Image

[Skincare diet theory] การลดการใช้เครื่องสำอางจะช่วยให้สุขภาพผิวเราดีขึ้นจริงไหม ??

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งทางตรงและทางอ้อม และการอ่านจากบทความและ Blog ของต่างประเทศ ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับแบบแน่ชัด โปรดใช้วิจาณญาณในการรับชม และขอสงวนลิขสิทธิ์ในบทความทุกประการ

 

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินเรื่องของ Skincare diet หรือ การลดการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเพื่อให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น

รวมไปถึงมีกระแส การหยุดใช้ Skincare ทุกชนิด เพื่อ Reset ผิว ให้กลับมาฟื้นฟูตัวเอง

 

เทรนด์เรื่องของ Skincare diet นี้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 มี Blogger และ Youtuber จากต่างประเทศหลายท่านนำเสนอ Skincare regimen ใหม่ ที่มีเพียงการบำรุงแค่ 2-3 ขั้นตอนแค่นั้นเอง การบำรุงผิวแบบนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรถ้าเทียบกับการใช้การบำรุงผิวตามแบบฉบับของ K-beauty จากเกาหลี ซึ่งมีการบำรุงผิวหลายขั้นตอน จนมีชื่อเล่นในวงการว่า 10-steps skincare regimen

เชื่อว่าการทำ Skincare diet น่าจะมีรากฐานมาจากการบำรุงผิวแบบ J-beauty ที่มาจากญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่นใช้ผลิตภัณฑ์เพียงน้อยชนิด ส่วนมากเป็นผลิตภัณฑ์สารพัดประโยชน์ หรือพวก All-in-one เพื่อลดเวลาการบำรุงผิวในช่วงเวลาอันเร่งด่วน

ส่วนตัวมี่เองในช่วงก่อนก็เริ่มมาจาก J-beauty ก่อนเปลี่ยนเป็น K-beauty ในช่วงปี 2015 และมาใช้ J-beauty ในช่วง 2018 ก่อนจะกลับมาเป็น K-beauty อีกครั้งในช่วงปีก่อน

ทีนี้การสร้าง Skincare regimen เราทำกันอย่างไร ???

สามารถตามไปอ่านแบบละเอียดได้ที่ Blog เรื่อง Skincare regimen ก่อนหน้านี้นะคะ >>Click<<

ซึ่งมีขอสรุปสั้นๆ ให้จบภายใน 3 ข้อค่ะ

  1. Skincare regimen แบ่งเป็น สิ่งที่เราทำทุกวัน เรียกว่า Routine care กับสิ่งที่ทำแค่ไม่กี่ครั้งใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน เรียกว่า Special care
  2. สำหรับ Routine care เราจะเรียงตามหลักการพื้นฐาน คือ Clean-Care-Protect-Decorate
  3. สำหรับการบำรุง หรือ Care เราจะเรียงตามเนื้อเบาไปหาหนัก

 

ก่อนจะไปดู Skincare regimen ของทั้งสองแบบ มี่ขอทำตารางสรุปความแตกต่างระหว่าง J-beauty กับ K-beauty ให้ได้ชมกันก่อนนะคะ

JK 1

J-beauty จะค่อนข้างเรียบง่าย ซึ่งส่วนตัวมี่ขณะใช้ J-beauty Skincare regimen เป็นตัวบำรุงชุดนี้ค่ะ

แบบที่ 1: ใช้ All-in-one เป็นตัวหลักในการบำรุง

J-beauty 3

เริ่มจากการใช้น้ำตบ DHC F1 lotion ตามด้วยทา All-in-one gel

แบบที่ 2: เสริม Serum น้ำผึ้งของ Herbery earth เข้ามา

J-beauty 1

พอเราเริ่มรู้สึกว่าผิวเราไม่นุ่ม ไม่เด้ง เริ่มกรอบ ก็จะใช้เซรั่มน้ำผึ้งที่มีประโยชน์เติมน้ำเข้ามาเสริมค่ะ

แบบที่ 3: ช่วงผิวเริ่มมัน เปลี่ยน All-in-one gel เป็น Holika Holika skin & Good cera all-in-one master

J-beauty 2

สิ่งที่สัมผัสได้ในช่วงที่ลดการใช้สกินแคร์ลงคือ

  1. ผิวดูมีสุขภาพดีขึ้น สว่าง ไม่หมองคล้ำ จับแล้ว นุ่มนวล ละเอียด รูขุมขนแลดูกระชับ
  2. ระหว่างวันไม่มันเยิ้ม รองพื้นไม่ดรอป เมคอัพไม่เลือนหาย แลดูสดเหมือนพึ่งแต่ง

แต่จะมีบางช่วงที่เรารู้สึกว่าผิวขาดน้ำคือ สัมผัสแล้วกระด้าง ตบแล้วไม่เด้ง เหี่ยว เราก็จะปรับ Regimen ใหม่อีกครั้ง

 

ต่อมาจะเป็นการยกตัวอย่าง K-beauty ของมี่นะคะ

K-beauty 1

มีอยู่ทั้งหมด ขั้นตอนค่ะ

  1. BHA Toner
  2. DHC F1 fresh lotion
  3. Eye cream
  4. Marine collagen serum
  5. Serum น้ำผึ้ง
  6. It’s Skin GF effector
  7. โลชั่นน้ำดอกมะลิ
  8. ครีมปลาดาว
  9. โทนเนอร์นมแพะ (อันนี้ถึงจะชื่อโทนเนอร์ แต่เนื้อเป็นแบบครีม ค่อนข้างมัน)

ถ้าเป็นกลางวันจะจบด้วยนมแพะ แล้วทากันแดดค่ะ

ถ้าเป็นกลางคืน จะทาต่อด้วย

  1. Real barrier cream
  2. Olive oil ของ Watsons จีน
  3. Mamonde rose pack เป็นบางวัน (Special care)

 

ช่วงนี้ผิวจะนุ่มลื่มชุ่มชื้นค่อนข้างมาก แต่ใช้เวลากับการบำรุงผิวค่อนข้างนานเหมือนกันค่ะ

 

เอาหละ เราลองมาดูหลักการพื้นฐานของการทำ Skincare diet นะคะ

Skincare diet ที่เป็นที่นิยม ทำได้ 2 แบบใหญ่ๆ

  1. หยุดทุกอย่าง เพื่อ Reset ผิว ทาแค่กันแดดในตอนกลางวัน (ส่วนตัวไม่แนะนำเพราะว่า หลังล้างหน้า ไขมันที่ดี และสารอุ้มน้ำจากผิวจะถูกชะล้างออกไปด้วย เราควรเติมน้ำและน้ำมันคืนให้ผิว)
  2. ลดจำนวนลง เหลือแค่ราวๆ 2 – 3 ชิ้น ตามความต้องการผิว (ไม่นับยาที่ต้องใช้ตามแพทย์/เภสัชกร)

 

เพราะฉะนั้นการจะเริ่ม Skincare diet สิ่งที่เราต้องทำก่อน คือ โฟกัส หาปัญหาผิวของเราก่อน ว่าเราอยากบำรุง หรือ มีปัญหา มีความต้องการอะไรเป็นพิเศษไหม ก่อนค่อยมาเลือกสกินแคร์ค่ะ

เช่น

  • ผิวแห้ง: Hyaluron + Ceramide
  • ไวท์เทนนิ่ง: วิตามินซี บี3 และสาร Whitening ต่างๆ
  • ริ้วรอย: วิตามินซี บี3 เอ และสารบำรุงต่างๆที่ช่วยดูแลเรื่องริ้วรอย
  • สิว: BHA toner หรือ Witch hazel + ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกระชับรูขุมขน
  • รอยแดง: กลุ่มเติมน้ำ และ กลุ่ม Soothing เช่น ว่านหางจระเข้ Rose water
  • ผิวบอบบางแพ้ง่าย: Hyaluron + Ceramide

 

สำหรับประโยชน์และข้อจำกัดของ Skincare diet เท่าที่มี่พยายามรวบรวมมาคือ

ประโยชน์

  1. ใช้เวลาในการดูแลผิวลดลง
  2. ประหยัดเงินในการซื้อสกินแคร์มากขึ้น
  3. สภาพผิวดีขึ้น (สำหรับบางคน)
  4. ลดการสัมผัสสารเคมีที่ไม่จำเป็นกับผิว ทำให้สุขภาพผิวดีขึ้น

ข้อจำกัด

  1. ผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่อย่างอาจไม่ตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว
  2. ผิวอาจแห้งระหว่างวัน

 

สำหรับส่วนตัวมี่มีมุมมองเกี่ยวกับเรื่อง Skincare diet คือ ถ้ามีปัญหาผิวแห้ง จะใช้วิธีนี้ได้ค่อนข้างยากค่ะ เพราะเราอาจจะรู้สึกว่า มอยส์เจอร์ที่ใช้อาจจะยังไม่เพียงพอ

ส่วนคนที่มีปัญหาผิวมัน อาจจะรู้สึกว่า ลดจำนวนชิ้นของ Skincare ลงแล้วสบายผิวมากขึ้น

  1. สุดท้ายนี้อยากบอกว่า การตอบสนองของแต่ละคนต่อเครื่องสำอางจะไม่เหมือนกันนะคะ บางคนใช้แล้วดี แต่บางคนอาจจะไม่ดีก็ได้
  2. การแพ้ การระคายเคือง การอุดตัน เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้แบบ 100% แต่การอ่านส่วนผสมและเลี่ยงสารที่เคยเกิดปัญหาให้เรา จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการเหล่านี้ได้ โดยหลักการพื้นฐานคือ คนที่เคยแพ้ส่วนผสมหนึ่งๆ มักจะเกิดการแพ้ซ้ำๆ กันได้อีกกับสารเดิม หรือ สารที่มีโครงสร้างคล้ายๆกัน (ชื่อคล้ายๆกัน)
  3. การเลือกผลิตภัณฑ์ บางทีก็เหมือนเป็นการลองผิดลองถูก เราอาจจะต้องลองดูว่า แบบไหนถึงจะได้ผลิตภัณฑ์ และ Regimen ที่ดี และเหมาะสมกับผิวเรามากที่สุด

 

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้องใหม่คนสุดท้องจาก DermArtlogy กับ Ageless barrier rejuvenating serum

สวัสดีค่ะ

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะจำ Skincare ของแบรนด์ Dermartlogy จากเกาหลีกันได้อยู่นะคะ นางมีสินค้าตัวดังเป็น Ageless cream ที่เอามาเบลนด์คู่กับ Ampoule ต่างๆ ตามสภาพผิว หรือความต้องการของเรา ซึ่งมี่ก็ได้รีวิวไว้แล้วนะคะ สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ >>Click<<

ตอนนี้ทางแบรนด์ได้ Launched ผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาค่ะ เป็นตัวเซรั่มที่มีชื่อว่า Ageless barrier rejuvenating serum ส่วนผสมก็อัพเกรดมาจากตัว Ageless cream อีกขั้นหนึ่ง แต่เนื้อเบามากเรียกได้ว่าเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรามากๆ

หลังจากได้ลองใช้มาราวๆเดือนกว่า ก็เลยขอหยิบเอามารีวิวสักหน่อย

นางมาในหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

derm 4

ตัวแพคเกจเป็นขวดพลาสติกเนื้อหนา แบบมีหลอดหยดอยู่ด้านใน

derm 5

เนื้อเซรั่มเป็นแบบโปร่งแสง (Translucent) คือไม่ใสไม่ขุ่น ไม่มีน้ำหอม เลยไม่มีกลิ่นนะคะ อาจจะได้กลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อย

derm 1

เนื้อเกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็น ค่อนข้างชุ่มชื้น ให้สัมผัสที่ค่อนข้างนุ่มและเรียบเนียนค่ะ

derm 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

derm 3

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสม ageless

วันนี้ส่วนผสมมีหลายสีหน่อยนะคะ

โดยขอเริ่มที่พระเอกของเรา สีบานเย็น ก่อนเลยค่ะ

Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AquatideTM ซึ่งเป็นเปปไทด์ตัวดังที่มาจากทางเกาหลี เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติหลายประการเลยค่ะ โดยทางผู้ผลิตเคลมว่าเป็น Skincare vaccine ช่วยให้ผิวเราแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ตามธรรมชาติของผิวค่ะ

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา ตีความง่ายๆประมาณว่า เป็นปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์ตัวเอง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

autophagy

(Image from Incospharm Corporation)

สำหรับที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบในอาสาสมัคร และ Claim ว่า ช่วยลดความรุนแรงของสิวในอาสาสมัครลง

aqua acne

(Image from Incospharm Corporation)

 

มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Aquatide ทั้งในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร พบว่า เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์ผิวหนังจากความเครียด สำหรับผลในอาสาสมัครที่ใช้ตำรับ Aquatide เป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น และ โปรตีนที่ถูกออกซิไดส์จากอนุมูลอิสระ โดยวัด Carbonylated protein พบว่ากลุ่มที่ใช้ Aquatide มีโปรตีนเหล่านี้น้อยกว่า ซึ่งหมายถึง Aquatide สามารถปกป้องโปรตีนในผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะอนุมูลอิสระจนเกิดเป็นความเหี่ยวขึ้นมา (J Cosmet Dermatol. 2019 Feb;18(1):197-203.)

 

Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Defensamide ออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ได้ด้วย

 

สีลาเวนเดอร์ เป็นกลุ่มของไขมันและน้ำมันต่างๆ มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • Phytosterols และ Sterols จาก Rapeseed (Brassica campestris sterols) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Cholesterol เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว
  • น้ำมันแมคคาเดเมีย ประกอบด้วยกรดไขมันที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว

สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้กับผิว มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิวด้วย
  • Hyaluronic acid 2 รูปแบบ มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

สีเขียวแก่ เป็นครอบครัวจากบัวบกค่ะ

Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีปะโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็น Active phytochemical ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายชนิด

Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid

(Image from https://www.researchgate.net/figure/Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid_fig1_235368762)

 

ส่วนสารบำรุงที่เหลือก็เรียกได้ว่า เลือกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide ที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง รวมไปถึง Zinc gluconate และ สารยอดฮิตอย่าง Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่ให้ประโยชน์ในเชิงของการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และให้ความรู้สึกสบายผิว

ตัวเบสเป็นเบสแบบกึ่งๆอิมัลชั่นเจล มีลักษณะโปร่งแสง

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้เป็นเซรั่มที่อัดแน่นมาด้วยสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในการเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมทั้งชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอยไปพร้อมๆกัน เพื่อให้มีผิวสุขภาพดี มีความทนทานต่อมลภาวะต่างๆมากขึ้น จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ได้รับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มาตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ และก็ใช้มาตลอดจนตอนนี้ก็ราวๆ 2 เดือน สิ่งที่ประทับใจคือ เราสัมผัสได้เลยว่าผิวเรามีความแข็งแรงขึ้น นุ่มและกระชับขึ้น และดูมีสุขภาพดีขึ้น แต่ว่าส่วนตัวคือมีผิวผสม/แห้ง คิดว่าเซรั่มตัวนี้อันเดียวยังให้ความชุ่มชื้นไม่พอ ต้องทาครีมทับอีกชั้นหนึ่ง ถึงจะเพียงพอ อาจจะด้วยช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูหนาว (2 ม.ค. – 15 ก.พ.) ซึ่งอากาศแห้ง เลยทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าเดิมก็ได้ ถ้าอย่างไรตอนหน้าร้อน อาจจะมาอัพเดทอีกทีค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ไว้ก่อนนะคะ

คะแนน derm

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางเพจ Dermskinstore และทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มแต้มสิวนวัตกรรม Microneedle จากเกาหลี ของแบรนด์ Benia III กับ Ac Noticle spot serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่หยิบยกเอาเจลแต้มสิวตัวหนึ่งที่น่าสนใจมารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

เจลตัวนี้มี่ไปได้มาจากงาน K-beauty expo เมื่อปีที่ผ่านมา แต่พึ่งมีโอกาสได้ใช้ และพอไปลองตามแบรนด์บนเว็บไซต์ของแบรนด์ ก็รู้สึกว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจ มีสกินแคร์เจ๋งๆ หลายชิ้นมาก

เจลแต้มสิววันนี้มีชื่อว่า Ac Noticle spot serum จากแบรนด์ Benia III (Benia 3) ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

benia 4

มาในหลอดสีส้ม/ขาว พร้อมกับช้อน 1 อัน ซึ่งตอนแรกเราก็งง ให้ช้อนมาทำไมอะ เดี๋ยวมาเฉลยตอนวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

benia 5

ตัวเจลเป็นเนื้อสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นอ่อนๆ

benia 1

ตอนเกลี่ยจะให้สัมผัสสากๆ เวลานวดจะได้ความรู้สึกยุบยิบๆ บรรยายไม่ถูกเหมือนกันค่ะ อ่านถึงตรงนี้อย่าพึ่งกลัวนะคะ รอวิเคราะห์ส่วนผสมจ้า เขามีทีเด็ดซ่อนอยู่

benia 2

แต่ถ้าไม่นวดก็จะไม่ได้ความรู้สึกยิบๆแสบๆทิ่มแทงแบบนี้ค่ะ แค่เหมือนทาเจลปกติ

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส benia

จากรูปคือส่วนผสมส่วนใหญ่จะเป็นสารบำรุงนะคะ ในภาพรวมนางมาในเบสแบบน้ำ ใช้สารสกัดจากชาเขียวเป็นเนื้อหลัก ไม่มีซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม มีน้ำมันจากพืชธรรมชาติ และน้ำมันหอมระเหยอยู่นิดหน่อย และ มี alcohol ติดมานิดหน่อยค่ะ เข้าใจว่าน่าจะมากับส่วนผสม ไม่ก็ใส่มาช่วยละลายสารอะไรบางอย่าง

เรามาดูส่วนผสมที่น่าสนใจกันดีกว่านะคะ

สีชมพู

Hydrolyzed sponge ตัวนี้เป็นวัตถุดิบที่เคลมว่า ได้มาจากฟองน้ำในท้องทะเล เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีบางอย่างก็จะได้ส่วนที่เรียกว่า Spicule ที่มีลักษณะโครงสร้างเป็นรูปเข็ม ดังภาพค่ะ

20181221150393799379

(Image from Hunan Sunshine Bio-Tech Co.,Ltd)

ส่วนของ Spicule ก็เปรียบได้กับ Bio-polymer รูปเข็ม และทางแบรนด์เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Pore needle therapy ซึ่งใช้ Bio-polymer รูปเข็มนี้ในการนำส่งเอาสารบำรุงเข้าสู่ผิว เหมือนการทำ Microneedle นั่นเอง

benia 3

(Image from Benia III)

 

ถ้าดูที่ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ คือ บ. Hunan Sunshine Bio-Tech ทางบ.ก็เคลมว่าการใช้ Polymer รูปเข็มตัวนี้ก็สามารถเสริมการทำงานและฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติได้ด้วยค่ะ

20181221150454225422

(Image from Hunan Sunshine Bio-Tech Co.,Ltd)

ประมาณว่า ถ้าเราทาให้เอานิ้วมือนวดๆ ให้เข็มนี้ทิ่มแทงลงไปบนผิว นางก็จะลงไปในผิว และทำให้ผิวเราเกิดความเสียหาย ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่ค่ะ ซึ่งในเจลแต้มสิวนี้ นางก็จะมีช้อนมาให้ ตอนแรกดิฉันก็งงว่า จะให้ชั้นเอาช้อนมาทำอะไร ??? พออ่านไปซักพักก็เลยเริ่มอ๋อ เอามานวดให้เข็ม Spicule ของฟองน้ำแทงลงไปเพื่อนำส่งสารลงรูขุมขน

แต่ข้อควรระวังก็คือ

  1. ไม่เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่าย
  2. ไม่ควรใช้กลางวัน อาจทำให้เกิดการแพ้แสงแดดได้ง่ายขึ้น

 

ส่วนผสมสีน้ำตาล จะเป็นกลุ่มของพวก Hyaluronic acid ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิว

ส่วนผสมสีเขียว จะเป็นสารสกัดบัวบกและลูกหลาน โดยสารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีปะโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็น Active phytochemical ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายชนิด

Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid

(Image from https://www.researchgate.net/figure/Chemical-structures-of-asiaticoside-madecassoside-asiatic-acid-and-madecassic-acid_fig1_235368762)

 

สารบำรุงสีเขียวแก่ เป็นน้ำมันจากพืชธรรมชาติ อย่าง Borage กับ เมล็ดชา ที่มีกรดไขมัน ให้ความชุ่มชื้น และทดแทนไขมันให้แก่ Barrier ผิว

สารบำรุงที่เหลือแทนด้วยสีฟ้า มี่ขอเลือกมาเล่าเฉพาะตัวที่น่าสนใจนะคะ

  • Hydroxyacetophenone ตัวนี้นางเป็นสารที่มีกลิ่น ที่เราพบได้ใน Castoreum จากบีเวอร์ ใช้ในวงการน้ำหอม แต่นางมีฤทธิ์เป็น Antioxidant และหลังๆในอุตสาหกรรมสังเคราะห์ขึ้นมาค่ะ โดยใช้ประโยชน์เป็น Antioxidant, ตัวลดการอักเสบระคายเคือง และ ตัวเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย
  • วิตามิน 3 ชนิด ได้แก่ อี บี 5 และ บี 6 ซึ่งให้ประโยชน์รวมๆ ในด้าน Antioxidant ลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น และควบคุมความมัน
  • Copper tripeptide-1 ตัวนี้เป็นเปปไทด์สายสั้นๆที่จับกับแร่ธาตุ Copper หรือ GHK-Cu เป็นเปปไทด์สายสั้นๆที่จับกับแร่ธาตุ Copper มีฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล เสริมการฟื้นฟูสภาพผิว กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Matrix ต่างๆใน Dermis และป้องกันไม่สารเหล่านี้สลายตัว มีประโยชน์ในด้านการเพิ่มความหนาแน่น ความยืดหยุ่น ความกระชับของผิว ลดริ้วรอย และเสริมการแบ่งตัวของเซลล์ Keratinocyte ในผิวหนังชั้นนอก จึงให้ประโยชน์รวมๆเป็น Anti-aging ที่ดี (BioMed Research International. 2015; https://doi.org/10.1155/2015/0648108) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า GHK-Cu เป็นตัวนำส่งแร่ธาตุ Cu ลงไปให้ผิว โดยแร่ธาตุ Cu พบเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ Lysylperoxidase ที่ใช้ในการสร้าง Hydroxylysine ในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ Fibroblast (TDS Copper tripeptide-1, ExperChem Limited)

 

โดยรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรสารบำรุงมาได้เหมาะกับการดูแลปัญหาสิวได้อย่างลงตัวและครบวงจรเลยทีเดียวค่ะ ที่สำคัญคือโดดเด่นด้วยนวัตกรรมการใช้ Hydrolyzed sponge ที่เป็นรูปเข็ม เพื่อเสริมการนำส่งสาร และการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ

แต่เสียดายที่การโปรโมท/การตลาดไม่ค่อยดังนัก เลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ค่ะ

ส่วนตัวมี่ได้มาจากงาน K-beauty Expo เลยไม่แน่ใจนะคะว่าในไทย หรือในเกาหลีจะหาซื้อได้ตรงไหน ถ้าสถานการณ์ไวรัสดีขึ้น เดี๋ยวจะลองไปแอบส่องตามร้านให้ค่ะ

ราคาที่หน้าเว็บของแบรนด์ อยู่ที่ 33,000 วอน หรือ ราวๆ 990 บาทค่ะ แอบแพงเหมือนกันนะ ตอนนี้เลยต้องกระมิดกระเมี้ยนใช้แค่กับบริเวณจมูก เพื่อดูแลสิวเสี้ยนค่ะ

สำหรับวันนี้มี่คงต้องขอตัวไปก่อนนะคะ พบกันใหม่โอกาสต่อไปสวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Benia ในนิทรรศการ K-beauty Expo การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมหอยทาก Bomul สูตรปรับปรุงใหม่ ผสานพลัง EGF กับ Bomul Snail + EGF repairing natural skin cream

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 5 ปีก่อน เมือกหอยทากนี่เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมตัวหนึ่งที่ป๊อบปูลาร์มากๆ ดังเป็นพลุแตก ไม่ว่าจะงานเกา งานไทย ก็มีพี่หอยของเราเป็นตัวชูโรงค่ะ

สำหรับจุดกำเนิดของการใช้เมือกหอยทากในการบำรุงผิวในทางเครื่องสำอางก็มีการศึกษามาหลายปีแล้วเหมือนกัน กว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ โดยคุณสมบัติหลักๆของเขาก็คือเน้นไปในเชิงด้านการลดเลือนริ้วรอย ชะลอวัย และช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

วันนี้มี่ก็เลยขอหยิบเอาครีมหอยทากแบรนด์ดั้งเดิมแบรนด์หนึ่งจากเกาหลี แบรนด์ Bomul ซึ่งมี่เคยได้รีวิวไว้เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา (ลิงค์ของสูตรเก่าค่ะ >>>Click<<<)

แต่วันนี้ขอหยิบมารีวิวอีกรอบเพราะว่า ทางแบรนด์ปรับสูตรใหม่ให้ดีกว่าเดิม และเพิ่มส่วนผสมของ EGF (หรือ Epidermal growth factor) ลงมาด้วย

น้องมีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

bo 1

ถ้าเทียบกับกระปุกของสูตรเดิม จะเห็นได้ว่าต่างกันอยู่เล็กน้อยนะคะ

bo 2

เนื้อครีมถ้าเทียบกับสูตรเก่าในความทรงจำ รู้สึกว่าจะเบาขึ้น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

bo 3

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ให้ความรู้สึกเย็น สบายผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

bo 4

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส bomul

ในภาพรวมเป็นครีมที่มาในเบสแบบอิมัลชั่นเจล ด้วยส่วนผสมของน้ำ และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และ แอลกอฮอล์ เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ซึ่งวันนี้มี่ทำไว้ 4 สี ที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนะคะ

  • เริ่มที่คู่พระเอก/นางเอกของเรา สีชมพู คือ สารสกัดจากเมือกหอยทาก และ sh-oligopeptide-1
    • สารสกัดจากเมือกหอยทาก ในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตได้ Claim ไว้หลายๆด้าน เช่น กระตุ้นการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ในส่วนของงานวิจัย มีการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เป็นริ้วรอยก่อนวัยอันควร (เรียกว่า Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ J Drugs Dermatol. 2013;12(4):453-7.)
    • sh-oligopeptide-1 ตัวนี้คือ EGF มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเจริญของผิวหนัง ลดเลือนริ้วรอย และกระชับรูขุมขน กล่าวถึง EGF มีรายงานการวิจัยสนับสนุนว่า EGF มีคุณสมบัติเพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิวในผู้สูงอายุ (J Drugs Dermatol. 2015;14(10):1147-50.) ลดการเกิดสิวและสิวอักเสบ รวมไปถึงเพิ่มความชุ่มชื้นและควบคุมความมันของอาสาสมัคร (Int J Dermatol. 2014;53(8):1031-6.) ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)
  • สีเขียว สารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าเป็น Hyaluron จากพืช มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดจับน้ำให้ผิว
  • สีฟ้า เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Zanthoxylum piperitum fruit extract สารสกัดจาก Anise pepper ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม triterpenoid, flavonoid และ tannin ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) และยังมีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (Biosci Biotechnol Biochem. 2006; 70(6):1423-31.)
    • Pulsatilla koreana extract สารสกัดจากพืชดอกชนิดหนึ่ง มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ในการลดการอักเสบ (BMB Rep. 2012; 45(6):371-6.) สารประกอบกลุ่ม Pulsaquinone ที่พบในพืชนี้มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อก่อสิวได้ (Arch Pharm Res. 2009; 32(4):489-94.)
    • Usnea barbata extract สารสกัดจาก Lichen ชนิดหนึ่ง มีรายงานว่าสามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ในเซลล์ผิวหนัง (J Photochem Photobiol B. 2007; 89(1):9-14.) มีสารพฤกษเคมี Usnic acid ที่ให้ผลดีในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบมีระบุทั้งลดการอักเสบ ลดการเกิดสิว และลดกลิ่นกาย

ส่วนที่เหลือจะเป็น Hydrolyzed placental protein ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น และ สารสกัดจากข้าว ซึ่งบางสายพันธ์ก็เป็น Antioxidant ที่ดี

สำหรับสีแดง Lanolin เป็นไขมันที่ได้จากขนแกะ เป็นไขมันทีดี มีฤทธิ์ในการปกป้องผิวรักษาความชุ่มชื้น แต่ข้อเสีย คือ ทำให้อุดตันได้ค่อนข้างง่ายในบางราย แต่ส่วนตัวมี่ใช้ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง ในครีมมีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความชุ่มชื้น ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว ชะลอวัย ริ้วรอย และด้านรูขุมขน อาจจะได้ประโยชน์ในแง่ของการดูแลปัญหาสิวอยู่ด้วย เพราะมีสารบำรุงที่มีประโยชน์ในด้านนี้อยู่ โดยรวมขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเนื้อครีมเป็นเบสแบบอิมัลชั่นเจล มีส่วนผสมของน้ำ สารที่ละลายได้ในน้ำ และ น้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์ และซิลิโคน รวมถึงสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีส่วนผสมของ Lanolin อาจจะอุดตันได้ในบางคน ซึ่งในสูตรก็มีการแก้มาด้วยสารสกัดที่ดูแลปัญหาสิว ป้องกันมาแล้ว 1 Step และส่วนตัวมี่เองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อครีม และ Feeling ตอนใช้ครีมตัวนี้ ในช่วงนี้ทางเชียงรายอากาศค่อนข้างแห้งและเย็น ก็มีบ้างที่ครีมตัวนี้ยังชุ่มไม่พอ ต้องหาครีมอื่นมาทับอีกชั้นก่อนนอน แต่คิดว่าในฤดูอื่น น่าจะกำลังเหมาะ สำหรับด้านริ้วรอย ส่วนตัวมี่ช่วงนี้ไม่ได้มีปัญหาในจุดไหนเป็นพิเศษ และระยะเวลาที่ใช้ลองประมาณ 1 เดือน ยังไม่ชัดเจน แต่รู้สึกได้ว่าผิวนุ่มฟู และเรียบเนียนขึ้น จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน bo

สำหรับวันนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Bomul ด้วยนะคะ ที่ยังนึกถึงเพจมียอน และส่งสินค้าดีๆมาให้มี่มีโอกาสได้ทดลองใช้อีกครั้ง และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์ Bomul ได้เลยค่ะ

https://www.bomulofficial.com/

https://www.facebook.com/bomulofficial/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Bomul การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

one ingredient only!!! รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำตบ Artemisia จาก Missha กับ Time revolution artemisia treatment essence

สวัสดีค่ะ

หลังๆมาเรามักจะเห็นหลายๆบริษัทเครื่องสำอางพยายามลดจำนวนวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวลง เพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ของลูกค้าตามเทรนด์ “Less is more” ที่เริ่มออกมาสักพัก

สำหรับวันนี้ มี่จะมารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมของน้ำตบสูตร Artemisia จากแบรนด์ Missha ซึ่งมีส่วนผสมเพียงชนิดเดียว ตามเทรนด์ Less is more ที่ใช้ส่วนผสมเพียงชนิดเดียว หรือ One ingredient only

หลังๆมาเราเริ่มเห็นหลายแบรนด์ทำน้ำตบและเซรั่ม Artemisia ออกมาเรื่อยๆ โดยมี Missha เป็นเจ้าแรกค่ะ

มี่เองก็มีโอกาสได้รู้จักกับน้องตอนไปเกาหลีเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2562 ที่ผ่านมานี้เองค่ะ สมัยนั้นนางพึ่งออก มีโปร 1+1 ด้วย เห็นว่าน่าลองก็จัดมาขำๆ

แต่พอเอามาใช้จริง กลับชอบมากๆ เฉยเลย และนางก็ติดอันดับ #ลูกรักบ้านมียอน ของปี 2562 ด้วยค่ะ

นางมีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

mis 1.JPG

ตัวนี้เห็นเหมือนจะธรรมดา แต่นางก็กวาดรางวัลมามากมายใช่ย่อยนะเออ

500_81104_20190731152813162_81104_20191220093847006mis reward

(Image from Missha Korea official website)

 

นางมาในขวดแก้ว เวลาหิ้ว เราก็จะหนักนิดหน่อย ไม่สิ ต้องบอกว่า ขวดแก้วก็ช่วยปกป้องเนื้อในผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าพวกพลาสติกค่ะ

สำหรับเนื้อน้ำตบเป็นแบบน้ำใส เหลว สีเขียวอมน้ำตาล มีกลิ่นคล้ายผัก+ชา

mis 2

mis 4

แต่เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย แห้งไว ซึมไว อาจจะหนึบๆนิดนึงค่ะ

mis 5

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

mis 3

 

สำหรับส่วนผสม แน่นอนว่า มีแค่ตัวน้ำหมัก Artemisia ค่ะ

สผส mis

ด้านข้างกล่องจะเขียนเป็น Artemisia annua extract นะคะ

แต่ที่แบรนด์เคลมจะเป็น Double fermented artemisa ค่ะ

โดยเก็บใบ Artemisia มาจากเกาะคังฮวา ซึ่งเป็นเกาะที่มีภูมิอากาศบริสุทธิ์ นำมาหมัก 2 ครั้ง ครั้งแรกในสภาวะอุ่น ครั้งที่สองในสภาวะเย็น ก่อนจะนำมาสกัดด้วยเทคนิคพิเศษ เพื่อเอาสารบำรุงในใบ Artemisia ออกมาค่ะ

Artemisia_essence_061

(Image from Missha US official site)

เห็น story อะไรแบบนี้แล้วมันจะสะกิดอินเนอร์ของหญิงเป็นพิเศษ เลยทำให้ต้องจัดมาลอง ก่อนจะติดใจนั่นเองค่ะ

 

ว่าแต่ Artemisia นี่มันคืออะไร

Artemisia เป็น Genus ของพืชในสกุล Asteracea ซึ่งเป็นสกุลเดียวกับดาวเรือง โดย Genus Artemisia ประกอบด้วยสมุนไพรและพืชผักหลายร้อยชนิดนะคะ เช่น

  • Artemisia vulgaris หรือ Mugwort ที่เอาไปหมักเบียร์ได้
  • Artemisia annua หรือ Sweet wormwood ที่เคยมีประวัติเอาไปสกัดสาร Artemisinin มาทำเป็นยาต้านมาลาเรีย
  • Artemisia argyi เป็นยาในตำรับยาแพทย์แผนจีน
  • Artemisia capillaris มีประโยชน์เป็นสมุนไพรช่วยให้หลับ
  • Artemisia lactiflora คือ จิงจูฉ่าย ที่ใช้เป็นอาหาร

ยังมีอีกมากมายหลายชนิดเลยทีเดียวค่ะ

วันนี้เราจะมาโฟกัสกันที่ Artemisia annua ซึ่งเป็น Sweet wormwood ที่ทางแบรนด์ใช้นะคะ

ใบของน้องมีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

artemisia-annua-benefits.jpg

(Image from https://ezhealthnews.com/artemisia-annua-natural-healthcare-herb-to-treat-cancer-and-malaria/)

 

ในใบของต้นนี้ ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่ม Phenolics มากมายหลายชนิดเลยทีเดียว

Schermata_11-2457342_alle_16.54.16.png

(Eleoig [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)%5D)

ซึ่งมีประโยชน์เป็น Antioxidant มีประโยชน์ในเชิงลดการอักเสบระคายเคือง และด้านอื่นๆอีกมากมายค่ะ

สำหรับข้อมูลจากทางแบรนด์ ได้กล่าวว่า สารสกัดนี้มีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) โดยมีการทดสอบในอาสาสมัคร พบว่า สามารถลดระดับความระคายเคือง และอุณหภูมิของผิวได้ถึง 8.4% เลยทีเดียว

mis clinical

(Image from Missha Korea official website)

หลังจากส่วนตัวใช้มาหลายเดือน ก็รู้สึกว่าผิวแข็งแรง และรู้สึกสบายผิวมากขึ้นตามที่แบรนด์เคลมค่ะ

 

ที่สำคัญส่วนผสมก็แลดูมีความเป็นมิตร เพราะไม่มีสารที่อาจก่ออันตรายให้กับผิวอยู่เลย

 

และล่าสุดมี่ลองเข้าไปเชคในเว็บของ Missha Korea นางออกสินค้าไลน์ใหม่มาอีก 4 ชิ้นเลย

20191127170805_oocredsz

(Image from Missha Korea official website)

มีทั้ง

  • Pack foam cleanser อันนี้เป็น 2 in 1 mask + foam cleanser ค่ะ
  • Ampoule อารมณ์คล้ายๆเซรั่มค่ะ ตัวนี้ก็น่าสนนะคะ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลอง
  • Mist สเปรย์ฉีดบำรุงผิว
  • Mask sheet

 

เรียกได้ว่าน่าโดนไปหมด และก็น่าสงสัยว่า สินค้าตัวอื่นจะมี Artemisia อยู่เท่าไหร่กันเนาะ ถ้ามีโอกาสได้ไปเกาหลีอีกจะไปสืบเสาะมาให้ค่ะ 🙂

สำหรับวันนี้ขอไม่ให้คะแนนนะคะ เนื่องจากมีส่วนผสมชนิดเดียว เลยไม่รู้จะให้คะแนนอย่างไรดี พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water จากประเทศโปแลนด์ กับ Elfa Pharm Green pharmacy micellar solution 3 in 1 Oat

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่นำเอา Cleansing water ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ มาวิเคราะห์ส่วนผสมและรีวิวให้ได้ชมกันนะคะ

ส่วนตัวเคยเห็นแบรนด์แบรนด์นี้ในร้าน Watsons มาซักพักแล้ว แต่พึ่งมีโอกาสได้ลองใช้งาน เมื่อทางบริษัทที่นำเข้าสินค้าส่งมาให้มี่เมื่อหลายเดือนก่อน

พอใช้แล้วก็ติดใจ เลยเอามาเล่าสู่กันฟังต่อไปค่ะ

สำหรับ Cleansing water ตัวนี้มาจากบริษัท Elfa pharm ประเทศโปแลนด์ ในแบรนด์ Green pharmacy กับ micellar solution 3 in 1 สูตร Oat ค่ะ

สูตรนี้มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

gp 5.JPG

 

ความสามารถในการทำความสะอาดก็ถือว่าโอเคเลยหละ

สามารถเช็ดทำความสะอาดลิปแมทท์ได้ ด้วยการวางแปะไว้ประมาณ 10 วินาที ในครั้งแรก และ Eyeliner กันน้ำ ในการเช็ดครั้งที่สองค่ะ

 

 

สำหรับค่า pH นั้นอยู่ที่ราวๆ 6 นะคะ

gp 6

 

มีส่วนผสมเป็นดังนี้

สผส green pharma

จากส่วนผสมวันนี้มีอยู่ 3 สีนะคะ

  • สีชมพู เป็นสารทำความสะอาดในผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 2 ตัว คือ Sodium cocoamphoacetate ซึ่งมีความอ่อนโยน ร่วมกับ Polysorbate 20 ที่เป็นสารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ
  • สีม่วง สารชื่อยาวๆตัวนี้น่าสนใจค่ะ Maltooligosyl glycoside/Hydrogenated starch hydrolysate เป็นสารดัดแปลงมาจากแป้งธรรมชาติ ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า มีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองที่เกิดขึ้นจากสารทำความสะอาดได้ และให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และรู้สึกสบายผิว

ตรงนี้จะเป็นผลการทดสอบของทางผู้ผลิตนะคะ

MG-60 2

(Image from Hayashibara Nagase Group)

ด้านบนจะเป็นผิวที่สัมผัสกับสารละลาย SLS (หรือ SDS คือตัวเดียวกัน) ความเข้มข้น 10% เราจะพบว่าผิวจะแดงและแห้ง สังเกตได้จากความเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นนะคะ ส่วนด้านล่างจะเป็นผิวที่สัมผัสกับ สารละลาย 10% SLS ที่มีวัตถุดิบ Maltooligosyl glycoside/Hydrogenated starch hydrolysate (MG-60) ในความเข้มข้น 20% สังเกตว่าผิวจะไม่ได้แดง แล้วก็ไม่ได้เหี่ยวย่นแบบด้านบนค่ะ

ถือว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทั้งในด้านของความเป็นธรรมชาติ และความอ่อนโยน เป็นมิตรของนาง

 

  • สีฟ้า เป็นสารบำรุง ซึ่งทางแบรนด์เน้นมาในส่วนที่มีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง อย่างสารสกัดจากข้าวโอ้ต และ Panthenol ค่ะ

 

โดยรวมใน Cleansing water สูตรข้าวโอ๊ตของแบรนด์ Green pharmacy นี้ทำมาได้ค่อนข้างดี มีความอ่อนโยน และมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ

 

วันนี้เนื่องจากส่วนผสมไม่เยอะมาก เลยขอให้คะแนนเป็น 2 หมวด คือ ส่วนผสม และการใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารทำความสะอาด ถือว่าค่อนข้างอ่อนโยนกับผิว เสริมมาด้วยสารบำรุงที่เด่นไปในเชิงด้านการลดการอักเสบระคายเคือง พร้อมเสริมความชุ่มชื้นเป็นหลัก จุดนี้คิดว่า ถ้ามีสารบำรุงอื่นๆเสริมมาอีกซักหน่อย น่าจะสมบูรณ์แบบ สำหรับสารองค์ประกอบอื่นๆเรียกได้ว่าพัฒนาสูตรมาได้เป็นมิตรกับผิวและสิ่งแวดล้อมมากๆ ไม่มีทั้งซิลิโคน แอลกอฮอล์ และน้ำหอม ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ชอบสัมผัสหลังใช้งานนะคะ มันจะไม่ได้แห้งตึงมากเหมือน Cleansing บางแบรนด์ที่เคยใช้ แต่มันจะออกนุ่มๆ เหมือนมีชั้นมอยส์เจอร์บางๆเคลือบปกป้องผิวอยู่ แต่ถึงแม้เขาจะแนะนำว่าสามารถ Leave-on ได้ เราก็ควรไปล้างน้ำซ้ำอีกรอบถ้าทำได้นะคะ จุดนี้ขอให้คะแนนความชอบส่วนตัวอยู่ที่ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน gp

สำหรับวันนี้ต้องขอขอบคุณทางบริษัทด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่มีโอกาสได้รู้จักและเปิดหูเปิดตาได้เจอส่วนผสมใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับสถานที่วางจำหน่าย น้องมีวางจำหน่ายที่ Tops และ Gourmet market และ Allaboutyou ด้วยนะคะ 🙂

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[CBD beauty] เมื่อเรามีผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่มีส่วนผสมของกัญชง เราต้องมาวิเคราะห์ส่วนผสมกัน >>Case study: Broad spectrum CBD-infused hair care จาก Cloud 10

เชื่อว่าในยุคสมัยนี้เราคงได้ยินเรื่อง CBD กันมาค่อนข้างบ่อยแล้วนะคะ

โดยเจ้า CBD หรือ Cannabidiol เป็นพฤกษเคมีที่มีประโยชน์ ที่เราพบได้จากพืชใน Genus Cannabis เช่น กัญชง และกัญชา

เจ้า CBD นี้มีประโยชน์ค่อนข้างมาก แต่สำหรับวงการเครื่องสำอาง นางมีประโยชน์ไปในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว พบได้ค่อนข้างมากในกัญชง (Hemp) โดยตัวนี้ไม่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เหมือนสาร THC ที่พบในกัญชา (Marijuana) ค่ะ

สำหรับวันนี้มี่จะหยิบยกเอาผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผสมจากแบรนด์ Cloud 10 มาเป็นกรณีศึกษาในการวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ทางแบรนด์มีสินค้าออกมาจำนวน 5 ชนิดค่ะ

cloud 1

(Image from Cloud 10)

ได้แก่

  1. แชมพู
  2. ครีมนวดผม
  3. Leave-in scalp toner
  4. All-in-one hair lotion
  5. Glossing mist

 

ส่วนของราคานั้นก็ไม่ได้แรงมากนะคะสำหรับ Hair tonic แต่สำหรับแชมพูและครีมนวดอาจจะดูสูงไปหน่อย (คหสต.)

 

สำหรับวันนี้จะขอหยิบยกเอาแชมพู และ Scalp toner มาเป็นตัวอย่างในกรณีศึกษานะคะ

ว่าแล้วก็ขอเปิดการวิเคราะห์ส่วนผสมด้วยแชมพูเลยนะคะ

cloud shampoo

 

ส่วนผสมของแชมพูเป็นดังภาพค่ะ

สผส cloud 10 shampoo

ในภาพรวมนางเป็นแชมพูแบบเหลือบมุกที่มาด้วยสารทำความสะอาดที่ค่อนข้างอ่อนโยน ปราศจาก Sulfate และซิลิโคน เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด แต่พระเอกของเราจะเป็นกลุ่มของ CBD ซึ่งเรียกได้ว่าจัดมาค่อนข้างเต็มสมเคลม Board spectrum hemp ของแบรนด์

  • เริ่มจาก ส่วนผสมระหว่าง aqua, hydrolyzed hemp seed extract, hydrolyzed rice protein, citric acid, sodium benzoate, potassium sorbate ตัวนี้คือวัตถุดิบ Vegeker plus Hemp and Rice phytokeratin ของบริษัท Phenbiox ซึ่งเป็นโปรตีนสกัดจากเมล็ดกัญชง และข้าว ซึ่งเคลมว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับเส้นผม แถมเป็นวัตถุดิบที่มาจากพืช เพราะ Keratin ปกติมาจากสัตว์
  • ต่อมาเป็นส่วนผสมระหว่าง glycerin, Cannabis sativa seed extract, citric acid. ตัวนี้มาจากบริษัทเดียวกัน ภายใต้ชื่อว่า Cannabiot เล่นไปในด้านของจุลินทรีย์เจ้าบ้านที่มีประโยชน์ หรือ Normal flora ที่ช่วงนี้หลายๆคนอาจจะได้ยินหลายๆแบรนด์พูดถึง Microbiome เนอะ ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมเรื่องของการช่วยส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพของ Normal flora บนผิว ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • Cannabidiol ตัวนี้ก็คือ CBD ที่เรารู้จักกันนั่นเองค่ะ เป็นสารพฤกษเคมีที่พบในพืชสกุล Cannabis ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพค่อนข้างกว้าง สำหรับทางเครื่องสำอาง จะมีประโยชน์ไปในเชิงการลดการอักเสบระคายเคืองของผิวค่ะ ตัวนี้ไม่เกิดประสาทหลอนและไม่ทำให้เสพย์ติดนะคะ
  • และเนื่องจากทางแบรนด์เคลมว่าสารสกัดจากกัญชงนี้ ไม่มีสาร THC ซึ่งทำให้ประสาทหลอน ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องหลอน หรือ เสพย์ติดค่ะ

 

แต่ด้วยความที่แชมพูนั้นสัมผัสผมแป๊บเดียว เราคงจะหวังผลอะไรในการบำรุงไม่ได้ มี่เลยขอหยิบสินค้าอีก 1 ชิ้นจากแบรนด์ ที่เค้าเรียกว่า Scalp toner จริงๆก็คือ Hair tonic แหละ แค่เรียกให้สวยๆว่าเป็น Toner สำหรับปรับสภาพหนังศีรษะค่ะ

หน้าตานางเป็นแบบนี้ค่ะ

cloud scalp toner

มาดูส่วนผสมกันดีกว่า

สผส cloud 10 tonic

ในภาพรวมนางมาในรูปแบบน้ำใส ที่อาจจะหนืดหน่อยๆ เพราะมีส่วนผสมของพวก Gum เป็นสารเพิ่มความหนืด ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

ในด้านของสารบำรุงหลักก็เป็นสูตรผสมสูตรเดียวกับแชมพู คือ Vegeker plus Hemp and Rice phytokeratin ร่วมกับ Cannabiot และ CBD แต่นางจะเสริมสารบำรุงเข้ามาอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวที่ Classic สำหรับสูตร Hair tonic อย่าง สารสกัดจากแปะก๊วย โสม และพริก ยังมีวัตถุดิบนวัตกรรมอย่าง Capixyl ที่เป็นสูตรผสมระหว่าง Butylene Glycol (and) Aqua (and) Dextran (and) Acetyl Tetrapeptide-3 (and) Trifolium Pratense (Clover) Flower Extract ตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า สารบำรุงที่เป็น Peptide และสารสกัดจาก Red clover ทำงานเสริมกันอย่างลงตัวมีประโยชน์ให้รากผมแข็งแรง และป้องกันผมหลุดร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย

 

โดยรวมจึงถือว่าเป็น Hair tonic ที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยหล่ะค่ะ เพราะไม่ใช่แค่ลดการอักเสบระคายเคืองที่หนังศีรษะ ยังดูแลเรื่องของ Normal flora และ ช่วยให้รากผมแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่ายๆ ไปพร้อมๆกัน

 

สำหรับวันนี้ก็คงต้องขอลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มบำรุงผิวใต้วงแขน Maricha UA serum เซรั่มเนื้อบางเบาที่บำรุงผิวได้ครบจบทุกปัญหา

สวัสดีค่ะ

วันนี้กลับมาพบกับสิ่งน่าสนใจเช่นเคยนะคะ เมื่อราวๆ 4 เดือนก่อน มี่นำเอาครีมบำรุงผิวใต้วงแขนที่น่าสนใจตัวหนึ่งมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันไป วันนี้มี่ก็จะหยิบยกเอาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใต้วนแขนจากแบรนด์เจ้าเก่า แต่ปรับปรุงพัฒนาใหม่มาในรูปแบบของเซรั่ม ที่เนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ แต่ยังคงคุณค่าของสารบำรุงต่างๆไว้เหมือนเนื้อครีม เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่คนที่ไม่ชอบความเหนอะหนะของเนื้อครีมค่ะ

แต่ก่อนจะไปวิเคราะห์ส่วนผสม ก็ขออนุญาตตอบคำถามที่คิดว่ายังคาใจหลายๆคนอยู่อีกรอบ ว่าเราจำเป็นต้องบำรุงผิวใต้วงแขนด้วยเหรอ?

คำตอบคือ ใช่ค่ะ

เพราะว่า ผิวใต้วงแขนของเรานั้นต้องสัมผัสกับพวกโรลออนกับสเปรย์ระงับเหงื่อ ระงับกลิ่นกาย ซึ่งมักจะมีค่า pH เป็นกรด และ ตัวสารที่ระงับเหงื่อ มีคุณสมบัติไปฉาบปิดรูต่อมเหงื่อ ก็อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ด้วยเวลาที่จำกัดหลายๆคนก็มักจะไม่ได้โฟกัสกับล้างรักแร้ก่อนนอน แต่ถ้าล้างมากเกินไป ก็แห้งอีก

ดังนั้นการมีสกินแคร์บำรุงซักชิ้น ก็น่าจะช่วยให้ผิวใต้วงแขนของเราแลดูเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ รวมไปถึงดูแลพวกปัญหาผิวแห้ง แดง คัน และปัญหารอยเหี่ยวย่น

สกินแคร์ใต้วงแขนวันนี้มาจากแบรนด์ Maricha นั่นเองค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจอยากกลับไปอ่านรีวิวของสูตร Cream ก็สามารถกลับไปอ่านได้ตามลิงค์นี้นะคะ

>>Click: Review Cream บำรุงผิวใต้วงแขน Maricha<<

 

สำหรับวันนี้ มี่จะมารีวิว Serum จากแบรนด์ Maricha ให้ได้รับชมกันต่อค่ะ

เริ่มมาด้วยหน้าตาของน้องเลยค่ะ

ms 1

ตัวกล่องจะคล้ายๆกับสูตร Cream นะคะ แต่เพิ่มสีสัน และแถบคาดสีทองเข้ามาค่ะ

เซรั่มก็ยังคงมาในคอนเซปท์ Natural & Organic เช่นเคยค่ะ

ms 2

ตัวแพคเกจมาในขวดปั๊มแบบสุญญากาศนะคะ

ms 3

เนื้อเซรั่มเป็นสีใส มีกลิ่นหอมสไตล์ Aromatherapy หอมในโทนของสมุนไพรเย็นๆ

ms 5

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เมื่อใช้ใต้วงแขน เวลาเหงื่อออกก็จะไม่หนึบ เหนียว หรือเป็นเมือกค่ะ

ms 6

สำหรับค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ms 4

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส ms

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ 4 สีนะคะ

  • สีม่วง เป็นสารบำรุงหลัก ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว โดยมี่ขอยกตัวอย่างตัวที่เด่นๆมาเล่าให้ฟังนะคะ
    • Elettaria cardamomum seed extract คือ สารสกัดจาก Cardamom ที่เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ตรงนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบ Extrapone® Cardamom จากบริษัท Symrise ประเทศฝรั่งเศส ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการระงับเหงื่อ และมีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรีย จึงให้ประโยชน์ในเชิงด้านของการระงับเหงื่อ และป้องกันการเกิดกลิ่นกายไปพร้อมๆกัน
    • Opuntia ficus-indica extract อันนี้อาจจะเป็นสารสกัดจากกระบองเพชร Nopal cactus คิดว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกับที่นำเข้ามาจากสวิตเซอร์แลนด์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้ผลลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
    • Palmaria palmata extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Food Chem Toxicol. 2005; 43(7):1073-81.) เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบ Whitonyl ของฝรั่งเศส ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม oligosaccharides ซึ่งมีคุณสมบัติในเชิง Whitening โดยไปขัดขวางการสร้างเม็ดสี และขัดขวางการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก
    • Hydrolyzed yeast protein สารโปรตีนจากการหมักยีสต์แล้วนำมาผ่านกระบวนการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ตัวนี้อาจจะเป็นวัตถุดิบ Chronogen YST™ ที่มีคำ Claim เกี่ยวกับการชะลอวัย และลดเลือนริ้วรอย หรือ Natriance™ Brightener Extract มีคำ Claim เกี่ยวกับด้าน Whitening ทั้งสองตัวมาจากบริษัท Ashland Specialty Chemical จากอเมริกา
    • Zinc PCA สารลูกผสมของ Zinc กับ Pyrollidone carboxylic acid (PCA) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว (Humectant) ระงับเชื้อบางชนิด ควบคุมความมัน ลดริ้วรอยและชะลอวัย (Ajidew® ZN-100, Ajinomoto Ltd.)
    • Theobroma cacao shell extract สารสกัดจากเปลือกโกโก้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าประกอบด้วยพฤกษเคมีที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น สารในกลุ่ม Polyphenols, Flavonoids ซึ่งเป็น Antioxiant ที่ดี และยังมี Theobromine ซึ่งเป็นสารในกลุ่มเดียวกับ Caffeine (Molecules 2018, 23, 1404)
  • สีน้ำตาล เป็นกลุ่มของน้ำมันหอมระเหย ซึ่งนอกจากมีกลิ่นหอมแล้ว ในทาง Aromatherapy ยังเชื่อว่าน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติหลายประการ เช่น การลดการอักเสบระคายเคือง และการระงับเชื้อ จึงมีประโยชน์ในเชิงด้านของการลดกลิ่น เพราะสาเหตุหนึ่งของกลิ่นกาย คือเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงที่มีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารบำรุงที่มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้นโดยการเติมน้ำให้ผิว

 

ในภาพรวมถือว่าเป็นเซรั่มบำรุงผิวใต้วงแขนที่นอกจากจะใช้ส่วนผสมที่เป็นน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติในการให้กลิ่นหอมแล้ว ยังเสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในด้านการระงับเหงื่อ การลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอย รวมไปถึง Whitening

ตัวเซรั่มมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และแอลกอฮอล์

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ดังที่ได้กล่าวไปด้านบนว่าตัวเซรั่มมีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวใต้วงแขนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านการระงับเหงื่อ การลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอย รวมไปถึง Whitening ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ถ้าเทียบกับครีมสูตรเดิมแล้ว มี่รู้สึกว่าชอบตัวเซรั่มมากกว่า ด้วยความที่เนื้อของนางเบาสบาย มีกลิ่นที่หอมละมุนในโทนธรรมชาติ เมื่อเหงื่อออกระหว่างวันไม่เหนียว ไม่ลื่นเป็นเมือก สำหรับด้าน Whitening ความเรียบเนียน หรือ รูขุมขนใต้วงแขน มี่พึ่งใช้มาได้ราวๆ 2 สัปดาห์ เลยยังไม่ชัดเจนค่ะ ซึ่งคิดว่าน่าจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ แต่โดยรวมก็คือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ จุดนี้ก็เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน ms

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Maricha นะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line : @maricha

Fb : http://www.facebook.com/marichaskincare

IG : marichaskincare

 

ส่วนวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Maricha การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Unpack] แกะถุงโชคดี Lucky bag ชุด Momo puri จากร้าน Tsuruha

สวัสดีค่ะทุกๆคน

จากช่วงก่อนที่เห็นเป็นกระแสว่าทางร้าน Tsuruha ออกถุง Lucky bag ออกมาหลายชิ้น 1 ในนั้นคือ ถุงโชคดี Momo puri ที่ด้านในมี Momo puri lotion และ Momo puri gel cream อยู่นะคะ

วางขายในราคา 699 บาท

วันนี้มี่ก็จะมาแกะถุงให้ได้ชมกันค่ะว่าด้านในมีอะไร และสมหวังหรือผิดหวังไหมอย่างไรนะคะ

 

หน้าตาคือนางจะมาในถุงผ้าสปันบอนด์สีแดง สกรีนลายร้าน

lucky 3.jpg

 

ด้วยความคิดคำนวณดูแล้ว คือ โอเคกับราคาของ Lotion + gel cream เลยสอยมาค่ะ

เอามาแกะที่ที่พัก

lucky 1

 

แต่พอแกะออกมา ยอมรับว่าดิฉันก็แอบผิดหวังนิดหน่อยนะคะ

lucky 2

 

ให้ความรู้สึกเหมือนเอาของเหลือๆ กับ sample ฟรีมายัดๆรวมกันในถุง แล้วหวังขายแค่ของหลักตามเซ็ต

แต่ดิฉันอาจจะดวงไม่ดีเองก็ได้ค่ะ 555

 

ว่าแล้วก็คิดถึงญี่ปุ่น ที่นั่นเค้ามีความจริงใจกว่านี้อะ Lucky bag ที่ดวงไม่ดีที่สุดที่เคยได้มา ก็ยังใส่ของที่จัดว่าดีอยู่ ราคาเกินกว่าราคาถุงอีก

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีม Whitening วิตามินรวมจากญี่ปุ่น Shimi AX จากแบรนด์ Kracie

สวัสดีค่ะ

มีผลิตภัณฑ์อยู่ตัวหนึ่งที่มีติดค้างรีวิวทุกคนมานานมากๆ จนใช้หมดไปสองหลอดแล้วก็ยังไม่ได้ฤกษ์นำมารีวิวเสียที

เอาหล่ะ ในที่สุด วันนี้ก็ได้ฤกษ์ รีวิวปิดท้ายวันหยุด ก่อนต้องตื่นไปทำงานแต่เช้ากันในวันพรุ่งนี้

นางก็คือ ครีม #ลูกรักบ้านมียอน Shimi AX จากแบรนด์ Kracie นั่นเองค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

shimi 1.JPG

หลอดเก่าไป หลอดใหม่มา ตอนนี้หลอดที่สองก็หมด แต่ขอพักสักแป๊บ เพราะของล้นกรุมากๆ 555

 

ตัวหลอดมาแบบเรียบแต่โก้ หรูแต่ง่ายค่ะ

shimi 2

 

จริงๆในบ้านเรามีขายที่ Matsumoto kiyoshi นะคะ แต่มี่สั่งจากเว็บ Dokodemo เอาค่ะ ราคารวมค่าขนส่งแล้วก็ไม่ต่างกันมากนัก

 

คำว่า “Shimi” หรือ しみ เป็นคำที่กำลังอินเทรนด์ของฝั่งญี่ปุ่นเค้าค่ะ แปลว่ารอยเปื้อน แต่ในทางสกินแคร์และบิวตี้ หมายถึง จุดด่างดำ

 

สำหรับเนื้อครีมก็เป็นครีมเนื้อข้นๆหน่อย

shimi 3

ไม่มีกลิ่นค่ะ น่าจะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ขัดกับลุคที่ดูข้นๆของนางเลย

shimi 4

 

วันนี้ไม่ได้วัด pH เพราะเนื้อครีมนางไม่เปียกกระดาษ กระดาษเลยไม่เปลี่ยนสีค่ะ

 

สำหรับส่วนผสมวันนี้ มี่ใช้วิธีแกะจากข้างกล่องเอานะคะ เนื่องจากไม่สะดวกไปถ่ายรูปฉลากไทยในร้านจ้า

สผส

ซึ่งจากที่สังเกตมา ทางญี่ปุ่นเขาไม่ได้เรียงลำดับส่วนผสมจากความเข้มข้นมากไปหาน้อยนะคะ แต่จะเอา Active มาขึ้นก่อน ตามด้วยสารที่เป็นเบส หรือ Vehicle ของตำรับค่ะ

 

สำหรับสารบำรุง ที่สำคัญจะเป็นกลุ่มของวิตามินรวม 3 ชนิดหลัก คือ A C E ค่ะ

  • วิตามินเอ เป็นรูปแบบของ Retinyl palmitate ซึ่งถ้าเทียบกับฟอร์มอื่นแล้ว นางก็จะมีการระคายเคืองที่น้อยกว่า แต่กว่านางจะออกฤทธิ์ได้ นางต้องผ่านการแปรสภาพในผิวถึง 3 ขั้นตอน โดยประโยชน์ของวิตามินเอ กับผิวพรรณนั้น ค่อนข้างกว้างค่ะ โดยหลักๆ จะเด่นไปในด้านของริ้วรอย การปรับสมดุลการผลัดผิว ความกระชับและยืดหยุ่นของผิว และสิว
  • วิตามินซี มาในรูปแบบของ Ascorbyl glucoside ซึ่งเป็นรูปแบบที่เอาวิตามินซีมาจับกับน้ำตาล โดยประโยชน์ของวิตามินซี ก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเชิง Whitening, ลดการอักเสบระคายเคือง ต่อต้านอนุมูลอิสระ และ เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • วิตามินอี ตัวนี้น่าสนใจนะคะ เป็นรูปแบบของ Tocopheryl nicotinate ซึ่งเป็นสารลูกผสมระหว่างวิตามินอี กับ บี 3 ทางผู้ผลิตวัตถุดิบก็เคลมว่า ถ้านางลงผิว ผิวเราก็จะแปรสภาพจนได้วิตามินอี และ บี 3 ให้ประโยชน์หลายอย่างทั้ง Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง และในเชิงด้าน Whitening

antioxidants-06-00020-g001.jpg

(Duncan and Suzuki, . 2017 Mar; 6(1): 20.)

 

สำหรับ Tocopheryl nicotinate นอกจากผลที่กล่าวมาแล้ว นางมีคุณสมบัติในการเสริมการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆในผิวเสริมมา ซึ่งจริงๆก็มีใช้ในทางยามาซักพักแล้วค่ะ (The American Journal of Clinical Nutrition 1974. 27(10):1110-6)

 

สารบำรุงที่เหลืออยู่ ในส่วนของสีฟ้า คือ

  • Dipotassium glycyrrhizate ตัวนี้ได้มาจากชะเอมค่ะ มีคุณสมบัติในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Lactobacillus/lotus seed ferment ตัวนี้มีประโยชน์ในด้านชุ่มชื้นเป็นหลักค่ะ

 

และสีเขียว Cholesterol กับ Corn oil เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับผิวค่ะ

 

ในส่วนผสมมีการใช้ Paraben เป็นสารกันเสีย แต่ส่วนตัวไม่ได้หักคะแนน Paraben แล้วนะคะ ถ้าใครไม่แพ้สารตัวนี้ นางก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรค่ะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้ขอให้ 2 หมวด คือ ส่วนผสม และ การใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม ในส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดี และลำพังการผสมเอาวิตามิน A C E/B3 เข้าด้วยกันก็เรียกได้ว่า ให้ประโยชน์ในการดูแลผิวได้ครบวงจรแล้วค่ะ เหลือแค่ว่าเราไม่ทราบความเข้มข้นว่าเค้าใช้ในปริมาณเท่าไหร่ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ในตัวครีม เนื้อออกมาค่อนข้างหนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเหนียว หรือมันเยิ้ม (มี่ผิวผสม/แห้ง) แต่ด้วยความที่มีวิตามินเอ ส่วนตัวก็จะใช้แค่ตอนกลางคืนนะคะ แม้ว่า Retinyl palmitate จะเสี่ยงแพ้แสงน้อยกว่าตัวที่เป็นรูปแบบยา อย่าง acid แต่ก็ขอเลี่ยงการใช้กลางวันไว้ก่อนค่ะ สำหรับด้าน Whitening ส่วนตัวมองว่า นางค่อยๆปรับสภาพจุดด่างดำให้สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้นค่ะ แต่ไม่ถึงกับจะมาแบบขาวขึ้นแบบเว่อร์วังรวดเร็วอะไรทำนองนั้นค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

สำหรับวันนี้ก็คงต้องขอลากันไปเท่านี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ