[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

[Cosme-Diagnosis] Rx for Brown skin step 2 treat & repair

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะมารีวิวเวชสำอางยี่ห้อหนึ่งของทางอเมริกา ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ดังมาก และมีจุดเด่นจำเพาะ คือ เค้าวิจัยและพัฒนามาสำหรับคนผิวสีโดยเฉพาะเลยค่ะ

ผิวสีที่ว่านี่ไม่ใช่หมายถึงผิวดำนะคะ ผิวเหลืองแบบสาวๆบ้านเราก็ถือเป็นผิวสีค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผิวขาว ก็ใช้ได้ด้วยค่ะ เพราะส่วนผสมไม่ได้เป็นตัวที่จะต้องจำเพาะเจาะจงกับคนผิวสีมากนัก เพียงแต่คนผิวขาว (แบบฝรั่ง หรือ Caucasians) เค้าจะไม่อยากได้ไวท์เทนนิ่งค่ะ เค้าจะอยากได้ไปทางชะลอวัย หรือ Anti-aging แทน

แบรนด์ที่ว่าก็คือ Rx for Brown Skin ที่วิจัยและพัฒนาโดย Dr.Susan C. Taylor แพทย์ผิวหนังชื่อดังท่านหนึ่ง

ตัวที่มี่ได้มามีสองตัวค่ะ ใช้คู่กับ Vit C ของ Dr.Jessica Wu ที่เคยรีวิวไปในกระทู้ก่อนนะคะ

 

IMG_0741-re

สองตัวที่ว่าก็คือ Intensive exfoliating texture repair (ขวดเล็ก) กับ Rapid dark spot & tone corrector (ขวดใหญ่กว่า) ส่วนอีกตัวก็เป็นวิตซีลูกรักที่รีวิวไปคราวก่อนค่ะ

ลองมาดูกันทีละตัวดีกว่านะคะ


ตัวแรก Intensive exfoliating texture repair

ตัวนี้เป็นตัวผลัดผิว หรือเรียกง่ายๆสั้นๆว่า AHA ค่ะ แต่ AHA ของเค้าไม่ได้ธรรมดาเลยนะคะ เพราะว่าเป็น AHA จาก
พืช ผสมกับ AHA สองตัวอย่าง Lactic และ Glycolic acid พร้อมทั้งสารสกัดพืชและสารบำรุงต่างๆอีกหลายตัวค่ะ

ลักษณะเนื้อสัมผัสจะเป็นเจลใสๆ เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ

brown 1-re

พอเกลี่ยเสร็จก็จะแห้งสนิทไปเลย

brown 2-re

ตัวนี้ข้างกล่องแนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ AHA มาก่อน ให้ใช้อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มความถี่ในการใช้ขึ้น แต่ส่วนตัวมี่คิดว่า เราใช้วันเว้นวัน หรืออาทิตย์ละ 3 ครั้งก็น่าจะกำลังดีค่ะ ส่วนตัวมี่จะใช้ จันทร์ พุธ ศุกร์ค่ะ แล้วใช้แค่กลางคืนก็น่าจะโอเคกว่า

ค่า pH ก็ไม่ได้ต่ำมากจนเกินไปค่ะ ไม่ 4 ไม่ 5 ก้ำกึ่งๆพอดี

IMG_0762-re

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ พอดีถ่ายแล้วไม่ชัดขอพิมพ์ให้แทนนะคะ

Water (Aqua), Vaccinium MyrtillusFruit/Leaf Extract, Butylene Glycol, Saccharum Officinarum (Sugar Cane)Extract, Glycerin, Sodium Hyaluronate, Acer Saccharum (Sugar Maple) Extract, Citrus Medica Limonum (Lemon) Extract, Citrus Aurantium Dulcis (Orange) Fruit Extract, Glycine Soja (Soy) Bean Extract, Punica Granatum (Pomegranate) Fruit Extract, Aloe Barbadensis (Aloe) Leaf Extract, Camellia Oleifera (Green Tea) Leaf Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Pyrus Malus (Apple) Fruit Extract, Cucumis Sativus (Cucumber) Fruit Extract, Lactic Acid, Glycolic Acid, Hydroxyethylcellulose, Ethylhexylglycerin, Phenoxyethanol

ลองดูรายละเอียดและหน้าที่ของสารแต่ละตัวเลยดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

 

1.Actives ได้แก่

-Vaccinium myrtillus fruit/leaf extract สารสกัดจาก Bilberry ในฐานข้อมูลมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของรังสี UV (J Photochem Photobiol B. 2014; 132:27-35.) สารประกอบ Anthocyanin ที่พบใน Bilberry ยังสามารถลดอาการคัน โดยไปลดการหลั่งสารภูมิแพ้จาก Mast cell (J Food Sci. 2012; 77(12):H262-7)

-Saccharum officinarum extract สารสกัดจากอ้อย มีรายงานการวิจัยระบุว่า สารสกัดจากอ้อยที่ผ่านการแยกเอาน้ำตาลออกไปจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และสามารถใช้เป็น Whitening โดยมีผลยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ด้วย (J Agric Food Chem. 2011; 59(17):9219-25.) ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์ใช้แบบที่ยังมีน้ำตาลอยู่ ก็จะให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวเพราะน้ำตาลสามารถดูดน้ำเข้าหาตัวเอง เวลาทาลงไปในผิวก็จะดูดน้ำให้ผิว

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว

-Acer saccharum extract สารสกัดจาก Sugar maple ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีแต่รายงานของสายพันธุ์อื่น ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าสารสกัดนี้ออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว (Keratolytic)

-Citrus medica limonum extract สารสกัดจาก Lemon การออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับส่วนของพืช ถ้าเป็นส่วนของเนื้อผลจะได้กรด AHA ซึ่งมีบทบาทในการผลัดเซลล์ผิว ควบคุมความมัน และมีฟลาโวนอยด์อยู่บ้าง ในเปลือกมี Flavonoid ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายๆอย่าง รวมทั้งฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ (Pak J Biol Sci. 2013; 16(20):1086-94.)

-Citrus aurantium dulcis fruit extract สารสกัดจากส้ม ส่วนของเนื้อผลจะมี AHA เป็นองค์ประกอบ และมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผู้ผลิตวัตถุดิบยัง Claim ไปถึงวิตามินและสารอาหารในผลส้ม

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง คุณสมบัติขึ้นกับขึ้นกับกรรมวิธีที่ใช้สกัด มี 3 แบบ คือแบบแรกสกัดด้วย Organic solvent ซึ่งจะมีสาร Isoflavone 2 ตัว คือ Genistein และ Daidzein ซึ่งสองตัวนี้นอกจากที่มีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant ที่ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นไฟโตเอสโตรเจนด้วย จึงช่วยให้ผิวหนาตัวขึ้น ชุ่มขึ้น และลดเลือนริ้วรอยได้ แบบที่สองคือสกัดด้วยน้ำ จะได้โปรตีน ที่ให้ความชุ่มชื้น กับซ่อมแซมโครงสร้างที่หนังกำพร้า และถ้าสกัดด้วย oil ก็จะได้กรดไขมันไม่อิ่มตัวกับ Phytosterol ที่มีประโยชน์กับผิว

-Punica granatum extract สารสกัดจากทับทิม อุดมด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol มีคุณสมบัติเป็น Anti-oxidant ที่ค่อนข้างดี และช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขนได้ด้วย

-Tetrapeptide-30 Peptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 4 ตัว ออกฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว ลดการสร้างเม็ดสีผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้สามารถปรับโทนสีผิวให้สม่ำเสมอ และมีความสวยงามมากขึ้น

-Avena sativa extract สารสกัดจากข้าวโอ๊ต มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ของเซลล์ผิวหนัง (Int J Tissue React. 2003; 25(2):41-6.) และช่วยป้องกันความระคายเคืองจากสารเคมีในผิว (การทดสอบใช้ SLS เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง) (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2002; 15(2):120-4.) นอกจากนี้เนื่องจากใน Oat มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009;58(12):643-50.)

-Camellia oleifera leaf extract สารสกัดจากชา ส่วนของใบมีประโยชน์เป็น Antioxidant Anti-inflammatory และ Astringent (กระชับรูขุมขน) มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากใบประกอบด้วยสารกลุ่ม Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี (Int J Biol Macromol. 2014; 68:7-12.)

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอมเทศ มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ลดการสร้างเมลานินช่วยให้สีผิวจางลง มีฤทธิ์เป็น Antioxidant และช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากอันตรายจากเปอร์ออกไซด์ในร่างกาย (Molecules. 2014; 19(7):9101-13.) มีคุณสมบัติเป็น Anti-inflammatory เมื่อใช้ในโรคผิวอักเสบแบบ Atopic จะช่วยลดอาการคัน บวม และแดงได้ (J Dermatolog Treat. 2003; 14(3):153-7.)

-Pyrus malus fruit extract สารสกัดจาก Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่เจอรายงานการใช้ในผิวหนัง แต่ปกติผลไม้มีน้ำตาลกับวิตามิน และ AHA ที่ชื่อ Malic acid อยู่ จึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวหนัง

-Cucumis sativus extract สารสกัดจากแตงกวา ซึ่งมีฟลาโวนอยด์และแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (J Young Pharm. 2010;2(4):365-8) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase และเอนไซม์ Elastase จึงป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ (Arch Dermatol Res. 2011;303(4):247-52)

-Lactic acid สารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับตัว Lactic ใน pH ประมาณ 4 จะให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ในผิวได้ ซึ่ง Ceramide ทำหน้าที่เป็น Barrier function รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Glycolic acid สารในกลุ่ม AHA ที่มีขนาดเล็กที่สุด พบได้ในอ้อยและพืชอื่นๆ มีการ Claim ว่าซึมเข้าไปในผิวหนังได้ดี ให้ผลผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

2.Base หลักๆมีแค่น้ำและส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol, Glycerin, Ethylhexylglycerin ตัวนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ด้วย

3.Additives มีกันอยู่แค่สารเพิ่มความหนืด กับ สารกันเสีย ดังนี้

3.1สารเพิ่มความหนืด มี Hydroxyethylcellulose เป็นตัวเพิ่มความหนืด

3.2สารกันเสีย ได้แก่ Ethylhexylglycerin ตัวนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย และ Phenoxyethanol

สรุปจุดเด่น:

-สูตรผสมระหว่าง AHA และสารผลัดผิวจากธรรมชาติ

-ค่า pH ไม่ต่ำมากจนเกินไป

-ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน
ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีสารสกัดพืชหลายๆชนิด ให้ผลทั้งช่วยลดการอักเสบ ผลัดเซลล์ผิว ไวท์เทนนิ่ง เป็น Antioxidant ที่ดี เสริมมาด้วย Peptide ที่ช่วยเรื่องการสร้างเม็ดสีผิว มีสารสกัดจากว่านหางจรเข้และชะเอม ที่จะคอยช่วยลดความระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นจาก AHA จึงนับว่าทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base หลักๆเป็นน้ำและสารละลายอื่นๆที่ละลายน้ำได้ ก็จะมี Glycerin, Butylene glycol และก็ Ethylhexylglycerin สามารถดูดน้ำให้ผิวได้ค่อนข้างดี ไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่ 3 ตัว ไม่มีน้ำหอม ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน ซึ่งตามหลักการทาง Dermatology บอกว่า เวลามีสารน้อยๆชนิดก็จะเสี่ยงแพ้ได้น้อยกว่า จุดนี้ก็ไม่รู้จะไปหักคะแนนอะไรที่ไหน เพราะตัวที่ใส่มาก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ตัวเจลเป็นเจลใสๆ หนืดเล็กน้อย เกลี่ยง่าย ใช้ผลิตภัณฑ์แค่นิดเดียวประมาณเม็ดถั่วเขียวก็เกลี่ยได้ทั่วหน้า แห้งไว ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่แดง ไม่มีกลิ่น ซึ่งก็ดูโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

 

คะแนน brown exfo

 

ทีนี้อีกตัวหนึ่งก็คือ Rapid dark spot & tone corrector เป็นตัวช่วยปรับสภาพ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และดูขาวขึ้นค่ะ

ตัวนี้จะมาในรูปแบบของ Emulsion คือ ประกอบด้วยน้ำมันและน้ำ

เนื้อเป็นเนื้อครีมสีออกครีมๆ

brown 3-re

เกลี่ยง่าย ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ แห้งไวค่ะ

brown 4-re

ค่า pH ก็กำลังดีเลยค่ะ อยู่ที่ 5-6 ใกล้เคียงกับผิวพอดีค่ะ

IMG_0763-re

ส่วนผสมค่อนข้างเยอะนิดหนึ่งค่ะ บางตัวจะคล้ายๆกับตัว AHA เมื่อกี๊ก็ขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะตัวที่ยังไม่ได้พูดถึงนะคะ

 

IMG_0781-re

มาดูไปกันทีละส่วนเลยดีกว่าค่ะ ตัวที่ซ้ำกับเมื่อกี๊ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Oligopeptide-68 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์คล้ายสาร TGF-β ออกฤทธิ์ลดและควบคุมการสร้างเม็ดสีผิว

-Tetrapeptide-30 ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่ช่วยเรื่อง Whitening เหมือนกัน

-Phyllanthus emblica fruit extract คือ สารสกัดจากมะขามป้อม มีประโยชน์ในเรื่อง Whitening เป็น Antioxidant ที่ดี แล้วมีผลช่วยเรื่องกระชับรูขุมขนได้

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Tetrahydrocucurminoids เป็นอนุพันธ์ของ Cucurminoids ที่พบในขมิ้นชัน เป็น Antioxidant ที่มีฤทธิ์ดี และมีผลป็น Whitening ที่ดี

-Ferulic acid สารบริสุทธิ์ที่พบในข้าว เป็น Anti-oxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบในผิว

-Dipotassium glycyrrhizinate สารที่พบในชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคืองในผิว

-สารสกัดจากชา 2 สายพันธ์คือ Camellia sinensis กับ Camellia oleifera ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Chondrus crispus extract สารสกัดจาก Carrageenan ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว

-Hydrolyzed chondrus crispus extract คือ Carrageenan ที่ผ่านกรรมวิธีการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบและการระคายเคืองภายในผิว

-วิตามิน ซี 2 รูปแบบ คือ Sodium ascorbyl glucoside กับ Ascorbyl palmitate ตัวหนึ่งละลายน้ำมันอีกตัวละลายน้ำ วิตามินซีสองตัวนี้มีความเป็นกรดต่ำ ให้ผลเกี่ยวกับเรื่องชะลอวัย เพราะเป็น Antioxidant เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ผลเป็น Whitening

-Hippophae rhamnoides extract สารสกัดจาก Seabuckthorn ประกอบด้วย Flavonoid หลายๆชนิด (Int J Food Sci Nutr. 2012;63(6):730-8.) ซึ่งพวกนี้ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี

-Portulaca oleraceae extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)

-Vibrio alginolyticus ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์สายพันธ์หนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ได้จากจุลินทรีย์แถบ French Polynesia ประกอบด้วย Polysaccharide ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว การแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ผิว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยมีผลต่อการทำง่านของเอนไซม์ Transglutaminase ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกันของโปรตีนระหว่างเซลล์

-Phospholipids ไขมันชนิดพิเศษที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันอื่นๆในผิว

-Retinyl palmitate อนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถดูดซึมได้มากขึ้น ให้ผลปรับสมดุลการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และควบคุมการเกิดสิวได้

-Tocopheryl acetate อนุพันธ์ของวิตามินอี มีประโยชน์เป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะออกซิเจนในอากาศ

-Leuconostoc/Radish root ferment filtrate สารสารที่ได้จากกระบวนการหมัก Radish root ด้วยจุลินทรีย์ Leuconostoc ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่ม Lactic acid bacteria มีคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ มี peptide ช่วยปรับสภาพผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น ระหว่างการหมักน่าจะได้ Lactic acid ออกมาด้วย

-Glycine soja extract สารสกัดจากถั่วเหลือง เหมือนตัว Exfoliate

-Punica granatum fruit extract สารสกัดจากทับทิม เหมือนตัว Exfoliate

-Aloe barbadensis leaf extract สารสกัดจากว่านหางจรเข้ เหมือนตัว Exfoliate

-Citrus aurantium dulcis extract สารสกัดจากส้ม เหมือนตัว Exfoliate

-Glycyrrhiza glabra extract สารสกัดจากชะเอม เหมือนตัว Exfoliate

2.Base เป็นรูปแบบของ Emulsion เพราะประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin และ Butylene glycol

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ C12-15 alkyl benzoate ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นตัวละลายสารต่างๆ, Stearyl alcohol, Glyceryl stearate, Diisopropyl dimer dilinoleate, Cetearyl alcohol และ Stearic acid

2.3Silicone ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Cyclohexasiloxane สองตัวนี้เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ร่วมกับ Dimethicone ที่ระเหยไม่ได้ ทำหน้าที่เคลือบคลุมผิวกันน้ำระเหย

3.Additives มีแต่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) แค่สามตัว

3.1Emulsifier ได้แก่ Hydrogenated lecithin ตัวนี้ช่วยบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับ Sodium oleate, และ Sodium lauroyl glutamate

จุดเด่น:

-มีสาร Whitening หลายๆตัวที่เสริมฤทธิ์กันหลายๆกลไก ทำให้น่าจะเสริมกันได้อย่างดี

-สารออกฤทธิ์ส่วนใหญ่เป็นสารสกัดพืช และมีสารพฤกษเคมีที่แยกจากพืช ซึ่งดูมีราคาและมีคุณค่า อย่าง Tetrahydrocucurminoid กับ Glycyrrhizinate

-ไม่มีสารที่ทำให้ผิวบาง

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ประกอบด้วยสารสกัดจากพืชหลายๆตัว เสริมด้วย Peptide ที่มีผลปรับสีผิว มี Moisturizer และมีตัวช่วยเรื่องริ้วรอย จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างโอเคเลย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบ Emulsion ซึ่งควรจะประกอบด้วยสารดึงน้ำ สารไขมันที่ดูดซึมได้ และสารไขมันเคลือบผิว ถ้าย้อนกลับไปดูข้อสอง จะเห็นว่า มีสารดึงน้ำแล้ว ส่วนของไขมันที่ดูดซึมได้ ก็จะมี Diisopropyl dimer dilinoleate ซึ่งเวลาเข้าผิวไปจะให้ Linoleic acid ออกมา ให้ผลเป็นตัวตั้งต้นในการสร้างไขมันในผิว ช่วยเสริมเรื่อง Barrier ผิวได้ สำหรับส่วนของไขมันเคลือบผิวก็พอจะมีไขมันบางตัว และอาศัย Dimethicone เข้ามาช่วย ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives เช่นเดียวกัน ตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีแค่ตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน (Emulsifier) ซึ่งเป็นชนิดที่อ่อนโยนและมีประโยชน์พิเศษเสริมให้ผิวได้ สำหรับสารกันเสียก็ใช้เป็นสารจากธรรมชาติอย่าง Leuconostoc/radish root fermented ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดี และก็ยัง ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบครีม เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ ใช้ทาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน brown tone

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเวชสำอางดีๆหลายแบรนด์ และที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/

และแฟนเพจของ Rx for Brown Skin Thailand

https://www.facebook.com/rxforbrownskinthailand

 

เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ (จริงๆละ) ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

 

[Cosme-Diagnosis] Discromia control serum from Cosmatici magistrali

[Cosme-Diagnosis] Discromia control serum from Cosmatici magistrali

วันนี้มีแวะเอาซีรัมเพื่อผิวขาว แบรนด์ของเวชสำอางจากอิตาลี เจ้าเก่าที่เคยรีวิวไพรม์เมอร์คุมมันไปเมื่อคราวก่อนมารีวิวให้ชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า Discromia control serum จาก จาก Cosmetici magistrali เวชสำอางจากประเทศอิตาลีค่ะ

dischormia 1-re

มาในหลอดสีขาว ดีไซน์เรียบๆแต่หรูหรา

ลองมาดูเนื้อสัมผัสกันดีกว่านะคะ

dischormia 2-re

เปนเจลใสสีน้ำตาลแดง ไม่มีกลิ่น ไม่เหนอะหนะ เกลี่ยง่ายค่ะ พอเกลี่ยเสร็จแล้วจะรู้สึกเหมือนแดงขึ้นนิดนึง นิดนึงจริงๆค่ะ แต่ถ้าเราแต่งหน้าทับก็ไม่เห็นแล้วค่ะ

dischormia 3-re

เนื่องจากตัวเจลมีสี เลยไม่สามารถวัด pH ให้ดูได้นะคะ

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

dischromia 4-re

มาดูคุณสมบัติของสารแต่ละอย่างกันดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
  2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
  3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
  • Niacinamide รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Glucosamine บางรายงานบอกว่าเป็นหน่วยย่อยของ Hyaluronic acid เพราะมีโมเลกุลเล็กจึงสามารถดูดซึมได้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังโดยดูดน้ำเข้าหาตัว บางแหล่งบอกว่าเป็น Exfoliator ช่วยในกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว การใช้ร่วมกับวิตามินบี 3 จะให้ผลเป็น Whitening ที่ดีได้
  • Kojic acid สารที่เชื้อราบางชนิดสร้างขึ้นระหว่างการหมัก มีหลายๆรายงานการวิจัยรองรับถึงคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสีผิว มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และสามารถเป็นตัวจับโลหะเพื่อเพิ่มความคงตัวให้สารอื่นๆในผลิตภัณฑ์ได้
  • Hydroxypinacolone retinoate เป็นสารอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินเอ ที่มีความระคายเคืองต่ำมาก มีคุณสมบัติช่วยเรื่องการลดริ้วรอย การปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน ซึ่งสารตัวนี้เวลาเข้าผิวแล้วสามารถออกฤทธิ์ได้เลย ไม่ต้องไปแปรสภาพให้กลายเป็นรูปแบบ Acid อีก (ปกติวิตามินเอ หรือ Retinol เวลาทาเข้าไปจะยังไม่มีฤทธิ์ ต้องถูกเอนไซม์ในผิวเปลี่ยนโครงสร้าง 2 ขั้นตอน กว่าจะได้รูปแบบ Acid ที่มีฤทธิ์)
  • Retinol glycosphere ตัวนี้ที่ข้างกล่องระบุว่าเป็นสูตรผสมของ Phenoxyethanol + Butylene glycol + Hydrogenated lecithin + Palmitoyl hydroxypropyltrimonium amylopectin/Glycerin crosspolymer + Retinol + Propyl paraben + Methyl paraben + Butyl paraben + Ethyl paraben + BHT + BHA แปลง่ายก็คือ การเก็บกักเอาวิตามินเอ หรือ Retinol ไว้ในอนุภาคทรงกลม (กลมจริงหรือเปล่าไม่รู้นะคะ) ขนาดเล็กของ Amylopectin polymer ซึ่งเมื่อเก็บกักแล้วก็จะให้ผลเพิ่มความคงตัว เพิ่มการนำส่งวิตามินเอเข้าไปในผิว และช่วยเรื่องของการควบคุมการปลอดปล่อย ให้ค่อยๆปล่อยวิตามินเอออกมาทีละนิดๆ สม่ำเสมอ
  • Portulaca oleraceae extract สารสกัดจากคุณนายตื่นสาย มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล (Wound healing) (J Ethnopharmacol. 2003; 88(2-3):131-6.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2000; 73(3):445-51.) และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (J Med Plants Res. 2011; 5(9):1589-1593)
  • Hydrolyzed caesalpinia spinosa gum ปกติสารกลุ่ม Gum จะเป็นคาร์โบเดรตเชิงซ้อน เมื่อผ่านการย่อยก็จะได้สายสั้นๆของคาร์โบไฮเดรต ที่เรียกว่า Oligosaccharide พวกนี้มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี
  • Glycosaminoglycans เป็นสารที่เป็นองค์ประกอบในผิวหนัง ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นในผิว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหนัง แต่แต่เนื่องจากมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่ เมื่อใช้ในทางเครื่องสำอางจึงให้ผลในระดับผิวหนังชั้นนอก
  • Acetyl hexapeptide-37 เป็น Peptide ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยมีผลกระตุ้นการสร้าง Aquaporin-3 ในผิวหนัง เป็นตัวที่คอยปล่อยน้ำจากผิวหนังชั้นล่างมาเคลือบและครอบคลุมผิวหนังชั้นข้างบน นอกจากนี้ยังมีผลกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน และกระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนังได้ด้วย มีชื่อทางการค้าว่า Diffuporine
  • กรดอะมิโนต่างๆและอนุพันธ์ ได้แก่ Glutamic acid, Alanine, Betaine, Decarboxycarnosine, Methylsilanol hydroxyproline aspartate, Aspartic acid

* Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีชื่อทางเคมีว่า Trimethylglycine พบในหัวบีท มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้สัมผัสที่ดีเวลาทา

* Decarboxy carnosine เป็นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ทั้งยังช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการ Glycation (การที่น้ำตาลเข้ามาจับกับเซลล์ ที่มักจะพบมากขึ้นเมื่อวัยเพิ่มขึ้น) และยังเพิ่ม Metabolism ของเซลล์ วัตถุดิบนี้มีชื่อทางการค้าว่า Alistin จากข้อมูลของวัตถุดิบพบว่า ช่วย Detox ปกป้องเซลล์จากกระบวนการ Glycation และช่วยกดการสร้างสารก่อการอักเสบ กับ กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Dermatolog Treat. 2012; 23(5):345-84.)

* Methylsilanol hydroxyproline aspartate เป็นสารกึ่งสังเคราะห์จากซิลิโคนกับกรดอะมิโน จากการทดสอบของผู้ผลิตวัตถุดิบพบว่า สารนี้สามารถกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่หลังจากเกิดแผล กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวชนิดต่างๆ (Cytostimulation) รวมทั้ง Fibroblast ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอิลาสติน (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ, Hydroxyprolisilane C)

  • สารกลุ่มน้ำตาล และอนุพันธ์ของน้ำตาลชนิดต่างๆ ได้แก่ Fructose, Trehalose, Sorbitol, Glucose, Sucrose

* Trehalose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ชนิดหนึ่งที่ยีสต์และสิ่งมีชีวิตเล็กๆอื่นๆสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ขาดน้ำตาย เมื่อนำมาใช้ในเครื่องสำอางก็จะช่วยปกป้องสารสำคัญต่างๆในผลิตภัณฑ์และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้ค่อนข้างดี และปกป้องเซลล์ผิวได้ ปัจจุบันสามารถสังเคราะห์ได้ โดยบริษัทที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มการสังเคราะห์ตัวนี้ขึ้นมา มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น ปกป้องเซลล์ผิวหนังไม่ให้น้ำระเหยออกจากเซลล์ (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ) ยังมีรายงานกล่าวว่า Trehalose สามารถปกป้องไม่ให้ Fatty acid ถูกย่อยสลายโดยกระบวนการ Hydrolysis (ซึ่งจะได้กรดสายสั้นๆที่มีกลิ่นเหม็น เหมือนน้ำมันเหม็นหืน) และช่วยปกป้องไขมันไม่ให้เกิดการ Autoxidation อันจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระต่างๆตามมา (Pure Appl. Chem. 2002;74(7), 1263–1269)

  • Aminoethylphosphonic acid สารกลุ่ม Phosphonate ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีประโยชน์เป็นสารจับโลหะ และมีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่เป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินในผิว มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Albatin
  • Dextrin สารกลุ่ม Polysaccharide มีคุณสมบัติเพิ่มความหนืด ก่อฟิล์ม และช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง
  • Hexyl nicotinate อนุพันธ์ของวิตามินบี 3 สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น มีรายงานกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์รูปแบบทาของสารนี้สามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมาที่ผิวหนังมากขึ้น (Br J Dermatol. 1988;119(6):771-6.) ซึ่งเวลามีเลือดไหลเวียนดีขึ้น ก็จะทำให้หน้ามีสีอมชมพู มีเลือดฝาด และยังช่วยเรื่องการ Detox เอาของเสียในผิวไปทิ้งทื่อื่น
  1. Baseอันนี้เดาไม่ออกว่าเป็นรูปแบบของHydrogelปกติ หรือว่า เป็นEmulgelที่มีซิลิโคนผสมกับน้ำ จึงขอแบ่งเอาทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน ดังนี้
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin, Pentylene glycol, Caprylyl glycol, Hexylene glycol สองตัวสุดท้ายนอกจากดึงน้ำให้ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วยังให้ผลระงับเชื้อได้ด้วย
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl caprylate
    • ส่วนของซิลิโคน ได้แก่ Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา เรียบเนียนไม่เหนอะหนะ กับ Polysilicone-11 ซึ่งเป็น Silicone ชนิดพิเศษที่สามารถก่อฟิล์มบนผิวได้
  2. Additivesได้แก่
    • Emulsifier ได้แก่ Polysorbate 20 ที่เป็นสารพื้นฐานทั่วไป กับ Methyl gluceth-20 ที่มีความอ่อนโยน และ Lecithin ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นได้
    • สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Ammonium acryloyldimethyltaurate/VP copolymer, Styrene/acrylates copolymer และ Xanthan gum
    • Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Dehydroacetic acid, Potassium sorbate, Sodium sorbate รวมไปถึงสารเพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Glyceryl caprylate, Caprylyl glycol และ Hexylene glycol พวกนี้มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย และสารจับโลหะ EDTA กับ Trisodium ethylenediamine disuccinate
    • สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว (Penetration enhancer) มี Dimethyl isosorbide เป็นตัวทำละลายที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารต่างๆผ่านผิวหนัง

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives ถ้าดูจากลำดับส่วนผสม สิ่งแรกเลยที่เห็นถัดจากน้ำคือ Niacinamide ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างปลื้มปริ่มมาก สารอื่นๆที่เป็นไวท์เทนนิ่งได้ดี ก็จะมี Kojic acid มีสารเสริมที่เป็น Moisturizer ดีๆหลายตัว รวมถึงตัวที่ช่วยเรื่องริ้วรอย อย่างวิตเอ มีสารที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยตามวัยเสริมเข้ามาอีก ที่สำคัญคือ ไม่มีสารกลุ่ม AHA ที่อาจจะทำให้ผิวบางได้ จึงไม่เสี่ยงผิวบาง เพราะกลไกในการผลัดผิวของวิตเอ จะเหมือนเป็นการปรับสมดุลของวงจรการแบ่งตัวของเซลล์ (ที่เรียกว่า Cell cycle) ให้อยู่ในช่วงที่สมดุล ถ้านับไปถึงเทคโนโลยี Glycosphere ด้วยแล้ว จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base เป็นรูปแบบของ Hydrogel ที่มีการเติมสารดูดน้ำดีๆไว้ในส่วนผสม และมี Silicone ที่ช่วยเรื่องสัมผัส และช่วยเคลือบผิวกันน้ำระเหย รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวอีกหนึ่งสเต็ป ที่สำคัญคือ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีน้ำมัน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives แม้ว่าดูเหมือนจะไม่มีอะไร และแทบทุกตัวจะเป็นมิตรกับผิว แต่ก็มีบางอย่างอยู่ อย่างแรกคือ สารช่วยเพิ่มการดูดซึม (ที่เรียกว่า Penetration enhancer) เพื่อให้สารต่างๆซึมไปในผิวได้ดียิ่งขึ้น เพราะว่าการออกฤทธิ์เพื่อความขาวของผิว สารต้องลงไปถึงชั้นล่างสุด ที่มีเซลล์ที่สร้างเม็ดสีผิวเมลานินอยู่ ถ้าลงไปไม่ถึงก็คงไม่มีประโยชน์ และอีกประเด็นคือ ไม่มีน้ำหอม แต่ มีสารกันเสียกลุ่ม Paraben ที่แอบแฝงตัวมากับสูตรผสม Retinol Glycosphere นอกนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ ขอหักคะแนน paraben ไปนิดนึง
  4. การใช้งาน ผลิตภัณฑ์เป็นเจลใสๆ ความหนืดไม่มาก ไม่มีกลิ่น เกลี่ยค่อนข้างง่าย แม้ว่าจะมีสี แต่สีก็ติดผิวไม่มาก และถ้าเราทาครีมหรือแต่งหน้าไป ก็มองไม่เห็นแล้ว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน dischromia

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัทไอเมดิกาด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามที่ทางเพจ เลยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

http://www.imedicaskincare.com/

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมน้ำแร่พลังงาน (Harmonized water) Osmosis Clear plus+ activating hydration mist

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมน้ำแร่พลังงาน (Harmonized water) Osmosis Clear plus+ activating hydration mist

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆชาวจีบันทุกๆท่าน

วันนี้มี่จะมารีวิวมิสท์ตัวหนึ่งที่เป็นเวชสำอางจากทางฝั่งอเมริกาให้รับชมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้มีคอนเซปท์สวยๆว่า “Beautiful skin starts within”

แปลว่า ผิวสวยต้องเริ่มจากภายใน แปลแบบสวยๆละเอียดๆก็คือ ต้องบำรุงผิวจากภายใน ถึงจะสวย

อีกคอนเซปท์ก็คือ “Doctor developed + Clinically proven + Natural solutions”

คือเป็นเครื่องสำอางที่พัฒนามาโดยแพทย์ผิวหนัง ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพเชิงคลินิก และเน้นไปที่วัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างเด่นและแปลกใหม่ดี

ก่อนจะไปดูรีวิว มีหลายคนถามเข้ามาเยอะเลยค่ะว่า Mist เนี่ย จำเป็นไหม และควรใช้บ่อยมากน้อยแค่ไหน วันนี้จะมาตอบให้นะคะ

Mist เดี๋ยวนี้มีหลายรูปแบบค่ะ ทั้งการเล่น Packaging เป็นขวดสเปรย์แบบละอองฝอย การเล่นรูปแบบ เป็นเจลลี่มิสท์ เป็นสปาร์คกลิงมิสท์ เมคอัพมิสท์ แต่มิสท์ส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของสารละลายใสๆ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า คืนความสดชื่นให้กับผิวค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น Mist หลายๆแบรนด์ก็มี Alcohol เพื่อให้เวลาฉีดแล้วแห้งระเหยไว ไม่เยิ้มไม่ไหล แต่ก็จะไม่เหมาะใช้บ่อยๆค่ะ เพราะผิวอาจจะแห้งได้

สำหรับความจำเป็น ส่วนตัวมี่ มี่จัดอันดับ Mist ไว้เป็น 1 ใน 3 สิ่งที่ควรพกติดกระเป๋าเลยค่ะ 3 สิ่งนั้นก็ได้แก่ Hand cream, Lip balm และก็ Mist นี่แหล่ะ

เราเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าค่ะ ผลิตภัณฑ์ที่จะรีวิววันนี้ก็คือ Osmosis mD Clear plus+ activating hydration mist ค่ะ

รูปร่างหน้าตาค่ะ

IMG_1176-re

บรรจุมาในภาชนะพลาสติกที่หนามาก หนาจนคิดว่าเป็นแก้ว ฝาดูมั่นคงแข็งแรง ใส่ในกระเป๋าสะพาย วิ่งไปวิ่งมาทั้งวันก็ไม่หกไม่เยิ้มค่ะ แนะนำให้เช็ดปากขวดให้สะอาดหลังฉีดเสร็จนะคะ

ลักษณะของขวดสเปรย์อันนี้เวลากดจะออกมาแบบรุนแรงนิดนึง ไม่ได้มาเป็นไอน้ำ วิธีการฉีดก็คือ ฉีดในแนวเฉียง 45 องศา ให้เป็นละอองในอากาศ แล้วเอาหน้าไปรับค่ะ หรือจะฉีดใส่หน้าตรงๆเลยก็ได้

ฉีดครั้งละ 3-5 กดนะคะ หลังจากนั้นก็กดเบาๆ จนซึมหมด

ทีนี้ตอนกลางวันเราก็ฉีดได้อีกค่ะ ฉีดแล้วก็เอากระดาษทิชชู่มากดๆเบาๆ หลังจากหน่ามันเยิ้มและโทรม มาทั้งวัน ก็จะทำให้เมคอัพนั้นฉ่ำเหมือนพึ่งแต่งมาเมื่อกี๊นี้ค่ะ

ลักษณะเนื้อของสารละลายข้างในเป็นน้ำใสๆ เหมือนจะไม่มีสี มีกลิ่นเป็นแนวๆ Citrus ดูดซึมได้ค่อนข้างเร็วค่ะ แล้วพอซึมหมดจะรู้สึกหนึบๆนิดนึง แต่ก็ไม่ได้มากอะไร และแค่ประมาณห้านาทีความรู้สึกนี้ก็จะหายไปค่ะ

IMG_1178-re-horz-re

ลองดูค่า pH กันก่อนนะคะ
IMG_1181-re
จะเห็นว่าค่า pH อยู่ราวๆ 5-6 ซึ่งก็ถือว่าโอเคค่ะ เป็นมิตรกับผิวดี

ปล. ถ้วยข้างหลังนั่น เอามาฉีดมิสท์ไว้ แล้วค่อยเอากระดาษไปจุ่มค่ะ จะได้ไม่ปนเปื้อน pH จากมือ จะสเปรย์ใส่กระดาษเลยก็เสียดาย

มาดูส่วนผสมดีกว่าค่ะ

IMG_1177-re

ส่วนผสมจากรูปไม่ค่อยชัดเลยพิมพ์ให้นะคะ

Aqua (Harmonized water), Leuconostoc/Radish root ferment filtrate, Plankton extract, Sodium hyaluronate, Potassium hydrolyzed polygamma-glutamate, Acetyl tetrapeptide-5, Saccharide isomerate, Glycerin, Camellia sinensis leaf extract, Sodium carboxymethyl betaglucan, Panthenol, Citrus bergamia oil, Oleth-10, Potassium sorbate, Citric acid

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนกันเลยนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Leuconostoc/Radish root ferment filtrate สารที่ได้จากกระบวนการหมัก Radish root ด้วยจุลินทรีย์ Leuconostoc ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่ม Lactic acid bacteria เช่นกัน Radish เป็นพืชใน Genus Raphanus ซึ่งมีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Nat Prod Res. 2012;26(6):557-63.) การหมักด้วยจุลินทรีย์ทำให้เกิดกระบวนการ Bioconversion เปลี่ยนแปลงสารพฤกษเคมีในพืชให้มีโครงสร้างเล็กลง ออกฤทธิ์ง่ายขึ้น สำหรับข้อมูลจากผู้ผลิตชี้ว่า สารนี้มีคุณสมบัติระงับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ มี peptide ช่วยปรับสภาพผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น (Leucidal liquid)

-Plankton extract สารสกัดจากแพลงค์ตอน มีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธ์ก็แตกต่างกันไป คุณสมบัติรวมๆของสารสกัดแพลงค์ตอน คือเพิ่มความชุ่มชื้นและให้คุณสมบัติสบายผิว (Soothing)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับการเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยอุ้มน้ำ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว

-Potassium hydrolyzed polygamma-glutamate สารที่ได้จากการย่อย Polygamma-glutamic acid ซึ่งปกติ Polyglutamic acid เป็นสารที่ช่วยเรื่องการจับน้ำให้ผิว และช่วยเรื่องของการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อผ่านกรรมวิธีการย่อย ก็จะมีขนาดที่เล็กลง ทำให้การดูดซึมเข้าสู่ผิวดีขึ้น สารนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สามารถเพิ่มปริมาณของ Hyaluronic acid และสาร NMF ซึ่งเป็นตัวดึงน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ เมื่อทดสอบในเซลล์ผิวที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase ที่เป็นตัวไปย่อยทำลาย Hyaluronic acid ในผิว ช่วยอุ้มน้ำและให้ความรู้สึกสบายผิว

-Acetyl tetrapeptide-5 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ลดการบวมน้ำ เพิ่มความยืดหยุ่น ความนุ่มเนียน และความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

-Saccharide isomerate สารประเภทคาร์โบไฮเดรต มีชื่อทางการค้าว่า Pentavitin ผู้ผลิต Claim ว่าสามารถไปจับกับกรดอะมิโน Lysine ของ Keratin ในผิว แล้วให้คุณสมบัติเป็นสารดูดน้ำ อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ยาวนาน ไม่ถูกล้างออกไปได้ง่ายๆเหมือน moisturizer อื่นๆ

-Camellia sinensis extract คือ สารสกัดจากชาเขียว มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และในชาเขียวยังมีสารประกอบกลุ่ม Cathechin อีกหลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายๆประการ

-Panthenol โปรวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

2.Base หลักๆเป็นส่วนของน้ำ และสารอื่นๆที่ละลายในน้ำ ได้แก่ น้ำที่เป็น Harmonized water ซึ่งก็คือ น้ำที่มีการปรับจูนความที่ให้มันสอดคล้องและไปเกิดการ Resonance กับโครงสร้างในผิว ซึ่งแบรนด์ Claim ว่า ความถี่นี้จะให้ผลเป็น Growth factor สำหรับ Epidermis และ Keratinocyte ซึ่งเป็นเซลล์หลักๆในผิวหนัง และมีคุณสมบัติเป็นตัวยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รา และไวรัสค่ะ ใส่มาร่วมกับ Glycerin ซึ่งเป็นสารจับน้ำให้ผิว

3.Additives ได้แก่

3.1สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium carboxymethyl betaglucan ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ รวมถึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวได้ด้วย

3.2Emulsifier มี Oleth-10 เป็นตัวผสานให้สารที่ละลายน้ำมันอยู่ในน้ำได้

3.3Preservatives ได้แก่ Potassium sorbate

3.4สารปรับ pH ได้แก่ Citric acid ที่สามารถเป็นตัวจับโลหะได้ด้วย

3.5สารแต่งกลิ่น ใช้ Citrus bergamia oil คือ Bergamot oil หรือ มะกรูดฝรั่ง ปกติถ้ามองตามหลัก Aromatherapy พวกน้ำมันหอมระเหยจะมีคุณสมบัติพิเศษให้ผิวด้วย โดยน้ำมันมะกรูดสามารถช่วยเรื่องควบคุมความมันได้ ปกติน้ำมันจาก Citrus จะมีความเสี่ยงเรื่องการแพ้แดด ตัวนี้ก็เช่นกัน จึงควรระวังการใช้ในตอนกลางวัน แล้วไม่ทากันแดดก่อน

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives หลักๆเน้นไปที่ผลเพิ่มความชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว จากสารหลายๆตัว มีเสริมด้วย Antioxidant จากชาเขียว มีการใช้ Peptide ซึ่งเป็นสารที่ค่อนข้างดูมีราคาค่างวดอยู่ สารอื่นๆบางตัวก็เป็นชนิดพิเศษที่ไม่ค่อยได้พบเห็นทั่วไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นจุดเด่นจุดหนึ่ง จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base มีส่วนผสมของน้ำที่ปรับความถี่ให้เหมาะสมกับผิว ถ้าถามเรื่องความถี่ของน้ำกับความถี่ของผิว หลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก แต่ทางญี่ปุ่นเขาทำวิจัยเกี่ยวกับน้ำค่อนข้างเยอะ สุดท้ายเขาพบว่าโครงสร้างของผลึกของน้ำในแต่ละแหล่งน้ำแตกต่างกัน น้ำในเมืองมีโครงสร้างผลึกที่วุ่นวายยุ่งเหยิง ส่วนน้ำในธารน้ำตามธรรมชาติในหุบเขามีผลึกที่สวยงาม รวมถึงการเปิดเพลงคลาสสิคและเพลงรอค ให้น้ำฟัง ก็ทำให้น้ำมีผลึกที่แตกต่างออกไป โดยเพลงรอคทำให้ผลึกน้ำเสียหาย ส่วนเพลงคลาสสิคทำให้น้ำเรียงตัวเป็นผลึกที่สวยงาม เขาคาดว่าน้ำที่มีโครงร่างผลึกสวย จะให้ผลที่ดีกับผิว ช่วงก่อนบ้านเราก็แอบดังนะ น้ำพลังงาน MRET ก็เห็นขายกันพักนึง แต่ก็เงียบไปค่ะ ส่วน Glycerin ที่ใสมาเป็นตัวดูดน้ำให้แก่ผิว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol น้ำมัน และซิลิโคน จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ เพราะยังมีสารดูดน้ำแค่ตัวเดียวอยู่ น่าจะมีมาเสริมอีกนิดนึง

3.Additives มีเท่าที่จำเป็น เหมือนตามคอนเซปท์ของเวชสำอางทั่วไป ที่จะไม่ใส่สารมาเยอะแยะ เพราะยิ่งมีสารเยอะ ก็ยิ่งเสี่ยงแพ้ได้ จุดนี้ไม่มี Parabens ไม่มีซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม แต่มีน้ำมันจากมะกรูด ปกติไม่ค่อยแพ้ แต่ต้องระวังว่าถ้าใช้แล้วไม่ได้ทากันแดด อาจจะแพ้แดดได้ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.ความพึงพอใจในการใช้งาน หลังจากลองใช้มาได้เดือนกว่าๆ ก็กลายเป็นสมบัติติดกระเป๋าตังไปเลยทีเดียว เพราะสามารถฉีดทับเมคอัพได้โดยที่เมคอัพไม่เลอะ ช่วงก่อนหน้าหนาว ผิวลอก ก็ได้อันนี้แหล่ะ มาคอยฉีดๆ ลดอาการหน้าตึงไปได้เยอะเลย ติดตรงกลิ่นนิดนึง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะอะไรมากมาย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน osmosis

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท DermaMD ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเวชสำอางดีๆหลายแบรนด์ และที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Scaderm Plus

[Cosme-Diagnosis] Scaderm Plus

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะมารีวิวเจลหอยทากแต้มสิวลดรอยแผลเป็น ผลิตภัณฑ์คุณภาพ เป็นเครื่องสำอางของไทย สั่งผลิตโดยบริษัทยานะคะ

ขึ้นชื่อว่าบริษัทยาเป็นคนสั่งผลิต ก็น่าจะเชื่อใจได้ในเรื่องของคุณภาพแล้วในระดับหนึ่ง

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Scaderm Plus จากบริษัท Pharmahof ค่ะ

scd 1-re

เนื้อเจลจะเป็นเจลเกือบจะใส แต่ไม่ใสทีเดียว เรียกได้ว่าโปร่งแสงค่ะ (ทางเภสัชกรรมจะเรียกลักษณะแบบนี้ว่า Translucent คือ โปร่งแสง ไม่ใช่โปรงใส หรือ Transparent ค่ะ)

กะจะพยายามซูมให้เห็นความโปร่งแสงของเนื้อเจลค่ะ แต่ได้แค่นี้นะ คือมันจะไม่ได้ขุ่นแบบครีม แต่ก็ไม่ได้ใส มันจะมีซัมติงอยู่ค่ะ

scd 3-re

ลักษณะแบบโปร่งแสงนี้มันสื่ออะไรได้หลายๆอย่าง เช่น ระบบนำส่งและเทคโนโลยีบางชนิด เมื่อใส่ลงมาในผลิตภัณฑ์เช่น เจล หรือโทนเนอร์ จะทำให้ผลิตภัณฑ์จากใสๆ กลายเป็นโปร่งแสงค่ะ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแค่ส่วนผสมของน้ำกับน้ำมัน ที่ปกติมันจะเป็นน้ำนม แต่พอเราเติมสารทำให้ใสเข้ามา (ในที่นี้คือ PEG-49 Hydrogenated castor oil) หยดน้ำมันในส่วนผสมก็จะเล็กลง ถูกสารทำให้ใสเก็บกักไว้ ก็จะได้ลักษณะโปร่งแสงได้เหมือนกันค่ะ

ก็จะไปตรงกับคำโปรย คือ “Nanosphere” ที่บรรจุวิตามิน A C E F

ว่าแต่เจ้า Nanosphere นี้คืออะไร?

Nanosphere นี้เป็นระบบนำส่งรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นอนุภาคทรงกลม เป็นของแข็ง ขนาดมีได้ตั้งแต่ 0.1 – 100 ไมครอน สามารถเก็บกักสารไว้ได้ภายใน ประโยชน์ของมันก็คือ ช่วยเพิ่มความคงตัวของสาร ช่วยเพิ่มการกระจายในผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น และก็ช่วยเรื่องการค่อยๆปลดปล่อยสารออกมาช้าๆ ทีละนิดๆ เพื่อให้สารสัมผัสผิวได้นานกว่า

วิตามินแต่ละตัวเป็นอย่างไร เดี๋ยวไปดูในส่วนของตอนวิเคราะห์สูตรนะคะ

หลายๆคน อาจจะยังไม่รู้จักวิตามิน F ว่ามันคืออะไร

มีหลายๆกระแสค่ะ บางกระแสก็บอกว่า วิตามิน F คือกรดไขมัน (Fatty acid) บางกระแสก็บอกว่า วิตามิน F คือ Linoleic acid ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีความสำคัญต่อผิว ตัวนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ Ceramide 1 ที่ทำหน้าที่ช่วยเรื่อง Barrier ผิวค่ะ

ลองมาดูเนื้อสัมผัสกันดูดีกว่านะคะscd 2-re

scd 7-re

ตัวนี้เวลามันแห้ง มันจะไม่ได้แห้งสนิทซะทีเดียว มันจะมีฟิล์มหนึบๆ เคลือบอยู่บนผิว แต่ไม่ได้มัน ไม่ได้เหนอะหนะ แล้วก็มองไม่เห็นค่ะ

ส่วนกลิ่น ตอนแรกเห็นว่ามีสารสกัดหัวหอมอยู่ 12% ก็นึกว่าจะเหม็นหัวหอมเหมือนที่เคยรู้สึก แต่อันนี้ไม่เลย กลิ่นหัวหอมจางมาก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แทนค่ะ (ใช้น้ำหอมแต่งกลิ่น)

ตามทฤษฎี บอกว่า การที่มีฟิล์มหรืออะไรไปกดทับแผลเป็นนูนอยู่ มันจะช่วยให้แผลเป็นยุบตัวลงไวขึ้นค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5-6 ก็โอเคค่ะ ใกล้เคียงกับผิวดี

IMG_1182-re

ก่อนจะไปดูส่วนผสม เราลองมาดูหลักการและทฤษฎีก่อนซักนิดนะคะ เรียกได้ว่าถ้าไม่มีหลักการ ไม่มีวิทย์นี่ ถือว่ามี่ไม่ได้มาเองค่ะ

เวลาผิวหนังบาดเจ็บ/มีบาดแผลก็จะเกิดการซ่อมแซม ซึ่งก็จะมีด้วยกัน 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ ขั้นตอนการอักเสบของผิว (Inflammation) ขั้นตอนการสร้างเนื้อเยื่อ (Tissue formation) และขั้นตอนการปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อ (Tissue remodeling)

ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแผลเป็น ซึ่งการเดาว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็นแผลเป็นเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัด และทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมด้วย

การดูแลแผลเป็นที่เราสามารถทำได้เองก็จะมี การทาผลิตภัณฑ์เพื่อลดรอยแผลเป็น และการใช้ซิลิโคนเจล มีรายงานการวิจัยหลายๆฉบับถกเถียงกันว่า ผลิตภัณฑ์ทาแผลเป็นให้ผลดีจริงหรือไม่ บางฉบับก็ทดสอบออกมาแล้วให้ผลไม่ดี บางฉบับก็ให้ผลดี ซึ่งมีงานวิจัยเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งที่ทำในประเทศไทย ทดสอบในผู้หญิงผ่าท้องคลอดที่ทาเจลทดสอบที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอมเข้มข้น 12% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ารอยแผลเป็นมีความนูนลดลง มีสีจางลง และมีความเจ็บปวดบริเวณแผลลดลง (Dermatol Res Pract. 2012; 2012:212945.)

เราก็เลยเห็นว่าพวกทาแผลเป็นในท้องตลาดนี่ ก็ใส่หัวหอมกันแทบทุกแบรนด์เลยทีเดียวเชียวค่ะ

และก็มีอีกหลายๆงานวิจัยที่บอกว่าสารสกัดจากใบบัวบกเองก็มีส่วนช่วยเรื่องแผลเป็นได้ดี

ผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็นที่ดีควรจะมีอะไรบ้าง สรุปมาให้เป็นแผนภาพแล้วค่ะ

หลักการแผลเป็น

ลองมาดูส่วนผสมกันดูดีกว่านะคะ

Aqua, Allium cepa bulb extract, Glycerin, Centella asiatica extract, Aloe barbadensis leaf extract, Glyceryl linoleate, Snail secretion filtrate extract, Caprylyl glycol, Cyclopentasiloxane, Propylene glycol, Acrylate/C10-30 alkyl acrylates crosspolymer, Glycolipids, Panax ginseng root extract, Tocopheryl acetate, Triethanolamine, Dimethicone, Phenoxyethanol, Sodium ascorbyl phosphate, Sorbitol, Xanthan gum, Perfume, Allantoin, Disodium EDTA, PEG-40 hydrogenated castor oil, Polysorbate 20

ถ้าดูจากคำโปรย หัวหอม 12% หอยทาก 3% จะเห็นว่า สารสกัดของ บัวบก กับ ว่านหางจรเข้ ใส่มาค่อนข้างเยอะอยู่นะ

แต่เราก็พยายามมองแล้วมองอีก แต่เหมือนวิตเอ จะหายไปจากรายการส่วนผสม

ลองดูทีละองค์ประกอบดีกว่านะคะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Allium cepa extract หรือ สารสกัดจากหัวหอม เรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงในเครื่องสำอางดูแลแผลเป็นเลยก็ว่าได้ สารสกัดจากหัวหอมมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ทดสอบในผู้หญิงผ่าท้องคลอดที่ทาเจลทดสอบที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอมเข้มข้น 12% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ารอยแผลเป็นมีความนูนลดลง มีสีจางลง และมีความเจ็บปวดบริเวณแผลลดลง (Dermatol Res Pract. 2012; 2012:212945.) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ Antioxidant ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีผลระงับเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด

-Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานถึงฤทธิ์ทางชีวภาพไว้ค่อนข้างเยอะ ฤทธิ์ทางชีวภาพของบัวบกได้แก่ ฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล กระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Fibronectin ในผิว ลดริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย (เรียกริ้วรอยก่อนวัยว่า Photoaging) (Postepy Dermatol Alergol. 2013; 30(1):46-9.) ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ MMP, Hyaluronidase และ Elastase ที่เป็นเอนไซม์ที่ไปทำลาย Collagen, Hyaluronic acid และ Elastin ในผิวตามลำดับ (Postepy Dermatol Alergol. 2013; 30(1):46-9.) ปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายโดยรังสี UV (Int J Mol Med. 2012; 30(5):1194-202.)

-Aloe barbadensis leaf extract คือ สารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009;58(12):643-50.)

-Snail secretion filtrate extract ส่วนที่ได้จากเมือกของหอยทาก ที่ Claim ว่ามีโปรตีนหลายชนิด มีประสิทธิภาพหลายอย่าง เช่นเพิ่มความชุ่มชื้น ส่งเสริมการสมานแผล ผลัดเซลล์ผิว ฯลฯ แต่มีหลักฐานที่เป็นการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เป็นริ้วรอยก่อนวัยจากรังสี UV ที่เรียกว่า Photoaging (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)

-Glycolipids สารอนุพันธ์ของไขมันที่ประกอบด้วยน้ำตาลจับกับไขมัน มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันมาทดแทนของเดิมในผิวหนัง

-Panax ginseng extract สารสกัดจากโสม มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพไว้เยอะมาก และเกือบจะครบทุกด้าน เช่น ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว (Pharmacogn Mag. 2014; 10(Suppl2):S272-5.) ลดการอักเสบ เสริมสร้างความแข็งแรงของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (J Ethnopharmacol. 2013; 145(1):294-302.) กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Ethnopharmacol. 2007; 109(1):29-34.) และการรับประทานสารสกัดโสมช่วยป้องกันไม่ให้ Ceramide ในผิวถูกทำลายจากรังสี UV (J Med Food. 2009; 12(4):746-54.) อาจจะเอามาประยุกต์ใช้กับการทาได้

-Tocopheryl acetate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลแค่ป้องการสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพไปเพราะอากาศ

-Sodium ascorbyl phosphate อนุพันธ์ของวิตามินซี ชนิดละลายน้ำ มีประโยชน์เป็น Antioxidant, Whitening และช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Sorbitol เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

-Allantoin สารสำคัญในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)

2.Base หลักๆเป็นน้ำ มีน้ำมันอยู่ตัวนึงกับซิลิโคนอีกสองตัว ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ. Glycerin, Caprylyl glycol ตัวนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ด้วย, Propylene glycol

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl linoleate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่เมื่อซึมเข้าไปในผิว จะปลดปล่อย Glycerin กับ Linoleic acid ให้ผิว สองตัวนี้ชวยเรื่องความชุ่มชื้น และก็ Barrier ของผิว Linoleic acid นี่บางที่เรียกว่าเป็น Vitamin F ค่ะ

3.Additives ได้แก่

3.1Silicones ได้แก่ Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ กับ Dimethicone ที่ช่วยเคลือบผิวให้สัมผัสที่ดีตอนทา

3.2Emulsifier/Surfactant ได้แก่ PEG-40 hydrogenated castor oil กับ Polysorbate 20 สองตัวนี้มีสมบัติเป็นสารทำให้ใสได้

3.3สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acrylate/C10-30 alkyl acrylates crosspolymer กับ Xanthan gum

3.4สารปรับ pH ได้แก่ Triethanolamine ใช้ปรับ pH ให้สูงขึ้น

3.5Preservatives ได้แก่ Caprylyl glycol, Phenoxyethanol และสารจับโลหะ EDTA

3.6สารแต่งกลิ่น/Perfume

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ในส่วนของสารออกฤทธิ์ เน้นไปที่การสมานแผล ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น สารสกัดจากบัวบกให้ผลเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนมาเติมเต็มในกรณีที่เป็นแผลเป็นแบบหลุม ส่วนของวิตซี ช่วยเรื่องของรอยด่างดำ และรอยดำหลังจากสิวได้ สารหลายๆตัวให้ผลเป็น Antioxidant ด้วย ซึ่งก็ถือว่ามีครบ แต่โดยส่วนตัวอยากได้ส่วนผสมของ Niacinamide เสริมเข้ามาอีกตัว น่าจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเป็น Emulsion (ประกอบด้วยน้ำกับน้ำมัน) จริงหรือเปล่า เพราะลักษณะเนื้อของมันที่เป็นแบบโปร่งแสง ส่วนผสมที่ใส่มาให้ผลดึงน้ำให้ผิวได้ดี เพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives สารที่ใช้ไม่ได้มีอะไรมาก ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรกับผิว แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเหมือนกัน แม้ว่าจะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์รอบดวงตามาก่อน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.ความพึงพอใจในการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เมื่อนวดแล้วจะค่อนข้างหนึบอยู่กับผิว จริงๆเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้เพิ่มแรงกดทับแผลไว้ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามันหนักไปหน่อย เรื่องของกลิ่นทำมาได้ดี ไม่มีกลิ่นฉุนของน้ำหอม ส่วนตัวเอาไปแต้มสิวที่กำลังจะยุบ ยุบไวขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วก็ไม่ทิ้งรอยดำ หรือหลุมสิว หรือรอยโรคไว้ด้วย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

scaderm point

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณบริษัท Pharmahof ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

พบกันใหม่โอกาสหน้านะคะ สำหรับวันนี้บ๊ายบาย สวัสดี มีความสุขกับวันอาทิตย์ค่ะ

ถ้าสนใจในรายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ทางลิงค์ข้างล่างนี้เลยนะคะ

แฟนเพจผลิตภัณฑ์

https://www.facebook.com/scaderm

แฟนเพจบริษัท Pharmahof

https://www.facebook.com/pharmahof

 

[Beauty Talks] Toner Myths Part 2

[Beauty Talks] Toner Myths Part 2

วันนี้เอาโทนเนอร์ในท้องตลาดมาวิเคราะห์แบบสรุปๆ เป็นกรณีศึกษาเพื่อนำไปใช้ประยุกต์เลือกโทนเนอร์ที่เหมาะสมกับผิวเราค่ะ

 

โฉมหน้าของ Case ในวันนี้ มีดังนี้ค่ะ

toner รวมดาว

 

 

เรียงจากซ้ายไปขวานะคะ

1. Toner กระชับรูขุมขนจากแบรนด์ T

2. Toner Ceramide จากแบรนด์ H

3. Toner ลดริ้วรอยจากแบรนด์ S

4. Peeling toner จากแบรนด์ I

5. Moisture toner จากแบรนด์ P

 

มาดูทีละตัวเลยนะคะ

โทนเนอร์ตัวที่ 1: โทนเนอร์กระชับรูขุมขนจากแบรนด์ T สูตร Original

thayer

ส่วนผสม

Purified Water, SD Alcohol 40-B (Natural Grain) 10%, Aloe Barbadensis Leaf Juice (Certified Organic Filet of Aloe Vera), Hamamelis Virgiana Extract (made from Certified Organic Witch Hazel), Glycerin (Vegetable), Fragrance (Natural Witch Hazel), Citrus Grandis (Grapefruit) Seed Extract, Citric Acid

 

บางที่เค้าจะล่อลวงเราด้วยคำว่า Organic, Natural แต่ความจริงก็ไม่ใช่ว่า ของที่มันไม่ Organic มันจะเป็นอันตรายกับผิวไปเสมอ ดูไปดูมาพวกสารที่ไม่ใช่ Organic มีคุณสมบัติบำรุงผิวดีกว่า มีสัมผัสสวยกว่าอีก

 

โทนเนอร์สูตรนี้มีสารสกัดจาก Witch hazel กับ ว่านหางจรเข้ ซึ่งดูเผินๆก็เหมือนจะดี ให้ผลกระชับรูขุมขน พร้อมกับเติมน้ำให้ผิวในเวลาเดียวกัน มาติดตรงส่วนประกอบของ Alcohol ซึ่งถ้าใครมีผิวมันได้ใช้คงโอเค เพราะ Alcohol จะช่วยชะเอาไขมันที่อุดตันในรูขุมขนออกมาข้างนอก ช่วยให้ผิวเรานุ่มสบายขึ้นด้วย แต่ถ้าใครผิวแห้ง มาเช็ดบ่อยๆก็คงไม่น่าจะเหมาะสมเท่าไหร่

 

โทนเนอร์ตัวที่ 2: โทนเนอร์ Ceramide จากกแบรนด์ H

holika

ส่วนผสม:

water, butylene, glycol, betaine, glycerin, glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer, propylene glycol, dimethicone, dimethicone/vinyl dimethicone crosspolymer, peg-20 sorbitan cocoate, gylcosyl trehalose, hydrogenated starch hydroylsate, diphenylsiloxy phenyltrimethicone, triethylhexanoin, polyglyceryl-10 myristate, polyouaternium-51, glyceryl polymethacrylate, aleuritic acid, yeast extract, glycoproteins, dipotassium glycyrrhizinate, panthenol, cetearyl alcohol, gylceryl stearate, stearic acid, ethylhexyl isononanoate, phytosteryl/isostearyl/cetyl/stearyl/behenyl dimer dilinoleate, cetearyl glucoside, hydroxypropyl bispalmitamide mea, glycine soja (soybean) sterols, meadowfoam estolide, ceramide 3, hydrogenated polydecene, butyrospermum parkii (shea) butter, ceteareth-20, glyceryl citrate/lactate/linoleate/oleate, glycosphingolipids, ceramide 6 ii, eruca sativa leaf extract, sodium hyaluronate, xanthan gum, acrylates/c10-30 alkyl acrylate crosspolymer, peg-60 hydrogenated castor oil, caramel, disodium edta, tromethamine, citrus aurantium, bergamia (bergamot) fruit oil, fragrance, phenoxyethanol, caprylhydroxamic acid, caprylyl glycol

 

จากส่วนผสมนี้จะเห็นได้ว่า มีน้ำมันอยู่เป็นองค์ประกอบด้วย ซึ่งก็เป็นน้ำมันพืชดีๆ หลายชนิด รวมไปถึง Ceramides ซึ่งให้ผลทดแทนไขมันในผิว เสริมสร้าง Barrier function มีสารลดการระคายเคือง ลดการอักเสบในผิวด้วย ส่วนผสมที่มีน้ำมันน่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวแห้งมากกว่า แต่ถ้าเป็นคนที่มีผิวมันมากๆ การมาใช้อันนี้ทุกวันๆ ก็น่าจะไม่ได้ตอบโจทย์อะไร

 

โทนเนอร์ตัวที่ 3: โทนเนอร์ลดริ้วรอยจากแบรนด์ S

 

sulwashoo

ส่วนผสม:

PINUS SYLVESTRIS BARK EXTRACT, ARTEMISIA VULGARIS EXTRACT, ANGELICA ACUTILOBA ROOT EXTRACT, CNIDIUM OFFICINALE ROOT EXTRACT, BUTYLENE GLYCOL, DICAPRYLYL CARBONATE, CETEARETH-12, CETYL ETHYLHEXANOATE, GLYCERYL STEARATE, CAMELLIA SINENSIS LEAF EXTRACT, PAEONIA ALBIFLORA ROOT EXTRACT, NELUMBO NUCIFERA SEED EXTRACT, POLYGONATUM OFFICINALE RHIZOME/ROOT EXTRACT, LILIUM TIGRINUM FLOWER/LEAF/STEM EXTRACT, REHMANNIA GLUTINOSA ROOT EXTRACT, CHRYSANTHEMUM MORIFOLIUM FLOWER EXTRACT, PAEONIA SUFFRUTICOSA ROOT EXTRACT, CITRUS UNSHIU PEEL EXTRACT, ADENOPHORA STRICTA ROOT EXTRACT, LYCIUM CHINENSE ROOT EXTRACT, COIX LACRYMA-JOBI MA-YUEN SEED EXTRACT, ANGELICA TENUISSIMA ROOT EXTRACT, HONEY, HYDROLYZED GINSENG SAPONINS (ENZYME-TREATED RED GINSENG SAPONINS), PINUS SYLVESTRIS LEAF EXTRACT, GLYCYRRHIZA URALENSIS (LICORICE) ROOT EXTRACT, OPHIOPOGON JAPONICUS ROOT EXTRACT, PANAX GINSENG ROOT EXTRACT, OLDENLANDIA DIFFUSA EXTRACT, PRUNUS MUME FRUIT EXTRACT, ROSA MULTIFLORA FRUIT EXTRACT, CHAENOMELES SINENSIS FRUIT EXTRACT, PINUS KORAIENSIS SEED EXTRACT, SESAMUM INDICUM (SESAME) SEED EXTRACT, PERILLA OCYMOIDES SEED EXTRACT, BETA-GLUCAN, LIMNANTHES ALBA (MEADOWFOAM) SEED OIL, CETEARETH-20, DIMETHICONE, WATER, CETEARYL ALCOHOL, CETYL PALMITATE, TOCOPHERYL ACETATE, METHOXY PEG-114/POLYEPSILON CAPROLACTONE, GLYCERIN, PROPANEDIOL, POTASSIUM CARBOMER, DISODIUM EDTA, PHENOXYETHANOL, FRAGRANCE

 

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเต็มไปด้วยสารสกัดพืชหลายๆชนิด ซึ่งเป็น Signature ของแบรนด์นี้เลย ในส่วนผสมมีสารดูดน้ำดีๆหลายตัว แต่ก็มีน้ำมันปนมาด้วยเหมือนกัน ดังนั้นถ้าใครที่ผิวแห้ง หรือผิวธรรมดามาใช้ ก็น่าจะตอบโจทย์ แต่ถ้าคนที่ผิวมันมากๆมาใช้ก็อาจจะเหนอะหนะและหนักผิวเกินไป

 

โทนเนอร์ตัวที่ 4: Peeling toner จากแบรนด์ I

itsskin

 

ส่วนผสม:

WATER, ALCOHOL DENAT., HAMAMELIS VIRGINIANA (WITCH HAZEL) WATER, GLYCERETH-26, PORTULACA OLERACEA EXTRACT, LACTOBACILLUS FERMENT, SACCHAROMYCES FERMENT FILTRATE, METHYLPARABEN, SALIX NIGRA (WILLOW) BARK EXTRACT, FRAGRANCE, PEG-40 HYDROGENATED CASTOR OIL, PPG-26-BUTETH-26, TRISODIUM PHOSPHATE, POTASSIUM PHOSPHATE, BENZOPHENONE-4, SALICYLIC ACID, DISODIUM EDTA

 

จากส่วนผสม ก็จะมี Witch hazel ช่วยกระชับรูขุมขน สารสกัด Portulaca กับยีสต์ Saccharomyces Ferment filtrate ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว ส่วน Peeling ที่ว่า มาจาก สารสกัดจาก Willow bark ซึ่งมี Salicylic acid ตามธรรมชาติ กับ Salicylic acid ที่ใส่เพิ่มมา และ Lactobacilus ferment ซึ่งให้ Lactic acid เป็นองค์ประกอบหลัก แต่การออกฤทธิ์ของพวกนี้ขึ้นกับค่า pH ด้วย ถ้า pH อยู่ที่ราวๆ 4 สูตรนี้คงไม่เหมาะแน่ๆ ถ้าจะเอามาใช้ทุกวัน แต่ถ้าเอามาใช้อาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้งน่าจะโอเคอยู่ แต่ว่ามี Alcohol ซึ่งบางคนอาจจะทนไม่ไหวก็ได้

 

โทนเนอร์ตัวที่ 5: Moisturizer toner จากแบรนด์ P

 

พอลล่า

ส่วนผสม

Water, Glycerin, Superoxide Dismutase, Camellia Sinensis (Green Tea) Leaf Extract, Epilobium Angustifolium (Willow Herb) Extract, Vitis Vinifera (Grape) Seed Extract, Sodium PCA, Creatine, Lecithin, Phospholipids, Linoleic Acid, Sodium PEG-7 Olive Oil Carboxylate, Magnesium Ascorbyl Phosphate, Tocopheryl Acetate, Butylene Glycol, Panthenol, Allantoin, Polysorbate-20, PEG-4, Hydroxyethylcellulose, Phenoxyethanol

 

จากส่วนผสมจะเห็นว่ามีสารสกัดและสารออกฤทธิ์ที่เป็น antioxidant ดีๆอย่าง Superoxide dismutase กับชาเขียว แม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันจะออกฤทธิ์ได้จริงหรือเปล่า เพราะมันเป็นกลุ่ม Enzyme ซึ่งความคงตัวค่อนข้างต่ำ สูตรนี้มีน้ำมันด้วย แต่ไม่มากนัก ไม่มีแอลกฮอล์ จึงน่าจะใช้ได้กับทุกสภาพผิว

 

จะเห็นว่า ทุกๆโทนเนอร์ก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ถ้าเราเลือกประเภทที่เหมาะสมกับผิวเรา เราก็สามารถใช้ได้ แล้วให้ประโยชน์บำรุงผิวด้วยค่ะ

 

แต่ถ้าวันดีคืนดีเราใช้อะไรแล้วรู้สึกหนัก ไม่สบายผิว หรือร้อนๆ วูบวาบ ก็ลองพิจารณาหยุดดีกว่านะคะ อาจจะเป็นสัญญานเตือนว่า ผิวไม่ชอบ ก็ได้

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

[Cosme Diagnosis] Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali

[Cosme Diagnosis] Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali

อากาศร้อนๆแบบนี้ผิวก็เริ่มจะมันๆวาวๆอีกครั้ง วันนี้ก็เลยแวะเอาซีรัมคุมมันจากอิตาลีมารีวิวเล่าสู่กันฟังค่ะ

 

ซีรัมตัวนี้ใช้แทน Primer ได้ด้วยนะคะ

 

ผลิตภัณฑ์วันนี้ก็คือ Primæcure Mat จาก Cosmetici magistrali เวชสำอางจากประเทศอิตาลีค่ะ

 

IMG_0746-re

 

ตัวผลิตภัณฑ์มาในหลอดบีบสีขาว สกรีนลายโลโก้และชื่อผลิตภัณฑ์ เนื้อเป็นเนื้อสีขาวๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ

IMG_0747-re

 

เนื้อจะเกลี่ยค่อนข้างง่าย แห้งและแนบสนิท เรียบเนียนไปกับผิวค่ะ

IMG_0748-re

 

มะกี๊บอกว่าใช้เป็นไพรม์เมอร์ได้ด้วย ก็เลยจะลองเทสต์กับรองพื้นให้ดูนะคะ

IMG_0749-re-horz

 

จะเห็นว่าบริเวณที่ทา Primæcure Mat จะ Mat กว่า สมชื่อเลยค่ะ แล้วก็เกลี่ยรองพื้นได้ดีกว่าด้วย

ลองให้ดูที่สภาวะแสงต่างๆกันนะคะ

IMG_0751-re-horz-2

 

เสียดายที่มี่เป็นคนผิวแห้ง ก็เลยไม่รู้ว่าคนที่ผิวมันมากๆจะคุมได้นานแค่ไหน แต่ผิวมี่ที่จมูกกับคาง Matt ตั้งแต่เช้ายันสี่ทุ่มเลยค่ะ (ใช้คู่กับรองพื้น Illamasqua Skin Base Foundation ค่ะ)

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 ค่ะ ใกล้เคียงกับผิวเราพอดีเลย

IMG_0761-re

ลองดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

Aqua, Propylene glycol, Ethylhexyl palmitate, Glycerin, Fomes Officinalis extract, Candelilla/Jojoba/Rice bran polyglyceryl-3 esters, Glyceryl stearate, Butylene glycol, Cyclopentasiloxane, Zinc PCA, Biotin, Arctium majus root extract, Carbomer, Sodium stearoyl lactylate, Cetearyl alcohol, Sodium hydroxide, Imidazolidinyl urea, Parfum, Disodium EDTA, Allantoin, Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Plankton extract, Phenethyl alcohol, Tilia cordata flower water, Chamomilla recutita extract, Methylisothiazolinone, Sodium benzoate, Potassium sorbate.

มาดูคุณสมบัติของสารแต่ละอย่างกันดีกว่านะคะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Fomes officinalis extract คือ สารสกัดจากเห็ดชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดในอาสาสมัครซึ่งจัดโดยบริษัทที่ผลิตสารสกัดฯ พบว่าให้ผลกระชับรูขุมขนได้ในทันทีที่ทา และผลที่ได้ดีกว่า Witch hazel กับ Zinc (Technical data sheets: Laboratoires Serobiologiques)

-Zinc PCA สารลูกผสมของ Zinc กับ Pyrollidone carboxylic acid (PCA) ซึ่ง PCA ปกติทำหน้าทีเป็น Natural moisturizing factor ที่อุ้มน้ำให้กับผิว Zinc เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิด สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปลดการสร้าง Activator protein 1 และ MMP-1 ที่มักจะสร้างเวลามีรังสี UV ซึ่งตัว MMP เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.)

-Biotin หนึ่งในวิตามินกลุ่มวิตามินบี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างและสลายไขมัน รวมทั้งไขมันในเซลล์ผิว การได้รับ Biotin จึงมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีการสร้างไขผิวหนังอย่างปกติ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง ลดริ้วรอย

-Arctium majus root extract สารสกัดจากพืชตระกูลเดียวกับ Burdock อุดมด้วยวิตามินบี 1 6 12 และ E ให้ผลบำรุงผิว ควบคุมการสร้างน้ำมัน มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยลดการอักเสบ ในฐานข้อมูลงานวิจัยยังไม่พบที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง

-Allantoin สารสำคัญในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)

-Plankton extract สารสกัดจากแพลงค์ตอน มีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธ์ก็แตกต่างกันไป คุณสมบัติรวมๆของสารสกัดแพลงค์ตอน คือเพิ่มความชุ่มชื้นและให้คุณสมบัติสบายผิว (Soothing)

-Tilia cordata flower water น้ำที่ได้จากการคั้นดอกของ Lime tree Linden ผู้ผลิตบอกว่ามีประโยชน์ให้ความชุ่มชื้น Soothing และเป็น Whitening มีฟลาโวนอยด์หลายชนิด และมีแทนนิน ซึ่งเคยมีรายงานว่าสารพฤกษเคมีสองกลุ่มนี้มีฤทธิ์ Anti-oxidant และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ ไม่พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพ

-Chamomilla recutita extract สารสกัดจาก German Chamomile ปกติใช้เป็น Anti-inflammatory, สารลดการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว

2.Base ก็จะมีส่วนของน้ำกับน้ำมัน ได้แก่

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propylene glycol, Glycerin, Butylene glycol

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Ethylhexyl palmitate, Cetearyl alcohol, Glyceryl stearate น่าเสียดายที่ Ethylhexyl palmitate อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน

3.Additives ได้แก่

3.1Silicone มี Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกที่ดีตอนทา และแห้งสบายผิว

3.2Emulsifier เป็นสารที่ช่วยผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน ได้แก่ Candelilla/Jojoba/Rice bran polyglyceryl-3 esters ที่ค่อนข้างอ่อนโยน และเป็นธรรมชาติ กับ Sodium stearoyl lactylates ก็เป็นตัวที่อ่อนโยน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้เช่นกัน

3.3สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Carbomer

3.4สารปรับ pH ได้แก่ Sodium hydroxide ถึงจะเห็นสารตัวนี้ เราจะบอกว่ามันไม่ดี ก็คงไม่ถูก เพราะเค้าใส่มาแค่ปรับ pH ให้เหมาะสม (จากที่ลองวัดดูจะเห็นว่าเท่ากับ 5) ไม่ได้ใช้ในความเข้มข้นที่เยอะมากจนจะเป็นอันตรายได้แบบที่หลายๆคนเข้าใจ ในหลายๆครั้งเลยความระคายเคืองของสารขึ้นอยู่กับความเข้มข้นด้วย

3.5Perservatives ได้แก่ สารกันเสีย Imidazolidinyl urea, Chlorphenesin, Phenoxyethanol, Phenethyl alcohol, Methylisothiazolinone, Sodium benzoate, Potassium sorbate และสารจับโลหะ EDTA

3.6สารแต่งกลิ่น/Parfum

ถึงเวลาให้คะแนน

1. Actives จะเห็นว่าสารออกฤทธิ์เน้นไปที่สารควบคุมความมัน แต่ก็ไม่ได้คุมมันอะไรจนมากเกินไป ก็มีสารออกฤทธิ์อื่นๆมาช่วยเสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ช่วยเรื่องกระชับรูขุมขน ลดการอักเสบในผิว และยังให้ความรู้สึกสบายผิวด้วย โดยรวมถือว่ามีประโยชน์หลายๆอย่าง ไม่ใช่แค่คุมมันเฉยๆ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base มาในรูปแบบของ Emulsion ซึ่ง Emulsion ที่ดีควรจะมีสารที่คอยดึงน้ำให้ผิว สารไขมันเคลือบผิว และสารไขมันจากธรรมชาติ ในส่วนผสมชุดนี้ มีสารดึงน้ำให้ผิวอยู่ 3 ตัว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol ที่เรามักจะเจอในกลุ่มเครื่องสำอางคุมมัน กระชับรูขุมขน ในส่วนของสารไขมัน Ethylhexyl palmitate กับ Glyceryl stearate จัดเป็นสารไขมันชนิดที่ดูดซึมได้ บ้าง เคลือบผิวได้บ้าง ก็ก้ำกึ่งกันไป แต่มีข้อน่าเสียดายคือ Ethylhexyl palmitate อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน แต่การตอบสนองของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป บางคนอาจจะไม่อุดตันก็ได้ ส่วนตัวมี่ใช้แล้วก็ไม่ได้มีสิวผุดหรือเห่อขึ้นมาแต่อย่างใด จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3. Additives ดูเหมือนว่าจะใส่สารกันเสียมาเยอะมาก แต่ส่วนผสมส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร และโดยเฉพาะตัว Emulsifier ที่ค่อนข้างจะอ่อนโยนกับผิว แม้ว่าจะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทั่วไปที่ไม่ได้ใช้กับรอบดวงตามาก่อน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. การใช้งาน ส่วนตัวคิดว่าทาแล้วผิวดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยหาย รูขุมขนพร่องลง แต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น ไม่เป็นคราบ รองพื้นยังสดเหมือนตอนแต่งใหม่ๆ ไม่ดรอประหว่างวัน และไม่ได้คุมมันมากเกินทำให้ผิวแห้งมากจนเกินไป จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน Primaecure

 

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัทไอเมดิกา ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามที่ทางเพจ เลยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

 

http://www.imedicaskincare.com/

[Beauty Talks] ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโทนเนอร์

[Beauty Talks] ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโทนเนอร์

วันนี้เอาสาระดีๆมาฝากค่ะ เกี่ยวกับเรื่องของโทนเนอร์

หลายๆคนมักจะคิดว่าจริงๆแล้วโทนเนอร์เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย และไม่เป็นมิตรกับผิว โดยยังไม่ได้รู้จริง รู้ลึกเกี่ยวกับโทนเนอร์ และความก้าวหน้าของโทนเนอร์ในปัจจุบัน

วันนี้จะมาเล่าความเชื่อผิดๆ ที่เรามักเชื่อกันไปเองเกี่ยวกับโทนเนอร์ให้ฟังค่ะ

 

ก่อนจะไปเล่าความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโทนเนอร์ ขอเล่าให้ฟังก่อนว่าโทนเนอร์คืออะไร

 

โทนเนอร์ในสมัยโบราณ ออกแบบมาเพื่อกระชับรูขุมขน และองค์ประกอบที่ใช้เพื่อคุณสมบัตินี้ก็คือ Alcohol  และใช้กันในความเข้มข้นที่สูงมากด้วย ซึ่ง เวลาเราทาผลิตภัณฑ์ที่มี Alcohol อยู่แล้วมันระเหยออกไป มันจะทำให้เรารู้สึกเย็น และมันจะดึงน้ำบริเวณนั้นไปด้วย รวมถึงละลายเอาน้ำมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนออกมา ทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น แต่หลังๆมาคนเริ่อมไวต่อแอลกออฮอล์กันมากขึ้น โทนเนอร์ก็เลยไม่ได้ใส่ Alcohol มากเหมือนสมัยก่อน หรือบางครั้งก็เป็น Alcohol free ไปเลย

อีกจุดประสงค์หนึ่งของ Toner ก็คือ ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก ที่เราล้างหน้าไม่หมด ออกไป หลายๆคน หลายๆครั้งเลยจะเห็นว่าพอเอาโทนเนอร์เช็ดหลังล้างหน้าแล้ว สำลียังเป็นสีน้ำตาล หรือ เทา อยู่ นั่นก็เพราะว่า การล้างหน้าของเรายังไม่หมดจดนั่นเอง

 

เจ้า Alcohol free toner บางชนิดก็จะมีลูกเล่นอื่นๆ มาช่วยเรื่องรูขุมขนแทน Alcohol เช่น การเลือกใส่สารสกัดที่มีคุณสมบัติกระชับรูขุมขน (ทางผิวหนังเรียกว่า Astringent) ซึ่งก็ถือว่าอ่อนโยนและเป็นมิตรกับผิวมากขึ้น

Toner จัดเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำใส (Solution) คือ เป็นสารละลายของสารอื่นๆในน้ำใสๆ แต่ปัจจุบันก็อาจจะมีโทนเนอร์แบบอื่นๆ เช่น โทนเนอร์คุมความมันที่มีผงแป้งกระจายอยู่ โทนเนอร์แบบน้ำนม

 

รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ลูกหลานที่เกิดมาใหม่อย่าง Essence, Lotion (Lotion ฝั่งญี่ปุ่น จะเป็นน้ำใสๆ), Skin (น้ำใสๆ จากฝั่งเกาหลี) ฯลฯ ซึ่งก็ให้คุณสมบัติในเรื่องเดียวกัน

 

แต่เห็นว่าหลังๆมานี่ มีแต่คนบอกว่าโทนเนอร์ไม่จำเป็น ส่วนพนักงานขายก็ต้องการขาย เค้าก็บอกว่ามันจำเป็น ลองมาดูด้วยความเป็นกลางกันดีกว่า แล้วตัดสินใจเอา ว่าจำเป็นหรือไม่จำเป็น นะคะ 🙂

 

ปัจจุบันนี้มีกระแสความเชื่อผิดๆของ Toner ที่ออกมาอยู่ 5 ด้านด้วยกัน

Toner myth

 

ข้อแรก Toner เป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย และไม่จำเป็น

ข้อนี้ไม่เสมอไป เพราะถ้าเราล้างหน้าไม่สะอาด แล้วเราไม่ได้เช็ดโทนเนอร์ก่อนการบำรุงผิว สิ่งสกปรกนั้นมันก็จะตกค้างบนผิวไปเรื่อยๆ เกิดเป็นความหมองคล้ำ สิวอุดตัน หรืออื่นๆ

แต่ถ้าเราล้างหน้าอย่างสะอาด โทนเนอร์ก็ไม่จำเป็นค่ะ

 

ข้อสอง Toner มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่เป็นอันตรายกับผิว

ข้อนี้ผิดอย่างแรงเลย

ประการแรก Alcohol ไม่ได้เป็นอันตรายกับผิวในทุกๆกรณี ในบางกรณี Alcohol ก็มีประโยชน์ คือ เค้าจะช่วยละลายไขมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน พาออกมาเคลือบผิวที่ภายนอก ทำให้เรารู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้น เวลาเค้าระเหยไป เค้าจะดึงน้ำไปด้วย ทำให้เรารู้สึกเย็น และช่วยกระชับรูขุมขนด้วย

แต่ถ้าใครบอกว่า Alcohol ในเครื่องสำอางจะช่วยฆ่าเชื้อได้ อันนี้ก็ผิดเหมือนกัน เพราะว่า Alcohol ที่ใส่มาในความเข้มข้นน้อยมากๆนั้น แทบจะไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อเลย

แต่ ผิวเรา ทนต่อ Alcohol ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเเสบ หรือระคายเคืองได้ นี่ไม่ได้เรียกว่าการแพ้ Alcohol เพราะการแพ้ ต้องเกิดจากภูมิคุ้มกัน มีผื่น มีลุกลามไปที่อื่น แต่นี่เรียกว่า การระคายเคือง เพราะ Alcohol ไปชะเอาไขมันดีๆในผิวออกมา แทนที่จะไปชะเอาแค่ไขมันที่อุดตันในรู ออกมา

ประการที่สอง ไม่ใช่ว่าทุกๆ Toner ในท้องตลาด จะมี Alcohol หมด เดี๋ยวนี้ก็มี Toner หลายๆยี่ห้อ ไม่ใส่ Alcohol มา

เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองหาส่วนผสมที่เหมาะกับผิวเรา โทนเนอร์ก็ไม่ได้อันตรายกับผิวเสมอไป

 

ข้อสาม Toner มีส่วนผสมของกรด ที่อาจจะกัดผิว

ไม่ใช่ว่า ทุกๆ Toner มีกรดหมด ข้อนี้น่าจะหมายถึงเฉพาะ Toner ที่มี AHA

แต่ว่า AHA ที่ใส่มาในเครื่องสำอาง กฎหมายความคุมปริมาณการใช้ และ pH ของผลิตภัณฑ์ จึงไม่ได้อันตรายและเข้มข้นมากถึงขั้นจะไปกัดผิว

ในทางกลับกัน AHA ยังมีประโยชน์ในการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวเนียนเรียบ และก็ เติมน้ำให้ผิวได้ด้วย

แต่ ผลิตภัณฑ์ที่มี AHA ไม่ควรใช้บ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวบาง เสี่ยงต่อการแพ้ง่าย และแพ้แดดได้

 

ถ้าเป็นห่วงเรื่องผิวบาง ก็ลองมองหาโทนเนอร์ที่ไม่มี AHA แทน ข้อนี้ก็ตกไป

 

ข้อสี่ Toner ทำร้ายผิวที่บอบบาง

 

ข้อนี้ก็ไม่เสมอไป ขึ้นกับส่วนผสม ถ้าเราเลือกโทนเนอร์ที่บำรุงดีๆ ก็จะเป็นประโยชน์กับผิว

สารบางตัวในสูตร Toner กลับเป็นประโยชน์กับผิวมากกว่าเสียอีก เช่น โทนเนอร์ผสม Hyaluron ผสม Collagen ผสมสารสกัดจากผักผลไม้ต่างๆ

 

ข้อห้า Toner ควรใช้แค่อาทิตย์ละไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ข้อนี้ก็ไม่ได้ถูกเสมอไป เพราะถ้าเป็นโทนเนอร์ที่มีกรด AHA หรือมีแอลกอฮอล์เยอะๆ การใช้แค่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นโทนเนอร์ดีๆที่มีประโยชน์ ก็สามารถใช้ได้ทุกวัน

 

 

จะเห็นว่าโทนเนอร์จริงๆแล้ว ถ้าเราเลือกให้เหมาะกับผิวเรา ก็มีประโยชน์นะคะ ยิ่งคนผิวมัน บางทีแค่โทนเนอร์เติมน้ำขั้นตอนเดียวก็จบได้เลย ไม่ต้องทาอะไรเยอะแยะให้วุ่นวายไป