Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซี Avène Vitamin Activ Cg เซรั่มน้ำแร่อาเวน ผสมวิตามินซีฟอร์ม Glucoside

สำหรับคอนเทน์นี้ขอหยิบเอาเซรั่มวิตามินซีจากแบรนด์อาเวน Avène Vitamin Activ Cg มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกัน

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ส่วนนี้จะเป็นกล่อง

เนื้อสัมผัสเป็นแบบน้ำนม มีกลิ่นหอม

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะ

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6 ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้กับผิว และวิตซีฟอร์ม Ascorbyl glucoside คงตัวอยู่เช่นกัน

ตัวผลิตภัณฑ์มีเคลมเรื่องการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครจำนวน 44 คน ทาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 เดือน พบว่า

  • อาสาสมัครรู้สึกว่าหลังทา ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น
  • ที่ 15 วัน อาสาสมัครรู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้น และ 95% รู้สึกว่า ฟูขึ้น (plump)
  • ที่ 1 เดือน จุดด่างดำดูจากลง จากการประเมินด้วย Clinical score3

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม น้องมาในเบสแบบน้ำนม ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เรียกได้ว่า ทำมาได้น่าสนใจเลยทีเดียว

เริ่มเปิดมาด้วย น้ำแร่ Avene ซึ่งมีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการ Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว ใช้เป็นเบสหลักเลย

ในด้านของสารบำรุงหลัก คือ วิตามินซี ที่ใช้ในฟอร์ม Ascorbyl glucoside หรือ AA2G ชื่อเต็มๆ Ascorbic acid 2-glucoside ซึ่งเป็นฟอร์มที่ละลายน้ำได้ดี ความคงตัวดี ทน pH ได้ในช่วงกว้าง (ถึงประมาณ 7 ยังไหว) ดูดซึมผ่านผิวได้ เมื่อลงผิวจะกลายร่างเป็น Ascorbic acid ได้ บางการศึกษาว่าการว่า AA2G มีฤทธิ์ยาวนานกว่า AA เพราะมาจากผิวเราค่อยๆ ตัด Glucose ออก ได้ AA มาทีละน้อยๆ

สารนี้แรกเริ่มเหมือนพัฒนามาเป็นอาหารเสริม โดยบริษัทญี่ปุ่น งานวิจัยในยุคแรกๆ จะเป็นไปในรูปแบบรับประทาน

ในญี่ปุ่น AA2G จัดเป็นสาร Active ที่อยู่ในกลุ่มของ Quasi-drug ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนโดย Ministry of health, Labor and Welfare ของญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็น Whitening

มีการศึกษาพบว่า AA2G นั้นมีความคงตัวที่ดีต่ออุณหภูมิ และ pH และมีการทดสอบพบว่า ที่อุณหภูมิ 55.3 องศา pH 6.4 น้องยังคงตัวอยู่ (Huang et al., Bioorg Med Chem Lett 2013;23(6):1583-1587.)

ในเรื่องของการประเมินการดูดซึมผ่านผิวมีการทดสอบในมนุษย์อยู่ค่ะ แต่ใช้อาสาสมัครจำนวนไม่มาก และทำในสภาวะที่ Full occlusive (เคลือบปิด อารมณ์เหมือนมาสก์ ด้วย Plastic wrap) เพื่อผลักสารเข้าแบบสุด

การทดลองชุดแรก ให้อาสาสมัครผู้ชาย 5 คน ทาครีม AA2G เข้มข้น 2% ปริมาณ 7.5 กรัม แล้วห่อ wrap ไว้ 14 ชั่วโมง วิเคราะห์ปริมาณของ Ascorbic acid ในปัสสาวะทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 26 ชั่วโมง พบว่า ตรวจเจอ Ascorbic acid ในปัสสาวะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดพีคที่ 14 ชั่วโมง และยังตรวจเจอต่อเนื่องแม้แกะครีมออกไปแล้วจนถึง 26 ชั่วโมง

แสดงว่ามันดูดซึมลงไปถึงหนังแท้ แล้วเข้าสู่เส้นเลือดที่หนังแท้ ไปขับออกมากับปัสสาวะ

ชุดถัดมา ให้อาสาสมัครทาครีม 2% AA2G บริเวณแขน แล้วห่อ wrap กับพันผ้าพันแผลทับอีกชั้นเป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วเก็บชิ้นเนื้อมาตรวจหลังจากแกะ wrap 12 ชั่วโมงกับ 3 วัน พบว่า AA2G สามารถดูดซึมเข้าไปในผิว และแปรสภาพกลายเป็น Ascorbic acid ได้ (Kumano, et al., J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo) 1998;44(3):345-359.)

ในด้านของประสิทธิภาพ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิดต่างๆ พบว่า AA2G มีคุณสมบัติเป็น Whitening โดยไปลดการสร้างเม็ดสี กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ประสิทธิภาพเหมือน LAA แต่ออกฤทธิ์ได้นานกว่า ปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UVB ได้ดีตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น (Dose dependent) และลดการอักเสบที่เกิดต่อเนื่องมาจากรังสี UV และ เป็น Antioxidant ที่ดี ทำงานร่วมกันกับ Vitamin E และให้ผลเสริมฤทธิ์กันเหมือน LAA (แต่ฤทธิ์เบากว่า LAA)

Key References
1. Enescu et al., J Cosmet Dermatol. 2022;21:2349–2359
2. Kumano, et al., J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo) 1998;44(3):345-359.

สารบำรุงอื่นๆ ในตำรับ ได้แก่

  • Niacinamide ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ควบคุมความมัน แบรนด์เคลมว่าใส่มาที่ 3%
  • Bakuchiol เป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่พบได้ในพืชสมุนไพร มีการออกฤทธิ์คล้ายกับ Vitamin A ซึ่งมีการศึกษาในผิวหนังจำลอง พบว่าให้คุณสมบัติในการสังเคราะห์คอลลาเจน โปรตีนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความกระชับผิว รวมไปถึง Aquaporin-3 ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บกักน้ำและสารโมเลกุลเล็กเช่น Glycerol ก่อนนำไปทดสอบในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.)
  • Sodium diluaramidoglutamide lysine ตัวนี้เป็นสารที่ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เป็นได้ทั้งตัวทำครีม (Emulsifier) มีโครงสร้างคล้ายเซราไมด์ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เป็น emollient ให้ผิวนุ่ม
  • Sodium hyaluronate เติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Tocopherol glucoside เป็นวิตามินอีที่ดัดแปลงโดยเอาน้ำตาลกลูโคสมาจับ เจอข้อมูลอยู่ว่า มีชื่อทางการค้าว่า Pretocopheryl® [จาก บ. Pierre Fabre ประเทศฝรั่งเศส] เป็น Antioxidant มีความคงตัวดี ดูดซึมผ่านผิว และค่อยๆ ปลดปล่อยวิตามินอีออกมาทีละน้อย (J Control Release. 2004 Nov 24;100(2):221-31.) มีข้อมูลเสริมๆ ว่า น้องละลายได้ในน้ำ และมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสี UV ได้

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี เลือกเอา C + E ที่เป็นฟอร์ม Glucoside ทั้งคู่ ทำให้ค่อยๆ ปลดปล่อยเอา C + E ออกมาช้าๆ ในผิว เสริมฤทธิ์กันและกันได้อย่างลงตัว จูงมือมากับ Bakuchiol และสารอื่นๆ ให้ประโยชน์ในด้าน Antioxidant, Whitening, ดูแลปัญหาด้านริ้วรอย พร้อม Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว จัดไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อสัมผัส อาจจะด้วยเราผิวผสม-แห้ง เลยค่อยข้างชอบเนื้อชุ่มๆ ประมาณนี้ ในด้านจุดด่างดำ และริ้วรอย ตัวเองยังไม่มีปัญหาด้านนี้ เลยใช้เพื่อชะลอมากกว่า ซึ่งก็ประทับใจ จะติ ก็แค่ตัวแพคเกจ มันดูปิดแล้วแบบลอยๆ กลัวจะหกเวลาเดินทาง แต่ก็พกไปนะ ยังไม่เคยเจอหก และเรื่องกลิ่นหอม ที่อาจจะแรงไปนิดนึงสำหรับเรา แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะต้องหักคะแนน เอาไป 5 ฟลาสก์เต็มๆ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่ Blog ถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจไปช้อปปิ้ง เรียนเชิญได้ค่ะ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.tMj9f?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/50JKzy7WbY

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Mini Review: รวบตึง รวมดาววิตามินซีทางเลือก อย่าง Ascorbyl glucoside และ Sodium ascorbyl phosphate

รวบตึง รวมดาว vit c ทางเลือก สำหรับคนผิวบอบบาง ระคายเคืองง่าย ที่ดิฉันได้ลองช่วง Q4 ของปี 2024 และ เดือน มค 2025

**ลำดับในภาพไม่ได้เป็นตัวบอกว่าอันไหนเริ่ดสุดนะคะ แค่เรียงให้สวยเฉยๆ

ชิ้นแรก

Drunk Elephant C-Luma

สูตรนี้เหมือนจะออกมาใหม่ช่วงกลางปี – ปลายปี

ใช้ Sodium ascorbyl phosphate 9% + Ascorbyl glucoside 1% เคลม pH 6

เสริมสารบำรุงอีกหลายชนิด เช่น Diglucosyl gallic acid ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ คือ อาศัยจุลินทรีย์เจ้าบ้าน (ไมโครไบโอต้า) บนผิวแปลงร่างให้ออกฤทธิ์ได้ เป็น whitening ดูแลรอยแดง พร้อม soothing

Glutathione + Phloretin (antioxidant กลุ่มฟีนอลิกที่พบในพืชธรรมชาติหลายชนิด) + Vit E ช่วยปกป้อง VC ในสูตร + เป็น antioxidant

พิกัด เคาน์เตอร์ในห้าง และ Sephora

ชิ้นที่ 2

Avene Vitamin Cg

นี่หญิงหยิบน้องมาอีกแล้วหรอ ใช่ค่ะ อีกรอบ

Ascorbyl glucoside (AA2G) 1.8% เสริม Bakuchiol 1.5% และ Niacinamide 3%

วัด pH ด้วยกระดาษได้ราวๆ 6 เช่นกัน

เดือนนี้มีโปร 1 แถม 1 อย่าลืมเก็บคูปองไปลดอีกตามเทศกาลใดๆ

ทางไปตำ
แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.tMj9f?cc
แอพส้ม https://s.shopee.co.th/50JKzy7WbY

ชิ้นที่ 3

Herbitage C-Acne brightening serum

น้องใหม่ในตระกูลวิตซีผสมสดจากบ้านเฮอร์บี้

ถึงชื่อสูตรจะบอกว่า Acne แต่เอาจริง ความ Antioxidant งี้ฉ่ำปัง ในราคาไม่แรงมาก

ใช้ Sodium ascorbyl phosphate 5% + oxyresveratrol งานวิจัยจากจุฬา เด่น antioxidant + soothing + whitening

เสริมสารบำรุงมาอีกฉ่ำ ดูแลปัญหาสิวได้ด้วย ด้านไวท์เทนนิ่งก็ดี

เคลม pH 6

ตัวนี้เราจะมารีวิวกันอีกทีค่ะ

อ้อ แบรนด์เฮอร์บี้ออก e-tax ได้นะ เผื่อใครโควต้าเหลือ

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.Gd4EN?cc
แอพส้ม https://s.shopee.co.th/50JZQhfTwV

Disclaimer: Drunk Elephant และ Avene ซื้อด้วยตนเอง; Herbitage ได้รับเป็นของขวัญ ข้อความทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว และการวิเคราะห์อิงพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Barrier protecting serum ในไลน์ Biobalance จาก Kamedis เซรั่มดูแล Barrier ผิวในมิติใหม่

Blog นี้ขอหยิบเอาเซรั่มที่ดูแล Barrier ผิวตัวใหม่ของ Kamedis มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันนะคะ

โดยเซรั่มนี้มาใสขวดสีม่วง ในไลน์ Bio balance มีชื่อเต็มๆ ว่า Barrier protecting serum

หน้าตาประมาณนี้

ส่วนนี้จะเป็นตัวกล่องค่ะ

อยากจะโฟกัสที่คำว่า Microbiome research ที่ด้านมุมซ้ายล่าง เพราะว่า ตัวนี้เน้นดูแลปรับสมดุล Microbiome มีผลเทสต์การทดสอบการเจริญของแบคทีเรียที่พบได้บนผิว

ส่วนผสมของสารบำรุง เด่นเติมน้ำให้ผิวและดูแลการระคายเคืองไปพร้อมๆ กัน โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครรองรับ

เคลมหลักของผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะกล่าวไว้ว่า

  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนาน 24 ชั่วโมง
  • ลดสัญญาณของผิวบอบบาง เช่น ผิวแห้ง แดง
  • เพิ่มความกระชับและยืดหยุ่น
  • พัฒนาสูตรมาเพื่อผิวบอบบางแพ้ง่าย

เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นดูเหมือนเป็นเจลครีม มีสีเบจ ซึ่งเป็นสีที่มาจากสารสกัดจากธรรมชาติ

เกลี่ยได้ง่าย ให้สัมผัสชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสม อยากเล่าเรื่อง Barrier ผิวนิดหน่อยก่อน คือ พอพูดถึง Barrier ผิว หลายๆ คนจะนึกถึง Ceramide แต่จริงๆ แล้ว Barrier ผิวนั้นมีความซับซ้อนและมีอยู่หลายมิติเหมือนกัน Ceramides เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่ง

ถ้าแบ่ง Barrier ผิวแบบง่ายๆ จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มตามประเภท

  • Physical barrier เป็นกลไกทางกายภาพ ผิวหนังที่สมบูรณ์ไม่มีบาดแผลเป็นตัวปกป้องไม่ให้ของดีๆ ภายในออกไปข้างนอก และป้องกันไม่ให้อันตรายจากภายนอกเข้ามาข้างใน
  • Chemical barrier เป็นกลไกทางเคมี ที่ผิวเราสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสภาวะ pH ให้เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคเจริญ การสร้างพวกไขมันต่างๆ มากันน้ำระเหยออก พวก NMF ที่มาจับน้ำ
  • Immunological barrier เป็นกลไกจากระบบภูมิคุ้มกันของผิวเรา เช่น กลุ่มของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และ Antimicrobial peptide ที่ผิวสร้างขึ้นมา
  • Microbiome barrier โดย Microbiome เป็นเหมือนชุมชนของจุลินทรีย์หลากหลายชนิด น้องมีปฏิกิริยากับผิวเราทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง รวมถึงสร้างสารที่มีประโยชน์ให้แก่ผิว ถ้าจุลินทรีย์มีความสมดุล มีชนิดที่หลากหลาย ผิวก็จะมีความแข็งแรง

มาดูส่วนผสมที่น่าสนใจกันนะคะ

  • คอมบิเนชั่นของ Anhydroxylitol, Xylitylglucoside, Xylitol คือ AquaxylTM เป็นคอมบิเนชั่นที่มีประโยชน์ในการเสริม Barrier ผิวผ่านหลายกลไก มีเคลมว่าเป็น “Anti-dehydration shield” ผ่านการเสริมการสร้างองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว ทำให้ผิวแข็งแรง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว

ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบมีดังนี้

  1. การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Aquaxyl สามารถเพิ่มการสังเคราะห์สารกลุ่ม Glycosaminoglycans (GAGs) ที่จับน้ำให้ผิว เช่น Hyaluronic acid อาจจะเพิ่มไม่มาก และ Condroitin sulfate ตัวนี้เพิ่มขึ้นเยอะเลย
  2. การทดสอบในผิวหนังมนุษย์ที่ตัดมาเลี้ยง (Ex vivo) พบว่า Aquaxyl เพิ่มการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้

3. การทดสอบในอาสาสมัคร เปรียบเทียบกับครีมเบส (placebo) พบว่า Aquaxyl เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และให้ Barrier ผิวแข็งแรงขึ้น (วัดจากค่าการระเหยของน้ำออกจากผิว – Trans epidermal water loss; TEWL ที่ลดลง)

เอาจริง แค่ Aquaxyl ก็เริ่ดแล้ว มาเจอกับสารสกัดสูตร Botaniplex® calm technology เข้าไปอีกก็คือดีงามขึ้นไปอีก ซึ่งคอมบิเนชั่นของ Botaniplex® Calm นี้ ทางแบรนด์ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพในทั้งระดับหลอดทดลอง เซลล์เพาะเลี้ยง และผิวหนังจำลอง พบว่าเด่นในแง่ของการลดกระบวนการอักเสบ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และ เสริมกระบวนการสร้าง antimicrobial peptide ที่ชื่อ defensin ที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากจุลินทรีย์ โดยรวมก็คือ สารสกัดชุดนี้มีประโยชน์ในการดูแลการระคายเคือง และให้ผิวแข็งแรงขึ้น

     ที่น่าสนใจเรื่อง Microbiome คือ สารสกัดในคอมบิเนชั่นนี้มีการทดสอบว่า สามารถลดการเจริญของจุลินทรีย์ที่ไม่ดี (เอา Staphylococcus aureus มาเป็นตัวแทน) และเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่ดี (เอา S. epidermidis มาเป็นตัวแทน)

     เราลองมาดูจุดเด่นของสารสกัดบางชนิดในคอมบิเนชั่นนี้ และงานวิจัยที่รองรับกัน

  • Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract สารสกัดจากชะเอม ซึ่งเด่นในแง่ของการดูแลการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว โดยประกอบด้วย Glycyrrhizic acid ที่มีฤทธิ์เด่นและมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ โดยฉบับหนึ่งที่น่าสนใจคือ การทดลองในอาสาสมัคร ที่เป็นผิวหนังอักเสบ Atopic ให้ทาเจลที่มีชะเอมความเข้มข้นต่างๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีอาการคัน รอยแดง และอาการบวมของรอยโรคลดลง (Saeedi et al., J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)
  • Scutellaria baicalensis extract ตัวนี้เป็นสมุนไพรในตำรับยาจีน มีชื่อว่าหวงฉิน มีงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพในด้านความงามและผิวพรรณอยู่พอควร สารสำคัญที่พบในหวงฉิน คือ Baicalin เด่นเรื่องคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบ เป็น Antioxidant ทั้งทางตรง คือ ไปกำจัดอนุมูลอิสระ และทางอ้อม คือ ไปเปิดระบบ NRf2 ซึ่งเป็นตัวปรับสมดุล Redox ในเซลล์ เสริมการสร้างเอนไซม์และสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ทนทานต่ออนุมูลอิสระมากขึ้น (กล่าวถึงใน Ma et al., Free Radic Biol Med. 2018;129:492-503.)
  • Cnidium monnieri extract เป็นสมุนไพรในตำรับยาจีนอีกตัว มีข้อมูลงานวิจัยล่าสุดเมื่อ พ.ค. ปีนี้ (2024) วิจัยในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า สามารถลดผลของ a-MSH ในการกระตุ้นการสร้างเม็ดสี โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase (Plants (Basel). 2024;13(10):1305.) ลดอาการแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis) ในสัตว์ทดลอง (Biol Pharm Bull. 2002;25(6):809-12.)

นอกจากสารสกัดจากพืชในกลุ่ม Botaniplex® Calm แล้ว ในเซรั่มยังเสริมสารบำรุงอื่นๆ อีก ได้แก่

  • แร่ธาตุเบลนด์ Magnesium Aspartate, Zinc Gluconate, Copper Gluconate ซึ่งเสริมกระบวนการทำงานของผิวหลายประการ ตั้งแต่เรื่องสมดุลการสร้าง-เจริญ ไปจนถึงการชะลอวัย
  • Allantoin ดูแลการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Panthenol เพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมกับ ดูแลการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Niacinamide มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการเสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลการอักเสบระคายเคือง เป็น whitening
  • เติมน้ำด้วย Hyaluron
  • Tropolone ตัวนี้เป็น synthetic antioxidant ที่ช่วยปกป้องทั้งสารในสูตรตำรับและอาจให้ประโยชน์ในการดูแลผิว และเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสียในสูตรตำรับ

เบสมาในเบสแบบเจลครีม ใช้ C13-15 Alkane เป็นสารไขมันที่ช่วยให้ผิวนุ่ม (Emollient) เนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ ข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี มีชื่อเล่นในวงการว่า Hemisqualane

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ส่วนตัวมองว่า น้องค่อนข้างเด่นในแง่ของการดูแลปัญหาการระคายเคืองผิวผ่านหลายๆ กลไก พร้อมทั้งเสริมความชุ่มชื้นผ่านกลไกการเติมน้ำเป็นหลัก มีผลเทสต์ในด้านของการดูแลเรื่องสมดุล microbiome ให้ผิวแข็งแรง และอาจให้ประโยชน์ไปถึงด้าน whitening จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวคิดว่าเรื่อง soothing (สบายผิว) น้องม่วงทำมาได้ดีมาก 10 10 10 เนื้อเซรั่มทำมาได้บางเบา ไม่เหนอะหนะ ในขณะที่ยังให้ความชุ่มชื้นค่อนข้างดี ให้ความรู้สึกสบายผิว ทางนี้เอามาแทรกในรูทีน คั่นกลางระหว่างเซรั่มเบสน้ำ กับ เบสแบบครีมได้พอดีแบบลงตัวมาก ใช้ได้ทั้งเช้า-เย็น ให้ความชอบไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kamedis สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้เป็นของขวัญ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/Kamedisth

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7pcZ9A27BG

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.sT41b?cc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากทางแบรนด์ Kamedis สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการเขียนรีวิว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Mini review: เซรั่มวิตามินซี เทคโนโลยี Colloidal Gold จาก Per Se Gold C antioxidant serum

เซรั่มวิตามินซีร่างทอง ที่แปลว่าทองจริงๆ เพราะมีส่วนผสมของ Colloidal gold

Per Se รุ่น Gold C Antioxidant serum

น้องเป็นเซรั่ม LAA เนื้อบางเบา เป็นเบสแบบน้ำ ใช้ง่าย ซึมไว ยัดลงรูทีนได้ง่าย

ส่วนผสมเป็นดังนี้

วิเคราะห์ส่วผสม

ในด้านของสารบำรุง

  • คอมบิเนชั่นของ Water, Sorbitol, Xanthan Gum, Ascorbic Acid, Gold, Glutathione เป็นคอมบิเนชั่นของวัตถุดิบ Golden C เป็นการเอา Ascorbic acid (AA) มาเกาะบนผิวอนุภาค Colloidal gold แล้วเอา Glutathione มาใช้คู่กัน เพื่อให้ Glutathione ช่วยรักษาเสถียรภาพของ AA เอาไว้ และเพิ่มความคงตัว โดยตัว Colloidal gold เพิ่มการดูดซึมวิตซีลงผิว มีผลเทสต์จากผู้ผลิตวัตถุดิบในด้านของการดูดซึม และประสิทธิภาพในการปกป้องการเกิดอนุมูลอิสระในผิว และการเสริมการสร้างคอลลาเจน
  • Pseudoalteromonas ferment extract เป็นสารที่ได้จากกระบวนการหมักจุลินทรีย์ในท้องทะเล มีข้อมูลอยู่เกี่ยวกับประโยชน์ในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น และการเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • เติมน้ำด้วย Saccharide isomerate สารเพิ่มความชุ่มชื้นที่เกาะกับโปรตีนผิว ช่วยจับน้ำให้ผิวชุ่มชื้นยาวนาน ใช้ร่วมกับ Hya

ในภาพรวมการใช้ Colloidal gold เข้ามาถือเป็นอีกเทคนิคที่น่าสนใจในเรื่องของการนำส่ง AA เข้าผิว และเสริมความคงตัวโดยการใช้ Glutathione ร่วม

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/3ArAY9syA5

Disclaimer: received as a gift, self-opinion

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Brikk จาก the Labatorian เซรั่มดูแล Barrier ผิว ส่วนผสมอัดแน่น แต่เนื้อบางเบา เวอร์ชั่นติดแกลม อัพเดท 2024

Blog นี้ขอหยิบเอา Brikk ติดแกลม เวอร์ชั่น 2024 จากแบรนด์ The Labatorian ที่อัพเดทแพคเกจใหม่ พร้อมปรับสูตรใหม่เพื่อความฉ่ำปัง

น้องพึ่งเปิดตัวแพคเกจใหม่เมื่อช่วง 11.11 ที่ผ่านมานี้เอง

Brikk ใหม่ เขามาในหน้าตาประมาณนี้ ขวดใหม่ไฉไลมาก

อันนี้จะเป็นตัวกล่องนะคะ

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบใส จะได้กลิ่นหอมของกุหลาบจางๆ ซึ่งมาจาก Rose water ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ นอกจากจะให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) แล้วก็ยังได้กลิ่นหอมด้วย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย แรกๆ จะให้สัมผัสลื่นๆ ผิว แต่เมื่อทิ้งไว้สักพัก ไม่ถึง 1 นาที ตัวเซรั่มจะซึม/แห้งไป ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ชุ่มชื้น และไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าสูตรปรับใหม่นี้มีความชุ่มผิวมากขึ้น

ค่า pH นั้นอยู่ที่ประมาณ 5 นะคะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่า pH ของผิว

รายการส่วนผสมของสูตรใหม่ 2024 แอบมีต่างจากสูตรเดิมเล็กน้อย

แต่ก่อนไปดูส่วนผสม อยากเล่าถึง Barrier ของผิว 4 กลุ่มย่อย

  1. Physical barrier คือ ตัวผิวเอง โครงสร้างที่สมบูรณ์ของผิวหนังเป็นตัวปกป้องไม่ให้ของดีๆ ภายในออกไปข้างนอก และป้องกันไม่ให้อันตรายจากภายนอกเข้ามาข้างใน
  2. Chemical barrier คือ พวกสารเคมีต่างๆ ที่ผิวเราสร้างขึ้นมา การรักษาสภาวะ pH ให้เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคโตได้ บางที่อาจจะนับรวม Biochemical barrier เข้ามาไว้ด้วย คือพวก Antimicrobial peptide ที่ผิวเราสร้างขึ้นมาระงับเชื้อก่อโรคต่างๆ ตัวที่ดังๆ ก็เช่น Defensin
  3. Immunological barrier คือ ระบบภูมิคุ้มกันของผิวเรานั่นเอง ที่คอยปกป้องผิวจากทั้งสารเคมี และพวกจุลินทรีย์ต่างๆ
  4. และช่วงหลังๆ มา Microbiome ปังมาก เลยมีคนพูดถึง Microbiological barrier โดย Microbiome เป็นเหมือนชุมชนของจุลินทรีย์หลากหลายชนิด น้องมีปฏิกิริยากับผิวเราทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง รวมถึงสร้างสารที่มีประโยชน์ให้แก่ผิว

การเลือกใช้ Pre-pro-post biotics ในทางเครื่องสำอาง ก็เพื่อดูแล Microbiome ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ผิวของเราแข็งแรง และมีสุขภาพดี

โดยตัว Brikk นั้นเคลมว่าเป็น 6 in 1 Daily ที่ดูแลผิวเสมือนรวมเอาเซรั่ม 6 ขวดเข้าไว้ด้วยกัน ดังนี้

  • Antioxidant ด้วยส่วนผสมของ Antioxidant ชั้นเลิศอย่าง Resveratrol กับ Ferulic acid
  • Anti-pollution ตัวที่น่าสนใจก็คือ Ectoine กับพวกสารที่ฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • Microbiome ดูแลด้วย Prebiotics
  • Lipid & NMF ฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Hydration เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างยาวนาน

เราลองมาดูส่วนผสมของ Brikk กันนะคะว่าดูแล Barrier ผิวได้ในทุกมิติ และเป็นเซรั่ม 6 ขวดในขวดเดียวกันได้ อย่างไร

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมของ Brikk นั้นมีสารบำรุงอยู่หลายชนิดเหมือนกัน ลองมาดูตัวที่น่าสนใจๆ

  • กลุ่ม Microbiome ใช้แทนด้วยสีเขียวมะกอก ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย Prebiotic 2 ชนิด ได้แก่ Inulin และ Beta-glucan และ Post-biotic อย่าง Lactococcus ferment lysate
    • Inulin เป็น Polysaccharide ที่พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น Chicory, artichoke ซึ่งจัดเป็น Prebiotic ชนิดหนึ่ง น้องเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีที่เรียกกันว่า Probiotic ในทางเครื่องสำอางมีการใช้ Inulin เพื่อเป็น Moisturizer โดยข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า Inulin มีความสามารถในการเป็น Moisturizer ที่ดีกว่า Hyaluronic acid (Ref: TDS preBIULIN AGA)
    • Beta-glucan เป็น Polysaccharide ที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และในพืชบางชนิด เช่น Oat ซึ่งนอกจากความสามารถในการเป็น Prebiotic แล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านการเป็น Moisturizer และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect
    • Lactococcus ferment lysate เป็นกลุ่มสารที่ได้จากการย่อยระบบที่เลี้ยงจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Lactoccus เราเลยเรียกว่า Postbiotic ข้อมูลจากวัตถุดิบ ProRenew Complex CLR™ กล่าวว่าใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ Lactococcus lactis ซึ่งมีรายงานงานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์ที่ดีหลายชนิด เช่น คุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิวในผิวหนังเพาะเลี้ยง (Lett Appl Microbiol. 2019;68(6):530-536.) เสริมการทำงานของ Barrier ผิวผ่าน Antimicrobial peptide ที่ชื่อ Defensin ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผิวตามธรรมชาติ และเสริมการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญตัวหนึ่งของผิว ไม่ว่าจะเป็น เป็นสารตั้งต้นของ NMF และ เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของ Cornified envelope ที่ให้ Corneocyte แข็งแรง ปกป้องผิวเราจากอันตรายต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม ผลทั้งสองอย่างทดสอบในผิวหนังเพาะเลี้ยง และมีการทดสอบในอาสาสมัครโดยให้ทาตำรับที่มี Lactococcus วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 30 วัน พบว่าผิวหนังของอาสาสมัครมี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น วัดจากค่าการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ที่ลดลง และช่วยปรับสมดุลค่า pH ของผิว (Skin Pharmacol Physiol. 2019;32(2):72-80.)
  • สีบานเย็น เป็นพวกสารที่เสริมคุณสมบัติการเป็น Barrier ของผิว อย่างพวก Ceramide, Cholesterol และ Sphingoid base ที่เป็นโครงสร้างสำคัญของ Ceramide อย่าง Phytoshingosine
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่เติมน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น
    • Ectoine เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม สร้างโดยแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้าย (Extremophile) ทำหน้าที่ปกป้องตัวเขาเองจากอันตรายภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากปัจจัยกายภาพและเคมี มีการพบว่าตัว Ectoine จะทำหน้าที่ดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเองแล้วกลายเป็นชั้นโครงสร้างที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเซลล์เอาไว้ เรียกว่าเป็น Ectoine hydrocomplex (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) เจ้า Hydrocomplex ดังกล่าวส่งผลดีถึงองค์ประกอบทั้งเซลล์ คือปกป้องเซลล์นั้นให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำต่ำลง จะไปมีผลต่อระบบของการอักเสบทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ในกรณีของผิวหนัง การมี Ectoine จะช่วยให้ Lipid barrier ของผิวทำงานได้ตามปกติและมีความแข็งแรง ผิวจึงแข็งแรง และเก็บกักน้ำได้ดี (มีการระเหยของน้ำออกจากผิว/Transepidermal water loss; TEWL น้อย) (Biophys Chem. 2010;150(1–3):37–46.) มีการทดสอบประสิทธิภาพในทางผิวหนังอยู่หลายชิ้น ซึ่งได้กล่าวถึงในบทความวิชาการล่าสุดของ Kauth และ Truvosa (Dermatology and Therapy. 2022;12:295–313) ในภาพรวมคือ Ectoine ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ลดการอักเสบระคายเคือง รวมทั้งดูแลปัญหาผิวอักเสบและระคายเคืองต่างๆ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.) ยังมีการทดสอบพบว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)
    • Polyquaternium-51 ตัวนี้เป็น Polymer สังเคราะห์ที่มีโครงสร้างคล้ายกับไขมัน Phospholipid บนผิวของเรา ว่ากันว่านางจะเคลือบผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นของนางดีกว่า Hyaluronic acid
    • Saccharide isomerate ที่เด่นเรื่องการจับน้ำให้ผิวได้อย่างยาวนาน เพราะน้องสามารถเกาะติดบนผิวได้ดีและอยู่บนผิวได้นาน ถ้าเราไม่ล้างออกไป
    • Betaine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine ที่นอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้น ยังดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว และปรับ Feeling ของสูตรให้ไม่เหนอะหนะไปพร้อมๆ กัน
    • กรดอะมิโน และสารอื่นที่จัดเป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF มีคุณสมบัติในการจับน้ำให้แก่ผิว
  • สีเขียว คู่หูคู่ขวัญ Niacinamide (B3) + N-acetyl-D-glucosamine (NAG) เราคงไม่กล่าวถึงประโยชน์ของ B3 และ NAG แบบแยกกัน เพราะทั้ง 2 ตัวก็มีประโยชน์กับผิวมากโขอยู่ สำหรับการใช้ร่วมกันนั้นมีการศึกษาที่น่าสนใจโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • สีน้ำเงิน สารบำรุงอื่นๆ ยกตัวอย่างบางตัวที่น่าสนใจ เช่น
    • Syn-Hycan (Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate) สารชื่อยาวๆ นี้เป็นเปปไทด์สังเคราะห์ เทคโนโลยีสิทธิบัตร ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการเสริมการทำงานของ TGF-Beta ที่มีตามธรรมชาติของผิว ซึ่งส่งผลต่อไปให้มีการสังเคราะห์กลุ่มสาร Matrix จำพวก Hyaluron, Lumican และ Decorin ซึ่งมีคุณสมบัติให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และมีความแข็งแรง รวมทั้งช่วยเสริมการเรียงตัวของคอลลาเจนเดิมในผิวให้อยู่ในโครงร่างที่แข็งแรง (ปกติเวลาเราอายุเพิ่มขึ้นสายเส้นใยของคอลลาเจนจะฉีกขาดไปตามกาลเวลา และมีการเรียงตัวที่ไม่สวยงามไม่เป็นระเบียบแบบเดิม ผิวเลยหย่อนคล้อย ไม่กระชับ)
    • สูตรผสมของ Water (and) Butylene Glycol (and) PEG-60 Almond Glycerides (and) Caprylyl Glycol (and) Glycerin (and) Carbomer (and) Nordihydroguaiaretic Acid (and) Oleanolic Acid รู้จักกันในนาม AC.NetTM จาก Croda ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เบลนด์กันมาอย่างลงตัวเพื่อดูแลปัญหาสิว ผิวมัน และรูขุมขนกว้าง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบยังระบุว่า สารชุดนี้ยังยับยั้งการเจริญของพวก C. acnes ที่ก่อสิว และ P. ovale ที่ก่อปัญหาผิวหลายประการ เช่น รูขุมขนอักเสบ
    • Ferulic acid กับ Resveratrol เป็น Antioxidant ที่มีประโยชน์มากมายกับผิว ซึ่ง Resveratrol เองก็พอมีข้อมูลเรื่องการเสริมกระบวนการ Autophagy ซึ่งเป็นเสมือนการย่อยสลาย ทำลาย แล้วรีไซเคิลเอาส่วนประกอบที่อาจจะเสื่อมสภาพ หรือไม่ค่อยทำงานแล้ว มาสร้างใหม่ให้ดีเหมือนเดิม
  • สีส้ม Hyaluron และอนุพันธ์หลายชนิด ทั้งตัวเกาะ ตัวเคลือบ และตัวเล็ก มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิวในหลายๆ ระดับ
  • สีชมพู กลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคืองผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

ในภาพรวมส่วนผสมของสารบำรุงที่ใส่ลงมาทำงานเสริมกันอย่างลงตัวทั้งในด้านการฟื้นฟู Barrier ผิว ไม่ว่าจะเป็นส่วนของไขมัน ส่วนของโปรตีน Filaggrin พวก NMF และยังดูแลเรื่อง Microbiome รวมทั้งเติมน้ำ ฟื้นฟู ดูแลปัญหาผิวมัน สิว รูขุมขนกว้าง ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ไปพร้อมๆ กัน สมกับที่เคลมว่าเป็น 6 in 1 Daily จริงๆ

และสูตรใหม่ในปี 2024 นี้ ที่นางเพิ่มมาก็คือ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ซึ่งเป็นโค้ดเดียวกับ Aquatide ซึ่งไปเปิดระบบ SIRT-1 แล้วเสริมกระบวนการ Autophagy ทำให้ผิวแข็งแรง

อีกตัวที่ให้สีฟ้าอ่อนๆ ก็คือ Malachite extract ซึ่งเป็นสารที่ได้จากหินแร่มาลาไคท์ มีส่วนประกอบของแร่ธาตุ Copper ซึ่งเสริมกระบวนการทำงานของผิวในการต่อต้านอนุมูลอิสระจากสิ่งแวดล้อม และเป็น antioxidant

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives Brikk 2024 ก็คือ Brikk คนเดิม ไมโครไบโอมมาครบ Barrier ผิวเริ่ด เพิ่มเติมคือ เสริม Autophagy อีก 1 กรุบ เอาไปเถอะ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ผลิตภัณฑ์เสริม Barrier ส่วนใหญ่เนื้อจะค่อนข้างหนัก แต่น้อง Brikk นั้นทำมาได้ดีมาก บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ คนที่มีผิวมันน่าจะชอบ ส่วนตัวมีผิวผสม-แห้ง คิดว่า สูตรใหม่นี้ทำมาได้ชุ่มชื้นมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ The labatorian ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/8fBa6jB03O

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.sYpqP?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ The labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเรตินอยด์เจ็นใหม่ จาก Her Hyness รุ่น Bio-retinal melatonin advanced repair serum

อย่าพึ่งกลัว Retinoids ถ้ายังไม่ได้ลองสิ่งนี้

ขอมอบคำโปรยนี้ไว้ให้แก่ Her Hyness Bio-retinal melatonin advanced repair serum หรือน้อง Her Hyness ขวดม่วงนั่นเองค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวแพคเกจด้านในจะมาในขวดแบบปั๊มที่เป็นอคริลิก แลดูหรูหรา

ในส่วนของเนื้อนั้นจะเป็นเนื้อน้ำนมที่ค่อนข้างบางเบา ส่วนหนึ่งที่ทำได้เบาขนาดนี้จะมาจากส่วนผสมของสารกลุ่มน้ำมันที่เขาเลือกใช้จะเป็นตัวที่ระเหยได้ เลยค่อนข้างให้สัมผัสที่ดี ไม่หนักและเหนอะหนะผิว

ตรงนี้เป็นอย่างไร สารตัวไหน เดี๋ยวมาเล่าอีกที

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยอาจจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่บ้าง

ซึมไวแห้งไวให้สัมผัสบางเบา

ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic)

ส่วนผสมที่เลือกมาก็คือเบลนด์กันได้อย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะด้านริ้วรอยและการชะลอวัย

รายการส่วนผสม

ทางแบรนด์มีเคลมถึงการใช้ Retinoid complex 3.8% ซึ่งได้แก่

  • Retinoids 1% แบ่งเป็น Retinal 0.5% และ Hydroxypinacolone retinoate 0.5%
  • 2.8% Natural retinoic acid booster แบ่งเป็น Novoretin® 2% ร่วมกับ Phyto-retinol 0.8%

เสริมประสิทธิภาพในการชะลอวัยด้วย Melatonin และดูแลการระคายเคือง ด้วยสารบำรุงที่มีประสิทธิภาพในชุด Defensil® plus

ในส่วนของรายละเอียดแบบเจาะลึก ขอแบ่งสารมาพูดถึงเป็นส่วนๆ โดยเริ่มจากส่วนของ Retinoids และสารเสริม Retinoids ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ก็คือ เรียกได้ว่า เบลนด์กันได้อย่างดี เติม Retinoids ลงไป และปกป้องไม่ให้ Retinoids ในผิวสลายตัวไปโดยง่าย ดังนี้

  • Retinal หรือ Retinaldehyde ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความแรงเพิ่มขึ้นจาก Retinol โดยประโยชน์ของ Retinoids ที่มีต่อผิวนั้นค่อนข้างกว้างค่ะ โดยจะเด่นไปในทางด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ตัว Retinoids จะออกฤทธิ์ที่หลายระดับชั้นผิว จึงให้ประโยชน์หลายด้าน ถ้าเป็นที่ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เราจะได้เรื่องของการปรับสมดุลการสร้าง-แบ่งตัว-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่และการผลัดออกของผิว (เซลล์ Keratinocyte) ในหนังกำพร้า รวมถึงลดการอุดตันผ่านการปรับสมดุลการสร้าง-ผลัดออกของ Keratinocyte ภายในรูขุมขน ถ้าเป็นที่หนังแท้ (Dermis) ก็จะไปเสริมการสร้างพวกเส้นใยไฟเบอร์ต่างๆ ที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้ รวมถึงไปลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปทำลายคอลลาเจน

ตามทฤษฎีแล้ว Retinoids ถือว่าเป็นสารที่วงการแพทย์ยอมรับตัวหนึ่งในด้านของการเป็น Anti-aging

ในส่วนของ Metabolism ของ Retinoids เมื่อเข้าสู่ผิว เราจะสามารถสรุปได้ดังภาพนี้ค่ะ

โดย Retinal เมื่อลงผิว จะถูก Oxidize 1 Step แล้วได้ฟอร์มที่ออกฤทธิ์ได้เลย แต่ถ้าใช้ ฟอร์มอย่าง Ester อาจจะถูกเก็บไว้ก่อน ก่อนถูกเปลี่ยนเป็น Retinol หรือจะเปลี่ยนเลย อันนี้แล้วแต่ความต้องการของผิว ส่วนถ้าเป็น Retinol ก็จะถูก Oxidize ต่อ 2 Step ถึงออกฤทธิ์ได้

    

สำหรับ Retinal ที่ทางแบรนด์ใช้ แบรนด์เคลมว่าเป็น Retinal ที่ได้จากธรรมชาติ สร้างโดย Halobacterium ซึ่งเป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่เจริญได้ในสภาวะแวดล้อมที่มีเกลือสูง เช่น ในมหาสมุทร

Retinoids และ Booster อื่นๆ ได้แก่

  • Hydroxypinacolone Retinoate หรือ HPR ตัวนี้รู้จักกันในวงการว่า Granactive retinoids ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Retinoic acid น้องมีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยที่ดี มีความคงตัวดี และมีความระคายเคืองต่อผิวน้อย ข้อมูลจากบทความตีพิมพ์ในวารสาร Journal of American Academy of Dermatology ตีพิมพ์เมื่อปี 2018 ระบุว่า HPR นั้นสามารถจับกับ Receptor ของ Retinoids แล้วออกฤทธิ์ได้เลย และมีผลการทดสอบประสิทธิภาพในผิวหนังจำลอง (Ruth and Mammone, J Am Acad Derm. 2018;73(3 Suppl 1):AB44.)
  • Silybin เป็นสารประกอบกลุ่ม flavonolignan ที่พบในเมล็ดของ milk thistle plants (Silybum marianum) โดยตัวที่ทางแบรนด์ใช้นั้น เป็นรูปแบบของ Phytosome ที่เป็นผนังสองชั้น เตรียมขึ้นจาก Phospholipid เพื่อช่วยในการนำส่งสารเข้าผิว และรักษาความคงตัวของสาร (Food Biosci. 2016;15:126–35.) สาร Silybin นี้ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีเคลมว่า กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวและการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนัง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ Hyaluronic Acid ยับยั้งการการทำงานของระบบ AP-1 ได้เหมือน Retinoids ซึ่งเมื่อระบบ AP-1 ถูกกระตุ้นจะนำไปสู่ การสร้างเอนไซม์ MMP มาย่อยสลายคอลลาเจน และกระบวนการอักเสบต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ

โดยมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Silybin สามารถลดเลือนริ้วรอยได้ดีกว่า Bakuchiol และ Retinol

  • สารสกัดจาก Pistacia Lentiscus (Mastic) Gum หรือ Novoretin® น้องเป็นวัตถุดิบที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงาน In-cosmetics ASIA 2022 โดยมีกลไกการออกฤทธิ์คือไปยับยั้งเอนไซม์ CYP26 ที่เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลาย Retinoic acid (RA) ในเซลล์ให้หมดฤทธิ์ เมื่อไปยับยั้งจะทำให้ RA ในเซลล์ไม่โดนย่อยสลาย จึงทำให้ RA ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้น

   ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Novoretin® สามารถเพิ่มการสะสมตัวของ RA ในเซลล์ได้ถึง 720% และยังสามารถ ออกฤทธิ์ที่ Retinoid receptor ให้ประโยชน์คล้าย Retinoids

  • Melatonin เป็นสาร Antioxidant ที่ดี ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวม Melatonin นั้นมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว รวมทั้งดูแลให้ผิวแข็งแรง (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

สารบำรุงอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

  • Combination ของ Defensil® Plus ที่มีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในระดับอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ที่ดีในการลดการอักเสบ การแพ้ Soothing (ปลอบประโลมให้ความรู้สึกสบายผิว) ลดรอยแดง ช่วยเสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว โดยตรวจจากการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ลดลง (Ref: TDS Defensil® Plus)
  • Niacinamide ซึ่งก็มีประโยชน์กับผิวหลายด้านเช่นกัน ในด้านการชะลอวัย น้องเป็นสารที่เสริมกระบวนการทำงานของผิวผ่านหลายๆ กลไก หนึ่งในนั้นคือ เป็นส่วนหนึ่งของ Cofactor NAD, NADP ซึ่งช่วยในการทำงานต่างๆ ของผิว ผลโดยรวมคือ ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก ต่อต้านการเกิด Glycation และยังเป็น Antioxidant
  • Palmitoyl tripeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว glycine, histidine, lysine มาจับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเสริมการดูดซึม น้องเป็นเสมือน Messenger เพื่อเสริมกระบวนการฟื้นฟูและปรับสภาพผิว และมีข้อมูลว่าเสริมกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนและโปรตีนอื่นใน Extracellular matrix ของหนังแท้ ให้ผิวมีความกระชับ ไม่หย่อนคล้อย
  • เพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Hyaluronic acid สารสกัดจากน้ำผึ้ง และน้ำผึ้ง
  • Propolis สารพังกาวที่ได้จากรังผึ้ง มีคุณสมบัติที่ดีในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ ลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Propolis มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และ การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Propolis ปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV (Biomed Pharmacother. 2017;95:47-54.)  
  • Royal jelly หรือ นมผึ้ง ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น 10-hydroxy-2-decenoic acid (10-HDA), antibacterial protein ที่ชื่อ apisin ในภาพรวมมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ เป็น Antioxidant ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน (Int J Mol Sci. 2024;25(11):6023.)

ส่วนของเบส จะเห็น Isohexadecane ที่เป็นสารไขมันกลุ่ม Alkane ที่ระเหยได้ จึงให้เนื้อบางเบาไม่เหนอะหนะ และ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว สมกับคำเคลมเรื่องของความคลีน

สรุปและให้คะแนน

  1. สารบำรุง: เป็นเซรั่ม Retinoids ที่อัพเกรดมาอีกขั้น ตามคำเคลม #TheNextGenOfRetinol เลือกใช้สารบำรุงเข้ามาผสานกันได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการเอา Retinal มาจับกับ HPR เพื่อเติมลงไปให้ผิว พร้อม Block การสลายตัวของ RA ในผิวไม่ให้เสื่อมสลายไปโดยไว และเสริมสารบำรุงอื่นๆ เข้ามา เพื่อดูแลด้านการระคายเคืองที่อาจเกิด เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ประโยชน์ได้ค่อนข้างครบ ไม่ใช่แค่ดูแลด้านริ้วรอย แต่ยังครอบคลุมไปถึงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดูแลสิว ผิวหมองคล้ำ ผิวไม่เรียบเนียน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่น: ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: อย่างแรกเลย ชอบด้านการ Formulate สูตรทั้งในแง่ของส่วนผสมของสารบำรุง และในแง่ของสารขึ้นเนื้อครีม ที่เลือกตัวเบาๆ ได้เหมาะกับสภาพอากาศและผิวของคนบ้านเรา การใช้งาน เนื้อเซรั่มค่อนข้างเบา เอาประยุกต์เข้า Routine ได้ง่าย ไม่เหนอะหนะไม่หนักไม่กวนการ Layer skincare ต่างๆ ให้ไปเลย 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Her Hyness นะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/herhynessbeauty

อยากบอกว่าทางแบรนด์มีโปรบ่อยมากค่ะ มีจำหน่ายทั้งในร้านชั้นนำทั่วไป อาทิเช่น Watsons, Eve and Boy, Beautrium, Firster, All About You, และทางออนไลน์ค่ะ

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.oKhOK?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/2LDVdDDNvG

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Her Hyness การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Niacinamide G Super serum จาก Biobalance

Blog นี้เราจะมาวิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่มบำรุงผิวในไลน์ Super serum ของ Biobalance เวชสำอางสายคลีน ที่พึ่งเข้าไทยมาเมื่อต้นปีนี้ค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจอยากรู้จักแบรนด์ Biobalance ให้มากขึ้น สามารถตามอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/08/26/brandintro-biobalance/

โดยก่อนหน้านี้ ทางแบรนด์ได้นำเอาสินค้าในกลุ่ม Super serum เข้าไทยมาแล้ว 2 ชิ้น คือ เซรั่มวิตามินซี และ เซรั่มวิตามินเอ สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

>>review serum vitamin c และ vitamin a ของ Biobalance

วันนี้ขอหยิบเอาน้องใหม่ในไลน์ Super Serum อีกตัวที่เข้าไทยมา คือ Niacinamide G ที่เป็นตัวเบลนด์ของ Niacinamide 15% + Glycolic acid 5% ค่ะ

ตัวแพคเกจด้านในจะเป็นขวดแก้วสีชา ที่มาพร้อมกับดรอปเปอร์

น้องเป็นเซรั่มที่มีความหนืดนิดๆ ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ฟีลลื่น เคลือบ และชุ่มชื้น

ส่วนตัวก็เคยใช้พวก AHA มาอยู่บ้าง เลยไม่ได้รู้สึกยิบๆ เท่าไหร่ แต่สำหรับมือใหม่ อาจจะมีอาการยิบๆ ได้ ตามธรรมชาติของ AHA ซึ่งอาการยิบๆ จะเป็นอยู่ชั่วคราว ไม่นาน และผิวเราจะปรับตัวได้ค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเป็นค่า pH ที่ทำให้ Glycolic acid อยู่ในรูปแบบกรด (Free acid) ที่เป็นฟอร์มที่ active ออกฤทธิ์ในการผลัดผิวได้

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมก็คือ สมเป็นแบรนด์สกินแคร์สายคลีน มีส่วนผสมอยู่ไม่มากนัก โดยมี Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 เป็นสารบำรุงหลัก ร่วมกับ Glycolic acid และ ดูแลปัญหาการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วย Panthenol

  • Niacinamide มีประโยชน์กับผิวมากมายหลายอย่าง เนื่องจากน้องเป็นองค์ประกอบในโคเอนไซม์ NAD และ NADP ที่ช่วยในการทำงานหลายอย่างของผิวหนัง และยังออกฤทธิ์ผ่านอีกหลายกลไก มีประโยชน์ทั้งในด้านการควบคุมความมัน ลดกระบวนการอักเสบและการระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ Ceramide ที่เป็น Barrier ผิว จริงๆ มีการศึกษาเกี่ยวกับ Niacinamide ค่อนข้างเยอะนะคะ แต่งานหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานของ Bisset และคณะ ได้ทดสอบประสิทธิภาพของ Niacinamide 5% ในอาสาสมัครหญิงที่มีภาวะ Photoaging เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครมีริ้วรอยลดลง จุดด่างดำลดลง รอยแดง รอยเหลือง ลดลง และความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Dermatol Surg. 2005;31(7 Pt 2):860-5; discussion 865.)
  • Glycolic acid เป็น AHA ที่มีประโยชน์ในการผลัดผิว ลดเลือนริ้วรอยตื้นๆ ปรับสีผิวให้กระจ่างใสขึ้น ในสูตรนี้มีค่า pH ราวๆ 3 ถึง 4 ทำให้ AHA นี้อยู่ในรูปที่ active
  • Panthenol ด้วยความที่ AHA อาจจะระคายเคืองได้ เลยเอา Panthenol มาดูเรื่องการระคายเคือง คู่กับ B3 และ Panthenol เองก็ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นของผิวได้อีกทาง

ในภาพรวมก็คือเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีปัญหาจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ และน่าจะได้ประโยชน์สำหรับดูแลริ้วรอยตื้นๆ และปัญหารูขุมขนกว้าง

โดยมีข้อแนะนำว่าควรใช้แค่ตอนกลางคืน เช้าตื่นมาก็ให้ทากันแดด และหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะว่า AHA จะเพิ่มความไวต่อแสงได้ค่ะ และถ้ารู้สึกระคายเคืองมากไป ก็ปรับลดความถี่ เหลือวันเว้นวันได้ตามความสะดวกและคอนเซปท์ Listen to your skin

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.MP6ez?cc

แอพส้ม https://shope.ee/6fLZLvmzM9

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Pure Niacinamide 10 Serum 1 ในตัวแม่เซรั่มพลังโมเลกุล จาก La Roche-Posay

Blog นี้ขอหยิบเอาเซรั่มวิตามินบี 3 ซึ่งเป็นเซรั่มตัวดัง ในซีรี่ส์เซรั่มพลังโมเลกุล จากแบรนด์ La Roche-Posay มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกัน

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Pure Niacinamide 10 Serum มาในขวดสีม่วงแบบนี้ค่ะ

ซึ่งเวลาเราไปซื้อใน Drug Store เราจะเจอน้องมาในกล่องหุ้มหน้าตาแบบนี้

สูตรนี้จะมาในเนื้อน้ำนมนะคะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น มีฟีลเคลือบผิวเบาๆ เอาไว้

ขึ้นชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของลาโรช ทางนี้ค่อนข้างมั่นใจเรื่องประสิทธิภาพ เพราะทางแบรนด์จะทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครก่อนเสมอ

สำหรับเซรั่มตัวนี้นั้นทางแบรนด์ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครหลากหลายเชื้อชาติ ทุกสีผิว และทุกสภาพผิว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 105 คน ในเรื่องของจุดด่างดำตามอายุ (Age spot) จุดด่างดำจากรังสี UV (Sun spot) รอยดำจากสิว จากการอักเสบ (Post-inflammatory hyperpigmentation; PIH) โดยพบว่า

  • หลังทาทันที รู้สึกชุ่มชื้น สีผิวดูกระจ่างใส (Radiance) สม่ำเสมอมากขึ้น อันนี้เป็นไปได้ไหม เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังใน
  • ช่วงวิเคราะห์ส่วนผสม
  • 4 สัปดาห์ จุดด่างดำดูดีขึ้น ทั้งมีขนาดเล็กลง สีดูจางลง สีผิวโดยรวมสม่ำเสมอมากขึ้น
  • ครบ 8 สัปดาห์ แล้วติดตามการใช้ที่ 11 สัปดาห์ พบว่าลดการกลับเป็นซ้ำของจุดด่างดำเมื่อหยุดใช้ไปแล้ว 3 สัปดาห์ และประสิทธิภาพในด้านสีผิวสม่ำเสมอยังคงอยู่

ก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสมอยากเล่าถึงสีผิว การเกิดสีผิว และทำไมเวลาเราเป็นสิว ถึงมักจะทิ้งรอยดำเอาไว้

เรื่องสีผิว อันนี้เชื่อว่าหลายท่านน่าจะทราบแล้วว่า การสร้างเม็ดสีผิว เกิดที่ Melanocyte ที่ชั้นล่างสุดของหนังกำพร้า โดยอาศัยเอนไซม์ Tyrosinase เปลี่ยนกรดอะมิโน Tyrosine หลายขั้นตอนจนได้เป็นเม็ดสี Melanin

ทีนี้เวลา Melanocyte มันได้เมลานินแล้ว มันจะไปเก็บรวมในถุง Melanosome ก่อนส่งผ่านออกไปที่เซลล์หนังกำพร้า (Keratinocyte; KC) ชั้นที่อยู่เหนือกว่า เราก็จะค่อยๆ เริ่มเห็นเป็นสีผิว เมื่อ KC พวกนี้มันเคลื่อนที่ออกมา

เรียกกระบวนการนี้ว่า Melanosome transfer

ทีนี้ถ้าไม่มีอะไรไปกวนมัน เราก็จะมีสีผิวอ่อนเข้มแตกต่างกันไปตามกรรมพันธุ์ของเรา

แต่ถ้ามีอะไรไปกวนมัน เช่น รังสี UV อนุมูลอิสระ ความเครียด ฮอร์โมน และการอักเสบ เจ้าบริเวณที่โดนกระตุ้นมันก็จะเกิดเป็นจุดที่มีสีผิวเข้มกว่ารอบข้าง กลายเป็นจุดด่างดำให้เราเห็นนั่นเองค่ะ

วันนี้จะเน้นไปที่การอักเสบเป็นพิเศษ

โดยเวลาเกิดการอักเสบขึ้น เช่น มีสิว มันจะส่งสัญญาณไปที่ KC แล้วเวลา KC โดนกระตุ้น มันจะปลดปล่อยพวกสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบหลายตัวเลยค่ะ เช่น IL-1, IL-6, TNF-a, Prostaglandins เช่น PGE2, Leukotrienes ฯลฯ (Maghfour et al. Pigment Cell & Melanoma Research. 2022;35(3):320-327.) ซึ่งเอาจริง บางตัวมันดีนะ มันจำเป็นในการปกป้องตัวเองของ KC และเซลล์อื่นๆ ไม่ให้เสื่อมสภาพไปจากการอักเสบ

แต่ว่าสารก่อการอักเสบพวกนี้ไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานมากขึ้นผ่านหลายกลไก ไม่ว่าจะเป็น กระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิว และไปกระตุ้นกระบวนการ Melanosome transfer ซึ่งในที่สุดผิวก็จะเข้มขึ้นค่ะ แต่มันใช้เวลาเนาะ กว่าจะสร้าง กว่าจะส่งออกมาจนเรามองเห็น

เวลาเป็นสิว ผิวบริเวณที่เป็นสิวก็จะเกิดการอักเสบ เวลาสิวหาย รอยดำก็เลยเกิดในจุดที่เคยเป็นสิว เลยเรียกว่า รอยดำหลังการอักเสบ หรือ Post-inflammatory hyperpigmentation; PIH

มาดูส่วนผสมกัน ว่าทำไมน้องถึงจัดเต็มจัดฉ่ำเรื่องรอยดำจากสิวได้ดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้

จากส่วนผสมและแบรนด์เคลม

น้องพัฒนามาโดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Kigman’s formula ซึ่งเป็นสูตรยาที่แพทย์ผิวหนังใช้ในการรักษาฝ้า เป็นคอมบิเนชั่นของ Hydroquinone (ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว) + Steroid (ลดการอักเสบ) + Retinoic acid (ผลัดผิว) โดยอาศัยสารที่มีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายกัน แต่มีความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในวงการเครื่องสำอาง ได้แก่ Phenyl resorcinol; PHE-resorcinol (ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว) + Niacinamide (ลดการอักเสบ) + HEPES (ผลัดผิว)

ถือว่า แบบ เยี่ยม ว้าวมากค่ะ

โดยคอนเซปท์ของผลิตภัณฑ์นี้ก็คือ การดูแลรอยดำได้ครบทั้งวงจร ตั้งแต่ก่อนเริ่มเกิดรอยดำไปจนป้องกันไม่ให้กลับมาใหม่

  • ผลัด รอยดำฝังลึกที่ชั้นผิว ด้วย HEPES
  • จัดการ สัญญาณการสร้างรอยดำจากสิว โดยใช้ PHE-resorcinol
  • ป้องกัน รอยดำเกิดใหม่ พร้อมดูแลการอักเสบระคายเคืองผิว ด้วย Niacinamide

มาดูส่วนผสมกันนะคะ

  • Niacinamide (10%) หรือ วิตามินบี 3 ที่เรารู้จักกัน น้องมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายๆ ด้าน โดยน้องเป็นส่วนหนึ่งในโคแฟคเตอร์ NADP และ NAD ซึ่งจำเป็นในการทำงานหลายๆ อย่างของผิว มีรายงานถึงคุณสมบัติในการรบกวนกระบวนการ Melanosome transfer ยับยั้งส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก ลดการอักเสบ เพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Hydroxyethylpiperazine ethane sulfonic acid หรือ HEPES (5%) น้องมีบทบาทหลายอย่างในสูตรตำรับ เดิมทีใช้เป็นสารกลุ่มบัฟเฟอร์ที่ช่วยปรับและคุมค่า pH ให้คงที่เพื่อเสริมความคงตัวให้สูตร แต่ก็มีการค้นพบว่า HEPES นั้นมีประโยชน์ในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ โดยไปย่อยสลายส่วนของโปรตีน Corneodesmosome ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะเอาเซลล์ขี้ไคลเอาไว้ด้วยกัน ผ่านการกระตุ้น Protease enzyme จึงไปย่อยสลายเซลล์ขี้ไคลให้หลุดออกไปตามธรรมชาติ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ในสูตรนี้ทางแบรนด์ใช้ HEPES ที่ความเข้มข้น 5% โดยทดสอบว่ามีประสิทธิภาพในการผลัดผิวเทียบเท่า Glycolic acid 10%
  • Phenylethyl resorcinol หรือ PHE-resorcinol น้องมีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเมลานิน มีรายงานการศึกษาในอาสาสมัคร โดยให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้กับสาร Whitening อื่นๆ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีสีผิวที่แลดูขาวขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2013;12(1):12-7.)
  • เติมความชุ่มชื้นด้วย Sodium hyaluronate
  • เสริมวิตามินอีเข้ามาเป็น Antioxidant อาจจะปกป้องสารในเนื้อสูตร และปกป้องผิว

ความพิเศษอีกจุดของสูตรนี้ ที่ได้เกริ่นไปว่า ทาแล้วกระจ่างใสทันที มาจากการที่ทางแบรนด์พัฒนาสูตรได้อย่างชาญฉลาดโดยใช้ Pigment (เม็ดสี) ที่เข้ามาช่วยบดบังสีเดิม และให้ความสว่างแวววาว (ชุด Tin oxide, Titanium dioxide, Mica ซึ่งอาจเป็น Pearlescent pigment ที่ผ่านการเคลือบ Mica) ให้สีแวววาวแบบเป็นธรรมชาติ อำพรางริ้วรอยตื้นๆ และให้สีผิวดูกระจ่างใสขึ้น

สรุปกลไกของสารบำรุงในสูตรได้ประมาณนี้ค่ะ

แต่สูตรนี้มี Alcohol ซึ่งข้อดีของน้องก็คือ ช่วยลดความเหนอะหนะให้กับเนื้อครีมได้ และมี Isopropyl myristate (IPM) ที่อาจจะเสี่ยงอุดตันได้ แต่ว่าน้องมาในลำดับท้ายๆ ซึ่งการอุดตันนั้นขึ้นอยู่กับความเข้มข้นในสูตร และความไวในการตอบสนองของแต่ละคนด้วยค่ะ ในที่นี้ดูจากลำดับแล้ว อยู่หลัง EDTA ที่เป็นตัวจับโลหะ ปกตินิยมใช้กันประมาณ 0.1% คิดว่าไม่ sig ไม่กระทบกับผิวค่ะ และส่วนตัวก็ใช้ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้ง alcohol และ IPM

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง เอาจริง คือ ชอบคอนเซปท์การเอา Kligman’s formula มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำสูตรมาก และส่วนผสมที่เลือกมาก็คือเรียกได้ว่าลงตัว Block การสร้างเม็ดสี และ Block การส่งออกเม็ดสี พร้อมลดการอักเสบระคายเคือง add on สำหรับดูแล ป้องกันรอยดำจากสิวไปในตัว และยังจะเอามาใช้ในเชิง whitening หรือ เสริมผิวแข็งแรง หรือ จะเอามาชะลอวัยก็ไม่เกินจริง เอาไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ แอบเสียใจที่ต้องหักคะแนนน้องออก 2 คะแนน ด้วยความ Alcohol ซึ่งจริงๆ ก็มีข้อดีแหละ ในการลดความเหนอะหนะ ปรับฟีล และ Isopropyl myristate (IPM) ที่อาจจะเสี่ยงอุดตันได้ แต่ว่าน้องมาในลำดับหลังจาก EDTA ก็อาจจะมีแค่ราวๆ หรือน้อยกว่า 0.1% ซึ่งการอุดตันนั้นขึ้นอยู่กับความเข้มข้นในสูตร และความไวในการตอบสนองของแต่ละคนด้วยค่ะ ส่วนตัวก็ใช้ได้ไม่ได้เจอปัญหาอะไรค่ะ เหลือคะแนน 3 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวไม่ค่อยมีสิวแล้ว แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นก็คือความเสี่ยงในการเกิดพวก PIH จะมากขึ้นด้วย และเอามาเน้นเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Age spot/Sun spot คิดว่าน้องทำมาได้ดี เมื่อได้ลองประมาณ 1 สัปดาห์ ก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในสภาพที่ดีขึ้น ในด้านของผิวชุ่มชื้น แข็งแรง รู้สึกเรื่องรอยแดง กับการระคายเคืองผิวจะดีขึ้น ส่วนเรื่องความกระจ่างใส กับพวกรอยดำยังไม่ค่อยชัดค่ะ คิดว่าน่าจะซัก 1 – 3 เดือน น่าจะตอบโจทย์ได้ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand

(https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

หรือท่านที่จะตามไปส่องสินค้าบน Official Mall ก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

LazMall https://s.lazada.co.th/s.mW6Qe?cc

Shopee Mall https://shope.ee/40HqvW4v3g

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#LaRochePosayTH #PureNiacinamide10

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินเอ Retinal Intense Serum จาก ISDIN แบรนด์เวชสำอางชั้นนำจากสเปน

เชื่อว่าหลายๆ ท่าน เคยได้เห็นผลิตภัณฑ์เซรั่ม Retinaldehyde ของ ISDIN มาบ้างแล้ว น้องทำมาได้น่าสนใจมากเลยทีเดียว ใน Blog นี้ก็เลยขอหยิบเอามาวิเคราะห์ส่วนผสมพร้อมทั้งเล่ารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้กัน

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า ISDINCEUTICS Retinal Intense Serum ที่มาในกล่องหรูหราสีดำทอง

บรรจุภัณฑ์หลักจะเป็นขวดปั๊ม ที่แบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน หรือ compartment ที่ชัดเจน

ชั้นบนจะเป็นเนื้อน้ำนมบางเบา ส่วนชั้นล่างจะเป็นเนื้อ Emollient oil ที่ไม่เหนอะหนะ ที่เขาแยกออกจากกันส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาความคงตัวของสารสำคัญเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

โดยทางแบรนด์จะเรียกส่วนของน้ำนมเนื้อบางเบา ว่าเป็น Aqueous phase ซึ่งจะประกอบด้วยส่วนผสมของ Niacinamide, Vit-A Tech, Symsitive®, Tetrepeptide-7 และ SynchrolifeTM ส่วนของ Oil phase จะมี Retinaldehyde 0.1%, Melatonin และ Bakuchiol สารบำรุงแต่ละตัวมีประโยชน์อย่างไรเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังอีกทีค่ะ

(Image from ISDIN Thailand)

เวลาใช้งานทางแบรนด์แนะนำให้ปั๊มออกมา 2 ปั๊ม ซึ่งจะออกมาในรูปแบบประมาณนี้

ก่อนใช้งานให้วอร์มผสมกันจนได้ครีมเนื้อเดียวกัน ก่อนทาแล้วนวดเบาๆ บนใบหน้า ใช้แค่วันละครั้งเดียว ก่อนนอน

**พอบำรุงผิวตอนเช้าวันรุ่งขึ้นก็อย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด และหลีกเลี่ยงแดดจัดนะคะ

เนื้อสัมผัสค่อนข้างดี เกลี่ยง่าย ซึมง่าย ไม่ทิ้งความมัน ความเหนอะหนะ

ถ้าเป็น ISDIN เรามั่นใจได้เลย ว่าทางแบรนด์ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครทั้งในแง่ของ Safety-Efficacy มาเรียบร้อยแล้ว และ Serum ชิ้นนี้ก็เช่นกัน

สำหรับผลิตภัณฑ์ Serum ชิ้นนี้นั้น มีผลการวิจัยรองรับอยู่ 4 งานวิจัย ซึ่งเป็นการทดสอบในระดับ Pre-clinic 1 ชิ้น และทดสอบใน Clinical trial 3 ชิ้น มีชิ้นที่ได้รับคัดเลือกให้ไปนำเสนอในที่ประชุมแพทย์ผิวหนังสเปนด้วย

1 ในงานทดสอบที่น่าสนใจ คือ ทางแบรนด์ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์กับอาสาสมัครช่วงอายุ 41 – 70 ปี จำนวน 34 คน ทุกสภาพผิว รวมทั้งคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Sensitive skin) โดยให้ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 4 สัปดาห์พบว่า

  • ริ้วรอยดูลดลง 43%
  • ความยืดหยุ่น (Elasticity) เพิ่มขึ้น 14%

และเมื่อใช้เป็นเวลา 3 เดือน แล้วให้ประเมินความพึงพอใจผ่านแบบสอบถาม พบว่า

  • ร้อยละ 90 ของอาสาสมัครรู้สึกว่าผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ขึ้น เหมือนได้ผิวใหม่ (Renewed)
  • ร้อยละ 97 ของอาสาสมัครรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้น

(Image from ISDIN Official Website)

คนที่ไม่เคยใช้กลุ่มวิตามินเอ มาก่อน ให้เริ่มดังนี้ เพื่อลดการเกิดระคายเคือง

  • สัปดาห์แรกใช้แค่อาทิตย์ละ 2 คืน
  • สัปดาห์ต่อมาลองใช้วันเว้นวัน และดูว่ามีอาการระคายเคืองไหม ถ้าไม่มีก็ขยับมาใช้ทุกวันได้เลยในสัปดาห์ที่ 3
  • ถ้าเกิดอาการผิวแห้ง ลอก ระคายเคือง ก็ให้ปรับลดความถี่ในการทาลงได้
  • และอย่าลืมว่า ทาเฉพาะตอนกลางคืน เนื่องจาก Retinaldehyde นั้นไวต่อแสง

ส่วนผสมเป็นดังนี้

โดย Concept หลักของผลิตภัณฑ์นี้ก็จะเป็น Renew-Repair-Soothe

ส่วนผสมวันนี้ขอแบ่งดังนี้ค่ะ

กลุ่มวิตามินรวม ใช้อักษรสีเขียว

วิตามินเอ ในรูปแบบของ Retinaldehye ซึ่งเป็นพระเอกหลักของผลิตภัณฑ์นี้

ปกติ เวลาเราได้รับวิตามินเอเข้าไปในร่างกาย ถ้าอยู่ในรูปแบบ Retinol ester หรือ Retinol ร่างกายจะแปรสภาพก่อน

สำหรับ Retinol นั้นถ้าร่างกายเราไม่พร้อมใช้ ร่างกายเราจะเอาไปจับกับกรดไขมัน เปลี่ยนเป็น Retinyl ester แล้วเก็บสะสมไว้ แต่ถ้าต้องการใช้เมื่อไหร่ เขาก็จะเปลี่ยนกลับมาเป็น Retinol ก่อน Oxidize ให้เป็น Retinal หรือ Retinaldehyde ก่อนเปลี่ยนเป็น Retinoic acid ที่ไปออกฤทธิ์ได้

แต่ตัว Retinoic acid ซึ่งออกฤทธิ์ได้เลยนั้นจัดเป็นยาตาม พ.ร.บ. ยา ซึ่งในทางเครื่องสำอางนั้นเราสามารถใช้กลุ่ม Retinol, Retinyl ester และ Retinal ได้

ประโยชน์ของวิตามินเอ นั้นค่อนข้างกว้าง เพราะว่าการออกฤทธิ์ของ Retinoic acid นั้นจะไปจับกับตัวรับในนิวเคลียส แล้วไปเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนหลายชนิด จึงให้ผลที่ดีกับผิวหลายประการ ตั้งแต่ระดับชั้นหนังกำพร้า ผ่านการปรับสมดุลการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) สมดุลการผลัดผิว ปรับสมดุลการสร้างและย่อยสลายคอลลาเจน และพวก Matrix ต่างๆ จึงให้ประโยชน์รวมๆ ทั้งในด้านของริ้วรอย และ ความหนาของชั้นผิว

นางมีประโยชน์และประสิทธิภาพจริง แต่ข้อเสียของนางคือ เรื่องของการระคายเคือง และการไวต่อแสง ดังนั้นในช่วงเริ่มใช้ใหม่ๆ อาจจะต้องค่อยๆ เริ่ม ตามที่ได้แนะนำไปด้านบน และห้ามใช้กลางวัน นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์

แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการขึ้นสูตรที่มีพวกวิตามินเอ คือ น้องค่อนข้าง Sensitive เสื่อมง่าย ถูกทำลายง่าย โดยทางแบรนด์ก็พัฒนาตำรับมาด้วยเทคนิคการแยก Phase เอา Retinaldehyde ออกมาจากน้ำ และออกแบบตำรับให้ปกป้องการเสื่อมสลายของ Retinaldehyde ในสูตรได้ โดยได้ผ่านการทดสอบแล้วว่า สามารถปกป้อง Retinaldehyde ให้อยู่ได้ถึง 6 เดือนหลังเปิดใช้งานเลยทีเดียว

ส่วนของวิตามินอื่นๆ ได้แก่

  • วิตามินซี มาในรูปแบบ Ascorbic acid มีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจน ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และลดการอักเสบระคายเคือง
  • วิตามินบี 3 มีประโยชน์กับผิวหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวแข็งแรง ผ่านการเสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก
  • วิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ใช้ทั้งรูปแบบธรรมชาติอย่าง Tocopherol และรูป Ester อย่าง Tocopheryl acetate

สีม่วง เป็นสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในการดูแลเรื่องของริ้วรอย และการชะลอวัย

  • Melatonin จัดเป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง การใช้ Melatonin ในรูปแบบทาภายนอก มีคุณสมบัติหลายประการ และมีการศึกษารองรับอยู่หลายชิ้น ในภาพรวม Melatonin เป็น antioxidant ทางอ้อม (Indirect antioxidant) โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวมน้องมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

ทำไมถึงต้องทา Melatonin ตอนกลางคืน?

ส่วนหนึ่งเพราะว่า ระบบ Melatoninergic antioxidative system (MAS) ที่อาศัย Melatonin เป็นตัวรักษาสมดุลและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน นั้นเหมือนจะถูกเปิดสวิตช์ให้ทำงานตอนกลางคืนค่ะ

สำหรับ Combination ของ Retinaldehyde กับ Melatonin ในความเข้มข้นที่ทางแบรนด์เลือกใช้นี้ อิงตามสิทธิบัตรเลขที่ EP2649986A2 (มีสิทธิบัตรคุ้มครอง)

  • Bakuchiol น้องเป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่พบได้ในพืชสมุนไพร มีการออกฤทธิ์คล้ายกับ Vitamin A ซึ่งมีการศึกษาในผิวหนังจำลอง พบว่าให้คุณสมบัติในการสังเคราะห์คอลลาเจน โปรตีนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความกระชับผิว รวมไปถึง Aquaporin-3 ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บกักน้ำและสารโมเลกุลเล็กเช่น Glycerol ก่อนนำไปทดสอบในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.)

ถัดมาจะเป็น Combination ของ Glycerin (and) Pentylene Glycol (and) Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Leaf Extract (and) Palmitoyl Tetrapeptide-7 (and) Chrysin คือ SynchrolifeTM ที่เป็นวัตถุดิบของบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Croda ซึ่งมาในคอนเซปท์ที่ค่อนข้างล้ำ คือ เรื่องของ Neurobeauty และ Well-being โดยดูแลเรื่องการ ‘Digital Detox’ ลดลักษณะปรากฏที่ทำให้ใบหน้าแลดูเหนื่อย ดูล้า ผ่านการปรับสมดุลการทำงานต่างๆ ในระบบร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของ Melatonin ระบบ Circadian rhythm การฟื้นฟูตนเองตามธรรมชาติของผิวในช่วงที่เรานอนหลับ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบระคายเคือง รวมไปถึงดูแลเรื่องรอยคล้ำ รอยบวมใต้ตา (Ref: TDS SyncrholifeTM by Croda)

     มีผลทดสอบจากทางบริษัททั้งในระดับของเซลล์เพาะเลี้ยง และในอาสาสมัครอยู่หลายชุด ขอเลือกมานำเสนอบางรายการนะคะ

ในส่วนของการทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า สูตรผสมของ Synchrolife

  • ลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน
  • ลดการสร้างอนุมูลอิสระ และลดการเกิด Lipid peroxidation
  • ลดการสร้างสารก่อการอักเสบกลุ่ม IL-6 และ PGE2
  • เสริมการสร้างคอลลาเจน Hyaluronic acid และ Fibronectin
  • การทดสอบกับ Blue light พบว่าสารดังกล่าวสามารถปกป้อง Mitochondria ของเซลล์ให้ได้รับความผิดปกติจาก Blue light ลดลง

ส่วนของการทดสอบในอาสาสมัครนั้น ทำกับอาสาสมัครจำนวน 27 คน อายุเฉลี่ย 38 ปี โดยให้ใช้ Synchrolife เป็นเวลา 2 เดือน เทียบกับครีมเบส พบว่า

  • ความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น เมื่อวัดด้วยเครื่อง Cutometer®
  • ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น
  • ผิวมีความ Glow/Radiance เพิ่มขึ้น
  • ริ้วรอยดูเรียบมากขึ้น

ส่วนผสมชุดสีน้ำเงิน สารสกัดจากถั่ว Moth bean (Vigna aconitifolia seed extract) รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Vit-A-Like™ LS 9898 เป็นวัตถุดิบจากบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง BASF มีข้อมูลทดสอบในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร ว่ามีประสิทธิภาพที่ดีในการดูแลริ้วรอย โดยมีการทดสอบในอาสาสมัครเทียบกับ Retinol พบว่าให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

(Image from BASF)

ปิดท้ายด้วยกลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคือง ซึ่งมีด้วยกัน 2 ชนิด

  • 4-t-Butylcyclohexanol มีชื่อทางการค้าว่า Symsitive® ลดความรู้สึกระคายเคืองผิว ผ่านการลดความไวในการตอบสนองที่ระบบประสาทรับความรู้สึกร้อน TRPV-1 ทำให้เรารู้สึกสบายผิว มีการทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol ในการลดการระคายเคืองของผู้ที่มีอาการผิวอักเสบบริเวณรอบปาก โดยให้ทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าอาการอักเสบระคายเคืองนั้นดีขึ้น และยังได้ประโยชน์ในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้นผิว และมีการระเหยของน้ำออกจากผิว (TEWL) ลดลง แสดงให้เห็นอ้อมๆ ว่า ผิวกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2020;19(6):1409-1414) อีกงานหนึ่ง ได้ทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol กับ acetyl dipeptide-1 cetyl ester ในการลดการระคายเคืองจาก Capsaicin ในผู้ที่มีปัญหา Sensitive skin โดยให้อาสาสมัครทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 3 วัน แล้วมาทดสอบประสิทธิภาพในการลดการระคายเคืองหลังจากทา Capsaicin พบว่า 4-t-Butylcyclohexanol ลดการระคายเคืองได้ตั้งแต่ช่วง 1 – 2 นาทีแรก และให้ผลไม่ต่างจากครีมที่มี acetyl dipeptide-1 cetyl ester (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • Hydroxyacetophenone มีชื่อทางการค้าว่า Symsave H เป็นสาร Muti-functional ให้ประโยชน์เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย ให้คุณสมบัติเสริมในด้านการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant

ในภาพรวม น้องเป็นเซรั่มดูแลริ้วรอยที่อาศัยสารบำรุงหลายชนิดเข้ามาร่วมกันอย่างลงตัว โดยมีพระเอกหลักเป็น Retinaldehyde เสริมมาด้วย Bakuchiol, Melatonin SynchrolifeTM และ Vit-A-Like™ มี Antioxidant เสริมจากวิตามินซีและอี ได้ประโยชน์เรื่อง Whitening เสริมเข้ามา พร้อมกับมีสารบำรุงที่ดูแลเรื่องการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น

สำหรับเนื้อเบสหลักก็ทำมาได้ค่อนข้างดี แต่อาจจะมีติดส่วนผสมของ Alcohol เข้ามาเล็กน้อย ส่วนผสมอื่นๆ นั้นเลือกมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี โดยเด่นไปในด้านของการดูแลริ้วรอยจาก Retinaldehyde เป็นหลัก เสริมเอาสารอื่นๆ ที่ดูแลริ้วรอย และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากอนุมูลอิสระ และความเครียด ดูแลผิวที่อ่อนล้าตามวัย พร้อมทั้งดูแลเรื่องการระคายเคือง และได้ประโยชน์ด้าน Whitening เข้ามาด้วย โดยรวมให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี แต่มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่นิดหน่อย ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณเกือบเดือน ก็พบว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่จำเป็นต้องหักคะแนนเหลือ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของประสิทธิภาพ ตนเองเป็นคนที่เชื่อมั่นใน Retinoids อยู่แล้ว และก็ใช้ Retinol อยู่เป็นประจำ พอได้น้องมาก็คือ ใช้ต่อเนื่องเลย ก่อนนอน ทุกคืน ไม่เจอด้านการระคายเคือง และเรื่องของการไวต่อแสง ในด้านของประสิทธิภาพด้านริ้วรอย อาจจะต้องรอเวลาอีกสักระยะ และตอนนี้ตนเองก็ไม่ได้มีปัญหาด้านริ้วรอยที่กังวล แต่ที่รู้สึกได้ก็จะเป็นเรื่องของความนุ่ม แน่น เฟิร์ม กระชับของผิว ที่รู้สึกว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.K4a4r?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/2qBF8nYE2K

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Update] เซรั่มวิตามินซีสายมินิมอลจาก Foré Vitamin C Brightening Booster Serum

#BeautyUpdate #เซรั่มวิตซี

ก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอเซรั่มดูแลฝ้าสายคลีน อย่าง 4 White Melasma correcting serum จาก Foré (ฟอร์เร่) แบรนด์ไทยน้องใหม่ ที่มีปรัชญาในการดูแลผิวหน้าด้วยเทรนด์ Minimal หรือ Less is more ด้วยการพัฒนาสูตรให้เป็นมิตรกับผิว โดยเลือกใช้ส่วนผสมตามงานวิจัยในปริมาณที่หวังผลได้ไป

ท่านที่พลาดไปสามารถติดตามรับชมได้บนลิงค์นี้เลยค่ะ

<<Click review/วิเคราะห์ส่วนผสม Foré 4 White Melasma correcting serum>>

อยากบอกว่าเซรั่มบำรุงผิวจากแบรนด์ ฟอร์เร่ ไม่ได้เด่นแค่สูตร Melasma สีม่วงนะคะ

สูตรวิตามินซีก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย

หน้าตาน้องเป็นแบบนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมที่ทางแบรนด์เลือกมาก็เรียกได้ว่าค่อนข้างลงตัว

ในด้านของวิตามินซี ทางแบรนด์เลือกใช้ Ethyl ascorbic acid (EtOVC) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี L-ascorbic acid (LAA) ที่ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีความคงตัวที่ดีขึ้น ทนเบสน้ำ ทนต่อค่า pH ที่สูงขึ้นได้

ในด้านของประสิทธิภาพก็คือจะได้เหมือนวิตามินซี คือ เป็น Antioxidant, เป็น Whitening และปกป้องผิวจากรังสี UV

สำหรับตัว EtOVC ส่วนตัวมองว่ามีความน่าสนใจในด้านของ Whitening เป็นพิเศษ โดยน้องมีกลไกพิเศษเสริมเพิ่มมาผ่านหลากหลายกลไก โดยไปยับยั้งการทำงานของ MSH ที่เป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้น Tyrosinase อีกทอดหนึ่ง และ ยังไปทำให้เกิดการทำลายตัวเอง (Autophagy) ของถุงเก็บเม็ดสี หรือ Melanosome (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021;173:151-169) ทำให้น่าจะมีประสิทธิภาพที่ดีในด้าน Whitening ที่เด่นขึ้นค่ะ

ส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจและเลือกมาผสมร่วมกับวิตามินซีได้อย่างลงตัวก็จะเป็น

  • Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 ซึ่งเป็น Whitening ได้อีกช่องทางหนึ่งผ่านการยับยั้ง Melanosome transfer และมีประโยชน์ในการดูแลการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง
  • Centella asiatica extract หรือที่มีชื่อเล่นในวงการว่า Cica ก็ให้ประโยชน์กับผิวในหลายๆ ด้าน โดยเด่นไปในด้านของการชะลอวัย ดูแลริ้วรอย
  • สารสกัดจากชะเอม ดูแลเรื่องการระคายเคือง และเป็น Whitening ที่ใช้ Dipotassium glycyrrhizate ซึ่งพบในรากชะเอมเช่นกัน โดยตัวนี้จะเด่นเรื่องการให้ความรู้สึกสบายผิว และดูแลเรื่องการระคายเคือง เสริมมาอีก 1 กรุบ
  • สารสกัดจาก Black oat (Avena strigosa seed extract) ที่มาในคอมบิเนชั่นร่วมกับ Lecithin และสารอื่นๆ น่าจะเป็นชุดส่วนผสมของ AquarichTM ที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าสารบำรุงชุดนี้เป็น Epidermal moisture ally ให้ฟีลมิตรแท้สำหรับเก็บกักน้ำ เพื่อความฉ่ำ และดูแลผิวแห้ง ลดการเกิดขุยผิว

ในภาพรวมจึงเป็นเซรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจ และดูเด่นไปในทาง Whitening ควบคู่ไปกับความสามารถในการเป็น Antioxidant พร้อมทั้งดูแลเรื่องความระคายเคืองผิวไปพร้อมๆ กัน

สำหรับส่วนผสมแบบเต็มจะเป็นดังนี้ค่ะ

Water, Propanediol, Glycerin, Ethyl Ascorbic Acid, Ammonium Acryloyldimethyltaurate/VP Copolymer, Phenoxyethanol, Disodium EDTA, Chlorphenesin, Sodium Citrate, Xanthan Gum, Citric Acid, Niacinamide, Dipotassium Glycyrrhizate, Centella Asiatica (CICA) Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Avena Strigosa (Black Oat) Seed Extract, Lecithin, Potassium Sorbate, Butylene Glycol, Ethylhexylglycerin, Sodium Benzoate.

ซึ่งน้องจะมาในเซรั่มเบสน้ำ ที่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว สมกับคอนเซปท์สกินแคร์สายคลีน

ตามไปชอปปิ้ง:

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.PGrLM?cc

แอพส้ม https://shope.ee/600QQOCorM

Disclaimer: Sponsored item/self-opinion

#FORE #ฟอร์เร่ #เซรั่มวิตามินซี