Image

#ของเล่นใหม่บ้านมียอน รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Cleansing water เกาหลี จากแบรนด์ Faith in Face Truly กับ watery cleansing water

ขึ้นชื่อว่าบ้านมียอน งานโอปป้าต้องมาค่ะ

ไปเดินเล่น Watsons มา บังเอิญไปเจอ Cleansing water ของแบรนด์ Faith in Face เจ้าเก่าที่เคยใช้ นางปรับแพคเกจโฉมใหม่ กำลังจัดโปรโมชั่นแลกซื้อในราคาลด 50% ขวดตั้ง 500 ml เหลือราคาไม่ถึงสองร้อย ลองใช้ได้ซักพักก็แบบว่า เอ้อ ของเค้าดีจริงๆสมคำร่ำลือ วันนี้เลยเอามารีวิวจัดเต็มซะหน่อย

แบรนด์ faith in face หรือขอย่อว่า FiF นะคะ แบรนด์นี้เป็นแบรนด์เกาหลีที่ดังมาจากผลิตภัณฑ์มาสค์หน้าหลายๆสูตรค่ะ

 

โฉมหน้าของ Truly watery cleansing water จาก FiF แพคเกจใหม่เป็นแบบนี้ค่ะ

fif 3

ในตัวแพคเกจใหม่นี้นางปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 500 ml ค่ะ มาในโทนสีชมพูเหมือนเดิม

 

ตัวน้ำยาเป็นน้ำยาแบบใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ทางแบรนด์ Claim ว่า ได้ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง และทดสอบการแพ้และการระคายเคืองแล้วว่าทำให้เกิดการแพ้และการระคายเคืองได้ต่ำ (Hypoallergenic) ค่ะ

 

ลองใช้งานกันเลยดีกว่า เริ่มจากการป้ายรองพื้น อายไลน์เนอร์ มาสคาร่า และลิปสติกลงบนแขนก่อน

fif 5

จากนั้นก็หยดน้ำยาใส่สำลี

ความประทับใจแรกเมื่อแกะขวดจะใช้คือ อ้าว ทำไมน้ำยาไม่ไหลออกมา ลองส่องดู อ๋อ เขามี Seal เพื่อความสะอาดและความปลอดภัยไว้อีกชั้นด้านในด้วย น้อยเคสนักนะคะที่จะเห็น cleansing water ซีลปิดขวดแบบนี้

fif 4

หยดน้ำยาลงบนสำลีให้พอชุ่ม

fif 6

ลากผ่านบริเวณที่ลงผลิตภัณฑ์ไว้ก่อนหน้า 2 ครั้ง

fif 7

ออกดีใช้ได้เลยนะคะนี่ เอารองพื้นออกมาได้หมดเลย ส่วนลิป กับ มาสคาร่าและอายไลน์เนอร์จะเหลืออยู่นิดหน่อย

เทน้ำยาลงบนสำลีให้พอชุ่ม และโปะลงไปบนผิวประมาณ 10 วินาที

fif 8

ก่อนลากออกอีกรอบค่ะ

fif 9

ใช้ได้เลยทีเดียว หมดเกลี้ยง ไร้ที่ติ

ลองใช้งานจริงก็จะได้ผลลัพธ์ตามภาพค่ะ

fif 10

ชุบสำลีด้วยน้ำยาให้พอชุ่ม แปะที่เปลือกตาไว้ 10 วินาทีแล้วลากออก พวกอายแชโดว์จะออกจนหมดจด พร้อมกับมาสคาร่าบางส่วนค่ะ ส่วนที่เหลือเราจะใช้คอตตอนบัดช่วยอีกครั้ง

ส่วนพวก Base makeup นี่ สามารถเก็บออกได้ดีเลยค่ะ

ส่วนตัวมี่จะเช็ดหน้าแค่ครั้งเดียวและไปล้างต่อนะคะ ไม่ได้เช็ดวนไปจนสำลีไม่ติดสี

 

สำหรับค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

fif 11

มาถึงช่วงของการวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ

ส่วนผสม:

ส่วนผสม fif

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

แต่เพราะเป็น Cleansing water เลยจะขอโยกเอาสารทำความสะอาดมาเป็นพระเอกในวันนี้นะคะ

ส่วนของสารทำความสะอาด มี่แทนด้วยสีชมพูค่ะ มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่ PEG-6 caprylic/capric triglycerides, PEG-7 glyceryl cocoate, Polyglyceryl-10 laurate ซึ่งทุกตัวเป็นชนิดที่ไม่มีประจุ มีความอ่อนโยน

  • ขอกล่าวถึงตัว PEG-6 caprylic/capric triglycerides ซักหน่อยนะคะ สารทำความสะอาดตัวนี้เหมือนเป็นสารทำความสะอาดในดวงใจของมี่เลยค่ะ มี่เคยยกมานำเล่าให้ฟังถึงคุณสมบัติเด่นของเขา (ตามลิงค์นี้ค่ะ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2018/02/25/ingredients-peg6cct/) โดยสรุป สารนี้ตัวผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกว่าเป็น Hydrophilic emollient หมายถึง สารกลุ่มไขมันที่ทำให้ผิวนุ่มชนิดละลายน้ำ มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวนุ่ม แต่ถ้าพิจารณาตามโครงสร้าง นางก็อาจจะถูกจัดเป็นสารทำความสะอาดที่มีความอ่อนโยนสูง และมีข้อมูลความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี รวมถึงมีการใช้ในผลิตภัณฑ์ Skincare แบบ Leave-on ดังนั้นจึงน่าจะ Leave-on ทิ้งไว้บนผิวโดยไม่ต้องไปล้างออกได้

 

  1. กลุ่มของสารบำรุง วันนี้มี่ทำไว้หลายเฉดสีเลยค่ะ เรามาดูกันทีละสีเลยนะคะ
    • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารสกัดจากผลมะนาวเหลือง (Lemon) มะนาวเขียว (Lime) และ แอปเปิ้ล ค่ะ ซึ่งสารสกัดจากผลเหล่านี้ จะประกอบด้วยวิตามินหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์เป็น Antioxidant และบำรุงผิวในด้านอื่นๆ และในผลยังมีส่วนผสมของ AHA ตามธรรมชาติ ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
    • สีม่วง เป็นกลุ่มของสารสกัดจากดอกไม้ และน้ำดอกไม้ทั้งหมด 8 ชนิด ได้แก่
      • สารสกัดจากดอกลาเวนเดอร์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีหลายชนิด เช่น Rosmarinic acid, Luteolin and Apigenin มีประโยชน์เป็น Antioxidant เป็นสารลดการอักเสบ และเป็น Whitening ได้ด้วย รวมถึงน้ำจากดอกลาเวนเดอร์ยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อได้
      • สารสกัดจากดอกบัว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Flavonoids มีประโยชน์ในการเป็น Antioxidant และลดการอักเสบระคายเคือง มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสารสกัดจากดอกบัว สามารถยับยั้งเอนไซม์ DOPA-oxidase ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์เมลานินของผิว ยับยั้งเอนไซม์ Elastase ที่ไปย่อยสลายอิลาสตินในผิว และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง (Kor J Chem En. 2011;28(2):424-427)
      • สารสกัดจากดอก Tiger lily ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
      • สารสกัดจากกล้วยไม้ Cymbidium glandiflorum ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าเป็น Moisturizer ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น
      • น้ำกุหลาบ (Rosa damascena flower water) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
      • น้ำดอกคาโมมายล์ (Chamomila recutita flower water) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
      • น้ำดอก Immortelle (Helichrysum italicum) เป็นพืชในวงศ์เดียวกับดาวเรือง มีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการต่อต้านการแพ้ การอักเสบ และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางจำพวก (Int J Antimicrob Agents. 2001; 17(6):517-20.)
      • น้ำดอก Calendula ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว
  • กลุ่มสีน้ำเงิน เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • สารสกัดจากใบชา มีรายงานวิจัยอยู่ค่อนข้างมาก เช่น เป็น antioxidant เป็น Moisturizer ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว (Dermatol Ther. 2013;26(3):267-71.) และยังมีรายงานถึงคุณสมบัติในการสมานแผล (Evid Based Complement Alternat Med. 2013;2013:386734.)
    • สารสกัดจากใบ Peppermint ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดจากใบ Peppermint มีประโยชน์ในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว เป็น Antioxidant และให้ความรู้สึกเย็นแก่ผิว ซึ่งจะทำให้รู้สึกสบายผิวและลดอาการคัน
    • สารสกัดจากใบ Lingon berry (Vaccinium citis-Idaea leaf extract) มีรายงานว่าเป็น Antioxidant (Antioxidants 2016;5(17). doi:10.3390/antiox5020017)
    • Colostrum ส่วนของน้ำนมสีเหลืองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งประกอบด้วยวิตามิน และ Growth factors หลายชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ชะลอวัย ลดริ้วรอย
  1. ส่วนของเนื้อหลักผลิตภัณฑ์ มาในรูปแบบน้ำ ประกอบด้วยน้ำ และสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่าง Propanediol และ Butylene glycol ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์และซิลิโคน
  2. ส่วนของสารปรุงแต่งอื่นๆ หรือ Additives
    • Buffer ทำหน้าที่ควบคุมค่า pH ของผลิตภัณฑ์ให้คงที่ ในที่นี้คือ Citric acid และ Sodium citrate
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol
    • สารจับโลหะ ได้แก่ Disodium EDTA มีคุณสมบัติช่วยจับโลหะเพื่อเพิ่มความคงตัวของตำรับ และเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย

 

สรุป ในภาพรวม Truly watery cleanser มาในเบสที่เป็นแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน ใช้สารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ มีความอ่อนโยนสูง บางที่อาจเรียกเป็น Hydrophilic emollient  เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด เป็นกลุ่มของดอกไม้ ผลไม้ และสารบำรุงอื่นๆ เน้นไปที่ด้านการลดการอักเสบระคายเคือง ช่วยให้รู้สึกสบายผิว เสริมมาด้วยด้านการเป็น Antioxidant เพิ่มความชุ่มชื้น Whitening และอาจจะได้เรื่องริ้วรอยนิดหน่อย

โดยรวมถือว่าเป็น Cleansing water ที่น่าสนใจดีค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารทำความสะอาด ใช้ PEG-6 caprylic/capric glycerides เป็นสารทำความสะอาดหลัก มีความอ่อนโยนสูง เสริมมาด้วยสารทำความสะอาดอีก 2 ชนิด ได้แก่ PEG-7 glyceryl cocoate, Polyglyceryl-10 laurate ซึ่งทั้งหมดเป็นชนิดที่ไม่มีประจุ และมีความอ่อนโยนต่อผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารส่วนผสมอื่นๆ ในด้านของสารบำรุง เน้นไปที่สารบำรุงที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคือง พร้อมให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) เป็นหลัก เสริมประโยชน์ด้านอื่นๆ เป็น Antioxidant เพิ่มความชุ่มชื้น Whitening ตามๆกันมา ตัวเบส นางมาในเบสของน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน ส่วนประกอบอื่นๆมีเท่าที่จำเป็น คือมีแค่ Buffer และสารกันเสีย ตัวนี้อารมณ์ 2 in 1 เป็นได้ทั้ง Cleanser ทำความสะอาด และ Toner เตรียมผิว ถือว่าทำมาได้ดีนะคะ ไม่มีที่หักคะแนนให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบ Cleansing water ที่ใช้ PEG-6 caprylic/capric glycerides เป็นสารทำความสะอาดหลัก อยู่แล้ว พอมาเจอตัวนี้เข้าไป ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ทั้งในแง่ของความรู้สึกตอนใช้งาน และ Afterfeel หลังใช้งาน เจ้า Cleansing water ตัวนี้จะค่อนข้างนุ่มผิว ไม่แห้งตึง ไม่เป็นเมือก และไม่เหนียวเหนอะหนะ ด้านของความสามารถในการทำความสะอาดถือว่าทำมาได้ดีค่ะ ค่อนข้างประทับใจ รับไปเลย 5 ฟลาสก์

 

คะแนน fif

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปแค่นี้ และสุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

ทะลายกรุรีวิวกันแดด Scinic (ไซน์นิค) ยก 5 สูตร พร้อมแนะนำวิธีเลือกใช้ตามสไตล์มียอน

สวัสดีค่ะ

กันแดดนี่เสมือนเป็นไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย เพราะรังสี UV จากแสงแดดนั้นส่งผลเสียมากมายกับผิวเรา ไม่ว่าจะเป็นแก่ก่อนวัย สีผิวไม่สม่ำเสมอ กระดำกระด่าง จนไปถึงอาจเกิดมะเร็งผิวหนังได้เลยทีเดียว

แล้วนี่ยิ่งกลางฤดูร้อน แดดยิ่งรุนแรงเข้าไปอีกค่ะ

วันนี้มี่เลยเอากันแดดของ Scinic หรือ ไซน์นิค แบรนด์ดังจากเกาหลี นางออกกันแดดมา 5 สูตร ในกลุ่มของ Enjoy sun เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของเราๆ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกความต้องการ และสภาพผิวเลยทีเดียวค่ะ อยากให้อ่านรีวิวจนจบ เพราะแบรนด์นี้เค้ากล้านำเข้ามาขายที่ไทยในราคาเท่ากับที่เกาหลีเลย ไม่ต้องเสียเวลาหิ้วให้หนักให้เสียเวลา

หน้าตาของพวกนางเป็นดังนี้ค่ะ

sun 3.JPG

นางเป็น 5 ศรีพี่น้อง มาด้วยกัน 5 สูตร เริ่มจาก

  • Waterproof sun cream หลอดสีฟ้าคาดส้มแดง เป็นกันแดดสูตรกันน้ำกันเหงื่อ มาในเนื้อเอสเซนส์บางเบา ซึมง่าย ไม่เหนอะหนะ มีค่า SPF 50+ และ PA++++ มาในคอนเซปท์ “กันแดดสูตรกันน้ำกันเหงื่อ”
  • Tone up sun cream หลอดสีขาว มีแถบสีชมพู/เทาด้านล่าง ตัวนี้เป็นสูตรผสม Pigment ช่วยปรับสภาพสีผิวให้กระจ่างใส ใช้เป็น Makeup base ได้ในตัว มีค่า SPF50+ และ PA++++ เช่นเดียวกัน มาในคอนเซปท์ “บล็อกแดด ผิวไบรท์ ไม่หลอกตา”
  • Silky pore sun milk ตัวนี้มาในขวดสีขาว ฝาเขียว เป็นเบสแบบเนื้อน้ำนม บางเบา ซึมง่าย แห้งไวไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว เหมาะกับผิวมัน มีค่า SPF50+ PA+++ มาในคอนเซปท์ “กันแดดน้ำนมพรางรูขุมขน”
  • Safe shield sun cream นางมาในหลอดสีน้ำเงินคาดเขียวเหลือง เป็นกันแดดเนื้อเอสเซนส์ ซึมไว ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับผิวแพ้ง่าย มีค่า SPF50+ PA++++ มาในคอนเซปท์ “Block แสงขั้นสุด ซึมไวใน 5 วิ”
  • Perfect daily sun cream มาในหลอดสีส้มคาดแดงอันร้อนแรง เป็นเบสแบบครีม เกลี่ยง่าย ไม่เป็นคราบ มีค่า SPF50+ PA+++ ตัวนี้นางเป็นตัว Top ติด Best seller ที่เกาหลี ได้รางวัลจากรายการ Beauty talk เมื่อปี 2017 มาในคอนเซปท์ “กันแดดในอุดมคติ”

 

เปรียบเทียบเนื้อของกันแดดทั้ง 5 ตัวซักหน่อย

sun 1.jpg

 

sun 2

ถ้าพูดถึงส่วนผสมที่สำคัญที่สุดของเครื่องสำอางป้องกันแสงแดด ก็คงหนีไม่พ้น สารกันแดด โดยสารกันแดดมีด้วยกัน 2 รูปแบบหลักๆ คือ สารกันแดดชนิดกายภาพ (Physical sunscreen) และ สารกันแดดเคมี (Chemical sunscreen)

  • สารกันแดดกายภาพ จะเป็นกลุ่มของ Titanium dioxide และ Zinc oxide ทำหน้าที่สะท้อนกระจายรังสี UV ออกไป
  • สารกันแดดเคมี จะเป็นกลุ่มของสารเคมี ทำหน้าที่ดูดซับรังสี UV เอาไว้ แล้วคายออกไป

 

ถ้าพิจารณาตามกลไกของสารกันแดด สารกันแดดเคมีที่มีการดูดซับรังสีไว้กับตัวและคายพลังงานออกมา ย่อมจะต้องเสื่อมลง จึงต้องทาทับทุกๆ 2 ชั่วโมง เมื่อออกแดดนานๆ หรือโดนแดดจัดๆ ส่วนกันแดดแบบกายภาพนั้นตามกลไกคือเขาจะสะท้อนรังสีออกไป ถ้าเราไม่ไปล้างไปเช็ด หรือเหงื่อไม่ออก มันก็จะอยู่บนผิว สะท้อนรังสีได้ยาวนานกว่า

 

มี่เคยอัพรายละเอียดเรื่องแสงแดดและกันแดดไว้ ถ้าใครสนใจไปตามอ่านได้ที่ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2014/09/09/sun-and-sunscreen/ เลยค่ะ

 

มาดูรายละเอียดทีละสูตรเลยนะคะ

  • สูตร Waterproof

ถ้าเราพูดถึงกันแดดกันน้ำ เรามักจะจิตนาการถึงกันแดดเหนียวๆ หนักๆ ที่ทาก่อนลงไปทะเล หรือก่อนลงน้ำ ผิดคาดเลย กันแดดตัวนี้เนื้อเบามาก เบาจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกันแดดกันน้ำ นางพลิกมิติและการรับรู้ถึงกันแดดและกันน้ำไปเลย ด้วยเนื้อเบา ซึมไว เกลี่ยง่าย ไม่เป็นปื้นขาว มาพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ

waterproof

ในด้านส่วนผสม นางมาในกันแดดแบบเคมี มาในเบสชนิดอิมัลชั่นของน้ำและซิลิโคน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด เน้นไปที่ด้านการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว มีส่วนของไขมันจากธรรมชาติที่ช่วยทดแทนไขมันจำเป็นให้แก่ผิว และมีส่วนผสมของสารสกัดพืชที่ช่วยเสริมปกป้องผิวจากรังสี UV

 

แต่ถึงจะเป็นสูตรกันน้ำ ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องใช้ตอนจะไปว่ายน้ำ หรือ ไปทะเล หรือจะสงกรานต์ แต่ก็สามารถใช้ได้แบบ Everyday โดยเฉพาะหน้าร้อน ที่เหงื่อออกเยอะๆ เพราะเนื้อกันแดดไม่ได้หนักผิวเลย

 

 

  • สูตร Tone Up

เป็นกันแดดที่มีส่วนผสมของ Pigment ที่ช่วยอำพรางสีผิวและปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสขึ้นมา 1 Step ใช้แทน Makeup base ได้ดี เนื้อกันแดดจะข้นขึ้นมานิดหน่อย ตอนแรกลงอาจจะดูขาวนิด แต่พอเกลี่ยไปจะกลืนไปกับสีผิว ไม่ขาววอก ไม่เทา ไม่ลอย  ตัวนี้มีกลิ่นน้ำหอมจางมากๆ แทบจะไม่ได้กลิ่นค่ะ

 

tone

ดูแบบนี้อาจจะไม่ชัด ลองจัดให้ดูแบบจริงจังเลยดีกว่าค่ะ

ผิวรวม

ในด้านของส่วนผสม นางเป็นกันแดดลูกผสมกายภาพ/เคมี มาด้วยเบสอิมัลชั่น ที่มีน้ำ น้ำมัน และซิลิโคนนิดหน่อยพอกรุบกริบ นางมีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ไปในทางด้าน Whitening, ต่อต้านอนุมูลอิสระ เป็น antioxidant ชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง รวมไปถึงด้านริ้วรอยก็มี Adenosine มาช่วยด้วยอีกส่วน

 

 

 

  • สูตร Safe shield เซฟชิลด์

ตัว Safe shield นี้มาในบสแบบเนื้อครีมที่ค่อนข้างบางเบา สมกับที่แบรนด์เรียกเป็นกันแดดเนื้อเอสเซนส์ เกลี่ยง่าย ซึมไว ภายในระยะเวลา 5 วิ ไม่เหนอะหนะไม่หนักผิว มีกลิ่นอ่อนๆ ทางแบรนด์เคลมว่ากันน้ำกันเหงื่อได้ด้วยหละ

safe shiled

ในด้านส่วนผสม นางเป็นกันแดดแบบลูกผสมกายภาพ/เคมี มาในเบสแบบอิมัลชั่นที่มีส่วนผสมของ น้ำ น้ำมัน แบะซิลิโคนนิดหน่อยพอกรุบกริบ เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ให้ประโยชน์ในด้านของการลดการอักเสบ ระคายเคือง เป็น Antioxidant และให้ความรู้สึกสบายผิว

 

 

  • สูตร Perfect daily

ที่ทางแบรนด์ว่าเป็นกันแดดในอุดมคติ นางได้รับรางวัล Best seller จากรายการ Beauty Talks พอได้ลองก็เข้าใจเลยว่าทำไมได้มา นางมาในเบสแบบเนื้อครีมนุ่มแน่น เกลี่ยง่าย ให้สัมผัสนุ่ม ไม่หนักผิว ตอนแรกเกลี่ยอาจจะดูเหมือนมีปื้นขาวนิดๆ แต่พอเกลี่ยไปซักครู่ ก็จะหายไปหมด สีขาวๆเหล่านั้นก็คือเม็ดของกันแดดกายภาพนั่นเองค่ะ พอเขาเรียงตัวบนผิวเสร็จ ด้วยขนาดเล็กมาก นางก็จะไม่มีความทึบแสงให้เราเห็น

perfect

นางเป็นกันแดดแบบผสมกายภาพ/เคมี มาในเบสกันแดดแบบอิมัลชั่น ประกอบด้วย น้ำ และซิลิโคนนิดหน่อยพอกรุบกริบ มีส่วนของน้ำมันสังเคราะห์อยู่นิดหน่อย ช่วยเคลือบผิวไม่ให้แห้งตึง เสริมสารบำรุงมามากมายหลายชนิด เด่นไปที่ด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง ช่วยให้ผิวแข็งแรง

 

  • Silky pore sun milk

เป็นกันแดดแบบน้ำนม ที่มีความต่างจากพี่น้อง คือนางมาในขวด เนื้อจะค่อนข้างเหลว เหมือนน้ำนม เกลี่ยง่าย ซึมไว แห้งไวไม่เหนอะหนะ น่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวมัน ตัวส่วนผสมจะช่วยอำพรางรูขุมขนได้อีกทาง ช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้น

 

milk

ในด้านส่วนผสม นางมาในเบสแบบอิมัลชั่น  ทีป่ระกอบด้วยซิลิโคน กับน้ำ ตัวนี้จะมีแอลกอฮอล์อยู่ด้วย เพื่อให้กันแดดแห้งไว ไม่เหนอะหนะ และตอนแอลกอฮอล์ระเหยไปนางจะให้ความรู้สึกเย็นพร้อมกระชับรูขุมขนไปในตัว ส่วนตัวมี่มีผิวแห้งตกบ่ายมาก็จะแห้งตึงหน่อยๆ จึงน่าจะเหมาะกับผิวมันค่ะ

 

ก่อนจะไปวิเคราะห์ส่วนผสมมาตอบคำถามก่อน

กันแดดไซน์นิค มีตั้ง 5 สูตร ใช้อันไหนดี?

อันนี้ไปเอาของแบรนด์มาค่ะ

scinic fb-20180327-01

(ที่มา Scinic)

 

 

ตามความเห็นของมี่นะคะ มี่ทำตารางสรุปจุดเด่นให้ตามนี้ค่ะ

table

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ แต่จะวิเคราะห์หมดทั้ง 5 ตัวก็เกรงจะยาวยืดไปจนไม่น่าอ่าน เลยขอหยิบเอาสูตรที่ชอบที่สุด คือ สูตร Safe Shield มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ชมกันค่ะ

สผส sun

วันนี้มี่ทำสีส่วนผสมไว้ 3 สีค่ะ

  • สีส้ม เป็นกันแดดชนิดกายภาพ อย่าง Titanium dioxide ซึ่งพวกนี้จะออกฤทธิ์สะท้อนรังสี UV ออกไปแบบไม่จำเพาะเจาะจง นางมีความคงตัวค่อนข้างดี ถ้าเหงื่อไม่ออกไม่ไปล้างไปเช็ด นางก็จะยังคงเรียงตัวอยู่บนผิวสะท้อนรังสีต่อไป
  • สีฟ้า เป็นกันแดดชนิดเคมี มีด้วยกัน 4 ชนิด กันได้ครบถ้วนทั้ง UVA และ UVB ได้แก่
    • Homosalate ช่วยกรองรังสีในช่วง UVB
    • Ethylhexyl salicylate ช่วยกรองรังสีในช่วง UVB
    • Diethylamino hydroxybenzoylhexyl benzoate ช่วยกรองรังสีในช่วง UVA
    • Bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine ช่วยกรองรังสีในช่วงกว้างทั้ง UVA และ UVB
  • สีเขียว เป็นสารบำรุง มีอยู่หลายชนิดเลยค่ะ
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์ด้าน Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง
    • Adenosine มีประโยชน์ในเชิงการลดริ้วรอย
    • วิตามินอี เป็น Antioxidant
    • สารสกัดพืชทั้งหมด 8 ชนิด มีประโยชน์ในเชิงการเป็น Antioxidant ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

enjoysafeshieldsun_720_07.jpg

(ที่มา Scinic Korea)

ตัวเบสมาในเบสแบบอิมัลชั่น มีส่วนผสมของน้ำ ซิลิโคน และน้ำมันอยู่นิดหน่อย ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สารที่ใช้เสี่ยงอุดตันน้อยมาก และมีข้อมูลความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี สมกับที่เคลมว่าเหมาะกับ Sensitive skin

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ เป็นคะแนนของสูตร Safe shield เด้อ

  1. สารบำรุง รวมเอาสารกันแดดไว้ด้วย ในด้านของสารกันแดดก็ถือว่าทำมาได้ดี เป็นกันแดดแบบผสมกายภาพ/เคมี กันได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี เสริมสารบำรุงที่มีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และ antioxidant ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิวได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่กันแดดได้ 100% อย่างไรก็ต้องมีรังสี UV เล็ดรอดเข้าผิวได้อยู่ดี การมีพวก antioxidant หรือสารลดการอักเสบพวกนี้ก็จะช่วยปกป้องผิวเราได้ค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวกันแดดทำมาได้ค่อนข้างดี เนื้อนุ่ม เกลี่ยง่าย ไม่แห้งไม่มันเกินไปสำหรับผิวมี่ เรื่องกลิ่นก็ไม่ได้แรงจนฉุนไป กำลังซอฟท์ๆ ไม่กวนใจ ทาแล้วสามารถลงรองพื้นได้เลย ไม่เหนอะหนะ ไม่ตีกับรองพื้นจนเป็นคราบ โดยรวมขอให้คะแนนการใช้งานไว้ที่ 4 ฟลาสก์

คะแนน sun

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ไซน์นิค ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ไซน์นิค โดยตรงเลยนะคะ มีจำหน่ายที่วัตสัน ตอนนี้มีโปร ลดราคา เหลือแค่ 450 เท่านั้น ราคาเท่ากับที่เกาหลีคือ 15,000 วอนเลย สำหรับขนาด 50ml. ถือว่าคุ้มมาก

https://www.facebook.com/SCINICThailand/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scinic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสองพลังธรรมชาติ Galacto + Snail เพื่อฟื้นฟูผิว Inthana Skin Balancing Serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มฟื้นฟูผิวที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ เป็นผลิตภัณฑ์ Skin Balancing Serum จากแบรนด์ Inthana (อินทนา) นั่นเองค่ะ

แบรนด์ Inthana เป็นแบรนด์ ที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมหลักมาจากธรรมชาติ คำนึงถึงประสิทธิภาพในการบำรุงผิวหน้าเป็นหลัก และต้องใช้แล้วเห็นผล ผลิตภัณฑ์ของอินทนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สำหรับทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย สามารถเข้าถึงได้ในทุกช่วงอายุ เน้น working women เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่าย และครอบคลุมหลายปัญหาผิว เหมาะกับคนขี้เกียจทาผลิตภัณฑ์หลายๆชนิดและไม่ค่อยมีเวลา

เจ้าของแบรนด์เป็นรุ่นน้องที่รู้จักกัน เห็นแพคเกจน่ารักดี ก็เลยขอซื้อมาลอง พอลองแล้วเราก็แบบว่า เออ ดีนะ ก็เลยเอามารีวิวซักหน่อย

เซรั่มของแบรนด์มีหน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

in 1-1.JPG

มาในกล่องสีขาว คาดทอง มีลวดลายเป็นหยดน้ำที่มีพืชพรรณอยู่ภายในค่ะ

ตัวภาชนะมาในขวดแก้วสีขาวทึบแสง มีหลอดหยด นางมี 2 size นะคะ size ปกติ 30 ml และ size ทดลอง 5 ml ค่ะ

in 1-2

เนื้อเซรั่มเป็นแบบใส ไม่มีกลิ่นเพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม

in 3-1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

in 4-1

ในส่วนของค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ค่ะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

in 5

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส in

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

วันนี้มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้ 2 สี คือ สีฟ้า กับ สีม่วง เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดต่อไปค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ได้แก่
  • สีฟ้า: Galactomyces ferment filtrate หรือ GFF ตัวนี้นางเป็นสารที่แยกได้จากน้ำเลี้ยงยีสต์สายพันธ์ Galactomyces ซึ่งมีประโยชน์ในทางเครื่องสำอางหลายๆด้าน เช่น ความชุ่มชื้น เสริมการทำงานของผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน Whitening รวมไปถึงด้านความยืดหยุ่นของผิวและริ้วรอย มีรายงานการวิจัยระบุว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ที่ผิวหนังชั้นนอก โดยไปเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ Caspase-14 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการแปรสภาพโปรตีน Filaggrin ให้กลายเป็น กรดอะมิโนที่ทำหน้าที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF เพื่อช่วยในการดักจับน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว (Arch Dermatol Res. 2013; 305(8):683-9.) มีคุณสมบัติลดการสังเคราะห์ Melanin และลดสภาวะ Oxidative stress ในเซลล์ Melanocyte (J Am Acad Dermatol. 2014; 70(5)S1:AB127.)
  • สีม่วง ได้แก่
    • Niacinamide รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
    • Hamamelis virginiana extract คือ สารสกัดจาก Witch hazel สารสกัดจาก Witch hazel มีคุณสมบัติความเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สำหรับรายงานการวิจัยมีระบุถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ (J Pharm Pharmacol. 1994; 46(4):286-90.)
    • Snail secretion filtrate หรือ สารสกัดจากเมือกหอยทาก ตัวนี้ไม่ใช่เมือกหอยทากธรรมดานะคะ เป็นสารสกัดจากเมือกหอยทากสายพันธุ์ Acusta despecta ที่พบได้ในเกาหลี จีน และญี่ปุ่น นำมาเลี้ยงด้วยโสมแดง เพื่อให้ในเมือกหอยทากมีสาร Saponin จากโสมอยู่ด้วย ซึ่งจะเสริมคุณสมบัติในการลดริ้วรอยของผิว ตัววัตถุดิบนำเข้ามาจากเกาหลี วัตถุดิบนี้มีสิทธิบัตรเกาหลีรองรับ ตัวผู้ผลิตได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่า มีผลช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ช่วยให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น SLS การทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่ามีผลเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้าง collagen ในผิว และปกป้องเซลล์เพาะเลี้ยงไม่ให้เกิดอันตรายจาก SLS
  1. ส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base มาในเบสแบบน้ำ ใช้ GFF เป็นเบสหลัก เสริมมาด้วยสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวในกลุ่มที่เรียกว่า Humectant อย่าง Butylene glycol, Propylene glycol และ Glycerin อาจนับรวมเอาสารอย่าง 1,2-Hexanediol, Caprylyl glycol และ Ethyl hexanediol ซึ่งละลายในน้ำมันเข้ามาด้วย เบสนี้ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หรือ Additives ได้แก่

3.1 สารกันเสียและสารเสริมประสิทธิภาพของสารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol, Chlorphenesin และ กลุ่มสารเสริมประสิทธิภาพสารกันเสียอย่าง 1,2-Hexanediol, Caprylyl glycol และ Ethyl hexanediol

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ วันนี้ส่วนผสมมีไม่เยอะ มี่ขอตัดรวบเป็นให้คะแนน 2 หัวข้อ คือ ด้านส่วนผสม และด้านการใช้งานค่ะ

  1. ส่วนผสม ในด้านของสารบำรุง เรียกได้ว่า อาศัยเอา GFF เป็นตัวชูโรง ซึ่งเจ้า GFF นี้มีประโยชน์ในทางเครื่องสำอางหลายๆด้าน เช่น ความชุ่มชื้น เสริมการทำงานของผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน Whitening รวมไปถึงด้านความยืดหยุ่นของผิวและริ้วรอย ทางแบรนด์จัดหนักจัดเต็มมาเป็นเบสหลักแทนน้ำที่ความเข้มข้น 79% เลยทีเดียว และยังเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิด อย่างเจ้า B3 ที่ใส่ลงมานี่ก็มีประโยชน์กับผิวหลายด้านเหมือนกัน โดยรวม เซรั่มนี้ก็จะมีประโยชน์กับผิวหลายประการ ตามที่มีการ Claim ข้างกล่อง ได้แก่ ชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน ผิวขาวกระจ่างใส ชะลอวัย ลดริ้วรอย ช่วยให้ผิวนุ่ม และยังเสริมเรื่องของการลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงอาจจะมีผลดีต่อสิวด้วย ในตัวเบส ทำมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีน้ำมัน แอลกอฮอล์และซิลิโคน และสารองค์ประกอบอื่นที่ใช้ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เนื่องจากส่วนผสมของสารบำรุงอาจจะน้อยชนิดไปหน่อย แต่ก็ถือว่าบำรุงได้ครบถ้วนตามปัญหาผิว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวเซรั่มจะออกมาเหลวไปนิดหนึ่ง อารมณ์จะคล้ายน้ำตบ ตบแล้วเกลี่ยได้ง่าย ชุ่มชื้นผิว ไม่เหนอะหนะ ซึมไวแห้งไว หยดลงบนฝ่ามือซัก 5 หยด วอร์มๆซักหน่อยแล้วตบลงบนหน้าเบาๆ ในด้านของความชุ่มชื้นคนที่มีผิวแห้งอาจจะยังไม่พอ ต้องทามอยส์เจอไรเซอร์เสริมอีกชั้นหนึ่ง ส่วนคนที่มีผิวมันคิดว่าน่าจะจบในขวดเดียวได้ สามารถใช้ได้ทั้งเช้าทั้งเย็น ส่วนตัวมี่ใช้มาประมาณ 2 อาทิตย์ ช่วงแรกที่สัมผัสได้จะเป็นเรื่องของความชุ่มผิว ผิวนุ่มนวล ตามมาก็จะเป็นเรื่องของการแต่งหน้าได้เรียบขึ้น รองพื้นตกร่องตกรูน้อยลง ส่วนเรื่อง whitening อาจจะเพราะช่วงนี้ไม่มีจุดด่างดำ เลยยังเห็นไม่ค่อยชัดค่ะ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน in

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/InthanaSkincare/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตัวเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

อัพเดท Gadget ใหม่จากอเมริกา กับเครื่องปั๊มปากเพื่อปากอวบอิ่มมีสุขภาพดี ไม่ต้องฉีด Filler ให้เจ็บปวด กับ JuvaLips

สวัสดีค่ะ

มี่บังเอิญไปได้อ่านโฆษณาของสินค้า Gadget ที่เป็นเครื่องปั๊มเพื่อริมฝีปากอวบอิ่มแบบไม่ต้องพึ่ง Filler จากอเมริกาจากแบรนด์ JuvaLips มาค่ะ

ทางแบรนด์เคลมว่า เครื่องนี้จะควบคุมความดันแบบอ่อนๆโดยระบบควบคุมความดันผ่าน Pump ทำให้ริมฝีปากของเราอวบอิ่มขึ้นมา

แค่ใช้วันละ 1 – 2 นาที ริมฝีปากก็สามารถอวบอิ่มได้ 4 – 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว

หน้าตาของเครื่อง Juvalips เป็นอย่างนี้ค่ะ

ju 1

(Image from Juvalips)

เอาส่วนของยางนุ่มๆสีชมพูครอบปากไว้แล้วเปิดสวิตช์ เครื่องก็จะทำงานปั๊มริมฝีปาก เพื่อเสริมการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยค่ะ

 

ทางแบรนด์เคลมว่าแรงดันที่ใช้เป็นแรงดันที่เหมาะสม และผ่านการทดสอบความปลอดภัยในอาสาสมัครแล้วค่ะ

 

ตัวชิ้นบนสามารถถอดเอามาล้างทำความสะอาดได้ด้วย

29176892_1995212257358347_2720889001817877095_n

(Image from Juvalips)

 

ju 2

(Image from Juvalips)

 

ส่วนราคานั้นก็กรุบกริบอยู่ที่ 149.95 USD ค่ะ (ประมาณ 5000 บาท)

 

ju 3

(Image from Juvalips)

 

ถือว่าเป็น Gadget ที่มีความน่าสนใจมากเลยทีเดียวค่ะ

 

เอกสารอ้างอิง

JuvaLips – Basic Kit in White Save $20

http://www.gcimagazine.com/marketstrends/segments/cosmetics/Juva-Lips-is-Now-Available-on-Amazon-477971123.html

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าน้ำผลไม้ My Juicy bottle mask จากแบรนด์ไซน์นิค (Scinic)

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวมาสค์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ เป็นมาสค์น้ำผลไม้จากแบรนด์ไซน์นิค (Scinic) ขาประจำของเรานั่นเองค่ะ

มีชื่อว่า My juicy bottle mask ที่มาในซองรูปขวดดูสวยงามน่ารักดีค่ะ

mask sci.JPG

เป็นมาสค์ที่ทำมา 4 สูตร เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุงตามปัญหาผิว 4 ด้าน คือ

  • สูตรสีส้ม เป็น Whitening สูตรวิตามินรวมเพื่อผิวกระจ่างใส
  • สูตรสีเขียว เป็น Soothing สูตรว่านหางจระเข้ ทีทรี เพื่อลดการอักเสบระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงปัญหาสิว
  • สูตรสีชมพู เป็น Firming สูตรคอลลาเจน มะเขือเทศ กระชับผิว
  • สูตรสีฟ้า เป็น Moisturizing สูตรไฮยา ไม้ไผ่ เพิ่มความชุ่มชื้น

 

ทางแบรนด์เคลมว่าตัวแผ่นมาสค์ใช้เทคโนโลยี Air bag “ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพิเศษที่ช่วยถ่ายเทอากาศได้เป็นอย่างดีให้ความรู้สึกเย็นสบายระหว่างการมาส์ก แนบผิวหน้าสนิท ช่วยให้แผ่นมาส์กไม่หลุดง่าย ส่งผ่านคุณค่าจากสารบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

air bag

(Image from Scinic)

 

ตัวน้ำมาสค์ หรือ Vehicle ทางแบรนด์เรียกว่า Ampoule ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างข้นคล้ายเจลค่ะ อารมณ์เหมือนควักเซรั่มมามาสค์ ไม่เหลวไม่ไหล ไม่หยดย้อยเลอะเทอะ นานๆทีเราจะได้เห็นมาสค์ที่น้ำมาสค์ข้นๆคล้ายเจลแบบนี้

เมื่อเราฉีกซองออกมาเราจะเจอแผ่นมาสค์พับอยู่ค่ะ น้ำมาสค์จะค่อนข้างข้นคล้ายเจล ฉาบอยู่บนแผ่นมาสค์

m 1

แผ่นมาสค์แนบสนิทกับผิวจริงเหมือนที่เค้าเคลมค่ะ

m 2

ค่า pH ของน้ำมาสค์อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

m 3

ส่วนผสมในภาพรวมของมาสค์แต่ละสูตรนางจะมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน ในด้านของสารบำรุง นอกจากสารบำรุงเฉพาะสูตรแล้ว ทุกๆสูตรจะมีสารบำรุงที่เหมือนกัน คือ มี Hyaluron, Panthenol, Allantoin และ Trehalose ซึ่งเด่นในด้านการเติมน้ำ ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว

โดยรวมถือว่าเป็นมาสค์ที่ทำมาได้ดี และน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว

 

สำหรับส่วนผสมของมาสค์แต่ละสูตรจะเป็นตามนี้เลยค่ะ

ประเดิมกันด้วยสูตรที่มี่ชอบมากที่สุด สูตรสีส้ม

สีส้ม

สูตรนี้มีสารบำรุงอยู่หลายกลุ่ม ตัวหลักน่าจะเป็นกลุ่มของวิตามินรวม ได้แก่ วิตามินบี 3 บี 5 บี 6 ซี และ อี ซึ่งแค่ลำพังวิตามินเหล่านี้ก็ให้ประโยชน์กับผิวได้ครอบคลุมครบทุกด้านแล้วค่ะ

นอกจากวิตามินรวม ในส่วนผสมยังมีสารสกัดจากพืชตระกูลส้ม ไม่ว่าจะเป็น ส้ม มะนาวเลม่อน มะนาวเขียว และเกรฟฟรุ๊ต ซึ่งมีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิว และมีส่วนผสมของ AHA จากธรรมชาติอยู่อ่อนๆ

เรียกได้ว่าเน้นบำรุงผิวได้ครบในทุกมิติเลยทีเดียว

 

ส่วนสูตรสีเขียว

สีเขียว

ในด้านสารบำรุงมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชสมุนไพรและดอกไม้หลายชนิด เปิดมาด้วยสารสกัดจากว่านหางจระเข้ ที่เด่นเรื่องการเติมน้ำและลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว ตามมาด้วยสารสกัดจาก Tea tree ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะให้ผลในการฆ่าเชื้อและลดสิวได้เหมือน Tea tree oil หรือเปล่า และยังมีสารสกัดจากพืชอีกหลายชนิด  ซึ่งมีประโยชน์โดยรวมไปในทางด้านการลดการอักเสบและระคายเคือง พร้อมให้ความรู้สึกสบายผิว จะได้รองๆมาที่ด้านกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน

 

สูตรสีฟ้าก็ไม่น้อยหน้านะคะ

สีฟ้า

ในด้านของสารบำรุงเปิดมาด้วยสารสกัดจากไผ่ ซึ่งเด่นเรื่องการลดการอักเสบและระคายเคือง ตามมาด้วยชาเขียว ซึ่งมีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant ควบคุมความมัน ลดการอักเสบและระคายเคือง นอกจากนั้นก็จะมีแตงกวา กับดอกบัว ซึ่งก็ยังคงเด่นเรื่องลดการอักเสบระคายเคืองและเพิ่มความชุ่มชื้น

 

สุดท้ายสูตรสีชมพู

สีแดง

ในด้านของสารบำรุงซองสีแดงก็ต้องมีของแดงอย่างทับทิมและมะเขือเทศ ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ดี มีประโยชน์ในการชะลอวัย เสริมมาด้วสารสกัดจากโสม ซึ่งเรียกได้ว่ามีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ซึ่งเด่นไปในด้านริ้วรอยและช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ร่วมกับ Royal jelly น้ำผึ้ง และ Collagen ซึ่งมีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิว

 

โดยรวมถือว่าทั้ง 4 สูตรทำมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลยค่ะ สมสโลแกน Trustworthy cosmetic ของแบรนด์จริงๆค่ะ

 

ราคาแผ่นละ 59 บาท ช่วงนี้ที่วัตสันมีโปร ซื้อแผ่นที่สองในราคาบาทเดียวค่ะ ก็จะตกแผ่นละ 30 บาท ถือว่าโอเคเลยหละ ราคาเท่ากับที่เค้าขายใน shop ที่เกาหลีเลย ไม่ต้องไปเสียเวลาไปหิ้วให้ยุ่งยากวุ่นวาย

มาให้คะแนนกันดีกว่า

วันนี้ขอให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ในส่วนของเบส ตัวมาสค์ทำมาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และในด้านของสารบำรุงตามสูตร ถือว่าทำมาได้ดีค่ะ ตรงตามวัตถุประสงค์และ Claiming ของแต่ละสูตร ส่วนตัวมี่จะค่อนข้างชอบส่วนผสมของสูตรสีส้มค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวแผ่นมาสค์แนบสนิทกับผิวจริง และใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะแห้ง แต่มี่คิดว่า พอกไว้ราวๆ 15 – 20 นาทีก็ดึงออกได้แล้ว ช่วงที่ดึงออกผิวจะนุ่มชุ่มชื้น และดูอิ่มน้ำ ส่วนตัวมี่มีผิวแห้งหลังจากดึงแผ่นมาสค์ออกซักพักแล้วต้องเติมครีมอีกชั้นหนึ่งค่ะ เพราะเราจะรู้สึกว่ามันยังแห้งอยู่นิดๆ แต่ด้วย Feeling ที่ไม่เยิ้มฉ่ำมากจนเกินไปแบบนี้ เราก็สามารถมาสค์เจ้านี่ได้ตอนเช้า ก่อนแต่งตัวได้อยู่ค่ะ มาสค์ในวันสำคัญๆนางจะช่วยให้เมคอัพติดทน แต่งหน้าได้ง่าย เกลี่ยรองพื้นได้เรียบสนิทขึ้นไม่ตกร่องค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Scinic ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scinic โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/SCINICThailand/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scinic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์สกินแคร์จาก Meaze’ เมสเซ่แบรนด์ออร์แกนิกไทย ที่มาใน Concept “ของขวัญจากธรรมชาติ”

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวสกินแคร์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Meaze’ (อ่านว่า เมสเซ่) เป็นแบรนด์ออร์แกนิกไทย ที่มาใน Concept “ของขวัญจากธรรมชาติ” ด้วยแนวคิดที่ว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผิวคือสารสกัดแท้จากธรรมชาติ โดยผลิตภัณฑ์จาก Meaze’ ได้รับการรับรองด้านสารสกัด จากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าออร์แกนิก อาทิ Australia Organic Certification, USDA และ Vegan  กับ 2 ผลิตภัณฑ์อย่าง “Meaze‘ Dark Spot Corrector and eye lift up concentrate” และ “Meaze’ Contouring Facial Lift Hydro Gel”

ที่มี่ได้มาจะเป็นตัวไฮโดรเจล สูตรยกกระชับ V contouring facial lift hydrogel organic และ เซรั่มสูตร Whitening ที่มีชื่อว่า Organic dark spot corrector and eye lift up concentrate ค่ะ ตัวนี้ใช้ทาได้ทั้งหน้า และลงใต้ตาเป็นอายครีมไปในตัวแบบ 2 in 1

นางมาในกล่องสีขาวดูสะอาดตา โดยกล่องชมพู เป็น Hydrogel และ กล่องเขียวเป็นเซรั่มค่ะ

me1.JPG

ด้านในมาด้วยขวดอะคริลิก สีขาวมุก

me4

ตัวไฮโดรเจล มาในเนื้อแบบเจล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

me hy 1

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว ซึมไว แห้งไวค่ะ

me hy 2

มีค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 นะคะ

me hy 3

ตัวเซรั่มดูคล้ายครีมเจล มีกลิ่นหอมอ่อนๆละมุนๆ

dark 1

เกลี่ยได้ง่าย ชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะ

dark 2

ตัวนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ เนื้อเซรั่มไม่เปียกกระดาษเลยไม่เปลี่ยนสีค่ะ

มาดูส่วนผสมกันทีละตัวเลยนะคะ เริ่มจากตัวกล่องชมพู Hydrogel สูตร Contouring

ส่วนผสม hydro

เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด แทนมาด้วยสีฟ้า สีเขียว และสีม่วงค่ะ ตัวที่น่าสนใจและเป็นเสมือนพระเอกของผลิตภัณฑ์คือ ‘Trifluoroacetyl tripeptide-2’ ขอย่อว่า TT2 นะคะ เจ้า TT2 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่มีชื่อทางการค้าว่า Progeline ของประเทศฝรั่งเศส

การศึกษาระดับหลอดทดลองพบว่า TT2 สามารถกดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่เป็นเอนไซม์ย่อยสลายคอลลาเจนในผิว เมื่อโดนยับยั้ง ผลคือ คอลลาเจนไม่โดนสลายตัว

การศึกษาในผิวหนังมนุษย์ที่เอามาเพาะเลี้ยง พบว่าเอนไซม์นี้สามารถปกป้อง collagen และ elastin จากเอนไซม์ collagenase และ elastase ได้ ผลคือ คอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่สลายตัว

สารนี้ยังเสริมการสังเคราะห์สาร Proteoglycan ที่มีชื่อว่า Syndecan-1 ในผิว ซึ่งสารนี้ปกติทำงานในการรักษาสมดุลของผิว และเป็นแหล่งให้ growth factor ต่างๆมาจับ

เมื่อเราแก่ตัว ในผิวเราจะมีการสร้างสาร Progerin ออกมามากขึ้น (Prz Menopauzalny. 2015 Mar; 14(1): 53–58.) TT2 สามารถลดการสร้าง Progerin ของเซลล์ผิวได้ในระดับหลอดทดลอง จึงมีผลในการชะลอวัยหรือ Antiaging ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่ค่อนข้างใหม่และเป็นเอกลักษณ์ ทางผู้ผลิตเลยเอามาตั้งชื่อเปปไทด์ TT2 ว่า Progeline นั่นเอง

การทดสอบในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 10 คน พบว่า อาสาสมัครที่ทา TT2 มีสันกราม (Jawline) ที่ยกกระชับขึ้น

progeline 3

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

และอีกการศึกษาหนึ่ง ศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 13 คน พบว่า ผิวหนังของอาสาสมัครที่ทา TT2 มีค่าความยืดหยุ่นและความกระชับเพิ่มขึ้น

progeline 4

(Image from Lucas Meyer Cosmetics)

(เอกสารอ้างอิง: E Loing, T Suere and E Lamarque, Trifluoroacetyl-tripeptide-2 to target senescence for anti-aging benefits, Cosm & Toil 127(4) 274-280 (Apr 2012). และ TDS ProgelineTM)

นอกจากนี้ส่วนผสมอื่นก็ออกแบบมาให้เสริมกันได้อย่างลงตัว จึงให้ประโยชน์ทั้งในด้าน ยกกระชับ ชะลอวัย ลดริ้วรอยเก่า ป้องกันริ้วรอยใหม่ เพิ่มความชุ่มชื้น และ ลดการอักเสบระคายเคืองไปพร้อมๆกัน

 

ส่วนอีกตัวเป็นกล่องเขียว สูตรเน้นไปที่ด้าน Whitening และดูแลผิวที่มีปัญหาฝ้ากระค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสม dark

ในภาพรวมเป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำนม ประกอบด้วย น้ำ และน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และแอลกอฮอล์ มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ตัวที่สนใจได้แก่

  1. กลุ่มของน้ำมันจากพืช มีสองชนิด คือ น้ำมันจากกาแฟ และ เมล็ดเชีย
  • Coffee oil (Coffee arabica seed oil) เป็นวัตถุดิบที่วงการเครื่องสำอางเริ่มให้ความสนใจ เป็นน้ำมันที่แยกมาจากเมล็ดกาแฟดิบ จัดเป็นน้ำมันแบบ Fixed oil มีการศึกษากับผิวหนังที่เพาะเลี้ยงในระดับหลอดทดลอง พบว่า น้ำมันจากเมล็ดกาแฟมีคุณสมบัติเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน elastin และ Glycosaminoglycan ของผิวได้ และยังช่วยเสริมการสังเคราะห์โปรตีนที่มีชื่อว่า Aquaporin-3 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนประตูคอยปกป้องไม่ให้น้ำและสารโมเลกุลเล็กๆอย่าง Glycerin ออกจากผิวได้ (J Cosmet Dermatol. 2009 Mar;8(1):56-62.) จึงมีประโยชน์ด้านริ้วรอย และความชุ่มชื้น
  • Chia seed oil (Salvia hispanica seed oil) ประกอบด้วยกรดไขมัน Alpha-linolenic acid ในปริมาณสูงถึงราวๆ 60% และ linoleic acid ประมาณ 25% มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และฟื้นฟู Barrier ของผิว น้ำมันเมล็ดเชีย มีการศึกษาในอาสาสมัครทั้งกลุ่มที่มีอาการผิวแห้งจากโรคไตระยะสุดท้าย และในอาสาสมัครสุขภาพดี พบว่าอาสาสมัครที่ใช้น้ำมันเมล็ดเชียความเข้มข้น 4% ในตำรับเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีอาการคันที่น้อยลง มีความชุ่มชื้นมากขึ้น มี Barrier ของผิวที่แข็งแรงขึ้น (สังเกตุได้จากค่าน้ำระเหยออกจากผิวที่ลดลง) (Ann Dermatol. 2010 May;22(2):143-8.) การทดสอบกับหนูทดลองพบว่า Alpha-linolenic acid และ Linoleic acid สามารถลดการสร้างเม็ดสีผิวจากรังสี UV ได้ และการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า ALA สามารถกดการสร้างเม็ดสีผิวได้ดี รองลงมาคือ Linoleic acid และ กรดไขมันทั้งสอง ยังมีผลช่วยเสริมการผลัดผิวได้อีก (Arch Dermatol Res. 1998 Jul;290(7):375-81.)
  1. กลุ่มของวิตามิน มีส่วนผสมของวิตามินซี อี บี3 Folic acid และ Coenzyme Q10 ซึ่งวิตามินแต่ละตัวก็จะมีประโยชน์กับผิวในหลายๆด้าน เมื่อรวมกัน 5 ตัวนี้จะมีประโยชน์ในด้าน Whitening, Antioxidant, ริ้วรอย และช่วยให้ผิวแข็งแรง
  2. กลุ่มของสารสกัดจากพืช มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่ สารสกัดจากใบ Bearberry, แตงกวา Mulberry, ชะเอม ที่ให้ประโยชน์เสริมกันในด้านของ Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง และเป็น Antioxidant ช่วยในการชะลอวัย

ในภาพรวมจะเห็นได้ว่า สารบำรุงที่ใส่มามีประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Whitening เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง เป็น antioxidant ช่วยชะลอวัย

 

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ใช้ส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ในด้านริ้วรอย ชะลอวัย ช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดการอักเสบและระคายเคือง โดยกล่องชมพู มีสารของเปปไทด์ที่มีกลไกการออกฤทธิ์เป็นเอกลักษณ์ผ่าน Progerin ในผิว นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ส่วนสีเขียว ในด้านของไวท์เทนนิ่ง เรียกได้ว่าจัดมาผ่านหลายกลไก ตั้งแต่ก่อนการสร้างเมลานิน ไปจนถึงหลังจากเมลานินเสร็จแล้ว และยังเสริมมาด้านผิวแข็งแรง โดยการทดแทนไขมันคืนให้แก่ผิวและเสริมการสังเคราะห์ AQP-3 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผิวใช้ในการเก็บกักน้ำได้ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทั้งสองชิ้นมาในเบสที่มีส่วนผสมของน้ำ สารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน แอลกอฮอล์ และสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ต้องบอกก่อนเลยว่า กลิ่นและเนื้อสัมผัสของเซรั่มทั้งสองขวดโดนจริตมาก ส่วนตัวมี่ชอบทั้งเนื้อสัมผัส และกลิ่น ส่วนด้านประสิทธิภาพ มี่ลองใช้มาประมาณเกือบๆ 2 อาทิตย์ พบว่า ในด้านความชุ่มชื้น ถือว่าทำมาได้ดี เมื่อทาเราจะได้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น แต่งหน้าแต่งตาทับได้ไม่เลอะ ไม่ลอก ไม่เป็นขุย ในด้านริ้วรอย พวกริ้วรอยตื้นๆก็จะดูจางไป ส่วนด้านริ้วรอย Whitening รอยคล้ำ จุดด่างดำต่างๆ และรอยหางตา อาจจะต้องใช้เวลาอีกซักหน่อยค่ะ จุดนี้ขอให้คะแนนความชอบไป 5 ฟลาสก์

คะแนน mezae

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Meaze’ ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://m.facebook.com/meazeorganic/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Meaze’ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มไฮยาเติมน้ำให้ผิว ด้วยวัตถุดิบเติมน้ำนวัตกรรม Nanocapsule จากสเปน กับ Kimmist Hya aqua gel

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มไฮยาที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ

เป็นเซรั่มไฮยาจากแบรนด์ Kimmist เจ้าเก่า ที่มี่เคยรีวิวไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2015 แล้วค่ะ สมัยนั้นยังถ่ายรูปไม่ค่อยสวยเลย ฮ่าๆ แต่ก็แอบแนบลิงค์ไว้ให้เผื่อใครอยากไปตามดูนะคะ

Link Bedtime therapy: >>Click<<

Link eye cream: >>Click<<

เรียกได้ว่าเป็นสกินแคร์ที่อยู่คู่กับบ้านมียอนมาหลายปีเลยทีเดียว

ตอนนี้ทางแบรนด์ได้ออกสินค้าใหม่ เป็นเซรั่มไฮยา ที่เน้นเติมน้ำให้ผิวค่ะ มีชื่อว่า Kimmist Hya aqua gel ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

hya 1

ตัวเซรั่มมาในกล่องโทนสีขาวฟ้า ด้านในเป็นขวดปั๊มแบบ Airless ค่ะ

 

เนื้อเซรั่มเป็นแบบโปร่งแสง หรือ Translucent ไม่มีกลิ่น เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

hya 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ชุ่มชื้น ให้สัมผัสบางเบา เย็นสบายผิว ไม่เหนอะหนะ

hya 3

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

hya 4

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สผส kim

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสารบำรุงไว้ 2 สีค่ะ คือสีเขียว กับ สีฟ้า

  • สีเขียว เป็นกลุ่มของไขมัน จะมีส่วนผสมของ
    • Ceramides เป็นไขมันชนิดพิเศษที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Barrier ผิว มีประโยชน์ในการทดแทนไขมันให้แก่ Barrier ผิว
    • Squalane เป็นสารที่ดัดแปลงโครงสร้างมาจากน้ำมันที่สร้างออกมาจากต่อมไขมันของเราที่มีชื่อว่า Squalene มีประโยชน์ในการเคลือบคลุมผิว รักษาความชุ่มชื้น
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่
    • Sodium hyaluronate, สารสกัดจากน้ำผึ้ง คอลลาเจน และ สารสกัดจากคาราจีแนน มีประโยชน์ในการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • Honey extract สารสกัดจากน้ำผึ้ง มีคุณสมบัติในการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เช่นกัน
    • Sodium PCA และ Serine จัดเป็นสารที่มีชื่อเรียกว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF ทำหน้าที่ช่วยให้ผิวอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
    • Glycogen อันนี้พิเศษนิดหน่อย ตัวนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ผิวเราก็มี Glycogen นะ เป็นแหล่งเก็บพลังงานสำรองของผิว เมื่อแก่ตัวลง ปริมาณของ Glycogen ในผิวก็จะลดลง ทำให้ผิวทำงานได้ไม่ดีเหมือนผิววัยหนุ่มสาว การเสริม Glycogen ในระดับหลอดทดลองมีคุณสมบัติเสริมการสังเคราะห์ Hyaluron และ Ceramides, เสริมกลไกการปกป้องตัวเองจาก UV ตามธรรมชาติของผิวหนัง ข้อมูลในอาสาสมัครพบว่า ผิวอาสาสมัครมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และริ้วรอยตื้นขึ้น

จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ส่วนผสมของ Glycerin, Ceramides, Squalane, Pentylene Glycol และ Sodium Hyaluronate 5 อย่างนี้ เป็นวัตถุดิบที่นำเข้าจากสเปน มีชื่อว่า Hyacermidyl

ตัววัตถุดิบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่เป็นวัตถุดิบที่เก็บกักเอาสารสำคัญไว้ในระบบ Nanocapsule ชนิดผนังหลายชั้น ช่วยเสริมการดูดซึมผิว และค่อยๆแตกตัวปลดปล่อยเอาสำคัญออกมาให้ผิวทีละน้อยๆ จึงช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้นานแม้ทาเพียงครั้งเดียว

rm 1

(Image from Cobiosa)

ทางบริษัทเคลมว่า Hyaluron ที่เก็บกักนี้อยู่ในระบบที่ไม่มีน้ำในแคปซูลดังกล่าว เวลาลงผิวก็จะไปช่วยผิวอุ้มน้ำ แต่ถ้าเป็น Hya ทั่วๆไปที่เราใช้กัน นางดูดน้ำได้ดี นางจึงดูดน้ำไปตั้งแต่ในตำรับ จึงได้แค่เคลือบผิวให้ความชุ่มชื้นภายนอก

rm 2

(Image from Cobiosa)

ซึ่งวัตถุดิบตัวนี้มีเคลมไปถึงด้านลดริ้วรอยเลย เพราะเมื่อผิวเราอิ่มน้ำ ริ้วรอยตื้นๆก็จะจางหายไป

ในส่วนของเบส มาในเบสแบบอิมัลชั่น มีส่วนของน้ำมันที่มีประโยชน์ 2 ชนิด คือเจ้า Ceramides กับ Squalane ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน ร่วมกับสารดูดน้ำให้ผิวในตระกูล Glycol/Diol ร่วมกับ Glycerin เหมือนมาเติมน้ำให้ผิวแบบจัดเต็ม แล้วฉาบปิดด้วย Squalane ไม่ให้น้ำที่อุตส่าห์เติมลงไประเหยหนีหายออกไป

ที่สำคัญคือไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้แบ่งเป็น 3 หมวดเช่นเคย

  1. สารบำรุง ผิวของเรามีทั้งส่วนของน้ำและน้ำมัน เซรั่มเติมน้ำนี้ก็ไม่ได้มาเติมแค่น้ำ แต่ช่วยเติมน้ำมันให้ผิวไปด้วยพร้อมๆกัน สารเติมน้ำที่ใช้มีทั้งสารที่เป็น NMF และสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างไฮยา คอลลาเจน น้ำผึ้ง และตัวที่น่าสนใจอย่าง Glycogen ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าให้ประโยชน์ครอบคลุมไปถึงด้านกระชับรูขุมขน และริ้วรอยไปด้วย ถ้าพิจารณาตามเคลมด้านเติมน้ำเฉยๆ นางถือว่าทำมาได้ดีไม่ต้องสงสัย รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เป็นเบสแบบอิมัลชั่น มีส่วนผสมของทั้งสารเติมน้ำ เติมไขมัน และสารเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซิลิโคน และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ปกติเรามักจะเจอตัวเติมน้ำมาในรูปแบบของน้ำตบใสๆ หรือสารละลายหนืดๆ หรือไม่ก็เป็นเซรั่มใสๆ นานๆทีเราจะได้เจอตัวเติมน้ำที่มีเนื้อข้นหน่อยๆ และมีส่วนผสมของพวก Ceramides ไปพร้อมๆกัน ตัวนี้ฟิลลิ่งจะดูหนักกว่าแบบใสๆเหล่านั้นนิดหน่อย ทาแล้วจะนุ่มผิวดีค่ะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเหนอะหนะมาก ส่วนตัวมี่ผิวแห้งก็ใช้ได้ ไม่ได้มีปัญหาแห้งเกินไป หรือมันเยิ้มในระหว่างวัน คิดว่าคนที่มีผิวมันก็น่าจะชอบ เพราะตัวเซรั่มไม่ได้หนักผิวเลย ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kim

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kimmist ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/kimmist.th/

http://www.kimmist.com/

 

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kimmist การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซีสด ที่มีความ DIY ให้เราได้เทผสมเอง Perfect C serum ของแบรนด์ Januar

สวัสดีค่ะ สงครามแห่งวิตามินซีในบ้านมียอนยังไม่จบนะคะ คราวนี้เรามีโฉมหน้าผู้เข้าแข่งขันคนใหม่ เป็นเซรั่มวิตามินซีสด เอ๊ะ สดแบบไหน แบบไหนคือสด ต้องมาลองดูกันค่ะ

ที่ขึ้นชื่อว่าวิตามินซีสด เพราะว่าเราจะได้ผสมวิตามินซีลงในเบสเซรั่มแบบสดๆด้วยมือเราเองค่ะ เรียกได้ว่า มีความ DIY นิดหน่อย พอกรุบกริบ

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีชื่อว่า Perfect C serum ของแบรนด์ Januar ค่ะ ซึ่งมีส่วนผสมของวิตามินซีในรูปแบบ L-ascorbic acid แบบดั้งเดิมอยู่ที่ 15% หลังผสมค่ะ

นางจะมาในกล่องกระดาษแบบนี้นะคะ

jan 3

เมื่อเราแกะออกมาเราจะเจอขวดอยู่ 2 ใบ ใบแรกเป็นขวดทรงป้อมๆคล้ายระฆังคว่ำสีชา ภายในบรรจุเอาเบสเซรั่มเอาไว้ อีกใบจะเป็นขวดแก้วสีชา ที่มีฝาใสๆอยู่ค่ะ ใบนี้จะมีผงวิตามินซีอยู่ ซึ่งทางแบรนด์ Claim ว่า ใช้ผงขนาดเล็กละเอียด Ultrafine powder มีขนาดเล็กกว่า 45 ไมครอน เพื่อให้ผสมได้ง่าย และคงประสิทธิภาพของวิตามินซีให้คงอยู่ก่อนการผสมค่ะ

jan 4

วิธีผสมก็ง่ายแสนง่าย แค่เทเซรั่มเบส ลงในขวดที่มีผงวิตามินซีอยู่ ปิดฝาและเขย่า จากนั้นนำไปใส่ในตู้เย็นไว้ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนผสมเซ็ทตัวค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

ตัวเซรั่มหลังผสมมาในเบสแบบใส เหลวนิดหน่อย ไม่มีน้ำหอม เราเลยจะได้กลิ่นบางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

jan 9

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่ายนะคะ ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

jan 10

เวลาใช้ก็วอร์มซักหน่อยแล้วค่อยละเลงบนหน้าค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเป็นค่า pH ที่ทำให้วิตามินซีอยู่ในรูปแบบไม่แตกตัว ช่วยเสริมความคงตัว และเสริมการดูดซึมค่ะ

jan 8

ถ้ายังไม่ได้ผสมตัวผลิตภัณฑ์จะมีอายุ 2 ปี และถ้าผสมแล้วก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อยืดอายุค่ะ ผสมแล้วจะอยู่ได้นานประมาณ 3 เดือนในตู้เย็น

 

ในด้านของส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส jan

จากส่วนผสมวันนี้ แม้จะมีสารไม่เยอะ แต่มี่ทำมาหลายสีเชียว เอ๊ะมันคืออะไรยังไงนะ

เริ่มกันที่พระเอกของเรา แน่นอนว่าต้องหนีไม่พ้นวิตามินซีค่ะ

  • สีฟ้า: วิตามินซี ใช้ในรูปแบบของ L-ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ เป็นรูปแบบที่มีรายงานการวิจัยรองรับอยู่ค่อนข้างมากค่ะ ตัววิตามินซีมีประโยชน์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอวัย มีส่วนในการช่วยยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสี จึงมีประโยชน์เป็น Whitening และเป็นส่วนประกอบของกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน จึงอาจจะมีประโยชน์ในเรื่องการลดริ้วรอย รูปแบบดั้งเดิมนี้มีความเป็นกรดสูง มีความคงตัวต่ำ สลายตัวง่าย และดูดซึมเข้าผิวหนังได้ไม่มาก จึงต้องอาศัยสารเพิ่มการดูดซึมและการปรับค่า pH ของตำรับ ซึ่งในที่นี้ มี Ethoxydiglycol เป็นตัวเสริมการดูดซึม หรือ percutaneous absorption enhancer นั่นเอง และมีการปรับ pH ให้อยู่ในช่วง 3 – 4 ซึ่งทำให้วิตามินซีอยู่ในรูปแบบไม่แตกตัว จึงเสริมการดูดซึมเข้าผิวได้
  • สีน้ำเงิน: Tocopherol และ Ferulic acid
    • Ferulic acid ตัวนางเองเป็นสารพฤกษเคมีบริสุทธิ์ที่พบในพืชหลายชนิด มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบและช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB (Food Chem Toxicol. 2015;82:72-8.)
    • Tocopherol คือวิตามินอี เป็น antioxidant ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

 

ความพีคอยู่ที่ มีรายงานการศึกษาวิจัยอยู่หลายฉบับที่กล่าวว่าการใช้ Ferulic acid และวิตามินอี ในตำรับวิตามินซี จะช่วยเพิ่มความคงตัวให้แก่วิตามินซี และเสริมประสิทธิภาพกันและกันในการเป็น antioxidant ได้ดี

นอกจากนี้การแยกวิตามินซีเก็บในขวดในรูปแบบผง ซึ่งเป็นของแข็ง จะช่วยเสริมความคงตัวของวิตามินซี ไม่ให้สลายตัวไปได้ไวเหมือนในเบสน้ำทั่วไปก่อนถึงมือเรานั่นเอง

 

  • สีเขียว เป็นสารบำรุงที่เสริมเข้ามา ได้แก่ Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบและระคายเคือง ร่วมกับ Sodium hyaluronate ที่ช่วยเสริมความชุ่มชื้นเช่นกัน

 

ตัวเบส มาในเบสแบบน้ำ ที่เสริมสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่าง Glycerin, Propylene glycol และ Butylene glycol

 

อีกจุดที่น่าสนใจคือไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

 

วันนี้ส่วนผสมไม่เยอะ มี่เลยขอแบ่งคะแนนเป็น 2 หมวดนะคะ คือ ส่วนผสม กับ การใช้งาน

  1. ส่วนผสม เป็นเซรั่มวิตามินซีที่มีความน่าสนใจ คือ แยกเก็บวิตามินซีไว้ในรูปแบบผง เพื่อยืดความคงตัวของวิตามินซี เสริมมาด้วย Vitamin E และ Ferulic acid ซึ่งเป็นสูตรผสม หรือ Combination ที่มี paper รองรับว่าสามารถเสริมความคงตัวของกันและกันได้เป็นอย่างดี และเสริมด้วย Panthenol ซึ่งช่วยลดการอักเสบระคายเคืองจากการทาวิตซีซึ่งเป็นกรดอ่อน และไฮยา ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ถือว่าทำมาได้ดี ตัวเบสก็มีสารช่วยดูดน้ำให้ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นอยู่ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบคอนเซปท์การแยกผสม เพราะดูมีความ DIY ให้เราได้มีส่วนร่วมในการเตรียม เนื้อสัมผัสทำมาได้ดี ไม่แห้งมากจนเกินไป และไม่เหนียวเหนอะหนะจนเกินไป แต่ตัวเซรั่มจะออกเหลวไปนิดนึง เวลาใช้อาจจะไม่ค่อยสะดวก และส่วนตัวมี่ผิวแห้งอาจจะต้องหามอยส์เจอไรเซอร์อื่นๆมาเสริมอีกชั้นหนึ่ง ให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน jan

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Januar ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าน่ารักๆคอนเซปท์เก๋ๆ มาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line: @Januar (มี @ ด้านหน้าด้วยนะคะ)

Facebook: JanuarBeauty

Tel: 095-960-4240

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Januar การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำตบกาแลกโต สูตรขาวใส Scinic first treatment essence สูตร Glowpick winner 2017

สวัสดีค่ะ

เมื่อกลางเดือนที่แล้ว มี่ได้เล่าให้ฟังว่าเดี๋ยวนี้เครื่องสำอางและ Skincare ของแบรนด์ Scinic จากเกาหลีมีวางจำหน่ายแบบถูกต้องตามกฎหมายในไทยแล้ว และจะทะยอยๆเอาตัวที่น่าสนใจของเค้ามารีวิวให้ได้ชมกัน

วันนี้ขอเปิดประเดิมด้วยน้ำตบกาแลคโตสูตรขาวใสของเค้า หรือ Scinic first treatment essence กันก่อนเลยค่ะ

ตัวนี้นางเป็น Essence ที่ใช้ Galactomyces ferment filtrate ในความเข้มข้นสูงถึง 90% แล้วเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิดค่ะ เดี๋ยวไว้ไปวิเคราะห์ส่วนผสมกันอีกรอบนะคะ

น้ำตบจะมีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

ess 1

ด้านในเป็นขวดแก้วนะคะ

ess 2

ซึ่งแก้วจะมีข้อดีเหนือกว่าพลาสติกคือ ยอมให้อากาศผ่านเข้าออกได้ยากกว่า จึงจะช่วยปกป้องสารสำคัญไว้ได้ดีกว่าค่ะ

ตัวน้ำตบมาในเนื้อแบบเหลว ใส อาจจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ess 3

เกลี่ยง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ตบสนุก ตบแล้วลงสกินแคร์อันอื่นทับได้เลย

ess 4

ในส่วนของค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ess 5

ก่อนจะไปดูวิเคราะห์ส่วนผสม อยากบอกว่า น้ำตบตัวนี้ได้รางวัลด้วยนะคะ นางได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมประเภท essence, ampoule และ serum ต่อกัน 2 ปีซ้อน

และได้รับรางวัล Glowpick 2017

พร้อมทั้งได้ตรา KFDA ด้าน Whitening และ Antiaging ค่ะ

ทางแบรนด์ยังบอกว่า นางเป็น Bestselling product บนเว็บ Naver และ ติดอันดับ 1 ในด้านยอดขายและการซื้อซ้ำในเกาหลีค่ะ

sci naver.jpg

ทางแบรนด์เคลมเรื่องของผลลัพธ์ 10 ประการ ใน 10 วัน ได้แก่

  • ผิวขาวกระจ่างใส เปล่งประกายออร่า
  • ผิวนุ่มชุ่มชื้น แต่งหน้าติดทน
  • ผิวกระชับเต่งตึง มีความยืดหยุ่น
  • ปลอบประโลมผิวที่อักเสบ แดง และยังเป็นเกราะป้องกันผิวจากแสงแดดหรือมลภาวะต่างๆ
  • เพิ่มความฉ่ำวาวให้ผิวสวยสุขภาพดีมีมิติ
  • ลดเลือนริ้วรอยร่องแก้ม หน้าผาก รอบดวงตา
  • ผิวเรียบเนียนดูอ่อนเยาว์
  • ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างอ่อนโยน
  • เติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวที่ขาดน้ำ ต้นเหตุจองผิวแก่กว่าวัย
  • รูขุมขนกระชับ ผิวละเอียดเรียบเนียนดุจกระเบื้องเคลือบ

 

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส scinic

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีสารบำรุงไว้สองสีค่ะ

เริ่มจากสีฟ้า พระเอกของเรา Galactomyces ferment filtrate เป็นสารที่ได้จากการเลี้ยงยีสต์ Galactomyces ค่ะ

มีรายงานการวิจัยระบุว่าสามารถเพิ่มความแข็งแรงของ Barrier ที่ผิวหนังชั้นนอก โดยไปเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ Caspase-14 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการแปรสภาพโปรตีน Filaggrin ให้กลายเป็น กรดอะมิโนที่ทำหน้าที่เป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF เพื่อช่วยในการดักจับน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว (Arch Dermatol Res. 2013; 305(8):683-9.) มีคุณสมบัติลดการสังเคราะห์เม็ดสีผิว Melanin (J Am Acad Dermatol. 2014; 70(5)S1:AB127.)

พูดง่ายๆคือ เป็นตัวช่วยให้ผิวแข็งแรง อุ้มน้ำได้ดีขึ้น และเป็น Whitening ได้

 

ส่วนสีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆที่เสริมเข้ามา มีอยู่ 6 ตัว ได้แก่

  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 อันนี้เราพูดถึงกันบ่อยมาก นางมีประโยชน์มากมายทั้ง เสริมการสังเคราะห์ไขมันทีเป็น Barrier ผิว ทั้งเป็น Whitening ผ่านการขัดขวางการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก และลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว รวมไปถึงด้านสิวด้วย
  • Adenosine มีประโยชน์ในการชะลอวัย ลดริ้วรอย
  • สารสกัดจากราสเบอร์รี่ ประกอบด้วยน้ำตาล และวิตามินต่างๆ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • กลุ่มสารบำรุงที่ม่ีประโยชน์ในการลดการอักเสบและระคายเคือง ได้แก่ สารสกัดจากชะเอม Purslane และน้ำทะเล

 

ในภาพรวมคือ สารบำรุงที่จัดมา เน้นไปที่ด้านของการช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ลดการอักเสบและระคายเคือง รวมไปถึงด้าน Whitening และริ้วรอย

ส่วนตัวเบสเป็นแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และแอลกอฮอล์

ไม่มีน้ำหอม พาราเบน และสีสังเคราะห์

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ สำหรับวันนี้ส่วนผสมค่อนข้างน้อย เลยขอให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อใหญ่ๆ คือ ส่วนผสม และการใช้งานนะคะ

  1. ส่วนผสม เป็นน้ำตบที่มาในเบส GFF ในความเข้มข้น 90% ซึ่ง GFF มีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และ Whitening เสริมมาด้วยสารบำรุงอื่นๆ เน้นไปที่ด้านของการช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ลดการอักเสบและระคายเคือง รวมไปถึงด้าน Whitening และริ้วรอย ในตัวเบสมีส่วนผสมของสารที่ช่วยดักจับน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ตัวน้ำตบจะค่อนข้างเหลว ถ้าเทใส่มือแล้วตบเลยโดยตรงอาจจะเลอะเทอะได้นิดหน่อย ต้องกะปริมาณดีๆ ในด้านของความชุ่มชื้น ส่วนตัวมี่ผิวแห้งอาจจะต้องหา Moisturizer อื่นๆมาทับอีกชั้นหนึ่ง ถึงจะเพียงพอ ส่วนคุณสมบัติ 10 ประการ ตามที่แบรนด์เคลม หลังจากที่มี่ลองมาเกือบๆ 2 อาทิตย์ ถือว่า ได้ไป 8 จาก 10 ข้อ จะติดก็เรื่องริ้วรอย กับ Whitening จุดด่างดำ ซึ่งช่วงนี้เราไม่ค่อยมีอยู่แล้ว เลยเห็นไม่ค่อยชัด ส่วนด้านชุ่มชื้น นุ่มฟู เต่งตึง นี่ถือว่าปลื้มปริ่มมากค่ะ ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

 

คะแนน ess

นางมาในขนาด 150 ml ราคา 1090 บาท ตกเป็น 7.27 บาท/ ml ที่สำคัญช่วงเดือนมีนาคม 2561 นี้ นางจัดโปร ชิ้นที่สองบาทเดียวอยู่ที่ Watsons นะคะ ถ้าซื้อโปรชิ้นที่ 2 บาทเดียว จะตกที่ 3.64 บาท/ml ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

watson

(Image from Watsons Thailand)

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Scinic ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scinic โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/SCINICThailand/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scinic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Ingredient review] ทำความรู้จักและไขความลับของ PEG-6 caprylic/capric glycerides 1 ใน สารทำความสะอาดยอดฮิตใน Cleansing water

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่จะมาเล่ารายละเอียดของสารทำความสะอาดยอดฮิต ที่เรามักจะพบในสูตร Cleansing water ให้ได้ฟังกันนะคะ

ถ้าเราพูดถึง Cleansing water เราก็จะนึกถึงน้ำใสๆ ที่เอาไว้เช็ดเครื่องสำอาง เช็ดทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่างๆออกจากผิวหน้า

พระเอกของ Cleansing water ก็คือ Surfactant ค่ะ ซึ่ง Surfactant ที่เรามักพบใน Cleansing water ในท้องตลาด จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. กลุ่มของ Poloxamer เช่น Polxamer 124 และ 184
  2. กลุ่มของ PEGylated fatty compounds เช่น PEG-6 caprylic/capric glycerides, PEG-7 glyceryl cocoate, PEG-40 hydrogenated castor oil
  3. กลุ่มของ Tween, Span ซึ่งดัดแปลงโครงสร้างมาจากน้ำตาล เช่น Polysorbate 20

ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบ Cleansing water ที่มี PEG-6 caprylic/capric glycerides เป็นส่วนผสมหลัก เพราะเนื่องจากสัมผัส ทั้งในด้าน Texture และ Feeling จะค่อนข้างเด่นค่ะ

และหลังๆมาเริ่มเห็น Cleansing water หลายเจ้า เคลมว่า สูตรที่ใช้ PEG-6 caprylic/capric glycerides นี่สามารถ Leave on บนผิวได้โดยไม่ต้องล้างออก ก็เลยลองไปหาข้อมูลดูค่ะ

ขอกล่าว Basic ของพวก Cleanser นิดหน่อยนะคะ

ในพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเหล่านี้จะมีสิ่งที่เรียกว่า Surfactant อยู่ เป็นตัวการในการดึงเอาสิ่งสกปรกออกมาจากผิว แต่ในทางปฏิบัติ สารเหล่านี้แยกไม่ออกหรอก ว่าอะไรคือสิ่งสกปรก อะไรคือไขมันดีๆในผิว มันดึงออกมาหมด การล้างหน้าจึงเป็นเหมือนการดึงเอาสิ่งดีๆในผิวออกมาทีละนิดทีละหน่อย เราเลยต้องรีบทดแทนโดยการเติมสารบำรุงทดแทนคืนให้ผิว เพื่อไม่ให้ผิวเสียสมดุลค่ะ

การที่เราทิ้ง Surfactant ให้สัมผัสกับผิวนานๆ นางก็จะดูดซึมลงไปในผิวได้ และอาจทำให้ Barrier ผิวเราเสีย หรืออาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้

ทีนี้กลับมาที่ PEG-6 caprylic/capric glycerides ค่ะ

1 ในบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบ Surfactant รายใหญ่ของโลก มีชื่อว่า Croda ค่ะ โดยเจ้าบริษัท Croda นี้เค้าก็ทำ PEG-6 caprylic/capric glycerides ออกมา ในชื่อทางการค้าว่า Glycerox 767HC นะคะ

ตรงนี้จะเป็นภาพที่นำมาจากเวบไซต์ของ Croda ค่ะ

glycerox.jpg

(Image from: Croda personal care)

จากตรงนี้จะเห็นว่าทางผู้ผลิตอธิบายไว้วา PEG-6 caprylic/capric glycerides จัดเป็น Hydrophilic emollient ที่ทำหน้าที่เป็นสารที่เรียกว่า Superfatting agent ในสูตรผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวค่ะ

และสามารถใช้สารนี้เป็น emulsifier (ตัวเชื่อมผสานน้ำกับน้ำมันให้เข้ากันเป็นเนือครีม) ในสูตร Skincare ได้อีก

ซึ่งถ้าพิจารณาตามสูตรโครงสร้าง

structure glycerox.jpg

(Image from: CIR)

จะเห็นว่าสารนี้เป็น Surfactant ชนิดที่ไม่มีประจุ  หรือ non-ionic ซึ่งปกติสารกลุ่มนี้มีความอ่อนโยนกับผิว

 

มี่ลองหาข้อมูลที่เป็นกลางจาก CIR หรือ Cosmetic ingredients review ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่รวบรวมข้อมูลความปลอดภัยของวัตถุดิบเครื่องสำอางต่างๆ ไปได้ข้อมูลมาว่า สารในกลุ่ม PEGylated alkyl glycerides จะมีค่าความปลอดภัยที่ค่อนข้างดีค่ะ มีการทดสอบการระคายเคืองบนผิวหนังของหนู แต่เป็น PEG-8 caprylic/capric glycerides ซึ่งมี่คิดว่าเอาผลมาใช้ประมาณการของ PEG-6 caprylic/capric glycerides ในสูตรได้อยู่ค่ะ ผลคือ การทดสอบตำรับที่มีส่วนผสมของ  PEG-8 caprylic/capric glycerides ในความเข้มข้น 35% ร่วมกับสารอื่นๆ ไม่มีผลทำให้เกิดการระคายเคือง จึงสรุปว่าเป็น “low potential for skin irritancy” หมายถึง มีศักยภาพต่ำในการทำให้เกิดการระคายเคือง

(Reference: Cosmetic Ingredient Review. Safety Assessment of PEGylated Alkyl Glycerides as Used in Cosmetics 2014.

 

โดยสรุปจากข้อมูลที่ได้มา สารนี้ น่าจะสามารถ Leave-on บนผิวหนังโดยไม่ต้องไปล้างออกได้ แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า ถ้าไม่จำเป็น ก็ไปล้างออกดีกว่า จะได้รวดเก็บเอาเมคอัพและสิ่งสกปรกตกค้างออกไปจากผิวด้วย