[Full review] My beauty diary mask sheet

[Full review] My beauty diary mask sheet

วันนี้มี่แวะมารีวิวมาสค์จาก My beauty diary ที่ได้มาทั้งหมด 9 สูตรให้ชมกันค่ะ

IMG_3334-re

มาดูจุดเด่นของมาสค์แบรนด์นี้กันก่อนนะคะ

1. มาสค์แบรนด์นี้จะเป็นมาสค์ที่ผลิตมาด้วยเทคโนโลยีแบบ Multi-layer คือ ประกอบด้วยเยื่อบางๆหลายๆชั้น โดยชั้นบน กับชั้นล่างสุดจะเป็นชั้นเส้นใยที่นุ่มๆ และชั้นกลางจะเป็นชั้นที่เก็บเอา Mask solution (ขออนุญาตเรียกเป็นไทยว่า น้ำยา แล้วกันนะคะ)

2. น้ำยาของแผ่นมาสค์ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มี Paraben เป็นองค์ประกอบ (ทางแบรนด์ Claim เพิ่มมาอีกสองตัวว่า ไม่มี MIneral oil และสารเรืองแสงค่ะ)

ทำไมต้องไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์อาจจะทำให้บางคนไม่สบายผิวได้

ทำไมต้องไม่มีพาราเบน เพราะพาราเบนบางตัวก่อให้เกิดการแพ้ และถ้าดูดซึมเข้าไปในร่างกายอาจจะไปรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมนได้ค่ะ

3. แผ่นมาสค์มีเอกลักษณ์พิเศษ คือ สามารถฉีกได้ เพื่อให้กระชับเข้ากับรูปหน้าของแต่ละคนค่ะ

เมื่อเราแกะซอง แผ่นมาสค์จะถูกพับมาอย่างเรียบร้อย พร้อมกับแผ่นพลาสติคที่ทำหน้าที่เป็นโครงรักษารูปร่างของแผ่นมาสค์เอาไว้ค่ะ

mask 2

แผ่นมาสค์สามารถฉีกได้ 3 จุด ค่ะ เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละคน

mask 3-re

mask 4

สูตรที่มี่ได้มามี 9 สูตร ค่ะ ได้แก่

1. Red wine mask Claim เรื่อง กระชับผิว ลดริ้วรอย และช่วยเรื่องผิวขาว

2. Apple polyphenol mask Claim เรื่อง กระชับรูขุมขน ผิวขาวและกระจ่างใส

3. Arbutin white mask Claim เรื่อง ผิวขาวและนุ่มนวล

4. Collagen firming mask Claim เรื่อง กระชับริ้วรอย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว

5. Caviar mask Claim เรื่องเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก และฟื้นฟูผิว

6. Aloe mask Claim เรื่อง เพิ่มความชุ่มชื้นและให้ความรู้สึกสบายผิว

7. Royal jelly mask Claim เรื่อง ปรับสภาพผิว ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวขาว

8. Black pearl mask Claim เรื่อง ผิวขาวกระจ่างใสและชุ่มชื้น

9. Bulgarian white rose mask Claim เรื่อง เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวนุ่มนวลและกระจ่างใสค่ะ

ไหนๆก็มาทั้งทีก็ต้องวิเคราะห์ส่วนผสมค่ะ

แต่จะให้วิเคราะห์ทั้ง 9 สูตรคงตามอ่านกันเหนื่อยแน่ๆ

อย่างแรกเลย ขอยกส่วนผสมที่คล้ายๆกัน และเจอในมาสค์หลายๆสูตรก่อนนะคะ

ตัวแรก Glycosphingolipids เป็นไขมันชนิดพิเศษ ที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ผิว และเป็นไขมันที่ผิวสามารถเอาไปเปลี่ยนเป็น Ceramide ในผิวได้ ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นค่ะ

ตัวต่อมา กลุ่มสารเติมน้ำตัวเล็กๆ ที่เราเรียกว่า Natural moisturizing factor (NMF) พวกนี้จะเป็นองค์ประกอบที่พบในผิวค่ะ ที่เจอในสูตร Mask ก็จะมี Sodium lactate กับ Sodium PCA

Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี ให้ผลเป็น Antioxidant ในส่วนผสมมีน้ำมันไม่กี่ชนิดและบรรจุมาในซองปิดสนิท จึงอาจจะมีวิตามินอีเหลือมาให้ประโยชน์กับผิวได้ด้วย

อีกตัว Polyglutamic acid ตัวนี้เป็นโพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid หลายๆตัวพบได้จากการหมักถั่วหมักญี่ปุ่น หรือ Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่งสารเข้าสู่ร่างกาย ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น

และมี สารสกัดจากพืชหลายๆตัวที่เจอในแทบทุกสูตร

ตัวอย่างเช่น Aloe barbadensis leaf juice หรือ น้ำจากใบว่านหางจรเข้ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้รู้สึกสบายผิว

ลองวิเคราะห์แบบละเอียดซักส่วนผสมนะคะ

ขอเลือกสูตร Arbutin whitening mask ค่ะ (ถ้าอยากให้วิเคราะห์ส่วนผสมสูตรไหนอีกแนะนำเข้ามาได้นะคะ) มาดูส่วนผสมกันก่อนดีกว่าค่ะ

mask 1
ส่วนผสมชุดนี้ประกอบด้วยสารสกัดจากพืชหลายๆชนิดที่ให้ผลเป็น Whitening ได้ และยังมีผลหลายๆด้าน เช่น Moisturizing, Antioxidant, ลดการอักเสบ และการระคายเคือง รวมไปถึงมีสารที่ช่วยผลัดผิวจากธรรมชาติ คือ สารสกัดจากผลเกรฟฟุต สารสกัดจากสับประรด แอปเปิ้ล ส้ม และ Sugar maple พวกนี้มีกรดอินทรีย์และเอนไซม์ที่ช่วยผลัดผิวได้ และจะมีความอ่อนโยนกว่าการใช้ AHA แบบเพียวๆ

โดยรวมถือว่าค่อนข้างมาครบเลยทีเดียวค่ะ

ตัวน้ำยามีกลิ่นค่อนข้างหอม ไม่เหนียวและเหนอะหนะจนเกินไป พอมาสค์เสร็จผิวหน้าก็นุ่มและอิ่มน้ำพอดี โดยรวมถือว่าดีเลยค่ะ

ให้คะแนนส่วนผสม 5/5
การใช้งาน 5/5

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ พบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

Love you,
xoxo

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) ผู้นำเข้ามาสค์ My beauty diary ในไทยค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.mybeautydiary.co.th/ เลยนะคะ
[Review] Soft lip care จากแบรนด์ เภสัชกร

[Review] Soft lip care จากแบรนด์ เภสัชกร

วันนี้มี่มารีวิวลิปเนื้อเจล Soft lip care จากแบรนด์เภสัชกร ให้ชมกันค่ะ

แต่ก่อนจะไปอ่านรีวิว มาชมสาระกันก่อนซักเล็กน้อยนะคะ

รู้จักกับริมฝีปากก่อนซักนิด

ริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีความเครียด (Stress) สูงมากเป็นอันดับต้นๆของร่างกาย เพราะริมฝีปากเดี๋ยวแห้งเดี๋ยวเปียก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียกว่า Osmotic pressure อยู่ตลอด ส่งผลให้เซลล์ทำงานหนักมาก แค่นั้นไม่พอ ริมฝีปากยังต้องสัมผัสสิ่งต่างๆจากภายนอก เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยาสีฟัน และ ลิปสี นี่ไม่รวมถึงการใช้ปากทำอย่างอื่นอีกนะ

ผิวหนังบริเวณปากค่อนข้างบาง และเป็นบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างผิวหนังปกติ กับผิวแบบเยื่อเมือกของช่องปาก มีเส้นประสาทมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ไม่มีต่อมเหงื่อ ทำให้ริมฝีปากค่อนข้างไวต่อสภาพอากาศและสิ่งต่างๆจากภายนอก

ทำไมลิปบาล์มถึงจำเป็น

เพราะว่าริมฝีปากจะต้องทนกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวแห้งเดี๋ยวชื้น และต้องสัมผัสกับสภาพอากาศ ไขมันที่เป็น Barrier ก็น้อย ริมฝีปากก็จะแห้งแตกลอกได้ตลอดเวลา ยิ่งถ้าคนชอบเลียริมฝีปาก พอน้ำลายเราแห้งน้ำลายก็จะดึงน้ำในริมฝีปากออกไปด้วย สุดท้ายก็คือยิ่งแห้งยิ่งแตกกันไปมากกว่าเดิม

เวลาเราทาลิปบาล์ม ชั้นฟิล์มของไขมันจะเคลือบริมฝีปากไว้ปกป้องไม่ให้น้ำระเหยจากริมฝีปาก และเคลือบไม่ให้ริมฝีปากสัมผัสกับสิ่งต่างๆได้ง่าย

ถ้าพูดถึงลิปบาล์ม อยากได้อะไร

1.รสชาติ คือ ไม่มีรส ไม่งั้นก็ต้องมีรสที่ดี

2.ใช้สารที่ทานได้ ไม่เป็นพิษภัย

3.ทาได้ง่าย เกลี่ยได้สะดวก

4.ไม่หนาและเหนอะหนะหนักริมฝีปาก

5.ให้ฟิล์มเคลือบที่แข็งแรง ยืดหยุ่น ไม่หลุดง่าย

6.ปกป้องริมฝีปากได้ยาวนาน

7.ไม่มันเยิ้มจนดูเหมือนกินไก่มา

มาดูลิปบาล์มที่จะรีวิวดีกว่าค่ะ

ลิปบาล์มวันนี้เป็นลิปบำรุงแบบเจลสูตรใหม่ชื่อว่า Soft lip care จากแบรนด์เภสัชกร เจ้าเก่าที่ผลิต ลิปตลับสีชมพู คิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนค่ะ แค่เห็นก็คงร้องอ๋อ เพราะความเลอค่าของลิปตลับ ที่มีการกล่าวถึงกันอย่างหนาหู มี่คงไม่ต้องรีวิวลิปตลับตัวนี้แล้วนะคะ

lip 1

มาดูตัวใหม่กันดีกว่าว่าจะเลอค่าเช่นเดียวกับลิปตลับหรือเปล่า

เขามาในหลอดบีบเหมือนลิปกลอสค่ะ ปากเป็นปลายตัดเฉียง มีรูเล็กๆ กำหลอดบีบออกมาประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวแล้วลูบที่ปากได้เลย ทาง่ายไม่ต้องใช้กระจกก็ไม่เลอะค่ะ เพราะปากหลอดมันรับกับริมฝีปากของดิฉันพอดีเลย (ฉันเป็นคนเดียวรึเปล่า)

lip 2

เนื้อลิปเป็นสีชมพูนะคะ แต่ทาแล้วไม่ติดสีบนปากค่ะ แค่เยิ้มๆเบาๆ มีกลิ่นหอมผลไม้ ทางแบรนด์บอกว่าเป็นกลิ่นเชอร์รี่ค่ะ แรกๆใช้ก็แบบ เชอร์รี่หรอ แต่หลังๆเหมือนชินไปเองค่ะ อ้อเชอร์รี่ 555

lip 3

เกลี่ยแล้วจะไม่ได้เยิ้มมากค่ะ

lip 4

ทาบนปากให้ดูค่ะ

lip 5

ไม่มีสีค่ะ กำลังวาวาๆดูสุขภาพดีพอดีเลย

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมของลิปตัวนี้กันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม
Petrolatum, Hydrogenated jojoba oil, Tocopheryl acetate, Flavor, Carthamus tinctorius oil, Aloe barbadensis leaf extract, Chamomilla recutita extract, CI 15850.

เค้าเคลมว่ามีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ ว่านหางจรเข้, คาโมมายล์, Jojoba oil และ วิตอีค่ะ

ตัวนี้ถ้าให้มี่แบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ มี่จะแบ่งอย่างนี้เนาะ

กลุ่มแรก คือ พวกไขมัน ก็จะมี

-Petrolatum ที่เป็นตัวเคลือบกันน้ำระเหย รักษาความชุ่มชื้น ตัวนี้เคลือบผิวได้ดีมากค่ะ (ในห้องแลปเราใช้เป็นสารมาตรฐาน กำหนดค่าการปกป้องกันน้ำระเหยเป็น 100% ทีเดียวเชียว) สารนี้ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ไม่ทำให้ปากดำค่ะ

-น้ำมันจากพืช ก็จะมี Hydrogenated jojoba oil กับ Safflower oil ตัวน้ำมันดอกคำฝอยนี้มีส่วนผสมของกรดไขมันจำเป็นอยู่เยอะมาก ดูดซึมได้ ทดแทนไขมันให้กับผิวปาก และมีคุณสมบัติลดอักเสบได้ด้วยค่ะ

กลุ่มสอง คือ พวกสารออกฤทธิ์ ก็จะมี

-Tocopheryl acetate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินอี เป็น Antioxidant ค่ะ แต่ส่วนมากให้ผลแค่ปกป้องสารไขมันไม่ให้เสื่อมสภาพ

-สารสกัดจากใบว่านหางจรเข้ (Aloe barbadensis leaf extract) นอกจากเรื่องความชุ่มชื้น กับคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองแล้ว ยังมีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) ปากก็มีเมลานินนะคะ ถึงจะน้อยกว่าที่ผิวก็เถอะ

-สารสกัดจากคาโมมายล์ (Chamomilla recutita extract) นอกจากเรื่องความสามารถในการลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผลด้วยนะคะ (Nat Prod Res. 2010; 24(8):697-702.)

จะเห็นได้ว่าส่วนผสมค่อนข้างมาเต็ม และทานได้ทุกอย่าง ขนาดสารแต่งกลิ่นยังมาในรูปของ Flavor เลย (Flavor หมายถึงสารแต่งกลิ่นอาหาร ถ้าเป็น Parfum หรือ Fragrance จะทานไม่ได้)

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้มีหัวข้อประเมินแค่สองข้อนะคะ

1.ส่วนผสม ทำมาได้อย่างลงตัวทั้งน้ำมันจากธรรมชาติ ไขมันเคลือบผิว และเสริมด้วยสารสกัดจากพืชที่ให้ผลเรื่องของการลดระคายเคือง ลดการอักเสบ จะช่วยสยบความเครียดของริมฝีปากได้ (ว่าไปนั่น) โดยรวมอยากได้ Antioxidant อีกนิดดดดดดนึง ขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะ

2.การใช้งาน ตัวนี้เกลี่ยง่าย แพคเกจคือดีงาม รับกับปากพอดี เคลือบปากได้ค่อนข้างดี ไม่เยิ่มเหมือนกินไก่ กลิ่นหอม ไม่มีรส และไม่มีสีติดปาก ทาครั้งหนึ่งถ้าไม่ได้กินอะไรเลยจะอยู่ได้เกือบๆ 6 ชั่วโมง แต่ถ้ากินเสร็จก็คงต้องเติมใหม่ โดยรวมถือว่าชอบนะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท King Health Care ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์เภสัชกรค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/LipscareBhaesajchakorn

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Love you,
xoxo
[Treatment Review] ทรีทเมนท์เติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว Osmolyte โดย Munique by Murad

[Treatment Review] ทรีทเมนท์เติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว Osmolyte โดย Munique by Murad

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา มี่มีโอกาสได้ไปทำทรีทเมนท์ที่ชื่อ “Cellular water therapy” กับทางสถาบัน Munique by Murad มาค่ะ ผ่านมาก็เดือนครึ่งแล้วจึงขอมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ขอเกริ่นนำนิดหน่อยจากมุมมองของคนนอกก่อนนะคะ สถาบัน Munique นี่เป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดจาก Murad skin Institute หรือ สถาบันดูแลสุขภาพผิวมิราด ก่อตั้งมาโดยคุณหมอ Howard Murad ซึ่งเป็นอาจารย์หมอที่มหาวิทยาลัยแพทย์ ที่ UCLA’s Geffen School of Medicine เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Inclusive health) และ ด้านผิวหนัง รวมไปถึงเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง/เวชสำอาง ที่ชื่อว่า Murad ค่ะ

คุณหมอ Murad แต่งหนังสือดีๆ อยู่หลายเรื่อง แต่ที่เกี่ยวข้องเรื่องความสวยความงามมีด้วยกัน 4 เรื่อง (เรียงจากใหม่สุดไปหาเก่าสุด) ได้แก่

1.The Water Secret: The Cellular Breakthrough to Look and Feel 10 Years Younger
2.The Cellulite Solution: A Doctor’s Program for Losing Lumps, Bumps, Dimples, and Stretch Marks
3.Wrinkle-Free Forever: The 5-Minute 5-Week Dermatologist’s Program
4.The Murad Method: Wrinkle-Proof, Repair, and Renew Your Skin with the Proven 5-Week Program

ส่วนตัวมี่เองเคยอ่านหนังสือ เรื่อง Cellulite ของแก อยู่ค่ะ แกเขียนได้ค่อนข้างดี ใช้ภาษาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีภาพประกอบน่ารัก ล่าสุดตอนไป กทม. เมื่อกลางเดือน ไปเดินร้าน Kinokuniya ไปตามหาหนังสือ Water secret แต่ของดันหมดซะได้ น่าเสียดายเหมือนกันค่ะ

นอกเรื่องไปเยอะ มาดูบรรยากาศของสถาบันฯ มิวนีค ก่อนดีกว่าค่ะ

นางมีสองสาขานะคะ คือ สาขาเกษรพลาซ่า กับ คิวเฮาส์ลุมพินีค่ะ

สาขาที่มี่ไปรับบริการเป็นสาขาที่อาคารไลฟ์เซ็นเตอร์ คิวเฮอาส์ลุมพินี ที่อยู่หน้าปากประตู MRT ลุมพินีเลยค่ะ

munique

บรรยากาศดูหรูหรา สะอาดสะอ้าน เรียบง่าย

พอเดินเข้าไปก็จะมีทีมงานคอยต้อนรับ และนำเครื่องดื่มมาให้ค่ะ มีให้เลือก 3 อย่าง เป็นน้ำส้ม น้ำแอปเปิล และน้ำสับปะรด แนวคิดของดร.มิวราดบอกว่า ารดื่มน้ำจากผลไม้จะทำให้เซลล์ได้รับน้ำได้มากกว่าการดื่มน้ำเปล่าธรรมดา (หลังจากออกมาก็เห่อดื่มน้ำผลไม้ไปพักใหญ่ๆเลยค่ะ มีน้ำส้มยี่ห้อหนึ่งที่เขาไม่ใส่น้ำตาล 1 กล่องมีน้ำตาลแค่ 6 กรัม ดื่มแล้วไม่รู้สึกผิดมากเท่าไหร่ สาวๆลองพลิกข้างกล่องดูด้วยนะคะว่าน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน เคยเจอยี่ห้อหนึ่งกล่องเล็กนิดเดียวมีน้ำตาลเกือบ 30 กรัม คุณพระ เอามือทาบอก !!)

IMG_3884-re

เสร็จแล้วก็จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม มาสอบถามสภาพผิว ปัญหาผิว และก็แนะนำคอร์สที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคนค่ะจะมีแบบสอบถามให้เรากรอก และให้ผู้เชี่ยวชาญสัมภาษณ์ตามฟอร์มนั้นอีกทีค่ะ

โดยคอร์สที่มี่ได้รับคือ คอร์ส Cellular Water Therapy โดยใช้เทคโนโลยี Osmolyte ค่ะ

เป็น Signature treatment ของทางสถาบันค่ะ ช่วยคืนน้ำเข้าสู่ผิวให้ผิวอิ่มน้ำยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง และช่วยฟื้นฟูให้เซลล์แข็งแรงด้วยค่ะ

IMG_3885-re

ก่อนเล่าเรื่องต่อขอแนะนำเรื่อง Cellular water therapy ก่อนนะคะ

ทรีทเมนท์นี้เป็นการคืนน้ำเข้าสู่เซลล์ โดยใช้ช่องทางพิเศษบนผิวเซลล์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำทรีทเมนท์ ผลคือน้ำเข้าไปในเซลล์ได้โดยตรง เซลล์จะมีความอิ่มน้ำมากขึ้น และมีความแข็งแรงมากขึ้น ผลลัพธ์ก็คือช่วยให้ผิวแข็งแรงได้ค่ะ

murad water

(Image source: โบว์ชัวร์ The science of cellular water ของ Murad)

จากรูป เวลาเราเป็นเด็กน้อยๆผิวเราจะแข็งแรง น้ำจะไม่รั่วออกไป ผิวเลยเต่งตึงแข็งแรงสดใส แต่พออายุเพิ่มขึ้น หรือเวลาเรามีความเครียด หรือจากมลพิษต่างๆในอากาศ เข้าไปทำลายผนังเซลล์ ทำให้น้ำรั่วออกมา ผิวก็เลยดูเหี่ยวลง หมองคล้ำ แต่ด้วยทรีทเมนท์วิธี Osmolyteทำให้เซลล์สามารถดูดน้ำและกักเก็บน้ำไว้ ผลคือเซลล์จึงเต่งตึงได้เหมือนสมัยเราเป็นเด็กค่ะ

กลับมาที่การทรีทเมนท์กันต่อ

หลังจากทำแบบสอบถามเสร็จผู้เชียวชาญก็จะพาเราไปถ่ายภาพผิวด้วยกล้องชนิดพิเศษซึ่งสามารถเก็บภาพได้ชัด และแม่นยำ พร้อมมีโหมดวัดรอยดำกับรอยแดงด้วยค่ะ

IMG_3889-re

IMG_3890-re

พอถ่ายภาพก็จะสามารถประเมินรอยแดงและรอยดำที่อยู่ใต้ผิวได้ค่ะ

ให้ดูภาพใต้โหมดรอยแดงค่ะ

IMG_3891-re

อันนี้คือทาอายแชโดว์สีส้ม กับปากสีแดงไปนะคะ เลยเด่นซะ

จะเห็นว่าผิวมี่มีเส้นเลือดและก็รอยแดงอยู่ที่บริเวณแก้มทั้งสองข้าง เปลือกตาบน หน้าผากแถวๆคิ้ว และก็บนจมูกค่ะ

จะเห็นว่าส่วนของสีผิวที่หน้าผากค่อนข้างที่จะไม่สม่ำเสมอค่ะ ถึงแม้จะโบกรองพื้นมาซะเต็มอัตรา กล้องก็ยังถ่ายทะลุได้

พอผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์สภาพผิวให้เสร็จก็ถึงเวลาทำ Treatment แล้วค่ะ เขาจะพาไปในห้องเล็กๆ เงียบสงบ มีเสียงเพลงคลาสสิคเคล้าคลอเบาๆ กับกลิ่นน้ำหอมอโรม่าอ่อนๆ

บริเวณด้านข้างก็จะมีอ่างน้ำกับผลิตภัณฑ์ของ Murad ไว้ครบครันค่ะ

IMG_3892-re

IMG_3893

เมื่อเข้าไป Beauty therapist ก็จะให้เรานอนลงบนเตียง แล้วก็จะลบเมคอัพให้อย่างเบามือ จากนั้นก็จะนวดผ่อนคลาย เป็นกลิ่นอโรมาแบบอ่อนๆ แล้วก็จะเริ่มด้วยการผลัดเซลล์ผิวก่อนค่ะ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที แล้วก็จะตามด้วยเครื่อง Osmolyte ที่ช่วยเติมน้ำเข้าสู่เซลล์ผิว
พอเสร็จ Beauty therapist จะนวดเพื่อปรับสมดุลภูมิคุ้มกันผิวให้ และก็ตามด้วย Double Mask ที่เป็นการมาสค์สองชั้นค่ะ แผ่นมาสค์ข้างใน และมาสค์ทับด้วยสาหร่ายอีกทีด้านนอก สบายมาก ระหว่างทำก็แอบหลับไปอยู่หลายครั้งเหมือนกันค่ะ

เมื่อเสร็จสิ้น Beauty therapist ก็จะทาครีมบำรุงให้ และให้เราออกไปแต่งหน้าแต่งตาได้ตามอัธยาศัยค่ะ

บูธแต่งหน้าเป็นผลิตภัณฑ์ของ Pupa Milano ค่ะเรียกได้ว่ามาชุดใหญ่เลยทีเดียว เค้าให้แต่งตรงนั้นนะคะ ไม่ได้ให้กลับบ้าน (แหงหละ)

IMG_3894-re
IMG_3895-re
หลังจากเติมแป้งเติมรองพื้นเสร็จก็จะออกมานั่งเพื่อฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งค่ะ แล้วจะมีน้ำชาขิงอุ่นๆ ให้เราจิบให้ผ่อนคลาย หายเหนื่อย
IMG_3896-re
เสร็จแล้วก็กลับมาวัดผิวกันต่ออีกรอบค่ะ

คราวนี้เขาเทียบ Before after ให้ดูด้วย

รีวิว
จะเห็นได้เลยว่า รอยแดงดูลดลง และก็สีผิวดูสม่ำเสมอมากขึ้น จุดด่างดำดูลดลงค่ะ

สภาพผิวดีขึ้น แม้จะผ่านมาสามอาทิตย์ก็ยังดีอยู่เลยค่ะ

รีวิว 2
พยายามถ่ายเวลาเดียวกันแต่สภาพแสงอาจไม่เท่ากันนะคะ ถ่ายด้วยตัวเองใช้กล้องไอโฟนค่ะ

ส่วนเรื่องการแต่งหน้า แต่งหน้าได้เรียบมากขึ้น ผิวนุ่มมากขึ้น ช่วงอาทิตย์แรกๆมีสิวขึ้นมาอยู่บ้างค่ะ แต่ซักพักก็หายไป และหน้าก็ผ่องเหมือนเดิม

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางสถาบัน Munique ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และแนะนำการดูแลผิวดีๆด้วยค่ะ

Disclaimer/Conflict of interests: ทรีทเมนท์ได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน Munique

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันดูแลสุขภาพผิวมิวราดได้โดยตรง หรือโทรศัพท์ไปที่ Murad care line ที่เบอร์ 02-129-3900 หรือเวบไซต์www.murad.co.th หรือทางเฟสบุคmurad.th ค่ะ

[Review] Amelie Sun challenge sun nano spray

[Review] Amelie Sun challenge sun nano spray

คืนนี้มี่แวะเอาสเปรย์กันแดด จากแบรนด์ Amelie Sun challenge Sun nano spray มาฝากค่ะ

มาดูโฉมหน้าผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่านะคะ

IMG_4653-re

สเปรย์ตัวนี้ค่อนข้างละเอียดค่ะ สเปรย์แล้วไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิว แต่แอบฟุ้งกระจายนิดนึง

IMG_4655-re

มาดูคำเคลมของผลิตภัณฑ์ ตรงฉลากภาษาไทย ก่อนนะคะ

amile-re

เขาเคลมว่า นวัตกรรมกันแดดชนิดสเปรย์ละอองละเอียด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อย่างทั่วถึง

ฉันว่า ละเอียดจริง ในส่วนผสมมีกันแดดกายภาพอยู่ ก็น่าจะปกป้องได้ทั่วถึงจริง

เขาเคลมว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุด ความมันแลดูลดลงและชะลอการสะสมของแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของสิว

ฉันว่า สารสกัดจากเปลิอกมังคุดช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้จริง แต่ไม่ได้ช่วยคุมมันนะคะ น่าจะเป็นเจ้า Silica ในส่วนผสมมากกว่าที่คุมมันได้

เขาเคลมว่า ฉีดพ่นทับเครื่องสำอางได้ระหว่างวัน บ่อยครั้งตามต้องการ

ฉันว่า ไม่ทำให้เมคอัพเลือน ฉีดได้อยู่

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส

ส่วนผสมชุดนี้ มีพวกซิลิโคนเป็นองค์ประกอบหลักเลย มีสารกลุ่มน้ำมันอยู่ตัวหนึ่ง คือ Isononyl isononanoate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่บางเบาไม่เหนอะหนะ ไม่อุดตันรูขุมขน แต่ส่วนผสมที่เรียกได้ว่าอาจจะเจ็บปวดนิดหน่อยสำหรับสาวผิวแห้งคือเจ้า Alcohol ปกติ เจ้า Alcohol นี่ให้ข้อดีคือให้สัมผัสที่บางเบา ระเหยไว (แห้งไว) ไม่เหนอะหนะ แต่อาจจะระคายเคืองได้ คนที่ไวต่อแอลกอฮอล์มากๆควรทดสอบก่อนนะคะว่าไหวหรือเปล่า

สำหรับความสามารถในการกันแดด ส่วนผสมชุดนี้มีเจ้า Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดชนิดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB กับ Zinc oxide ที่เป็นกันแดดชนิดกายภาพ สะท้อนรังสีได้กว้างทุกความยาวคลื่น

ปกติไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะกันแดดได้ 100% นะคะ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กันแดดที่ดีก็ควรจะมีพวก Antioxidant เสริมเข้ามาด้วย โดยตัวที่พอจะเข้าข่ายก็น่าจะเป็นสารสกัดจากเปลือกมังคุด (Garcinia mangostana peel extract) สารสกัดจากเปลือกมังคุดมีรายงานว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Xanthones ที่มีคุณสมบัติดีๆหลายอย่าง เช่น Antioxidant, Anti-inflammatory และมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายๆชนิด (J Med Assoc Thai. 2014;97 Suppl 2:S196-201.)

ถึงเวลาให้คะแนน

1.สารกันแดด มีส่วนประกอบของ Zinc oxide ที่เป็นกันแดดชนิดกายภาพ กับ Ethylhexyl methoxycinnamate ที่เป็นชนิดเคมี โดยรวมถือว่ากันแดดได้ครอบคลุม และน่าจะเน้นไปที่ UVB จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.สารบำรุงอื่นๆ มีแค่ส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกมังคุด ให้ผลเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบ และช่วยเรื่องฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เนื่องจากมีแค่ชนิดเดียว และยังขาดคุณสมบัติอีกหลายด้าน จุดนี้จึงขอให้ 2 ฟลาสก์

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ มีส่วนผสมของ Alcohol ที่อาจจะทำให้บางคนระคายเคืองได้ ส่วนนอกนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน มาในรูปแบบสเปรย์อัดแก๊ส กระปุกไม่ใหญ่มากไป พกใส่กระเป๋าไปฉีดได้ระหว่างวัน ไม่เหนอะหนะ ไม่มัน ไม่เหนียว ไม่เป็นคราบ ไม่เปื้อนใส่เสื้อผ้า แต่ มันจะซึมเปื้อนมาติดที่คอขวด อาจจะเปื้อนกระเป๋าได้ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

รูปที่ซึมเปื้อนค่ะ

IMG_4654-re

วันนี้หมดแล้วค่ะ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Amelie ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจ Amelie official

https://www.facebook.com/Amelie.skinproduct

เลยนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

วันนี้มี่เอารีวิวเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวของคนไทย จากแบรนด์ Fairique มาฝากกันค่ะ

มาดูโฉมหน้ากันก่อนนะคะ นางมาในกระปุกแก้วสีขาวขุ่นฝาสีเงินดูหรูหราและคลาสสิคค่ะ

IMG_4661-re

เนื้อข้างในเป็นครีมสีขาว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เนื้อหนักเล็กน้อย แต่เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว และชุ่มผิวดีค่ะ

ให้ดูเนื้อก่อนนะคะ

IMG_4662-re

หลังจากเกลี่ยและทิ้งไว้ 5 นาที ก็จะดูดซึมจนหมดค่ะ

IMG_4663-re

เหมือนเช่นเคย เรามาวัดค่า pH กันดีกว่า

IMG_4664-re

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส fairique

มารู้จักกับสารบางอย่างที่น่าสนใจกันเถอะ

**Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

**Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening

  • **สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower extract ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Sepicalm VG ของบริษัท Seppic
  • -Nymphaea alba flower extract คือ สารสกัดจากดอกบัว ส่วนของดอกไม่พบข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าใช้เป็น Whitening
  • -Palmitoyl proline อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Proline ที่จับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว สารนี้เดี่ยวๆให้ผลเป็นสารปรับสภาพผิว (Skin conditioning agent) สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower

ส่วนผสมชุดนี้ผู้ผลิต Claim ว่า ให้คุณสมบัติเป็น Whitening ที่ดี โดยออกฤทธิ์กดการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ที่ระดับ DNA และยังมีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว รวมไปถึงช่วยเรื่องริ้วรอยได้ดี (Sepicalm VG technical data sheet, Seppic Inc.)

**Ascorbyl glucoside เป็นอนุพันธ์ชนิดหนึ่งของวิตามินซี มีความเป็นกรดน้อย ความคงตัวสูง วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant เป็น Whitening โดยขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างเมลานิน และเป็นองค์ประกอบในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจน

**Polymethylsilsesquioxane เป็นซิลิโคนชนิดหนึ่ง ให้คุณสมบัติพิเศษแก่เนื้อครีม ช่วยให้ลื่นผิวเวลาทา ให้คุณสมบัติกันน้ำ ช่วยดูดซับความมัน และช่วยเคลือบให้ริ้วรอยดูจางลง (ชั่วคราวก่อนล้างออก)

ให้คะแนนดีกว่า

1.ส่วนผสมที่เป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredients) เอาที่สารออกฤทธิ์ก่อนส่วนผสมชุดนี้มีการออกฤทธิ์ที่ 3 ขั้นตอน คือ ขัดขวางการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ต่อมาก็ไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่หลุดรอดออกมาได้ และยังไม่พอ ยังไปขัดขวางการส่งผ่าน Melanin ที่ถูกสร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอกอีก และที่สำคัญคือไม่มีพวกกรดอินทรีย์ที่เป็นสารทำให้ผิวบาง โดยรวมถือว่าทำได้สมบูรณ์แบบมาก แต่ถ้ามีพวก Antioxidant กับ Moisturizer เสริมเข้ามาอีกน่าจะถือว่าเลอค่าเลย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.ส่วนผสมที่เป็นส่วนเนื้อ (Base) ในส่วนผสมมีครบทั้งสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบผิว โดยรวมถือว่ามีครบ แม้ส่วนผสมบางอย่างอาจจะน้อยชนิดไปนิดนึง ที่สำคัญคือส่วนผสมชุดนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.ส่วนผสมที่เป็นสารเสริมอื่นๆ (Additives) ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จึงทำให้เสี่ยงแพ้น้อยกว่า แต่อย่าลืมว่าการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ แล้วแต่บุคคล สารที่ใช้แม้ไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมมาให้ผิว แต่ดูเหมือนยังขาดตัวจับโลหะ เช่นพวก EDTA ฯลฯ ไปอยู่ ถ้ามีโลหะปนเปื้อนมาอาจจะมีผลต่อเนื้อสารก็ได้ (แต่จุดนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีตัวอื่นในส่วนผสมที่ช่วยเรื่องนี้ได้รึเปล่านะ) จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน โดยรวมถือว่าเนื้อครีมค่อนข้างเนียน เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส (เอ้ย ไม่ใช่ละ) ใช้แล้วรู้สึกชุ่มชื้นดีค่ะ โดยรวมถือว่าพอใจอยู่นะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน
สุดท้ายนี้มี่ขอขอบคุณทางแบรนด์ Fairique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทางแฟนเพจของแบรนด์ Fairique ได้เลยค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ
[Full Review] Laychou illuminator emulsion and mist

[Full Review] Laychou illuminator emulsion and mist

วันนี้มี่แวะเอาผลิตภัณฑ์ 2 ตัว จากแบรนด์ Laychou (เรย์ชู) มารีวิวให้ชมกันค่ะ ตัวที่มี่ได้มาจะเป็นตัว Illuminator Mist กับตัว Illuminator emulsion ซึ่งเป็นรูปแบบครีมค่ะ

ให้ดูโฉมหน้ากันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_4348-re-horz

มาดูไปทีละตัวดีกว่านะคะ ตัวแรกเป็น Mist หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “น้ำแร่” ค่ะ

IMG_4352-re

ตัวนี้เป็นน้ำใสๆ มาในขวดพลาสติคสีขุ่นๆ ฝาสีดำดูเรียบง่ายแต่หรูหราดีค่ะ

ฉีดออกมาจะเป็นน้ำ กลิ่นหอมอ่อนๆ มีฟองนิดๆก็เลยดูเหมือนขุ่นๆค่ะ พอเอามือตบเบาๆ ก็จะซึมหมดค่ะ

IMG_4353-re

มาลองวัด pH กันดูดีกว่านะคะ

IMG_4355-re

pH อยู่ที่ประมาณ 5 เป็นกรดอ่อนๆ เหมือนกับผิวของเราพอดีเลยค่ะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

Water, Trehalose, Isopentyldiol, Glycerin, Jania rubens extract, Polyquaternium-51, Sodium hyaluronate, Butylene glycol, Cichorium intybus leaf extract, Brassica oleraceae italica extract, Apium graveolens extract, Allantoin, Polysorbate 20, Benzyl alcohol, Fragrance, Methylchloroisothiazolinone, Methylisothiazolinone

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Trehalose สารประกอบน้ำตาลชนิดหนึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยปกป้องผิวจากความแห้งแล้ง

-Jania rubens extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (Phytother Res. 2007;21(2):153-6.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้เมื่อใช้กับผิวร่างกายจะให้ผลกระชับสัดส่วน กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว และช่วยเรื่องเซลลูไลท์ (Actiporin 8G by Codif) ถ้าเอามาใช้กับหน้าอาจจะช่วยเรื่องปรับรูปหน้าได้

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Cichorium inhytbus leaf extract คือ สารสกัดจากใบ Chicory มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติ Antioxidant (Saudi J Biol Sci. 2015;22(3):322–326.)

-Brassica oleracea italic extract คือ สารสกัดจาก Broccoli มีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Bioprocess Technol. 2011; 4:1137-1143)

-Apium graveolens extract สารสกัดจาก Celery ไม่มีรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทางผิวหนัง น่าจะให้ผลเรื่อง Antioxidant เหมือนผักทั่วไป

-Allantoin ลดการแพ้ ลดการอักเสบและระคายเคือง

2.Base มาในรูปแบบของ Solution ประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆที่ละลายได้ในน้ำ คือ น้ำ, Isopentyldiol, Glycerin, Butylene glycol 3 ตัวหลังนี้เป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polysorbate 20 ใช้เพื่อช่วยให้สารละลายใส กับ Polyquaternium-51 ตัวนี้เป็น Polymer ของสารที่มีโครงสร้างคล้ายๆ Phospholipid บนผิวหนัง จึงเชื่อกันว่าสามารถจับกับผิวหนังทดแทนส่วนที่เสียหายไป ช่วยให้ผิวดูนุ่มเนียนได้

3.2Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Methylcholroisothiazolinone กับ Methylisothiazolinone

3.3สารแต่งกลิ่น/Fragrance

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนของสารที่ใส่มาให้ผลเรื่องการเป็น Moisturizer โดยการดูดน้ำให้ผิว อย่าง Trehalose ที่ค่อนข้างดี เสริมกับ Hyaluron อีกตัวหนึ่ง ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นมา เสริมมาด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากพืชผักที่เป็น Antioxidant ซึ่งประเด็นเรื่องความชุ่มชื้นก็ก็ถือว่าตรงตามที่แบรนด์ Claim ไว้ แต่ว่าจากชื่อ Illuminator ยังดูเหมือนขาดตัวที่ช่วยเรื่องความสว่างของผิว กับการคุมมันไปอยู่นิดหน่อย จุดนี้จึงขอให้ 3 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบของสารละลาย ไม่มี Alcohol ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ส่วนของ Isopentyldiol, Glycerin และ Butylene glycol สามารถดูดน้ำให้ผิวได้ค่อนข้างโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีสารอยู่เท่าที่จำเป็น ส่วนของ Polyquaternium-51 ยังจับกับผิวแล้วให้ความรู้สึกนุ่มสบาย นอกจากนั้นยังไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน ถึงแม้ว่าจะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ eye care มาก่อน แต่อีกจุดที่สำคัญคือ ขาดส่วนผสมของสารจับโลหะ (EDTA ) อยู่ ซึ่งโลหะพวกนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพไวขึ้น จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ตัวมิสท์ ยังฉีดออกมาได้ไม่ละเอียดมาก เวลาสเปรย์ลงบนหน้าโดยตรงจะมีบางจุดที่มีหยดน้ำใหญ่กว่า แล้วดูมีฟองๆ ซึ่งทำให้เมคอัพบางส่วนเกิดจุดด่าง แนะนำว่าควรใช้ก่อนแต่งหน้า หรืออาจจะสเปรย์ลงบนสำลีใช้แทนโทนเนอร์ การที่ดูมีฟองๆเลยดูเหมือนไม่น่าใช้แต่ความจริงก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าจะใช้วิธีสเปรย์แบบญี่ปุ่น คือ สเปรย์ไปบนอากาศแล้วเอาหน้าเข้าไปรับไอน้ำ ก็จะไม่ทั่วถึง เมื่อใช้แล้วผิวหน้าก็นุ่มชุ่มชื้นขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้ใช้ จุดนี้ขอให้ 3 ฟลาสก์

คะแนน mist

ต่อมาเป็นตัวครีมค่ะ มีชื่อสวยๆว่า Illuminator emulsion ค่ะ

IMG_4348-re

ครีมของเขาเนื้อจะค่อนข้างแน่น กลิ่นหอมอ่อนๆ ค่อนข้างจะเคลือบผิวได้ดี คิดว่าคนที่ผิวแห้งหน่อยน่าจะชอบค่ะ แต่ถึงผิวมันมากก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรค่ะ เพราะว่าหลังจากทิ้งไว้ซักระยะก็จะแห้งสนิทและราบเรียบไปไม่เหนอะหนะค่ะ

IMG_4349-re

เกลี่ยแล้วทิ้งไว้ 5 นาที ก็จะซึมไปจนหมดค่ะ

IMG_4350-re

มาลองดูค่า pH กันดีกว่านะคะ

IMG_4351-re

ค่า pH น่าจะอยู่ที่ 5 นะคะ ก็เป็นกรดอ่อนๆ เหมาะกับผิวดีค่ะ

ต่อมา มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ พอดีส่วนผสมมันยาวเลยขอถ่ายภาพเอานะคะ

สผส

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Niacin เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินบี 3 รูปแบบนี้มักจะมีความคงตัวต่ำและดูดซึมได้น้อยกว่ารูปแบบ Amide (คือ Niacinamide) ที่เราใช้กันทั่วไป แต่มีข้อดีที่เหนือกว่าคือ สามารถออกฤทธิ์ได้เลยโดยไม่ต้องไปเปลี่ยนเป็น Niacin อีกทีในผิว วิตามินบี 3 มีประโยชน์เรื่องการขัดขวางการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก และมีผลช่วยเรื่อง Barrier ผิว โดยไปกระตุ้นการสร้างไขมันดีๆในผิวได้ รวมไปถึงผลในการลดการอักเสบ

-Jania rubens extract ที่กล่าวไปแล้วในตัว Mist

-Alteromonas ferment extract สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าให้ผลกระตุ้นการสร้าง Ceramide กับไขมันชนิดอื่นๆในผิว และเพิ่มการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญในผิว โดยจะสลายตัวเป็นกรดอะมิโนที่คอยจับน้ำให้ผิว และ กลายเป็นตัวเพิ่มความแข็งแรงในการยึดเกาะกันของเซลล์ผิว

-Alpha-arbutin กับ Arbutin ขัดขว้างการสร้างเม็ดสีผิว

-Acetyl tyrosine เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีผิว

-Saxifraga sarmentosa extract สารสกัดจาก Saxifrage ไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดให้ผลเป็นไวท์เทนนิ่ง เพิ่มความชุ่มชื้น และกระชับรูขุมขน

-Paeonia suffriticosa extract สารสกัดจาก Tree peony มีสารประกอบพวก Flavonoid ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการวิจัยบอกว่าสามารถทำให้เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte มีชีวิตยืนยาวขึ้น (Fitoterapia. 2013;84:308-17) มีรายงานถึงฤทธิ์ Anti-inflammatory (Nat Prod Res. 2014;28(5):301-5.) และฤทธิ์ Antioxidant กับฤทธิ์ทำให้ผิวขาว ผ่านกลไกการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase เอนไซม์ DOPA oxidase และยังลดการสังเคราะห์เอนไซม์ tyrosinase กับโปรตีนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์เมลานินได้ด้วย (Plant Foods Hum Nutr. 2011;66(3):275-84.)

-วิตามินซี 2 ชนิด ได้แก่ Aminopropyl ascorbyl phosphate กับ Ascorbyl tetraisopalmitate ตัวแรกละลายน้ำ ตัวที่สองละลายน้ำมัน ให้ผลเป็นไวท์เทนนิ่ง Antioxidant และเป็นองค์ประกอบในการสร้างคอลลาเจน

-Scutellaria baicalensis extract สารสกัดจาก Skullcap มีสารฟลาโวนอยด์ Baicalin กับ wogonin ที่เด่นเรื่องฤทธิ์ Anti-inflammatory ปกป้องผิวจากรังสี UV และมีผลต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิว โดยมีผลต่อเอนไซม์ MMP-9 และ VEGF (Eur J Pharmacol. 2011; 661(1-3):124-32.) มีงานวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ระงับอาการแพ้ (J Ethnopharmacol. 2012; 141(1):345-9.) สาร Flavonoid ในรากพืชจะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการอักเสบที่เกิดจากรังสี UVB (J Pharm Pharmacol. 2011; 63(12):1613-23.)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Allantoin ช่วยลดการแพ้ ระคายเคือง

-Squalane สารไขมัน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง

-Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น

-Citric acid เป็นได้ทั้งตัวปรับ pH, AHA และก็ตัวจับโลหะ

2.Base มาในรูปแบบของ Emulsion ทีป่ระกอบด้วย น้ำ ซิลิโคน และก็น้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Isopentyldiol, Glycerin, Butylene glycol

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Hydrogenated polydecene ตัวนี้เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดีไม่เหนอะหนะ

2.3ซิลิโคน มี Dimethicone ให้สัมผัสที่ดี ไม่เหนอะหนะ เคลือบปกป้องผิวได้

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/surfactant ได้แก่ Polysorbate 80, Octyldodeceth-20 กับ Polyquaternium-51 ตัวนี้กล่าวรายละเอียดไว้แล้วในตัว Mist

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxyethylacrylate/sodium acryloyldimethyltaurate copolymer กับ Ammonium acryloyldimethyltaurate/VPP copolymer ร่วมกับ Acacia gum กับ Hydrolyzed rhizobian gum สูตรผสมของ Gum 2 อันนี้ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Easyliance ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือจะเคลือบฟิล์มบนผิวและฉาบปิดริ้วรอยให้ดูเรียบเนียนขึ้นมาทันที

3.3Preservatives ได้แก่ Sodium sulfite ตัวนี้จะสลายตัวปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาซึ่งอาจจะระคายเคืองผิวบางคนที่ไวได้ ร่วมกับสารกันเสียอื่นๆ เช่น Phneoxyethanol, Benzyl alcohol, Methylcholroisothiazolinone กับ Methylisothiazolinone

3.4สารแต่งกลิ่น/Fragrance

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนผสมของสารที่ช่วยเรื่องผิวขาวออกฤทธิ์ที่ 2 กลไก คือ การยับยั้งการสร้าง และการขัดขวางเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก เสริมมาด้วยพวก Moisturizer กับ Antioxidant จุดนี้ถือว่าดูดี แต่ก็ยังไม่พีค เพราะปัจจุบันมีสารจำนวนมากมายที่สามารถออกฤทธิ์ได้ดี และมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ครอบคลุมมากกว่า แต่ด้วยความที่มีสารออกฤทธิ์หลายๆตัวเสริมกัน ก็เลยคิดว่าน่าจะให้ผลดีอยู่ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ปกติสูตรครีมที่ดีควรจะประกอบด้วยส่วนสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ สารดูดน้ำ สารไขมันดูดซึมได้ และสารเคลือบผิวกันน้ำระเหย ถ้ายก Squalane มารวมกับส่วนนี้ ในส่วนผสมชุดนี้เรียกได้ว่ามีครบทั้ง 3 องค์ประกอบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีพาราเบน สารองค์ประกอบอื่นๆที่ใส่มาก็ถือว่าเลือกได้ดี อย่างวัตถุดิบสูตรผสมของ Easyliance ที่ช่วยโบกปิดริ้วรอยบนผิวได้ในทันที จึงทำให้เรารู้สึกดีตอนใช้ แต่ขอติที่ส่วนผสมของ Sodium sulfite ที่สามารถสลายตัวปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกมาแล้วทำปฏิกิริยากับน้ำกลายเป็นกรดที่อาจจะทำให้บางคนระคายเคืองผิวได้ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน อย่างที่บอกว่า เนื้อครีมค่อนข้างหนัก แต่เคลือบปกป้องผิวได้ค่อนข้างดี ดูดซึมค่อนข้างไว และไม่เหนอะหนะ ส่วนเรื่องสีเรื่องกลิ่นเรื่องเนื้อสัมผัสก็ทำมาได้ค่อนข้างดี ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน mist

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Laychou ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ แล้วพบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามที่ได้ที่เพจ Laychou เลยนะคะ

https://www.facebook.com/laychouthailand ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ

[Full Review] Osmosis Catalyst AC-11 DNA repair serum

[Full Review] Osmosis Catalyst AC-11 DNA repair serum

นนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis ต่อจากวันก่อนนะคะ

ตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ

IMG_4293-re
ลิงค์ตอนแรก Renew

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/06/30/full-review-osmosis-renew/

ลิงค์ตอนสอง Enlighten

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/07/05/full-review-osmosis-enlighten/

วันนี้ตอนสุดท้ายค่ะ จัดหนักจัดเต็มกับ ซีรัมซ่อมแซม DNA ที่มีชื่อว่า Catalyst AC-11® DNA repair serum ค่ะ

catalyst

หนๆก็ไหนๆแล้วขอเล่าเรื่อง DNA นิดหน่อยค่ะ

DNA นี้เป็นสารพันธุกรรม เสมือนเป็นแม่พิมพ์ในการสร้างสิ่งต่างๆให้กับร่างกาย ถ้าแม่พิมพ์เสียไป สิ่งที่สร้างออกมาก็จะเปลี่ยนแปลงสภาพไป หรือเสียไปตามด้วย ปกติ DNA ของเราถูกทำลายได้ง่ายดายจากอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในร่างกายเวลาเราทานอาหารแล้วเกิดสิ่งที่เรียกว่า Metabolism ก็จะได้พลังงานให้ร่างกายเอาไปใช้ และก็จะได้อนุมูลอิสระออกมาด้วย ร่างกายที่แข็งแรงจะมีกลไกมาคอยต่อต้านและทำลายอนุมูลอิสระอยู่แล้ว แต่ถ้าอนุมูลอิสระมีมากขึ้น ร่างกายทำลายไม่ไหว เจ้าอนุมูลอิสระพวกนี้ก็จะไปจับกับไขมัน และโปรตีนต่างๆของผิว เกิดเป็นริ้วรอยและความเหี่ยวขึ้น อนุมูลอิสระพวกนี้ก็มาจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อม รังสี UV และก็ความเครียดของเรานั่นเอง นี่ก็สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมคนที่เครียดมากๆจะแก่ไวกว่า

พูดถึงแบรนด์ Osmosis ต้องพูดถึงคอนเซปท์เขาอีกรอบค่ะ คือ “Beautiful skin starts within

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้ที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์เลยก็คงเป็น Zinc finger technology ก่อนจะไปดูว่ามันคืออะไร ขออธิบายเกี่ยวกับ Zinc finger อีกนิดหน่อยค่ะ

Zinc finger เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องอาศัย Zinc ให้มาเกาะกับตัวมัน เพื่อให้ตัวมันคงรูปอยู่ได้ Zinc finger ที่มีการค้นพบแล้วแบ่งออกได้เป็น 7 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ในร่างกายจะมี Zinc finger บางสายพันธ์ที่สามารถจับและห่อหุ้มสาย DNA ได้พอดิบพอดีเลย ประโยชน์ของ Zinc finger protein ก็คือ ช่วยส่งเสริมให้ DNA เกิดการถอดรหัสและจำลองตัวเองออกมาได้ รวมไปถึงช่วยในการถ่ายทอดสัญญานของ DNA ในรูปแบบของ mRNA ทำให้การแบ่งเซลล์และสังเคราะห์เกิดขึ้นได้อย่างปกติ และยังสามารถช่วยซ่อมแซม DNA ที่เสียหายไปได้ด้วย

ส่วนผสมของแบรนด์นี้ใช้เทคโนโลยี Zinc finger โดยสารออกฤทธิ์สามารถกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ Zinc finger ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และแข็งแรง ก็จะทำให้การซ่อมแซม DNA เกิดขึ้นได้ดีขึ้นด้วย พบว่าส่วนผสมชุดนี้สามารถซ่อมแซม DNA ได้ถึง 40% เลยทีเดียว อาสาสมัครที่ใช้พบว่า ริ้วรอยต่างๆดูลดลง เส้นเลือดฝอยต่างๆที่บนผิวก็ดูจางลง และสีผิวก็สม่ำเสมอขึ้น (ข้อมูลจากคู่มือผลิตภัณฑ์ Osmosis)

จุดเด่นอีกจุดก็คือ ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิบัตรอเมริกาเลขที่ US 8642655B2 มี่ก็ได้ไปตามอ่านสิทธิบัตรตัวนี้ดูค่ะ

patent

แปลชื่อสิทธิบัตรให้อ่านง่ายๆว่า กรรมวิธีการในการป้องกันมะเร็งและรักษารอยโรคบนผิวหนัง

สิทธิบัตรนี้กล่าวเกี่ยวกับการซ่อมแซมและปกป้องผิวหนัง โดยใช้กรดอะมิโนอย่างน้อย 4 ชนิด คือ Acetylcysteine, Glycine, Cysteine และ Lysine

ถึงแม้จะเป็นสารพื้นๆ แต่เมื่อมีสิทธิบัตรคุ้มครอง เราก็จะมั่นใจได้ว่า แบรนด์อื่นไม่สามารถเลียนแบบสูตรผสมสูตรนี้ ในปริมาณความเข้มข้นนี้ได้แน่นอน

เวิ่นเว้อไปซะเยอะ มาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวนี้มีเนื้อสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เหนียวๆนิดนึงค่ะ

IMG_4302-re

ตอนเกลี่ยมาสีจะเข้มนิดหนึ่งนะคะ เห็นได้ชัดเลย แต่พอทิ้งไว้ซักประมาณ 5 นาที ก็จะเริ่มเป็นสีปกติค่ะ แต่ยังจะดูเหมือนเข้มอยู่นิดหน่อยนะคะ

IMG_4303-re-horz

เนื่องจากตัวนี้มีสีเข้มมาก มี่เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้ค่ะ เพราะสีมันจะรบกวนการอ่านแถบสีของกระดาษวัด pH ทำให้เราอ่านยากนะคะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส catalyst

มี่ทำสีๆไว้ให้ดูกันง่ายๆค่ะ

สีเขียวอมฟ้า จะเป็นกลุ่มกรดอะมิโนตามสิทธิบัตร ที่ให้ผลปกป้องผิวหนัง และช่วยรักษาฟื้นฟูซ่อมแซมสภาพผิวที่เสียหายไปตามกาลเวลาค่ะ

สีน้ำเงินเข้ม เป็นแร่ธาตุต่างๆ

สีม่วงแก่ คือ Cat’s claw extract หรือ AC-11 สารสกัดนี้มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฟื้นฟู DNA ที่เสียสภาพไป ตรงตามคอนเซปท์เรื่องการฟื้นฟู ซ่อมแซม DNA พอดีเลยค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Ketoglutatic acid น่าจะใช้ในรูปแบบของ Alpha-ketoglutaric acid ตัวนี้สามารถไปจับกับโปรตีนบางชนิด (น่าจะพวก Zinc finger) แล้วช่วยซ่อมแซม DNA และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ สารนี้ปกติจะได้ในขั้นตอนการสร้างพลังงานของเซลล์ มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากรังสี UV ได้ในหนูทดลอง (Biol Pharm Bull. 2007;30(8):1395-9.)

-Uncaria tomentosa extract คือ สารสกัดจากพืชในป่าอเมซอน ชื่อว่าต้น Cat’s claw มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฟื้นฟู DNA ที่เสียสภาพไป (Phytother Res. 2006;20(3):178-83.) มีชื่อทางการค้าว่า AC-11 ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้ช่วยเรื่องการสมานแผล ชะลอวัย ลดริ้วรอย และซ่อมแซม DNA มีพบทั้งในรูปแบบรับประทานและแบบทาภายนอก

-Ascorbic acid คือ วิตามินซี มีประโยชน์เป็น Antioxidant, Whitening และช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Acetylcysteine, Glycine, Proline และ Lysine สูตรผสมตามสิทธิบัตรที่ US 8642655B2 มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวหนัง และช่วยรักษาฟื้นฟูซ่อมแซมสภาพผิวที่เสียหายไปตามกาลเวลา

-Aloe barbadensis leaf juice คือ น้ำจากใบว่านหางจระเข้ ใช้ร่วมกับ Aloe leaf juice powder มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง

-Alanine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และอาจจะทำงานร่วมกับสูตรผสมของกรดอะมิโนที่กล่าวไปเมื่อครู่

-กลุ่มแร่ธาตุ ได้แก่ Zinc gluconate, Copper gluconate, Magnesium chloride โดย Zinc ช่วยเรื่องคุมมันได้ และยังช่วยในการเกิดเป็น Zinc finger ส่วน Copper ช่วยเรื่องการสมานแผล ซ่อมแซมตัวเองของผิว และการสร้างคอลลาเจน ส่วน Magnesium เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายๆชนิด แต่บทบาทกับผิวยังไม่ทราบแน่ชัด

-Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลเรื่องปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีทั้งส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน จึงน่าจะเป็นรูปแบบของ Emulsion ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol, Alcohol denat., Glycerin, Butylene glycol ตัวของ Propanediol นี้เป็นสารดูดน้ำให้ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้มีความเป็นมิตรกับผิวที่สูงมาก ไม่ทำให้ระคายเคืองเหมือนพวก Propylene glycol อีกจุดที่แบรนด์นี้มีชื่อคือ การปรับความถี่ของน้ำ (Harmonized water) ให้เกิดการ Resonance กับผิวพอดี ส่งผลให้กระบวนการทำงานบางอย่างของผิวดีขึ้น ส่วนของ Alcohol อาจจะทำให้บางคนที่ไวรู้สึกไม่สบายผิวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแนะนำให้ลองทดสอบก่อน เพราะมีส่วนของสารดูดน้ำหลายๆตัวมาช่วยต้าน

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Phospholipids กับ Soybean oil ปกติ Phospholipids สามารถซ่อมแซมเยื่อเมมเบรนผิวที่เสียหาย และยังสามารถสร้างตัวเป็นระบบนำส่งที่ชื่อ Liposome ที่มีโครงสร้างเป็นผนังสองชั้นเพื่อนำส่งสารเข้าไปในผิวได้ดีขึ้น

2.3Silicone ได้แก่ Dimethicone เป็นซิลิโคนที่ไม่ระเหย ให้สัมผัสที่ดี เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/surfactant มี Polyglyceryl-4 caprate มีความอ่อนโยนสูง ช่วยผสานสารน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ และสามารถเพิ่มความหนืดได้

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxypropyl starch phosphate เป็นอนุพันธ์จากแป้ง ให้คุณสมบัติเพิ่มความหนืด ช่วยผสานให้เกิด Emulsion ลดความมันและเหนอะหนะของน้ำมันที่เป็นส่วนผสม ให้สัมผัสที่บางเบาเรียบเนียน และช่วยให้ผิวนุ่ม ร่วมกับ Xanthan gum

3.3Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Potassium sorbate และสารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งสองตัวที่กล่าวไปด้านบน ร่วมกับพวกเกลือของ Gluconate ที่สามารถจับโลหะปนเปื้อนได้

3.4สารแต่งกลิ่น/Fragrance ทางแบรนด์บอกว่าใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่น Black cherry จากธรรมชาติ

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนผสมชุดนี้ช่วยเรื่องการชะลอวัย และฟื้นฟู DNA ที่เสื่อมสภาพไปเพราะมลภาวะ ความเครียด และรังสี UV จากแสงแดด เสริมด้วยสารที่ช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว จึงน่าจะช่วยลดริ้วรอยได้ดีในระดับหนึ่ง ตรงตามที่ทางแบรนด์ Claim ไว้ส่วนเรื่องสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอที่แบรนด์ Claim น่าจะได้จากวิตซีอยู่ส่วนหนึ่ง กรดอะมิโนก็สามารถทำหน้าที่เป็นสารดูดน้ำให้คุณสมบัติเป็น Moisturizer ได้ในตัว จุดนี้ถือว่ามีค่อนข้างครบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนผสมชุดนี้มีทั้งน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ซึ่งส่วนของน้ำก็ทำมาได้ดี มีสารดูดน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว แต่มีการใช้แอลกอฮอล์ที่บางคนอาจจะไวได้ จึงควรทดสอบก่อน แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหามากเพราะมีสารดูดน้ำอยู่เยอะน่าจะพอต้านไหว ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติก็จะมีถั่วเหลืองกับ Phospholipids ซึ่งพวกนี้ดูดซึมเข้าผิวได้ และมี Dimethicone คอยเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น แต่จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ไว้ก่อนเนื่องจากส่วนผสมของ Alcohol

3.Additives มีอยู่น้อยชนิด แต่ละชนิดก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับผิว แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเช่นกัน ผลิตภัณฑ์ชุดนี้ไม่มีพาราเบน และสารกันเสียที่รุนแรง จึงถือว่าค่อนข้างเป็นมิตรกับผิวดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน หลังจากใช้มาเกือบๆ 3 อาทิตย์ พบว่าผิวพรรณเปล่งปลั่งและสดใสมากขึ้น รอยแดงตรงแก้มดูลดลง เส้นเลือดฝอยดูจางหายไป แต่ขอติเรื่องสีของผลิตภัณฑ์ คือก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นสีของสารสกัดพืช แต่สีมันเข้มมาก อาจจะไม่ค่อยเหมาะใช้ตอนกลางวันมากเท่าไหร่นัก น่าจะดูสีเข้มขึ้น แต่ถ้าใครชอบแต่งลุคบรอนส์ๆ ก็จัดเลยค่ะ สวยดี จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน catalyst

หลังจากใช้ทั้งสามตัวมาเดือนนึง

ในลำดับการใช้ มี่จะใช้ตัว Renew ก่อน ตามด้วย Enlighten และ Catalyst ค่ะ โดยมี่จะใช้แค่ตอนกลางคืน ใช้ครั้งละ 1 ปั๊มพ์ เว้นระยะระหว่างผลิตภัณฑ์ 5 – 10 นาที แล้วแต่วันค่ะ

ผิวดูเรียบเนียนขึ้น สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น ริ้วรอยคือ ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะบรรยายอย่างไร แต่เรื่องเส้นเลือดเห็นค่อนข้างชัดนะคะ ว่าจางลงอย่างเห็นได้ชัด

(ขออภัยในความน่าจัวของเส้นเลือดอิชั้น)

review

หมายเหตุ: พยายามถ่ายรูปในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ระดับแสงที่ส่องมาอาจจะไม่เท่ากันนะคะ

ถ่ายด้วยไอโฟน 5s ใช้กล้องหลัง หันกลับมาถ่ายด้วยตัวเองค่ะเลยไม่ค่อยชัด ไม่เห็นอนูรูขุมขน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามอ่านมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

With Love,
xoxo
[Full Review] Osmosis enlighten

[Full Review] Osmosis enlighten

วันนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis ต่อจากวันก่อนนะคะ

ซึ่งตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ

IMG_4293-re

ตัวแรก Renew vitamin A serum มี่รีวิวไว้แล้วใน Blog post เมื่อวันก่อนค่ะ

Link: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2015/06/30/full-review-osmosis-renew/

วันนี้มาดูตัวที่สอง เป็น ซีรัมเพื่อผิวขาวที่มีชื่อว่า Enlighten ค่ะ

IMG_4294-re

ทวนอีกรอบนะคะ แบรนด์ Osmosis มีคอนเซปท์สวยๆว่า “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

ผลิตภัณฑ์นี้ใช้เทคโนโลยีไลโปโซม เพื่อเพิ่มการดูดซึมของสารเข้าผิวค่ะ

ไลโปโซมคืออะไร??? ทบทวนกันอีกรอบนะคะ

ไลโปโซมเป็นรูปแบบนำส่งสารรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นผนังสองชั้น ซึ่งจะเหมือนกับผิวหนังของเราเลย ทำให้ระบบไลโปโซมหลอกผิวหนังเราว่าเป็นพวกเดียวกัน ผิวหนังก็เลยปล่อยให้ไลโปโซมผ่านได้ ลองดูรูปตรงนี้ดูค่ะ

liposome

(Image source: Osmosis Skincare Manual, 2015.)

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

มาดูเนื้อผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่านะคะ ตัวซีรัมเป็นเนื้อสีน้ำตาลอมส้ม เกลี่ยค่อนข้างง่าย ดูดซึมค่อนข้างไว มีกลิ่นหอมๆเหมือนแนวสมุนไพรเย็นๆผสมพวกดอกไม้ค่ะ

IMG_4299-re

ถึงแม้ตอนทาใหม่ๆจะดูเหมือนเหลือง แต่พอทิ้งไว้ซักห้านาทีก็จะกลืนไปกับผิวค่ะ

IMG_4300-re-horz

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส enlighten

จากส่วนผสมจะเห็นได้เลยว่า Niacinamide มาเป็นอันดับที่สามเลย ก่อน Propanediol กับ Glycerin ที่เป็นสารดูดน้ำเสียอีก ส่วนผสมอื่นๆก็เน้นไปที่ไวท์เทนนิ่ง ซึ่งก็ออกฤทธิ์ที่หลายๆกลไก และค่อนข้างครอบคลุมในทุกขั้นตอนของการสร้างสีผิวเลยทีเดียวค่ะ

ส่วนของ Phosphatidylcholine ที่ทำไฮไลต์สีเขียวไว้เพราะสารนี้สามารถเรียงตัวเป็นไลโบไซมและเก็บกักเอาสารอื่นๆไว้ เพื่อนำส่งเข้าไปในผิวได้มากขึ้น

เรามาดูบทวิเคราะห์แบบละเอียดๆเลยดีกว่าค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของส่วนผสมต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

-Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ ลดการอักเสบในผิวที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ สารสกัดนี้ทางแบรนด์ Claim ว่า ลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิว และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งตรงกับที่พบในวารสารวิชาการเลย

-Undecylenoyl phenylalanine มีชื่อทางการค้าว่า Sepiwhite MSH ของบริษัท Seppic มีประโยชน์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ซึ่งปกติมีหน้าที่กระตุ้นให้ไทโรซิเนสทำงาน ให้มีการสร้างเมลานินมากขึ้น และไปควบคุมกระบวนการ Melanosome transfer ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายที่เอาเมลานินที่สร้างเสร็จเข้าสู่เซลล์ผิวและเห็นเป็นสีผิว ตัวนี้มีเทคโนโลยี Vectorized amino acid ที่เอากรดอะมิโนมาจับกับโครงสร้างอื่นที่เป็นสายยาวๆ เพื่อให้โมเลกุลละลายในไขมันได้มากขึ้น เพิ่มความคงตัวและการดูดซึมเข้าผิว ข้อมูลจากบริษัท ชี้ว่า มีประสิทธิภาพสูงมากในการยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานินแบบครบวงจรเมื่อยืนยันกับข้อมูลจากงานวิจัยสองฉบับ คือ J Cosmet Dermatol. 2009;8(4):260-6. ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าประสิทธิภาพในการช่วยให้ผิวขาวจะดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide กับอีกงานวิจัยที่ทดสอบกับอาสาสมัคร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ามีประสิทธิภาพทำให้จุดด่างดำต่างๆจางลง (Clin Exp Dermatol. 2010;35(5):473-6) ก็ตรงตามกับที่ทางแบรนด์ Claim เช่นกัน

-Mandelic acid สารในกลุ่ม AHA ชนิดหนึ่ง พบใน Almond ให้ผลผลัดเซลล์ผิว มีคุณสมบัติพิเศษคือช่วยลดการอักเสบ และระงับเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ด้วย การทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสารนี้ให้ผลช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแก่ก่อนวัยได้ดี ลดการเกิดสิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ (Cosmetic Derm. 1999;June:26-28)

-Nonapeptide-1 มีชื่อทางการค้าว่า Melanostatin 5 เป็นเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมน MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นเซลล์ที่ชื่อ Melanocyte ให้เกิดการสร้างเมลานินออกมา จึงเป็นการตัดการสังเคราะห์เม็ดสีที่ต้นตอ

-Rumex occidentalis extract สารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งในอเมริกาเหนือ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย (ข้อมูลจาก Tyrostat ของ Lucas Meyer Cosmetics)

-Aminobutyric acid เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่ร่างกายสร้างขึ้น สารนี้ในรูปแบบของ Gamma-aminobutyric acid (GABA) เป็นสารสื่อประสาทที่สร้างในสมอง ทำหน้าที่เป็นตัวระงับการทำงานที่มากเกินไป การใช้รูปแบบทาภายนอกมีรายงานกล่าวว่า สามารถฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายไปได้ (J Invest Dermatol. 2002;119(5):1041-7.) ลดการอักเสบ และช่วยเร่งการสมานแผล (J Microbiol Biotechnol. 2007;17(10):1661-9.) ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าการใช้ GABA ในเครื่องสำอางสำหรับทาภายนอก จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ให้ผลคล้าย Botox ได้ แต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยรองรับ และสารนี้สามารถกดการสร้างเมลานินได้โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase

-L-lactic acid เป็นกรด Lactic ชนิดที่ Active ให้ผลผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และกระตุ้นการสร้าง Ceramide ในผิวได้ ทำให้ Barrier ผิวแข็งแรงขึ้น

-Arctostaphylos uva-ursi leaf extract สารสกัดจาก Bearberry ส่วนของใบมีรายงานว่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด มีรายงานว่าส่วนของเปลือกและใบพบสาร Arbutin ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Phytochem Anal. 2009;20(5):416-20.)

-Prunus serotina bark extract สารสกัดจากเปลือกต้นเชอร์รี่ป่า มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิว เป็น Antioxidant ที่ดี และช่วยกระชับรูขุมขนได้

-D-alpha-Tocopherol เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลแค่ปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสลายไปเพราะอากาศ ไม่ค่อยเหลือถึงผิวหนัง

-Phenylethyl resorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีชื่อทางการค้าว่า Symwhite 377 มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวขาวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเมลานิน และเป็น Antioxidant ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ให้ผลเป็น Whitening ได้ดีกว่า Beta-arbutin 100 เท่า (แต่ปกติ Beta-arbutin ก็มีฤทธิ์น้อยอยู่แล้ว) การศึกษาในอาสาสมัคร เมื่อใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้กับสาร Whitening อื่นๆ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าผิวขาวขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2013;12(1):12-7.) ช่วยลดรอยฝ้าในอาสาสมัครได้ (J Cosmet Dermatol. 2011;10(3):189-96.)

-Beta-glucan สารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ เป็นแหล่งอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ดีๆบนผิว ช่วยให้พวกนี้เจริญเติบโตเพื่อมาคอยปกป้องจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของผิวหนัง และช่วยลดริ้วรอย

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีทั้งส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol และ Glycerin ตัวของ Propanediol นี้เป็นสารดูดน้ำให้ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้มีความเป็นมิตรกับผิวที่สูงมาก ไม่ทำให้ระคายเคืองเหมือนพวก Propylene glycol อีกจุดที่แบรนด์นี้มีชื่อคือ การปรับความถี่ของน้ำ (Harmonized water) ให้เกิดการ Resonance กับผิวพอดี ส่งผลให้กระบวนการทำงานบางอย่างของผิวดีขึ้น

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Soybean oil, Capric/caprylic triglycerides และ Phosphatidylcholine สารตัวนี้เป็น Phospholipids ที่สามารถซ่อมแซมเยื่อเมมเบรนผิวที่เสียหาย และยังสามารถสร้างตัวเป็นระบบนำส่งที่ชื่อ Liposome ที่มีโครงสร้างเป็นผนังสองชั้นเพื่อนำส่งสารเข้าไปในผิวได้ดีขึ้น

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polyglyceryl-4 caprate มีความอ่อนโยนสูง ช่วยผสานสารน้ำมันให้เข้ากับน้ำได้ และสามารถเพิ่มความหนืดได้

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Dextran เป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ นอกจากเพิ่มความหนืดยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และเคลือบผิวให้สัมผัสที่ดี ร่วมกับ Xanthan gum

3.3สารปรับ pH ได้แก่ Sodium hydroxide ถึงแม้ว่าเราจะเห็นสารนี้ แต่ก็ไม่ต้องวิตกตื่นตระหนกอะไรไป เพราะเขาใส่มาแค่นิดเดียว แค่ปรับ pH ให้เหมาะสมเฉยๆ ไม่มีอันตรายกับผิว

3.4น้ำมันหอมระเหย และ สารหอม ได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจาก Lavender, Sandalwood และ Ylang ylang น้ำมันหอมระเหยพวกนี้ในทางสุคนธบำบัด (Aromatherapy) จะมีคุณสมบัติพิเศษเสริมมา แต่ทางเครื่องสำอางส่วนมากจะมองเรื่องการแต่งกลิ่น กับคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ ร่วมกับ Benzyl alcohol ที่มีกลิ่นหอม และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้

3.5Preservatives ได้แก่ สารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งกับ Benzyl alcohol

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives จะเห็นได้ว่าสารที่ใส่มามีคุณสมบัติต่อต้านการสร้างเม็ดสีได้หลาย Step ตั้งแต่เบื้องบน ยันกันไม่ให้ส่งออกไป แถมสารที่ใช้ยังเสริมคุณสมบัติดีๆอย่าง Antioxidant พวกตัวลดอักเสบ และช่วยเรื่องสิวได้ดี มี Moistutizer อยู่นิดๆ โดยรวมถือว่ามีครบถ้วน และทำออกมาได้ค่อนข้างดี จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีซิลิโคน มีส่วนผสมของสารดูดน้ำให้ผิวอยู่ 2 ตัว คือ Propanediol กับ Glycerin ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติ ที่ดูดซึมเข้าไปทดแทนไขมันในผิวได้ แต่โดยรวมยังขาดสารไขมันเคลือบผิวอยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives สารองค์ประกอบที่ใช้ถือว่าเลือกมาได้ค่อนข้างดี ทั้งคอนเซปท์ความเป็น Natural คือ Natural ตั้งแต่สารแต่งกลิ่น ยัน สารกันเสีย และสารเพิ่มความหนืดเลยทีเดียว ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีพาราเบน และไม่มีซิลิโคน โดยรวมก็คือถือว่าทำมาได้ดี ไม่รู้จะหักคะแนนอะไรก็เอาไป 5 ฟลาสก์เช่นกัน

4.การใช้งาน หลังจากได้ลองใช้มาเกือบ 3 อาทิตย์ ก็มีคนทักนะว่าหน้าดูกระจ่างขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้ายอเล่นๆ หรือเค้าชมจริงๆ เพราะเราก็อยู่กับหน้าเราทุกวัน แต่ที่เห็นชัดเลยคือ ผิวจะเรียบขึ้น และสีผิวดูสม่ำเสมอมากขึ้นค่ะ ถึงแม้ว่าเนื้อมันจะเหลือง แต่ทาไว้ซักพักสีมันก็จะกลืนไปกับผิวเรา จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน enlighten

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[Full review] Osmosis Renew

[Full review] Osmosis Renew

ช่วงนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากแบรนด์ Osmosis นะคะ

ซึ่งตัวที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ตัวค่ะ

IMG_4293-re

วันนี้จะมารีวิวตัวแรกก่อนค่ะ คือตัว renew

Renew level 4 vitamin A serum ค่ะ

ก่อนจะ พูดถึงแบรนด์ Osmosis ต้องพูดถึงคอนเซปท์เขาซักนิดนึงนะคะ

คือ “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

แบรนด์นี้จะเน้นไปที่สารสกัดและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ สารองค์ประกอบต่างๆก็ไม่ได้ใส่มาเยอะกันจนมากเกินไป จึงเสี่ยงแพ้น้อยกว่านั้นเองค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนการใช้งานนะคะ เพราะการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ บทจะแพ้ แค่น้ำเปล่าก็ยังแพ้ได้เลยค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้ใช้เทคโนโลยีไลโปโซม เพื่อเพิ่มการดูดซึมของสารเข้าผิวค่ะ

ไลโปโซมคืออะไร???

ไลโปโซมเป็นรูปแบบนำส่งสารรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นผนังสองชั้น ซึ่งจะเหมือนกับผิวหนังของเราเลย ทำให้ระบบไลโปโซมหลอกผิวหนังเราว่าเป็นพวกเดียวกัน ผิวหนังก็เลยปล่อยให้ไลโปโซมผ่านได้ ลองดูรูปตรงนี้ดูค่ะ

liposome(Image source: Osmosis Skincare Manual, 2015.)

ซีรัมตัวนี้ถ้าจะใช้แบบจริงๆจังๆและถูกต้อง ทางแบรนด์แนะนำให้ลองใช้แบบนี้ค่ะ

regimen(Image source: Osmosis Skincare Manual, 2015.)

จริงๆดูจากแผนภาพจะเข้าใจง่ายกว่าที่มี่กำลังจะอธิบายค่ะ

หมายความว่า ครั้งแรกสุดเลยให้ใช้ครั้งละ 1 กด วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ถ้าใช้ได้ ไม่มีอาการอะไร ก็ เพิ่มเป็นวันละสองครั้ง เช้า-ก่อนนอน สังเกตอาการ 1 สัปดาห์ ถ้าไม่มีอาการอะไรก็ให้ใช้ครั้งละ 2 กด วันละ 2 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการผิวแห้ง หรือระคายเคือง ให้ใช้วันละครั้ง สลับกับวันละ 2 ครั้งไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าใช้ครั้งละ 1 กด วันละครั้งแล้วยังทนไม่ได้ ก็ให้ลดเหลือ วันเว้นวัน ถ้าทนได้ ก็ไปวันละครั้ง แล้วก็วันละสองครั้งตาม Step ที่อธิบายเมื่อครู่

แต่ถ้าใช้วันเว้นวันก็ยังทนไม่ได้ ก็ให้พักผิวสักระยะเวลาหนึ่ง ก่อนมาใช้วันเว้นวัน แล้วค่อยขยับขึ้นไป

เพราะอะไร ก็เพราะว่าสารกลุ่มวิตามินเอ เป็นสารที่มีประสิทธิภาพและความแรง (Potency) ค่อนข้างสูง ถ้าใช้แบบแรงๆไปเลย อาจจะระคายเคืองได้ ส่วนตัวมี่อยากแนะนำว่า ให้อายุ 30+ ก่อนค่อยเริ่มใช้สารกลุ่มนี้น่าจะดีกว่ามาเริ่มไวๆตั้งแต่เป็นวัยรุ่น

มาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวผลิตภัณฑ์มาในขวดปั๊มอคริลิคหนาสีขาว/เงิน

IMG_4298-re

ตัวนี้จะเกลี่ยค่อนข้างง่าย ลื่นๆ กลิ่นเป็นแนวๆเย็นๆ ออกแนวอโรม่า ถ้าใครไม่ชอบแนวนี้อาจจะแปลกๆอยู่นิดนึง แต่ซักพักก็จะชินไปเองค่ะ ตอนเกลี่ยครั้งแรกจะดูเหมือนออกเหลืองๆ แต่พอทิ้งไว้ซักห้านาที สีเหลืองๆนั้นจะหายไปค่ะ

IMG_4299-re

IMG_4300-re-horz

ลองวัดค่า pH ดูนะคะ ค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 ค่ะ ซึ่งก็ถือว่าเป็นกรดอ่อนๆ เหมือนกับสภาพผิวของเรา และเป็นค่า pH ที่สามารถช่วยให้ Lactic acid ออกฤทธิ์ได้ในระดับหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนเป็นเกลือไปเสียหมด

IMG_4306-re

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

มี่ทำสีให้สังเกตกันได้ง่ายขึ้นนะคะ

สผส renew

จุดเด่นจุดแรกน่าจะอยู่ที่ Asiaticoside ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากสารสกัดบัวบก มีคุณค่าและราคาสูง เพราะการแยกออกมาจากสารสกัดใบบัวบกนั้นทำได้ค่อนข้างยากและต้องอาศัยเทคโนโลยีค่อนข้างสูง

อีกจุดน่าจะอยู่ที่ Peptide อย่าง Palmitoyl tripeptide-38 และ Caprooyl tetrapeptide-3 ที่ช่วยเรื่องชะลอวัยและริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรามาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Chlorella vulgaris extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีเขียว มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงผลในการ Anti-aging โดยมีผลต่อการทำงานของ Antioxidant enzyme ในเซลล์ Fibroblast (BMC Complement Altern Med. 2013; 13:210.) ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสาหร่ายประกอบด้วยรงควัตถุจำพวก Carotenoid หลายชนิด มีผลเป็น Antioxidant ที่ดี มีกรดอะมิโนช่วยลดริ้วรอย ปรับสภาพผิว กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการสลายคอลลาเจน

-Caprooyl tetrapeptide-3 เปปไทด์ที่จับกับกรดไขมันสายสั้นๆที่ชื่อ Caproic acid ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบในแนวกั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Dermal Epidermal Junction) ให้ผลลดและป้องกันริ้วรอย

-Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้

-Retinal หรือ retinaldehyde เป็นรูปแบบอัลดีไฮด์ของวิตามินเอ กลไกการออกฤทธิ์ยังไม่ทราบชัดเจน มีคุณสมบัติในการควบคุมการผลัดเซลล์ผิวให้เกิดได้อย่างปกติ ลดเลือนริ้วรอย กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและอิลาสติน

-Asiaticoside สารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากบัวบก มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยเรื่องการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ลดการอักเสบในผิว ปกป้องคอลลาเจนในผิวไม่ให้เสื่อมสลาย และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวได้

-Palmitoyl tripeptide-38 เปปไทด์สายสั้นๆจากกรดอะมิโน 3 ตัวที่จับกับกรดไขมัน Palmitic acid ทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้น เปปไทด์ตัวนี้มีผลกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ไฮยาลูรอน และสารโปรตีนอื่นๆอีกหลายชนิดในผิวที่ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงของชั้นหนังแท้ และช่วยเสริมความแข็งแรงของ Dermal-Epidermal junction ให้แข็งแรงมากขึ้น จึงสามารถพยุงเอาชั้นผิวหนังไม่ให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายๆ

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว

-L-lactic acid เป็นกรด Lactic ชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ (active) เป็นสารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Beta-glucan สารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ เป็นแหล่งอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ดีๆบนผิว ช่วยให้พวกนี้เจริญเติบโตเพื่อมาคอยปกป้องจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของผิวหนัง และช่วยลดริ้วรอย

-Fulvic acid สารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่จัดอยู่ในกลุ่ม Humic substance เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติระหว่างการย่อยสลายของพืช มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีรายงานการวิจัยสนับสนุนว่าสารนี้ให้ผลลดการอักเสบในคนไข้ Eczema ได้ดี และมีผลข้างเคียงต่ำ (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2011; 4: 145–148.)

-Hydroxyproline กรดอะมิโนชนิดพิเศษที่พบในเส้นใยคอลลาเจน คาดว่าจะเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิว

-Thioctic acid เป็นอีกชื่อหนึ่งของ Alpha lipoic acid เป็นสารที่มีฤทธิ์ Antioxidant ค่อนข้างดี

-Lonicera japonica กับ Lonicera caprifolium extract สารสกัดจากดอก Honeysuckle เป็นสูตรผสมของสารกันเสียจากธรรมชาติ ให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะจุลินทรีย์ มีความปลอดภัยสูงกว่าสารกันเสียสังเคราะห์หลายๆตัว

2.Base มีส่วนของน้ำกับน้ำมัน ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Pentylene glycol, Glycerin, และ Alcohol denat. ตัวแอลกอฮอล์มีอยู่ในลำดับท้ายๆ จึงคิดว่าน่าจะเป็นตัวทำละลายของสารบางอย่างในส่วนผสม และในส่วนผสมเองก็มีสารดูดน้ำดีๆหลายตัว จึงคิดว่าน่าจะต้านไหว แต่อย่างไรก็ดี คนที่ไวต่อแอลกอฮอล์มากๆควรทดสอบการแพ้ก่อน

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Phosphatidylcholine นอกจากเรื่องการทดแทนไขผิวหนังก็ยังช่วยเรื่องการสร้างไลโปโซมเพื่อนำส่งสารได้ ร่วมกับ Rubus chamaemorus (cloudberry) seed oil ที่มีกรดไขมันจำเป็นหลายๆตัว และมีส่วนผสมของ Benzoic acid ที่ช่วยเป็นสารกันเสียในตัว

3.Additives ได้แก่

3.1 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Cyclodextrin กับ Hydroxypropyl cyclodextrin สารสองตัวนี้เป็ฯคาร์โบไฮเดรตที่มีโครงสร้างเป็นทรงกลมกลวงๆ สามารถเก็บกักสารไว้ภายในได้ ช่วยเพิ่มการละลาย และความคงตัวให้สารที่ถูกเก็บไว้ สารเพิ่มความหนืดอื่นๆก็จะมีพวก Dextran และ Xanthan gum

3.2 Penetration enhancer เป็นสารเคมีที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิว ในที่นี้คือ Dimethyl sulfone

3.3 Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol ร่วมกับสารสกัดจากดอกสายน้ำผึ้งอีกสองตัว

3.4 น้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่น คือ Lavender oil, Sandalwood oil น้ำมันพวกนี้ในทาง Aromatherapy จะมีคุณสมบัติอื่นๆด้วย แต่ก็ขอไม่กล่าวถึงเพราะผลิตภัณฑ์เราไม่ได้เน้นไปทาง Aroma

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ผลิตภัณฑ์ออกแบบมาเพื่อใช้ลดเลือนริ้วรอย ซึ่งสารองค์ประกอบก็ทำมาได้ค่อนข้างดี มี peptide คุณภาพดีอยู่สองตัว สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวได้ เสริมด้วยกรดอะมิโนอย่าง hydroxyproline และก็มีสารดีๆที่ดูแพงอย่าง Asiaticoside ที่กว่าจะแยกออกมาจากบัวบกได้ต้องผ่านขั้นตอนลึกลับซับซ้อนมากมาย กับ Antioxidant และยังให้ผลเรื่อง Barrier ด้วย จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ส่วนของน้ำมีสารดูดน้ำอยู่ 2 ตัว ร่วมกับส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ถ้าใครที่ไวต่อแอลกอฮอล์ควรทดสอบการระคายเคืองก่อนการใช้งาน และอย่าลืมใช้งานตามไกด์ที่ทางแบรนด์แนะให้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนของน้ำมันเป็นน้ำมันชนิดที่ซึมผิวได้ โดยรวมจึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives เหมือนเช่นเคย มีสารอยู่ไม่กี่ชนิดเท่าที่จำเป็น ไม่มีพาราเบน ไม่มีน้ำหอมสังเคราะห์ (มีน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ) ไม่มีซิลิโคน จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ยังคงคอนเซปท์ความเป็น Natural ไว้ได้อยู่เช่นเคย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน เนื้อผลืตภัณฑ์มีสีเหลืองอ่อนๆ ไม่ได้รบกวนชีวิตประจำวันมากนัก ดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะ กลิ่นค่อนข้างไปในทางแนวอโรม่า ถ้าใครชอบน่าจะฟินอยู่ หลังจากใช้มาเกือบสามอาทิตย์คิดว่าหน้าดูกระชับขึ้น รูขุมขนต่างๆดูเล็กลง จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน renew

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ส่งเวชสำอางดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

หรือแฟนเพจของ Osmosis Thailand ที่ https://www.facebook.com/osmosispurmedicalskincarethailand ได้เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[Review] Herbacist by Pharmacist Pomegranate Day & Night Treatment Cream

[Review] Herbacist by Pharmacist Pomegranate Day & Night Treatment Cream

วันนี้มี่แวะเอาครีมทับทิมกุหลาบพันปี จากแบรนด์ Herbacist by pharmacist มารีวิวให้ชมกันค่ะ ครีมตัวนี้เป็นแบรนด์ของไทย เห็นว่าพัฒนาและวิจัยมาโดยทีมงานเภสัชกรค่ะ

โฉมหน้าผลิตภัณฑ์เป็นกระปุกพลาสติกหนาสีขาวคาดเงิน มีฉลากสีชมพูรูปทับทิมค่ะ

IMG_3638-re

ตัวเนื้อครีมมีสีชมพู กลิ่นหอมอ่อนๆค่ะ

(จริงๆสีชมพูนะคะ แต่ถ่ายออกมาดันขาวซะงั้น)

IMG_3643-re

เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิวดีค่ะ

IMG_3644-re

ก่อนไปดูส่วนผสมมาวัด pH กันหน่อยนะคะ

IMG_3645-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6-7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีค่ะ pH เป็นกลาง

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส

มารู้จักสารบางตัวที่เด่นๆกันดีกว่านะคะ

Punica granatum extract คือ สารสกัดจากทับทิม แต่ละชิ้นส่วนของทับทิมก็จะมีประโยชน์แตกต่างกันไป ถ้าเป็นใบก็จะมีพวก Tannin ที่ให้ผลกระชับรูขุมขน และเป็น Antioxidant ได้ดี ส่วนเปลือกผลก็มีพวก Tannin และ Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ส่วนของผลก็จะมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว มีวิตามินช่วยบำรุงผิว และก็มีพวก Polyphenol ที่ช่วยเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกัน จุดนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้มาจากส่วนไหนแต่ทุกๆส่วนก็มีประโยชน์เหมือนกันหมด

Rhododendron ferrugineum leaf cell culture extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ ข้อมูลจากผู้ผลิต Claim ว่าสารสกัดจากเซลล์นี้มีฤทธิ์ปกป้องสเตมเซลล์ในผิว ช่วยเพิ่ม Barrier function ของผิว ช่วยเพิ่มความคงทนของผิวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมต่างๆ (ข้อมูลจาก TDS ของPhytoCellTecTM Alp Rose จากบริษัท Mibelle)

Saccharide isomerate เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบพิเศษ คือไปจับกับโปรตีนบนผิว ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน

Panthenol เป็นโปรวิตามินบี 5 เมื่อเข้าผิวแล้วจะถูกผิวเปลี่ยนเป็นวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

สารสกัดจาก Chamomile กับ Allantoin ช่วยลดการอักเสบในผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว และป้องกันการแพ้

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

ปกติ เราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ก็จะให้คะแนนกันตามนี้เลยนะคะ

1.Actives มีส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกทับทิมที่ให้ผลเป็น Antioxidant เสริมกับสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ Alps ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ที่เหลือก็จะเป็นตัว Moisturizer กับตัวลดอักเสบในผิว โดยรวมจึงให้ผลไปในเชิง Prevention เพื่อชะลอความแก่ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความเครียด หรือมลภาวะต่างๆ ถ้ามีพวกวิตามินซี อี หรือพวก Antioxidant อื่นๆเสริมมาอีกหน่อยน่าจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ในส่วนของน้ำมี Glycerin เป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ส่วนของน้ำมันมี Hydrogenated polydecene ที่เป็นน้ำมันสังเคราะห์ ทำหน้าที่เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นภายใน สารนี้ไม่ดูดซึมจึงมีความเสี่ยงอุดตันน้อยมาก ส่วนผสมชุดนี้ขาดน้ำมันจากพืชที่ดูดซึมเข้าไปทดแทนไขมันในผิวอยู่ แต่น้ำมันจากพืชพวกนี้มันอาจจะอุดตันได้ในบางคน การที่ไม่มีน้ำมันก็คือจะอุดตันน้อยลง และเหมาะกับทุกสภาพผิว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives สารประกอบอื่นๆที่ใส่เข้ามามีอยู่ไม่กี่ชนิด แต่ละชนิดที่ใส่มาก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเหมือนกัน ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน แต่มีน้ำหอม ปกติก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในสกินแคร์ทั่วไปที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ครีมมีน้ำหนักเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ สามารถใช้ได้ทั้งกลางวันกลางคืน ส่วนตัวใช้มาเกือบ 2 อาทิตย์ พอทาตอนกลางวันแล้วรู้สึกว่าหน้ามันขึ้นเล็กน้อย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอากาศร้อนขึ้นมาพอดี หรือว่าเพราะครีม แต่โดยรวมถือว่าพึงพอใจอยู่ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/herbacist

Website: http://herbacist-shop.com/index.html

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Herbacist by Pharmacist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ