Image

ไม่ใช่แค่ 1 แต่มาเป็นคู่ รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มคู่หูดูแลปัญหาริ้วรอย Matrix serum PE และ Retinol serum จากแบรนด์ Kisocare ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีโอกาสได้รู้จักกับแบรนด์ Kisocare เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น มาในสายสกินแคร์เรียบง่ายแต่พัฒนาสูตรมาด้วยความเอาใจใส่ ทุกอย่างอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ และมีการเลือกใช้ส่วนผสมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

โดยส่วนตัวเองก็มีโอกาสได้ลองสินค้าของทางแบรนด์หลายๆ ชิ้น ใน Blog นี้จะเป็นการหยิบเอา 2 ชิ้นที่คิดว่า ใช้คู่กันแล้วเสริมกันแบบลงตัวมาก มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกัน

โดยเป็นคู่ของ Matrix serum PE + Retinol serum ที่เหมือนเกิดมาเพื่อกันและกัน

ซึ่งเราจะเริ่มกันที่ตัว Matrix serum ซึ่งเป็น peptides เบลนด์ ใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

เซรั่มเป็นเบสแบบน้ำใส ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะ ให้สัมผัสที่ชุ่มชื้น และเย็นสบายผิว

ในด้านส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวมเป็นเซรั่มเปปไทด์ที่เสริม antioxidant จากวิตามินซี มาในเบสแบบน้ำ

ส่วนผสมของสารบำรุงขอเริ่มที่หมวดเปปไทด์ก่อน

  • คอมบิเนชั่นของ Palmitoyl tetrapeptide-7 + Palmitoyl tripeptide-1 รู้จักกันในนาม Matrixyl 3000 ซึ่งมีข้อมูลเด่นๆ ในด้านของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนหลายๆ ชนิดในผิว เช่น Collagen I ที่เป็นตัวหลักในด้านกระชับ เฟิร์ม แข็งแรง ร่วมกับ Collagen IV + VII และ Nidogen I ที่ฟอร์มคอมเพล็กส์ร่วมกัน อุ้มเอารอยต่อชั้นหนังกำพร้า-หนังแท้ (DEJ) เอาไว้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดริ้วรอยลึก และช่วยซัพพอร์ตการจัดเรียงตัวของเส้นใย matrix ให้ผิวกระชับแน่น (Ref: TDS Matrixyl 3000)
  • Acetyl hexapeptide-8 เป็น neuropeptide ที่ช่วยคลายริ้วรอยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น มีวิจัยรองรับอยู่ (Am J Clin Dermatol 2013;14:147–153.)
  • Pentapeptide-18 ตัวนี้เป็น neuropeptide อีกตัว ที่เสริมกันกับ Acetyl hexapeptide-8 ในการดูแลริ้วรอยต่างๆ และพวกริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า (expression line) ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งได้ประโยชน์ในด้านผิวชุ่มชื้น ตัวนี้มีวิจัยรองรับอยู่ถึงประสิทธิภาพในการดูแลปัญหาริ้วรอย (Cosmetics. 2014;1(2): 75-81.)

คอมบิเนชั่นของ Acetyl hexapeptide-8 + Pentapeptide-18 มีชื่อเรียกในวงการว่า Argirelox

ถัดมาเป็น Sodium ascorbyl phosphate ที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินซีที่ละลายน้ำได้ เป็น antioxidant ที่ดี มีประโยชน์ในเชิง whitening และมีประโยชน์เสริมในการดูแลปัญหาสิว

เสริม Hya ที่ช่วยดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผิว

ตัวถัดมาเป็นเซรั่มเรตินอล ซึ่งทำมาได้ดีไม่แพ้กันค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้

รุ่นนี้มีเคลมว่าใช้เรตินอล 0.1% มาในสูตรอ่อนโยน แต่ด้วยความเป็นเรตินอล เราจะใช้แค่ตอนกลางคืน

เนื้อเซรั่มมาในเบสแบบน้ำ สีเหลืองตามธรรมชาติของเรตินอล ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ เนื้อค่อนข้างเบาสบายผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องมาในเบสแบบน้ำ มีส่วนผสมของน้ำมันบำรุงผิวอยู่นิดหน่อย

ในกลุ่มของวิตามินเอ มีด้วยกัน 6 อนุพันธ์ บางตัวเป็นฟอร์มที่หาพบในสกินแคร์ได้ยาก และมีราคาสูง

  • Retinol ฟอร์มธรรมชาติ มีประโยชน์ในการดูแลผิวหลายประการ ตั้งแต่เรื่องปรับสมดุลการสร้าง-ผลัดออก ให้ผิวแข็งแรง กระชับ ดูแลปัญหาผิว ริ้วรอย ชะลอวัย แต่ตอนจะออกฤทธิ์ต้องแปรสภาพในผิวก่อน
  • Hydroxypinacolone retinoate หรือ HPR ตัวนี้มีข้อมูลจากผู้ผลิตว่าอ่อนโยนกว่า Retinol ให้ประโยชน์เหมือนกัน บางแหล่งข้อมูลกล่าวว่าสามารถออกฤทธ์ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการแปรสภาพ
  • Retinyl palmitate เป็นเอสเทอร์ของเรตินอล ต้องถูกแปรสภาพเป็น Retinol ก่อน แต่ข้อดีคือ เป็นเหมือนสต็อคให้เรตินอล ผิวจะค่อยๆ เปลี่ยนมา และมีโอกาสระคายเคืองน้อยกว่า Retinol
  • Hydrogenated retinol เป็นเรตินอลที่ดัดแปลงโครงสร้างให้เป็นสารอิ่มตัว มีข้อมูลว่า มีความคงตัวมากขึ้น การระคายเคืองผิวน้อยลง มีสิทธิบัตรญี่ปุ่นพูดถึง Hydrogenated retinol ว่าสามารถเสริมการสร้าง Hyaluronic acid ตามธรรมชาติในผิว ให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มนวล และดูแลปัญหาริ้วรอย (Ref: JP2006193427A)
  • Tocopheryl retinoate เป็นลูกผสมระหว่างวิตามินเอ-อี มีคุณสมบัติเป็น antioxidant เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และมีการระคายเคืองน้อยลง
  • Sodium retinoyl hyaluronate เป็นลูกผสมของวิตามินเอ-ไฮยา มีเคลมว่าดูดซึมได้ดีขึ้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้ผิวชุ่มชื้น

เสริมไฮยาเข้ามาหลายฟอร์มเพื่อดูแลเรื่องความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ตัวที่น่าสนใจคือ Sodium hyaluronate crosspolymer-2 ซึ่งเป็นไฮยาตัวใหญ่มาก สร้างตัวเป็นฟิล์มที่แข็งแรงบนผิว ให้ผิวนุ่มนวล และชุ่มชื้น ช่วยเก็บน้ำให้ผิว (moisture retention)

ในส่วนของ antioxidant มีการเสริมวิตามินอี ร่วมกับสารสกัดจากชาเขียว โรสแมรี่ และดูแลการระคายเคืองด้วยสารสกัดจาก cica, scutellaria, polygonum และชะเอม

มาให้คะแนนกัน

Blog นี้ขอให้คะแนนของ Retinol serum นะคะ

  1. สารบำรุง มีวิตามินเอและอนุพันธ์ รวมๆ กัน 6 ฟอร์ม ซึ่งบางฟอร์มหาได้ยากและมีราคาสูง ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้ลองวิตามินเอฟอร์มใหม่ๆ เสริมไฮยาหลากหลายชนิด ที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น พร้อมไฮยาที่ก่อฟิล์มช่วยให้ผิวกักเก็บน้ำได้มากขึ้น มี Antioxidant และมีสารที่ดูแลการระคายเคือง โดยจะเน้นเป็นพวกสารสกัดจากพืช ซึ่งมีวิจัยซัพพอร์ตอยู่ ถ้านับแค่ความเป็น Retinol serum ก็คือสมบูรณ์แบบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และมาในเบสแบบน้ำ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบความเป็นเบสน้ำของผลิตภัณฑ์ ใช้งานง่าย เลเยอร์ลงสกินแคร์รูทีนได้ง่าย จะเสริมน้ำตบเซราไมด์ของแบรนด์ก็คือจอยอยู่นะฟินไม่แพ้กัน หรือเอามาทำ retinol sandwich คู่กับมอยส์ที่มีอยู่ก็จอยไม่แพ้กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kisocare สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา ได้ลองวิตามินเอฟอร์มที่หาตัวจับยาก และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/kisocare.thailand

IG: https://www.instagram.com/kisocare.thailand/

แนบลิงค์ช้อปปิ้ง

Matrix serum PE

Shopee https://s.shopee.co.th/40YA0Fiu9F

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZaExmP?cc

Retinol serum

Shopee https://s.shopee.co.th/7KobyIuImD

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZaEx9U?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kisocare การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Snail retinol ขั้นกว่าของเรตินอล คือ เรตินอลผสมเมือกหอยทาก จาก Dr.G

Blog นี้ขอมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Retinol จากแบรนด์ Dr.G กัน

น้องเป็นเซรั่มเรตินอลที่ผสมเมือกหอยทากลงไปด้วย เอาจริงๆ คือ เมือกหอยทากนี่เหมือนจะดูเอาท์ แต่ว่ามันก็มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่บอกว่าเมือกหอยทากที่นำมาจากหอยทากสายพันธุ์ Cryptomphalus aspersa มีประโยชน์ในการดูแลผิวหลายประการ และมีการทดสอบในอาสาสมัครถึงประสิทธิภาพด้านริ้วรอยอยู่ เมื่อเอามาจับมือกับเรตินอล เลยกลายเป็นคู่หู perfect pair ที่น่าสนใจอีกคู่หนึ่ง

เซรั่มมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ส่วนกล่องเราแอบประทับใจตรงที่มีอักษรเบรลล์พิมพ์ปั๊มนูนอยู่ด้วย อันนี้คือน่ารักมากอ่ะ

ตัวผลิตภัณฑ์นี้เคลมว่ามีการใช้เทคโนโลยี Double Liposome ซึ่งปกติ Liposome เป็นระบบการนำส่งแบบถุงผนังสองชั้นที่เตรียมจาก phospholipid เป็นสารหลัก มีการจัดเรียงโครงสร้างคล้ายเยื่อหุ้มเซลล์ เลยมีประโยชน์ในการเสริมการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิว

เนื้อเซรั่มสีออกครีมๆ มีกลิ่นหอม

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้นสูง

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในผู้หญิงอายุ 30 – 59 คน จำนวน 21 คน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยสถาบัน P&K Skin Clinical Research Center (Ref: Dr.G Korea Official Website) โดยทางนี้เลือกมา 2 parameters คือ ริ้วรอยบนหน้าผาก กับ ร่องแก้ม

พบว่า ให้ผลดีอยู่นะคะ โดยเมื่อให้กลุ่มอาสาสมัครหญิงอายุ 30 – 59 ใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ อาสาสมัครจะมีริ้วรอยบริเวณหน้าผากตื้นขึ้น 108.7% และร่องแก้มตื้นขึ้น 128.3% คือถือว่าดีงามมาก

และก็มีอีกจุดที่ประทับใจ คือ เราไม่ค่อยเห็นว่ามีการทดสอบการเสริมฤทธิ์กันระหว่าง product อื่นในไลน์เดียวกัน เมื่อใช้ร่วมกัน แต่ Dr.G ทำค่ะ พบว่า ใช้ Ampoule คู่กับครีมได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นทั้งในด้านชุ่มชื้น ริ้วรอยรอบดวงตา ดูแลสีผิวไม่สม่ำเสมอ และในภาพด้านล่างคือ ผลการยกกระชับ (Lifting)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมก็คืออัดแน่นอัดฉ่ำตามสไตล์เกาหลี

ในด้านสารบำรุงก็มีอยู่หลายตัวเหมือนกัน

สำหรับกลุ่ม Retinoids จะมีด้วยกัน 2 ตัว คือ HPR กับ Retinol ซึ่ง HPR สามารถออกฤทธิ์ได้เลย และ Retinol เวลาลงผิวจะถูกแปรสภาพก่อน จึงจะออกฤทธิ์ได้

ประโยชน์ของ Retinoid ค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ปรับสมดุลการสร้าง-เจริญของผิวในหนังกำพร้า เสริมการสร้างคอลลาเจน และเส้นใยที่เป็นประโยชน์ในการดูแลด้านความกระชับ ผิวเรียบเนียน รวมไปถึงเรื่องปรับสมดุลความมัน ดูแลปัญหาสิว และได้ประโยชน์เรื่องปรับสมดุลเม็ดสีด้วยอีกทาง

ในส่วนของวิตามินและสารกลุ่มใกล้เคียงในตำรับ ได้แก่

  • Niacinamide ดูแลผิวได้หลายประการ ทั้งในด้านของสีผิว การระคายเคือง ผิวแข็งแรง
  • Tocopherol หรือ วิตามินอี เป็น antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน
  • Hydroxydecyl Ubiquinone มีอีกชื่อว่า Idebenone เป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบ Coenzyme Q10 มีขนาดเล็กกว่า จึงมีการเคลมว่าดูดซึมได้ดีกว่า เป็น antioxidant อีกตัวที่ละลายได้ในไขมัน

สารที่มีประโยชน์อื่นในการดูแลด้านริ้วรอยและชะลอวัย ได้แก่

  • Snail secretion filtrate หรือ เมือกหอยทาก เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ มีประวัติการใช้มาเนิ่นนาน มีงานวิจัยตีพิมพ์มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010s โดยในเมือกหอยทากจะประกอบด้วยสารในกลุ่ม Glycosaminoglycans (GAGs) ที่เด่นในเรื่องความชุ่มชื้น และมีประโยชน์อื่นๆ กับผิว อย่างข้อมูลที่มีจะเป็นทั้งในด้านของการสมานแผล, antioxidant, มีผลต่อการแบ่งตัวของ fibroblast จึงให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย รวมไปถึงการดูแลสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ (mentioned in Nguyen et al. J Cosmet Dermatol. 2020;19(7):1555-1569.)
  • Dioscorea Japonica Root Extract สารสกัดจาก Glutinous yam ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติเป็น antioxidant และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Adenosine มีประโยชน์ในการดูแลปัญหาริ้วรอย
  • Ferulic acid เป็น antioxidant ที่ดี ข้อมูลจาก Systematic review (ซึ่งเป็นการรวบรวมงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้ามาวิเคราะห์) ล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. 2025 กล่าวว่า Ferulic acid มีศักยภาพที่ดีในการนำมาใช้ในทางเครื่องสำอาง มีฤทธิ์ลดการอักเสบระคายเคือง เพื่อดูแลปัญหารอยแดง สีผิวไม่สม่ำเสมอ ยับยั้งเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยคอลลาเจน พร้อมๆ กับสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย (Roux et al. J Clin Aesthet Dermatol. 2025;18(5):38-42.) และมีผลทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงว่า เมื่อใช้คู่กับ Retinol สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลปัญหา Photoaging และกระบวนการอักเสบ จากรังสี UVB ได้ (Aging (Albany NY). 2024;16(8):7153-7173.)
  • Palmitoyl Pentapeptide-4 เป็นเปปไทด์จากกรดอะมิโน 5 ตัว ที่มาจับกับกรดไขมัน palmitic เพื่อให้ดูดซึมได้ดีขึ้น มีประโยชน์ในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว และมีโครงสร้างที่คล้ายกับ Precursor ของ Collagen type I ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)

Soothing/Calming ดูแลการระคายเคืองด้วยส่วนผสมหลายชนิด เช่น Beta-glucan, Biosaccharide gum-1, Allantoin, Betaine และ Cica

เสริมไขมันที่เป็นน้ำมันบำรุงผิวจากธรรมชาติ และมีคอลลาเจน + ไฮยา ที่เติมน้ำให้ผิว

ส่วนของเบสมาแบบซับซ้อน ให้เนื้อสัมผัสที่ดี แห้งไวแต่ยังคงชุ่มชื้นอยู่ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นเซรั่มที่เลือกเอาสารที่โดดเด่นในการดูแลริ้วรอย ชะลอวัย เข้ามาด้วยกัน ทั้งในส่วนของการเลือกใช้ Retinol + HPR มาจับคู่กับเมือกหอยทาก และ Ferulic acid มาพร้อมกับตัวที่ดูแลการระคายเคือง ไขมันทดแทนผิว และสารเพิ่มความชุ่มชื้น ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในด้านเนื้อสัมผัสค่อนข้างทำมาได้ดี เกลี่ยง่ายให้ความชุ่มชื้นสูง ใช้แล้วสบายผิว แต่ส่วนตัวคิดว่ากลิ่นออกมาแรงไปนิดนึง แต่ก็ไม่เคยหักคะแนน้ำหอมนะ ส่วนในด้านประสิทธิภาพ ตัวเองก็ใช้เรตินอยด์มานานมาก ตัวนี้ก็คือเมนเทนผิวได้ดี ก็คือชอบ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

แนบลิงค์ช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/AUjDnObWlc

Lazada https://s.lazada.co.th/s.BahvV?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินเอ Retinal Intense Serum จาก ISDIN แบรนด์เวชสำอางชั้นนำจากสเปน

เชื่อว่าหลายๆ ท่าน เคยได้เห็นผลิตภัณฑ์เซรั่ม Retinaldehyde ของ ISDIN มาบ้างแล้ว น้องทำมาได้น่าสนใจมากเลยทีเดียว ใน Blog นี้ก็เลยขอหยิบเอามาวิเคราะห์ส่วนผสมพร้อมทั้งเล่ารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้กัน

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า ISDINCEUTICS Retinal Intense Serum ที่มาในกล่องหรูหราสีดำทอง

บรรจุภัณฑ์หลักจะเป็นขวดปั๊ม ที่แบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน หรือ compartment ที่ชัดเจน

ชั้นบนจะเป็นเนื้อน้ำนมบางเบา ส่วนชั้นล่างจะเป็นเนื้อ Emollient oil ที่ไม่เหนอะหนะ ที่เขาแยกออกจากกันส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาความคงตัวของสารสำคัญเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

โดยทางแบรนด์จะเรียกส่วนของน้ำนมเนื้อบางเบา ว่าเป็น Aqueous phase ซึ่งจะประกอบด้วยส่วนผสมของ Niacinamide, Vit-A Tech, Symsitive®, Tetrepeptide-7 และ SynchrolifeTM ส่วนของ Oil phase จะมี Retinaldehyde 0.1%, Melatonin และ Bakuchiol สารบำรุงแต่ละตัวมีประโยชน์อย่างไรเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังอีกทีค่ะ

(Image from ISDIN Thailand)

เวลาใช้งานทางแบรนด์แนะนำให้ปั๊มออกมา 2 ปั๊ม ซึ่งจะออกมาในรูปแบบประมาณนี้

ก่อนใช้งานให้วอร์มผสมกันจนได้ครีมเนื้อเดียวกัน ก่อนทาแล้วนวดเบาๆ บนใบหน้า ใช้แค่วันละครั้งเดียว ก่อนนอน

**พอบำรุงผิวตอนเช้าวันรุ่งขึ้นก็อย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด และหลีกเลี่ยงแดดจัดนะคะ

เนื้อสัมผัสค่อนข้างดี เกลี่ยง่าย ซึมง่าย ไม่ทิ้งความมัน ความเหนอะหนะ

ถ้าเป็น ISDIN เรามั่นใจได้เลย ว่าทางแบรนด์ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครทั้งในแง่ของ Safety-Efficacy มาเรียบร้อยแล้ว และ Serum ชิ้นนี้ก็เช่นกัน

สำหรับผลิตภัณฑ์ Serum ชิ้นนี้นั้น มีผลการวิจัยรองรับอยู่ 4 งานวิจัย ซึ่งเป็นการทดสอบในระดับ Pre-clinic 1 ชิ้น และทดสอบใน Clinical trial 3 ชิ้น มีชิ้นที่ได้รับคัดเลือกให้ไปนำเสนอในที่ประชุมแพทย์ผิวหนังสเปนด้วย

1 ในงานทดสอบที่น่าสนใจ คือ ทางแบรนด์ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์กับอาสาสมัครช่วงอายุ 41 – 70 ปี จำนวน 34 คน ทุกสภาพผิว รวมทั้งคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Sensitive skin) โดยให้ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 4 สัปดาห์พบว่า

  • ริ้วรอยดูลดลง 43%
  • ความยืดหยุ่น (Elasticity) เพิ่มขึ้น 14%

และเมื่อใช้เป็นเวลา 3 เดือน แล้วให้ประเมินความพึงพอใจผ่านแบบสอบถาม พบว่า

  • ร้อยละ 90 ของอาสาสมัครรู้สึกว่าผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ขึ้น เหมือนได้ผิวใหม่ (Renewed)
  • ร้อยละ 97 ของอาสาสมัครรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้น

(Image from ISDIN Official Website)

คนที่ไม่เคยใช้กลุ่มวิตามินเอ มาก่อน ให้เริ่มดังนี้ เพื่อลดการเกิดระคายเคือง

  • สัปดาห์แรกใช้แค่อาทิตย์ละ 2 คืน
  • สัปดาห์ต่อมาลองใช้วันเว้นวัน และดูว่ามีอาการระคายเคืองไหม ถ้าไม่มีก็ขยับมาใช้ทุกวันได้เลยในสัปดาห์ที่ 3
  • ถ้าเกิดอาการผิวแห้ง ลอก ระคายเคือง ก็ให้ปรับลดความถี่ในการทาลงได้
  • และอย่าลืมว่า ทาเฉพาะตอนกลางคืน เนื่องจาก Retinaldehyde นั้นไวต่อแสง

ส่วนผสมเป็นดังนี้

โดย Concept หลักของผลิตภัณฑ์นี้ก็จะเป็น Renew-Repair-Soothe

ส่วนผสมวันนี้ขอแบ่งดังนี้ค่ะ

กลุ่มวิตามินรวม ใช้อักษรสีเขียว

วิตามินเอ ในรูปแบบของ Retinaldehye ซึ่งเป็นพระเอกหลักของผลิตภัณฑ์นี้

ปกติ เวลาเราได้รับวิตามินเอเข้าไปในร่างกาย ถ้าอยู่ในรูปแบบ Retinol ester หรือ Retinol ร่างกายจะแปรสภาพก่อน

สำหรับ Retinol นั้นถ้าร่างกายเราไม่พร้อมใช้ ร่างกายเราจะเอาไปจับกับกรดไขมัน เปลี่ยนเป็น Retinyl ester แล้วเก็บสะสมไว้ แต่ถ้าต้องการใช้เมื่อไหร่ เขาก็จะเปลี่ยนกลับมาเป็น Retinol ก่อน Oxidize ให้เป็น Retinal หรือ Retinaldehyde ก่อนเปลี่ยนเป็น Retinoic acid ที่ไปออกฤทธิ์ได้

แต่ตัว Retinoic acid ซึ่งออกฤทธิ์ได้เลยนั้นจัดเป็นยาตาม พ.ร.บ. ยา ซึ่งในทางเครื่องสำอางนั้นเราสามารถใช้กลุ่ม Retinol, Retinyl ester และ Retinal ได้

ประโยชน์ของวิตามินเอ นั้นค่อนข้างกว้าง เพราะว่าการออกฤทธิ์ของ Retinoic acid นั้นจะไปจับกับตัวรับในนิวเคลียส แล้วไปเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนหลายชนิด จึงให้ผลที่ดีกับผิวหลายประการ ตั้งแต่ระดับชั้นหนังกำพร้า ผ่านการปรับสมดุลการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) สมดุลการผลัดผิว ปรับสมดุลการสร้างและย่อยสลายคอลลาเจน และพวก Matrix ต่างๆ จึงให้ประโยชน์รวมๆ ทั้งในด้านของริ้วรอย และ ความหนาของชั้นผิว

นางมีประโยชน์และประสิทธิภาพจริง แต่ข้อเสียของนางคือ เรื่องของการระคายเคือง และการไวต่อแสง ดังนั้นในช่วงเริ่มใช้ใหม่ๆ อาจจะต้องค่อยๆ เริ่ม ตามที่ได้แนะนำไปด้านบน และห้ามใช้กลางวัน นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์

แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการขึ้นสูตรที่มีพวกวิตามินเอ คือ น้องค่อนข้าง Sensitive เสื่อมง่าย ถูกทำลายง่าย โดยทางแบรนด์ก็พัฒนาตำรับมาด้วยเทคนิคการแยก Phase เอา Retinaldehyde ออกมาจากน้ำ และออกแบบตำรับให้ปกป้องการเสื่อมสลายของ Retinaldehyde ในสูตรได้ โดยได้ผ่านการทดสอบแล้วว่า สามารถปกป้อง Retinaldehyde ให้อยู่ได้ถึง 6 เดือนหลังเปิดใช้งานเลยทีเดียว

ส่วนของวิตามินอื่นๆ ได้แก่

  • วิตามินซี มาในรูปแบบ Ascorbic acid มีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจน ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และลดการอักเสบระคายเคือง
  • วิตามินบี 3 มีประโยชน์กับผิวหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวแข็งแรง ผ่านการเสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก
  • วิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ใช้ทั้งรูปแบบธรรมชาติอย่าง Tocopherol และรูป Ester อย่าง Tocopheryl acetate

สีม่วง เป็นสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในการดูแลเรื่องของริ้วรอย และการชะลอวัย

  • Melatonin จัดเป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง การใช้ Melatonin ในรูปแบบทาภายนอก มีคุณสมบัติหลายประการ และมีการศึกษารองรับอยู่หลายชิ้น ในภาพรวม Melatonin เป็น antioxidant ทางอ้อม (Indirect antioxidant) โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวมน้องมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

ทำไมถึงต้องทา Melatonin ตอนกลางคืน?

ส่วนหนึ่งเพราะว่า ระบบ Melatoninergic antioxidative system (MAS) ที่อาศัย Melatonin เป็นตัวรักษาสมดุลและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน นั้นเหมือนจะถูกเปิดสวิตช์ให้ทำงานตอนกลางคืนค่ะ

สำหรับ Combination ของ Retinaldehyde กับ Melatonin ในความเข้มข้นที่ทางแบรนด์เลือกใช้นี้ อิงตามสิทธิบัตรเลขที่ EP2649986A2 (มีสิทธิบัตรคุ้มครอง)

  • Bakuchiol น้องเป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่พบได้ในพืชสมุนไพร มีการออกฤทธิ์คล้ายกับ Vitamin A ซึ่งมีการศึกษาในผิวหนังจำลอง พบว่าให้คุณสมบัติในการสังเคราะห์คอลลาเจน โปรตีนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความกระชับผิว รวมไปถึง Aquaporin-3 ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บกักน้ำและสารโมเลกุลเล็กเช่น Glycerol ก่อนนำไปทดสอบในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.)

ถัดมาจะเป็น Combination ของ Glycerin (and) Pentylene Glycol (and) Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Leaf Extract (and) Palmitoyl Tetrapeptide-7 (and) Chrysin คือ SynchrolifeTM ที่เป็นวัตถุดิบของบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Croda ซึ่งมาในคอนเซปท์ที่ค่อนข้างล้ำ คือ เรื่องของ Neurobeauty และ Well-being โดยดูแลเรื่องการ ‘Digital Detox’ ลดลักษณะปรากฏที่ทำให้ใบหน้าแลดูเหนื่อย ดูล้า ผ่านการปรับสมดุลการทำงานต่างๆ ในระบบร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของ Melatonin ระบบ Circadian rhythm การฟื้นฟูตนเองตามธรรมชาติของผิวในช่วงที่เรานอนหลับ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบระคายเคือง รวมไปถึงดูแลเรื่องรอยคล้ำ รอยบวมใต้ตา (Ref: TDS SyncrholifeTM by Croda)

     มีผลทดสอบจากทางบริษัททั้งในระดับของเซลล์เพาะเลี้ยง และในอาสาสมัครอยู่หลายชุด ขอเลือกมานำเสนอบางรายการนะคะ

ในส่วนของการทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า สูตรผสมของ Synchrolife

  • ลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน
  • ลดการสร้างอนุมูลอิสระ และลดการเกิด Lipid peroxidation
  • ลดการสร้างสารก่อการอักเสบกลุ่ม IL-6 และ PGE2
  • เสริมการสร้างคอลลาเจน Hyaluronic acid และ Fibronectin
  • การทดสอบกับ Blue light พบว่าสารดังกล่าวสามารถปกป้อง Mitochondria ของเซลล์ให้ได้รับความผิดปกติจาก Blue light ลดลง

ส่วนของการทดสอบในอาสาสมัครนั้น ทำกับอาสาสมัครจำนวน 27 คน อายุเฉลี่ย 38 ปี โดยให้ใช้ Synchrolife เป็นเวลา 2 เดือน เทียบกับครีมเบส พบว่า

  • ความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น เมื่อวัดด้วยเครื่อง Cutometer®
  • ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น
  • ผิวมีความ Glow/Radiance เพิ่มขึ้น
  • ริ้วรอยดูเรียบมากขึ้น

ส่วนผสมชุดสีน้ำเงิน สารสกัดจากถั่ว Moth bean (Vigna aconitifolia seed extract) รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Vit-A-Like™ LS 9898 เป็นวัตถุดิบจากบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง BASF มีข้อมูลทดสอบในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร ว่ามีประสิทธิภาพที่ดีในการดูแลริ้วรอย โดยมีการทดสอบในอาสาสมัครเทียบกับ Retinol พบว่าให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

(Image from BASF)

ปิดท้ายด้วยกลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคือง ซึ่งมีด้วยกัน 2 ชนิด

  • 4-t-Butylcyclohexanol มีชื่อทางการค้าว่า Symsitive® ลดความรู้สึกระคายเคืองผิว ผ่านการลดความไวในการตอบสนองที่ระบบประสาทรับความรู้สึกร้อน TRPV-1 ทำให้เรารู้สึกสบายผิว มีการทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol ในการลดการระคายเคืองของผู้ที่มีอาการผิวอักเสบบริเวณรอบปาก โดยให้ทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าอาการอักเสบระคายเคืองนั้นดีขึ้น และยังได้ประโยชน์ในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้นผิว และมีการระเหยของน้ำออกจากผิว (TEWL) ลดลง แสดงให้เห็นอ้อมๆ ว่า ผิวกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2020;19(6):1409-1414) อีกงานหนึ่ง ได้ทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol กับ acetyl dipeptide-1 cetyl ester ในการลดการระคายเคืองจาก Capsaicin ในผู้ที่มีปัญหา Sensitive skin โดยให้อาสาสมัครทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 3 วัน แล้วมาทดสอบประสิทธิภาพในการลดการระคายเคืองหลังจากทา Capsaicin พบว่า 4-t-Butylcyclohexanol ลดการระคายเคืองได้ตั้งแต่ช่วง 1 – 2 นาทีแรก และให้ผลไม่ต่างจากครีมที่มี acetyl dipeptide-1 cetyl ester (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • Hydroxyacetophenone มีชื่อทางการค้าว่า Symsave H เป็นสาร Muti-functional ให้ประโยชน์เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย ให้คุณสมบัติเสริมในด้านการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant

ในภาพรวม น้องเป็นเซรั่มดูแลริ้วรอยที่อาศัยสารบำรุงหลายชนิดเข้ามาร่วมกันอย่างลงตัว โดยมีพระเอกหลักเป็น Retinaldehyde เสริมมาด้วย Bakuchiol, Melatonin SynchrolifeTM และ Vit-A-Like™ มี Antioxidant เสริมจากวิตามินซีและอี ได้ประโยชน์เรื่อง Whitening เสริมเข้ามา พร้อมกับมีสารบำรุงที่ดูแลเรื่องการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น

สำหรับเนื้อเบสหลักก็ทำมาได้ค่อนข้างดี แต่อาจจะมีติดส่วนผสมของ Alcohol เข้ามาเล็กน้อย ส่วนผสมอื่นๆ นั้นเลือกมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี โดยเด่นไปในด้านของการดูแลริ้วรอยจาก Retinaldehyde เป็นหลัก เสริมเอาสารอื่นๆ ที่ดูแลริ้วรอย และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากอนุมูลอิสระ และความเครียด ดูแลผิวที่อ่อนล้าตามวัย พร้อมทั้งดูแลเรื่องการระคายเคือง และได้ประโยชน์ด้าน Whitening เข้ามาด้วย โดยรวมให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี แต่มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่นิดหน่อย ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณเกือบเดือน ก็พบว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่จำเป็นต้องหักคะแนนเหลือ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของประสิทธิภาพ ตนเองเป็นคนที่เชื่อมั่นใน Retinoids อยู่แล้ว และก็ใช้ Retinol อยู่เป็นประจำ พอได้น้องมาก็คือ ใช้ต่อเนื่องเลย ก่อนนอน ทุกคืน ไม่เจอด้านการระคายเคือง และเรื่องของการไวต่อแสง ในด้านของประสิทธิภาพด้านริ้วรอย อาจจะต้องรอเวลาอีกสักระยะ และตอนนี้ตนเองก็ไม่ได้มีปัญหาด้านริ้วรอยที่กังวล แต่ที่รู้สึกได้ก็จะเป็นเรื่องของความนุ่ม แน่น เฟิร์ม กระชับของผิว ที่รู้สึกว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.K4a4r?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/2qBF8nYE2K

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินเอตัวดัง Liftactiv retinol serum จาก Vichy ที่พัฒนามาด้วยส่วนผสมที่เสริมกันอย่างลงตัว

สำหรับคอนเท้นท์นี้จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเรตินอลสุดปังจากฝรั่งเศสของแบรนด์ Vichy ที่มีชื่อว่า Liftactiv Retinol Specialist Deep Wrinkles Serum หรือ ที่มีชื่อย่อๆ ในวงการว่า Vichy Liftactiv Retinol Serum

ซึ่งตัวกล่องจะมีหน้าตาประมาณนี้

เวลาไปที่ร้านก็จะมีกล่องที่มีภาษาไทยหุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่ง ประมาณนี้

ตัวแพคเกจจริงจะเป็นขวดแก้วสีขาวทึบแสง เวลาซื้อมาทางแบรนด์จะแยกหัวหยดไว้ให้เราประกอบเองค่ะ

พอประกอบแล้วจะได้หน้าตาประมาณนี้

เราสามารถที่จะบีบๆ ตรงปากหัวหยด เพื่อช่วยให้เนื้อเซรั่มไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ปริมาณที่แนะนำในการใช้จากทางแบรนด์ก็คือ ประมาณ 2 – 3 หยด ทาเฉพาะตอนก่อนนอน และในช่วงกลางวันให้ใช้กันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 เพราะจะได้ป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำลายจนเกิดริ้วรอย หรือ จุดด่างดำ

เนื้อของผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบน้ำนม ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสเบา สบายผิว ไม่เหนอะหนะ แต่ยังคงความชุ่มชื้นเอาไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7

สำหรับท่านที่ไม่เคยใช้เรตินอลมาก่อน ทางแบรนด์ก็แนะนำว่า ให้ค่อยๆ ปรับการใช้

  • สัปดาห์แรก ใช้ 2 ครั้ง/สัปดาห์
  • สัปดาห์ต่อมา ใช้วันเว้นวัน
  • สัปดาห์ที่ 3 ใช้ทุกวัน

ซึ่งเราก็สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมค่ะ เช่น ถ้า ใช้วันเว้นวันแล้วรู้สึกผิวแดง เคืองผิว เราก็ลดความถี่ในการใช้ลงแล้วค่อยๆ ปรับเพิ่ม เพื่อให้ผิวเราปรับตัวและชินกับเรตินอล

หรืออาจจะใช้อีกวิธีหนึ่งที่ทางแบรนด์แนะนำ คือ การใช้ Sandwich Technique (ทา moisturizer ที่ใช้เป็นประจำก่อน – ทา retinol serum – ทา moisturizer ตบท้าย) หรือ ลงพรีเซรั่มก่อนใช้เซรั่มเรตินอล

ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่ใช้เรตินอลเป็นประจำอยู่แล้ว เลยใช้แทนตัวที่ใช้อยู่ได้เลย เมื่อใช้ของ Vichy ชิ้นนี้เลยรู้สึกว่าเขาทำมาดีเหมือนกันค่ะ

สำหรับส่วนผสมจะเป็นดังนี้ค่ะ

ทางเพจได้จัดหมวดหมู่ของสารบำรุงผิวและสารอื่นๆ ไว้เป็นกลุ่มสี

สำหรับพระเอกของผลิตภัณฑ์ ก็คือ Retinol เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ ซึ่งทางแบรนด์ใช้ที่ความเข้มข้น 0.2% โดยทางแบรนด์เคลมว่า เป็นความเข้มข้นที่ให้ประสิทธิภาพดี แต่ยังคงความอ่อนโยนเอาไว้ ไม่ระคายเคืองมากจนเกินไป (ปกตินิยมใช้ที่ 0.1 – 0.3% แม้ว่าการเพิ่มความเข้มข้นมีแนวโน้มว่าจะให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่ยิ่งความเข้มข้นสูง ก็จะมีโอกาสในการเกิดการระคายเคืองสูงกว่า)

ประโยชน์ของ Retinol นั้นเรียกได้ว่ามีมากมายหลายอย่าง เด่นไปในทางด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ ตัวน้องจะออกฤทธิ์ที่หลายระดับชั้นผิว จึงให้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งในแง่ของการปรับสมดุลการสร้าง-แบ่งตัว-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่และการผลัดออกของผิวในหนังกำพร้า เสริมการสร้างพวกเส้นใยไฟเบอร์ต่างๆ ที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้ รวมถึงไปลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปทำลายคอลลาเจน

ตามทฤษฎีแล้ว Retinol นี่ถือว่าเป็นสารที่วงการแพทย์ยอมรับตัวหนึ่งในด้านของการเป็น Anti-aging ดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ริ้วรอย

ในวงการทางผิวหนังมีการศึกษาประสิทธิภาพของ Retinol อยู่หลายชิ้นงานเหมือนกัน ขอหยิบยกมาเล่า 2 ชิ้น ที่คิดว่าน่าสนใจ

การทดสอบแรกของ Kong และคณะ เมื่อปี 2016 ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology มี 2 การทดลองย่อย

  • งานแรกทดสอบประสิทธิภาพของเรตินอล 0.1% เทียบกับกรดวิตามินเอ 0.1% โดยให้อาสาสมัคร 6 คน (ชาย 3 หญิง 3) ทาบริเวณแขน แล้วเก็บชิ้นเนื้อมาตรวจ พบว่าผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหนาตัวขึ้น และปริมาณยีนที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนมีมากขึ้น (คือ มีการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน) ทั้งบริเวณที่ทาด้วยเรตินอล และกรดวิตามินเอ
  • งานถัดมาทดสอบประสิทธิภาพของเรตินอล 0.1% ในอาสาสมัครหญิง อายุระหว่าง 35 – 55 ปี จำนวน 41 คน โดยให้ทา Retinol วันเว้นวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ และทาทุกวันอีก 10 อาทิตย์ พบว่าริ้วรอยจางลง และริ้วรอยที่มีอยู่ตื้นขึ้น

(Ref: Kong et al., J Cosmet Dermatol. 2016;15(1):49-57.)

อีกการทดสอบหนึ่งที่ตนเองคิดว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การทดสอบของ Shao และคณะ เมื่อปี 2017 ตีพิมพ์ลงในวารสาร International Journal of Cosmetic Science ใช้อาสาสมัครที่มีอายุเฉลี่ย 76 ปี จำนวน 12 คน ให้ทาเรตินอล 0.4% ลงบริเวณก้น ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่โดนแสงเลย เป็นเวลา 7 วัน เทียบกับผลิตภัณฑ์เบส เพื่อตัดผลรบกวนจาก UV ในการศึกษาประสิทธิภาพด้าน Anti-aging ของเรตินอล

พบว่า

  • ผิวหนังชั้น Epidermis (หนังกำพร้า) มีความหนาตัวเพิ่มขึ้น โดยมีการแบ่งตัวของเซลล์ Keratinocyte เพิ่มขึ้น
  • ปริมาณเส้นใย Extracelular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้เพิ่มขึ้น โดยไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สร้าง collagen, fibronectin และ elastin ออกมา
  • การไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงผิวดีขึ้น ผ่านการกระตุ้นการสร้างเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial cells)

(Ref: Shao et al., Int J Cosmet Sci. 2017;39(1):56-65.)

ผลของ Retinol ที่ระดับชั้นหนังกำพร้า จะสามารถเห็นได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน และผลที่หนังแท้ จะใช้เวลานานกว่านั้น อยู่ในช่วงเดือน หรือระดับหลายเดือน ซึ่งตรงนี้ก็ตรงกับที่แบรนด์เคลม คือ รู้สึกได้ตั้งแต่เดือนแรกที่ใช้

แต่ต้องระวังเรื่องของความไวต่อแสง ดังนั้นจึงต้องทากันแดดทุกเช้า

สำหรับเรื่องของผลของสาร Retinol ต่อทารกในครรภ์นั้น แม้ว่าข้อมูลจะไม่ได้ชัดเจน 100% ว่าเป็นพิษต่อทารกในครรภ์แบบกรดวิตามินเอ ที่ชื่อ Tretinoin หญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ก็ไม่ควรใช้อยู่ดี

สารบำรุงอื่นที่เสริมมาแล้วมีความเด่นในเรื่องริ้วรอยไม่แพ้กัน คือ ตัวผสมของเปปไทด์ 2 ชนิด Palmitoyl tetrapeptide-7 กับ Palmitoyl tripeptide-1 เป็นตัวผสมที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า MatrixylTM 3000 เป็นการเลือกใช้เปปไทด์ที่เป็นสารในกลุ่ม Matrikine (หรือ Messenger peptide) เบลนด์กัน 2 ชนิด ที่เน้นฟื้นฟูปัญหาริ้วรอยที่เกิดตามอายุ

  • การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า เสริมการสังเคราะห์เส้นใยที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในกลุ่มของ Collagen Type 1, Fibronectin และ Hyaluronic acid ที่ Dermis และปกป้องไม่ให้เส้นใยเหล่านี้ถูกทำลาย
  • การทดสอบในผิวหนังที่เลี้ยงในหลอดทดลอง พบว่า ช่วยปรับสมดุลและสัดส่วนของเส้นใย ECM ในผิวที่ Aging ไปแล้ว ให้มีสัดส่วนกลับมาคล้ายกับผิวที่ยังเยาว์
  • การทดสอบในอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ในการลดเลือนริ้วรอย

Probiotic fractions ที่เป็นสิทธิบัตรของทาง Vichy (Vitreoscilla ferment) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการปรับสมดุลไมโครไบโอมให้ผิวมีสุขภาพดี ยังมีการทดสอบโดยทางแบรนด์พบว่ามีคุณสมบัติในการผลัดผิวอ่อนๆ และช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

สามารถสรุปกลไกการออกฤทธิ์ของสารบำรุงในตำรับได้เป็นดังภาพนี้

นอกจากสารบำรุงหลักแล้ว ในผลิตภัณฑ์ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่ด้วย

มีสารอีกตัวที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) คือ Hydroxyacetophenone ตัวนี้เป็นสาร Antioxidant ในกลุ่มฟีนอลิกที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งนอกจากปกป้องสารในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพไปแล้ว น้องยังมีคุณสมบัติในแง่ของการให้ความรู้สึกสบายผิวมาพร้อมๆ กัน

เติมน้ำให้ผิวต่ออีก 1 Step ด้วย Sodium hyaluronate และ Hydrolyzed rice protein และมีน้ำมันจากถั่วเหลือง ซึ่งให้ความชุ่มชื้นและทดแทนไขมันจำเป็นคืนให้แก่ผิว

เสริมมาด้วย Antioxidant อย่างวิตามินอี และ สารที่มีชื่อว่า Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate ตัวนี้รู้จักกันในชื่อ Tinoguard® TT ที่เป็น Antioxidant กลุ่มฟีนอลิกสังเคราะห์เช่นกัน ทำหน้าที่ปกป้องสารในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพ

การใช้ Antioxidant มาเสริมกันเพื่อปกป้องวิตามินเอ (เรตินอล) ไม่ให้เสื่อมสภาพของทางแบรนด์ ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Retinol guard™ ที่คงความสเถียรของเรตินอลได้เป็นอย่างดี ไม่เสื่อมสลายก่อนจะมาถึงผิวเรา

ส่วนของเบส เป็นเบสแบบน้ำนม ที่เลือกใช้กลุ่มของ สารไขมันที่มีความบางเบา แต่ก็คงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และส่วนผสมอื่นๆ ก็เลือกมาได้เป็นอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง นอกจากวิตามินเอ รูปแบบ Retinol ที่เด่นในแง่ของการดูแลริ้วรอย ปัญหาผิวหย่อนคล้อย รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น (Aging skin) แล้ว ยังเสริมมาด้วย Peptide ที่โดดเด่นในแง่ของการดูแล Aging skin ไปพร้อมๆ กัน ดูแลปัญหาการระคายเคือง ด้วย Probiotic fraction และ Hydroxyacetophenone เติมน้ำ และทดแทนไขมันธรรมชาติคืนให้สู่ผิวไปพร้อมๆ กัน จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี สำหรับเซรั่มวิตามินเอ Vichy Liftactive ตัวนี้ จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในส่วนของเบส นั้นเลือกใช้สารกลุ่มน้ำมันที่มีเนื้อบางเบา และมีการใช้สารเสริมเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพของเรตินอล และดูแลเรื่องการระคายเคืองไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีแอลกอฮอล์ติดมาอยู่นิดหน่อย จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวเป็นคนที่ใช้วิตามินเอ มาหลายปี จึงหยุดตัวเก่า แล้วใช้ตัวใหม่นี้เลย โดยใช้ทุกวัน ก็ไม่ได้พบปัญหาระคายเคือง หรือความรู้สึกไม่สบายผิวแต่อย่างใด แม้จะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ แต่ตัวเองก็คิดว่า สารไขมันอื่นในเบสนั้นยังดูแลเรื่องความชุ่มชื้นได้อยู่ ในส่วนของความเรียบเนียน การแต่งหน้าติดทนนานมากขึ้น ถือว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์ สำหรับเรื่องของริ้วรอย ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาริ้วรอยทั้งแบบลึกแบบตื้น แบบจริงจัง จึงอาจจะยังตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าเอาตามความรู้สึกคือความแน่น เฟิร์ม จับๆ กดๆ แล้วรู้สึกเด้งไม่กลวงไม่เละ อันนี้คิดว่าทำมาได้ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Vichy ประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/VichyTH/

ส่วนใครที่คันไม้คันมือแล้วอยากช็อปปิ้ง เรียนเชิญได้ตามช่องทางที่สะดวกเลยค่ะ

LazMall: https://invol.co/cljetlk

Shopee Mall: https://invl.io/cljetlr

Watsons: https://invol.co/cljetmc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Vichy ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty update/Brand introduction] เวชสำอางจากฝรั่งเศส AlphaScience เวชสำอางนวัตกรรม Vitamin C complex

สำหรับคอนเทนท์นี้จะมาแนะนำแบรนด์ AlphaScience แบรนด์เวชสำอางแบรนด์ดังจากประเทศฝรั่งเศสค่ะ

แบรนด์ AlphaScience เปิดตัวในงานประชุมวิชาการที่มีชื่อว่า AMWC world congress ในปี 2016 งานประชุมนี้เป็นงานประชุมวิชาการแถวหน้าของโลกในด้านความงามและศาสตร์การชะลอวัย พอนับมาจนเดือนเมษายน 2022 นี้ก็ครบ 6 ปีพอดีเลย

(Image from AlphaScience Official Facebook)

6 ปีที่ผ่านมาทางแบรนด์นำเสนอผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่พัฒนาขึ้นมาจากงานวิจัยต่างๆ อยู่หลายชิ้นเลย เรียกได้ว่าแต่ละชิ้นนั้นน่าสนใจไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ก่อนจะไปดูผลิตภัณฑ์ ขอกล่าวถึง Philosophy หรือปรัชญาของแบรนด์กันก่อนค่ะ

ทางแบรนด์ยึดถือหลักการ “Supporting the skin’s own ecosystem for health with ingredients of natural origin and allowing the skin to retain all of its vital force”

นั่นคือ ทางแบรนด์เชื่อในสมดุลของผิว เราทุกคนมีผิวที่มีสุขภาพดีได้แค่รักษาสภาวะสมดุลของผิว ซึ่งการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ มันทำให้ผิวเสียสมดุล ถ้าเราสามารถดูแลและปรับผิวให้เข้าสู่สมดุลของเขา แล้วที่เหลือผิวเราจะจัดการต่อเอง โดยเลือกใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเพื่อปล่อยให้ผิวเราค่อยๆ ปรับตัวเองกลับคืนสู่สมดุล แล้วผิวเราก็จะมีสุขภาพดีขึ้นมาได้

ทางแบรนด์เลือกที่จะพัฒนากลุ่มสารที่เป็น Antioxidant ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อปกป้องผิวไม่ให้เสียสมดุลจากวิถีชีวิต และปัจจัยต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม โดยมีนักวิจัยหลัก ผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Dr. Alfred Marchal, PhD

Dr. Alfred Marchal, PhD

ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวของแบรนด์ที่ Dr. Marchal และทีม พัฒนามา ก็คือ พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มของผู้บริโภคทั่วไป กลุ่มของศัลยแพทย์ และกลุ่มของแพทย์ผิวหนัง โดยคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์นี้จะมีคุณสมบัติเป็น Dermocosmetic ที่ส่งเสริมกับกระบวนการหัตถการต่างๆ ได้อย่างลงตัว และเกิดคุณสมบัติในการบำรุงผิวต่อผู้บริโภคอย่างสูงสุด

ถึงแม้ว่าดูเหมือนปรัชญาแบรนด์จะมุ่งเน้นไปที่สารธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้วทางแบรนด์มุ่งเน้นพัฒนาตำรับที่มีทั้งส่วนผสมของสารจากธรรมชาติ และสารสังเคราะห์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพื่อให้ได้ตำรับที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคค่ะ

เนื่องจากทางแบรนด์มุ่งเน้นพัฒนากลุ่ม Antioxidant ที่มี Combination ที่เหมาะสมและลงตัว ส่วนตัวเลยจะขอเริ่มจากการค่อยๆ หยิบยกเอากลุ่มของ Antioxidant serum ทั้ง 3 สูตร ที่เป็นเสมือนตัวเอกของแบรนด์มาเล่าให้ฟังกันต่อไปนะคะ แต่ขอสปอยล์ไว้นิดหน่อยค่ะ จุดเด่นที่น่าสนใจของเซรั่ม Antioxidant ทั้ง 3 สูตรนี้อยู่ที่สิ่งที่แบรนด์เรียกว่า Third generation of Vitamin C มันคืออะไร ทางแบรนด์สรุปมาเป็นภาพด้านล่างนี้ค่ะ

(Image from AlphaScience Official Website)

เป็นอันทราบกันว่า Vitamin C (ขอย่อว่า VC) รูปแบบ L-Ascorbic acid ที่ใช้กันตามธรรมชาตินั้นมีปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคงตัว และการดูดซึมเข้าสู่ผิว ทำให้เกิดการพัฒนาต่างๆ โดย Dr.Marchal ได้แบ่งการใช้ VC เป็น 3 ยุค

  • ยุคแรก เป็นการพัฒนาตำรับให้อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำ (Anhydrous) หรือ มีน้ำเป็นองค์ประกอบน้อย อย่างที่ Dr.Marchal ทำในช่วงนั้น คือ การพัฒนาตำรับให้อยู่ในรูปแบบของครีมชนิดเบสน้ำมัน (w/o emulsion) ก็พบว่าเพิ่มความคงตัวได้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง
  • ยุคที่สอง เป็นการพัฒนาอนุพันธ์ใหม่ๆ ของ VC ออกมา และพยายามจะปรับสูตรของ VC ต่อ โดยยุคนั้น Dr.Marchal ลองทำ VC รูปแบบอนุพันธ์ ในเบสซิลิโคน ถึงแม้ว่าจะมีความคงตัวที่ดี แต่ลงผิวแล้วกลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะอนุพันธ์ของ VC เปลี่ยนกลับมาเป็น L-Ascorbic acid ไม่มากนัก
  • ยุคที่สาม Dr.Marchal คิดค้นสิ่งที่เรียกว่า Vitamin C complex โดยเอาไปใช้ร่วมกับสารธรรมชาติที่มีชื่อว่า Tannic acid ซึ่งเป็นสารกลุ่ม Polyphenol ที่มีโมเลกุลใหญ่ในกลุ่มของพวก Tannin ลำพังตัวมันเองก็มีประโยชน์ต่อผิวหนังมากมาย และเมื่อเอามาใช้ร่วมกับ VC แล้ว กลายเป็นว่าเสริมความคงตัวให้กับ VC ได้เป็นอย่างดี

เลยเป็นที่มาของการเคลมว่า Third generation VC ซึ่งเป็น VC รูปแบบพื้นฐานที่ทางแบรนด์ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้มีความคงตัวและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้นำมาเล่าให้ฟังต่อไปค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามเข้าไปดูที่ Official mall ได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยนะคะ

Lazada: https://invol.co/cla9tuw

Shopee: https://invol.co/cla9tvv

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ ผู้เขียนอาจได้ประโยชน์จากการคลิ้กลิงค์ที่มี Affiliated

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเวชสำอางสุดเนี้ยบจาก แบรนด์ Herbitage กับ Be-Barrier 24.7 Restoring serum และ Concentrate 25.8 Serum booster

สวัสดีค่ะ วันนี้มีรีวิว/บทวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์เซรั่ม 2 สูตร จากแบรนด์ Herbitage ที่มีชื่อว่า Be-Barrier 24.7 Restoring serum และ Concentrate 25.8 Serum booster นะคะ

ก่อนอื่นขอแนะนำแบรนด์ Herbitage ซักหน่อยนะคะ

แบรนด์ HERBITAGE เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สกินแคร์ที่เหมาะกับผิวของคนไทย ด้วยการใช้สารสกัดธรรมชาติของไทย และสารออกฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีงานวิจัยรับรอง โดยทางแบรนด์ได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับสถาบัน KAPI (Kasetsart Agricultural and Agro-Industrial Product Improvement Institute) หรือ สถาบันผลิตผลเกษตรฯ ของทาง ม.เกษตรศาสตร์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สกินแคร์จากสารสกัดธรรมชาติขั้นสูง (Purified Natural Extracts) ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย

เซรั่มที่จะนำมาวิเคราะห์ส่วนผสมทั้ง 2 ตัวในวันนี้ มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ตัวเซรั่ม Be-Barrier 24.7 เป็นเซรั่มสำหรับใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน มาในโทนสีน้ำเงิน

บรรจุภัณฑ์เป็นขวดปั๊มแบบ Airless ค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อสีขาวน้ำนม เนื้อบางเบา

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย เนื้อบางเบา เมื่อทาทิ้งไว้ประมาณ 2 นาทีจะระเหยและซึมซาบไปจนหมด

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

สำหรับสูตร 25.8 เป็นเซรั่มสำหรับกลางคืน จะมาในโทนสีเขียวนะคะ

บรรจุภัณฑ์เป็นขวดปั๊มแบบ Airless เช่นกันค่ะ

เนื้อเซรั่มจะมีสีเหลืองนวล ซึ่งคาดว่ามาจากสีของวิตามินเอ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย เนื้อบางเบา เมื่อทาทิ้งไว้ประมาณ 2 นาทีจะระเหยและซึมซาบไปจนหมดเช่นกัน

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 เช่นกัน

ก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสม อยากเล่าให้ฟังก่อนว่า ทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิด เมื่อใช้ร่วมกันในอาสาสมัครชาวไทย จำนวน 30 คน เป็นเวลา 28 วัน ผ่านทางคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าการใช้เซรั่มทั้ง 2 สูตรร่วมกันมีประโยชน์ดังนี้ค่ะ

  • อาสาสมัครมีค่าความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มมากขึ้น (เมื่อวัดด้วยเครื่องมือ Corneometer)
  • อาสาสมัครมีริ้วรอยที่แลดูตื้นขึ้น ทั้งตำแหน่งรอยตีนกา และริ้วรอยบริเวณขอบปาก (Marionette’s line)
  • อาสาสมัครมีผิวที่กระจ่างใสขึ้น (เมื่อเทียบจากค่า Luminousity)
  • ทั้ง 2 ตำรับไม่พบว่าก่อการระคายเคืองในอาสาสมัคร

ส่วนนี้จะเป็นผลการทดลองที่น่าสนใจนะคะ

(Image from Herbitage)

สำหรับผลิตภัณฑ์เซ็ตนี้ส่วนตัวได้ให้คุณแม่ทดลองใช้เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ตัวคุณแม่เองก็ชื่นชอบและกล่าวว่ารู้สึกผิวนุ่มกระชับและเรียบเนียนขึ้นค่ะ

จากภาพถ่ายถึงแม้ว่าตัวโทนสีผิวจะดูเหมือนสว่างและมี undertone ไปในโทนอมชมพูมากขึ้น แต่เนื่องจากการถ่ายภาพแม้จะใช้แสงแฟลชเป็นตัวควบคุมให้สภาวะแสงเท่ากันแล้ว แต่อาจมีปัจจัยอื่นๆ มารบกวนได้ จึงยังไม่สามารถฟันธง หรือบอกได้ชัดเจนว่าใช้เซรั่มแล้วดูขาวขึ้น

เราลองมาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ โดยจะขอวิเคราะห์ไปทีละตัวค่ะ

ส่วนผสม Be-Barrier 24.7

สำหรับส่วนผสมของตัว 24.7 นี้ ถ้าอิงตามแบรนด์เคลมก็คือ ส่วนผสมของสารบำรุงทั้งหมดรวมกันอยู่ที่ 24.7% ส่วนตัวได้แบ่งเป็นสีๆ และจะกล่าวถึงทีละกลุ่มสีนะคะ

ขอเริ่มที่ Bromelain ก่อนนะคะ

  • Bromelain เป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่พบได้ในสับปะรด มีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีน ซึ่งถ้าเอามาใช้ทางผิวหนัง เอนไซม์นี้จะไปย่อยสลายเศษขี้ไคลอย่างอ่อนโยน จุดที่สำคัญของทางแบรนด์ Herbitage คือ Bromelain นี้ เป็นเอนไซม์บริสุทธิ์จากเหง้าสับปะรด ที่ผ่านการวิจัยและควบคุมธรรมชาติโดยม.เกษตรศาสตร์

ถัดมาเป็นกลุ่มของสารไขมันต่างๆ ใช้สีเขียวมะกอกแทนนะคะ

  • Cholesterol, Ceramide NP, Phytosphingosine เป็นไขมันที่สำคัญในการเป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว เสริมมาด้วยน้ำมันจากมะกอก และ Caprylic/capric triglycerides ที่ให้กรดไขมันแก่ผิว
  • Shea butter มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง ทั้งในด้านของความชุ่มชื้น และมีส่วนประกอบของสารกลุ่ม Phytosterol ที่ดูแลการอักเสบระคายเคืองผิว
  • Squalane เคลือบปกป้องผิว

ซึ่งกลุ่มของ Ceramides complex นี้มีอยู่ที่ความเข้มข้น 10% ในตำรับ

สีเขียวแก่ เป็นกลุ่มของสาร Natural moisturizing factor (NMF) ที่พบได้ตามธรรมชาติในผิว ซึ่งมีทั้งกรดอะมิโน Sodium PCA ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน และ น้ำตาล Glucose

สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นเช่นกัน ขอหยิบเอามากล่าวบางตัว

  • Hyaluronic acid และอนุพันธ์ต่างๆ รวม 8 ตัว การเลือกใช้ Hya ในหลายๆ รูปแบบให้ประโยชน์ในการปกป้องและดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผิวในหลายๆ ระดับชั้น
  • Glyceryl glucoside เป็นสารที่ประกอบด้วยโครงสร้างของ Glycerin จับกับน้ำตาล พบได้ในธรรมชาติ มีรายงานกล่าวถึงคุณสมบัติในการเสริมสร้าง Aquaporin-3 ซึ่งเป็นช่องทางที่มีประโยชน์ในการช่วยเก็บกักน้ำให้แก่ผิว และเมื่อใช้ร่วมกับ Glycerin จะมีประสิทธิภาพในการดูแลเรื่องความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น
  • สารสกัดจากสาหร่าย Chondrus crispus extract ตัวนี้ขอหยิบมาไว้ในสีน้ำเงินด้วย เพราะประกอบด้วยสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเช่นกัน

สีชมพู เป็นสารบำรุงที่น่าสนใจ

  • Tranexamic acid ตัวนี้เมื่อก่อนเคยใช้เป็นยาห้ามเลือด แต่เจอว่ามีผลในเชิง Whitening เลยมีการเอามาทำวิจัยต่อยอด พบว่า Tranexamic acid ออกฤทธิ์โดยไปยับยั้ง Plasmin ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นที่ไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ที่ไปกระตุ้นให้หน่วยสร้างเม็ดสี หรือ เมลาโนไซท์ทำงาน สร้างเมลานินและส่งผ่านออกมาภายนอกมากขึ้น เมื่อไปยับยั้งผลคือ มีการสร้างและส่งผ่านเมลานินออกมาน้อยลง (J Am AcadDermatol 2011;October:699-714.) มีการศึกษาประสิทธิภาพของ Tranexamic acid เข้มข้น 3 % ในอาสาสมัคร พบว่าให้ผลในการลดเลือนรอยฝ้าเทียบเท่าสูตรผสมของ Hydroquinone กับ Dexamethasone แต่ผลข้างเคียงต่ำกว่ามาก (J Res Med Sci. 2014;19(8):753-7.) ตัวนี้จัดมาในตำรับที่ 3%
  • Ectoine เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม สร้างโดยแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้าย (Extremophile) ทำหน้าที่ปกป้องตัวเขาเองจากอันตรายภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากปัจจัยกายภาพและเคมี มีการพบว่าตัว Ectoine จะทำหน้าที่ดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเองแล้วกลายเป็นชั้นโครงสร้างที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเซลล์เอาไว้ เรียกว่าเป็น Ectoine hydrocomplex (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) เจ้า Hydrocomplex ดังกล่าวส่งผลดีถึงองค์ประกอบทั้งเซลล์ คือปกป้องเซลล์นั้นให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำต่ำลง จะไปมีผลต่อระบบของการอักเสบทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ในกรณีของผิวหนัง การมี Ectoine จะช่วยให้ Lipid barrier ของผิวทำงานได้ตามปกติและมีความแข็งแรง ผิวจึงแข็งแรง และเก็บกักน้ำได้ดี (มีการระเหยของน้ำออกจากผิว/Transepidermal water loss; TEWL น้อย) (Biophys Chem. 2010;150(1–3):37–46.) มีการทดสอบประสิทธิภาพในทางผิวหนังอยู่หลายชิ้น ซึ่งได้กล่าวถึงในบทความวิชาการล่าสุดของ Kauth และ Truvosa (Dermatology and Therapy. 2022;12:295–313) ในภาพรวมคือ Ectoine ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ลดการอักเสบระคายเคือง รวมทั้งดูแลปัญหาผิวอักเสบและระคายเคืองต่างๆ

สีม่วง เป็นสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการดูแลด้านความรู้สึกระคายเคืองของผิว ได้แก่ Bisabolol, Allantoin, Panthenol และ Betaine

ในภาพรวมส่วนผสมต่างๆ ที่มีในเซรั่ม 24.7 นี้ ให้ความโดดเด่นในแง่ของการดูแล Barrier ผิว ปกป้องให้ผิวแข็งแรง ฟื้นฟู ให้ประโยชน์ครอบคลุมไปถึงการผลัดผิวแบบอ่อนๆ และ Whitening

อีกตัวเป็นสูตรสีเขียว 25.8 ค่ะ

ส่วนผสม

สูตรสีเขียวจะประกอบด้วยสารบำรุงหลายชนิดเหมือนกันนะคะ ถ้าอิงตามแบรนด์เคลมก็คือ ส่วนผสมของสารบำรุงทั้งหมดรวมกันอยู่ที่ 25.8% พอดี

สำหรับ Bromelain ก็ดังที่ได้กล่าวไปก่อนในสูตร 24.7 นะคะ

ในสูตร 25.8 มีเพิ่มส่วนผสมของสารสีส้มมาอีกชุด คือ Lactobacillus/Pumpkin fruit ferment filtrate ซึ่งเป็น สารที่ได้จากการหมักฟักทองด้วยจุลินทรีย์ Lactobacillus ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า เมื่อหมักฟักทองด้วยกรรมวิธีพิเศษแล้วจะสามารถแยกเอากลุ่มสารที่มีคุณสมบัติเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายโปรตีน ซึ่งเวลาใช้งานเอนไซม์นี้จะไปย่อยสลายเศษขี้ไคลอย่างอ่อนโยน รวมถึงพวกเศษซากจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่บนขี้ไคลเหล่านั้น ส่งผลให้ผิวแลดูกระจ่างใส และเสริมกระบวนการผลัดผิวใหม่ตามธรรมชาติ ด้วยความที่นางมีประโยชน์คล้ายกัน เลยขอแบ่งไว้ในกลุ่มสีเดียวกัน

สำหรับในแง่ของสารบำรุงหลัก

เริ่มเปิดมาที่สีเขียวขี้ม้า Bakuchiol ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่พบได้ในพืชหลายชนิด มาในความเข้มข้น 1% มีคุณสมบัติและกลไกการออกฤทธิ์คล้ายกับพวกวิตามินเอ แต่มีความปลอดภัยสูงกว่า มีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลปัญหาสิว

ถัดมาจะเป็นกลุ่มของวิตามินที่แทนด้วยสีส้มอ่อน ได้แก่ วิตามินเอ อี ซี บี3 กล่าวกันจริงๆ การมีเพียงวิตามินเหล่านี้ก็ดูแลปัญหาผิวได้เกือบครบจบทุกปัญหา ขอกล่าวแบบสรุปๆ นะคะ

  • วิตามินเอ ในที่นี้ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Retinaldehyde หรือ Retinal ในความเข้มข้น 0.1% ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ดีในการดูแลปัญหาริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ รวมถึงเรื่องของปัญหาสิวและรูขุมขน
  • วิตามินอี ใช้ในรูปแบบ Tocopheryl acetate เป็น Antioxidant ที่ละลายไขมัน ปกป้องส่วนของน้ำมันของผิวไม่ให้ถูกทำร้ายจากอนุมูลอิสระ และช่วยปกป้องสารไขมันรวมถึงสารอื่นในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะ Oxygen
  • วิตามินซี ใช้ในรูปแบบ Ascorbyl glucoside ในความเข้มข้น 4% มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการชะลอวัย โดยเป็น Antioxidant เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สังเคราะห์เมลานิน ลดการอักเสบระคายเคือง และเป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนตามธรรมชาติ
  • วิตามินบี 3 มาในความเข้มข้น 10% มีประโยชน์กับผิวหลายประการเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านของ Whitening ที่ดูแลไป ณ กระบวนการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก การอักเสบระคายเคือง ปัญหาสิว และ เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิวให้ผิวแข็งแรง

สีน้ำเงินป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น ผ่านกระบวนการดูดจับน้ำ และเก็บกักน้ำ ได้แก่ น้ำตาล Trehalose, Hya และ Polyquaternium-51 ที่ให้คุณสมบัติปกป้องและให้ความรู้สึกสบายผิวไปในตัว

สีบานเย็น เป็นกลุ่มของสารบำรุงที่โดดเด่นด้านการดูแลปัญหาการระคายเคือง ได้แก่ Bisabolol, Allantoin, Dipotassium glycyrrhizate และ สารสกัดจาก Portulaca

สีฟ้าอ่อน เป็นสารบำรุงอื่นๆ ขอหยิบยกมากล่าวเพียงบางตัวนะคะ

  • Gossypium herbaceum extract ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบได้กล่าวว่า สารสกัดจากเมล็ดฝ้ายมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการควบคุมความมันส่วนเกินในขณะที่เพิ่มความชุ่มชื้นไปด้วย ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • สารสกัดจากบัวบก ก็มีประโยชน์ที่ดีและโดดเด่นหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการชะลอวัย การดูแลปัญหาเรื่องริ้วรอย รวมไปถึงปัญหาด้านการอักเสบและระคายเคือง และเป็น Antioxidant
  • สารสกัดจากต้นหลิว Salix alba extract ประกอบด้วย BHA ธรรมชาติ ในรูปของ Salicin ซึ่งเมื่อลงผิวจะเปลี่ยนเป็น Salicylic acid ที่มีประโยชน์ในการดูแลปัญหาการอุดตันของผิว
  • Gluconolactone จัดเป็น PHA มีประโยชน์ในด้านของการเติมน้ำให้ผิว และผลัดผิวอย่างอ่อนโยน และอาจจะได้ประโยชน์ในการดูแลปัญหาสิว

ในภาพรวม เซรั่ม 25.8 นี้ เน้นไปในด้านของริ้วรอยเป็นหลัก รองๆ มา จะเป็นเรื่องของการชะลอวัย Whitening และให้ประโยชน์ในเรื่องของปัญหาสิว ถือว่าดูแลปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม

มาให้คะแนนกันนะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของสารบำรุง ตัวเซรั่มทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์เรียกได้ว่าจัดมาได้ค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์และดูแลปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในส่วนของการใช้งานผลิตภัณฑ์ชุดนี้ ส่วนตัวได้ให้คุณแม่ทดลองใช้ จากการสัมภาษณ์คุณแม่ค่อนข้างพึงพอใจในตัวผลิตภัณฑ์นะคะ ทั้งในแง่ของความชุ่มชื้น ความกระชับ และความเรียบเนียนของผิวเป็นหลักค่ะ จุดนี้คุณแม่ให้คะแนนเต็มที่ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะที่ติดตามรับชมมาจนจบ และขอบคุณทางแบรนด์ Herbitage ค่ะที่ได้ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่พัฒนามาจากงานวิจัย และยังผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาให้ได้เปิดหูเปิดตาและได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ทางแบรนด์ Herbitage โดยตรงเลยนะคะ

Facebook fanpage https://www.facebook.com/HerbitageThailand

Official store ของแบรนด์

Shopee : https://bit.ly/2PmOxy7

Lazada : https://bit.ly/3fzwrUy

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Herbitage การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสุดล้ำค่าจาก ISDIN รุ่น FOTO ULTRA100 สูตร Active Unify fusion fluid

สวัสดีค่ะ สำหรับคอนเทนท์นี้ขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ใน Content จะขอย่อว่ากันแดดนะคะ) จากแบรนด์ ISDIN แบรนด์เวชสำอางจากสเปนมาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ติดตามกันนะคะ

ถ้ากล่าวถึงกันแดดตอนนี้ที่ดังมากๆ และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีของ Texture คงหนีไม่พ้นกันแดดจากแบรนด์ ISDIN  

กันแดดของทางแบรนด์ที่ส่วนตัวได้รับมามีด้วยกันหลายสูตร แต่จะขอหยิบเอา 2 สูตรมารีวิว คือ Active unify fusion fluid และ Age repair fusion water นะคะ

โดย content แรกนี้จะขอเน้นวิเคราะห์ส่วนผสมของสูตร Active unify ซึ่งเป็นครีมกันแดดที่พัฒนามาเป็นพิเศษสำหรับผิวพรรณที่มีปัญหาฝ้า หมองคล้ำ และจุดด่างดำก่อนค่ะ

น้องมาในหน้าตาประมาณนี้นะคะ

สำหรับแพคเกจจะเป็นรูปแบบขวดที่มีปากด้านในเป็นปลายแหลมไว้หยดเนื้อผลิตภัณฑ์ออกมา

เนื้อมาในเนื้อโลชั่นที่มีความหนืดปานกลาง ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะตัวผลิตภัณฑ์มีค่า SPF ค่อนข้างสูง (จากข้อมูลที่ได้รับและค้นคว้าเพิ่มเติม คือ ตัวผลิตภัณฑ์นี้มีค่า SPF มากกว่า 100)

สัมผัสค่อนข้างชุ่มชื้นแต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ เกลี่ยได้ง่าย ไม่ทิ้งคราบขาว ซึ่งต่างจากที่ตัวเองคิดไว้ลิบลับเลย ตอนแรกพอดูจากส่วนผสมแล้วคิดว่าจะออกมาแห้งหน่อย แต่พอได้ใช้จริงคือดีงาม ไม่แห้งและไม่เยิ้มในระหว่างวัน

ถ้าดูใต้แสงแฟลช จะสังเกตเห็นว่ามีความมันวาวอยู่บ้างเล็กน้อย

จากที่ได้ลองเนื้อสัมผัส จุดที่ติดใจ คือ น้องช่วยปรับผิวให้แลดูเรียบเนียนขึ้น อารมณ์คล้ายๆ การทา Primer ก่อนการแต่งหน้าเลยทีเดียว

ถ้าพูดถึงปัญหา Sensitive skin บ้านเรามักจะเรียกแบบเหมารวมว่าเป็นผิวบอบบางแพ้ง่าย แต่จริงๆ แล้วคำว่า Sensitive skin นั้นมีความหมายค่อนข้างกว้าง และใช้รวมถึงสภาพผิวที่มีแนวโน้มเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่ายกว่าผิวปกติ ปัญหาเหล่านี้เช่น

  • การระคายเคือง
  • การเกิดสิวอุดตัน
  • การเกิดรอยแดง
  • การเกิดจุดด่างดำ รวมทั้งจุดด่างดำหลังกระบวนการอักเสบที่เรียกว่า Post-inflammatory hyperpigmentation (PIH)

โดยตัว Active unify นี้ทางแบรนด์ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับผิวบอบบางชนิดที่มีปัญหาฝ้า และผิวไวต่อแดด โดยเมื่อออกแดด หรือสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานานแล้วอาจจะเกิดการระคายเคือง จุดด่างดำต่างๆ ได้ง่ายกว่าผิวปกติ โดยในส่วนผสมจะมีสารที่ให้คุณสมบัติดูแลด้านการอักเสบและระคายเคือง รวมถึงดูแลเรื่องปัญหาจุดด่างดำจากแดดที่เรียกว่า Sun spot

สำหรับกลไกในการเกิดจุดด่างดำจากรังสี UV นั้นมี 2 แบบ ได้แก่ แบบแรก รังสี UV ไป Oxidize เมลานินที่มีอยู่เดิมให้มีสีเข้มข้น ผลนี้จะเกิดขึ้นได้รวดเร็ว ทำให้เราพบว่าสีผิวมักจะคล้ำขึ้นหลังจากออกแดดไปไม่นาน

อีกแบบ รังสี UV จะไปเสริมการสร้างยีนที่มีชื่อว่า POMC ซึ่งจะไปทำให้ปริมาณของฮอร์โมน alpha-MSH ซึ่งเป็นเหมือนคุณแม่แห่งการสร้างเมลานิน ที่จะลงไปสั่งงานให้ Melanocyte สร้างเมลานินออกมา ทำให้สีผิวเข้มข้น ผลนี้จะใช้เวลานานกว่า ภาพด้านล่างนี้ส่วนตัวลองทำมาเพื่ออธิบายผลของรังสี UV ที่เกิดผ่านระบบ POMC ค่ะ

จริงๆ เรื่องของรังสี UV และการสร้างเม็ดสียังมีรายละเอียดอีกเยอะนะคะ แต่ขอละเว้นไว้ก่อนนะคะ

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากเล่าถึงเทคโนโลยีของ Fusion fluid และ Fusion water อีกนิดหน่อย ว่าเทคโนโลยีเนื้อสัมผัส หรือ Texture เหล่านี้ของทาง ISDIN มันเป็นอย่างไร จากที่ได้ลองค้นข้อมูลเพิ่มเติมพอจะสรุปความได้ว่า ทั้งตำรับที่เป็น Fusion fluid และ Fusion water เป็นเทคโนโลยีหนึ่งของแบรนด์ที่ผลิตตำรับให้มีลักษณะการไหลแบบพิเศษที่ในทางเภสัชกรรมเรียกว่า Thixotropy หมายความว่า ความหนืดของตำรับจะเปลี่ยนไปตามแรงที่ให้ คือ ถ้าเราไปเกลี่ยไปทา น้องจะมีความเหลวมากขึ้นทำให้เราเกลี่ยได้ง่าย แต่พอตั้งทิ้งไว้เฉยๆ น้องจะมีความหนืดที่สูงในระดับหนึ่ง

ซึ่งตัวที่เป็น Fusion fluid จะมีความหนืดกว่าตัวที่เป็น Fusion water เล็กน้อย

และแน่นอนว่าพอเป็น ISDIN จะมาแบบธรรมดาๆ ไม่ได้ และใช่ค่ะ น้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยทั้งในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัครมาเรียบร้อย โดยขอหยิบยกเอางานหนึ่งมาเล่าให้ฟังค่ะ

เป็นการทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดและความปลอดภัยของตำรับ Unify ในอาสาสมัครที่มีปัญหาฝ้าในความรุนแรงระดับเล็กน้อยและปานกลาง เป็นเวลา 84 วัน ความน่าสนใจอยู่ที่ หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อาสาสมัครมีคะแนนความรุนแรงของฝ้าลดลง เมื่อประเมินด้วย MASI score (Melasma area and severity index) ซึ่งการประเมินด้วย MASI จะมีวิธีคำนวณให้ออกมาเป็นตัวเลข

(Image from ISDIN)

มาดูกันที่ส่วนผสมดีกว่าค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมวันนี้ทำไว้อยู่หลายหมวดสีนะคะ

เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดเลยขอโฟกัสที่สีฟ้า กลุ่มของสารกันแดดก่อน

  • Butyl methoxydibenzoyl methane (BMDBM, Avobenzone) เป็น Chemical sunscreen ที่เด่นในการกรองรังสี UVA เป็นหลัก เสริมความคงตัวมาด้วยคู่หูของนางคือ Octocrylene
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine (Bemotrizinol, BEMT, Tinosorb S) เป็น Chemical sunscreen ที่เด่นในการกรองรังสี UVA เป็นหลัก แต่ครอบคลุม Spectrum UVA ตัวน้องละลายในไขมันได้ดีกว่าสารกันแดดเคมีกลุ่มเก่าๆ เวลาเราทานางจะพร้อมออกฤทธิ์ปกป้องแสงแดดได้เร็วกว่าตัวปกติ มีความคงตัวต่อแสงแดดดีขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเก่าๆ
  • Titanium dioxide ตัวนี้เป็นกันแดดแบบกายภาพ ที่กันได้ค่อนข้างกว้างทั้ง UVA, UVB และมีความคงตัวที่ดีกว่ากันแดดกลุ่มเคมี

สูตรกันแดด Active Unify นี้ทางแบรนด์เคลมที่การเลือกใช้ส่วนผสมของสารบำรุง 3 ชนิด ภายใต้ชื่อ DP3 Unify complex ซึ่งประกอบด้วย Tetrapeptide-30, Phenylethyl resorcinol และ Niacinamide มาดูรายละเอียดทีละตัวเลยนะคะ

  • Tetrapeptide-30 ตัวนี้รู้จักกันในหลายชื่อ เช่น PKEK หรือ TEGO® Pep 4-Even ซึ่งเป็นเปปไทด์สิทธิบัตรที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาจุดด่างดำ สีผิวที่ผิดปกติ เรื่องของการอักเสบระคายเคือง และปัญหาสิว โดยหลักๆ น้องจะเด่นในเรื่องของการปรับโทน และ Complexion ของผิวให้มีสีสม่ำเสมอ ดูมีสุขภาพดี ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้ทดสอบประสิทธิภาพของเปปไทด์ดังกล่าวหลายอย่างทั้งในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร

ขอหยิบการทดสอบชิ้นหนึ่งมาเล่าให้ฟังนะคะ การทดสอบนี้ให้อาสาสมัครทาตำรับที่มี Tetrapeptide-30 แล้วสัมผัส UVB ก่อนจะไปทำ Biopsy เอาชิ้นเนื้อมาตรวจวัดหายีนบางชนิดหลังจากโดน UVB ไป 24 ชั่วโมง ได้ผลตามรูปค่ะ

(Image from Evonik Nutrition & Care GmbH, 2011)

จากภาพเราจะเห็นว่า

  1. ปริมาณของ POMC gene ลดลง จากที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้าว่า POMC ที่เพิ่มขึ้นจากรังสี UVB จะทำให้เกิดการสร้างเม็ดสี และทำให้ผิวคล้ำ กรณีนี้พบว่า POMC ที่เพิ่มมาน้อยกว่าครีมเปล่า ก็แปลว่า เวลาโดนแดดสีผิวก็จะไม่คล้ำขึ้นมากเหมือนไม่ได้ทาอะไร
  2. ปริมาณของ Tyrosinase gene ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าครีมเปล่า นั่นคือ ผิวก็จะไม่คล้ำขึ้นมากเหมือนไม่ได้ทาอะไร
  3. ส่วนของ COX-2 เป็นยีนที่สร้างเอนไซม์ COX-2 ที่เกี่ยวกับการอักเสบ และ TNF-a เองก็เป็นยีนที่สร้างสาร Cytokine ที่ทำให้เกิดการอักเสบต่อไป

ผลชุดนี้พอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่า Tetrapeptide-30 มีประโยชน์ปกป้องผิวไม่ให้สีผิวคล้ำขึ้น และป้องกันการอักเสบ (เมื่อเทียบกับไม่ได้ทา)

  • Phenylethyl resorcinol เรารู้จักน้องในชื่อของ Symwhite® 377 น้องเป็น Whitening ที่มีประโยชน์ในการยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสีอย่าง Tyrosinse โดยตรง มีการศึกษาในอาสาสมัคร โดยให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้กับสาร Whitening อื่นๆ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าผิวขาวขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2013;12(1):12-7.) อีกการทดสอบพบว่าอาสาสมัครที่ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้พบว่ามีรอยฝ้าจางลง (J Cosmet Dermatol. 2011;10(3):189-96.)
  • Niacinamide น้องคือเจ้าหญิงแห่งวงการความงามที่แท้จริง ไม่ต้องพูดเยอะ น้องมีประโยชน์โดดเด่นกับผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลดการอักเสบระคายเคือง ความเป็น Whitening โดยไปลดการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปสู่ด้านนอก รวมไปถึงเรื่องการดูแลและฟื้นฟู Barrier ผิว

ซึ่งสารทั้ง 3 ในสูตร DP3 นี้ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว เสมือนเป็นผลิตภัณฑ์ Whitening ขนาดย่อม ตามภาพที่ทางแบรนด์เสนอไว้ค่ะ

(Image from ISDIN)

  1. ก่อนการสร้างเมลานิน: Tetrapeptide-30 ไปชะลอไม่ให้ Melanocyte ถูกกระตุ้นให้ทำงาน
  2. Symwhite 337 ไปป้องกันไม่ให้เกิดการสร้างเมลานิน ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase
  3. หลังการสร้างเมลานิน: Niacinamide ป้องกันการส่งผ่านของเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก

ที่รู้สึกว่าหลังทาแล้วให้ความเรียบเนียนเหมือนเป็น Primer น่าจะมาจาก Nylon-12 ที่ตัวเขาเองเป็นอนุภาคทรงกลมที่มีคุณสมบัติอำพรางรูขุมขนและริ้วรอยตื้นๆ ให้สัมผัสนุ่มนวล ร่วมกับความสามารถในการดูดซับน้ำมันจาก Silica

ส่วนผสมอื่นๆ เรียกได้ว่าเลือกมาได้อย่างดิบดี แต่จะติก็ตรงแอบมี Alcohol ติดมาหน่อย ซึ่งจุดนี้ส่วนตัวยอมรับว่าค่อนข้าง Surprise เพราะเนื้อไม่ได้แห้งตามที่คิดไว้เลย ชุ่มชื้นมากเสียด้วยซ้ำ

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ

  1. สารกันแดดและสารบำรุง ให้น้องไปเถอะค่ะ ทั้งในแง่ของสารกันแดดที่เพียบพร้อมในการดูแลปกป้องผิวจาก UVB, UVA และสารบำรุงที่มาดูเรื่องของการอักเสบระคายเคือง และดูแลเรื่องของเม็ดสีไปพร้อมๆ กัน จัดไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีความจำเป็นจะต้องตัดคะแนนเพราะมี Alcohol ไป 1 คะแนน แต่เอาจริงๆ คือ แทบไม่รู้สึกว่ามี Alcohol เลย ออกจะชุ่มชื้นเสียด้วยซ้ำ ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตามที่ได้เล่าให้ฟังว่าส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อกันแดดสูตร Unify นี้มากๆ เพราะนางค่อนข้างชุ่มผิว และให้ความรู้สึกที่แบบว่าทาแล้วดู Rich เอาไปใช้จริงที่ทะเลมาก็รู้สึกว่าทางแบรนด์ทำมาได้ค่อนข้างดี แม้จะอยู่กลางแดดนานในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่รู้สึกแสบ ร้อน หรือระคายเคืองผิวเพราะโดนแดดแต่อย่างใด ให้ไป 5 ฟลาสก์

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทย ได้โดยตรงเลยนะคะ ตอนนี้ทางแบรนด์มีแคมเปญเดือนแห่งความรักด้วยค่ะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

“Flagship Store” ShopeeMall https://invol.co/clb1zun

“Flagship Store” LazMall : https://invol.co/clb1ztm

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมคู่หูเซรั่มสุดปังจากสเปน Flavo-C ultraglicans และ melatonin จากแบรนด์ ISDIN

(Revised 13 พ.ย. 2566)

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอมาเล่าถึงแบรนด์ ISDIN และ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่น่าสนใจ 2 ชิ้นให้ได้ชมกันค่ะ

เบื้องต้นขอกล่าวถึงแบรนด์ ISDIN ก่อนนะคะ แบรนด์ ISDIN เป็นแบรนด์จากประเทศสเปนที่มีคอนเซปท์ที่น่าสนใจ โดยเริ่มจากการบอกว่าให้เราฟังผิวของตัวเอง ซึ่งจุดนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างประทับใจมาก เพราะเป็นคอนเซปท์เดียวกับที่ตัวเองยึดถือมาโดยตลอด คือ “Listen to your skin”

แบรนด์ ISDIN เป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งมากว่า 45 ปีแล้ว โดยเน้นพัฒนานวัตกรรมที่ดี มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อผิวหนังของเรา และน่าจะเป็นแบรนด์แรกๆ (ที่ส่วนตัวเคยเห็น) ที่กล่าวถึงความเป็นมิตรต่อเยื่อบุ Mucosa อย่างเช่น บริเวณดวงตา หรือ ริมฝีปาก แต่ก็ยังให้ความสนใจในเรื่องของ Sensory ไปพร้อมกัน ตามคำกล่าวของแบรนด์ที่กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์พัฒนามาเพื่อ “maximum efficacy and safety with innovative textures that ensure a satisfying practical and sensory experience”

โดยผลิตภัณฑ์ของทางแบรนด์มีหลายกลุ่ม และได้รับรางวัลจากนิตยสาร รวมถึงวงการความงามอยู่หลายชิ้นค่ะ

สำหรับ Content นี้ จะเน้นกล่าวถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิว 2 ชิ้นที่มาเป็นคู่กัน ตัวหนึ่งใช้ตอนเช้า อีกตัวใช้ก่อนนอน คือ ไลน์ของ Flavo-C ค่ะ

เริ่มที่ Flavo-C ultraglican ซึ่งเป็นเซรั่มที่มาในรูปแบบของแอมพูลแก้ว ภายในบรรจุเอาตำรับที่มีส่วนผสมของสารบำรุงที่เน้นไปในทางด้าน Antioxidant และ เสริมความชุ่มชื้นเป็นหลัก

ซึ่งมีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

ใน 1 กล่องประกอบด้วยแอมพูลแก้วจำนวน 30 แอมพูล พร้อมด้วยพลาสติกสำหรับหักปากหลอดแอมพูล และจุกซิลิโคนสำหรับช่วยในการหยดเซรั่ม จำนวน 3 ชิ้น

เมื่อประกอบเสร็จแล้วจะได้หน้าตาแบบนี้ค่ะ

ทางแบรนด์กล่าวว่า 1 แอมพูล ถ้าหักแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 48 ชั่วโมงค่ะ

ค่า pH ของเนื้อเซรั่มอยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

เนื้อของเซรั่มจะเป็นเนื้อแบบใส

เกลี่ยง่าย ให้สัมผัสนุ่มลื่น ชุ่มชื้น สบายผิว

สำหรับส่วนผสมของสูตร Flavo-C ultraglican เป็นดังนี้นะคะ

จุดเด่นอย่างหนึ่งของแบรนด์ ISDIN คือ ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัคร อย่างสูตรผสมของ “L-ascorbic acid, proteoglycans และ proteoglycan stimulating tripeptide” ก็ผ่านการตีพิมพ์ในวารสาร Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา

(ถ้าท่านใดสนใจ paper นี้สามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้ฟรีค่ะ https://www.dovepress.com/antiaging-effects-of-a-novel-facial-serum-containing-l-ascorbic-acid-p-peer-reviewed-fulltext-article-CCID)

สำหรับส่วนผสมในภาพรวมจะเป็นสูตรผสมของ Antioxidant 3 ตัวหลัก อย่างวิตามินซี อี ร่วมกับ Ergothioneine (EGT) น้องเป็น Amino acid ชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติ Antioxidant ในตัว ร่วมกับกลุ่มของสารที่เพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Hyaluronic acid, Proteoglycan และวัตถุดิบตามเปเปอร์ที่เป็น Proteoglycan stimulating peptide ที่มีชื่อว่า Syn®-Hycan เด่นในการเสริมการสังเคราะห์ Hya ตามธรรมชาติของผิว

ซึ่ง Syn®-Hycan เป็นชื่อทางการค้าของ ส่วนผสมระหว่าง Glycerin, Aqua, Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate และ Magnesium Chloride

มาดูรายละเอียดสารบำรุงแต่ละตัวกันสักหน่อย

  • L-ascorbic acid เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ, ในด้าน Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase เป็นส่วนประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และลดการอักเสบผ่านระบบ NF-kB
  • Tocopherol เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินอี มีคุณสมบัติละลายในไขมันจึงช่วยปกป้องไขมันดีๆในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากปฏิกิริยา oxidation
  • Ergothioneine (EGT) เป็นสารที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Histidine ประกอบด้วยส่วนของโมเลกุล Sulfur ทำให้มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ผ่านกลไกการ Reduction  และถ้าดูจากโครงสร้างจะเห็นว่าหมู่ Quaternary ammonium จะคล้ายกับส่วนที่มีใน Carnitine มีรายงานว่าสามารถเข้าไปเสริมการสร้างสารพลังงานสูงอย่าง ATP ใน Mitochondria ที่เป็นเหมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ ความเป็น Antioxidant ช่วยปกป้อง Mitochondria ไม่ให้ถูกทำลาย จึงมีประโยชน์ในการชะลอวัย ทั้งนี้มีการทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่า EGT สามารถปกป้อง Mitochondria ไม่ให้ถูกทำลายจากการฉายรังสี UV (Bazela et al, Cosmetics 2014, 1(1), 51-60)
  • Hydrolyzed hyaluronic acid ซึ่งเป็น Hya ที่ผ่านกระบวนการ Hydrolysis (ย่อย) ให้มีขนาดเล็กลงกว่ารูปแบบดั้งเดิม เพื่อเสริมความสามารถในการดูแลผิวที่ชั้นลึกขึ้น และ Proteoglycan ที่มีประโยชน์ในเชิงความชุ่มชื้นเช่นกัน
  • Syn®-Hycan เป็นวัตถุดิบเปปไทด์สังเคราะห์ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพโดยผู้ผลิตวัตถุดิบ ว่ามีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Hyaluron ภายในผิวในระดับหลอดทดลอง และมีประสิทธิภาพในการกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอยในอาสาสมัคร

สำหรับเบสหลักเป็นเบสแบบน้ำ บางท่านเห็นส่วนผสมของ Bis-Hydroxyethoxypropyl Dimethicone อาจจะกังวลเรื่องซิลิโคน แต่สารตัวนี้เป็นซิลิโคนดัดแปลงที่มีคุณสมบัติเสริมความชุ่มชื้น ให้สัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ระคายเคืองผิว (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

ในภาพรวมจึงเรียกได้ว่าเป็นเซรั่มที่ทั้งปกป้องและดูแลปัญหาผิวทั้งในด้านของริ้วรอยและความชุ่มชื้นไปพร้อมๆ กัน

ถัดมาเป็นเซรั่มสำหรับกลางคืน คือ Flavo-C Melatonin ซึ่งมาในรูปแบบของแอมพูลแก้วเช่นกัน มีหน้าตาเป็นประมาณนี้ค่ะ

ด้านในก็จะมาในรูปแบบคล้ายๆ กันค่ะ

ค่า pH ของสูตรนี้อยู่ที่ราวๆ 4 – 5 เช่นกันนะคะ

เนื้อเซรั่มมาในรูปแบบใสเช่นกัน

เกลี่ยได้ง่าย บางเบา ไม่เหนอะหนะ

คอนเซปท์ของตัวนี้ คือ น้องจะเสริมการฟื้นฟูและบำรุงผิวในช่วงกลางคืน

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมในภาพรวมจะเป็นการรวมตัวเอาวิตามินซีในรูปแบบของ 3-O-Ethyl ascorbic acid ร่วมกับสารสกัดจากเมล็ดถั่ว Moth bean (Genus เดียวกับถั่วเขียว) และ Melatonin ในเบสรูปแบบน้ำ มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่เล็กน้อย โดยดูจากลำดับส่วนผสม แต่ส่วนตัวใช้ได้ไม่เกิดปัญหาแห้งหรือระคายเคืองอะไร

ลองมาดูรายละเอียดของสารบำรุงกัน

  • 3-O-Ethyl ascorbic acid เป็นวิตามินซีรูปแบบหนึ่ง สำหรับประโยชน์ของวิตามินซีก็ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน
  • สารสกัดจากเมล็ดถั่ว Moth bean (Vigna aconitifolia seed extract) ตัวนี้ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารตัวนี้มีคุณสมบัติในการออกฤทธิ์คล้ายวิตามินเอ แต่ไม่มีปัญหาด้านการระคายเคืองเหมือนกลุ่มวิตามินเอ

ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบยักษ์ใหญ่อย่าง BASF กล่าวว่า น้อง moth bean มีคุณสมบัติเสริมการสร้างและผลัดตัวเองของผิวที่หนังกำพร้า รวมทั้งเสริมการสร้าง Matrix ต่างๆ เช่น Collagen ในชั้นหนังแท้ โดยมีทั้งข้อมูลการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร

ขอยกมาเล่าสองภาพนะคะ ภาพแรกเป็นประสิทธิภาพในการเสริมสร้างคอลลาเจนในระดับหลอดทดลอง วัดจากปริมาณกรดอะมิโน Proline ที่เพิ่มขึ้น

(Image from BASF)

ซึ่ง Proline เป็นกรดอะมิโนที่สำคัญตัวนึงที่เป็นองค์ประกอบในสายของ Collagen

ภาพที่สองเป็นการวัดความลึกของริ้วรอยตีนกา (ค่า Volume จากเครื่อง Visioscan) ในอาสาสมัครเทียบกันระหว่างครีมที่ใช้สารสกัดจากถั่ว Moth bean กับ ครีมที่ใช้ Retinol พบว่าริ้วรอยตีนกาตื้นขึ้นทั้งคู่

(Image from BASF)

ดังนั้นหากจะกล่าวว่า น้อง Moth bean มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Retinol และเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีข้อห้ามใช้ หรือไม่ถูกกับ Retinol ก็ไม่น่าจะเกินจริงนัก

  • Melatonin อันนี้ยอมรับเลยว่าตอนได้เห็นส่วนผสมคือ ดิฉันสงสัยมาก ว่าการใช้ Melatonin ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีประโยชน์อะไร จนได้มาค้นข้อมูลเพิ่มเติม ถึงทราบว่า Melatonin ที่ทาลงไปบนผิว มีคุณสมบัติหลายประการ และมีการศึกษารองรับอยู่หลายชิ้น ส่วนตัวอิงจากบทความของ Day และ คณะ (2018) ที่รวบรวมเอาผลงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ Melatonin โดยหลักๆ กล่าวว่า Melatonin เป็น antioxidant ทางอ้อม (Indirect antioxidant) โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวมน้องมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

ทำไมถึงต้องทา Melatonin ตอนกลางคืน?

     จากข้อมูลหลายๆ ข้อมูลกล่าวว่าผิวหนังของเราอาศัยระบบที่มี Melatonin เป็นตัวรักษาสมดุลและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน ระบบนี้มีชื่อเรียกว่า melatoninergic antioxidative system (MAS)

โดยภาพรวมแล้วเซรั่มดังกล่าวจึงถือว่าเหมาะมากในการเป็น Regimen สำหรับฟื้นฟูผิวในยามกลางคืน และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหากับการใช้วิตามินเอและอนุพันธ์ต่างๆ

สำหรับการให้คะแนนวันนี้เป็นการให้คะแนนแบบภาพรวมนะคะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปว่า สูตรกลางวันพัฒนามาเพื่อการต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากอันตรายของรังสี UV และสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน มาพร้อมกับการเสริมสร้าง Hyaluron ภายในผิว และเติมน้ำให้ผิวด้วย Hyaluron กับ Proteoglycan เมื่อใช้ร่วมกับเซรั่มฟื้นฟูผิวตอนกลางคืนที่เน้นฟื้นฟูผิวจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในตอนกลางวัน พร้อมทั้งส่งเสริมการทำงานของผิวให้อยู่ในสภาวะสมดุล เสมือนผิวมีสุขภาพที่ดีเฉกเช่นวัยเยาว์ ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ สำหรับสูตรกลางวันเรียกได้ว่าทำมาได้ไร้ที่ติ แต่ในสูตรกลางคืนอาจจะติตรงเรื่องของ Alcohol นิดหน่อย แม้ว่าน่าจะใส่มาไม่มาก และส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาระคายเคืองหรือรู้สึกไม่สบายผิวแต่อย่างใด สำหรับผลิตภัณฑ์ 2 ชิ้นนี้ ขอให้ไปที่ 4.5 ฟลาสก์ (กลางวัน 5 + กลางคืน 4 แล้วหารสอง)
  3. การใช้งาน ในด้านการใช้งานส่วนตัวไม่ติดปัญหาอะไร ในด้านของประสิทธิภาพจากการทดลองใช้มาร่วม 3 อาทิตย์ รู้สึกว่า ช่วยให้ผิวเรียบเนียนนุ่มกระชับยืดหยุ่น และผิวละเอียดมากขึ้น ในด้านของสีผิว จุดแดง จุดดำต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดูจางลง แต่งหน้าได้ติดทนขึ้น อาการระคายเคืองผิวต่างๆ ในช่วงที่ใช้เกิดน้อยลง ในภาพรวมคือค่อนข้างประทับใจ แต่ส่วนตัวจะค่อนข้างกังวลกับเรื่องของการหักแก้วแอมพูล การเก็บรักษาแก้วแอมพูล และการกำจัดเมื่อใช้หมด อยากให้เก็บไว้แล้วแยกทิ้งต่างหากเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับคนเก็บขยะ หรือถ้าหากที่ไหนมีถังขยะพิเศษสำหรับแก้วแตกก็คือจะดีมาก แต่แพคเกจแบบแอมพูลแบบนี้ก็มีข้อดีของเขา คือ ปกป้องเนื้อสารข้างในให้มีความคงตัวที่ดีและลดการปนเปื้อนที่อาจเกิดเมื่อเทียบกับภาชนะบรรจุอื่นที่เป็นระบบเปิด จุดนี้ขอไม่หักคะแนนเรื่องภาชนะนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทย ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปชอปปิ้ง Flavo-C ultraglicans

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/2LHkqPODxs

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.lTOVb?cc

ทางไปชอปปิ้ง Melatonin

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/AUdSZOOKO2

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.lTO5e?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Update! เมื่อฉันใช้ Vitalift สูตรสีดำ Renew youth RetinAL ของ Dr.Different ครบ 3 เดือน

วันนี้ขอมาอัพเดทผลการใช้งานครีม Retinal ตัว Top สุดของ Dr.Different ที่มีชื่อว่า VITALIFT: Renew Youth RetinAL ที่เคยรีวิวไว้เมื่อเดือนก่อนตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

>>Link review Vitalift Renew youth RetinAL

ขอเอาหน้าตาของน้องมาอวดอีกรอบนะคะ

สำหรับผลการใช้งานขอเริ่มจากภาพรวมก่อน

ถ้าถามความเห็นส่วนตัว คิดว่าครีมตัวนี้เริ่มให้ประโยชน์ในแง่ของความกระชับ ยืดหยุ่น ความละเอียดของผิวได้ตั้งแต่ช่วง ราวๆ 1 – 2 เดือนแล้วนะคะ เมื่อยิ่งใช้นานขึ้นจนครบ 3 เดือน ผิวก็จะยิ่งละเอียดมากขึ้น เวลาแต่งหน้าก็จะตกร่อง ตกหลุมน้อยลง ติดทนนานมากขึ้น

ส่วนตัวคิดว่าสูตรนี้ไม่ได้ทำให้ผิวแห้งเหมือนกับตัวสูตรเดิม เพราะตอนที่ใช้สูตรเดิมทาคอ แล้วคอแห้งลอกคัน แต่สูตรนี้ใช้ทาคอด้วยแต่ไม่เจอปัญหา ทั้งๆ ที่เข้าหน้าหนาวแล้วและอากาศแห้งกว่าตอนช่วงที่ลองใหม่ๆ (กันยายน ช่วงฤดูฝน)

ขอเทียบอีกภาพที่ใช้ฟังก์ชั่นปรับความคมชัดเพื่อดูลักษณะของผิวผ่านโปรแกรม Photoscape ที่ระดับเดียวกัน ถ้าตัดประเด็นเรื่องสีผิวออกไปเพราะอาจจะเกิดจากปริมาณแสง ความห่างของกล้อง การวางกล้อง ฯลฯ จะพบว่าผิวดูละเอียดมากขึ้น ความหยาบลดลง และ รูขุมขนดูเล็กลง ซึ่งสอดคล้องไปกับความรู้สึกนุ่ม และการตกร่องของเมคอัพที่รู้สึกได้ และเมื่อใช้ครบ 3 เดือน ความรู้สึกดีพวกนี้ก็ชัดขึ้น

ถ้าดูจากภาพเทียบกันระหว่าง Day 0 กับ Day 90 จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงของขนาดและรูเปิดของรูขุมขนมากขึ้น

โดยรวมไนท์ครีมตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่น่าสนใจทั้งในด้านของส่วนผสม และการใช้งาน แล้วถ้าใช้ครบ 6 เดือน จะมาอัพเดทกันอีกรอบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: Dr.Different Thailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ไนท์ครีมวิตามินเอ ขั้นกว่าของ Vitalift กับ Vitalift Renew Youth Retinal จากแบรนด์ Dr.Different

วันนี้ขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ดีๆ จากแบรนด์ Dr.Different มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมอีกสักชิ้นนะคะ

ส่วนตัวเคยรีวิวผลิตภัณฑ์หลายๆ ชิ้นจากแบรนด์นี้ไปแล้ว แต่ละตัวเรียกได้ว่าค่อนข้างชอบ ถึงชอบมากเลยล่ะ

วันนี้เลยขอหยิบเอาน้องใหม่ล่าสุด ที่เป็นขั้นกว่าของพี่ๆ กลุ่มของ Vitalift ซึ่งสูตรนี้มาในหลอดสีดำ มีชื่อว่า Vitalift Renew Youth Retinal หน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ตัวหลอดด้านในจะคล้ายกับซีรี่ส์ Vitalift ที่มีมาก่อนหน้า แต่มาในสีดำล้วน ที่ดูแล้วให้ความรู้สึก Luxury

สำหรับเนื้อครีมจะมีสีออกเหลือง ซึ่งเป็นสีตามธรรมชาติของ Retinaldehyde ค่ะ

เนื้อครีมค่อนข้างชุ่มชื้นและหนักกว่าตัวอื่นในซีรี่ส์ก่อนหน้า ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะทำมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่เริ่มมีอายุ เพราะมักจะมีปัญหาผิวแห้ง และส่วนตัวเป็นคนผิวแห้งเลยชอบเนื้อครีมตัวนี้

ก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสมขอเอาผลการใช้งานที่เวลา 40 วัน มาเทียบก่อนค่ะ

จริงๆ ดูจากภาพอาจจะไม่ค่อยชัดมาก แต่เท่าที่รู้สึกและสัมผัสได้เมื่อใช้ไปครบ 40 วัน คือ รู้สึกถึงความนุ่ม และความแน่นของผิว แล้วก็เวลาแต่งหน้ามีเมคอัพตกร่องน้อยลง และติดทนนานมากขึ้น แม้จะดูจากภาพไม่ชัดเจนนัก

ลองดูในอีกภาพที่เป็นการลงรายละเอียดมากขึ้น อาศัยการปรับความคมชัดของภาพที่ระดับเดียวกันผ่านโปรแกรม Photoscape ถ้าตัดประเด็นเรื่องสีผิวออกไป จะพบว่าผิวดูเหมือนจะละเอียดมากขึ้น ความหยาบลดลง และ รูขุมขนดูเล็กลง ซึ่งสอดคล้องไปกับความรู้สึกนุ่ม และการตกร่องของเมคอัพ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

จากภาพจะเห็นว่าส่วนผสมของตัว Vitalift สูตรใหม่มีด้วยกันหลายกลุ่มนะคะ ขอเล่าไปทีละกลุ่มเลยค่ะ ในกลุ่มเดียวกันก็จะมีสีเดียวกัน โดยส่วนตัวพยายามรวบกลุ่มสารที่มีประโยชน์คล้ายๆ กันให้อยู่ด้วยกัน

สำหรับสารในกลุ่มสีเขียวจะเป็นกลุ่มของพวกน้ำมันที่มีประโยชน์ในด้านของการดูแล Barrier ผิวให้ผิวเราแข็งแรง ซึ่งถ้าผิวแข็งแรง ผิวก็จะมีสุขภาพดี และมีแนวโน้มเกิดการระคายเคืองน้อยกว่าผิวที่มี Barrier บอบบางกว่า

กลุ่มสีฟ้าจะเป็นกลุ่มของพวกสารเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการช่วยผิวเก็บกักน้ำ อย่าง Hya และ Sodium polyglutamate ที่หลายๆ ท่านคุ้นเคย และมีคุณสมบัติที่ดีในการเพิ่มความชุ่มชื้น โดยมีอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สารที่ได้จากการทำอนุพันธ์ของ กรดอะมิโน Glutamic acid อย่าง Phytosetryl/Behenyl/Octyldodecyl lauroyl glutamate ที่ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นพวก Surfactant แต่นางเป็นสารที่สามารถเรียงตัวในรูปแบบของ Liquid crystal ได้เหมือนกับ Ceramide ที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว จึงมีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้นได้ไม่แตกต่างจากการใช้ Ceramide

กลุ่มของสีน้ำเงินเป็นกลุ่ม peptide ที่ผสมกันอย่างเป็นเอกลักษณ์ภายใต้เครื่องหมายทางการค้าว่า ElagenpeptideTM ซึ่งประกอบด้วย peptide 12 ชนิด ที่เลือกมาให้เสริมกันเป็นอย่างดี ขอเลือกบางตัวมากล่าวรายละเอียดนะคะ

  • Copper tripeptide-1 ตัวนี้น้องเป็นเปปไทด์ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีรายงานการวิจัยกล่าวถึงอยู่หลายฉบับ โดยนางมีประโยชน์กับผิวค่อนข้างกว้างในด้านของการชะลอวัยและการลดเลือนริ้วรอย ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และ Matrix อื่นๆ ปกป้องไม่ให้สารเหล่านี้สลายตัว (BioMed Research International. 2015; 648108.) รวมถึงยังมีประโยชน์ในด้านของการสมานผิว และดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง (Int J Mol Sci. 2018 Jul; 19(7): 1987.)
  • Tripeptide-29 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว คือ Glycine-Proline-Hydroxyproline ซึ่งเจ้า Hydroxyproline เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่พบได้ในสายคอลลาเจน การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงของทางผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า Tripeptide-29 เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Hexapeptide-12 เปปไทด์ที่เกิดจากการจัดเรียงตัวของกรดอะมิโนที่เหมือนกับส่วนหนึ่งของสายเส้น Elastin ในผิว ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่าสารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความกระชับ และปรับสมดุลโทนสีผิว
  • Hexapeptide-9 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากการจัดเรียงตัวของกรดอะมิโนที่เหมือนกับส่วนหนึ่งของสายเส้นคอลลาเจน ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้กล่าวว่า หน่วย Glycine-Proline-Glutamine ใน Hexapeptide-9 เป็นส่วนสำคัญของคอลลาเจน จึงมีประโยชน์ในการเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิว โดยเฉพาะ Collagen IV และ VII ซึ่งเป็นองค์ประกอบของชั้น Dermal-Epidermal Junction หรือ DEJ ที่ทำหน้าที่พยุงเอาชั้นผิวหนังภายนอกไว้ ไม่ให้ยุบตัวลงมาเกิดเป็นริ้วรอยลึก และเสริมกระบวนการ Wound healing ของผิว
  • Nicotinoyl tripeptide-35 เป็นเปปไทด์สายสั้นๆ ที่มาจับกับวิตามินบี 3 เมื่อลงไปในผิวได้จะถูกแปรสภาพได้เป็นวิตามินบี 3 และ tripeptide-35 ได้ประโยชน์ทั้งจากวิตามินบี 3 และจากเปปไทด์ ไปพร้อมๆ กัน
  • Acetyl hexapeptide-8 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ชื่อดังตัวหนึ่งที่ ที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Argireline ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อ (Neuromuscular junction-NMJ) ทำให้กล้ามเนื้อที่หดตัวเกิดเป็นริ้วรอยคลายตัว ทำให้ผิวแลดูเรียบขึ้น แต่ผลที่เกิดอยู่ไม่นาน

สีชมพูเป็นกลุ่มของวิตามิน ซึ่งทางแบรนด์เลือกใช้วิตามินบี 3 วิตามินเอ ในรูปแบบ Retinaldehyde วิตามินซี ในรูปแบบ Sodium ascorbyl phosphate และวิตามินอี ซึ่งจริงๆ วิตามินในแต่ละตัวก็จะมีประโยชน์หลายๆ อย่างแตกต่างกันไป ถ้ากล่าวแบบสรุปก็จะประมาณด้านล่าง

  • วิตามินบี 3 มีประโยชน์ในด้านของ Whitening, ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และความแข็งแรงของ Barrier ผิว
  • วิตามินเอ มีประโยชน์หลายประการ โดยเด่นในเรื่องของการดูแลเรื่องริ้วรอย และปัญหาที่เกิดพร้อมๆ กับการ Aging
  • วิตามินซี มีประโยชน์ในด้าน Antioxidant, Whitening เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจน และดูแลเรื่องการอักเสบละคายเคือง
  • วิตามินอี เป็น Antioxidant ในส่วนของไขมัน ปกป้องไม่ให้โครงสร้างที่เป็นไขมันถูกทำลาย

ปิดท้ายด้วยสีส้ม เป็นสารเสริมในด้านของ Antioxidant และการดูแลเรื่องริ้วรอย อย่างสารสกัดจากแครอทที่มีเบต้าแคโรทีนซึ่งสามารถสะสมตัวในบริเวณผิว ร่วมกับเบต้าแคโรทีนอิสระ และ Adenosine  

โดยรวมคือเป็นครีมบำรุงที่มีประโยชน์ต่อผิวไปหลายๆ ด้านพร้อมกัน โดยเด่นที่ด้านของการชะลอวัย ชะลอการเกิดริ้วรอยใหม่ รวมถึงดูแลเรื่องริ้วรอยที่เกิดมาแล้ว ยาวไปถึงด้านความชุ่มชื้น ผิวแข็งแรง ดูแลปัญหาสิว และ Whitening ไปพร้อมๆ กัน

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ถือว่าทางแบรนด์เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ตามที่ได้เกริ่นไปในด้านบน ครีมตัวนี้สามารถดูแลปัญหาผิวได้หลายประการ และค่อนข้างเด่นไปในด้านของการชะลอวัย และดูแลริ้วรอยให้แลดูจางลง ทั้งยังครอบคลุมไปถึงด้านความชุ่มชื้น ผิวแข็งแรง ดูแลปัญหาสิว และ เป็น Whitening ไปพร้อมๆ กัน หลอดเดียวครบจบทุกปัญหา แต่ห้ามทากลางวัน และห้ามผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ใช้ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หรือ Base ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวได้ลองใช้ไนท์ครีมตัวนี้มาเป็นเวลาเกือบๆ เดือนครึ่ง สิ่งที่รู้สึกได้คือเรื่องของความเรียบเนียน ความนุ่มและแน่นของผิว ซึ่งจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อใช้ไปเรื่อยๆ จุดนี้ตนเองค่อนข้างชอบ และจะมาอัพเดทอีกครั้งเมื่อใช้ต่อไปอีก ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ