รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water คลีนซิ่งดีๆฝีมือคนไทย

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water คลีนซิ่งดีๆฝีมือคนไทย

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่เอารีวิว Cleansing water ที่น่าสนใจมาฝากกัน ที่ว่าน่าสนใจนั่นก็เพราะว่า นางไม่ใช่ Cleansing water ธรรมดา แต่เป็น Cleansing water ที่เป็นแบบ 3 in 1 เลยทีเดียวค่ะ

 

Cleansing ที่ว่า มาจากแบรนด์ Sherdy กับเจ้า Sherdy white 3 in 1 facial cleansing water นั่นเองค่ะ

sherdy 1

 

ตัวนี้จะมาแบบน้ำใสๆ เหลวๆ เวลาจะใช้ก็ให้เอาน้ำมาพรมใส่หน้าให้พอชุ่ม ก่อนเอา Cleansing water ลงไปนวด แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดค่ะ หรือจะนวดในขณะหน้าแห้ง แล้วค่อยไปล้างน้ำก็ได้ค่ะ

sherdy 2

เวลาล้างน้ำจะไม่ค่อยมีฟองนะคะ สัมผัสระหว่างล้างจะค่อนข้างนุ่ม มีกลิ่นหอมจางๆ และหลังล้างออกผิวไม่แห้งตึงค่ะ จะชุ่มๆ นุ่มๆ ไม่เหมือนล้างโฟมบางยี่ห้อ

sherdy 3

วัด pH ของฟองค่ะ

sherdy 4

ฟองมีค่า pH อยู่ที่ 6 นะคะ ถือว่าเป็นกรดอ่อนๆ คล้ายกับสภาพผิวของเรา ไม่เหมือน Cleansing ที่มีองค์ประกอบของสารกลุ่ม Soap (แปลว่าสบู่ แต่ไม่ได้หมายถึงสบู่แบบสบู่ก้อน หมายถึงสารทำความสะอาดที่ได้จากไขมันกับด่างมาทำปฏิกิริยากันค่ะ) ซึ่งจะค่อนข้างเป็นด่าง ส่งผลเสียต่อโปรตีนบนผิวเรา เพราะจะทำให้โปรตีนบนผิวเราพองและบวมตัว เสื่อมสภาพชั่วคราวค่ะ

 

 

มาลองล้างเมคอัพกันดูนะคะ

 

เริ่มจากการปาดเมคอัพต่างๆลงไป ตามด้วยการเท Sherdy ลงไป นวดวนเบาๆ แล้วไปล้างด้วยน้ำสะอาดค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

 

ในส่วนของแป้งผสมรองพื้น มาสคาร่า และลิปสติกนั้นหมดเกลี้ยงเลยค่ะ สัมผัสที่ได้ค่อนข้างนุ่ม ไม่แห้งตึง แต่อายไลน์เนอร์นั้นยังคงเหลืออยู่นะคะ แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า ถ้าจะล้างรอบดวงตา แนะนำให้ใช้พวก oil ดีกว่าค่ะ

 

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

 

Sherdy มีส่วนผสมดังนี้นะคะ

 

สผส sherdy

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมไว้ให้แล้วนะคะ สีม่วงเป็นส่วนของสารทำความสะอาด และสีฟ้าเป็นสารบำรุงผิวค่ะ

 

เริ่มกันที่สารทำความสะอาด ตัวหลักจะเป็น Sodium coco-sulfate ซึ่งได้จากการดัดแปลงน้ำมันมะพร้าว ทำให้มีความธรรมชาติ ตามมาด้วยตัวเสริมอย่าง PEG-6 caprylic/capric triglyceride ซึ่งทำความสะอาดเมคอัพและสิ่งสกปรกบนผิวได้ดี ให้สัมผัสที่นุ่มนวล Cocamidopropyl betaine ที่มีความอ่อนโยน และ Lauryl glucoside ที่มีความอ่อนโยนเช่นกัน ส่วน PEG-40 hydrogenated castor oil ลำดับมาท้ายหน่อย น่าจะช่วยให้เกิดความใสเฉยๆ

 

สารบำรุงผิวก็จะมี

  • Maris aqua คือ น้ำทะเล มีผลลดการอักเสบในผิว เสริมฤทธิ์กับ Panthenol ได้ดี
  • Alpha-glucan oligosaccharides สารเป็นโมเลกุลของน้ำตาลขนาดเล็ก เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดี (เรียกว่า Normal flora) บนผิวหนัง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารนี้มีผลช่วยให้ผิวหนังมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ป้องกันการเจริญของเชื้อก่อโรคสิว และโรคผิวหนังต่างๆ พร้อมกับคุณสมบัติของสารกลุ่มน้ำตาลจะช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ไปในตัว
  • Witch hazel ให้ผลควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และเป็น Antioxidant ได้เล็กน้อย
  • Allantoin ลดอักเสบ ลดการระคายเคือง ป้องกันการแพ้
  • Panthenol ลดการอักเสบ และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Thymus serpillum extract สารสกัดจากสมุนไพร Thyme ชนิดหนึ่ง มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant ที่ดี มีชื่อทางการค้าว่า CinderellaCare ของบริษัท Ichimaru pharcos ที่ญี่ปุ่น กล่าวว่าสารสกัดนี้ ให้ผลยับยั้งโปรตีน Kinesin ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก ผิวจึงค่อยขาวขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ทางบริษัทค้นพบว่าระหว่างเรานอนจะมีช่วงหนึ่งที่ผิวฟื้นฟูตัวเอง ช่วงนี้ Kinesin จะไม่ทำงาน เรียกว่า Cinderella time บริษัทจึงเอามาตั้งชื่อสารสกัดว่า CinderllaCare เพราะออกฤทธิ์ยับยั้ง Kinesin ได้เหมือนตอนเรานอนหลับ นั่นเอง

 

พวกนี้ถึงแม้จะเป็น Cleansing ที่สัมผัสผิวไม่ค่อยนาน แต่ถ้าเรานวดวนไปบนใบหน้าซักครู่ ก็จะช่วยให้สารบำรุงพวกนี้ดูดซึมเข้าผิวได้เหมือนกัน และการที่ Cleansing มีสารบำรุง ก็ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเลย จริงไหมคะ

 

สารอื่นๆที่ใช้ไม่ได้มีตัวไหนที่ไม่เป็นมิตร หรือพิษมีภัยอะไร

 

ให้คะแนนกันค่ะ

  1. สารทำความสะอาด สารทำความสะอาดหลักเป็นชนิดดัดแปลงจากน้ำมันมะพร้าว เสริมมาด้วยสารอื่นที่มีความอ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และมีความสามารถในการทำความสะอาดเมคอัพ มีทั้งสารกลุ่มประจุลบ ไม่มีประจุ และชนิดสองประจุ ปราศจากสารกลุ่ม Soap (เกลือระหว่างน้ำมัน/ไขมัน กับด่าง) ซึ่งมีความเป็นด่างสูงอาจจะระคายเคืองผิวได้ในบางคน โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์ค่ะ
  2. สารบำรุง ในส่วนของสารบำรุงให้ผลด้านความชุ่มชื้น เสริมภูมิคุ้มกันให้ผิว ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง และให้ผลด้าน Whitening แก่ผิว ถือว่าทำมาได้ดีสำหรับ Cleansing ตัวหนึ่ง แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า ถ้ามีพวก Antioxidant เสริมมาอีกนิดนึง น่าจะโอเคกว่า เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. สารองค์ประกอบอื่นๆ สารอื่นๆที่ใช้มีอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่มีส่วนผสมของ Silicone, น้ำมันที่สุ่มเสี่ยงอุดตัน และไม่มี Paraben จึงไม่มีอะไรให้หักคะแนน เอาไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ตัวผลิตภัณฑ์มาแบบใหม่ ฉีกแนวเดิม คือเป็น Cleansing water ที่ใช้นวดทำความสะอาด ตอนหน้าแห้ง และล้างกับน้ำได้เลยในขวดเดียว ไม่ต้องใช้หลายขวดเยอะแยะซ้ำซ้อน อย่างเวลาเดินทาง เอาไปขวดเดียวคือจบเลย ไม่ต้องมาคลีนซิ่งขวด โฟมล้างหน้าอีกหลอด แต่ส่วนตัวมี่คิดว่าฟองน้อยไปนิด ถึงแม้ว่าฟองจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถทำความสะอาดและความอ่อนโยน แต่มี่เองก็เป็นคนติดฟอง บ้าฟองเยอะๆ ส่วนเรื่องความสะอาดและความอ่อนโยนก็ถือว่าดีค่ะ ถ้าเราแต่งหน้าไม่จัดมาก ขวดนี้ขวดเดียวอยู่ค่ะ ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน-2

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Sherdy ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Sherdy ที่

https://www.facebook.com/sherdybeauty/

ได้เลยค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing oil และ Moisturizer แบบ Natural และ Organic จากแบรนด์ Deep & True

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing oil และ Moisturizer แบบ Natural และ Organic จากแบรนด์ Deep & True

สวัสดีค่ะ พี่ๆน้องๆเพื่อนๆห้องแป้งที่น่ารักทุกๆท่าน

วันนี้มี่นำเอาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางธรรมชาติจากแบรนด์ไทยๆที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติจากแบรนด์ Deep & True มารีวิวให้ชมกันค่ะ

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกของไทย ที่โด่งดังและส่งออกไปหลายๆประเทศนะคะ แต่พึ่งมาทำการตลาดที่ไทย คอนเซปท์ของแบรนด์ก็คือการเลือกใช้สารจากธรรมชาติ เพื่อคืนความธรรมชาติและช่วยบำบัดวิถีชีวิตของคนในสังคมเมืองที่ต้องสัมผัสกับมลภาวะและความเครียดเยอะแยะ

ที่มี่ได้มาจะเป็น Moisturizer กับ Cleansing oil ค่ะ

dt

เราจะมาดูรายละเอียดแบบเรียงกันตั้งแต่ตัวทำความสะอาดเลยนะคะ

สำหรับตัวทำความสะอาดของแบรนด์เป็น Cleansing oil ที่มีชื่อว่า Deep & true the perfect organic cleansing oil ค่ะ

dto 1.jpg

มาในขวดหรูหราดูสะอาดตา คุ้มค่าสมราคา ซึ่งตัวนี้เป็น Cleansing oil ที่มีส่วนผสมออยล์ Organic สำหรับนวดเพื่อทำความสะอาดเครื่องสำอางค่ะ

จุดเด่นอยู่ที่ จุดเด่นอยู่ที่ความเป็น Organic ของวัตถุดิบ ที่ได้รับการรับรองจากองค์กร Bio-agricert ซึ่งตรา Organic cosmetic นี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆนะคะ

dto 6.jpg

ข้อมูลจากองค์กร Bio-agricert กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับตรา Bio-organic นี้ได้จะต้องมีปริมาณสารจากธรรมชาติที่มีการรับรองว่าผลิตแบบ Organic เป็นองค์ประกอบอยู่ > 95%

สารที่ใช้มีการควบคุมอย่างเคร่งครัดค่ะ ควบคุมกันตั้งแต่การผลิตเลย มีการกำหนดวิธีการผลิตไว้แน่ชัด มีการกำหนดสารต้องห้ามไว้หลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น Propylene glycol ซึ่งเป็นสารดูดน้ำให้ผิว ก็ไม่สามารถใช้ได้ตามมาตรฐานของ Bio-agricert นะคะ เพราะในระหว่างกระบวนการผลิต Propylene glycol อาจจะมีการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งได้ค่ะ

ทำไมต้อง Organic ด้วยคะ ??

เพราะในบางครั้งวัตถุดิบที่ได้จากพืช อาจจะมีสารฆ่าแมลง หรือ สารพิษ หรือพวก โลหะหนัก ปนเปื้อนตกค้างติดมาด้วย ถ้าปลูกแบบ Organic ก็จะมั่นใจได้ว่าสิ่งตกค้างพวกนี้ไม่มี ผิวเราก็จะได้รับการบำรุงได้อย่างเต็มที่ค่ะ
ตัวออยล์เป็นออยล์สีเหลือง ความหนืดน้อย สัมผัสบางเบา นวดได้ง่ายสบาย กลิ่นจะเป็นแนวส้ม (Citrus) เด่น เจือด้วยกลิ่นหวานๆ และสมุนไพรบางๆค่ะ สามารถล้างน้ำเปล่าออกง่ายค่ะ สัมผัสหลังล้างจะค่อนข้างนุ่มผิว ไม่แห้งตึงค่ะ

ลองมาดูความสามารถในการล้างเมคอัพกันนะคะ

เริ่มจากละเลงเมคอัพลงไป จากนั้นก็ปั๊มออยล์ใส่ลงไป และก็นวดวนเบาๆ เวลาเราใช้ Cleansing oil นี้ เราไม่จำเป็นต้องไปนวดอะไรแรงมากมาย แค่ถูวนเบาๆ เพื่อช่วยให้การทำความสะอาดดีขึ้นค่ะ ในขณะที่เรานวดนี่ ก็จะช่วยการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเรามีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วย สุดท้ายก็ไปล้างด้วยน้ำเปล่าค่ะ

 

 

ตัวนี้จะล้างน้ำออกได้ค่อนข้างง่ายนะคะ ในขณะล้าง ตัวน้ำมันจะไม่ได้กลายเป็นน้ำนม เหมือนพวก Milky cleansing oil นะคะ แต่จะละลายและไหลออกไปกับน้ำเลย และน่าจะมีน้ำมันบางส่วนช่วยบำรุงผิวไว้ด้วย เพราะผิวจะยังนุ่มอยู่ ไม่แห้งตึงค่ะ

มาดูส่วนผสมกันซักเล็กน้อย

สผส dtm

ส่วนผสมตรงนี้มี่ได้ทำสีไว้ให้นะคะ ส่วนสีม่วงคือน้ำมันจากพืช ตัวที่มี * ก็จะเป็นสารที่เป็น Organic ตามที่แบรนด์ Claim ค่ะ สีเขียวอ่อน คือ สารทำความสะอาด และสีฟ้าเป็นวิตามินอีค่ะ

ขอพูดถึงสารทำความสะอาดก่อนนะคะ เพราะเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

ตัว Polyglyceryl-2 oleate นี้จัดอยู่ในกลุ่ม Polyglycerol ester ที่มีความอ่อนโยนสูง ไม่ระคายเคือง ไม่ทำปฏิกิริยากับโปรตีนบนผิว และเป็นชนิดที่สังเคราะห์ขึ้นจากธรรมชาติ โดยใช้ Glycerine และกรดไขมันค่ะ จึงมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และยังมีสัมผัสหรือ feeling ที่ค่อนข้างดี นอกจากทำความสะอาดยังเป็น moisturizer ได้ในตัว

ส่วนสีม่วง เป็นส่วนของน้ำมันจากพืช ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดเลย ตั้งแต่ Avocado, งา, เมล็ดฟักทอง, มะพร้าว, Rose hips, Jojoba และ Evening primrose ทุกชนิดเป็นน้ำมัน Organic หมดค่ะ

ปกติแล้วน้ำมันจากพืชก็จะมีส่วนของกรดไขมัน ที่ช่วยทดแทนกรดไขมันให้แก่ผิว ฟื้นฟูและเป็นองค์ประกอบในการสร้าง Barrier ของผิว และยังมีพวกวิตามิน กับสารกลุ่ม Phytosterol ที่ช่วยลดการอักเสบของผิวได้ดีอีกด้วย

น้ำมันที่มีคุณค่าและน่ากล่าวถึง น่าจะเป็นน้ำมันจากเมล็ดฟักทอง เพราะสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชาย Testosterone ไปเป็น Dihydrotestosterone ซึ่งมีฤทธิ์แรง ทำให้เกิดสิว ผิวมัน พอไปยับยั้งก็จะช่วยบรรเทาอาการตรงนี้ได้ด้วย

ส่วนของสารแต่งกลิ่นเป็นน้ำมันหอมระเหยจาก Bergamot กับ ส้ม และ Lavender

เดี๋ยวค่อยให้คะแนนโดยรวมทีเดียวนะคะ

อีกตัวเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ค่ะ มีชื่อว่า Deep & true absolute organic facial moisturizer ค่ะ

dtm 1

ตัวนี้ก็ได้รับตราจาก Bio-agricert เช่นกัน แต่เป็นตรา Natural with organic cosmetics ค่ะ ซึ่งจะต่างกับตรา Organic cosmetics ตรงที่ปริมาณของสาร Organic ไม่ถึง 95% เหมือนตัว Organic cosmetics ซึ่งทางแบรนด์ใช้มาถึง 77.9% ค่ะ

คหสต.ของมี่คิดว่า เนื่องจากเบสเป็นเนื้อครีม การใช้แต่สาร Organic อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขึ้นเนื้อครีมได้นะคะ

dtm 5

ในส่วนของเนื้อครีม จะมีสีเหลืองอ่อน อมเขียว น่าจะมาจากสีของวัตถุดิบ Vegetable oil ที่ใช้ค่ะ

dtm 2

เนื้อจะดูหนักนิดๆนะคะ เพราะวัตถุดิบธรรมชาติ มันจะไม่ได้มีเนื้อสวยเหมือนพวก Polymer สังเคราะห์และ Silicones หรอกค่ะ เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้นค่อนข้างดีค่ะ กลิ่นหอมแนวสมุนไพรเย็นๆค่ะ

dtm 3

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส dtm.jpg

ส่วนผสมมี่ได้ทำแทบสีไว้ให้เช่นกันค่ะ โดยสีม่วงก็เป็นตัวน้ำมันจากพืช และสีฟ้าคือสารบำรุงที่เสริมเข้ามา

ขอกล่าวถึง Ferulic acid ซักหน่อย สารตัวนี้เป็นสารพฤกษเคมีบริสุทธิ์ที่พบในพืชหลายชนิด มีคุณค่า มีราคา มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบและช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB (Food Chem Toxicol. 2015;82:72-8.) ส่วนวิตามินอี ก็เป็น Antioxidant แต่น่าจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพ

ส่วนน้ำมันจากพืชที่ใช้ก็จะมี Jojoba, Argan, Avocado, Rosehips, Shea butter, Evening primrose, Olive, Sunflower, มะเขือเทศ และ Cranberry

ตัวที่ดูมีคุณค่ามีราคาสูง จะเป็นน้ำมันจากเมล็ดมะเขือเทศ และ Cranberry ค่ะ ซึ่งถือเป็น Rare plant oils ที่หายาก ได้มาอย่างยากลำบาก ขอกล่าวถึงซักเล็กน้อยค่ะ

– น้ำมันเมล็ด Cranberry มีส่วนประกอบของกรดไขมัน Linoleic ในปริมาณสูงถึง 50 – 60% ประกอบด้วยวิตามินอีชนิด tocopherols และ tocotrienols ในปริมาณสูง และมีสารในกลุ่ม phytosterols ในปริมาณสูงเช่นกัน ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี และมีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิว มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมานแผลในหนูทดลอง (Phytother Res. 2011;25(8):1201-8.)
– น้ำมันเมล็ดมะเขือเทศ มีส่วนประกอบของสารในกลุ่ม Carotenoids ชนิด Lutein, Lycopene และ Zeaxanthin และ Phytosterol ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี และช่วยลดการอักเสบในผิว

อีกจุดที่อย่างกล่าวถึงคือ ความใส่ใจของแบรนด์ในการเลือกใช้สารทำครีม (Emusifier) ของผลิตภัณฑ์ เลือกใช้ชนิดที่ดัดแปลงมาจากน้ำมันมะกอก คือ Cetearyl olivate และ Sorbitan olivate จึงดูเป็นมิตร และดู Eco-friendly มากๆ

มาให้คะแนนกันในภาพรวม เนื่องจากส่วนผสมไม่ได้เยอะมาก เลยขอแบ่งเป็นคะแนนด้านส่วนผสมกับด้านการใช้งานนะคะ

1. ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ ทั้งสองตัวมีความเป็น Natural และ Organic อยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้มาแต่แบบว่าธรรมชาติและจะไม่มีอะไรเลย มันมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ เช่น การเลือกใช้สารทำความสะอาดชนิดที่อ่อนโยน และเป็น Moisturizer ได้ในตัวอย่าง Polyglyceryl-2 oleate ส่วนของตัวครีมก็ยังมีการเลือกลูกเล่นโดยใช้ Ferulic acid ที่มีคุณค่ามีราคา ร่วมกับน้ำมันพืชหายากอย่าง น้ำมัน Cranberry และมะเขือเทศ สารอื่นๆที่ใช้ก็เป็นธรรมชาติเกือบทั้งหมด ไม่มีส่วนผสมของพวก Glycol, Silicones, Alcohol รวมไปถึง Parabens และสารที่อาจจะส่งผลเสียต่อผิวหนังและร่างกาย ก็เลยขอให้คะแนนด้านส่วนผสมไปเต็มๆที่ 5 ฟลาสก์
2. คะแนนด้านการใช้งาน ตัว Cleansing oil นั้นทำมาได้ค่อนข้างดี สามารถทำความสะอาดเมคอัพได้อย่างหมดจด ไม่เหนอะหนะหนักผิวจนเกินไป สามารถนวดล้าง Base makeup บนหน้าได้ และด้วยความที่เป็นออยล์จึงสามารถใช้เช็ดเครื่องสำอางรอบดวงตาได้ด้วย ส่วนของ Moisturizer แม้เนื้อจะดูไม่ค่อยสวยมากนัก แต่ด้วยความที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีพวก Silicone หรือ Polymer อะไรที่จะมาปรับเนื้อปรับ Feel ให้มันสวยงามเหมือนพวกสังเคราะห์ ก็เลยขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกันค่ะ

คะแนน dt

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Deep & true ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Deep & True ได้เลยค่ะ
https://www.facebook.com/deepandtrue และ
http://www.deepandtrue.com/index.php

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมครีมไวท์เทนนิ่งชื่อดังจากเกาะอังกฤษ Yllume ultimate illuminating complex cream

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมครีมไวท์เทนนิ่งชื่อดังจากเกาะอังกฤษ Yllume ultimate illuminating complex cream

วันนี้มี่เอารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของครีมผิวขาวกระจ่างใสตัวดังจากอังกฤษมาฝากกันค่ะ

เป็นครีมจากแบรนด์ Yllume นั่นเอง ซึ่งแบรนด์นี้ก็มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทานแล้วได้ประโยชน์เรื่องความกระจ่างใสด้วยค่ะ

ครีมตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Yllume ultimate illuminating complex cream มาดูหน้าตาของเขากันซักหน่อยนะคะ

y 1

เขาจะมาในแพคเกจทรงกระบอกที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ค่ะ ข้างในก็จะมีตัว Cream อยู่ ถึงจะขึ้นชื่อว่า Cream แต่ก็มาในขวดแบบปั๊มนะคะ ช่วยลดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ได้เพราะเป็นภาชนะระบบปิดค่ะ

ในด้านเนื้อครีม จะเป็นครีมสีครีม มีความวาวในตัว กลิ่นหอมอ่อนๆแนวดอกไม้ตัดกับสมุนไพรจางๆค่ะ

y 2

ครีมจะเกลี่ยได้ค่อนข้างง่ายค่ะ และมี Pigment ที่ให้ความกระจ่างใส ช่วยให้ผิวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที แต่ไม่ได้ขาววอกเหมือนครีมกันแดดค่ะ จะเน้นความวาว

y 3

วัดค่า pH ซักหน่อยพอเป็นพิธีนะคะ

y 4

ค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 6 ใกล้เคียงกับผิวดี ไม่ได้อยู่ในช่วงที่เป็นกรดมาก จึงเหมาะกับทุกสภาพผิว และผิวที่ระคายเคืองง่าย หรือไวต่อ AHA ค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส

จากส่วนผสมมี่ได้ทำสีไว้ให้นะคะ สีเขียว สื่อถึงกลุ่ม Whitening สีน้ำเงิน คือสารบำรุงอื่นๆ สีม่วง เป็นน้ำมันจากพืชที่ทดแทนไขมันให้ผิวหนัง และสีฟ้า เป็นพวก Pigment ที่ให้ความวาวค่ะ
มาดูที่กลุ่มสาร Whitening ก่อนค่ะ
– Ascorbyl glucoside เป็นอนุพันธ์ของวิตซี ตัวนี้มีความอ่อนโยนสูง เป็นกรดน้อย ให้ผลด้านผิวขาว Antioxidant และริ้วรอยค่ะ
– สารสกัดจากมะเขือเทศ ซึ่งทางแบรนด์ Claim ว่าใช้มะเขือเทศสีขาวสายพันธ์พิเศษ (Solanum lycopersicum extract) ประกอบด้วย Colorless carotenoids คือ สารกลุ่ม Carotenoid ที่ไม่มีสี ที่สำคัญคือ phytoene กับ phytofluene ทางแบรนด์ บอกว่าในผิวของเรามีสารกลุ่มนี้อยู่ในชั้นผิวหนังชั้นนอกถึง 38% และพบว่าคนที่ขาดสารกลุ่ม Colorless carotenoids นี้จะมีสีผิวที่เข้มกว่าคนที่มีเยอะ รวมถึงอาจจะมีปัญหาผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง และเรื่องสิวได้มากกว่าด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีตัว Lycopene ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ซึ่งมีรายงานว่า Lycopene ในสารสกัดมะเขือเทศ สามารถปกป้องผิวหนังจากอันตรายจากรังสี UV ได้ (Br J Dermatol. 2011; 164(1):154-62.) ส่วนของเปลือกผลมีสาร Resveratrol ซึ่งให้ฤทธิ์แรงในการต้านอนุมูลอิสระ (J Agric Food Chem. 2006; 54(19):7175-9.)
– Stem cell จาก Sea fennel (Crithmum maritimum callus culture extract) เป็นสารสกัดของเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงจาก Sea fennel ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารสกัดนี้ให้ผลเพิ่มการสร้างเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และช่วยปรับสมดุลการสร้างสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น รวมทั้งช่วยปกป้องฟื้นฟูความเสียหายจากรังสี UV
– Tetrahydrodiferuloylmethane สารที่ได้จากการดัดแปลงสาระสำคัญในขมิ้นชันให้ไม่มีสีเหลืองจนน่าเกลียด มีคุณสมบัติเป็น Whitening และ Antioxidant ที่ดี
– Hexylresorcinol ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว เมลานิน และช่วยกระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
– Hydrolyzed prunus domestica extract สารนวัตกรรมจากญี่ปุ่น ที่ Claim เรื่อง “Melanin diet” ออกฤทธิ์ขัดขวางการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก
– สารสกัดจากดอก Daisy ในสิทธิบัตรยุโรประบุว่าสารสกัดจาก Daisy สามารถใช้เป็น Whitening ได้โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานิน (EP1737538 B1) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารสกัดออกฤทธิ์ครบถ้วนตั้งแต่ก่อนการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการสร้างเม็ดสี และป้องกันไม่ให้เม็ดสีออกไปข้างนอก

ส่วนของสารบำรุงอื่นๆ เน้นไปที่ด้าน Antioxidant, เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดการอักเสบ กระชับรูขุมขน และมีน้ำมันจาก Rosehips, เมล็ดทับทิม ซึ่งมีคุณค่าและราคาแพง กับ Jojoba oil
ถึงเวลาให้คะแนน
1. กลุ่มของสารบำรุง ถ้าพูดถึงด้าน Whitening จะเห็นว่าสารเพื่อผิวขาวที่ใช้ออกฤทธิ์ได้ครบถ้วนทั้ง 3 ขั้นตอนของการสร้างเม็ดสีผิว ตั้งแต่ก่อนสร้าง ขณะสร้าง และหลังสร้างเสร็จ ยังเสริมมาด้วย Antioxidant สารเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ กระชับรูขุมขน และทดแทนไขมันให้แก่ผิว โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
2. กลุ่มเนื้อผลิตภัณฑ์ มาในรูปแบบของครีม ที่ประกอบด้วยน้ำกับน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol น้ำมันที่ใช้ไม่ได้สุ่มเสี่ยงอุดตันอะไร มีสารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทน และใช้ Dimethicone ที่เป็นซิลิโคนมาเคลือบปกป้องผิวกันน้ำระเหยออก จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ให้ไป 5 ฟลาสก์
3. กลุ่มสารปรุงแต่งอื่นๆ ได้แก่พวกสารทำเนื้อครีม สารเพิ่มความหนืด สารกันเสีย มี Buffer ที่ช่วยควบคุมค่า pH ให้คงที่ตลอดเวลา ไม่มีส่วนผสมของสารที่อาจจะก่อระคายเคือง และ Parabens จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ใช้ครีมตัวนี้มาเดือนกว่า ก่อนจะมาเริ่มเขียนรีวิว มี่มองว่าครีมตัวนี้ค่อนข้างโอเคกับการลดการสร้างเม็ดสีผิว ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดรอยดำจากสิวได้ดีแต่ต้องใช้เวลาราวๆ 2 – 3 อาทิตย์ จะเริ่มเห็นผล ไม่ได้ขาวใน 3 วัน 7 วัน จนดูน่ากลัวเกินจริง รู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้นด้วย โดยรวมค่อนข้างชอบค่ะ มีต่อขวดสองแน่นอน รับไปเลย 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางร้าน SkInmART ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆส่งตรงจากเมืองผู้ดีแดนอังกฤษ ให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ทางเพจ SkInmART
https://www.facebook.com/skinmartmd/ หรือ เวปไซท์ http://www.skinmart.in.th ได้เลยนะคะ

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากร้าน SkInmART

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์น้ำมัน Argan ในรูปแบบน้ำนม จาก Amira pure argan milk

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์น้ำมัน Argan ในรูปแบบน้ำนม จาก Amira pure argan milk

 

วันนี้มี่เอา Argan milk จากแบรนด์ Amira มารีวิวให้ชมกันค่ะ

คราวก่อนมี่ได้รีวิว Argan oil ของแบรนด์ ซึ่งเป็นสูตรผสมวิตามินซีไว้ ท่านที่สนใจลองกลับไปอ่านได้นะคะ

(http://pantip.com/topic/34327947)

ทางแบรนด์ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ Argan milk ซึ่งยังมีส่วนผสมของ Argan oil อยู่ และเสริมด้วยไขมันและน้ำมันจากพืชอีกหลายชนิด และมีสัมผัสที่บางเบามาก ใช้ง่าย เอามาผสมกับ Oil ก่อนวอร์มและทาก็ดีค่ะ

มาดูหน้าตาซักหน่อยนะคะ

amira 1

กล่องเป็นแบบเลื่อน ดูเก๋ไก๋ดีค่ะ

amira 2

ตัว Milk เป็นเนื้อน้ำนม สีขาว กลิ่นหอมจางๆ

amira 3

amira 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมผิวได้ไว ให้ความชุ่มชื้นได้ดีและยาวนานค่ะ

amira 5

มาวัด pH กันซักหน่อยนะคะ

amira 7

เป็นกลางอยู่ที่ 7 ค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส

มี่ได้ทำแถบสีไว้ให้นะคะ สีน้ำตาลคือ น้ำมันและไขมันจากพืช สีเขียวคือสารเติมน้ำ และสีน้ำเงินคือสารบำรุงอื่นๆ

จากส่วนผสมตรงนี้ เน้นไปที่เรื่องของการเป็น moisturizer ที่ช่วยเติมน้ำและไขมันให้ผิวได้ในเวลาเดียวกัน
ส่วนผสมที่ประกอบด้วย Phytosterol ในน้ำมันจากพืช จะช่วยลดการอักเสบในผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง เสริมสร้าง Barrier ผิวไว้ต้านมลภาวะได้อีกต่อค่ะ

โดยตัวเติมน้ำจะเป็นสารกลุ่ม Glycol 2 ตัว คือ Butylene glycol และ Propylene glycol กับ Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ซึ่งตัวนี้ต้องขยายค่ะ

โปรวิตามินบี 5 นั้น มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและเปลี่ยนเป็นวิตามินบี 5 ทำหน้าที่ดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง และยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) ทางแบรนด์เลือกใช้ชนิด D-panthenol ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิวได้ดี (Acta Pol Pharm. 2004;61(6):433-7.)

ส่วนของการเติมไขมันให้ผิว จะเป็นกลุ่มของน้ำมันจากพืช ได้แก่
– Argan oil (Argan spinosa kernel oil) เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของต้น Argan ในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันนวดตัวที่ใช้ หรือมีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)
– Cocoa butter (Theobroma cacao seed butter) เป็นไขมันที่ได้จากเนื้อของผลโกโก้ มีจุดหลอมเหลวใกล้เคียงกับผิว จึงหลอมละลายบนผิวและดูดซึมเข้าผิวง่าย
– Sweet almond oil (Prunus amygdalus dulcis oil) น้ำมันจากเมล็ดแอลมอนด์ และ Avocado oil (Persea gratissima oil) น้ำมันจากผลอโวคาโด อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ให้ผลทดแทนไขมันในผิวหนัง
– Grape seed oil (Vitis vinifera seed oil) น้ำมันสกัดจากเมล็ดองุ่น อุดมด้วยกรดไขมัน Linoleic acid ที่ให้ผลลดการอักเสบในผิว ลดการอุดตัน และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ ceramide 1 ในผิว
– Shea butter เป็นไขมันที่มีองค์ประกอบของ Phytosterol ที่ให้ผลลดการอักเสบในผิวหนังได้ดี และมีไขมันที่เคลือบผิวปกป้องกันน้ำระเหยออกจากผิว

ยังมีส่วนผสมของสารบำรุงอีก 2 ตัว คือ
– Aloe barbadensis leaf extract คือ สารสกัดจากว่านหางจรเข้ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และให้ผลด้านผิวขาวได้ด้วย
– Allantoin ลดการอักเสบในผิว และช่วยป้องกันการแพ้

ทางแบรนด์ Claim ว่า ในส่วนของ Perfume นั้นใช้ น้ำมันหอมระเหยของดอกคาโมมายล์ (Chamomile oil) เป็นตัวแต่งกลิ่นนะคะ

มาให้คะแนนกัน

เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมค่อนข้างน้อย เลยขอแบ่งคะแนนเป็น 2 ข้อ คือ คะแนนส่วนผสม กับ คะแนนการใช้งาน

1. ส่วนผสม เป็น Moisturizer ที่มีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติและไขมันจากพืชหลายชนิด ให้ผลทดแทนไขมันธรรมชาติในผิว มีส่วนประกอบของกรดไขมัน Linoleic acid ที่เป็นองค์ประกอบของ Ceramide 1 ทำให้ Barrier ผิวแข็งแรง และมีส่วนของสารเติมน้ำให้ผิว และสารลดการอักเสบในผิวอยู่ด้วย ส่วนผสมอื่นๆไม่ได้มีตัวไหนที่มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
2. การใช้งาน ตัว Milk ค่อนข้างบางเบา ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ มีกลิ่นหอมจางๆ สามารถเอามาผสมกับน้ำมัน Argan oil Amira วอร์มบนมือ และทาลงบนใบหน้าได้ง่าย ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี ขอให้ 5 ฟลาสก์ เช่นกัน
คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคของทางแบรนด์ Amira Skincare (https://www.facebook.com/amiraarganoil) ได้เลยนะคะ

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Amira ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

 

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Amira

 

Mini Review]] วิเคราะห์ส่วนผสม Miracle stick ชื่อดังจากเกาหลี Maxclinic Cirmage lifting stick

Mini Review]] วิเคราะห์ส่วนผสม Miracle stick ชื่อดังจากเกาหลี Maxclinic Cirmage lifting stick

มี่เชื่อว่าหลายๆคนต้องเคยเห็น Lifting stick ชื่อดังของเกาหลีแน่นอน คิดว่าหลายๆคนต้องสงสัยว่า เอ๊ะ เค้าทำได้ไง ทำไมถึงได้ยกกระชับจากหน้าย่น ให้กลายเป็นหน้าเรียวได้อย่างรวดเร็ว

 

วันนี้จะมาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ค่ะ

 

มาดูหน้าตากันก่อนนะคะ

cirmage re.jpg

 

(Image from: http://www.maxclinic.com/rb/?c=product/skincare)

วันนี้เป็นงานขโมยเพื่อนมารีวิวค่ะ 555

 

cir 1.jpg

 

ตอนที่เพื่อนสั่งผ่าน G market มีโปร 1+1 (ซื้อ 1 แถม 1)นะคะ

 

หน้าตาจะเป็นแท่งรูปทรงแปลกๆแบบนี้ค่ะ

 

cir 6.jpg

 

เปิดมาจะมีจุกปิดด้านในอีกชั้นนึง

 

cir 7

 

เปิดมาจะเป็นแบบนี้ค่ะ

 

cir 12

 

ลองกับมือดูนะคะ

 

cir 9

 

มันจะเป็นแท่งที่น่าจะมาด้วย Wax เป็นเนื้อหลัก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รู้สึกอุ่นๆ หนึบๆตอนทา นางช่วยกลบความเหี่ยวบนมือได้จริงค่ะ

 

มาลองกับมือเพื่อนอีก ยิ่งเห็นชัด

 

cir 8.jpg

 

ซึ่งการกลบความเหี่ยว หรือ ริ้วรอย นี้เกิดได้จาก 2 กลไกหลักๆ

 

คือ ใช้พวก Pigment หรือ Silicone หรือ Polymer บางชนิดไปเคลือบปิดริ้วรอยต่างๆ หรือช่วยกระเจิงแสง ทำให้เรามองไม่เห็น

 

กับอีกกลไกคือ อาศัย peptide ที่ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ริ้วรอยเลยคลายออกค่ะ

 

มาลองดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

มี่ไม่ทราบส่วนผสมเต็ม เลยจะขอวิเคราะห์เท่าที่ทราบนะคะ

ตัวนี้ถ้าดูที่กล่อง มี่คงไม่ซื้อ เพราะนางแจ้งส่วนผสมมาแค่ สารสกัดจากชะเอม Adenosine Tocopheryl acetate และ Phenoxyethanol

cir 4

 

มาดูส่วนผสมในเวบนางถึงได้รู้ค่ะ ว่า นางมาเต็มเหมือนกัน

 

cirmageliftingstick_03-re

(Image from: http://www.maxclinic.com/rb/?c=product/skincare)

 

จัดเต็มไปที่ peptide ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่าง Argireline, Syn-ake และ Spider peptide รวมถึง สารสกัดจากใยแมงมุมด้วยค่ะ

 

ตัวอื่นๆที่เห็นก็จะมี Collagen, Gellan gum (ที่ก่อฟิล์มบนผิวได้ และให้ความรู้สึกตึง)

 

แต่เรื่องของ Polymer กับ Silicone ที่เคลือบอำพรางริ้วรอยนั้นยังดูไม่ชัด เพราะเราไม่ทราบส่วนผสมทั้งหมดค่ะ

 

โดยรวมก็เหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ เอา Peptide ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหลายๆตัวมายำรวมๆกัน ได้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่โด่งดังในชั่วข้ามคืน ถือว่าทำมาได้ดี และมีความเป็นนวัตกรรมค่ะ

 

ซึ่งจริงๆนางมีเทคนิคของนางด้วยนะคะ ความเว้า ความโค้งของตัวผลิตภัณฑ์มีผลกับการนวดค่ะ

 

ตบท้ายด้วยวิธีนวดค่ะ

 

cirmageliftingstick_07.jpg

(Image from: http://www.maxclinic.com/rb/?c=product/skincare)

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ เอาไปคืนเพื่อนก่อน สวัสดีค่ะ 🙂

 

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสมแบบละเอียด ครีม Whitening และ Anti-aging 2 in 1 จาก Fendse Youthful Luminescent Moisturizer

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสมแบบละเอียด ครีม Whitening และ Anti-aging 2 in 1 จาก Fendse Youthful Luminescent Moisturizer

วันนี้มี่แวะเอาครีมบำรุงผิวที่ให้คุณสมบัติทั้งปกป้อง ฟื้นฟู และ บำรุงไปได้พร้อมกัน มารีวิวให้ชมกันค่ะ

เป็นครีมของแบรนด์ Fendse อ่านว่า เฟรนเซ่ กับ Youthful Luminescent Moisturizer ตัวนี้เลยค่ะ

img 1

จุดแรกที่น่าสนใจ และน่าประทับใจ คือ ตัวกล่องทำมาได้แน่นหนามากค่ะ มีกันกระแทกชั้นในอีกชั้นหนึ่งด้วยหละ

img 5

ตัวครีมเป็นเนื้อครีมสีครีมอมฟ้าอมเขียวๆนิดๆ น่าจะเป็นเพราะวัตถุดิบสารสกัดพืชค่ะ ไม่มีกลิ่นค่ะ

img 2

เกลี่ยได้ง่าย เคลือบปกป้องและให้ความชุ่มชื้นได้ค่อนข้างสูง เลยค่ะ

img 3

วัดค่า pH กันซักเล็กน้อย

img 4

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 ค่ะ ใกล้เคียงกับผิวดี

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

ส่วนผสมของเฟรนเซ่ เป็นดังนี้นะคะ

สผส

จากส่วนผสมนี่เราจะพอเห็นได้ว่า สารที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสารออกฤทธิ์ ที่มีประโยชน์ในการบำรุงผิวค่ะ

ซึ่งปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวพยุงสารออกฤทธิ์ และนำพาไปสู่ผิวหนัง
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติสารแต่ละตัวตามหน้าที่
1. Actives ได้แก่
– Cnidium monnieri Fruit Extract: สารสกัดจาก Snow parsley ที่ทางแบรนด์บอกว่า เป็นสายพันธ์ธรรมชาติที่ขึ้นบนเกาะเจจูของเกาหลี ในส่วนของงานวิจัยมีเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ในการลดการอักเสบ (Int J Mol Med. 2013;32(4):876-82.) แก้แพ้ แก้คัน (Biol Pharm Bull. 2002 ;25(6):809-12.) วัตถุดิบตัวนี้เป็นวัตถุดิบสิทธิบัตรเกาหลี สกัดมาให้ได้สาร Osthole ที่ออกฤทธิ์อย่างเป็นเอกลักษณ์ ไปยับยั้ง Diacylglycerol (DAG) และ Nitric oxide ไม่ให้ไปกระตุ้นให้เอนไซม์ Tyrosinase ทำงาน มีผลลดการสร้างเม็ดสีดีกว่า Arbutin 88 เท่า มีการทดสอบในอาสาสมัคร แค่ใช้เพียง 2 สัปดาห์ก็ได้ผลด้าน Whitening แล้ว (วัดจากค่า L* ของผิว ซึ่งเป็นค่าที่ใช้บอกสีใน Scale สีขาว-สีดำ) และยังลดการอักเสบในผิวได้ด้วย (KR 10-2010-0061978)
– Niacinamide รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
– Citrullus lanatus extract สารสกัดจากแตงโม ส่วนของผลมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Nutr Sci 2015;6,1056-1064) ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบระบุว่า สารสกัดจากผลแตงโม มีประโยชน์ในการฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลายด้วยรังสี UV ช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
– Pyrus malus fruit extract สารสกัดจากแอปเปิ้ล สารสกัดจาก Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีประโยชน์เกี่ยวกับการให้ความรู้สึกสบายผิว และช่วยกระชับรูขุมขน นอกจากนี้ในส่วนของผลไม้จะมีน้ำตาลกับวิตามินอยู่ ซึ่งให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวหนังได้
– Lens esculenta Fruit Extract สารสกัดจากถั่วเล็นทิล มีงานวิจัยระบุถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant และต้านการอักเสบ (Food Chem. 2013;138(2-3):1543-50.) สารสกัดจากเมล็ดถั่วมีชื่อทางการค้าว่า p-Refinyl ผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าให้ผลควบคุมความมันและกระชับรูขุมขน
– Sodium Lactate and Sodium PCA จัดเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นตามธรรมชาติในผิว ที่เรียกว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดน้ำของผิว
– Tetrapeptide-21 เป็น Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว ออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้าง Extracellular matrix ในผิว ได้แก่ Collagen, Elastin และ Hyaluronic acid ผลคือริ้วรอยลดลง ผิวดูยืดหยุ่นกระชับขึ้น
– Diglucosyl gallic acid พฤกษเคมีชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ลดการอักเสบในผิว และสามารถลดการสร้างเม็ดสีผิวได้
– Tetrapeptide-30 เป็น Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว ออกฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว ลดการสร้างเม็ดสีผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้สามารถปรับโทนสีผิวให้สม่ำเสมอ และมีความสวยงามมากขึ้น
– Hamamelis virginiana Water น้ำที่ได้จาก Witch hazel มีคุณสมบัติความเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สำหรับรายงานการวิจัยมีระบุถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ (J Pharm Pharmacol. 1994; 46(4):286-90.)
– สูตรผสมของ Acetyl tyrosine, Proline, Hydrolyzed Vegetable Protein และ Adenosine Triphosphate มีชื่อทางการค้าว่า Unirepair T-43 มีคุณสมบัติที่ดีในการปกป้องผิวจากรังสี UV ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่เสื่อมไป รวมไปถึงผลในการลดเลือนริ้วรอย (SÖFW-Journal 11-2006;132:1-6)
– สูตรผสมของ Methylglucoside Phosphate และ Copper Lysinate/Prolinate มีชื่อทางการค้าว่า Neodermyl เป็นสารเชิงซ้อนของแร่ธาตุทองแดงกับกรดอะมิโน Lysine และ Proline ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้สามารถเป็นแหล่งพลังงานให้เซลล์ Fibroblast ที่แก่แล้วเกิดการปรับตัวและสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ชนิดที่ดีออกมา จึงมีผลทำให้ริ้วรอยลดลง
– Actinidia polygama Fruit Extract สารสกัดจากผล Silver vine มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Arch Pharm Res. 2003;26(12):1061-6.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้ให้ผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยได้โดยไปต่อต้านการเกิด Glycation ของโปรตีน (Glycation คือ ภาวะที่น้ำตาลไปจับกับสารโครงสร้างเช่นโปรตีนและไขมัน ทำให้สารเหล่านี้ทำงานได้แย่ลง เกิดเป็นริ้วรอยขึ้น)

2. Base เป็นครีมที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน ไม่มีซิลิโคนค่ะ ดังนี้
2.1 ส่วนของน้ำ ประกอบด้วย น้ำ, และสารเติมน้ำให้ผิวอย่าง Dipropylene glycol, Glycerin และ Butylene glycol
2.2 ส่วนของน้ำมัน ประกอบด้วย Glyceryl stearate, Stearic acid, Squalane, Beeswax และ Jojoba oil โดยมีทั้งน้ำมันที่ซึมผิวได้ และไขมันที่เคลือบปกป้องผิว

3. Additives ได้แก่
3.1 สารปรับ pH ได้แก่ Lactic acid ซึ่งให้ประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวด้วย
3.2 สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol

สรุปซักนิด:
ในแง่ของการเป็นไวท์เทนนิ่ง สารสกัด Cnidium จากเกาะเจจูสามารถให้ผลที่ดีในขั้นตอนแรกก่อนที่เม็ดสีจะถูกสร้าง และให้ผลลดการอักเสบ ซึ่งจะมากระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีอีกขั้น วิตามินบี 3 ยับยั้งไม่ให้เม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วออกมาข้างนอก และสารสกัดจากพืช สารบำรุงอีกหลายชนิด ขัดขวางการสร้างเม็ดสี โดยรวมคือ ออกฤทธิ์ได้ครบถ้วนทั้ง 3 Step ของการสร้างเม็ดสี
ในแง่ของการชะลอวัย และลดริ้วรอย มีส่วนผสมที่ให้ผล Antioxidant ช่วยชะลอวัย และป้องกันการ Glycation ซึ่งถือเป็นคอนเซปท์ใหม่ของการชะลอวัย

ถึงเวลาให้คะแนน
1. Actives ส่วนของสารออกฤทธิ์มีอยู่ค่อนข้างหลายชนิด และค่อนข้างกว้าง ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างบน จะเห็นได้ว่าให้ผลค่อนข้างครบทั้งด้านริ้วรอย ผิวขาว ชุ่มชื้น ปกป้อง ด้านรูขุมขน และ ลดการอักเสบของผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
2. Base ส่วนของเนื้อมาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยส่วนผสมครบถ้วน ทั้งสารดูดน้ำ น้ำมันที่ซึมเข้าผิวได้ และไขมันเคลือบผิว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และ Silicones ขอให้ 5 ฟลาสก์
3. Additives ส่วนของสารปรุงแต่งมีเท่าที่จำเป็น ไม่มีสารไหนมีพิษมีภัยอะไร เลยไม่มีอะไรให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบนะคะ เพราะว่าเนื้อครีมค่อนข้างชุ่มชื้นผิว แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะหรือหนักผิวมากเกินไป ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนเรื่องผลการใช้งาน หลังจากทดลองมาได้เกือบๆ 2 สัปดาห์ ผิวก็จะนุ่มชุ่มชื้นขึ้น พวกความเหี่ยวที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่แต่งหน้าเยอะๆ ก็ลดลง รูขุมขนก็ดูละเอียดขึ้น ลากรองพื้นได้ง่ายขึ้น ไม่เป็นคราบ อีกอย่างคงเป็นเรื่องกล่อง ที่ทำมาได้ค่อนข้างดี มีการบุกันกระแทกไว้ในกล่อง ซึ่งเราไม่ค่อยพบเห็นเท่าไหร่ เลยขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ fendse ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

http://www.facebook.com/fendse

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสมเซรัมเพื่อผิวขาวกระจ่างใสจากแบรนด์ไทยๆ Skin will Brighten to target face serum

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกส่วนผสมเซรัมเพื่อผิวขาวกระจ่างใสจากแบรนด์ไทยๆ Skin will Brighten to target face serum

สวัสดีค่ะ พี่ๆน้องๆห้องแป้งที่น่ารักทุกๆท่าน

วันนี้มี่นำเอา Serum ไวท์เทนนิ่งตัวใหม่จาก Skin Will มาอวดและรีวิว วิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมกันค่ะ เซรัมตัวนี้มีชื่อว่า Skin will brighten to target face serum ค่ะ

แบรนด์ Skin will นั้น เป็นแบรนด์เวชสำอางแบรนด์หนึ่งของคนไทย ที่น่าสนใจนะคะ ซึ่งตัวที่มี่เคยลองใช้ และรีวิวไปแล้วก็จะมีตัว Vit C กับ Acne away ค่ะ

เผื่อใครอยากอ่าน ตรงนี้เป็น Link ค่ะ

Serum vit c
http://pantip.com/topic/34492606

Acne away
http://pantip.com/topic/34512182

มาดูหน้าตากันดีกว่าค่ะ

sw 1

ตัวผลิตภัณฑ์ในกล่องจะมาแบบมีจุกพลาสติกดำปิดนะคะ และจะแถมหลอดหยดมาให้ 1 อัน ค่ะ

พอเราแกะฝาสีดำออก ข้างในจะมีจุกพลาสติกซีลปกป้องมาอีกชั้นค่ะ

sw 2

ตรงนี้เป็นคำเคลม และส่วนผสมที่ข้างหลังกล่องค่ะ เดี๋ยวเราค่อยดูกันในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

sw 6.jpg

เนื้อเซรัมเป็นกึ่งๆเจล กึ่งๆ Milky ค่ะ

sw 3

เซรัมเนื้อค่อนข้างเบาค่ะ ทาแล้วรู้สึกเย็นสบายผิว และของเขาน่าจะใส่น้ำหอมมาน้อย เลยไม่ได้กลิ่นน้ำหอมที่ฉุนจนรุนแรงเกินไป

sw 4

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะค่ะ

sw 5

วัดค่า pH กันซักนิด

sw 7

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างค่ะ

สผส

สำหรับตัวนี้ที่เด่นมากจะเป็น ส่วนผสมที่ชื่อ Brightenyl เพราะเป็นสารนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง Best ingredients award จากงาน In-cosmetics เมื่อปีที่แล้ว (2015) คิดว่าใส่มาแบบเต็ม Max ด้วยค่ะ มันจะดีงามขนาดไหนเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังนะคะ

เกริ่นนำเล็กน้อย
ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวพยุงสารออกฤทธิ์ และนำพาไปสู่ผิวหนัง
3. Additives หรือ ส่วนของสารปรุงแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนกันเลยนะคะ
1. Actives พวกกลุ่มสารบำรุง ได้แก่
– สูตรผสมของ Isopentyldiol, Glycerin, Diglucosyl gallic acid มีชื่อทางการค้าว่า Brightenyl ซึ่งเป็นสารที่เรียกว่า Skin complexion optimizer ช่วยปรับสมดุลให้ผิวกระจ่างใส มีกลไกการออกฤทธิ์ที่สลับซับซ้อนและค่อนข้างพิเศษ โดยสาร Diglucosyl gallic acid จะถูกแปรสภาพโดยจุลินทรีย์เจ้าบ้าน (หรือ Normal flora) บริเวณผิวชั้นนอก ให้ได้เป็นสารออกฤทธิ์ที่ให้ผลลดการอักเสบ ลดการสร้างเม็ดสีผ่านการยับยั้ง Nitric oxide และ Diacylglycerol ซึ่งจะไปกระตุ้นให้มีการสร้างเอนไซม์สร้างเม็ดสี หรือ Tyrosinase ออกมา และเป็นตัวปลุกเอนไซม์ Tyrosinase ตื่นตัว เมื่อยับยั้งแล้วเอนไซม์ Tyrosinase ก็จะอยู่ในรุปที่ไม่ตื่นตัว (ไม่ active)
– Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน ซึ่งดีกว่า hyaluron หลายเท่า
– Alpha-arbutin สารที่พบในพืชหลายชนิด มีคุณสมบัติลดการสร้างเม็ดสีโดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่สร้างเม็ดสี
– Chamomilla recutita flower extract สารสกัดจาก German Chamomile มีคุณสมบัติและรายงานวิจัยเกี่ยวกับการลดการอักเสบ เมื่อเอามาใช้นอกจากเรื่องลดการอักเสบยังช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว หรือที่เรียกว่า Soothing effect
– Tocopheryl acetate อนุพันธ์ของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากมักจะให้ผลแค่ปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ
– Gluconic acid อนุพันธ์ของน้ำตาล จัดเป็นสารในกลุ่ม Polyhydroxy acid (PHA) ให้คุณสมบัติการผลัดผิว (Exfoliant) คล้าย AHA แต่อ่อนโยน ระคายเคืองน้อยกว่า มีรายงานวิจัยสนับสนุนว่าการผลัดผิวของ PHA สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ผิวหนัง และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant รวมทั้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสารออกฤทธิ์ชนิดอื่นๆ ได้ดี (Cutis. 2004; 73(2 Suppl):3-13.)
– Lactobionic acid อนุพันธ์ของน้ำตาลที่ประกอบด้วยน้ำตาลสองโมเลกุล จัดเป็น PHA (Polyhydroxy acid) มีคุณสมบัติผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน เป็น Antioxidant และช่วยดักจับโลหะปนเปื้อนได้ มีรายงานการวิจัยกล่าสวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant และ Moisturizer ที่ให้ผลดีในผิวที่เกิดริ้วรอยก่อนวัย (Int J Cosmet Sci. 2012;34(5):424-34.) มีประสิทธิภาพในการปรับสภาพผิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ให้ผลดีเทียบเท่า Glycolic acid แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก (J Cosmet Dermatol. 2010;9(1):3-10.)
2. Base พวกกลุ่มเนื้อผลิตภัณฑ์ เป็นเซรัมสูตรน้ำ แต่ให้เนื้อออกมากึ่งๆโปร่งแสงคล้ายๆ Emulgel ได้แก่ น้ำ และกลุ่มของสารดูดน้ำ คือ Isopentyldiol, Glycerin, Ethoxydiglycol, Methyl propanediol, Pentylene glycol, Propylene glycol
3. Additives กลุ่มของสารปรุงแต่ง ได้แก่
3.1 Penetration enhancer เป็นสารที่เพิ่มการดูดซึมสารอื่นเข้าสู่ผิว ในที่นี้ได้แก่ Ethoxydiglycol และ Isopentyldiol
3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium polyacrylates
3.3 Emulsifier ได้แก่ Polysorbate 20 ช่วยเพิ่มการละลายสารในผลิตภัณฑ์
3.4 สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol

ถึงเวลาให้คะแนน
1. สารบำรุง ในด้านการเป็น whitening ตัวหลักในการออกฤทธิ์ให้ผลเสริมฤทธิ์กัน 2 ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนสร้างเมลานิน และระหว่างสร้างเมลานิน ยังเสริมฤทธิ์มาด้วย PHA ที่ยังให้ผลผลัดผิวอย่างอ่อนโยน เผยผิวขาวกระจ่างใส แบบไม่ต้องห่วงผิวบางเหมือนพวก AHA และสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ดูมีคุณค่าอย่าง Polyglutamic acid สำหรับคะแนนสารบำรุงขอให้ 4 ฟลาสก์ เนื่องจาก ความสามารถในการเป็นไวท์เทนนิ่งนั้น ยังขาดขั้นตอนในการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จไม่ให้ไปข้างนอกอยู่
2. เนื้อผลิตภัณฑ์ จากส่วนผสมจะมาในรูปแบบน้ำ แต่เนื้อจริงสัมผัสโปร่งแสงเหมือน Emulgel เพราะมีส่วนของวิตามินอีอยู่ด้วย สารที่ใช้ให้คุณสมบัติเติมน้ำให้ผิวได้ และช่วยเป็นสารเพิ่มการดูดซึมสารอื่นเข้าสู่ผิว ที่สำคัญคือ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน และแอลกอฮอล์ จึงเหมาะกับทุกสภาพผิว รับไปเลย 5 ฟลาสก์
3. สารปรุงแต่งอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็นจริงๆ ไม่ได้ใส่มาเยอะแยะไร้สาระ ไม่ได้มีตัวไหนไม่เป็นมิตรกับผิวเลยไม่มีอะไรให้หักคะแนน ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน เนื้อครีมค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะและหนักผิว เหมาะมากกับหน้าร้อนช่วงนี้ ส่วนตัวมี่ลองใช้มา 2 สัปดาห์ สิ่งแรกที่สัมผัสได้เมื่อใช้ได้ประมาณ 3 วัน คือ ผิวนุ่มชุ่มชื้น เต่งตึงและเรียบเนียนขึ้น หลังจากนั้นประมาณซักอาทิตย์ก็จะได้เรื่องของสีผิว มันจะไม่ได้ขาวเว่อร์วังอลังการขึ้นมาทันทีนะคะ แต่มันจะเน้นความกระจ่าง เน้น Complexion ที่ดูสว่างขึ้น ดูมีราศีประมาณนั้นเลยค่ะ โดยรวมคือมี่ค่อนข้างประทับใจกับผลลัพธ์ที่ได้ เลยให้ไป 5 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Skin will ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์
Facebook fanpage: https://www.facebook.com/SKINWILL/
Website: http://www.skinwill.com/store/

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Skin Will

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกทุกส่วนผสมแบบละเอียด เซรัมบำรุงผิวเพื่อผิวขาวกระจ่างใสแบรนด์ไทยๆจาก Morebeaute’

รีวิววิเคราะห์เจาะลึกทุกส่วนผสมแบบละเอียด เซรัมบำรุงผิวเพื่อผิวขาวกระจ่างใสแบรนด์ไทยๆจาก Morebeaute’

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆห้องแป้งที่น่ารักทุกๆท่าน

วันนี้มี่แวะเอาเซรัมบำรุงผิวเพื่อผิวขาวกระจ่างใสแบรนด์ไทยๆ ที่ว่ากันว่าคิดสูตรโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง โดยมุ่งเน้นส่วนประกอบที่ปลอดภัย ไม่มีสารปรอท หรือ steroid แต่ได้ผลจริง จะดีงามขนาดไหนมาดูไปพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะ

Serum นี้มีชื่อว่า Morebeaute’ หรือ มอร์บอเต้ ค่ะ

ชื่อเต็มๆคือ Morebeaute’ blemish control luminizing cream

มาดูหน้าตากันหน่อยเนอะ

mb 1.jpg

ซึ่งนางจะมาใน Packaging แบบหลอดปิดสนิทค่ะ

ตัวเนื้อเซรัมจะเป็นแนวๆ Emulgel นะคะ เป็นเซรัมเนื้อเจลขุ่นๆ สีเหลืองอ่อนๆ ซึ่งทางแบรนด์ใช้ส่วนผสมที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ และไม่ได้ใส่ Opacifier หรือ ตัวกลบสี มาบดบังสี จึงได้เซรัมสีนี้ค่ะ มีกลิ่นหอมจางๆค่ะ

mb 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเย็น ซึมไวไม่เหนอะหนะค่ะ

mb 3

มาวัด pH กันซักเล็กน้อยนะคะ

mb 4

เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีสีเลยอ่านค่ายากนิดนึง ได้ค่าอยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ค่ะ ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดี และเป็นช่วงที่สารหลายๆตัวในส่วนผสมคงตัวค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวพยุงสารออกฤทธิ์ และนำพาไปสู่ผิวหนัง
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

มาดูรายละเอียดแต่ละอย่างกันเลยค่ะ
1. Actives ในส่วนของสารออกฤทธิ์ มี่ได้ทำแถบสีไว้ให้แล้วค่ะ ดังนี้
– Kojic dipalmitate เป็นอนุพันธ์ของ Kojic acid ที่มีความระคายเคืองต่ำ มีการดูดซึมเข้าผิวที่ดีขึ้น มีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสี
– Arctostapylos uva ursi extract สารสกัดจาก Bearberry ส่วนของใบมีรายงานว่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด มีรายงานว่าส่วนของเปลือกและใบพบสาร Arbutin ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Phytochem Anal. 2009;20(5):416-20.)
– Mitracarpus scaber extract สารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งที่พบใน Africa มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ (Lett Appl Microbiol. 2000;30(2):105-8.)
**สูตรผสมของ Arctostapylos uva ursi extract กับ Mitracarpus scaber extract มีชื่อทางการค้าว่า Etioline เป็นสารสิทธิบัตรอเมริกา เลขที่ US2004/0166069A1 ให้ผลเสริมฤทธิ์กันในการยับยั้งเม็ดสีผิว โดยสารสกัดจากใบ Mitracarpus จะเป็นตัว Booster ช่วยให้สารยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่สร้างเม็ดสีผิว ได้มากขึ้น
– Alpha-arbutin มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase เช่นกัน
– สูตรผสมของ Dithiaoctanediol, Sutilains, Beta-carotene และ Gluconic acid มีชื่อทางการค้าว่า Melaclear 2 ออกฤทธิ์เสริมกันในการเป็น Whitening ที่ดี โดยเริ่มไปยับยั้งตั้งแต่ขั้นตอนการเปลี่ยนเอนไซม์ pro-Tyrosinase ไม่ให้เป็น Tyrosinase จึงทำงานไม่ได้ ป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงาน จับกับ Retinoids receptor มีผลไม่ให้เซลล์สร้างเม็ดสีโดนกระตุ้น และผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ดำคล้ำอย่างออกโยน
– สูตรผสมของ Capric/caprylic triglycerides กับ Diacetyl boldine มีชื่อทางการค้าว่า Lumiskin เป็นการเอา Diacetyl boldine ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากต้น Boldo ในชิลี ออกฤทธิ์ที่ alpha-adrenergic receptor และ ควบคุม Calcium flow มีผลทำให้เอนไซม์ Tyrosinase ไม่สามารถทำงานได้
– วิตามินซี 2 ชนิด คือ Ascorbic acid และ Ascorbyl palmitate ตัวแรกออกฤทธิ์ได้เลย อีกตัวค่อยๆถูกผิวเปลี่ยนเป็น Ascorbic acid มีผลช่วยให้วิตซี ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้น วิตซีมีประโยชน์ในการเป็น Antioxidant, ยับยั้งการสร้างเม็ดสี และเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจน
– Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
– วิตามินอี 2 ชนิด คือ Tocopherol และ Tocopheryl acetate ตัวแรกออกฤทธิ์ได้เลย อีกตัวค่อยๆถูกผิวเปลี่ยนเป็น วิตอีในผิว ให้ผลเป็น Antioxidant
– สูตรผสมของ 10-Hydroxydecanoic acid, Sebacic acid และ 1,10-Decanediol มีชื่อทางการค้าว่า Acnacidol แยกสกัดได้จากนมผึ้ง มีคุณสมบัติลดการสร้างน้ำมันของผิว ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ 5alpha-reductase ที่เป็นต้นตอของการสร้างน้ำมัน หรือ Sebum และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ จึงให้ผลดีด้านสิว บริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบกล้า Claim ว่า ถ้าใช้ตาม Dose ที่กำหนดจะลดการหลั่งน้ำมันได้รวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง
– Sodium PCA สารเพิ่มความชุ่มชื้นชนิด Natural moisturizing factor (NMF) ที่มีอยู่ในผิว มีหน้าที่ดูดน้ำเข้าหาผิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
– Glycyrrhiza glabra extract คือ สารสกัดจากชะเอม เทศ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากอันตรายจากเปอร์ออกไซด์ในร่างกาย (Molecules. 2014; 19(7):9101-13.) มีคุณสมบัติลดการอักเสบ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า เมื่อใช้สารสกัดชะเอมในโรคผิวอักเสบแบบ Atopic จะช่วยลดอาการคัน บวม และแดงได้ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)
2. Base หรือ เนื้อหลักผลิตภัณฑ์ มาในรูปแบบของ Emulgel ประกอบด้วย น้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ดังนี้
2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ Butylene glycol, Glycerine, Propylene glycol ซึ่งช่วยดูดน้ำให้ผิวได้
2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ C13-14 isoparaffin, Hydrogenated polydecene ให้ผลเคลือบผิวปกป้องไม่ให้น้ำระเหยออก พวกนี้ค่อนข้างปลอดภัยเพราะไม่ดูดซึมเข้าผิว และ Capric/caprylic triglyceride ที่ดูดซึมเข้าผิวให้ผลทดแทนไขมันในผิว และ Cholesterol ที่ช่วยลดการอักเสบ และเป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว
2.3 ซิลิโคน ได้แก่ Dimethicone, Cyclopentasiloxane, C30-45 alkyl cetearyl dimethicone crosspolymer ให้สัมผัสบางเบา เคลือบปกป้องผิว และเพิ่มความหนืด
3. Additives ได้แก่
3.1 สารทำระบบนำส่ง ได้แก่ Palmitoyl hydroxypropyltrimonium amylopectin/glycerin crosspolymer กับ Hydrogenated lecithin ที่เป็นระบบนำส่งสิทธิบัตรของบริษัท Kobo ทางญี่ปุ่น มีชื่อทางการค้าว่า Glycosphere สามารถเก็บกักสารเพื่อเพิ่มความคงตัวและนำส่งเข้าสู่ผิว ดังรูป

glycosphere.jpg

(Image from Kobo products)
เข้าใจว่าน่าจะเก็บกักวิตามินซีเอาไว้

3.2 สารเพิ่มความหนืด คือ Sodium acrylates/sodium acryloyldimethyltaurate copolymer
3.3 Emulsifier ได้แก่ Laureth-7, Polysorbate 60, Cholesterol, Sodium deoxycholate ช่วยผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน
3.4 Preservatives ได้แก่ สารจับโลหะ Disodium EDTA และสารกันเสีย Phenoxyethanol กับ Methylisothiazolinone
3.5 สารแต่งกลิ่น หรือ Perfume

ถึงเวลาให้คะแนน
1. Actives ส่วนของสารออกฤทธิ์ค่อนข้างมาเต็มจริงๆ จากที่เล่าให้ฟังในข้างต้นจะเห็นว่ามีส่วนของสารที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมขั้นตอนการสร้างเม็ดสีผิวทั้งหมด ตั้งแต่ก่อนสร้าง ระหว่างสร้าง และหลังสร้างเสร็จ ที่สำคัญคือ Gluconic acid ที่ใช้ ไม่ได้ทำให้ผิวบางแต่อย่างใด ยังมีส่วนของสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และสารที่ให้ประโยชน์เรื่อง การชะลอวัย สิว และควบคุมความมันได้อีก โดยรวมถือว่าทำมาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ได้ไป 5 ฟลาสก์
2. Base ส่วนของเนื้อหลัก มีครบถ้วนทั้งสารดูดน้ำให้ผิว สารเคลือบปกป้องผิว และไขมันทดแทนผิวหนัง ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และน้ำมันที่สุ่มเสี่ยงอุดตัน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
3. Additives ส่วนของสารปรุงแต่ง มีความโดดเด่นที่ระบบนำส่ง Glycosphere ที่ช่วยเพิ่มความคงตัวให้ผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญคือ ไม่มีส่วนผสมของ Parabens สารอื่นๆไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
4. การใช้งาน หลังจากใช้เมาราวๆ 2 อาทิตย์ สิ่งที่สัมผัสได้เมื่อใช้ในวันแรกๆ คือ ผิวบริเวณ T-zone มีความมันลดลง หลังจากนั้นที่ได้คือ ผิวชุ่มชื้นขึ้น นุ่มขึ้น และเรื่องความสม่ำเสมอของสีผิว ดูดีขึ้น ผิวดูมี Complexion ที่สว่างขึ้น เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Morebeaute’ ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์
https://www.facebook.com/Morebeauteskin

และเวบไซต์ http://www.morebeaute-skincare.com/ ได้เลยค่ะ
Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์

 

เปิดกรุรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม CC cream นานาชาติในบ้านมียอน 5 แบรนด์ 5 สไตล์

เปิดกรุรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม CC cream นานาชาติในบ้านมียอน 5 แบรนด์ 5 สไตล์

วันนี้มี่มารีวิวเปิดกรุ CC cream ในบ้านมียอนให้ชมกันค่ะ

CC cream ที่มี่มีไว้ในครอบครอง จะเป็น 5 หลอดนี้ค่ะ
คำถาม: จำเป็นไหม ต้องมี CC 5 หลอด??
คำตอบ: แล้วแต่อารมณ์ค่ะ วันนี้อยากทาอันนี้ อีกวันอยากทาอีกอัน ไรงี้

 

cc 1.jpg

 

ไม่พูดพร่ำทำเพลง มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ ตัวแรก Maybelline New York White superfresh CC
Make it happen inspired by คุณแม่เจนี่ค่ะ

 

cc 2.jpg

 

ตัวนี้เนื้อบีบออกมามีสีค่อนข้างขาว พอทาแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเนื้อกลืนไปกับผิว (ภาษาอังกฤษมาค่ะ —> Color changed !!)

CC นี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆค่ะ

 

m texture.jpg

 

การคุมมันตัวนี้ทำมาได้ค่อนข้างดีนะคะ คุมมันที่จมูกได้นานกว่า 6 ชั่วโมงค่ะ แต่มันดีเกินไปค่ะ ผิวแก้มของมี่ปกติจะไม่มันเหมือน T-zone ใช้ตัวนี้มี่จะรู้สึกแห้งตึงไปนิดนึงค่ะ
ถ้ามาแล้วไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ค่ะ

ส่วนผสมมาค่ะ

 

สผส M.jpg

ตัวนี้ส่วนผสมค่อนข้างมาเต็ม เพราะอัดแน่นด้วยสารบำรุงอยู่หลายตัวมาก ทั้งสารกลุ่ม LHA, อนุพันธ์ของกรดอะมิโนราคาแพง สารสกัดจากดอกบัว และ โบตั๋น (Peony) ซึ่งให้ผลโดยรวมในด้านริ้วรอยและผิวขาวเช่นกัน มาดูรายละเอียดกันซักเล็กน้อยนะคะ

  • LHA ที่มี่ว่า คือ Capryloyl salicylic acid เป็นลูกหลานของ Salicylic acid ซึ่งเป็น BHA มีบทบาทในการผลัดเซลล์ผิว ลดการอักเสบ ละลายสิวอุดตัน มีงานวิจัยหนึ่งทดสอบประสิทธิภาพของสารตัวนี้เทียบกับ Glycolic acid พบว่า LHA ลดริ้วรอยในอาสาสมัครได้ และช่วยให้ผิวขาวขึ้นดีกว่า Glycolic acid (J Cosmet Dermatol. 2008; 7(4):259-62.)
  • Sodium palmitoyl proline ที่มี่บอกว่าดูแพง มีชื่อว่า Sepicalm VG ซึ่งเป็นวัตถุดิบผสมระหว่างสารตัวนี้กับสารสกัดจากดอกบัว (Nymphaea alba extract) มีประโยชน์เป็น Whitening ทั้งส่วนของสีผิวด่างดำที่เกิดตากกระบวนการอักเสบ และความผิดปกติของสีผิวที่เกิดตามอายุ และมีคุณสมบัติ Soothing ช่วยให้สบายผิว 
  • Paoenia suffruticosa extract คือ สารสกัดจากโบตั๋นพันธ์ Tree peony มีสารประกอบพวก Flavonoid ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการวิจัยบอกว่าสามารถทำให้เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte มีชีวิตยืนยาวขึ้น (Fitoterapia. 2013;84:308-17) มีรายงานถึงฤทธิ์ Antiinflammatory (Nat Prod Res. 2014;28(5):301-5.) และฤทธิ์ Antioxidant กับฤทธิ์ทำให้ผิวขาว ผ่านกลไกการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase เอนไซม์ DOPA oxidase และยังลดการสังเคราะห์เอนไซม์ tyrosinase กับโปรตีนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์เมลานินได้ด้วย (Plant Foods Hum Nutr. 2011;66(3):275-84.)
โดยรวมคือ CC นี้ได้ความไวท์ไปเต็มๆค่ะ

แต่มาตกม้าตายเพราะมีส่วนผสมของ paraben อยู่นะคะ

ตัวที่สองมาจากฝั่งเกาหลีบ้างค่ะ เป็น CC จากแบรนด์ Pretty story
cc 6
เนื้อครีมจะออกไปที่อันเดอร์โทนสีชมพู ตามสไตล์เกาหลี ขาวอมชมแบบมีเลือดฝาด กลิ่นหอมอ่อนๆ เน้นปกปิด เพราะเนื้อจะมีเม็ดสีที่ค่อนข้างเข้มข้นค่ะ
pretty texture

การคุมมันนั้น ค่อนข้างดีเช่นกัน คุมมันที่จมูกได้นานกว่า 6 ชั่วโมง แต่ตัวนี้ไม่ได้ทำให้หน้ารู้สึกแห้งไปนะคะ กำลังดีค่ะ

ในส่วนของส่วนผสมนั้น

 

สผส P.jpg

 

มีสารกันแดดทั้งชนิดกายภาพและเคมี และมีสารบำรุงผิวอยู่หลายตัว คือ

  • Arbutin เป็นสารที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิว ซึ่งมาในลำดับต้นๆของรายการส่วนผสมเลยค่ะ
  • Snail secretion filtrate หรือ เมือกหอยทาก มีงานวิจัยรองรับถึงผลในการฟื้นฟูผิวที่เสียหายเพราะรังสี UV และช่วยลดริ้วรอย
  • Adenosine มีงานวิจัยรองรับถึงผลในการลดริ้วรอย
  • Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นผิว
  • Malus domestica fruit cell extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของแอปเปิ้ล ที่เรียกๆกันว่า Apple stem cell มีผลช่วยดูแลฟื้นฟูความเสียหายของผิวและลดริ้วรอย
  • Fragaria chiloensis fruit extract สารสกัดจากสตรอเบอรี่สายพันธ์สีขาว ช่วยลดการสร้างเม็ดสี และช่วยปกป้องฟื้นฟูผิวจากรังสี UV

โดยรวมถือว่าเป็น CC ที่ให้ผลทั้งไวท์เทนนิ่ง ชุ่มชื้น และริ้วรอย ในหลอดเดียวกัน

แต่ก็ยังมีส่วนผสมของ paraben อยู่ค่ะ

 

ตัวที่สาม สัญชาติเกาหลีเช่นกัน เป็นตัว Cathy Doll speed white CC cream

 

cc 10

หลอดดูไปดูมาคล้ายๆเสือดาวมุ้งมิ้ง ตัวนี้นางเคลมเรื่องของการคุมมันตลอดทั้งวันค่ะ แต่ส่วนตัวมี่คุมตรงจมูกได้ราวๆ 4 ชั่วโมงค่ะ บ่ายๆมาต้องเติมแป้งซักหน่อย แต่บริเวณแก้มและหน้าผากกำลังผ่องเลย

 

ตัวนี้บีบออกมาเนื้อจะค่อนข้างขาวนะคะ แต่เวลาเกลี่ยเสร็จก็เกือบจะไม่เห็นสี สัมผัสค่อนข้างบางเบา ออกจะหนึบๆอยู่นิดนึงค่ะ

cathy texture

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

สผส c

 

ส่วนผสมตัวนี้มีส่วนของสารกันแดดทั้งชนิดกายภาพและเคมีค่ะ ในส่วนของสารบำรุงมีสาร Arbutin ที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสี แต่มาในลำดับท้ายๆ

เราจะทำเป็นมองไม่เห็นนะคะ ว่ามีส่วนผสมที่สะกดผิด

ตัวที่สี่ สัญชาติอังกฤษ จาก  Seventeen นั่นเองค่ะ

นางมาในหลอดสีขาว สลับสีเขียวพาสเทลดูเด็กๆวัยใสกรุบกริบ

 

cc 13

 

ตัวนี้สีจะเข้มนิดนึงนะคะ มีส่วนผสมของ Shimmer อยู่ด้วย

ส่วนตัวมี่อยากแนะนำว่า ก่อนใช้เขย่าซักนิดนะคะ จะมีส่วนของ Shimmer ที่มัน Bleed ออกมาจากเนื้อครีม (ศัพท์สวยๆของคำว่า แยกชั้นหรือแยกตัวออกมา)

 

seventeen tex

 

ส่วนการคุมมัน มี่ขอให้ระดับกลางๆค่ะ ตัวนี้จะเน้นความโกลว ความวาวอยู่ด้วย

 

สำหรับส่วนผสมนั้นเป็นดังนี้ค่ะ

 

สผส s

 

จะมีส่วนของสารกันแดดทั้งชนิดเคมีและกายภาพ ร่วมกับสารบำรุงผิว 2 ตัว คือ สารสกัดจาก St.Paul worth (Sigesbeckia orientalis extract) ที่ช่วยเรื่องริ้วรอยได้ และ Rabdosia rubescens ซึ่งคู่นี้ไปตรงกับวัตถุดิบ Chromacare ของบริษัท Sederma ที่ช่วยเรื่องสีผิวอย่างครบวงจร คือ ลดรอยดำ ลดรอยแดงโดยไปลดสีจาก Hemoglobin (องค์ประกอบของ Hemoglobin) และ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว

ชิคค่ะ สมกับวัย Seventeen จริงๆ เพราะไม่ได้แค่ปกปิด แต่ลดรอยดำรอยแดงได้ในระยะยาว

ตัวสุดท้ายเป็น ZA color match shield cc cream ตัวใหม่ล่าสุด ที่มี่เลือกมาเป็นสูตรสีม่วงค่ะ

 

cc 16

 

เป็น CC base ม่วงที่เปลี่ยนเป็นสีเนื้อตอนทา ให้ผลปรับสีผิวให้สว่างขึ้น มีกลิ่นหอม

za texture

 

ประกอบด้วยสารกันแดดทั้งชนิดกายภาพและเคมี ในส่วนของสารบำรุงนั้นเป็นกลุ่มน้ำตาลที่ช่วยเรื่องของความชุ่มชื้นเป็นหลัก ร่วมกับสารสกัดจากชาเขียว และ hyaluron ค่ะ

เทียบเนื้อหลังเกลี่ยของทุกตัวให้ชมนะคะ

 

seventeen tex

 

ของ ZA กับ Seventeen จะมีความวาวอยู่เล็กๆ และตัวที่กลืนกับผิวมี่ที่สุดจะเป็นตัว Pretty story ตามมาด้วย Maybelline ค่ะ

 

มาดูเนื้อ และ ความมันของเนื้อ CC กันบ้างนะคะ

 

ความมัน

 

ตัวที่เนื้อครีมยังมีความมันอยู่จะเป็นตัว Cathy doll, Seventeen และ ZA นะคะ แต่ Maybelline และ Pretty story นั้น ยังไม่มีน้ำมันซึมออกมาจากเนื้อครีมในช่วงนี้ค่ะ

 

ส่วนการปกปิด มี่ทดสอบกับ สี 3 สี คือ ดำ น้ำตาล และ ชมพู เพื่อใช้ประเมินการกลบรอยดำ เม็ดสี และ รอยแดงนะคะ

 

ปกปิด 1+2

 

ปกปิด 3+4

 

จากรูปจะเห็นว่าตัวที่ปกปิดได้ค่อนข้างดีจะเป็น Pretty story, Seventeen และ ZA ค่ะ ตามลงมาจะเป็น Maybelline และ Cathy doll

สุดท้ายก็มาถึงช่วงให้คะแนนกันค่ะ

 

คะแนน cc

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

เปิดกรุรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม แป้งเกาหลี 5 แบรนด์ 5 สไตล์

เปิดกรุรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม แป้งเกาหลี 5 แบรนด์ 5 สไตล์

วันนี้มี่จะมาเปิดกรุแป้งพัฟเกาหลี รีวิว วิเคราะห์ส่วนผสม แป้งอัดแข็งแบบผสมรองพื้นจากเกาหลีทั้งหมดที่มีในครอบครองให้ชมกันนะคะ

มีอะไรบ้างมาดูกันดีกว่า

pow 1

เริ่มกันที่ตัวแรก Skinfood Royal Honey density pact แป้งน้ำผึ้งชื่อดังนั่นเองค่ะ

SKF.jpg

มี่ใช้สีเบอร์ 2 ค่ะ ตัวแป้งมีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง อัดมาได้ค่อนข้างแน่นค่ะเวลาใช้ ทั้งแปรง ทั้งพัฟกด จะไม่ลุ่ย ไม่ร่วน ไม่หลุดล่อนออกมาเยอะค่ะ ในทางกลับกันก็จะจิกแป้งออกมาใช้ได้ยากนิดนึง

เนื้อเป็นประมาณนี้นะคะ

SKF-1

ตัวนี้จะค่อนข้าง Matte ค่ะ

ส่วนของ Feeling นั้น จะรู้สึกหยาบๆอยู่เล็กน้อย และก็ตกร่องได้เล็กน้อยค่ะ ตรงริ้วรอยตื้นๆ หรือตรงหลุมสิวเสี้ยนที่จมูก และรูขุมขน จะเห็นชัดเลย

เรื่องการคุมมัน มี่ให้ระดับ 3 ค่ะ ยังเอา T-zone ไม่อยู่

สำหรับส่วนผสมมี่คิดว่าเขาให้มาไม่ครบนะคะ
ถ้าลอกฉลากที่ก้นตลับออกมา จะเห็นว่า มีแค่ น้ำผึ้ง, Royal jelly, Titanium dioxide, Ethylhexyl methoxycinnamate, Methylparaben และ Propylparaben มีเพียงแค่นี้ไม่มีทางขึ้นรูปเป็นแป้งพัฟได้แน่นอน ส่วนตัวมี่เองก็พยายามไปตามหาตามเวบ ก็ไม่เจอส่วนผสมแบบเต็มเหมือนกันค่ะ
แต่มีแค่นี้ก็หักคะแนน Paraben ได้แล้วค่ะ ซึ่งเจ้า paraben นี่เป็นสารกันเสียที่อาจจะทำให้เกิดการแพ้ และอาจจะมีผลรบกวนระบบฮอร์โมนในร่างกายจนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิดได้ คนปกติที่ไม่แพ้ ไม่มีประวัติมะเร็ง ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่คนที่เสี่ยง ก็เลี่ยงไปจะดีกว่า

สผส skf

ตัวที่สองเป็นแป้ง แจยอน แป้งไวท์เทนนิ่ง แป้งรักษ์โลกที่ได้รับตรา Ecocert คือเป็นตรารับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนผสมของสารธรรมชาติ/สารออร์แกนิกที่ออกโดยสถาบัน ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส เทียบเท่ากับ USDA ของ อเมริกาค่ะ

ja 1

มี่ใช้สีเบอร์ 2 เช่นกันค่ะโดยเนื้อแป้งในตลับจะมีสีเข้มเล็กน้อย แต่ปัดออกมา จะไม่ได้ออกสีเข้มขนาดนั้น ตัวแป้งมีกลิ่นหอมแนวดอกไม้ ผสมกับขนมๆ ตัวนี้จิกแป้งออกมาได้ง่าย เกลี่ยง่าย เซ็ตตัวไว ใช้เซ็ตรองพื้นได้ค่ะ

ในส่วนของเนื้อนั้นเป็นประมาณนี้ค่ะ

ja 2.jpg

จะค่อนข้างโปร่งแสงอยู่เหมือนกัน แป้งตัวนี้จะมีสัมผัสที่บางเบา คล้ายผ้าไหมค่ะ (แอบโชว์ภาษาอังกฤษสวยๆนิดนึง ว่า เป็นแบบ Silky Feel) มีความเนียนและกลืนกินไปกับผิว ไม่ตกร่อง ฉาบปิด โบกทับหมดทุกร่องรอยอารยธรรม

เรื่องการคุมมัน มี่ให้ที่ระดับ 5 ค่ะ คุมได้กริบมาก คุม T-zone ได้นานเกิน 6 ชม.

ในส่วนของส่วนผสมนั้น

สผส jayoun

จากส่วนผสมจะเห็นว่ามีส่วนผสมของสารบำรุงผิวด้วย คือ
1. Squalane เป็นไขมันที่คล้ายกับไขมันในผิว นอกจากผลเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ผิวเราเอามาใช้ประโยชน์ไปสร้าง Cholesterol ที่เป็น Barrier ผิวได้
2. Leontopodium alpinum extract เป็นสารสกัดจากดอก Edelweiss จากสวิตเซอร์แลนด์ รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Alpaflor® Edelweiss มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสี UV ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นโดยไปมีส่วนช่วยการทำงานของเอนไซม์ Transglutaminase ที่เป็นตัวเชื่อมผิวให้แข็งแรง และยังให้ผลเรื่อง Whitening ได้ด้วย
3. Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น
4. Hydrolyzed adansonia digitata extract มีชื่อทางการค้าว่า Dansonyl เป็นสารที่ได้จากการย่อยสลายสารสกัด Baobab พืชชื่อดังจากแอฟริกา ประกอบด้วยสารกลุ่ม Mucilage ที่มีความสามารถในการก่อฟิล์มบนผิวหนัง ช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ปกป้องกันน้ำระเหยออกจากผิว ให้ผิวนุ่มและเงางาม เมื่อฟิล์ม Set ตัวได้ จะให้ความรู้สึกตึง (Tightening effect)

ในส่วนผสมยังมีส่วนผสมของสารไขมันที่ช่วยเคลือบปกป้องผิวได้ด้วย แต่มี paraben

โดยรวมคือ แป้งนี้ให้ผลได้ทั้งด้านชุ่มชื้น เคลือบปกป้องผิว และเป็น Whitening
ตัวที่ 3 เป็นแป้งที่มีตลับมุ้งมิ้ง จาก Bisous Bisous Brightening foundation powder

bis 1

มี่ใช้เบอร์ 2 นะคะ ตัวแป้งจะมีกลิ่นหอมจางๆ มี่บรรยายไม่ถูกอะ ว่ากลิ่นอะไร แต่หอมอยู่ค่ะ จางๆ

อัดมาได้ค่อนข้างแน่น สัมผัสจะค่อนข้างลื่นและเบา คล้ายผ้ากำมะหยี่ (ภาษาอังกฤษมาค่ะ Velvety feel)

เนื้อเป็นประมาณนี้นะคะ

bis 2

ตัวนี้จะดูหนักนิดนึง แต่ไม่มากถึงขั้นหนาเตอะ และก็อาจจะมีตกร่องได้ตามรูสิวเสี้ยนบนจมูก ต้องอาศัยเอาพัฟสะอาดมากดไล่อีกครั้งหนึ่ง

เนื้อแป้งจะค่อนข้างขาวค่ะ

เรื่องการคุมมัน มี่ให้ที่ระดับ 4 ค่ะ คุม T-zone ได้ประมาณ 4 ชม

ในส่วนของส่วนผสมนั้น

สผส bisous

จะมีส่วนของสารบำรุงอยู่ 3 ตัว คือ วิตามินอี วิตามินซี และ Hydrolzyed collagen ค่ะ

แต่ก็มี paraben เช่นกัน

ส่วนของสารอื่นๆนั้น ยังไม่ได้เด่นมากค่ะ ไม่มีอะไรมีพิษมีภัยอะไรกับผิว
ตัวถัดมาเป็นของ The face shop กับตัว TheFaceShop Jelly pact

TF 1

ตัวแป้งจะเป็นแป้งดินน้ำมันนะคะ แต่ค่อนข้างแข็งนิดนึง ตัวแป้งไม่ได้นุ่มนิ่มแบบดินน้ำมันที่เราเห็นกันบ่อยๆ

ลากมาแล้วจะมีความ Glow จะมี Shimmer นิดๆ ไม่ได้ matte สนิทค่ะ กลิ่นหอมค่ะ

TF 2.jpg

ตัวพัฟดูเหมือนจะเอาแป้งออกมาได้ยาก เพราะตัวแป้งมันมาในรูปแบบกึ่งๆครีมกึ่งๆขี้ผึ้งและค่อนข้างโปร่งแสง เลยทำให้เราดูยากว่า ตอนนี้ แป้งบนพัฟเพียงพอกับการกดบนหน้าหรือยัง

เรื่องการคุมมันมี่ให้อยู่ที่ระดับ 3 นะคะ ตัวแป้งจะเน้นความโกลว เป็นหลัก

ในส่วนของส่วนผสมนั้น เป็นดังนี้นะคะ

สผส TFS

ตัวแป้งจะมีส่วนประกอบของน้ำมันจากพืชอยู่หลายตัว ตั้งแต่ Caprylic/capric triglyceride ที่เป็นน้ำมันที่มีสายไม่ยาวมาก บางเบา ไม่เหนอะหนะ ซึมไว และน้ำมันจาก Argan oil, Avocado oil และ Olive oil ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ถึงจะดีแต่น้ำมันจากพืชบางคนก็อาจจะอุดตันได้ค่ะ

สำหรับส่ารออกฤทธิ์ มีอยู่ 2 ตัว คือ
1. สารสกัดจากชะเอม ให้ผลเรื่องผิวขาว และลดการอักเสบ ระคายเคือง
2. สารสกัดจาก Lily (Lilium candidum bulb extract) ให้ผลเป็น Whitening

แป้งนี้จึงให้ผลเรื่อง Whitening ได้อยู่

ตัวนี้ไม่มี paraben นะคะ

 

สุดท้ายแป้งกุหลาบจาก Mille ค่ะ

mil 1

ตัวนี้เนื้อแป้งจะมีสีค่อนข้างเข้มนะคะ ให้ลุคที่ไปในทาง Matte ค่ะ

แป้งมีกลิ่นหอม อัดมาได้ค่อนข้างแน่นเช่นกัน ส่วนของสัมผัสนั้น นุ่มอยู่ค่ะ แต่ยังไม่ถึงขั้น Silky หรือ Velvety มีตกร่องได้เล็กน้อยค่ะ

mil 2.jpg

ด้านการคุมมันมี่ให้ระดับ 5 ค่ะ คุม T-zone ได้นานเกิน 6 ชม.

ในส่วนของส่วนผสม
สผส Mille

จะไม่ได้มีอะไรมากนะคะ มี น้ำมันจากพืช คือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดมะรุม ซึ่งช่วยเรื่องทดแทนไขมันจำเป็นให้กับผิว ให้ผิวเอาไปสร้าง Barrier ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และ น้ำกุหลาบมอญ ที่ช่วยเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว (ภาษาอังกฤษ มาอีกค่ะ Soothing effect)

และตัวนี้ไม่มี Paraben นะคะ

เทียบกันนะคะ

ที่แสงธรรมดา และแสงแฟลช

เทียบเนื้อแป้ง

ตัวที่เนียนเข้ากับผิวที่สุดจะเป็นตัว Jayoun กับ TheFaceShop นะคะ โดยตัว Jayoun จะให้ความ Matte และ ตัว TheFaceShop จะให้ความ Glow เบาๆ ใครชอบแบบไหนก็จัดแบบนั้นค่ะ

งานการปกปิดต้องมาค่ะ ซึ่งมี่ทดสอบกับ สี 3 สี คือ ดำ น้ำตาล และ ชมพู เพื่อใช้ประเมินการกลบรอยดำ เม็ดสี และ รอยแดงนะคะ

การปกปิด

ตัวที่ปกปิดได้ดีสุดจะเป็นตัว Jayoun กับ Mille นะคะ ส่วน Skinfood กับ Bisous จะอยู่ในเกณฑ์กลางๆค่ะ

ถึงเวลาของคะแนนแล้วค่ะ

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ