





สวัสดีค่ะ
วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ DNAh (ดีนะห์) มาให้ได้ชมกันอีกแล้วค่ะ
ถ้าพูดถึงแบรนด์ DNAh มี่เคยรีวิวผลิตภัณฑ์ของเขาไว้หลายชิ้นเหมือนกันนะคะ
อย่างกันแดดก็น่าสนใจ >>Link รีวิวกันแดด DNAh<<
หรือ Sleeping pack หรือ มาส์กหน้าก่อนนอนก็ดูดีใช่เล่น >>Link รีวิวมาส์กหน้า DNAh<<
วันนี้ถึงคิวของเซรั่มที่มีชื่อว่า Absolute bright serum ค่ะ
ซึ่งเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Pre-agers หรือ กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวข้ามวัยไปสู่วัย 30+ ที่จะเริ่มแก่นั่นเองค่ะ
เซรั่มตัวนี้นอกจากจะให้ประโยชน์ในเชิง Whitening แล้ว ยังมีประโยชน์เสริมในด้านของการต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยด้วยค่ะ ดังจะเห็นได้จากคำว่า “Age defense” บนขวด
เรามาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ
ตัวเซรั่มบรรจุมาในขวดปั๊มอคริลิก ที่มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

เนื้อเซรั่มมาในลักษณะแบบใส มีกลิ่นหอมจางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้ 5 สีเลยทีเดียวค่ะ
เรียงไปทีละสีเลยนะคะ
ตัวเซรั่มมาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคนและไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว
ให้คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ
https://www.facebook.com/deenahthailand
ช่องทางการจำหน่าย
เพจ DNAh
Line @ : DNAhThailand

Shop store :ร้านยา ฟาร์มาคาเฟ่ จ.เชียงใหม่
สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ
ถ้าพูดถึงลิปสติก เชื่อว่า สมัยนี้ ลิปสติกเป็นมากกว่าเครื่องสำอางแล้วนะคะ ลิปสติกเหมือนเป็นเครื่องมือแห่งพิธีกรรมอะไรบางอย่าง ลิปสติกมีพลังงานพิเศษที่ทำให้เราเข้มแข็ง มีแรงใจ แรงกายในการทำงานต่างๆ
เหมือนที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆว่า “ปากไม่แดง แรงไม่มี” จริงไหม !!
ทำไมวันนี้มี่เกริ่นอะไรมาแปลกๆ นั่นก็เพราะว่า วันนี้จะมาอวด #ของเล่นใหม่บ้านมียอน นั่นเองค่ะ
เป็นลิปสติกจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์ จากแบรนด์ไทย ที่ผ่านการพัฒนามาด้วยนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่มีความเชี่ยวชาญด้าน color cosmetic มีประสบการณ์ในวงการนี้มายาวนาน
เป็นลิปจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์ของแบรนด์น้องใหม่อย่าง Callin’ cosmetics (คอลลิ่ง คอสเมติกส์) นั่นเองจ้า
ลิปจิ้มจุ่มรุ่นนี้มีชื่อว่า Kiss me babe liquid lipstick นั่นเองค่ะ
นางมาในแพคเกจน่ารักน่าร็อค สีชมพู ด้านในเป็นขวดลิ้มจิ้มจุ่มขนาดพอเหมาะ พกสะดวก ที่มีสกรีนลายที่ฝาแบบนี้ค่ะ

ในรุ่นแรกที่เปิดตัวมานี้ทางแบรนด์ทำมาด้วยกัน 8 สีค่ะ

เรียงไล่มาตั้งแต่โทนหวานๆสีชมพู มาถึงนู้ดๆแบบ earth tone กลายเป็นส้ม และปิดท้ายด้วยสีแนวๆ Burgundy หรือ สีไวน์แดงค่ะ
ลิปตัวนี้ทำเนื้อมาค่อนข้างดี เกลี่ยง่าย กลบสีปากได้ค่อนข้างดี เมื่อแห้งแล้วจะติดทนมาก กินน้ำ กินขนมอะไรนี่แทบจะไม่หลุด แต่ถ้ากินข้าวมื้อหนักๆ อาจจะต้องเติมตรงด้านในปากนิดนึงค่ะ
แต่ถึงจะติดทนก็ล้างออกได้ค่อนข้างง่าย
ส่วนเรื่องที่หลายๆคนกลัว คือ จะทำให้ปากแห้งไหม ตัวนี้ทำให้ปากแห้งได้นิดหน่อยค่ะ พอๆกับลิปแมทท์แบบแท่ง แต่ไม่มากถึงขั้นปากแห้งแตกลอก
สวอทช์สีกันค่ะ

สีเบอร์ 1 และ 2 จะออกโทนสีชมพู ให้อารมณ์หวานๆ ดูใสๆไร้เดียงสา โดยสี 1 จะหวานกว่าสี 2 ค่ะ
สีเบอร์ 3 และ 4 จะเป็นคู่สี Earth tone ในแนวน้ำตาล โดยเบอร์ 3 จะมี undertone ของสีส้มแฝงอยู่ ส่วนเบอร์ 4 จะเป็นน้ำตาลที่เข้มกว่า แบบผู้ใหญ่ น่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวสีเข้มหน่อย ใช้เป็นสีสุภาพ ใส่แบบ Everyday ได้สบายๆ ค่ะ
สีเบอร์ 5 และ 6 เป็นสีแดงที่ออกในเฉดสีร้อน โดยสี 5 จะเป็นสีแดงส้ม และสีเบอร์ 6 จะเป็นสีแดงสด ใครอยากได้ลุค เฟียร์สๆ หน่อย ต้องจัดค่ะ
เบอร์ 7 จะเป็นสีแดงที่ออกมาด้วยอันเดอร์สีเย็นๆ เป็นแดงที่เหมาะกับทุกเบสสีผิว ให้ความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมนุ่มลึก แต่ด้วยสวยซ่อนเปรี้ยว
ปิดท้ายด้วยเบอร์ 8 เป็นสีเฉด Burgundy เป็นโทนแดงเข้มอมม่วงไว้เล็กน้อย คล้ายๆไวน์แดง สีนี้ทาแล้วจะดูมีอำนาจ ดูเป็นคนรว้ายๆ แต่ก็มีเสน่ห์และน่าค้นหา
สีที่มี่ชอบคือเบอร์ 1 เบอร์ 6 และ เบอร์ 8 ค่ะ
ไว้จะหาโอกาสมาอวดกันใหม่นะคะ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ
https://www.facebook.com/Calling.cosmetics/
วันนี้ต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
วันนี้มี่ขอแชร์กลไกในการดูแลผิวจากมลภาวะแบบง่ายๆ ที่เราสามารถทำกันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนัก
ตอนนี้ก็ปัญหาฝุ่นที่กรุงเทพ
เดี๋ยวอีกสักพัก ภาคเหนือก็เผากันสนุกสนาน (?) ปัญหานี้ก็จะตามมาต่อที่ภาคเหนือค่ะ ต่อให้มีประกาศห้ามเผา ตรวจจับจาก Hot spot ผ่านดาวเทียม มันก็ยังเผากันในเตาเผาใต้หลังคา ตรวจความร้อนจากดาวเทียมไม่เจออีก
เยี่ยมมากจริงๆค่ะ
เรียกได้ว่า มันเป็นกันไปทั่ว

จากหลายๆ Blog ก่อนที่มี่เคยเล่าว่า มลภาวะสามารถส่งผลเสียกับผิวได้หลายประการ ที่เราอาจจะท่องจำกันง่ายๆว่า “อักเสบ เหี่ยว ดำ เสื่อม”
(ถ้าใครอยากตามไปอ่านเรื่องมลภาวะอีกรอบ เชิญได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>click<<)
ดังนั้น วิธีการป้องกันมลภาวะเหล่านี้ ก็สามารถป้องกันได้ตามผลเสียที่มันจะเกิดขึ้นเลยค่ะ
มี่เลยขอแชร์วิธีการป้องกันมลภาวะ 5 ข้อ ดังนี้ค่ะ
1. ป้องกันไม่ให้มลภาวะสัมผัสผิว
อาจจะใช้การใส่ Mask หรือ อาจจะใช้สกินแคร์บางกลุ่มช่วยป้องกันไม่ให้มลภาวะเหล่านี้สัมผัสผิวได้ค่ะ
ตัวอย่างส่วนผสมที่ทำได้ : Biosaccharide gum-4 (ชื่อทางการค้า Pollustop) ตัวนี้เจอในผลิตภัณฑ์ต้านมลภาวะหลายๆยี่ห้อเหมือนกันค่ะ
อันที่จริงซิลิโคนบางตัวที่เคลือบผิวไว้ ก็น่าจะป้องกันได้นะคะ
หรืออย่างล่าสุด ที่มีผลิตภัณฑ์สเปรย์ Ihada จากญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมของ สารประจุบวก ก็สามารถผลักเอามลภาวะกระเด็นออกไป ไม่ให้มลภาวะเข้าผิวได้

มี่เคยวิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์ Ihada ไว้นะคะ สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<
2. เสริม Barrier ผิว
อันนี้ถ้า Barrier ผิวเราแข็งแรง มลภาวะก็จะลงไปได้ยากขึ้น
พวก Ceramide กับ ไขมันอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว น่าจะตอบโจทย์ได้ค่ะ
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นฟู Barrier ผิวได้ก็มีหลายตัวเลย
เช่น
CeraVe
Atoplam
Dermartlogy
จริงๆมีผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นอีกตัว ในกลุ่มของ d program ที่เสริมการทำงานของ cornified envelop ที่เป็นเปลือกหุ้มของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้าให้แข็งแรงไปอีก
ตัวนี้พอดียังหาส่วนผสมไม่ได้ เลยยังไม่ได้เอามาเมาท์ต่อค่ะ
เอาจริงๆก็เลือกใช้กันได้ตามสะดวกเลยค่ะ 🙂
3. ล้างหน้าทำความสะอาดให้ดีๆ
แต่อย่ามากเกินไปจนชะเอาไขมันดีๆออกจากผิว ผิวจะเสียกว่าเดิมอีก
การทำความสะอาดด้วยสารทำความสะอาดต่างๆ ก็สามารถชะเอามลภาวะต่างๆออกไปจากผิว รวมไปถึงการมาส์กหน้าด้วยโคลน ซึ่งน่าจะสามารถดูดซับเอาสิ่งสกปรกต่างๆไว้กับตัว ก็น่าจะตอบโจทย์ในขั้นตอนตรงนี้ได้
นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผลิตภัณฑ์ต้านมลภาวะหลายๆตัวในตลาด ออกมาเป็นโฟม/เจลล้างหน้า หรือ Clay mask
4. แก้ที่ปลายเหตุ
มลภาวะนี่เวลามันลงผิว มันจะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และการอักเสบขึ้นมา
เราก็ Block มันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กับ สารลดการอักเสบสิ
อนุมูลอิสระ และการอักเสบนี้ ถ้าเกิดแล้วมันจะยาวววววว ไปถึงการเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิวขึ้น กลายเป็นจุดด่างดำ ตรงนี้ Block โบกเข้าไปด้วย Whitening อีกจุดคือ นางจะไปเหนี่ยวนำให้เอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน ที่ชื่อ MMP ทำงานมากขึ้น ก็ไป Block เจ้า MMP เสีย หรือ อาจจะหาสารอื่นที่เสริมคอลลาเจนเข้ามาทดแทน
ตัวอย่างส่วนผสมที่น่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีใครเคลม คือ สารสกัดจากบัวบก คือ ตัวเดียวจบ ทั้งริ้วรอย ทั้งอนุมูลอิสระ ทั้ง MMP โลด
ส่วน Whitening ก็มีหลายตัว ที่เรารู้จักกันบ่อยๆ ก็พวก B3, C และก็ Arbutin
5. กันแดดอย่าให้ขาด
หลายๆ แหล่งข้อมูลบอกว่า รังสี UV ทำให้มลภาวะส่งผลเสียกับผิวได้มากขึ้น ดังนั้นกันแดดต้องใช้ห้ามขาดมือค่ะ
และจริงๆเดี๋ยวนี้กันแดดหลายๆยี่ห้อ ก็เคลมเรื่อง Anti-pollution แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือ เมกา เองก็พากันเคลมกันใหญ่
จริงๆ Pollution น่ากลัวนะคะ แต่การดูแลไม่ได้ยากมาก ทำเถอะ เพื่อผิวสวยงามและแข็งแรง
สำหรับวันนี้ก็คงต้องขอตัวไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
สงวนลิขสิทธิ์ในบทความทั้งหมดตามพระราชบัญญัติ ห้ามนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต
Disclaimer: บทความนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นมาโดยอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆในการเขียนบทความนี้
สวัสดีค่ะ
วันนี้มี่หยิบเอามาสค์หน้าที่น่าสนใจจากแบรนด์ Banobagi (บาโนบากิ) มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ
เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับชื่อ Banobagi มาแล้วนะคะ Banobagi เป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ค่ะ และทางรพ.เองก็มีเครื่องสำอางออกมากมายหลายชิ้น ซึ่งก็ผ่านการพัฒนาสูตรต่างๆมาโดยทีมแพทย์ผิวหนังของรพ.นั่นเอง
เมื่อตอนมี่ไปชมงาน Cosmaprof ที่ฮ่องกงเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็เจอทางรพ.มาออกบูธ โชว์สินค้าด้วยค่ะ

ลองเดินๆเข้าไปชมในบูธ ก็มีสกินแคร์น่าสนใจมากมายหลายรายการเหมือนกันค่ะ
ตอนนี้มีบริษัทในบ้านเรานำเอาสินค้าของแบรนด์ Banobagi มาจำหน่ายใน Watsons แบบถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะคะ เรียกได้ว่าไม่ต้องหิ้วไม่ต้องพรี ไม่ต้องเสี่ยงของก๊อป ของเลียนแบบกันอีกต่อไป
ผลิตภัณฑ์ที่มี่จะนำมารีวิวในวันนี้มีชื่อว่า Banobagi Vita Genic Jelly Mask นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นมาสค์ชีทที่มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้วิตามินรวมเก็บกักให้อยู่ในรูปแบบของ “ถุงไลโปโซม” เพื่อเสริมความคงตัวและการดูดซึมเข้าสู่ผิวนั่นเองค่ะ และมีเนื้อเซรั่มในรูปแบบของ Jelly จึงทำให้แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ นอกจากนี้ยังไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว 11 ชนิดและไม่มีน้ำหอม ตามมาตรฐานของ EWG Green Class จาก USA (ซึ่ง EWG จัดตั้งขึ้นเพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยได้จัดทำเว็บไซต์ Skindeep เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือสารเคมีที่ควรเฝ้าระวังว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตราย) เหมาะกับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย
ตัวมาสค์ Vita genic jelly mask มีด้วยกันทั้งหมด 4 สูตร นะคะ

เนื่องจากส่วนผสมของตัวเนื้อมาสค์ และสารบำรุงจะคล้ายๆกัน แต่จะแตกต่างกันไปตามสารบำรุงหลักของแต่ละสูตร
วันนี้มี่เลยขอหยิบเอาสูตรสีเหลืองที่ชอบที่สุดมาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ
ขอแปะรูปแบบชัดๆอีกรูปหนึ่งค่ะ

ตัวซองมาสค์ทำมาแบบเก๋ไก๋ในทรงมากกว่าครึ่งวงกลมนิดหน่อย เกือบเต็มวงกลมละอีกนิดนึง
หน้าซองเป็นรูปแคปซูลสีต่างๆ อย่างสูตรนี้ นางก็เป็นแคปซูลสีเหลือง แสดงถึงวิตามินซีจากส้มฮัลลาบองนั่นเองค่ะ
ตามชื่อของผลิตภัณฑ์ Jelly mask น้ำมาสค์เป็นแบบเจล ซึ่งค่อนข้างข้นนะคะ สมชื่อ Jelly

ข้นเหมือนเจลบำรุงผิวเลย ถ้าเอาเนื้อเจลแบบนี้มาให้ดูแล้วบอกว่าเป็น Sleeping Mask ก็เชื่อเลยล่ะค่ะ
ค่า pH ของน้ำมาสค์อยู่ที่ ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

แผ่นมาสค์ไม่หนาไม่บางจนเกินไป กำลังดีเลยค่ะ
นุ่ม เรียบ ละเอียด และแนบสนิทไปกับผิว

ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Cotton ธรรมชาติ 100% จึงอ่อนโยนและปราศจากสารตกค้างจากการผลิตค่ะ
มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 2 สีนะคะ
ตัวเบสมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และซิลิโคน
ที่สำคัญยังปราศจากสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รวมถึงไม่มีน้ำหอมด้วย ดังนั้นผิวแพ้ง่ายก็น่าจะสามารถใช้ได้
มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Banobagi ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
มีจำหน่ายที่ Watsons ทุกสาขาค่ะ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ ล่าสุดตอนนี้เห็นจัดโปรลด 50% อยู่ด้วยหล่ะ
FB Fanpage: Banobagi Thailand – Cosmetic
พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Banobagi การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ
สวัสดีค่ะ
เมื่อช่วงราวๆเดือนก่อน มี่ไปได้แชมพูเกาหลีจากแบรนด์ มีอิน (Me-In Professional) มาลองใช้ ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่น่าสนใจมากเลยทีเดียวนะคะ
แบรนด์ Me-In เป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากเกาหลี ซึ่งช่วงก่อนมี่ได้มารีวิวมาสค์ชีทของเค้าไปนะคะ (ถ้าใครสนใจ หรือไม่ทันได้อ่าน กลับไปตามอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<)
แชมพูของแบรนด์ Me-In ทำมาด้วยกัน 3 สูตร สำหรับ 3 ปัญหาผม
หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

เริ่มกันที่…
สีฟ้า สูตร Scalp care & Soothing สำหรับบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะที่มีปัญหาผมร่วง คัน ระคายเคือง โดดเด่นด้วยส่วนผสมจาก พลูคาว ดอกบัว และสารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ดูแลปัญหาหนังศีรษะได้อย่างลงตัว

สีชมพู สูตร Repair สำหรับฟื้นฟูปัญหาผมแห้งเสียจากการทำสีดัดยืด โดดเด่นด้วยส่วนผสมจากดอก ดงแบค คาโมมายล์ น้ำมันทานตะวันและลาเวนเดอร์ ร่วมกับ สารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ช่วยฟื้นฟูสภาพผมที่แห้งเสียให้กลับมาสุขภาพดี

สีเหลือง สูตร Volume & Shiny เพื่อเพิ่มวอลลุ่มให้ผมที่ลีบแบนกลับมาดูหนานุ่ม โดดเด่นด้วยส่วนผสมจาก คอลลาเจน โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ และน้ำมันจากโจโจบา ร่วมกับ สารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ช่วยคืนวอลลุ่มและความเงางามให้แก่เส้นผม

วันนี้มี่ขอหยิบยกเอาสูตร Repair สีชมพูมารีวิวให้ได้ชมกันนะคะ
สูตรสีชมพูนี้ได้รับรางวัล Cleo Beauty Hall of Fame the Best Shampoo 2018 ด้วยนะเธอ
เนื้อแชมพูเป็นแบบน้ำนมค่ะ กลิ่นหอมหวานในแนวของดอกไม้

มีฟองที่เล็กละเอียด ตีฟองขึ้นง่ายค่ะ หลังสระผมเสร็จ ผมนุ่มลื่นขึ้น หวีง่าย ไม่พันกัน
ค่า pH หลังละลายน้ำอยู่ที่ ราวๆ 6 นะคะ
ซึ่งในจุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี เพราะแชมพูส่วนใหญ่จะมีค่า pH ค่อนไปทางด่างหน่อยๆ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้หลายสีอยู่เหมือนกันค่ะ
กลุ่มของสีฟ้า จะเป็นสารทำความสะอาด มีด้วยกัน 3 ตัวหลักๆ คือ
กลุ่มสีเขียว เป็นสาร Polymer ที่มีประจุบวก ทำหน้าที่ช่วยปรับสภาพเส้นผมในนุ่ม เงางาม หวีง่าย ไม่พันกัน
สีน้ำเงิน เป็นน้ำมันจากพืชธรรมชาติ อย่าง น้ำมันสกัดจากดอกคามีเลีย หรือ ดงแบค และ น้ำมันทานตะวัน ช่วยให้เส้นผมเงางาม ลดการแห้งกรอบของเส้นผมหลังสระ
สีม่วง Zinc pyrithione เป็นสารที่ให้ประโยชน์ในการขจัดรังแค ลดการคันศีรษะ
สีน้ำตาล เป็นกลุ่มของสารสกัดจากพืชผักสมุนไพรที่พบได้ในเกาหลี มีด้วยกันหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ ลาเวนเดอร์ พลูคาว Scutellaria มีประโยชน์หลายประการต่อหนังศีรษะ
เช่น
ซึ่งการมีสารบำรุงเหล่านี้ก็อาจจะได้ประโยชน์ในขั้นตอนการสระผม เพราะเราก็จะมีการตีฟองและนวดที่หนังศีรษะ แต่อาจจะให้ประโยชน์ได้ไม่เท่าพวก Leave on อย่าง Hair tonic หรือ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพราะสัมผัสเส้นผมแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้าเปรียบในรูปแบบแชมพูด้วยกันแล้ว โดยรวมถือว่ามีอิน เป็นแชมพูที่ทำมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว
ให้คะแนน
วันนี้ขอแบ่งหัวข้อในการให้คะแนนเป็น สารทำความสะอาด ส่วนผสมอื่นๆ และ การใช้งานนะคะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์มีอิน (MeIn) ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Facebook Fanpage ของแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ
https://www.facebook.com/MeIn-170073223703243/
พบกันใหม่ในโอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์มีอิน (Me-In Professional) การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ


สวัสดีค่ะ
ถ้าพูดถึงสเปรย์ต้านมลภาวะตัวดัง เชื่อว่าหลายๆท่านคงต้องเคยเห็นเจ้า IHADA aller screen EX ของเครือ Shiseido แน่ๆ
อ๊ะๆ เผื่อจะนึกไม่ออก หน้าตาน้องเป็นแบบนี้จ้า

ที่ญี่ปุ่นนางมีจำหน่ายในร้านขายยาค่ะ ราคากรุบๆไม่แพงเลยจริงๆ
นางเป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และพัฒนาขึ้นมาจากงานวิจัยหลายๆชิ้น และแน่นอนว่าเป็นขวัญใจของ Blogger/Influencer หลายๆท่าน เลย
ยิ่งทำให้เราสนใจตัวนี้มากขึ้นเลยลองไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมมาค่ะ
ก่อนจะไปดูส่วนผสม อยากเล่าให้ฟังถึงเรื่องเกสรดอกไม้กับผิวหนังซักหน่อย
เราอาจจะคุ้นเคยว่า เวลาช่วงที่ในอากาศมีละอองเกสรมากๆ คนที่เป็นภูมิแพ้ก็จะมีอาการจาม น้ำมูกไหลเนอะ
หลังๆมานี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ละอองเกสรนี่ มันไม่ได้แค่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจนะ
หลายคณะ นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและการแพทย์ เจอว่าโปรตีนหรือเปปไทด์จากละอองเกสรดอกไม้ต่างๆหรือ ดอกหญ้าบางชนิด สามารถซึมผ่านผิวหนังที่มี Barrier ไม่สมบูรณ์ เช่น ผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ อย่าง Atopic dermatitis หรือ Eczema แล้วลงไปเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ขึ้นมา ทำให้อาการของโรคผิวหนังแย่ลง
นอกจากเรื่องการแพ้แล้ว ก็มีการศึกษาพบว่าละอองเกสร สามารถไปลดความสามารถในการเป็น Barrier ของผิวได้อีก
จากนั้นก็มีการศึกษามาเป็นระยะๆว่าการทามอยส์เจอไรเซอร์บางกลุ่มสามารถลดการดูดซึมของโปรตีนจากละอองเกสรเหล่านี้ได้ และช่วยลดอาการแพ้ที่ผิวหนังได้ค่ะ
กลับมาที่ผลิตภัณฑ์ของเรา
Product ตัวนี้ออกมาได้หลายปีแล้วนะคะ ซึ่งตอนที่นางออกมาใหม่ๆ นางก็เป็นข่าวฮือฮาในเว็บ Cosmetics-design แล้วตั้งแต่เมื่อปี 2015

(แหล่งข่าว https://www.cosmeticsdesign-asia.com/Article/2015/05/14/Shiseido-sees-opportunity-in-Japan-s-pollen-concerns)
หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาอีกว่า Shiseido เจอว่า ละอองเกสรนี่ทำร้าย Barrier ผิวได้ด้วยนะ นอกจากเหนี่ยวนำให้เกิดการแพ้

(แหล่งข่าว https://www.cosmeticsdesign-europe.com/Article/2016/02/10/Shiseido-finds-pollen-can-damage-skin-barrier)
ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมาสู่ตลาดซักพักแล้ว จนเริ่มมาดังในบ้านเรา เมื่อ Blogger หลายๆท่านมีการกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ตัวนี้มากขึ้น ทำให้เราอยากได้อยากลองอยากมีไปด้วย เลยไปลองค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่านางทำมาได้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวหละ
โดยกลไกการออกฤทธิ์ที่ทางแบรนด์เขา Claim ไว้ คือ นางจะไปสร้างเกราะที่มีประจุไฟฟ้า และสามารถผลักเอาละอองเกสร ฝุ่นละออง ชนิด PM 2.5 รวมถึงพวกไวรัส ไม่ให้เข้ามาสัมผัสผิวเราได้

(Image from Shiseido)
และโชคดีมาก ที่ในเว็บของทางแบรนด์เค้ามีส่วนผสมมาให้ เลยลองใช้ Google แปล + Miyeon เดา มาแกะส่วนผสมดูค่ะ

แนบแบบภาษาญี่ปุ่นมาให้ด้วย เผื่อท่านใดอ่านได้ และมี่แปลผิดจะได้ช่วยแก้ไขในรายละเอียด
ดูจากส่วนผสมจะเห็นว่า มีสารประจุบวก อยู่ 2 ชนิด คือ เจ้า Polyquaternium-51 ซึ่งตัวนี้มีสูตรโครงสร้างคล้ายๆกับ Phospholipid ที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเขาเลยเคลมว่า สามารถเรียงตัวบนผิวได้ และเสริมเรื่องความชุ่มชื้น กับ Barrier ผิว
ส่วนอีกตัวคือ Distearyl dimonium chloride นางจัดเป็นสารประจุบวกในกลุ่มของ Cationic surfactant ซึ่งเดิมทีเราจะใช้สารในกลุ่มนี้เป็นครีมนวดผม เพราะสามารถจับกับผมเสียที่มีประจุเป็นลบ และช่วยปรับสภาพเส้นผมให้นุ่มสลวยสวยเงางาม
เช่นเดียวกัน นางสามารถเกาะกับองค์ประกอบในโปรตีนบนผิวที่มีประจุลบ ทำให้ติดบนผิวได้ยาวนาน
เจ้านี่เองที่สร้างเกราะทางไฟฟ้า มาช่วยเคลือบปกป้องผิวเราจากละอองเกสร และฝุ่นละอองต่างๆ
เรียกได้ว่าเป็นการใช้วัตถุดิบทางเครื่องสำอางได้อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่า เกือบจะต้องกราบแนบตักเลยทีเดียว
ส่วนในเบสก็มีสารในกลุ่มของ Fatty alcohol และน้ำมัน Mineral oil เพื่อช่วยให้ผิวไม่แห้ง และให้สัมผัสนุ่มลื่น ส่วนแอลกอฮอล์อย่าง Ethanol กับ Isopropanol ที่ใส่มาก็เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แห้งไว และช่วยให้สารเหล่านี้แผ่กระจายเรียงตัวเป็นฟิล์มสวยๆได้นั่นเอง
ส่วนความกังวลเรื่องความระคายเคือง ถ้าดูจากวิธีการใช้งาน เราสเปรย์ที่ชั้นนอกสุดของผิว หลังจากบำรุงต่างๆมามากมาย และแต่งหน้าแล้ว จึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่นะคะ เว้นแต่คนที่ Sensitive มากๆ อาจจะต้องลองทดลองดูว่าทนไหวไหม เพราะการตอบสนองของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
สำหรับราคาที่ญี่ปุ่นก็ถือว่าไม่ได้แพงนะคะ
ขวด 50 กรัม 972 เยน (ราวๆ 291 บาท)
ขวด 100 กรัม 1728 เยน (ราวๆ 518 บาท)
ด้วยความที่เป็นขวดแบบบรรจุแก๊ส ให้ละอองแบบไมโคร ในการใช้งาน 1 ครั้ง จึงไม่ได้เปลืองมาก น่าจะใช้ทนอยู่
Disclaimer: บทความนี้เป็นการเขียนวิเคราะห์ส่วนผสมในเชิงวิชาการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และมีส่วนที่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และใช้ในเชิงการศึกษา ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า ขอสงวนลิขสิทธิ์ในตัวบทความทั้งหมด และห้ามนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการค้า โปรดใช้วิจารณญานในการรับชม
For educational purpose only
References

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิว Overnight mask หรือ Sleeping pack ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ
เชื่อว่า Overnight mask เป็นผลิตภัณฑ์ในใจใครหลายๆคนเลย มี่เองก็เช่นกัน เนื่องจากมันใช้สะดวก แค่ทาๆแล้วไปนอนได้เลย ไม่ต้องรอมานั่งล้าง ลอก หรือ แกะแผ่นออก
เรียกได้ว่าเหมาะกับวิถีชีวิตอันเร่งรีบของเราจริงๆ
Overnight mask ที่มี่หยิบมารีวิววันนี้เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ DP.DERM+ ที่มีชื่อว่า Multi-Tasking Overnight mask ค่ะ
มาทำความรู้จักกับแบรนด์ DP.DERM+ กันซักนิดนะคะ
“DP.DERM+” เป็นแบรนด์สกินแคร์คนไทยที่ใช้สารสกัดหลักตามงานวิจัยซึ่งเป็นที่ยอมรับ ร่วมกับสารนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนตามหลักวิทยาศาสตร์”
เริ่มจากเจ้าของแบรนด์เป็นพยาบาล รพ.รัฐ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลผิวหน้าเนื่องจากต้องขึ้นเวร นอนดึก บางวันไม่ได้นอน วันไหนลงเวรเหนื่อยๆก็ล้างหน้านอนเลย ไม่มีแรงทา skincare หลายๆขั้นตอน บวกกับเจ้าของแบรนด์มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ซึ่งหาผลิตภัณฑ์ทั่วไปตามท้องตลาดที่ไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ สารระคายเคืองผิวอื่นๆได้ยาก หรือผลิตภัณฑ์ดีๆก็มีราคาแพงต้องนำเข้า จึงปรึกษาแฟนที่เป็นหมอว่าอยากจะทำเพื่อใช้เอง ก็เลยศึกษา ทดลอง และพัฒนาสูตรร่วมกันเรื่อยมา จนออกมาเป็น “DP.DERM+ : Multi-tasking Overnight Mask” ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความชุ่มชื้น ความขาวกระจ่างใส เสริมสร้างชั้นผิว ลดริ้วรอยจากผิวที่แห้งกร้าน ป้องกันริ้วรอยเกิดใหม่ปัญหาผิวหมองคล้ำ ฝ้า รอยดำ/รอยแดง สิว ให้จบครบในขั้นตอนเดียว สามารถใช้เป็นสกินแคร์ตัวเดียวก่อนนอนได้เลย
ตัวมาส์กมาในกล่องสีขาวดูเรียบหรู

เปิดกล่องโดยการสไลด์ออกมา

แพคเกจด้านในเป็นหลอดบีบสีขาว ตัดด้วยฝาสีดำ

เนื้อมาส์กมาในเนื้อแบบครีม ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมเลยมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยค่อนข้างง่าย เนื้อดี ให้ความชุ่มชื้นค่อนข้างมาก แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะหนักผิว

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ เนื่องจากตัวมาส์กไม่เปียกกระดาษวัด pH เลยไม่เกิดการเปลี่ยนสีค่ะ
มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 2 สีนะคะ
มาส์กนี้มาในเบสแบบครีม มีส่วนผสมของน้ำ น้ำมันและซิลิโคน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว
โดยรวมเป็นมาส์กหน้าที่มีส่วนผสมของสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในด้านของ Whitening, การชะลอวัยป้องกันริ้วรอยใหม่ เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นส่วนประกอบ Barrier ผิวให้แข็งแรง รวมไปถึงการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ DP.DERM+ ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ
FB: dp.derm+ หรือคลิ้ก https://bit.ly/2Ed3qvV
Line: @dpderm (มี@นำหน้าด้วยนะคะ) หรือคลิ้ก https://bit.ly/2U9WG6I
พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DP.DERM+ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ