของผิว โดยไปเสริมการสร้าง Peptide ที่มีฤทธิ์ต่อต้านจุลชีพตามธรรมชาติบนผิว (Dirschka, Int J Clin Pract. 2020;(74, S187):e13569
  • Serine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็น NMF เช่นกัน สำหรับ Serine นั้นผิวอาจหยิบไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ Ceramide ได้

ถัดมา เรามาดูกลุ่ม Multi-protection complex กัน

  • Alteromonas Ferment Extract หรือ ที่รู้จักในชื่อการค้าว่า Exo-P ซึ่งเป็น Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากมลภาวะ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • Vigna aconitifolia Seed Extract หรือสารสกัดจากถั่ว Moth bean ตัวนี้ถ้าดูองค์ประกอบที่มี Maltodextrin ด้วย จะเข้ากันได้กับวัตถุดิบ Vit-A-Like® PW LS 9898 ของ BASF ประเทศเยอรมัน ซึ่งมีผลการทดสอบทั้งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง ผิวหนังจำลอง และในอาสาสมัคร โดยพบว่า สารสกัดนี้ สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมกระบวนการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ซึ่งเหมาะกับผิวแพ้ง่าย และลดเลือนริ้วรอยในอาสาสมัคร (Ref: TDS Vit-A-Like® PW LS 9898)
  • Tocopherol และ Tocopheryl acetate เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ปกป้ององค์ประกอบของไขมันในผิวไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอนุมูลอิสระ

ต่อมาเป็นกลุ่ม Soothing แทนด้วยสีบานเย็น

  • 4-t-Butylcyclohexanol หรือที่รู้จักกันในนาม Symsitive ซึ่งให้ประโยชน์ในการลดการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Hydroxyphenyl Propamidobenzoic Acid หรือ Oat avenanthramide ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่พบในข้าวโอ๊ต มีคุณสมบัติเด่นในการลดการระคายเคือง ดูแลการแพ้ การคัน และให้ความรู้สึกสบายผิว

ปิดจ๊อบด้วย Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว เสริมการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง ลดการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปสู่ภายนอก และชะลอวัย

ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง: ถึงแม้ชื่อจะมาด้วย Hyaluronic moisture แต่ส่วนผสม Beyond เกินไปกว่านั้น เพราะว่านอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ในสูตรยังเสริมสารบำรุงที่ดูแลการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะ และ ดูแลปัญหาริ้วรอย หรือ ปัญหาผิวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามอายุไปได้พร้อมๆ กัน ส่วนตัวว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ: ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: ในแง่ของการ Formulate น้อง HMS ทำมาได้ค่อนข้างดี เลือกใช้สารเพื่อมาเสริมกันได้อย่างลงตัว ในด้านเนื้อสัมผัส น้องมาในเนื้อแบบครีมเจล กลิ่นหอมแนวดอกไม้หวานๆ เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว ส่วนตัวผิวผสม-แห้ง รู้สึกว่าชุ่มชื้นพอดี ไม่เหนอะหนะและไม่หนักผิวเกินไป แต่ก็คงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี ให้คะแนนความชอบ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้เรียนรู้ เปิดหูเปิดตา และรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.oJBGf?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/8KUlV8JjhS

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โลชั่นทาตัว Cute press Ci-Lab Sensitiv Moisture Repair Body Lotion

Blog นี้ขอหยิบเอาโลชั่นทาตัวที่น่าสนใจจากแบรนด์ Cute press รุ่น Ci-Lab Sensitiv Moisture Repair Body Lotion มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันค่ะ

น้องมีทั้งแบบหลอด และแบบขวดปั๊ม

แบบขวดปั๊มมีหน้าตาประมาณนี้

เนื้อไม่หนักมาก ทางแบรนด์พัฒนาสูตรมาให้เหมาะกับอากาศแบบบ้านเรา

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ ไม่เป็นเมือกลื่นเวลาเหงื่อออก

จุดเด่นที่ทางแบรนด์ Claim

  • เพิ่มความชุ่มชื้น 24 ชั่วโมง
  • Sub-micron barrier rescue complex ที่ดึงเอา ceramide และสารบำรุงที่ฟื้นฟู Barrier เข้ามารวมกันในอนุภาคขนาดเล็กเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิว
  • ผ่านการทดสอบการระคายเคืองจากสถาบัน Dermscan
  • น้ำหอมที่ใช้เป็นเกรด Allergen-free ที่มีโอกาสในการเกิดการแพ้น้อย

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมที่น่าสนใจเป็นประมาณนี้ค่ะ

ถ้าเราพิจารณาประเภทของสารที่เป็นส่วนผสมใน Moisturizer แล้ว จะประกอบด้วย 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มของสารเคลือบผิว (Occlusive) สารไขมันทดแทนผิว และทำให้ผิวนุ่ม (Emollient) และสารดูดจับน้ำให้ผิว (Humectant)

โลชั่นตัวนี้ทำมาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ในการเป็น Moisturizer ที่ดีชิ้นหนึ่ง

  • Occlusive ทางแบรนด์เลือกใช้ Dimethicone กับ Petrolatum มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะแบบ Dimethicone มันคือ สารในกลุ่มซิลิโคนนี่นา จะดีหรอ เอาจริงๆ Dimethicone เป็นสารที่ได้รับการยอมรับให้เป็น Over-the-Counter (หรือ OTC) ในประเทศอเมริกา ว่ามีคุณสมบัติปกป้องผิวหนัง (Skin protectant) ค่ะ น้องสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้
  • Emollient เป็นสารไขมันธรรมชาติหลากหลายชนิด ซึ่งตัวที่สำคัญอย่าง Phytosphingosine และ Ceramide NG ก็สามารถดูแลเรื่องของ Barrier ผิวได้ และมีสารไขมันอื่นๆ อีกหลายตัว เช่น Shea butter, Caprylic/capric triglycerides, hydrogenated lecithin ซึ่งดูแลให้ผิวนุ่มนวลได้
  • Humectant ที่เด่นๆ ก็จะเป็น Trehalose ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่จับและช่วยผิวกักเก็บน้ำไว้ได้ค่อนข้างยาวนาน เสริมมาด้วย Sorbitol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลเช่นกัน และมี Hydrolyzed hyaluronic acid มาเติมน้ำอีก 1 ตัว เสริมมาด้วยโปรวิตามินบี 5 ที่นอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ยังดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคืองให้ผิวด้วยอีก 1 ชั้น

สารบำรุงอื่นๆ ก็จะเด่นเรื่องของการให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) และดูแลเรื่องการระคายเคือง มีทั้งว่านหางจระเข้ Bisabolol และ Betaine

ในภาพรวมก็คือเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ทำมาได้น่าสนใจ มีราคาไม่แพงมาก ให้ครบทั้งเติมน้ำ ทดแทนไขมัน และเคลือบผิวเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ เสริมมาด้วยสารที่ให้ความรู้สึกสบายผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี ครบถ้วนสมบูรณ์ตามเกณฑ์การเป็น Moisturizer ที่ดี คือมีทั้ง สารเคลือบผิว (Occlusive) สารไขมันทดแทนผิว และทำให้ผิวนุ่ม (Emollient) และสารดูดจับน้ำให้ผิว (Humectant) เสริมมาด้วยสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวชอบแบบหลอด พกพาสะดวกเวลาเดินทาง ทำมาได้สมคำเคลมว่าเป็นมอยส์เจอร์ที่ดีสำหรับเมืองร้อน ด้วยฟีลลิ่งที่ไม่เหนอะหนะมาก ใช้ได้ทั้งเช้า-ก่อนนอน เหงื่อออกก็ไม่เยิ้ม ไม่รู้สึกเป็นเมือกๆ ลื่นๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สำหรับใครที่สนใจอยากชอปปิ้งมาลองใช้งาน สามารถไปแอบส่องดูโปรได้ตามช่องทางต่างๆ ได้เลยนะคะ

แอพส้ม

https://shope.ee/7KXBvgxXda

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Radiance gel moisturizer เจลมอยส์เจอไรเซอร์สุดปังที่ดูแล Barrier ผิวพร้อมกับให้ประโยชน์ด้าน Whitening

สำหรับบทความนี้ขอหยิบเอามอยส์เจอไรเซอร์ที่น่าสนใจจาก dermArtlogy ที่มีชื่อว่า Radiance gel moisturizer ซึ่งเป็นสูตรที่พัฒนาและปรับปรุงจาก Gel moisturizer สูตรเดิมให้มีความดีงาม และโดดเด่นด้าน Whitening และ Antioxidant เพิ่มขึ้น แต่ยังคงคอนเซปท์ดูแล Barrier ผิวด้วย MLE technology และ Aquatide เช่นเดิมค่ะ

หน้าตาของน้องเป็นประมาณนี้นะคะ

ตัวแพคเกจจริง น้องมาในหลอดสีฟ้าค่ะ

เนื้อมาในรูปแบบข้นๆ คล้ายเจลครีม ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกสบายผิว ซึมไวแห้งไวไม่เหนียวเหนอะหนะ และยังคงความรู้สึกชุ่มชื้นอยู่

สำหรับสูตรนี้ จะมีเคลมหลักเป็นเรื่องของ Cosmetic drone technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมในทางเครื่องสำอาง ที่มีการติด Tag สารที่บรรจุในระบบ Capsule เพื่อให้สารเข้าไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้โดยตรง ซึ่งจะได้กล่าวถึงในช่วงของการวิเคราะห์ส่วนผสม

สำหรับคำเคลมของตัว Cosmetic drone นี้ก็คือ มีคุณสมบัติปรับสีผิวให้สว่างขึ้นถึง 152% ใน 4 สัปดาห์

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ขอเริ่มที่ส่วนผสมที่เป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์ก่อนเลยนะคะ

กลุ่มของสารไขมันทดแทนให้ผิว แทนด้วยสีม่วง

MLE technology จะประกอบด้วยสารหลายชนิด นำมารวมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมตามสิทธิบัตรของทาง Neopharm จนเกิดเป็น Liquid crystal เหมือนไขมัน Lipid lamellar ที่เป็น Barrier ผิวตามธรรมชาติ

(Image from Zeroid global official website)

  • Ceramide-9S คือ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ Ceramide-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015;307(9):781-92.)

AquatideTM แทนด้วยสีเขียว มีชื่อเต็มว่า Heptasodium Hexacarboxymethyl Dipeptide-12 มีรายงานว่าไปเสริมกระบวนการ Autophagy ที่เกิดขึ้นภายในผิว ซึ่งเป็นเสมือนกระบวนการที่ผิวเรารีไซเคิลเอาองค์ประกอบที่มันเสื่อมสภาพมาสร้างและฟื้นฟูเป็นองค์ประกอบใหม่ ให้ผิวเราทำงานได้ดีเหมือนเดิม

มีการทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบ Aquatide พบว่า ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายให้กลับมาสู่สภาพเดิมได้ดีขึ้น โดยประเมินจากค่าอัตราการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

สำหรับประโยชน์ของ Aquatide แบบละเอียดมากขึ้น สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ https://miyeonthereviewer.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/

กลุ่มของสีฟ้า จะเป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว และดูแลเรื่องความชุ่มชื้น

  • Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate รู้จักกันในชื่อ Syn-Hycan® ตัวนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer
    • Fuller คือ มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
    • Firmer คือ เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน
  • Sodium hyaluronate เป็นสารตัวดังอีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิว
  • Lactic acid and Glycolic acid 2 ตัวนี้เป็น AHA ที่การออกฤทธิ์จะขึ้นกับค่า pH ว่าจะเติมน้ำ หรือ ผลัดผิว สองตัวนี้เมื่อเอามาทำเป็น Copolymer กัน จะได้เป็น Lactic acid/Glycolic acid Copolymer ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเปลือกแคปซูล (Poly-lactic glycolic acid shell; PLGA) ของโดรนเทคโนโลยี สังเกตว่าจะมีส่วนผสมของกรดอะมิโนอยู่หลายชนิด ซึ่งปกติกรดอะมิโนจะเป็นกลุ่มสารที่เรียกว่าเป็น Natural Moisturizing Factor (NMF) ที่ทำหน้าที่จับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ มีแนวโน้มว่ากรดอะมิโนเหล่านี้น่าจะเป็นองค์ประกอบที่อยู่ในเปปไทด์ที่บรรจุในถุง PLGA ของโดรนก็เป็นได้
  • Beta-glucan จัดเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่มีการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวบาร์เลย์มีความสามารถในการเสริมการสมานแผล (Carbohydr Polym. 2019;210:389-398.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.) ตัว Beta-glucan จัดเป็นสารในกลุ่ม Prebiotic ที่สนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ Probiotic ส่งผลต่อเนื่องไปยังการปรับสมดุลของไมโครไบโอม ซึ่งจะช่วยให้ผิวมีความแข็งแรง

กลุ่มสีส้ม เป็น Antioxidant (AOX) แบบเน้นๆ ซึ่งจัดเต็มมาด้วยกันหลายตัว ได้แก่

  • Resveratrol เป็น AOX ตัวหนึ่งที่วงการผิวหนังให้การยอมรับ พบได้ในพืชหลายชนิด รวมถึงในไวน์แดง มีประโยชน์กับผิวหลายประการ และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ เช่น มีการทดสอบในคน ด้วย Tape stripping technique พบว่าเมื่อทา Resveratrol ลงบนผิวหนังจะสามารถดูดซึมลงไปยังชั้นล่างๆของ Stratum corneum และให้ผลต่อต้านอนุมูลอิสระยังบริเวณนั้นๆ ได้อยู่ (Arch Dermatol Res. 2017;309(6):423-431.) มีการทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Glutathione ก็เป็น AOX อีกตัวที่วงการผิวหนังให้การยอมรับ นอกจากความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว น้องยังมีส่วนช่วยให้ผิวเราสร้างเมลานินชนิด Pheomelanin ที่มีสีอ่อนกว่า Eumelanin ซึ่งในภาพรวมจะให้สีผิวที่อ่อนลง
  • Superoxide Dismutase เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการกำจัดอนุมูลอิสระของร่างกายตามธรรมชาติ
  • สารสกัดจากสาหร่าย Chlorella ซึ่งมีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกัน

กลุ่มสีน้ำเงิน จะเป็นวิตามินบี 3 บี 5 และสารอื่นที่มีคุณสมบัติดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งวิตามินบี 3 ซึ่งมีประโยชน์ในการดูแลผิวได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลเรื่องการควบคุมความมันและปัญหาสิว และเรื่องรอยดำ กับ Whitening
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว น้องยังมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง และเสริมการฟื้นฟูตัวเองของ Barrier ผิวที่เสียหายจากสิ่งแวดล้อม
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester น้องเป็นเปปไทด์สังเคราะห์ที่เด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • Dipotassium Glycyrrhizate มีคุณสมบัติลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ และมีรายงานการวิจัยในระดับหลอดทดลอง พบว่าสามารถการปกป้องเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนในผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV ได้ (J Photochem Photobiol B. 2015;148:351-7.)

ตบท้ายด้วย Zinc gluconate ที่มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน

โดยสรุปก็คือ เป็นมอยส์เจอร์บำรุงที่พัฒนามาอย่างดี นอกจากดูแล Barrier ผิวแล้ว ยังให้ประโยชน์ด้านของ Whitening, การชะลอวัย ดูแลเรื่องริ้วรอย การระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิวไปพร้อมๆ กัน

ตัวเบสเป็นเนื้อครีมเจลที่เลือกส่วนผสมที่บางเบาไม่เหนอะหนะหนักผิว และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ถ้าเทียบระหว่างสูตรเดิม ตัวเองว่าสูตรนี้ทำเนื้อมาได้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของการฟื้นฟู Barrier ผิวก็คือมาเด่นยืนหนึ่งด้วย MLE + Aquatide เสริมประโยชน์มาด้วย Whitening, Antioxidant ชะลอวัย มีสารบำรุงที่ดูแลเรื่องริ้วรอย และความรู้สึกระคายเคืองผิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เนื้อเบสทำมาได้ค่อนข้างดี และส่วนผสมอื่นๆ ก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบฟีลของเนื้อครีมที่ค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะหนักผิว แต่ถ้าผิวแห้งมากๆ อาจจะต้องหามอยส์เจอร์มาทับอีกชั้นหนึ่ง ในด้านของเรื่องความรู้สึกไม่สบาย หรือระคายผิว และอาการแดงของผิว ส่วนตัวว่าน้องทำได้ตอบโจทย์ ส่วนเรื่อง Whitening ทางนี้ได้ทดลองใช้ประมาณ 1 เดือน และไม่ได้มีปัญหาเรื่องจุดด่างดำ เลยอาจจะยังมองไม่ชัด แต่โดยรวมก็ประทับใจดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้ได้เปิดหูเปิดตาเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ และขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

ส่วนท่านที่สนใจสามารถติดตามไปชอปปิ้งได้ที่ลิงค์ตามนี้เลยนะคะ

Shopee : https://shope.ee/qHEdrG7P5

Lazada : https://s.lazada.co.th/l.WKNg

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#Dermartlogyth #MLEtechnology #RadianceGelMoisturizer

Image

Beauty Update: เซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้นน้องใหม่จากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องสำอางมานานนับสิบปี จาก Secret dose moisture+ enrich serum

จะเป็นอย่างไรถ้าผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดในวงการส่วนผสมสกินแคร์มานานร่วม 10 ปี ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำแบรนด์สกินแคร์ของตัวเอง ก็เป็นผลิตภัณฑ์นี้ไงล่ะ Secret dose moisture+ enrich serum

ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ตัวแพคเกจจริงจะเป็นขวดแก้วแบบมีดรอปเปอร์

น้องเป็นเซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้นผิวที่นำเอาโพลิเมอร์ Sacran ที่สกัดจากสาหร่ายมาเป็นนางเอกในการดูแลผิว

ถ้าพูดถึง Sacran ตัวมันเป็น Polysaccharide ที่แยกสกัดออกมาจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Aphanothece sacrum ที่มีชื่อญี่ปุ่นว่า Suizenji-nori

Polysaccharide ตัวนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงที่ว่าน้องสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่า Hyaluronic acid 5 เท่า และด้วยความที่ Sacran เป็น Polysaccharide ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่มาก และมีความสามารถในการเรียงตัวเป็นฟิล์มเจลบางๆ บนหนังกำพร้า อารมณ์เป็น Second skin น้องเลยให้ประโยชน์ในการเคลือบปกป้องผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว และปกป้องผิวไม่ให้สัมผัสกับสารก่อระคายเคืองและมลภาวะต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม (Doi et al., Biol Pharm Bull. 2018;41(10):1554-1560.)

มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Sacran เทียบกับเซรั่มเบส พบว่าตำรับที่มี Sacran สามารถปกป้องเซลล์ Corneocyte ในชั้นหนังกำพร้าไม่ให้เกิดกระบวนการอักเสบระคายเคือง (Doi et al., J Dermatol. 2017;44(12):1360-1367.) การทดสอบในหนูทดลองที่กระตุ้นให้เกิดภาวะผิวอักเสบด้วยสารเคมี พบว่า Sacran ไปเพิ่มปริมาณน้ำในผิว ลดการสร้าง Cytokine ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Int J Biol Macromol. 2018;108:112-118.)

สำหรับ Sacran ที่ทางแบรนด์ Secret dose เลือกใช้นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เหนือกว่า Sacran ทั่วไป อีกขั้น คือ เอา Sacran มาซ้อน Sacran อีกทีด้วยเทคโนโลยีการถักทอ Biopolymer จากฝรั่งเศส เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้ยาวนานขึ้น

เปรียบเป็นการมาส์กล่องหนช่วยเคลือบและปกป้องการระเหยของน้ำในผิว

นอกจาก Sacran แล้ว ที่สกัดจาก Aphanothece sacrum แล้ว ในเซรั่มนี้ยังเสริมสารบำรุงอื่นเข้ามาเพื่อช่วยเติมน้ำแบบฉ่ำๆ ไม่ว่าจะเป็น Hyaluronate, และสารอย่าง Algin และ Pullulan ซึ่งได้จากธรรมชาติ นอกจากคุณสมบัติในการก่อเจล/เพิ่มความหนืดให้สูตรตำรับแล้ว น้องก็ได้ประโยชน์เรื่องการจับน้ำให้ผิวอยู่ด้วย

สำหรับเบสก็มาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ตัวเนื้อเซรั่มให้ฟีลลิ่งที่เกลี่ยง่าย ไม่เหนอะหนะหนักผิว ซึมไว แห้งไว แต่ยังคงความชุ่มฉ่ำ ชุ่มชื้นผิวเอาไว้ให้แก่ผิว

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อดูแลผิวที่มีปัญหาสิว Zeroid Pimprove Soothing Moisturizer

วันนี้ขอนำเสนอบทรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของครีมมอยส์เจอไรเซอร์น้องใหม่คนสุดท้องของ Zeroid pimprove ที่มีชื่อว่า Pimprove soothing moisturizer ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนก.พ. ที่ผ่านมาอย่างละเอียด

สำหรับแบรนด์ Zeroid นั้นเป็นแบรนด์ที่พัฒนามาภายใต้คอนเซปท์ Zero steroid ที่เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรงในหลายๆ ด้านไปพร้อมกันค่ะ

(Image from Zeroid Korea official website)

ทางเพจได้เคยนำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดีๆ จากแบรนด์นี้ไว้หลายชิ้นอยู่เหมือนกัน สนใจตัวไหนไปจิ้มลิงค์อ่านรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมได้เลยค่ะ

Zeroid ampoule: >>Click<<

Zeroid intensive repair-C: >>Click<<

Zeroid pimprove toner: >>Click<<

สำหรับวันนี้มาวิเคราะห์ตัว Pimprove soothing moisturizer ตัวใหม่ที่พัฒนามาจากสูตรเดิมค่ะ

มีหน้าตาเป็นดังนี้

ตัวแพคเกจมาในขวดแบบ Airless pump ขนาด 95 ml

เนื้อครีมไม่เหนียวข้นจนเกินไป และไม่มีน้ำหอม จึงได้กลิ่นตามธรรมชาติของวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น เย็นสบายผิว ดูฉ่ำโกลว แบบไม่มัน

เนื้อครีมหลังเกลี่ยใต้แสงแฟลช

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากบอกว่า คนผิวมันก็ยังจำเป็นต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์อยู่นะคะ เพียงแต่ต้องเลือกให้ถูกกับผิวของเรา เพราะว่าอาจเกิดสภาวะผิวมันแต่ขาดน้ำก็ได้ เนื่องจากน้ำมันบนผิวนั้นเรียกว่า Sebum มาจากต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ที่เป็นคนละส่วนกับไขมันที่เป็น Barrier ที่อยู่ในชั้นผิว

ไขมันบนผิวเยอะ ไม่ได้แปลว่า ไขมันที่เป็น Barrier ในชั้นผิวจะเยอะและสมบูรณ์ไปด้วย

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมในวันนี้ขอแบ่งเป็นกลุ่มๆ สีตามประโยชน์ค่ะ

ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็น Neopharm เทคโนโลยีสิทธิบัตร MLE ต้องมา

ส่วนผสมของ MLE ใช้แทนด้วยชุดสีม่วง

  • ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ กรดไขมัน ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal
  • เจ้า MLETM นี่เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Polarized light จะเห็นเป็นเครื่องหมายกากบาท เรียก Maltese cross

(Image from Zeroid global official website)

ด้วยความที่การเรียงตัวเหมือนกัน เลยมีแนวโน้มว่าทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

กลุ่มสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว แทนด้วยสีน้ำตาล

  • Oleamide MEA สารตัวนี้รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า RestomideTM เป็นสารนวัตกรรมสิทธิบัตร ออกฤทธิ์โดยไปจับกับตัวรับ Endocannabinoid receptor CB1 ซึ่งพบได้หลายตำแหน่งในผิว เช่น เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า เซลล์ Fibroblast, Melanocyte ต่อมไขมัน บริเวณเส้นประสาท และเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน (Baswan et al., Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology 2020;13:927–942) ส่วนของในภาพรวมสรุปได้ว่ามีประโยชน์ให้ผิวแข็งแรง ประมาณรูปนี้

                    การใช้ Restomide อาจจะให้ประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ ความรู้สึกระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงผ่านการเพิ่มกระบวนการเปลี่ยนสภาพหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ในหนังกำพร้า (Keratinocyte) ให้โตเต็มไวและทำงานได้ดีขึ้น

  • Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อว่า DefensamideTM เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรเช่นกัน มีรายงานว่าไปกระตุ้นเอนไซม์ Sphingosine Kinase 1 (SPHK1) ที่ Keratinocyte (เซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า) ซึ่งไปมีผลเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ และเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ผิว (Ref: Medchem Express; J Dermatol Sci. 2015;79(3):229-34.; J Immunol. 2018; 200(1 Supplement):170.14) นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ไปพร้อมๆกัน
  • Beta-glucan เป็นสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester น้องเป็นเปปไทด์สังเคราะห์ที่เด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)

Niacinamide แทนด้วยสีน้ำเงิน ทางแบรนด์เคลมว่าใช้มาที่ความเข้มข้น 5% ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ด้านของ Barrier ผิว ดูแลการอักเสบระคายเคือง ควบคุมการสร้างน้ำมัน ดูแลเรื่องสิว และดูแลไปถึงด้าน Whitening

สีเขียวเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว มี Hyaluronate กับกรดอะมิโน Arginine

สีชมพู คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant

สำหรับเบสเป็นเบสแบบครีม ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และไม่มีส่วนผสมของสารอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ครีม Zeroid pimprove soothing moisturizer ขวดนี้ มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ที่เด่นไปในด้านของ Soothing (การให้ความรู้สึกสบายผิว) แบบครอบคลุมกันผ่านหลายกลไก ทั้งดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ลดความรู้สึกระคายเคือง ดูแลเรื่อง Barrier ให้แข็งแรง ทั้งในระดับของ Lipid barrier และ ผ่านทาง Antimicrobial peptide และยังดูแลเรื่องสิว ซึ่งอาจจะครอบคลุมถึงด้านของรอยสิวไปด้วยพร้อมๆ กัน เพื่อให้ผิวเราสามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้เอง ตอบโจทย์ผิวมันแต่ขาดน้ำ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมีผิวค่อนข้างแห้ง เลยรู้สึกว่าตัวนี้อาจจะเบาไปนิดหน่อย แต่จากที่ได้ให้เพื่อนที่มีผิวมัน 2 ท่านทดลองใช้ ได้รับฟีดแบคกลับมาเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่เยิ้มเป็นสังขยา ผิดวิสัยครีมเกาที่มักจะใช้แล้วเยิ้มในระหว่างวัน ให้ความรู้สึกสบายผิว ไม่ระคายเคือง และรู้สึกว่าอาการผิวแดงลดลง เพื่อนให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันเลอค่ามาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

LazMall https://invol.co/cljepej

ShopeeMall https://invl.io/clj5gyv

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#ยืนหนึ่งผิวมันขาดน้ำ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย

Image

รีวิวเซรั่มฟื้นฟู Barrier ที่เนื้อบางเบาอย่างไม่น่าเชื่อ กับ Brikk 6 in 1 daily skin barrier treatment essence จาก The labatorian

สำหรับ Content นี้จะมาเล่าถึงเซรั่มที่น่าสนใจ ซึ่งทางแบรนด์ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟู Barrier ผิวในทุกมิติ จากแบรนด์ The Labatorian ซึ่งทางเพจเราได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์หลายๆ ชิ้นไปก่อนหน้านี้ค่ะ

วันนี้จะมาวิเคราะห์เซรั่มน้องใหม่ของทางแบรนด์ ที่พึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ค่ะ

เซรั่มน้องใหม่นี้มีชื่อว่า Brikk ซึ่งว่ากันว่ากว่าทางแบรนด์จะได้สูตรนี้มานั้นผ่านการปรับสูตรมามากกว่า 50 สูตรเลยทีเดียวจนกว่าจะได้สูตรที่ดีงามขนาดนี้

น้องใหม่ Brikk มีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ตัวแพคเกจนั้นมาในขวดแก้วที่ด้านในเป็นฝาปั๊มค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบใส จะได้กลิ่นหอมของกุหลาบจางๆ ซึ่งมาจาก Rose water ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ นอกจากจะให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) แล้วก็ยังได้กลิ่นหอมด้วย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย แรกๆ จะให้สัมผัสลื่นๆ ผิว แต่เมื่อทิ้งไว้สักพัก ไม่ถึง 1 นาที ตัวเซรั่มจะซึม/แห้งไป ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ชุ่มชื้น และไม่เหนียวเหนอะหนะ

ค่า pH นั้นอยู่ที่ประมาณ 5 นะคะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่า pH ของผิว

รายการส่วนผสมนั้นเรียกได้ว่าจัดเต็มคาราเบลมาเกินเบอร์เกินหน้าเกินตาความเป็นเซรั่มใสมาก

ก่อนจะไปดูที่ส่วนผสม เรามาลอง Revised trend ใหม่ล่าสุดของ Barrier ผิวกันค่ะ

ในสมัยก่อนเรากล่าวกันว่า Barrier ผิวประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

  1. ไขมันที่อยู่ระหว่างเซลล์ Corneocytes (เซลล์ในชั้น Stratum corneum)
  2. Natural moisturizing factor (NMF)
  3. ตัวเซลล์ Corneocyte เองที่เรียงตัวแบบคดเคี้ยว และในเซลล์มีโปรตีน Keratin ที่อัดกันแน่น ทำหน้าที่ปกป้อง Lipid barrier อีกชั้นหนึ่ง ตัวเซลล์ Corneocyte เอง จะมีเปลือกที่เป็นโปรตีนเชิงซ้อน ที่เรียกว่า Cornified envelope หรือ Corneocyte envelope เคลือบอยู่อีกชั้น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้อีกชั้นหนึ่ง

เราเรียกโมเดลที่แสดงถึงสิ่ง 3 สิ่งนี้ว่า Brick-wall model ตามภาพค่ะ

ทีนี้ถ้าเราย้อนกลับไป เราแบ่ง Barrier ของผิวออกเป็นกลุ่มๆ ค่ะ

  1. Physical barrier คือ ตัวผิวเอง โครงสร้างที่สมบูรณ์ของผิวหนังเป็นตัวปกป้องไม่ให้ของดีๆ ภายในออกไปข้างนอก และป้องกันไม่ให้อันตรายจากภายนอกเข้ามาข้างใน
  2. Chemical barrier คือ พวกสารเคมีต่างๆ ที่ผิวเราสร้างขึ้นมา การรักษาสภาวะ pH ให้เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคโตได้ บางที่อาจจะนับรวม Biochemical barrier เข้ามาไว้ด้วย คือพวก Antimicrobial peptide ที่ผิวเราสร้างขึ้นมาระงับเชื้อก่อโรคต่างๆ ตัวที่ดังๆ ก็เช่น Defensin
  3. Immunological barrier คือ ระบบภูมิคุ้มกันของผิวเรานั่นเอง ที่คอยปกป้องผิวจากทั้งสารเคมี และพวกจุลินทรีย์ต่างๆ
  4. และล่าสุด เราเริ่มมีการพูดถึง Microbiological barrier คือ พวกจุลินทรีย์หลากหลายชนิด และเจ้าแมลง Dermodex ที่อาศัยกันเป็นชุมชน Microbiome น้องมีปฏิกิริยากับผิวเราทำให้ Immune ของผิวเราทำงานอยู่ตลอดเวลา เป็นเหมือนการซ้อมรบ และเป็นเหมือนการกระตุ้นให้ผิวเราสร้างสารต่างๆ ออกมา เพื่อทำหน้าที่ในชีวิตประจำวัน

เจ้า Microbiological barrier นี่แหละ ที่เป็นที่มาของเทรนด์การเลือกใช้ Pre-pro-post biotics ในทางเครื่องสำอางเพื่อสุขภาพที่ดี เพราะถ้า Microbiome ของเราอยู่ในสภาวะสมดุลดี ผิวเราก็จะสมดุลดีไปด้วย

โดยตัว Brikk นั้นเคลมว่าเป็น 6 in 1 Daily ที่ดูแลผิวเสมือนรวมเอาเซรั่ม 6 ขวดเข้าไว้ด้วยกัน ดังนี้

  • Antioxidant ด้วยส่วนผสมของ Antioxidant ชั้นเลิศอย่าง Resveratrol กับ Ferulic acid
  • Anti-pollution ตัวที่น่าสนใจก็คือ Ectoine กับพวกสารที่ฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • Microbiome ดูแลด้วย Prebiotics
  • Lipid & NMF ฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Hydration เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างยาวนาน

เราลองมาดูส่วนผสมของ Brikk กันนะคะว่าดูแล Barrier ผิวได้ในทุกมิติ และเป็นเซรั่ม 6 ขวดในขวดเดียวกันได้ อย่างไร

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมของ Brikk นั้นมีใช้หลายสีเพื่อแบ่งกลุ่มนะคะ เรามาลองดูตัวที่น่าสนใจกันค่ะ

  • กลุ่ม Microbiome ใช้แทนด้วยสีเขียวมะกอก
    • ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย Prebiotic 2 ชนิด ได้แก่ Inulin และ Beta-glucan และ Post-biotic อย่าง Lactococcus ferment lysate
    • Inulin เป็น Polysaccharide ที่พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น Chicory, artichoke ซึ่งจัดเป็น Prebiotic ชนิดหนึ่ง น้องเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีที่เรียกกันว่า Probiotic ในทางเครื่องสำอางมีการใช้ Inulin เพื่อเป็น Moisturizer โดยข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า Inulin มีความสามารถในการเป็น Moisturizer ที่ดีกว่า Hyaluronic acid (Ref: TDS preBIULIN AGA)
    • Beta-glucan เป็น Polysaccharide ที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และในพืชบางชนิด เช่น Oat ซึ่งนอกจากความสามารถในการเป็น Prebiotic แล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านการเป็น Moisturizer และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect
    • Lactococcus ferment lysate เป็นกลุ่มสารที่ได้จากการย่อยระบบที่เลี้ยงจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Lactoccus เราเลยเรียกว่า Postbiotic ข้อมูลจากวัตถุดิบ ProRenew Complex CLR™ กล่าวว่าใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ Lactococcus lactis ซึ่งมีรายงานงานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์ที่ดีหลายชนิด เช่น คุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิวในผิวหนังเพาะเลี้ยง (Lett Appl Microbiol. 2019;68(6):530-536.) เสริมการทำงานของ Barrier ผิวผ่าน Antimicrobial peptide ที่ชื่อ Defensin ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผิวตามธรรมชาติ และเสริมการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญตัวหนึ่งของผิว ไม่ว่าจะเป็น เป็นสารตั้งต้นของ NMF และ เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของ Cornified envelope ที่ให้ Corneocyte แข็งแรง ปกป้องผิวเราจากอันตรายต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม ผลทั้งสองอย่างทดสอบในผิวหนังเพาะเลี้ยง และมีการทดสอบในอาสาสมัครโดยให้ทาตำรับที่มี Lactococcus วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 30 วัน พบว่าผิวหนังของอาสาสมัครมี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น วัดจากค่าการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ที่ลดลง และช่วยปรับสมดุลค่า pH ของผิว (Skin Pharmacol Physiol. 2019;32(2):72-80.)
  • สีบานเย็น เป็นพวกสารที่เสริมคุณสมบัติการเป็น Barrier ของผิว อย่างพวก Ceramide, Cholesterol และ Sphingoid base ที่เป็นโครงสร้างสำคัญของ Ceramide อย่าง Phytoshingosine
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่เติมน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น
    • Ectoine เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม สร้างโดยแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้าย (Extremophile) ทำหน้าที่ปกป้องตัวเขาเองจากอันตรายภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากปัจจัยกายภาพและเคมี มีการพบว่าตัว Ectoine จะทำหน้าที่ดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเองแล้วกลายเป็นชั้นโครงสร้างที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเซลล์เอาไว้ เรียกว่าเป็น Ectoine hydrocomplex (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) เจ้า Hydrocomplex ดังกล่าวส่งผลดีถึงองค์ประกอบทั้งเซลล์ คือปกป้องเซลล์นั้นให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำต่ำลง จะไปมีผลต่อระบบของการอักเสบทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ในกรณีของผิวหนัง การมี Ectoine จะช่วยให้ Lipid barrier ของผิวทำงานได้ตามปกติและมีความแข็งแรง ผิวจึงแข็งแรง และเก็บกักน้ำได้ดี (มีการระเหยของน้ำออกจากผิว/Transepidermal water loss; TEWL น้อย) (Biophys Chem. 2010;150(1–3):37–46.) มีการทดสอบประสิทธิภาพในทางผิวหนังอยู่หลายชิ้น ซึ่งได้กล่าวถึงในบทความวิชาการล่าสุดของ Kauth และ Truvosa (Dermatology and Therapy. 2022;12:295–313) ในภาพรวมคือ Ectoine ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ลดการอักเสบระคายเคือง รวมทั้งดูแลปัญหาผิวอักเสบและระคายเคืองต่างๆ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.) ยังมีการทดสอบพบว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)
    • Polyquaternium-51 ตัวนี้เป็น Polymer สังเคราะห์ที่มีโครงสร้างคล้ายกับไขมัน Phospholipid บนผิวของเรา ว่ากันว่านางจะเคลือบผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นของนางดีกว่า Hyaluronic acid
    • Saccharide isomerate ที่เด่นเรื่องการจับน้ำให้ผิวได้อย่างยาวนาน เพราะน้องสามารถเกาะติดบนผิวได้ดีและอยู่บนผิวได้นาน ถ้าเราไม่ล้างออกไป
    • Betaine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine ที่นอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้น ยังดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว และปรับ Feeling ของสูตรให้ไม่เหนอะหนะไปพร้อมๆ กัน
    • กรดอะมิโน และสารอื่นที่จัดเป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF มีคุณสมบัติในการจับน้ำให้แก่ผิว
  • สีเขียว คู่หูคู่ขวัญ Niacinamide (B3) + N-acetyl-D-glucosamine (NAG) เราคงไม่กล่าวถึงประโยชน์ของ B3 และ NAG แบบแยกกัน เพราะทั้ง 2 ตัวก็มีประโยชน์กับผิวมากโขอยู่ สำหรับการใช้ร่วมกันนั้นมีการศึกษาที่น่าสนใจโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • สีน้ำเงิน สารบำรุงอื่นๆ ยกตัวอย่างบางตัวที่น่าสนใจ เช่น
    • Syn-Hycan (Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate) สารชื่อยาวๆ นี้เป็นเปปไทด์สังเคราะห์ เทคโนโลยีสิทธิบัตร ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการเสริมการทำงานของ TGF-Beta ที่มีตามธรรมชาติของผิว ซึ่งส่งผลต่อไปให้มีการสังเคราะห์กลุ่มสาร Matrix จำพวก Hyaluron, Lumican และ Decorin ซึ่งมีคุณสมบัติให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และมีความแข็งแรง รวมทั้งช่วยเสริมการเรียงตัวของคอลลาเจนเดิมในผิวให้อยู่ในโครงร่างที่แข็งแรง (ปกติเวลาเราอายุเพิ่มขึ้นสายเส้นใยของคอลลาเจนจะฉีกขาดไปตามกาลเวลา และมีการเรียงตัวที่ไม่สวยงามไม่เป็นระเบียบแบบเดิม ผิวเลยหย่อนคล้อย ไม่กระชับ)
    • สูตรผสมของ Water (and) Butylene Glycol (and) PEG-60 Almond Glycerides (and) Caprylyl Glycol (and) Glycerin (and) Carbomer (and) Nordihydroguaiaretic Acid (and) Oleanolic Acid รู้จักกันในนาม AC.NetTM จาก Croda ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เบลนด์กันมาอย่างลงตัวเพื่อดูแลปัญหาสิว ผิวมัน และรูขุมขนกว้าง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบยังระบุว่า สารชุดนี้ยังยับยั้งการเจริญของพวก C. acnes ที่ก่อสิว และ P. ovale ที่ก่อปัญหาผิวหลายประการ เช่น รูขุมขนอักเสบ
    • Ferulic acid กับ Resveratrol เป็น Antioxidant ที่น่าสนใจ
  • สีส้ม Hyaluron มากมายหลายรูปแบบ ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิวในหลายๆ ระดับ
  • สีชมพู กลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคืองผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

ในภาพรวมส่วนผสมของสารบำรุงที่ใส่ลงมาทำงานเสริมกันอย่างลงตัวทั้งในด้านการฟื้นฟู Barrier ผิว ไม่ว่าจะเป็นส่วนของไขมัน ส่วนของโปรตีน Filaggrin พวก NMF และยังดูแลเรื่อง Microbiome รวมทั้งเติมน้ำ ฟื้นฟู ดูแลปัญหาผิวมัน สิว รูขุมขนกว้าง ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ไปพร้อมๆ กัน สมกับที่เคลมว่าเป็น 6 in 1 Daily จริงๆ

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ก็ตามที่ได้เกริ่นไปในด้านบน คือ คุณเขาจัดมาเต็มมาก เอาไปเถอะ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ผลิตภัณฑ์เสริม Barrier ส่วนใหญ่เนื้อจะค่อนข้างหนัก แต่น้อง Brikk นั้นทำมาได้ดีมาก บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ คนที่มีผิวมันน่าจะชอบ ส่วนคนที่มีผิวแห้ง หรือผสม/แห้ง อาจจะต้องหาครีมมาทับอีกชั้นหนึ่งถึงจะเลิศเลอขั้นสูงสุด หลังจากที่ได้ลองใช้มาเกือบเดือนส่วนตัวคิดว่าน้องทำมาได้ดีจริงๆ ผลไม่ได้หวือหวาแบบค่ำคืนเดียวปิ๊ง แต่มันจะค่อยๆ รู้สึกไปเอง แบบใช้มาสักพัก เอ๊ะ ทำไมวันนี้หน้านุ่ม มันจะเป็นฟีลแบบอยู่ดีๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ผิวดีอะไรแบบนี้ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ The labatorian ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ The labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ