Image

[Mini Review] สกินแคร์คลีนๆจากฝรั่งเศส SO’BiO étic กลุ่มชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย Préciux Argan

ช่วงนี้กระแส Natural และ Organic มาแรงมากๆ ส่วนตัวมองว่ามันก็น่าสนใจดีนะคะ

อย่างวันนี้มี่บังเอิญไปได้ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์ So’Bio êtic จากประเทศฝรั่งเศสค่ะ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มี่ได้มาจะเป็นไลน์ Préciux Argan ที่ใช้น้ำมันอาร์แกนที่ปลูกแบบออร์แกนิกจากประเทศโมร็อคโคค่ะ

ซึ่งมีเคลมหลักเกี่ยวกับ Anti-aging ชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอยค่ะ

มี Day cream กับ Eye and lip countour ค่ะ

bio 1

ซึ่งในส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดีเลยนะคะ ทั้งสองชิ้นใช้สารที่มาจากธรรมชาติ 99% เลยทีเดียวค่ะ

และจุดเด่นที่น่าสนใจคือ ได้รับตรา Bio organic cosmetique กับ Ecocert ยืนยันความคลีน ความกรีน และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมค่ะ

 

ตัว Day cream ก็แลดูดีงามใช่ย่อยนะคะ นางได้รับรางวัลมาจากการประกวด Beauté test ประจำปี 2017 ด้วยค่ะ

bio 3

ส่วนตัวมี่ชอบ Eye and lip contour มากๆค่ะด้วยความเนื้อบางเบา กลิ่นหอมละมุนผ่อนคลายทาแล้วผิวนุ่มขึ้นจริงๆแบบเว่อร์วัง

bio 2

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ So’Bio êtic มากๆเลยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

https://www.facebook.com/SOBiO-%C3%A9tic-488635794887445/

Facebook.com/beautygirlclub

หาซื้อได้ที่ looks ทุกสาขา/allaboutyou/watsons ค่า

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ So’Bio êtic ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว

Image

[Beauty Talks] หลักการพื้นฐานในการสรรสร้าง Skincare regimen

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มาเล่าให้ฟังในเรื่องของหลักการพื้นฐานในการสรรสร้าง Skincare regimen เพื่อผิวเรานะคะ

ปกติแล้วเราจะแบ่งเครื่องสำอางที่ใช้กับผิวพรรณเป็น 4 หมวด ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งานค่ะ

ได้แก่

  1. Clean: หมายถึงกลุ่มที่ใช้ในการทำความสะอาด เช่น พวก Cleansing water, เจล และโฟมล้างหน้า
  2. Care: เป็นกลุ่มที่ใช้ในการบำรุงผิว
  3. Protect: เป็นกลุ่มที่ใช้ในการปกป้องผิว เช่น กันแดด สกินแคร์ต่อต้านมลภาวะ
  4. Decorate: เป็นกลุ่มของเครื่องสำอางที่ใช้ในการตกแต่ง ได้แก่ พวกเมคอัพต่างๆ

 

ซึ่งในการใช้งานเราก็จะเรียงตาม 1-4 เลยค่ะ

ส่วน Skincare regimen ก็คือการจัดเรียงขั้นตอนการดูแลผิวของเรานั่นเอง

 

ทีนี้เรายังสามารถแบ่ง Skincare regimen ได้เป็น 2 หมวด คือ

  1. การดูแลผิวแบบพื้นฐานในทุกๆวัน ที่เราเรียกว่า Routine care
  2. การดูแลผิวในโอกาสพิเศษ หรือการดูแลผิวแบบที่ไม่ได้ทำทุกวัน เรียกว่า Special care เช่นพวก มาสก์ สครับ พีลลิ่ง ต่างๆ

 

ตามภาพนะคะ

skincare regimen

สำหรับขั้นตอนการทำความสะอาด การปกป้อง และการแต่งหน้า ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ที่ซับซ้อนและยากกว่า คือ ขั้นตอนในการบำรุงผิวของเรานั่นเองค่ะ

 

ปกติเราจะเรียงจากเนื้อสัมผัส หรือ เนื้อเบส หรือ ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ โดยเรียงจากสกินแคร์ที่มีน้ำเยอะ (Hydrophilic, water-based) ซึ่งจะมีเนื้อเบา ไปหาสกินแคร์ที่มีน้ำมันเยอะ (Lipophilic, oil-based) ซึ่งจะมีเนื้อที่หนักกว่าค่ะ

โดยมี่ได้ลิสท์ความหนักเบาของเนื้อเครื่องสำอางให้ตามภาพค่ะ

skincare regimen 2

 

ทีนี้อาจจะเป็นการยากสำหรับมือใหม่ ถ้าจะต้องมานั่งแกะ นั่งอ่านส่วนผสมเนาะ ว่าอันไหนน้ำเยอะ อันไหนน้ำมันเยอะ มี่แนะนำวิธีการกะง่ายๆ โดยอาศัยความรู้สึกของผิวเราเลยค่ะ

อาศัยหลัก “My skin, My rules” ผิวชั้นเรื่องของชั้น

  1. ลองทาสกินแคร์ต่างๆลงบนผิว แล้วใช้ความรู้สึกที่สัมผัสได้ว่าอันไหนเบากว่า ก็ลงอันนั้นก่อน
  2. สกินแคร์ที่มีน้ำเยอะ เวลาทาจะรู้สึกเย็น สกินแคร์ที่มีน้ำมันเยอะ เวลาทาจะรู้สึกอุ่น

 

สำหรับการสร้าง Skincare regimen อาจสรุปง่ายๆได้ตามแผนภาพนี้นะคะ

skincare regimen 3

หลักจากบำรุงเสร็จ

  • ถ้าเป็นกลางวัน: ทากันแดด – แต่งหน้าตามปกติ
  • ถ้าเป็นกลางคืน: อาจเสริม Sleeping pack

 

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งทางตรงและทางอ้อม และการอ่านจากบทความและ Blog ของต่างประเทศ ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับแบบแน่ชัด โปรดใช้วิจาณญาณในการรับชม และขอสงวนลิขสิทธิ์ในบทความทุกประการ

Image

[Ingredient spotlight] Aquatide by AS&NH, Japan and Incospharm, Korea

เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มี่มีโอกาสได้ไปเป็นผู้ดำเนินรายการ และผู้แปลภาษาในงานสัมมนา Look beauty & Look better จัดโดยบริษัท AH&NS ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับบริษัท JR Serve ประเทศไทย ที่ผ่านมาค่ะ

aquatide 1

บนเวทีในภาพนะคะ เรียงจากซ้ายไปขวา คือ คุณ Yuki Kinoshita และ คุณ Atsushi Takeoka ค่ะ

ซึ่งคุณ Takeoka เป็นนักวิจัยทางเทคโนโลยีทางชีวภาพที่ร่วมกับนักวิจัยจากทางเกาหลีพัฒนา Aquatide ตัวนี้ขึ้นมานั่นเองค่ะ ปลื้มมากๆ

ตอนเย็นหลังจากงาน มี่ไปดินเนอร์กับทีมงาน มีโอกาสได้คุยกับ คุณ Takeoka แกบอกว่า ตัว Aquatide นี่คือดีงามมาก ส่วนตัวแกเองก็ใช้เป็น Soothing และเป็น Aftershave สามารถลดการระคายเคืองได้ดีเลยหละ คือแบบน่าสนใจเนาะ

 

ทีนี้กลับมาที่ทางบริษัท AH&NS นะคะ บริษัทนี้มีวัตถุดิบอยู่หลายชิ้นมากค่ะที่น่าสนใจ แล้วก็บ้านเรามีบริษัท JR Serve เป็นตัวแทนจำหน่ายค่ะ

สำหรับส่วนผสมที่มี่หยิบยกมาเล่าให้ฟังในช่วง spotlight วันนี้คือเจ้า Aquatide ค่ะ

ซึ่ง Aquatide มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของทางเกาหลีหลายแบรนด์ เช่น Zeroid, Dermartlogy รวมถึง Logically skin

ขอแนบลิงค์รีวิวเก่าๆ ไว้ตามแนบนะคะ

  • Dermartlogy ageless cream (Improved formula) และ Ampoule ทั้ง 5 สูตร: Click here
  • Logically skin: Click here

 

ส่วน Zeroid มี่เคยใช้อยู่ 1 ชิ้น เป็นตัว Intense cream ค่ะ ถ้ามีโอกาสจะนำมารีวิวให้ได้ชมกันต่อไปนะคะ

 

สำหรับ Aquatide นั้นมีชื่อกลางทางเครื่องสำอาง หรือ INCI name ว่า Hexacarboxymethyl dipeptide-12 

chemical structure

สูตรโครงสร้างของ Aquatide

 

กลไกในการออกฤทธิ์ของ Aquatide

Aquatide นั้นออกฤทธิ์ได้หลายกลไก แต่กลไกหลักคือ การควบคุมกระบวนการ Autophagy ของเซลล์ค่ะ

ว่าแต่อะไรคือ Autophagy?

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์อีกเซลล์หนึ่ง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

autophagy drawing

ที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้เซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น ลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี จึงทำให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น (ค่า TEWL ลดลง)

โดยทางบริษัทคาดเดากลไกของการเหนี่ยวนำให้เกิด Autophagy นี้ว่าเกิดมาจากการที่สารไปเสริมการทำงานของเอนไซม์ Sirtuin-1 (Sirt-1) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับความมีอายุยืนของเซลล์ (Longevity) และเอนไซม์นี้ยังไปยับยั้ง mTOR โปรตีนที่ทำให้เกิดความแก่ขึ้นมาค่ะ

sirt-1

(Image from Incospharm)

 

aquatide 2

(Image from Incospharm)

 

ทางบริษัทได้มีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง (In vitro) และในอาสาสมัครอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะคะ และมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการนานาชาติอยู่หลายบทความค่ะ

 

ตัวอย่างการทดสอบของทางบริษัท

1. ช่วยให้ผิวฟื้นฟูความเสียหายได้ไวขึ้น

EFF

(Image from Incospharm)

การศึกษานี้ทำโดยให้อาสาสมัครทาสารละลายที่มี Aquatide 2% เทียบกับ สารละลายเปล่าๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พอครบเวลา ก็ใช้เทคนิค Tape stripping ดึงเอาผิวหนังชั้น Stratum corneum ออก แล้ววัดค่า TEWL ที่เปลี่ยนแปลงไปค่ะ

2. ความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้น

ความชุ่มชื้น

(Image from Incospharm)

ใช้การทดสอบแบบเดียวกับในข้อ 1

3. ช่วยให้ Barrier ผิวแข็งแรง และลดความรุนแรงของสิว

ทำการทดสอบโดยให้อาสาสมัครที่มีสิวทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Aquatide 1% ร่วมกับ salicylic acid 0.5% เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ก่อนประเมินอาการด้วยแพทย์ผิวหนัง

พบว่าความรุนแรงของสิวลดลง 65%

acne

(Image from Incospharm)

นอกจากข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบแล้ว Aquatide ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นรองรับถึงประสิทธิภาพ โดยมี่ขอหยิบยกเอางานที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังค่ะ

  • งานวิจัยของ Lim และ คณะ (2019) ได้ทดสอบประสิทธิภาพของ Aquatide ทั้งในระดับของหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร พบว่า Aquatide มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์เพาะเลี้ยงไม่ให้ถูกทำลายจาก Hydrogen peroxide ที่จัดเป็น 1 ใน Reactive oxygen species ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมา และในอาสาสมัคร พบว่าสามารถปกป้ององค์ประกอบของโปรตีนไม่ให้ถูกทำลายด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชั่น และ เมื่อทดสอบที่สัปดาห์ที่ 4 และ 8 พบว่าอาสาสมัครมีความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น (J Cosmet Dermatol 2019 Feb;18(1):197-203.)

ดังนั้นโดยสรุป Aquatide จึงมีประโยชน์ทั้งในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง และ เสริม Barrier ผิวให้มีความแข็งแรงมากขึ้นค่ะ

 

Image

Review/วิเคราะห์ส่วนผสม สเปรย์โทนเนอร์ Aquatide จากแบรนด์ Logically, skin กับ Aquatide Multi-Purpose Toner Mist

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลีแบรนด์หนึ่งมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

แบรนด์ที่มี่หยิบยกมาวันนี้คือแบรนด์ Logically, skin (로지컬리스킨)

logo.jpg

ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่มีคอนเซปท์เรียบง่าย แต่อัดแน่นด้วยส่วนผสมโก้หรู นางน่าจะเป็นแบรนด์ใหม่ ยังออกสินค้ามาไม่มากนัก แต่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือ น้ำแร่ และเซรั่มที่ผสม Aquatide เปปไทด์ตัวดังที่เป็นวัตถุดิบที่พัฒนาร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลี จากบริษัท AH&NS ที่มี่มีโอกาสได้ไปนั่งฟังเขาบรรยายมาด้วยเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาค่ะ

logicallyskin

(Image from logically, skin)

 

ในงานอบรม มีโทนเนอร์สเปรย์มาวางโชว์ ก็เลยทำให้เราได้รู้จักกับแบรนด์ๆนี้

lo 1

นางมาในแพคเกจดีไซน์แบบเรียบหรู

lo 2

ตัวสเปรย์เนื้อค่อนข้างเบานะคะ หัวสเปรย์ค่อนข้างดี กดแล้วออกมาเป็นละอองเล็กมากๆ แต่เสียดายมี่ไม่ได้ถ่ายมาในวันงาน

เลยขอนำรูปจากบนเว็บของเขามาให้ดูค่ะ

lo 7

(Image from logically, skin)

แบรนด์นี้เขาทำ VDO presentation น่ารักดีนะคะ เลยขอแปะลิงค์ให้ได้ชมกันค่ะ เผื่อใครสนใจ

 

สำหรับส่วนผสมมี่ลองแกะจากที่ข้างกล่องและบนเว็บไซต์ของเขา ได้ความดังนี้ค่ะ

ingredient lo

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้สองสีนะคะ คือ สีน้ำตาล เป็นพระเอกของเรา คือ เจ้า Aquatide ค่ะ ซึ่งวัตถุดิบนี้มีขายในหลายๆความเข้มข้น ทางแบรนด์เลือกใส่ตัว 5000 ppm ที่ความเข้มข้น 3% ถือว่าจัดเต็มมาพอควรเลยหละ

Aquatide หรือ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 เป็นวัตถุดิบที่เคยได้รับรางวัลเหรียญทองมาจากงาน in-cosmetics Asia มาค่ะ

นางออกฤทธิ์ผ่านกลไกการเสริมกระบวนการ Autophagy

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์ตัวเอง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

ทางแบรนด์เขาทำน่ารักดี เลยขอเอามาแปะอีกรอบ

lo 5

(Image from logically, skin)

 

สำหรับที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น

รวมไปถึงการชะลอความแก่ให้แก่ผิวเราด้วยค่ะ

 

ส่วนสีเขียวเป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่หนีไม่พ้นวิตามินยอดฮิต อย่าง Niacinamide ซึ่งมีประโยชน์กับผิวมากมายหลายด้านค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเชิง Whitening, ลดการอักเสบ ชะลอวัย ลดการระคายเคือง และเสริมปราการของผิวให้แข็งแรง

รวมไปถึง Proline ที่เป็นกรดอะมิโน มีประโยชน์ในเชิงด้านชุ่มชื้น กับ Adenosine ที่มีประโยชน์ในเชิงริ้วรอย และสารสกัดจากดอกคามีเลีย และ มัลเบอร์รี่ เดาว่าน่าจะให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านชุ่มชื้น กับ Whitening

 

โดยรวมนางมาในเบสน้ำ เสริมมาด้วย Coconut acids ซึ่งตัวนี้มี่ไม่ได้ลงสีไว้นะคะ แต่นางเป็นวัตถุดิบตัวหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ ข้อมูลจากผู้ผลิตบริษัท Green angel กล่าวว่า กรดไขมันจากมะพร้าวเป็นกรดไขมันสายไม่ยาวมาก ค่อยๆดูดซึมลงไปและเสริมความชุ่มชื้น ทดแทนไขมันคืนให้ผิว นางเคลมไปถึงเรื่องของชะลอวัย และลดการเกิด จุดด่างดำ Spot ตามอายุ

ส่วนตัวมองว่านางมีประโยชน์ในเชิงชุ่มชื้นนะคะ

 

โดยรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง เอามาฉีดเป็นสเปรย์น้ำแร่ก็ได้ ฉีดแล้วตบๆเป็น essence ก็ดี ฉีดแล้วเช็ดเป็นโทนเนอร์ก็ยังไหว

 

สำหรับราคาก็ไม่แรงมาก อยู่ที่ 42,000 วอน (ประมาณ 1,260 บาท)

แต่ไม่แน่ใจเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายนะคะ ตอนมี่ไปเกาหลียังไม่ได้มองหาแบรนด์นี้เลยไม่แน่ใจว่าตาม Drug store จะพอมีไหม

 

ใครที่ไม่ชอบ Mist ในแบรนด์นี้มีเซรั่มด้วยนะคะ

lo 4

ส่วนผสมก็คล้ายๆกันค่ะ เพียงแต่ตัวเซรั่ม อัด Aquatide มา 4% และราคาตกอยู่ที่ 52,000 วอน (ประมาณ 1,560 บาท)

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตามไปดูได้ที่ลิงค์ด้านล่างนะคะ

https://logicallyskin.com/category/all/46/

 

Disclaimer/conflict of interests: การรีวิวนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Mini Review: Hand cream จาก L’occitane

มี่บังเอิญไปได้ตัวอย่าง Hand cream มาจากวารสารเครื่องสำอางของญี่ปุ่นค่ะ

นางเป็น sample size ขนาด 10 ml

loccitane.jpg

พอได้ลองใช้แล้วแอบติดใจก็เลยอยากจะมาวิเคราะห์ส่วนผสมแบบย่อๆให้ได้ชมกันค่ะ

นางเป็น Hand cream ที่ดูเหมือนเนื้อจะหนัก แต่เกลี่ยง่ายนุ่มนวลมาก

 

ในด้านของส่วนผสมขอหยิบเอาส่วนผสมของ Hand cream ตัวท็อปสุดของแบรนด์คือ เจ้า Shea butter hand cream ที่เคลมว่าใส่ shea butter มาถึง 20% มาลองวิเคราะห์ใช้ชมกันพอกรุบกริบนะคะ

 

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส loccitane shea hand cream

ในตัว Hand cream มีการใช้ Shea butter ร่วมกับน้ำมันจากธรรมชาติอีก 2 ตัว คือ น้ำมันจาก มะพร้าว และทานตะวัน

เสริมมาด้วย Rapeseed sterols ซึ่งให้ประโยชน์ไปในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

กับ Urea และน้ำผึ้ง ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว

ยังมีการใช้สารสกัดจากพืชอีก 3 ชนิด คือ เมล็ด Linseed, เมล็ด Almond ซึ่งมีโปรตีน และ ราก Marshmallow ซึ่งมีพวกสารกลุ่ม Mucilage carbohydrate ที่รวมๆเน้นไปทางการเติมน้ำให้ผิวนุ่มละมุน

โดยรวมคือเป็น hand cream ที่ทำมาได้น่าสนใจค่ะ เพียงแต่ในส่วนผสมมีสารหอมตัว Coumarin ที่อาจจะทำให้ผิวเราไวต่อแสงแดดได้ง่ายขึ้น ควรระวังการทาแล้วออกแดดจัดๆนานๆ กับมี alcohol ติดมานิดหน่อยในลำดับท้ายๆแถบๆน้ำหอมต่างๆ เอาจริงๆนี่ว่าไม่น่ามีผลอะไรนะ คงติดมากับวัตถุดิบอื่นๆค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์ได้รับมาเป็น Sample จากนิตยสาร การรีวิวนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Unbox] แกะกล่องรีวิวของชอปจาก koriico.com แหล่งชอปแห่งใหม่ ราคามิตรภาพ ส่งไว แพคดี สายเกาต้องไม่พลาด

สวัสดีค่ะ

สมัยนี้เรียกได้ว่าอยากได้อะไร แค่นั่งหน้าจอ แล้วจิ้มๆคลิ้กๆ ก็ได้ของมาประเคนถึงบ้านแล้วเนอะ

ส่วนตัวมี่เองก็แอบจ้องๆเล็งๆเว็บ koriico.com มาซักพักแล้วค่ะ จนในที่สุดก็มือลั่น สั่งมาจนได้ หลายๆชิ้น ราคาดีกว่า ร้านที่ต้องแบกร่างออกไปหิ้วมาเองด้วยซ้ำ

มาค่ะ Unbox แกะกล่องดูว่าวันนี้มี่ซื้ออะไรมาบ้าง

ub 1

สิ่งที่มี่ซื้อมาได้แก่ …แก่ แก่ แก่

ไม่ ยังไม่แก่ !!

 

ub 2-1

ตัวแรกเป็น มาส์กอุ่นตาลายอัลปาก้า จากแบรนด์ Youthful time ของเกาหลีค่ะ

ub 3

วันไหนทำงานเหนื่อยๆ ไถมือถือนานๆ แปะแล้วนอนมันสบายจริงๆนะ

ต่อมาเป็นแผ่นแปะเจลเย็นสำหรับแปะน่องและฝ่าเท้า เวลายืนนานๆ หรือเดินมากๆ ตัวนี้เวิร์คมาก

จากแบรนด์ Youthful time เหมือนกันค่ะ

ub 4

ตัวต่อมา

เชื่อว่าหลายๆคนต้องเคยเห็น มาส์กหลายๆ Step เราก็จะรู้สึกสนุกไปกับมันด้วยค่ะ

เป็น มาส์ก 3 Step จาก Pyunkang Yul ค่ะ

ub 5

Step แรก นางก็จะเป็น peeling gel ผลัดผิวออกก่อน เพื่อกำจัดขี้ไคล และเศษซากสิ่งสกปรกต่างๆออกไป เผยผิวให้รับอาหารจากมาส์กชีทใน Step ที่สองค่ะ

ปิดท้ายด้วยทาเซรั่มบำรุง Balancing gel ใน Step ที่ 3 ต่อไปค่ะ

กิ๊บเก๋มาก

 

ตัวต่อมาเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเห็นโทนเนอร์สิวตัวดัง Some by Mi ขวดสีเขียวๆแน่ๆ

พอดีเห็นนางมีแผ่นซับสิวด้วย เลยสั่งมาลองดูค่ะ

ub 6

 

Cleansing balm ก็อินเทรนด์นะ เลยลองสั่ง Cleansing balm จากแบรนด์ Heimish ของเกาหลีเหมือนกันมาลองเล่นดูค่ะ

ub 7

 

อันนี้ก็ดังเซรั่ม Proteoglycan ของ Fracora จากญี่ปุ่น แอบเล็งไว้นานมากแล้ว ในที่สุดก็ได้ฤกษ์

ub 8

 

โทนเนอร์น้ำมันม้ากำลังหมด ก็เลยสั่งมา Fill ในกรุ เชื่อไหมว่าอันนี้ได้มาในราคา 306 บาท ถูกกว่าแบกร่างไปสอยอีก ไม่ต้องหิ้วไปฝ่าปลากระป๋องในรถไฟให้หนักมือ

ub 10

ติดใจนางมาก อันนี้ก็ขวดที่ 3 แล้ว

โทนเนอร์น้ำมันม้านี้เป็นของญี่ปุ่น มี่เคยรีวิวไว้แล้วนะคะ

ลิงค์รีวิวโทนเนอร์น้ำมันม้า >>Click<<

ปิดท้ายด้วย Cleansing water ผสมเกลือหิมาลัย จากแบรนด์ Ainterol

ub 9

ตัวนี้ได้มาในราคา 326 บาท

นางเป็นคลีนซิ่งที่เคลมว่าใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติทั้งหมด เลยอยากเอามาลองค่ะ

 

แล้วมี่จะเอาของมาทะยอยๆรีวิวกันในโอกาสต่อไปนะคะ

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Image

[Cosme-Diagnosis] วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้ำมัน Hemp oil กับ Kiehl’s Cannabis Sativa Seed Oil Herbal Concentrate

 
ช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมานี้วงการเครื่องสำอางพูดถึงกัญชา กัญชง และอื่นๆใน Genus cannabis กันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก จนเรียกได้ว่ามีไวรัล CBD skincare ออกมากันหลายเจ้าหลายแบรนด์เลยทีเดียว
 
 
สารพฤกษเคมีในกัญชา เรียกกันแบบกว้างๆว่า Cannabinoids ซึ่งเวลาพวกนางออกฤทธิ์นางจะมีตัวรับที่จำเพาะ คือ CBD receptor ซึ่ง receptor เหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกที่ในร่างกายเลย ไม่ใช่แค่สมอง
 
 
ในผิวเราเองก็มีเจ้า Cannabinoid receptor นะคะ โดยที่ผิวกัญชงมันจะไปจับกับ TRP receptor ซึ่งเป็นตัวรับที่คุมความรู้สึกร้อน-เย็นค่ะ
 
 
และนอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า ในผิวเรามี endocannabinoid system หรือย่อว่า ECS ซึ่งควบคุมกระบวนการหลายอย่างมากมายในผิว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตัวของเซลล์ผิว การทำหน้าที่ การสร้าง Cytokine และฮอร์โมนบางชนิด
 
 
ซึ่งถ้าระบบสมดุลตรงนี้เสีย อาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สิว ผิวมัน การแพ้ การระคายเคือง การคัน การปวด สะเก็ดเงิน และถ้าเป็นที่ศีรษะ อาจจะทำให้เกิดผมร่วงผมบางได้ด้วยอะ
 
 
อะไรจะมากมายขนาดนั้น
 
 
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางสนใจศึกษาเหล่า CBD และ ECS receptor เพื่อหาสารบำรุงใหม่ๆมาใช้ก็ได้ค่ะ
 
 
ล่าสุดเห็นแบรนด์ Kiehl’s ออกสินค้าไลน์ใหม่ เป็นน้ำมันบำรุงผิวจาก Hemp oil ในความเข้มข้น 60% (ไม่แน่ใจกัญชง หรือกัญชา เพราะ ทั้งสองอย่างคือ cannabis sativa เหมือนกัน ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะคะ พอดีไม่ค่อยถนัดพฤกษศาสตร์ ถ้าผิดท้วงได้เลยนะคะ :))
 
Cannabis_Sativa_Seed_Oil_Herbal_Concentrate.jpg
 
 
สำหรับออยล์ตัวนี้ทางแบรนด์แนะนำให้ใช้หลังเราล้างหน้าเสร็จค่ะ วอร์มๆแล้วลงที่ผิวหน้าได้เลย
 
kiehl.jpg
 
 
ทางแบรนด์เคลมเรื่องของการลดการอักเสบ ลดรอยแดง และ ช่วยให้ผิวแข็งแรง เรียกได้ว่าเอามาต้านมลภาวะได้พอดิบพอดีเลยหละ
 
 
สำหรับส่วนผสมทางเว็บของอเมริกา โชว์ไว้ดังนี้นะคะ
 
สผส kiehl.jpg
 
 
จากโครงสร้างของส่วนผสมจะเห็นว่าตัวหลัก หรือพระเอกของเรา จะเป็นน้ำมันจาก Hemp ซึ่งทางแบรนด์เคลมมาว่าใส่อยู่ที่ 60%
 
 
รองลงมาคือเจ้า Dicaprylyl ether ซึ่งเป็นน้ำมันที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ น่าจะเอามาปรับ feeling ให้น้ำมัน hemp เบาผิวมากขึ้น
 
 
เสริมมาด้วยน้ำมันหอมระเหยจาก Geranium, Oregano, พืชสกุลเดียวกับตะไคร้ เปปเปอร์มินท์ และสารหอมอื่นๆ กับ น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน
 
 
วิตามินอี นี้น่าจะให้ประโยชน์แค่ปกป้องน้ำมันในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพ
 
 
โดยตัวน้ำมันจาก Oregano ตัวนี้ทางแบรนด์ก็เคลมไว้ว่า มีคุณสมบัติในการดูแลผิวที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน
 
 
ถือว่าทำมาได้น่าสนใจเลยทีเดียวเลยค่ะ
 
 
แต่จะมีแอบติก็นิดนึงตรงที่ สารหอม Citral ขัดใจขุ่นแม่มียอนเล็กน้อย นี้อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย ถ้าใครมีประวัติแพ้ citral หรือ แพ้ง่าย อาจลองเทสต์ท้องแขนดูก่อนก็ดีค่ะ
 
สุดท้ายนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไทยได้ไหม เพราะเราก็ไม่ได้อัพเดทสถานการณ์ของ Hemp เลย เคยเห็นผ่านๆตาว่าจะแก้กฎหมายเรื่องนี้ ถ้าเข้าไทยได้ก็อยากจะลองดูเหมือนกัน 🙂
 
สำหรับวันนี้คงต้องขอลากันไปเท่านี้นะคะ
 
พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
 
References:
1. Caterina M.J. ACS Chem Neurosci. 2014; 5(11): 1107–1116.
2. Bíró T. et al. Trends Pharmacol Sci. 2009 Aug; 30(8): 411–420.
 
 
Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มเพื่อชะลอวัยสำหรับวัย Pre-agers จาก DNAh กับ Absolute bright serum age defense

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ DNAh (ดีนะห์) มาให้ได้ชมกันอีกแล้วค่ะ

ถ้าพูดถึงแบรนด์ DNAh มี่เคยรีวิวผลิตภัณฑ์ของเขาไว้หลายชิ้นเหมือนกันนะคะ

อย่างกันแดดก็น่าสนใจ >>Link รีวิวกันแดด DNAh<<

หรือ Sleeping pack หรือ มาส์กหน้าก่อนนอนก็ดูดีใช่เล่น >>Link รีวิวมาส์กหน้า DNAh<<

 

วันนี้ถึงคิวของเซรั่มที่มีชื่อว่า Absolute bright serum ค่ะ

ซึ่งเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Pre-agers หรือ กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวข้ามวัยไปสู่วัย 30+ ที่จะเริ่มแก่นั่นเองค่ะ

เซรั่มตัวนี้นอกจากจะให้ประโยชน์ในเชิง Whitening แล้ว ยังมีประโยชน์เสริมในด้านของการต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยด้วยค่ะ ดังจะเห็นได้จากคำว่า “Age defense” บนขวด

 

เรามาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวเซรั่มบรรจุมาในขวดปั๊มอคริลิก ที่มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

se 1

เนื้อเซรั่มมาในลักษณะแบบใส มีกลิ่นหอมจางๆ

se 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะค่ะ

se 3

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

se 4

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส serum new

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้ 5 สีเลยทีเดียวค่ะ

เรียงไปทีละสีเลยนะคะ

  • สีม่วง Rosa damascena callus culture extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของดอกกุหลาบมอญ ซึ่งเป็นกุหลาบที่มีคุณค่าในเชิงเครื่องสำอาง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติเด่นในด้าน Whitening รองลงมาคือเป็น antioxidant ช่วยในการชะลอวัย และมีประโยชน์ในด้านลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สีชมพู สูตรผสมของ Malva Sylvestris Extract (and) Alchemilla Vulgaris Extract (and) Melissa Officinalis Extract (and) Mentha Piperita Extract (and) Veronica Officinalis Extract (and) Achillea Millefolium Extract (and) Primula Veris Extract รู้จักกันในนาม Alpaflor Gigawhite เป็นสารสกัดจากพืช 7 ชนิด จากเทือกเขาแอลป์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าให้คุณสมบัติเป็น Whitening โดยผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวการสร้างเม็ดสีผิว ทางผู้ผลิตได้ทดสอบในอาสาสมัครชาวเอเชีย พบว่ามีประโยชน์ช่วยให้ผิวดูขาวกระจ่างใส และลดเลือนจุดด่างดำตามอายุ (Age spot)
  • สีน้ำเงิน น้ำมันจากอาร์แกน มีประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้น และทดแทนไขมันให้แก่ผิว
  • สีฟ้า เป็นสารที่ให้ประโยชน์ในเชิง Whitening ได้แก่
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์กับผิวมากมาย ทั้งในเชิงความแข็งแรงของผิว ลดการอักเสบระคายเคือง และ Whitening
    • Tranexamic acid เป็นสารที่มีประวัติการใช้ในเชิงยาต้านการแข็งตัวของเลือด แต่มีผลข้างเคียงทำให้ผิวขาวขึ้น ทางเครื่องสำอางเลยเอามาวิจัยต่อ พบว่า.) มีรายงานว่า Tranexamic acid สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานได้ดีมากขึ้น (Active มากขึ้น) ก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น (J Am AcadDermatol 2011;October:699-714.)
  • สีเขียวเป็นสารบำรุงอื่นๆ มีอยู่หลายตัวเลยทีเดียว ที่น่าสนใจได้แก่
    • สารสกัดจากไข่ปลาคาเวียร์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดจากคาเวียร์ประกอบด้วยวิตามินและสารอาหารหลายชนิด ให้ประโยชน์ในเชิงด้านความชุ่มชื้น และชะลอวัยลดริ้วรอย
    • Sophora flavescens extract มีรายงานว่าสารสกัดจากส่วนรากมีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และ ลดการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของ ถุงเก็บเมลานิน ที่มีชื่อว่า Melanosome และโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (Pharm Biol. 2013;51(11):1467-76.)
    • สูตรผสมของ Lactobacillus/Soybean Ferment Extract (and) Saccharomyces/Viscum Album (Mistletoe) Ferment Extract (and) Saccharomyces/Imperata Cylindrica Root Ferment Extract มีชื่อทางการค้าว่า Natural HG ของเกาหลี ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง ช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว
    • Artemia extract น่าจะหมายถึงสารสกัดจาก Artemia Salina ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่อยู่ในกลุ่ม Brine shrimp ผลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของผู้ผลิตวัตถุดิบรายงานว่า วัตถุดิบนี้ช่วยเสริมการสร้างโปรตีน Keratin ของผิว ปกป้องผิวจากความเครียด รังสี UVB และ Infrared รวมถึงเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิว จึงมีประโยชน์ไปในเชิงด้านการปกป้องผิว และชะลอการเกิดริ้วรอย

 

ตัวเซรั่มมาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคนและไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นเซรั่มที่เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ให้ประโยชน์ที่ดีแก่ผิวในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเชิง Whitening, anti-aging ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ สยบเกือบทุกปัญหาผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเซรั่ม มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เนื้อเซรั่มค่อนข้างบางเบา ซึมซาบไว ไม่เหนอะหนะ อาจจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบติดมาบ้าง แต่ก็ถือว่าทำมาได้ดีนะคะ ส่วนในด้านการใช้งาน ช่วงแรกๆที่ใช้จะสัมผัสได้ถึงด้านความชุ่มชื้น ผิวนุ่มฟู และดูละเอียดขึ้น ส่วนในด้าน Whitening จะเริ่มตามมาที่ป่ระมาณ 2 – 3 สัปดาห์หลังใช้ค่ะ เหมาะกับพวกจุดด่างดำตามวัย รวมถึงพวกรอยดำต่างๆ ส่วนด้านริ้วรอย ช่วงนี้ผิวมี่ไม่ได้มีปัญหานี้เลยยังตอบไม่ได้ แต่ดูจากส่วนผสมแล้ว ถือว่าเขาทำมาได้ดีอยู่ สำหรับคนผิวแห้งมากๆ ตัวนี้ตัวเดียวอาจจะยังไม่พอ ต้องหามอยส์เจอไรเซอร์อื่นมาเสริมทับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนคนผิวมัน คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรนะคะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/deenahthailand

ช่องทางการจำหน่าย

เพจ DNAh

Line @ : DNAhThailand

qr

 

Shop store :ร้านยา ฟาร์มาคาเฟ่ จ.เชียงใหม่

 

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Review + Swatch liquid lipstick เป๊ะปังสุดเลอค่าจากแบรนด์ Callin’ cosmetics ลิปจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์สุดชิค เพื่อเป็นสาว Callin’

ถ้าพูดถึงลิปสติก เชื่อว่า สมัยนี้ ลิปสติกเป็นมากกว่าเครื่องสำอางแล้วนะคะ ลิปสติกเหมือนเป็นเครื่องมือแห่งพิธีกรรมอะไรบางอย่าง ลิปสติกมีพลังงานพิเศษที่ทำให้เราเข้มแข็ง มีแรงใจ แรงกายในการทำงานต่างๆ

เหมือนที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆว่า “ปากไม่แดง แรงไม่มี” จริงไหม !!

 

ทำไมวันนี้มี่เกริ่นอะไรมาแปลกๆ นั่นก็เพราะว่า วันนี้จะมาอวด #ของเล่นใหม่บ้านมียอน นั่นเองค่ะ

เป็นลิปสติกจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์ จากแบรนด์ไทย ที่ผ่านการพัฒนามาด้วยนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่มีความเชี่ยวชาญด้าน color cosmetic มีประสบการณ์ในวงการนี้มายาวนาน

เป็นลิปจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์ของแบรนด์น้องใหม่อย่าง Callin’ cosmetics (คอลลิ่ง คอสเมติกส์) นั่นเองจ้า

ลิปจิ้มจุ่มรุ่นนี้มีชื่อว่า Kiss me babe liquid lipstick นั่นเองค่ะ

 

นางมาในแพคเกจน่ารักน่าร็อค สีชมพู ด้านในเป็นขวดลิ้มจิ้มจุ่มขนาดพอเหมาะ พกสะดวก ที่มีสกรีนลายที่ฝาแบบนี้ค่ะ

 

calling 1

ในรุ่นแรกที่เปิดตัวมานี้ทางแบรนด์ทำมาด้วยกัน 8 สีค่ะ

calling 2

เรียงไล่มาตั้งแต่โทนหวานๆสีชมพู มาถึงนู้ดๆแบบ earth tone กลายเป็นส้ม และปิดท้ายด้วยสีแนวๆ Burgundy หรือ สีไวน์แดงค่ะ

 

ลิปตัวนี้ทำเนื้อมาค่อนข้างดี เกลี่ยง่าย กลบสีปากได้ค่อนข้างดี เมื่อแห้งแล้วจะติดทนมาก กินน้ำ กินขนมอะไรนี่แทบจะไม่หลุด แต่ถ้ากินข้าวมื้อหนักๆ อาจจะต้องเติมตรงด้านในปากนิดนึงค่ะ

 

แต่ถึงจะติดทนก็ล้างออกได้ค่อนข้างง่าย

 

ส่วนเรื่องที่หลายๆคนกลัว คือ จะทำให้ปากแห้งไหม ตัวนี้ทำให้ปากแห้งได้นิดหน่อยค่ะ พอๆกับลิปแมทท์แบบแท่ง แต่ไม่มากถึงขั้นปากแห้งแตกลอก

 

 

สวอทช์สีกันค่ะ

callin cosmetics

 

สีเบอร์ 1 และ 2 จะออกโทนสีชมพู ให้อารมณ์หวานๆ ดูใสๆไร้เดียงสา โดยสี 1 จะหวานกว่าสี 2 ค่ะ

สีเบอร์ 3 และ 4 จะเป็นคู่สี Earth tone ในแนวน้ำตาล โดยเบอร์ 3 จะมี undertone ของสีส้มแฝงอยู่ ส่วนเบอร์ 4 จะเป็นน้ำตาลที่เข้มกว่า แบบผู้ใหญ่ น่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวสีเข้มหน่อย ใช้เป็นสีสุภาพ ใส่แบบ Everyday ได้สบายๆ ค่ะ

สีเบอร์ 5 และ 6 เป็นสีแดงที่ออกในเฉดสีร้อน โดยสี 5 จะเป็นสีแดงส้ม และสีเบอร์ 6 จะเป็นสีแดงสด ใครอยากได้ลุค เฟียร์สๆ หน่อย ต้องจัดค่ะ

เบอร์ 7 จะเป็นสีแดงที่ออกมาด้วยอันเดอร์สีเย็นๆ เป็นแดงที่เหมาะกับทุกเบสสีผิว ให้ความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมนุ่มลึก แต่ด้วยสวยซ่อนเปรี้ยว

ปิดท้ายด้วยเบอร์ 8 เป็นสีเฉด Burgundy เป็นโทนแดงเข้มอมม่วงไว้เล็กน้อย คล้ายๆไวน์แดง สีนี้ทาแล้วจะดูมีอำนาจ ดูเป็นคนรว้ายๆ แต่ก็มีเสน่ห์และน่าค้นหา

 

สีที่มี่ชอบคือเบอร์ 1 เบอร์ 6 และ เบอร์ 8 ค่ะ

 

ไว้จะหาโอกาสมาอวดกันใหม่นะคะ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Calling.cosmetics/

 

วันนี้ต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Image

[Basic Cosmetology] แชร์ 5 วิธี ปกป้องผิวจากมลภาวะ

วันนี้มี่ขอแชร์กลไกในการดูแลผิวจากมลภาวะแบบง่ายๆ ที่เราสามารถทำกันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนัก

ตอนนี้ก็ปัญหาฝุ่นที่กรุงเทพ

เดี๋ยวอีกสักพัก ภาคเหนือก็เผากันสนุกสนาน (?) ปัญหานี้ก็จะตามมาต่อที่ภาคเหนือค่ะ ต่อให้มีประกาศห้ามเผา ตรวจจับจาก Hot spot ผ่านดาวเทียม มันก็ยังเผากันในเตาเผาใต้หลังคา ตรวจความร้อนจากดาวเทียมไม่เจออีก

เยี่ยมมากจริงๆค่ะ

เรียกได้ว่า มันเป็นกันไปทั่ว

AP

จากหลายๆ Blog ก่อนที่มี่เคยเล่าว่า มลภาวะสามารถส่งผลเสียกับผิวได้หลายประการ ที่เราอาจจะท่องจำกันง่ายๆว่า “อักเสบ เหี่ยว ดำ เสื่อม” 

(ถ้าใครอยากตามไปอ่านเรื่องมลภาวะอีกรอบ เชิญได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>click<<)

 

ดังนั้น วิธีการป้องกันมลภาวะเหล่านี้ ก็สามารถป้องกันได้ตามผลเสียที่มันจะเกิดขึ้นเลยค่ะ

 

มี่เลยขอแชร์วิธีการป้องกันมลภาวะ 5 ข้อ ดังนี้ค่ะ

 

1. ป้องกันไม่ให้มลภาวะสัมผัสผิว

อาจจะใช้การใส่ Mask หรือ อาจจะใช้สกินแคร์บางกลุ่มช่วยป้องกันไม่ให้มลภาวะเหล่านี้สัมผัสผิวได้ค่ะ

ตัวอย่างส่วนผสมที่ทำได้ : Biosaccharide gum-4 (ชื่อทางการค้า Pollustop) ตัวนี้เจอในผลิตภัณฑ์ต้านมลภาวะหลายๆยี่ห้อเหมือนกันค่ะ

อันที่จริงซิลิโคนบางตัวที่เคลือบผิวไว้ ก็น่าจะป้องกันได้นะคะ

หรืออย่างล่าสุด ที่มีผลิตภัณฑ์สเปรย์ Ihada จากญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมของ สารประจุบวก ก็สามารถผลักเอามลภาวะกระเด็นออกไป ไม่ให้มลภาวะเข้าผิวได้

SHOHIN_PL_C1_E07502_L

มี่เคยวิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์ Ihada ไว้นะคะ สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<

 

2. เสริม Barrier ผิว

อันนี้ถ้า Barrier ผิวเราแข็งแรง มลภาวะก็จะลงไปได้ยากขึ้น

พวก Ceramide กับ ไขมันอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว น่าจะตอบโจทย์ได้ค่ะ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นฟู Barrier ผิวได้ก็มีหลายตัวเลย

เช่น

CeraVe

(Click เพื่ออ่าน review)

Atoplam

(Click เพื่ออ่าน review)

Dermartlogy

(Click เพื่ออ่าน review)

 

จริงๆมีผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นอีกตัว ในกลุ่มของ d program ที่เสริมการทำงานของ cornified envelop ที่เป็นเปลือกหุ้มของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้าให้แข็งแรงไปอีก

ตัวนี้พอดียังหาส่วนผสมไม่ได้ เลยยังไม่ได้เอามาเมาท์ต่อค่ะ

 

เอาจริงๆก็เลือกใช้กันได้ตามสะดวกเลยค่ะ 🙂

 

3. ล้างหน้าทำความสะอาดให้ดีๆ

แต่อย่ามากเกินไปจนชะเอาไขมันดีๆออกจากผิว ผิวจะเสียกว่าเดิมอีก

การทำความสะอาดด้วยสารทำความสะอาดต่างๆ ก็สามารถชะเอามลภาวะต่างๆออกไปจากผิว รวมไปถึงการมาส์กหน้าด้วยโคลน ซึ่งน่าจะสามารถดูดซับเอาสิ่งสกปรกต่างๆไว้กับตัว ก็น่าจะตอบโจทย์ในขั้นตอนตรงนี้ได้

 

นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผลิตภัณฑ์ต้านมลภาวะหลายๆตัวในตลาด ออกมาเป็นโฟม/เจลล้างหน้า หรือ Clay mask

 

4. แก้ที่ปลายเหตุ

มลภาวะนี่เวลามันลงผิว มันจะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และการอักเสบขึ้นมา

เราก็ Block มันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กับ สารลดการอักเสบสิ

 

อนุมูลอิสระ และการอักเสบนี้ ถ้าเกิดแล้วมันจะยาวววววว ไปถึงการเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิวขึ้น กลายเป็นจุดด่างดำ ตรงนี้ Block โบกเข้าไปด้วย Whitening อีกจุดคือ นางจะไปเหนี่ยวนำให้เอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน ที่ชื่อ MMP ทำงานมากขึ้น ก็ไป Block เจ้า MMP เสีย หรือ อาจจะหาสารอื่นที่เสริมคอลลาเจนเข้ามาทดแทน

 

ตัวอย่างส่วนผสมที่น่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีใครเคลม คือ สารสกัดจากบัวบก คือ ตัวเดียวจบ ทั้งริ้วรอย ทั้งอนุมูลอิสระ ทั้ง MMP โลด

 

ส่วน Whitening ก็มีหลายตัว ที่เรารู้จักกันบ่อยๆ ก็พวก B3, C และก็ Arbutin

 

 

5. กันแดดอย่าให้ขาด

 

หลายๆ แหล่งข้อมูลบอกว่า รังสี UV ทำให้มลภาวะส่งผลเสียกับผิวได้มากขึ้น ดังนั้นกันแดดต้องใช้ห้ามขาดมือค่ะ

 

และจริงๆเดี๋ยวนี้กันแดดหลายๆยี่ห้อ ก็เคลมเรื่อง Anti-pollution แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือ เมกา เองก็พากันเคลมกันใหญ่

 

จริงๆ Pollution น่ากลัวนะคะ แต่การดูแลไม่ได้ยากมาก ทำเถอะ เพื่อผิวสวยงามและแข็งแรง

 

สำหรับวันนี้ก็คงต้องขอตัวไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

สงวนลิขสิทธิ์ในบทความทั้งหมดตามพระราชบัญญัติ ห้ามนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

Disclaimer: บทความนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นมาโดยอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆในการเขียนบทความนี้