Image

[Cosme-Diagnosis] วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้ำมัน Hemp oil กับ Kiehl’s Cannabis Sativa Seed Oil Herbal Concentrate

 
ช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมานี้วงการเครื่องสำอางพูดถึงกัญชา กัญชง และอื่นๆใน Genus cannabis กันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก จนเรียกได้ว่ามีไวรัล CBD skincare ออกมากันหลายเจ้าหลายแบรนด์เลยทีเดียว
 
 
สารพฤกษเคมีในกัญชา เรียกกันแบบกว้างๆว่า Cannabinoids ซึ่งเวลาพวกนางออกฤทธิ์นางจะมีตัวรับที่จำเพาะ คือ CBD receptor ซึ่ง receptor เหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกที่ในร่างกายเลย ไม่ใช่แค่สมอง
 
 
ในผิวเราเองก็มีเจ้า Cannabinoid receptor นะคะ โดยที่ผิวกัญชงมันจะไปจับกับ TRP receptor ซึ่งเป็นตัวรับที่คุมความรู้สึกร้อน-เย็นค่ะ
 
 
และนอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า ในผิวเรามี endocannabinoid system หรือย่อว่า ECS ซึ่งควบคุมกระบวนการหลายอย่างมากมายในผิว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตัวของเซลล์ผิว การทำหน้าที่ การสร้าง Cytokine และฮอร์โมนบางชนิด
 
 
ซึ่งถ้าระบบสมดุลตรงนี้เสีย อาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สิว ผิวมัน การแพ้ การระคายเคือง การคัน การปวด สะเก็ดเงิน และถ้าเป็นที่ศีรษะ อาจจะทำให้เกิดผมร่วงผมบางได้ด้วยอะ
 
 
อะไรจะมากมายขนาดนั้น
 
 
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางสนใจศึกษาเหล่า CBD และ ECS receptor เพื่อหาสารบำรุงใหม่ๆมาใช้ก็ได้ค่ะ
 
 
ล่าสุดเห็นแบรนด์ Kiehl’s ออกสินค้าไลน์ใหม่ เป็นน้ำมันบำรุงผิวจาก Hemp oil ในความเข้มข้น 60% (ไม่แน่ใจกัญชง หรือกัญชา เพราะ ทั้งสองอย่างคือ cannabis sativa เหมือนกัน ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะคะ พอดีไม่ค่อยถนัดพฤกษศาสตร์ ถ้าผิดท้วงได้เลยนะคะ :))
 
Cannabis_Sativa_Seed_Oil_Herbal_Concentrate.jpg
 
 
สำหรับออยล์ตัวนี้ทางแบรนด์แนะนำให้ใช้หลังเราล้างหน้าเสร็จค่ะ วอร์มๆแล้วลงที่ผิวหน้าได้เลย
 
kiehl.jpg
 
 
ทางแบรนด์เคลมเรื่องของการลดการอักเสบ ลดรอยแดง และ ช่วยให้ผิวแข็งแรง เรียกได้ว่าเอามาต้านมลภาวะได้พอดิบพอดีเลยหละ
 
 
สำหรับส่วนผสมทางเว็บของอเมริกา โชว์ไว้ดังนี้นะคะ
 
สผส kiehl.jpg
 
 
จากโครงสร้างของส่วนผสมจะเห็นว่าตัวหลัก หรือพระเอกของเรา จะเป็นน้ำมันจาก Hemp ซึ่งทางแบรนด์เคลมมาว่าใส่อยู่ที่ 60%
 
 
รองลงมาคือเจ้า Dicaprylyl ether ซึ่งเป็นน้ำมันที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ น่าจะเอามาปรับ feeling ให้น้ำมัน hemp เบาผิวมากขึ้น
 
 
เสริมมาด้วยน้ำมันหอมระเหยจาก Geranium, Oregano, พืชสกุลเดียวกับตะไคร้ เปปเปอร์มินท์ และสารหอมอื่นๆ กับ น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน
 
 
วิตามินอี นี้น่าจะให้ประโยชน์แค่ปกป้องน้ำมันในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพ
 
 
โดยตัวน้ำมันจาก Oregano ตัวนี้ทางแบรนด์ก็เคลมไว้ว่า มีคุณสมบัติในการดูแลผิวที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน
 
 
ถือว่าทำมาได้น่าสนใจเลยทีเดียวเลยค่ะ
 
 
แต่จะมีแอบติก็นิดนึงตรงที่ สารหอม Citral ขัดใจขุ่นแม่มียอนเล็กน้อย นี้อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย ถ้าใครมีประวัติแพ้ citral หรือ แพ้ง่าย อาจลองเทสต์ท้องแขนดูก่อนก็ดีค่ะ
 
สุดท้ายนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไทยได้ไหม เพราะเราก็ไม่ได้อัพเดทสถานการณ์ของ Hemp เลย เคยเห็นผ่านๆตาว่าจะแก้กฎหมายเรื่องนี้ ถ้าเข้าไทยได้ก็อยากจะลองดูเหมือนกัน 🙂
 
สำหรับวันนี้คงต้องขอลากันไปเท่านี้นะคะ
 
พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
 
References:
1. Caterina M.J. ACS Chem Neurosci. 2014; 5(11): 1107–1116.
2. Bíró T. et al. Trends Pharmacol Sci. 2009 Aug; 30(8): 411–420.
 
 
Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มเพื่อชะลอวัยสำหรับวัย Pre-agers จาก DNAh กับ Absolute bright serum age defense

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ DNAh (ดีนะห์) มาให้ได้ชมกันอีกแล้วค่ะ

ถ้าพูดถึงแบรนด์ DNAh มี่เคยรีวิวผลิตภัณฑ์ของเขาไว้หลายชิ้นเหมือนกันนะคะ

อย่างกันแดดก็น่าสนใจ >>Link รีวิวกันแดด DNAh<<

หรือ Sleeping pack หรือ มาส์กหน้าก่อนนอนก็ดูดีใช่เล่น >>Link รีวิวมาส์กหน้า DNAh<<

 

วันนี้ถึงคิวของเซรั่มที่มีชื่อว่า Absolute bright serum ค่ะ

ซึ่งเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Pre-agers หรือ กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวข้ามวัยไปสู่วัย 30+ ที่จะเริ่มแก่นั่นเองค่ะ

เซรั่มตัวนี้นอกจากจะให้ประโยชน์ในเชิง Whitening แล้ว ยังมีประโยชน์เสริมในด้านของการต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยด้วยค่ะ ดังจะเห็นได้จากคำว่า “Age defense” บนขวด

 

เรามาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวเซรั่มบรรจุมาในขวดปั๊มอคริลิก ที่มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

se 1

เนื้อเซรั่มมาในลักษณะแบบใส มีกลิ่นหอมจางๆ

se 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะค่ะ

se 3

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

se 4

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส serum new

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้ 5 สีเลยทีเดียวค่ะ

เรียงไปทีละสีเลยนะคะ

  • สีม่วง Rosa damascena callus culture extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของดอกกุหลาบมอญ ซึ่งเป็นกุหลาบที่มีคุณค่าในเชิงเครื่องสำอาง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติเด่นในด้าน Whitening รองลงมาคือเป็น antioxidant ช่วยในการชะลอวัย และมีประโยชน์ในด้านลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สีชมพู สูตรผสมของ Malva Sylvestris Extract (and) Alchemilla Vulgaris Extract (and) Melissa Officinalis Extract (and) Mentha Piperita Extract (and) Veronica Officinalis Extract (and) Achillea Millefolium Extract (and) Primula Veris Extract รู้จักกันในนาม Alpaflor Gigawhite เป็นสารสกัดจากพืช 7 ชนิด จากเทือกเขาแอลป์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าให้คุณสมบัติเป็น Whitening โดยผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวการสร้างเม็ดสีผิว ทางผู้ผลิตได้ทดสอบในอาสาสมัครชาวเอเชีย พบว่ามีประโยชน์ช่วยให้ผิวดูขาวกระจ่างใส และลดเลือนจุดด่างดำตามอายุ (Age spot)
  • สีน้ำเงิน น้ำมันจากอาร์แกน มีประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้น และทดแทนไขมันให้แก่ผิว
  • สีฟ้า เป็นสารที่ให้ประโยชน์ในเชิง Whitening ได้แก่
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์กับผิวมากมาย ทั้งในเชิงความแข็งแรงของผิว ลดการอักเสบระคายเคือง และ Whitening
    • Tranexamic acid เป็นสารที่มีประวัติการใช้ในเชิงยาต้านการแข็งตัวของเลือด แต่มีผลข้างเคียงทำให้ผิวขาวขึ้น ทางเครื่องสำอางเลยเอามาวิจัยต่อ พบว่า.) มีรายงานว่า Tranexamic acid สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานได้ดีมากขึ้น (Active มากขึ้น) ก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น (J Am AcadDermatol 2011;October:699-714.)
  • สีเขียวเป็นสารบำรุงอื่นๆ มีอยู่หลายตัวเลยทีเดียว ที่น่าสนใจได้แก่
    • สารสกัดจากไข่ปลาคาเวียร์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดจากคาเวียร์ประกอบด้วยวิตามินและสารอาหารหลายชนิด ให้ประโยชน์ในเชิงด้านความชุ่มชื้น และชะลอวัยลดริ้วรอย
    • Sophora flavescens extract มีรายงานว่าสารสกัดจากส่วนรากมีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และ ลดการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของ ถุงเก็บเมลานิน ที่มีชื่อว่า Melanosome และโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (Pharm Biol. 2013;51(11):1467-76.)
    • สูตรผสมของ Lactobacillus/Soybean Ferment Extract (and) Saccharomyces/Viscum Album (Mistletoe) Ferment Extract (and) Saccharomyces/Imperata Cylindrica Root Ferment Extract มีชื่อทางการค้าว่า Natural HG ของเกาหลี ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง ช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว
    • Artemia extract น่าจะหมายถึงสารสกัดจาก Artemia Salina ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่อยู่ในกลุ่ม Brine shrimp ผลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของผู้ผลิตวัตถุดิบรายงานว่า วัตถุดิบนี้ช่วยเสริมการสร้างโปรตีน Keratin ของผิว ปกป้องผิวจากความเครียด รังสี UVB และ Infrared รวมถึงเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิว จึงมีประโยชน์ไปในเชิงด้านการปกป้องผิว และชะลอการเกิดริ้วรอย

 

ตัวเซรั่มมาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคนและไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นเซรั่มที่เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ให้ประโยชน์ที่ดีแก่ผิวในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเชิง Whitening, anti-aging ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ สยบเกือบทุกปัญหาผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเซรั่ม มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เนื้อเซรั่มค่อนข้างบางเบา ซึมซาบไว ไม่เหนอะหนะ อาจจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบติดมาบ้าง แต่ก็ถือว่าทำมาได้ดีนะคะ ส่วนในด้านการใช้งาน ช่วงแรกๆที่ใช้จะสัมผัสได้ถึงด้านความชุ่มชื้น ผิวนุ่มฟู และดูละเอียดขึ้น ส่วนในด้าน Whitening จะเริ่มตามมาที่ป่ระมาณ 2 – 3 สัปดาห์หลังใช้ค่ะ เหมาะกับพวกจุดด่างดำตามวัย รวมถึงพวกรอยดำต่างๆ ส่วนด้านริ้วรอย ช่วงนี้ผิวมี่ไม่ได้มีปัญหานี้เลยยังตอบไม่ได้ แต่ดูจากส่วนผสมแล้ว ถือว่าเขาทำมาได้ดีอยู่ สำหรับคนผิวแห้งมากๆ ตัวนี้ตัวเดียวอาจจะยังไม่พอ ต้องหามอยส์เจอไรเซอร์อื่นมาเสริมทับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนคนผิวมัน คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรนะคะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/deenahthailand

ช่องทางการจำหน่าย

เพจ DNAh

Line @ : DNAhThailand

qr

 

Shop store :ร้านยา ฟาร์มาคาเฟ่ จ.เชียงใหม่

 

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Review + Swatch liquid lipstick เป๊ะปังสุดเลอค่าจากแบรนด์ Callin’ cosmetics ลิปจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์สุดชิค เพื่อเป็นสาว Callin’

ถ้าพูดถึงลิปสติก เชื่อว่า สมัยนี้ ลิปสติกเป็นมากกว่าเครื่องสำอางแล้วนะคะ ลิปสติกเหมือนเป็นเครื่องมือแห่งพิธีกรรมอะไรบางอย่าง ลิปสติกมีพลังงานพิเศษที่ทำให้เราเข้มแข็ง มีแรงใจ แรงกายในการทำงานต่างๆ

เหมือนที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆว่า “ปากไม่แดง แรงไม่มี” จริงไหม !!

 

ทำไมวันนี้มี่เกริ่นอะไรมาแปลกๆ นั่นก็เพราะว่า วันนี้จะมาอวด #ของเล่นใหม่บ้านมียอน นั่นเองค่ะ

เป็นลิปสติกจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์ จากแบรนด์ไทย ที่ผ่านการพัฒนามาด้วยนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่มีความเชี่ยวชาญด้าน color cosmetic มีประสบการณ์ในวงการนี้มายาวนาน

เป็นลิปจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์ของแบรนด์น้องใหม่อย่าง Callin’ cosmetics (คอลลิ่ง คอสเมติกส์) นั่นเองจ้า

ลิปจิ้มจุ่มรุ่นนี้มีชื่อว่า Kiss me babe liquid lipstick นั่นเองค่ะ

 

นางมาในแพคเกจน่ารักน่าร็อค สีชมพู ด้านในเป็นขวดลิ้มจิ้มจุ่มขนาดพอเหมาะ พกสะดวก ที่มีสกรีนลายที่ฝาแบบนี้ค่ะ

 

calling 1

ในรุ่นแรกที่เปิดตัวมานี้ทางแบรนด์ทำมาด้วยกัน 8 สีค่ะ

calling 2

เรียงไล่มาตั้งแต่โทนหวานๆสีชมพู มาถึงนู้ดๆแบบ earth tone กลายเป็นส้ม และปิดท้ายด้วยสีแนวๆ Burgundy หรือ สีไวน์แดงค่ะ

 

ลิปตัวนี้ทำเนื้อมาค่อนข้างดี เกลี่ยง่าย กลบสีปากได้ค่อนข้างดี เมื่อแห้งแล้วจะติดทนมาก กินน้ำ กินขนมอะไรนี่แทบจะไม่หลุด แต่ถ้ากินข้าวมื้อหนักๆ อาจจะต้องเติมตรงด้านในปากนิดนึงค่ะ

 

แต่ถึงจะติดทนก็ล้างออกได้ค่อนข้างง่าย

 

ส่วนเรื่องที่หลายๆคนกลัว คือ จะทำให้ปากแห้งไหม ตัวนี้ทำให้ปากแห้งได้นิดหน่อยค่ะ พอๆกับลิปแมทท์แบบแท่ง แต่ไม่มากถึงขั้นปากแห้งแตกลอก

 

 

สวอทช์สีกันค่ะ

callin cosmetics

 

สีเบอร์ 1 และ 2 จะออกโทนสีชมพู ให้อารมณ์หวานๆ ดูใสๆไร้เดียงสา โดยสี 1 จะหวานกว่าสี 2 ค่ะ

สีเบอร์ 3 และ 4 จะเป็นคู่สี Earth tone ในแนวน้ำตาล โดยเบอร์ 3 จะมี undertone ของสีส้มแฝงอยู่ ส่วนเบอร์ 4 จะเป็นน้ำตาลที่เข้มกว่า แบบผู้ใหญ่ น่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวสีเข้มหน่อย ใช้เป็นสีสุภาพ ใส่แบบ Everyday ได้สบายๆ ค่ะ

สีเบอร์ 5 และ 6 เป็นสีแดงที่ออกในเฉดสีร้อน โดยสี 5 จะเป็นสีแดงส้ม และสีเบอร์ 6 จะเป็นสีแดงสด ใครอยากได้ลุค เฟียร์สๆ หน่อย ต้องจัดค่ะ

เบอร์ 7 จะเป็นสีแดงที่ออกมาด้วยอันเดอร์สีเย็นๆ เป็นแดงที่เหมาะกับทุกเบสสีผิว ให้ความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมนุ่มลึก แต่ด้วยสวยซ่อนเปรี้ยว

ปิดท้ายด้วยเบอร์ 8 เป็นสีเฉด Burgundy เป็นโทนแดงเข้มอมม่วงไว้เล็กน้อย คล้ายๆไวน์แดง สีนี้ทาแล้วจะดูมีอำนาจ ดูเป็นคนรว้ายๆ แต่ก็มีเสน่ห์และน่าค้นหา

 

สีที่มี่ชอบคือเบอร์ 1 เบอร์ 6 และ เบอร์ 8 ค่ะ

 

ไว้จะหาโอกาสมาอวดกันใหม่นะคะ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Calling.cosmetics/

 

วันนี้ต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Image

[Basic Cosmetology] แชร์ 5 วิธี ปกป้องผิวจากมลภาวะ

วันนี้มี่ขอแชร์กลไกในการดูแลผิวจากมลภาวะแบบง่ายๆ ที่เราสามารถทำกันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนัก

ตอนนี้ก็ปัญหาฝุ่นที่กรุงเทพ

เดี๋ยวอีกสักพัก ภาคเหนือก็เผากันสนุกสนาน (?) ปัญหานี้ก็จะตามมาต่อที่ภาคเหนือค่ะ ต่อให้มีประกาศห้ามเผา ตรวจจับจาก Hot spot ผ่านดาวเทียม มันก็ยังเผากันในเตาเผาใต้หลังคา ตรวจความร้อนจากดาวเทียมไม่เจออีก

เยี่ยมมากจริงๆค่ะ

เรียกได้ว่า มันเป็นกันไปทั่ว

AP

จากหลายๆ Blog ก่อนที่มี่เคยเล่าว่า มลภาวะสามารถส่งผลเสียกับผิวได้หลายประการ ที่เราอาจจะท่องจำกันง่ายๆว่า “อักเสบ เหี่ยว ดำ เสื่อม” 

(ถ้าใครอยากตามไปอ่านเรื่องมลภาวะอีกรอบ เชิญได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>click<<)

 

ดังนั้น วิธีการป้องกันมลภาวะเหล่านี้ ก็สามารถป้องกันได้ตามผลเสียที่มันจะเกิดขึ้นเลยค่ะ

 

มี่เลยขอแชร์วิธีการป้องกันมลภาวะ 5 ข้อ ดังนี้ค่ะ

 

1. ป้องกันไม่ให้มลภาวะสัมผัสผิว

อาจจะใช้การใส่ Mask หรือ อาจจะใช้สกินแคร์บางกลุ่มช่วยป้องกันไม่ให้มลภาวะเหล่านี้สัมผัสผิวได้ค่ะ

ตัวอย่างส่วนผสมที่ทำได้ : Biosaccharide gum-4 (ชื่อทางการค้า Pollustop) ตัวนี้เจอในผลิตภัณฑ์ต้านมลภาวะหลายๆยี่ห้อเหมือนกันค่ะ

อันที่จริงซิลิโคนบางตัวที่เคลือบผิวไว้ ก็น่าจะป้องกันได้นะคะ

หรืออย่างล่าสุด ที่มีผลิตภัณฑ์สเปรย์ Ihada จากญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมของ สารประจุบวก ก็สามารถผลักเอามลภาวะกระเด็นออกไป ไม่ให้มลภาวะเข้าผิวได้

SHOHIN_PL_C1_E07502_L

มี่เคยวิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์ Ihada ไว้นะคะ สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<

 

2. เสริม Barrier ผิว

อันนี้ถ้า Barrier ผิวเราแข็งแรง มลภาวะก็จะลงไปได้ยากขึ้น

พวก Ceramide กับ ไขมันอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว น่าจะตอบโจทย์ได้ค่ะ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นฟู Barrier ผิวได้ก็มีหลายตัวเลย

เช่น

CeraVe

(Click เพื่ออ่าน review)

Atoplam

(Click เพื่ออ่าน review)

Dermartlogy

(Click เพื่ออ่าน review)

 

จริงๆมีผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นอีกตัว ในกลุ่มของ d program ที่เสริมการทำงานของ cornified envelop ที่เป็นเปลือกหุ้มของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้าให้แข็งแรงไปอีก

ตัวนี้พอดียังหาส่วนผสมไม่ได้ เลยยังไม่ได้เอามาเมาท์ต่อค่ะ

 

เอาจริงๆก็เลือกใช้กันได้ตามสะดวกเลยค่ะ 🙂

 

3. ล้างหน้าทำความสะอาดให้ดีๆ

แต่อย่ามากเกินไปจนชะเอาไขมันดีๆออกจากผิว ผิวจะเสียกว่าเดิมอีก

การทำความสะอาดด้วยสารทำความสะอาดต่างๆ ก็สามารถชะเอามลภาวะต่างๆออกไปจากผิว รวมไปถึงการมาส์กหน้าด้วยโคลน ซึ่งน่าจะสามารถดูดซับเอาสิ่งสกปรกต่างๆไว้กับตัว ก็น่าจะตอบโจทย์ในขั้นตอนตรงนี้ได้

 

นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผลิตภัณฑ์ต้านมลภาวะหลายๆตัวในตลาด ออกมาเป็นโฟม/เจลล้างหน้า หรือ Clay mask

 

4. แก้ที่ปลายเหตุ

มลภาวะนี่เวลามันลงผิว มันจะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และการอักเสบขึ้นมา

เราก็ Block มันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กับ สารลดการอักเสบสิ

 

อนุมูลอิสระ และการอักเสบนี้ ถ้าเกิดแล้วมันจะยาวววววว ไปถึงการเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิวขึ้น กลายเป็นจุดด่างดำ ตรงนี้ Block โบกเข้าไปด้วย Whitening อีกจุดคือ นางจะไปเหนี่ยวนำให้เอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน ที่ชื่อ MMP ทำงานมากขึ้น ก็ไป Block เจ้า MMP เสีย หรือ อาจจะหาสารอื่นที่เสริมคอลลาเจนเข้ามาทดแทน

 

ตัวอย่างส่วนผสมที่น่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีใครเคลม คือ สารสกัดจากบัวบก คือ ตัวเดียวจบ ทั้งริ้วรอย ทั้งอนุมูลอิสระ ทั้ง MMP โลด

 

ส่วน Whitening ก็มีหลายตัว ที่เรารู้จักกันบ่อยๆ ก็พวก B3, C และก็ Arbutin

 

 

5. กันแดดอย่าให้ขาด

 

หลายๆ แหล่งข้อมูลบอกว่า รังสี UV ทำให้มลภาวะส่งผลเสียกับผิวได้มากขึ้น ดังนั้นกันแดดต้องใช้ห้ามขาดมือค่ะ

 

และจริงๆเดี๋ยวนี้กันแดดหลายๆยี่ห้อ ก็เคลมเรื่อง Anti-pollution แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือ เมกา เองก็พากันเคลมกันใหญ่

 

จริงๆ Pollution น่ากลัวนะคะ แต่การดูแลไม่ได้ยากมาก ทำเถอะ เพื่อผิวสวยงามและแข็งแรง

 

สำหรับวันนี้ก็คงต้องขอตัวไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

สงวนลิขสิทธิ์ในบทความทั้งหมดตามพระราชบัญญัติ ห้ามนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Disclaimer: บทความนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นมาโดยอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆในการเขียนบทความนี้

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาส์กหน้าสูตรเฉพาะทางจากโรงพยาบาลศัลยกรรมชั้นนำในเกาหลี Banobagi vita genic jelly mask

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่หยิบเอามาสค์หน้าที่น่าสนใจจากแบรนด์ Banobagi (บาโนบากิ) มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับชื่อ Banobagi มาแล้วนะคะ Banobagi เป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ค่ะ และทางรพ.เองก็มีเครื่องสำอางออกมากมายหลายชิ้น ซึ่งก็ผ่านการพัฒนาสูตรต่างๆมาโดยทีมแพทย์ผิวหนังของรพ.นั่นเอง

เมื่อตอนมี่ไปชมงาน Cosmaprof ที่ฮ่องกงเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็เจอทางรพ.มาออกบูธ โชว์สินค้าด้วยค่ะ

cosma 27

ลองเดินๆเข้าไปชมในบูธ ก็มีสกินแคร์น่าสนใจมากมายหลายรายการเหมือนกันค่ะ

ตอนนี้มีบริษัทในบ้านเรานำเอาสินค้าของแบรนด์ Banobagi มาจำหน่ายใน Watsons แบบถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะคะ เรียกได้ว่าไม่ต้องหิ้วไม่ต้องพรี ไม่ต้องเสี่ยงของก๊อป ของเลียนแบบกันอีกต่อไป

ผลิตภัณฑ์ที่มี่จะนำมารีวิวในวันนี้มีชื่อว่า Banobagi Vita Genic Jelly Mask นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นมาสค์ชีทที่มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้วิตามินรวมเก็บกักให้อยู่ในรูปแบบของ “ถุงไลโปโซม” เพื่อเสริมความคงตัวและการดูดซึมเข้าสู่ผิวนั่นเองค่ะ และมีเนื้อเซรั่มในรูปแบบของ Jelly จึงทำให้แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ นอกจากนี้ยังไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว 11 ชนิดและไม่มีน้ำหอม ตามมาตรฐานของ EWG Green Class จาก USA (ซึ่ง EWG จัดตั้งขึ้นเพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยได้จัดทำเว็บไซต์ Skindeep เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือสารเคมีที่ควรเฝ้าระวังว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตราย) เหมาะกับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย

ตัวมาสค์ Vita genic jelly mask มีด้วยกันทั้งหมด 4 สูตร นะคะ

ba 1.jpg

  • สูตรสีเขียว Relaxing เพื่อความชุ่มชื้นและความสบายผิว ด้วยสารสกัดจาก Aloe vera และสารบำรุงผิวอื่นๆ
  • สูตรสีน้ำเงิน Hydrating เพื่อความชุ่มชื้นและความมีชีวิตชีวา ด้วยน้ำแร่จากเกาะเจจู และสารบำรุงผิวอื่นๆ
  • สูตรสีแดง Lifting เพื่อความกระชับและยืดหยุ่นของผิว ด้วยสารสกัดแคคตัสจากเกาะเจจู และสารบำรุงผิวอื่นๆ
  • สูตรสีเหลือง Whitening เพื่อความกระจ่างใส ด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากส้มฮัลลาบองจากเกาะเจจู และสารบำรุงผิวอื่นๆ

 

เนื่องจากส่วนผสมของตัวเนื้อมาสค์ และสารบำรุงจะคล้ายๆกัน แต่จะแตกต่างกันไปตามสารบำรุงหลักของแต่ละสูตร

วันนี้มี่เลยขอหยิบเอาสูตรสีเหลืองที่ชอบที่สุดมาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

ขอแปะรูปแบบชัดๆอีกรูปหนึ่งค่ะ

ba 2

ตัวซองมาสค์ทำมาแบบเก๋ไก๋ในทรงมากกว่าครึ่งวงกลมนิดหน่อย เกือบเต็มวงกลมละอีกนิดนึง

หน้าซองเป็นรูปแคปซูลสีต่างๆ อย่างสูตรนี้ นางก็เป็นแคปซูลสีเหลือง แสดงถึงวิตามินซีจากส้มฮัลลาบองนั่นเองค่ะ

 

ตามชื่อของผลิตภัณฑ์ Jelly mask น้ำมาสค์เป็นแบบเจล ซึ่งค่อนข้างข้นนะคะ สมชื่อ Jelly

ba 3

ข้นเหมือนเจลบำรุงผิวเลย ถ้าเอาเนื้อเจลแบบนี้มาให้ดูแล้วบอกว่าเป็น Sleeping Mask ก็เชื่อเลยล่ะค่ะ

 

ค่า pH ของน้ำมาสค์อยู่ที่ ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

ba 4

แผ่นมาสค์ไม่หนาไม่บางจนเกินไป กำลังดีเลยค่ะ

นุ่ม เรียบ ละเอียด และแนบสนิทไปกับผิว

ba 5

ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Cotton ธรรมชาติ 100% จึงอ่อนโยนและปราศจากสารตกค้างจากการผลิตค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส bano

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 2 สีนะคะ

  • สีชมพู เป็นกลุ่มของวิตามินทั้ง 9 ชนิด ได้แก่ วิตามินเอ บี 1 2 3 5 7 9 ซี และ อี เรียกได้ว่าขนกันมาเยอะมาก เรียกได้ว่า บำรุงผิวได้ครบจบทุกปัญหาเลยทีเดียว ทางแบรนด์เคลมว่าวิตามินเหล่านี้เก็บไว้ในระบบนำส่งแบบไลโปโซม เพื่อเพิ่มความคงตัวและการนำส่งวิตามินให้ผิว
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • สารสกัดจากส้มฮัลลาบอง ซึ่งเป็นส้มสายพันธุ์พิเศษของเกาะเจจู มีส่วนผสมของสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติหลายชนิด และวิตามินมากมาย ทางแบรนด์ได้เคลมว่า มีคุณสมบัติในเชิงด้าน Whitening และเป็น antioxidant ชะลอวัย
    • น้ำตาล Trehalose เป็นน้ำตาลชนิดพิเศษ มีประโยชน์ในเชิงความชุ่มชื้น
    • Adenosine มีประโยชน์ในเชิงด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย
    • Carnitine HCl เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษ เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานของผิว มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer โดยการดึงน้ำเข้าหาตัว มีงานวิจัยกล่าวว่าการทา L-carnitine จะมีผลไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ เผาผลาญไขมันในเซลล์ Sebocyte ที่ต่อมน้ำมัน มีประโยชน์ในเชิงด้านการควบคุมความมันของผิวหนัง (J Cosmet Dermatol. 2012; 11(1):30-6.)
    • Sodium hyaluronate มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
    • Dipotassium glycyrrhizate กับ Allantoin มีคุณสมบัติในการลดการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว

 

ตัวเบสมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และซิลิโคน

ที่สำคัญยังปราศจากสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รวมถึงไม่มีน้ำหอมด้วย ดังนั้นผิวแพ้ง่ายก็น่าจะสามารถใช้ได้

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ถ้ามองตามทฤษฎีการใส่วิตามินเหล่านี้ลงไปในเครื่องสำอางก็ให้คุณสมบัติในการบำรุงผิวได้ค่อนข้างครบแล้ว แต่นอกจากวิตามิน ในตัวมาสค์ก็ยังเสริมสารบำรุงอื่นๆลงมาอีก ตัวมาสค์สูตรนี้จึงเด่นไปในเชิง Whitening กับการชะลอวัย นอกจากนี้ก็ยังได้ประโยชน์เรื่องของความมัน การอักเสบ และสิวได้จากกลุ่มของวิตามิน ตัวสารบำรุงถ้ามองจากลำดับ อาจจะดูเหมือนใส่มาน้อยไปหน่อย แต่จริงๆ ความเข้มข้นที่ให้ประโยชน์ (Effective concentration) ของวิตามินมันไม่ได้เยอะมากอยู่แล้ว และส่วนตัวก็ไม่เคยหักคะแนนเรื่องลำดับส่วนผสมใครมาก่อน เพื่อความแฟร์ๆ ก็จัดไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก และ ส่วนผสมอื่นๆ เป็นมาสค์ในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน และสารอื่นที่ใช้ก็ล้วนแต่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้เลยไม่มี่ที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบเนื้อมาสค์นะคะ นางมีความชุ่มชื้นแบบ Intense มากเว่อร์ ด้วยความที่นางมาในเนื้อแบบเจล มาสค์เสร็จเราอาจจะรู้สึกหนักๆผิวหน่อย คนที่มีผิวมันอาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่คนที่มีผิวแห้งน่าจะชอบฟิลลิ่งหลังมาสค์อยู่ค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน bano

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Banobagi ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

มีจำหน่ายที่ Watsons ทุกสาขาค่ะ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ ล่าสุดตอนนี้เห็นจัดโปรลด 50% อยู่ด้วยหล่ะ

FB Fanpage:  Banobagi Thailand – Cosmetic

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Banobagi การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม แชมพูมีอิน (Me-In professional) สูตรผสานพลังจากสารสกัดสมุนไพรเกาหลี เพื่อการดูแลเส้นผม

สวัสดีค่ะ

เมื่อช่วงราวๆเดือนก่อน มี่ไปได้แชมพูเกาหลีจากแบรนด์ มีอิน (Me-In Professional) มาลองใช้ ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่น่าสนใจมากเลยทีเดียวนะคะ

แบรนด์ Me-In เป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากเกาหลี ซึ่งช่วงก่อนมี่ได้มารีวิวมาสค์ชีทของเค้าไปนะคะ (ถ้าใครสนใจ หรือไม่ทันได้อ่าน กลับไปตามอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<)

 

แชมพูของแบรนด์ Me-In ทำมาด้วยกัน 3 สูตร สำหรับ 3 ปัญหาผม

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

me 1

เริ่มกันที่…

สีฟ้า สูตร Scalp care & Soothing สำหรับบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะที่มีปัญหาผมร่วง คัน ระคายเคือง โดดเด่นด้วยส่วนผสมจาก พลูคาว ดอกบัว และสารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ดูแลปัญหาหนังศีรษะได้อย่างลงตัว

me 4

สีชมพู สูตร Repair สำหรับฟื้นฟูปัญหาผมแห้งเสียจากการทำสีดัดยืด โดดเด่นด้วยส่วนผสมจากดอก ดงแบค คาโมมายล์ น้ำมันทานตะวันและลาเวนเดอร์ ร่วมกับ สารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ช่วยฟื้นฟูสภาพผมที่แห้งเสียให้กลับมาสุขภาพดี

me 2

สีเหลือง สูตร Volume & Shiny เพื่อเพิ่มวอลลุ่มให้ผมที่ลีบแบนกลับมาดูหนานุ่ม โดดเด่นด้วยส่วนผสมจาก คอลลาเจน โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ และน้ำมันจากโจโจบา ร่วมกับ สารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ช่วยคืนวอลลุ่มและความเงางามให้แก่เส้นผม

me 3

วันนี้มี่ขอหยิบยกเอาสูตร Repair สีชมพูมารีวิวให้ได้ชมกันนะคะ

สูตรสีชมพูนี้ได้รับรางวัล Cleo Beauty Hall of Fame the Best Shampoo 2018 ด้วยนะเธอ

 

เนื้อแชมพูเป็นแบบน้ำนมค่ะ กลิ่นหอมหวานในแนวของดอกไม้

me 5

มีฟองที่เล็กละเอียด ตีฟองขึ้นง่ายค่ะ หลังสระผมเสร็จ ผมนุ่มลื่นขึ้น หวีง่าย ไม่พันกัน

 

 

ค่า pH หลังละลายน้ำอยู่ที่ ราวๆ 6 นะคะ

ซึ่งในจุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี เพราะแชมพูส่วนใหญ่จะมีค่า pH ค่อนไปทางด่างหน่อยๆ

me 6

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส mein สีชมพู

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้หลายสีอยู่เหมือนกันค่ะ

กลุ่มของสีฟ้า จะเป็นสารทำความสะอาด มีด้วยกัน 3 ตัวหลักๆ คือ

  • Sodium laureth sulfate หรือ SLES เป็นสารทำความสะอาดประจุลบ ให้ฟองที่ดี
  • Cocamide MEA ทำหน้าที่ช่วยเสริมปริมาณฟอง และเพิ่มความหนืดให้เนื้อแชมพู
  • Cocamidopropyl betaine เป็นสารทำความสะอาดชนิดสองประจุ มีความอ่อนโยน ช่วยเสริมความอ่อนโยนให้แก่เนื้อแชมพู

กลุ่มสีเขียว เป็นสาร Polymer ที่มีประจุบวก ทำหน้าที่ช่วยปรับสภาพเส้นผมในนุ่ม เงางาม หวีง่าย ไม่พันกัน

สีน้ำเงิน เป็นน้ำมันจากพืชธรรมชาติ อย่าง น้ำมันสกัดจากดอกคามีเลีย หรือ ดงแบค และ น้ำมันทานตะวัน ช่วยให้เส้นผมเงางาม ลดการแห้งกรอบของเส้นผมหลังสระ

สีม่วง Zinc pyrithione เป็นสารที่ให้ประโยชน์ในการขจัดรังแค ลดการคันศีรษะ

สีน้ำตาล เป็นกลุ่มของสารสกัดจากพืชผักสมุนไพรที่พบได้ในเกาหลี มีด้วยกันหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ ลาเวนเดอร์ พลูคาว Scutellaria มีประโยชน์หลายประการต่อหนังศีรษะ

เช่น

  • คาโมมายล์ ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ
  • ลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และในทาง Aromatherapy กล่าวว่า ถ้าเป็นรูปแบบของ Lavender oil มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อบางชนิด
  • Saurus chinensis extract หรือ ต้นพลูน้ำ เป็นสมุนไพรในตำรับยาจีน มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง (Exp Biol Med (Maywood). 2016; 241(4): 396–)
  • Cnidium officinale extract คือสารสกัดจาก Cnidium เป็นสมุนไพรในตำรับยาจีน มีประวัติการใช้เกี่ยวกับการติดเชื้อรา แบคทีเรีย และอาการคัน มีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี (Pharmacogn Mag. 2010; 6(24): 323–330.)
  • Thuja orientalis extract เป็นสารสกัดจากพืชในตระกูลสนชนิดหนึ่ง มีรายงานว่ามีสารสกัดด้วยน้ำร้อนของต้นสนนี้มีคุณสมบัติกระตุ้นผมงอกในหนูทดลอง (BMC Complement Altern Med. 2013; 13: 9.)

 

ซึ่งการมีสารบำรุงเหล่านี้ก็อาจจะได้ประโยชน์ในขั้นตอนการสระผม เพราะเราก็จะมีการตีฟองและนวดที่หนังศีรษะ แต่อาจจะให้ประโยชน์ได้ไม่เท่าพวก Leave on อย่าง Hair tonic หรือ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพราะสัมผัสเส้นผมแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้าเปรียบในรูปแบบแชมพูด้วยกันแล้ว โดยรวมถือว่ามีอิน เป็นแชมพูที่ทำมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

 

ให้คะแนน

วันนี้ขอแบ่งหัวข้อในการให้คะแนนเป็น สารทำความสะอาด ส่วนผสมอื่นๆ และ การใช้งานนะคะ

  1. สารทำความสะอาด ใช้ SLES เป็นสารทำความสะอาดหลัก ซึ่งให้ฟองที่ดี ร่วมกับ Cocamidopropyl betaine เพื่อตัดให้มีความอ่อนโยนมากขึ้น และเสริมด้านปริมาณฟองด้วย Cocamide MEA แต่ในด้านของข้อมูลความระคายเคือง SLES จัดว่ายังมีการระคายเคืองอยู่ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่รุนแรงเท่า SLS แต่ก็ขอให้ 4 ฟลาสก์ จุดนี้มี่ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะในแชมพูเด็กหลายๆ ตัว ก็ใช้ตัวนี้เช่นกัน และผมก็ไม่แห้งกรอบ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีการเสริมสารประจุบวกเข้ามาเพื่อให้ผมนุ่มสลวย เงางาม และหวีง่าย ร่วมกับสารบำรุงที่เป็นสารสกัดพืชหลายชนิด ให้ประโยชน์โดยรวมไปในเชิงด้านการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ และมี Zinc pyrithione ที่ดูแลเรื่องรังแคและอาการคันได้ แต่ถึงไม่มีรังแคก็สามารถใช้สารนี้ได้ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มจากเรื่องเนื้อแชมพู เรื่องกลิ่น และปริมาณฟอง มี่ว่าแชมพูสูตรนี้เค้าทำมาได้อย่างลงตัวในจุดนี้นะคะ ส่วนการใช้งาน สามารถสระง่าย ตีฟองขึ้นง่าย ล้างออกง่าย ไม่ทำให้ผมแห้งกรอบ หรือ พันกัน ไม่เหนียว ไม่จับกันเป็นลิ่ม และผมไม่มัน ไม่เยิ้มไว โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน me

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์มีอิน (MeIn) ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Facebook Fanpage ของแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/MeIn-170073223703243/

พบกันใหม่ในโอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์มีอิน (Me-In Professional) การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[cosme-diagnosis] ยาทาเล็บต้านมลพิษมีอยู่จริง

เรื่องมลภาวะ หรือ Pollution นี่เรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่ซีเรียสทั้งต่อร่างกาย และผิวพรรณนะคะ
มี่เคยเขียน Blog เกี่ยวกับผลเสียของมลภาวะต่อผิวพรรณไว้ เป็นลิงค์นี้นะคะ (>>Click<<) เผื่อท่านใดยังไม่เคยรับชม สามารถตามไปรับชมได้ค่ะ
 
ภายใต้ความซีเรียสของมลพิษนั้น ก็ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางต่างๆมีลูกเล่น มีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาเพิ่มขึ้น
 
วันนี้บังเอิญไปเจอยาทาเล็บที่เคลมเรื่องของการต่อต้านมลภาวะ เลยเอามาเล่าสู่กันฟังค่ะ
 
ใครจะไปคิดว่า มียาทาเล็บต้านมลภาวะอยู่จริงๆในตลาดเครื่องสำอางเนอะ อัจฉริยะมากเว่อร์
 
ยาทาเล็บนี้มาจากแบรนด์ Nails Inc. กับรุ่น Nail Polish Fuelled By Charcoal ค่ะ
 
นางมีสตอรี่มาจากคอนเซปท์ที่ว่า เล็บนี่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่โดนมลภาวะในอากาศ และเป็นจุดที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม
 
ยังมีความเชื่อว่า เวลาเราป่วย หรือมีปัญหาบางอย่าง เช่น ขาดสารอาหารบางประเภท หรือมีการสะสมสารพิษในร่างกาย จะแสดงอาการออกมาที่เล็บเป็นลำดับแรกเลย
ยาทาเล็บนี้มีส่วนผสมดังภาพค่ะ
สผส nail.jpg
สังเกตุว่า ทางแบรนด์จึงคิดใส่ผงถ่านคาร์บอน หรือ Charcoal ลงไป โดยมีเคลมหลักคือช่วยดูดซับสารพิษ และปกป้องไม่ให้มลภาวะเข้าผ่านเล็บเข้าไป นำมาเป็นเคลมหลัก
 
pollu nail
นอกจาก Charcoal แล้ว ยังเสริมคุณค่าด้วย
1. Vitamin C ช่วยเป็น antioxidant ซึ่งน่าจะติดมากับวัตถุดิบที่มีชื่อว่า Myramaze ที่จะได้กล่าวต่อไป
 
2. Myrothamnus Flabellifolia extract สารสกัดจากต้น Reserrection น่าจะเป็นวัตถุดิบ Myramaze ที่ประกอบด้วยของผสมของ Propanediol (and) Water (and) Myrothamnus Flabellifolia Extract (and) Ascorbic Acid (and) Citric Acid
 
ตัวนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมเรื่องการปกป้องผิวจากความแห้ง ปกป้องไขมันในผิวไม่ให้ถูกออกซิไดส์ เสริมสร้าง Barrier ผิว และลดการอักเสบระคายเคือง
 
3. Zinc acetylmethionate เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Methionine ที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีน Keratin ในผิว ผมเล็บอีกที และยังมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของระบบ Antioxidant ตามธรรมชาติของร่างกาย
 
คือ นอกจากเติมสีให้สวยงามแล้ว ยังได้คุณสมบัติพิเศษเสริมมา ทั้งปกป้อง เสริมความชุ่มชื้น และดูแลให้เล็บแข็งแรงไปพร้อมๆกัน
 
เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาสูตรมาได้อย่างชาญฉลาดมากเลยทีเดียว
 
Image

[Cosme-Diagnosis] วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์ต้านมลภาวะและเกสรดอกไม้ตัวดัง Shiseido IHADA aller screen EX

สวัสดีค่ะ

ถ้าพูดถึงสเปรย์ต้านมลภาวะตัวดัง เชื่อว่าหลายๆท่านคงต้องเคยเห็นเจ้า IHADA aller screen EX ของเครือ Shiseido แน่ๆ

อ๊ะๆ เผื่อจะนึกไม่ออก หน้าตาน้องเป็นแบบนี้จ้า

SHOHIN_PL_C1_E07502_L.jpg

ที่ญี่ปุ่นนางมีจำหน่ายในร้านขายยาค่ะ ราคากรุบๆไม่แพงเลยจริงๆ

นางเป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และพัฒนาขึ้นมาจากงานวิจัยหลายๆชิ้น และแน่นอนว่าเป็นขวัญใจของ Blogger/Influencer หลายๆท่าน เลย

ยิ่งทำให้เราสนใจตัวนี้มากขึ้นเลยลองไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมมาค่ะ

 

ก่อนจะไปดูส่วนผสม อยากเล่าให้ฟังถึงเรื่องเกสรดอกไม้กับผิวหนังซักหน่อย

เราอาจจะคุ้นเคยว่า เวลาช่วงที่ในอากาศมีละอองเกสรมากๆ คนที่เป็นภูมิแพ้ก็จะมีอาการจาม น้ำมูกไหลเนอะ

หลังๆมานี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ละอองเกสรนี่ มันไม่ได้แค่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจนะ

หลายคณะ นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและการแพทย์ เจอว่าโปรตีนหรือเปปไทด์จากละอองเกสรดอกไม้ต่างๆหรือ ดอกหญ้าบางชนิด สามารถซึมผ่านผิวหนังที่มี Barrier ไม่สมบูรณ์ เช่น ผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ อย่าง Atopic dermatitis หรือ Eczema แล้วลงไปเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ขึ้นมา ทำให้อาการของโรคผิวหนังแย่ลง

นอกจากเรื่องการแพ้แล้ว ก็มีการศึกษาพบว่าละอองเกสร สามารถไปลดความสามารถในการเป็น Barrier ของผิวได้อีก

จากนั้นก็มีการศึกษามาเป็นระยะๆว่าการทามอยส์เจอไรเซอร์บางกลุ่มสามารถลดการดูดซึมของโปรตีนจากละอองเกสรเหล่านี้ได้ และช่วยลดอาการแพ้ที่ผิวหนังได้ค่ะ

 

กลับมาที่ผลิตภัณฑ์ของเรา

Product ตัวนี้ออกมาได้หลายปีแล้วนะคะ ซึ่งตอนที่นางออกมาใหม่ๆ นางก็เป็นข่าวฮือฮาในเว็บ Cosmetics-design แล้วตั้งแต่เมื่อปี 2015

shi 2

(แหล่งข่าว https://www.cosmeticsdesign-asia.com/Article/2015/05/14/Shiseido-sees-opportunity-in-Japan-s-pollen-concerns)

 

หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาอีกว่า Shiseido เจอว่า ละอองเกสรนี่ทำร้าย Barrier ผิวได้ด้วยนะ นอกจากเหนี่ยวนำให้เกิดการแพ้

shi 1

(แหล่งข่าว https://www.cosmeticsdesign-europe.com/Article/2016/02/10/Shiseido-finds-pollen-can-damage-skin-barrier)

 

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมาสู่ตลาดซักพักแล้ว จนเริ่มมาดังในบ้านเรา เมื่อ Blogger หลายๆท่านมีการกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ตัวนี้มากขึ้น ทำให้เราอยากได้อยากลองอยากมีไปด้วย เลยไปลองค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่านางทำมาได้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวหละ

 

โดยกลไกการออกฤทธิ์ที่ทางแบรนด์เขา Claim ไว้ คือ นางจะไปสร้างเกราะที่มีประจุไฟฟ้า และสามารถผลักเอาละอองเกสร ฝุ่นละออง ชนิด PM 2.5 รวมถึงพวกไวรัส ไม่ให้เข้ามาสัมผัสผิวเราได้

ihada 2

(Image from Shiseido)

 

และโชคดีมาก ที่ในเว็บของทางแบรนด์เค้ามีส่วนผสมมาให้ เลยลองใช้ Google แปล + Miyeon เดา มาแกะส่วนผสมดูค่ะ

สผส ihada

แนบแบบภาษาญี่ปุ่นมาให้ด้วย เผื่อท่านใดอ่านได้ และมี่แปลผิดจะได้ช่วยแก้ไขในรายละเอียด

 

ดูจากส่วนผสมจะเห็นว่า มีสารประจุบวก อยู่ 2 ชนิด คือ เจ้า Polyquaternium-51 ซึ่งตัวนี้มีสูตรโครงสร้างคล้ายๆกับ Phospholipid ที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเขาเลยเคลมว่า สามารถเรียงตัวบนผิวได้ และเสริมเรื่องความชุ่มชื้น กับ Barrier ผิว

ส่วนอีกตัวคือ Distearyl dimonium chloride นางจัดเป็นสารประจุบวกในกลุ่มของ Cationic surfactant ซึ่งเดิมทีเราจะใช้สารในกลุ่มนี้เป็นครีมนวดผม เพราะสามารถจับกับผมเสียที่มีประจุเป็นลบ และช่วยปรับสภาพเส้นผมให้นุ่มสลวยสวยเงางาม

เช่นเดียวกัน นางสามารถเกาะกับองค์ประกอบในโปรตีนบนผิวที่มีประจุลบ ทำให้ติดบนผิวได้ยาวนาน

 

เจ้านี่เองที่สร้างเกราะทางไฟฟ้า มาช่วยเคลือบปกป้องผิวเราจากละอองเกสร และฝุ่นละอองต่างๆ

 

เรียกได้ว่าเป็นการใช้วัตถุดิบทางเครื่องสำอางได้อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่า เกือบจะต้องกราบแนบตักเลยทีเดียว

 

ส่วนในเบสก็มีสารในกลุ่มของ Fatty alcohol และน้ำมัน Mineral oil เพื่อช่วยให้ผิวไม่แห้ง และให้สัมผัสนุ่มลื่น ส่วนแอลกอฮอล์อย่าง Ethanol กับ Isopropanol ที่ใส่มาก็เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แห้งไว และช่วยให้สารเหล่านี้แผ่กระจายเรียงตัวเป็นฟิล์มสวยๆได้นั่นเอง

ส่วนความกังวลเรื่องความระคายเคือง ถ้าดูจากวิธีการใช้งาน เราสเปรย์ที่ชั้นนอกสุดของผิว หลังจากบำรุงต่างๆมามากมาย และแต่งหน้าแล้ว จึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่นะคะ เว้นแต่คนที่ Sensitive มากๆ อาจจะต้องลองทดลองดูว่าทนไหวไหม เพราะการตอบสนองของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

 

สำหรับราคาที่ญี่ปุ่นก็ถือว่าไม่ได้แพงนะคะ

ขวด 50 กรัม 972 เยน (ราวๆ 291 บาท)

ขวด 100 กรัม 1728 เยน (ราวๆ 518 บาท)

 

ด้วยความที่เป็นขวดแบบบรรจุแก๊ส ให้ละอองแบบไมโคร ในการใช้งาน 1 ครั้ง จึงไม่ได้เปลืองมาก น่าจะใช้ทนอยู่

 

Disclaimer: บทความนี้เป็นการเขียนวิเคราะห์ส่วนผสมในเชิงวิชาการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และมีส่วนที่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และใช้ในเชิงการศึกษา ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า ขอสงวนลิขสิทธิ์ในตัวบทความทั้งหมด และห้ามนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการค้า โปรดใช้วิจารณญานในการรับชม

For educational purpose only

 

References

 

  1. Meinke et al. Skin Pharmacol Physiol. 2016;29(2):71-5. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27027785
  2. Fölster-Holst et al. Clin Cosmet Investig Dermatol. 2015;8:539 -48. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26604810
  3. Kumamoto et al. Arch Dermatol Res. 2016;308(1):49-54.https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26498292
  4. https://www.cosmeticsdesign-europe.com/Article/2016/02/10/Shiseido-finds-pollen-can-damage-skin-barrier
  5. https://www.cosmeticsdesign-asia.com/Article/2015/05/14/Shiseido-sees-opportunity-in-Japan-s-pollen-concerns
  6. https://www.shiseido.co.jp/cms/onlineshop/ih/bn/asex/

 

 

Image

Mini Review Hand cream ป้องกัน Aging hand จาก CoenRich Q10 whitening medicated hand & finger สูตร Deep moisture ของญี่ปุ่น

Mini Review Hand cream เนื้อข้นๆสำหรับคนมือแห้งมากเว่อร์
 
ช่วงหลังๆนี้ตลาด Body เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนะคะ อย่างที่เห็นได้ชัดเลย คือ มีการใส่สารบำรุงมากมาย บางชื้นบางแบรนด์นี่จัดเต็มยิ่งกว่าครีมทาหน้าเสียอีก
 
อย่าง Hand cream ที่หยิบเอามาวันนี้ มาจากแบรนด์ Coenrich Q10 ในเครือ Kose Cosmeport ของญี่ปุ่นค่ะ
kose hand.jpg
 
นางมาในเบสครีมข้นๆ มีส่วนผสมของวาสลีนในลำดับต้นๆ เลยได้ครีมที่ค่อนข้างชุ่มและเคลือบผิวได้มาก เหมาะกับการทาก่อนนอนค่ะ
 
ในด้านของสารบำรุง ตัวที่น่าจับตามอง คือ Tranexamic acid กับ Coenzyme Q10
 
ซึ่งหลังๆมาคนเริ่มพูดถึงปัญหาเรื่องมือแก่ (แปลแบบขำๆเล่นๆ จาก กระแส Aging hand ของต่างประเทศ)
 
tranexamic acid นี่ นางมีประโยชน์ในเชิง Whitening ซึ่งนางคงไม่ได้ใส่มาให้มือขาวแต่อย่างใด แต่น่าจะมีประโยชน์ในการลดจุดด่างดำบนมือ ที่เกิดจากอายุ
 
เวลาเราแก่ขึ้น มือจะมีจุดด่างดำปรากฏอยู่ค่ะ Tranexamic acid ก็จะช่วยเข้าไปดูแลในจุดนั้น
 
ส่วน CoQ10 ก็เป็น antixodant ช่วยชะลอวัย ป้องกันมือเหี่ยว และป้องกันไม่ให้เกิดจุดด่างดำมากขึ้น
 
นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนผสมของ Hydrolyzed hyaluronic acid ที่เติมน้ำให้ผิวไปพร้อมๆกันด้วยค่ะ
 
โดยรวมถือว่าเป็น Hand cream ที่ทำมาได้น่าสนใจเลยทีเดียวหละ
Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาส์กหน้าก่อนนอนสารพัดประโยชน์ Multi-Tasking Overnight mask จากแบรนด์ DP.DERM+

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิว Overnight mask หรือ Sleeping pack ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ

เชื่อว่า Overnight mask เป็นผลิตภัณฑ์ในใจใครหลายๆคนเลย มี่เองก็เช่นกัน เนื่องจากมันใช้สะดวก แค่ทาๆแล้วไปนอนได้เลย ไม่ต้องรอมานั่งล้าง ลอก หรือ แกะแผ่นออก

เรียกได้ว่าเหมาะกับวิถีชีวิตอันเร่งรีบของเราจริงๆ

Overnight mask ที่มี่หยิบมารีวิววันนี้เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ DP.DERM+ ที่มีชื่อว่า Multi-Tasking Overnight mask ค่ะ

มาทำความรู้จักกับแบรนด์ DP.DERM+ กันซักนิดนะคะ

“DP.DERM+” เป็นแบรนด์สกินแคร์คนไทยที่ใช้สารสกัดหลักตามงานวิจัยซึ่งเป็นที่ยอมรับ ร่วมกับสารนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนตามหลักวิทยาศาสตร์”

เริ่มจากเจ้าของแบรนด์เป็นพยาบาล รพ.รัฐ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลผิวหน้าเนื่องจากต้องขึ้นเวร นอนดึก บางวันไม่ได้นอน วันไหนลงเวรเหนื่อยๆก็ล้างหน้านอนเลย ไม่มีแรงทา skincare หลายๆขั้นตอน บวกกับเจ้าของแบรนด์มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ซึ่งหาผลิตภัณฑ์ทั่วไปตามท้องตลาดที่ไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ สารระคายเคืองผิวอื่นๆได้ยาก หรือผลิตภัณฑ์ดีๆก็มีราคาแพงต้องนำเข้า จึงปรึกษาแฟนที่เป็นหมอว่าอยากจะทำเพื่อใช้เอง ก็เลยศึกษา ทดลอง และพัฒนาสูตรร่วมกันเรื่อยมา จนออกมาเป็น “DP.DERM+ : Multi-tasking Overnight Mask” ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความชุ่มชื้น ความขาวกระจ่างใส เสริมสร้างชั้นผิว ลดริ้วรอยจากผิวที่แห้งกร้าน ป้องกันริ้วรอยเกิดใหม่ปัญหาผิวหมองคล้ำ ฝ้า รอยดำ/รอยแดง สิว ให้จบครบในขั้นตอนเดียว สามารถใช้เป็นสกินแคร์ตัวเดียวก่อนนอนได้เลย

 

ตัวมาส์กมาในกล่องสีขาวดูเรียบหรู

dp 1

เปิดกล่องโดยการสไลด์ออกมา

dp 2

แพคเกจด้านในเป็นหลอดบีบสีขาว ตัดด้วยฝาสีดำ

dp 3

เนื้อมาส์กมาในเนื้อแบบครีม ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมเลยมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

dp 4

เกลี่ยค่อนข้างง่าย เนื้อดี ให้ความชุ่มชื้นค่อนข้างมาก แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะหนักผิว

dp 5

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ เนื่องจากตัวมาส์กไม่เปียกกระดาษวัด pH เลยไม่เกิดการเปลี่ยนสีค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม DP

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 2 สีนะคะ

  • สีน้ำเงิน มี 2 ตัว คือ Niacinamide กับ Acetyl glucosamine มาดูกันทีละตัวก่อนนะคะ
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์หลายอย่างกับผิว ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของ Whitening โดยไปขัดขวางการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก เป็น Antioxidant เป็นสารลดการอักเสบ ดูแลปัญหาสิว และเป็นองค์ประกอบของการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ของผิว
    • Acetyl glucosamine เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลชนิดหนึ่ง ที่เป็นหน่วยย่อยของ Hyaluronic acid มีคุณสมบัติในด้านความชุ่มชื้น เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว และสามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Hyaluronic acid ในผิว ช่วยชะลอการแก่ตัวของเซลล์ Fibroblast (Int J Cosmet Sci. 2013;35(5):472-6.)
    • ***สองตัวนี้เป็นเสมือนคู่หูคู่ขวัญ มีรายงานว่า เมื่อใช้ร่วมกันจะมีประโยชน์ในการลดเลือนจุดด่างดำได้ดีขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)

 

  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งที่น่าสนใจได้แก่
    • วิตามินซีในรูปแบบ 3-Lauryl glyceryl ascorbate เป็นรูปแบบใหม่ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น มีประโยชน์หลายด้าน เช่น เป็น Antioxidant, เป็น Whitening และ เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว นอกจากนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบยังเคลมว่า วิตามินซีรูปแบบนี้สามารถเสริมการสังเคราะห์เซราไมด์ของผิวได้ด้วย
    • เอนไซม์ Papain มีคุณสมบัติในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ ให้ผิวนุ่มนวล เรียบเนียน
    • Bisabolol, Allantoin, Panthenol และ สารสกัดจากชะเอมจีน (Glycyrrhiza inflata extract) ให้ประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบและระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
    • สูตรผสมของ Hydroxypropyl Cyclodextrin กับ Vitis coignetiae Callus Culture Conditioned Media ตัวนี้เป็นสารสกัดจากน้ำยาที่ใช้เลี้ยงเซลล์องุ่น ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ประกอบด้วยสาร trans-Resveratrol ในความเข้มข้นที่สูง ให้ประโยชน์ในด้านของ Antioxidant ด้านการลดการอักเสบระคายเคือง ด้าน Whitening ผู้ผลิตวัตถุดิบยังเคลมไปถึงกลไกในการออกฤทธิ์ผ่านเอนไซม์ SIRT1 ที่ช่วยปกป้องไมโทคอนเดรียไม่ให้ถูกทำลายเพราะอนุมูลอิสระ (ไมโทคอนเดรียเป็นแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ ถ้านางตาย เซลล์เราก็จะตาย)
    • Oryzanol เป็นสารที่พบในรำข้าว มีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดี และมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ (Int J Mol Sci. 2016;17(8). pii: E1107.)
    • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant
    • สารสกัดจากกระบองเพชร (Opuntia ficus-indica extract) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบให้ความรู้สึกสบายผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น

 

มาส์กนี้มาในเบสแบบครีม มีส่วนผสมของน้ำ น้ำมันและซิลิโคน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

โดยรวมเป็นมาส์กหน้าที่มีส่วนผสมของสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในด้านของ Whitening, การชะลอวัยป้องกันริ้วรอยใหม่ เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นส่วนประกอบ Barrier ผิวให้แข็งแรง รวมไปถึงการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของสารบำรุง เรียกได้ว่าจัดมาเต็มในด้านของ Whitening, การชะลอวัยป้องกันริ้วรอยใหม่ เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นส่วนประกอบ Barrier ผิวให้แข็งแรง รวมไปถึงการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว โดดเด่นด้วยส่วนผสมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศหลายชนิด รวมไปถึงนวัตกรรมการใช้เซลล์เพาะเลี้ยงขององุ่น และแน่นอนว่า คู่หูคู่ขวัญอย่าง NAG + B3 นั้นมีงานวิจัยรองรับอยู่ด้วย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวมาส์กทำมาได้ค่อนข้างดี เนื้อค่อนข้างข้น แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะจนมันเยิ้ม ส่วนตัวอยากให้มีกลิ่นหอมละมุนๆนิดๆเพื่อความผ่อนคลาย แต่ไม่มีน้ำหอมก็ไม่เป็นไร คือโอเค Skin Friendly ดีหล่ะ ในด้านของประสิทธิภาพ มี่ลองใช้ในช่วงก่อนนอนมา 1 อาทิตย์ ถือว่าในด้านชุ่มชื้น และความรู้สึกสบายผิว มาส์กนี้ทำมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ตอบโจทย์มาก ส่วนด้าน Whitening กับ การชะลอวัย อาจจะต้องใช้เวลาทดลองมากกว่านี้ถึงจะทราบในสองจุดนี้ค่ะ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน DP

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ DP.DERM+ ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ

FB: dp.derm+ หรือคลิ้ก https://bit.ly/2Ed3qvV

Line: @dpderm (มี@นำหน้าด้วยนะคะ) หรือคลิ้ก https://bit.ly/2U9WG6I

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DP.DERM+ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ