Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มที่บำรุงผิว 3 ด้านไปพร้อมๆกัน กับ Clara de Lin intensive hydrating & Rejuvenating serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอาเซรั่มที่น่าสนใจ ซึ่งมีคอนเซปท์หลัก 3 ด้าน คือเป็น Whitening, Antiaging และเป็น Moisturizer ไปพร้อมๆกัน มารีวิวให้ชมกันค่ะ

นางเป็นเซรั่มแบรนด์ไทย อย่าง Clara de Lin คลาร่า เดอ ลิน ที่ไปออกบูธมากมายหลายงานเลยทีเดียว อย่างล่าสุดก็ Thailand Industry Expo 2017 เมื่อปลายเดือน กค. ที่เมืองทองฯค่ะ

booth

received_10155092374209952.jpeg

ขอเกริ่นที่มาของแบรนด์นิดหน่อยนะคะ Clara De Lin คลาร่า เดอ ลิน ชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของหญิงสาวนาม “Clara-คลาร่า” ซึ่งมีความหมายว่า กระจ่าง สว่างใส เป็นที่เลื่องลือไกล

โดย ผลิตภัณฑ์ของ Clara De Lin นั้น แรกเริ่ม มาจากการผลิตครีมเพื่อผิวหน้า โดยการคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์โดยเภสัชกรซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อใช้เฉพาะสำหรับกลุ่มเล็กๆในหมู่เพื่อนและครอบครัว ต่อมาพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีประสิทธิภาพดี จึงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลค่ะ

วันนี้มี่นำเซรั่มของเขามารีวิวนะคะ ชื่อเต็มๆของนางก็คือ Clara de Lin intensive hydrating & rejuvenating serum

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

clara 5

มาในกล่องสไตล์วินเทจสีชมพู

ด้านในเป็นขวดอคริลิกทรงสี่เหลี่ยม

clara 6

เนื้อเซรั่มจะออกเป็นในเชิงน้ำนม อารมณ์สัมผัสจะคล้ายๆครีมเจล นางไม่มีน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

clara 1

เกลี่ยง่าย ชุ่มชื้นผิวดี แต่ก็ไม่ถึงกับเหนอะหนะค่ะ

clara 2

พอผ่านไป 5 นาทีก็จะซึมจนหมด

clara 3

ค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ ใกล้เคียงกับผิวดี

clara 4

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส clara

มี่ทำสีสารบำรุงไว้ 2 สีหลักๆ คือ สีม่วง จะเป็นสารบำรุง กับ สีฟ้า จะเป็นกลุ่มสารไขมันนะคะ

จากส่วนผสม จะเห็นว่ามีสารบำรุงอยู่หลายชนิดเหมือนกัน

เรามาดูตัวที่น่าสนใจดีกว่าค่ะ

  • Methylsilanol mannuronate ตัวนี้เป็นสารอนุพันธ์อินทรีย์ของธาตุ Silicon ได้จากการดัดแปลงมาจากสาหร่ายสีน้ำตาล มีชื่อทางการค้าว่า Algisium C ทางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า สารประกอบนี้จะเข้าไปทดแทนส่วนประกอบของธาตุ Silica ในชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิว ซึ่งมีจำนวนลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความแก่ชราของผิว สารนี้มีประโยชน์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมการฟื้นฟูผิว ลดการอักเสบ
  • สารสกัดจากถั่วเหลือง สารสกัดจากถั่วเหลืองประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่ม Polyphenol หลายชนิด เช่น flavonoids, isoflavone รวมไปถึงพวก Tannin และ proanthocyanidin มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ลดการอักเสบ กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว ปกป้องผิวจากรังสี UV และ เป็น Whitening โดยไปรบกวนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (Acta Pol Pharm. 2015;72(1):3-11.)
  • ส่วนผสมของ Imperata Cylindrica Root Extract, Glycerin, PEG-8 และ Carbomer เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศส ชื่อ Moist 24 ของบริษัท Sederma ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าประกอบด้วยสารที่ชื่อ 3-Dimethylsulfopropionate ช่วยควบคุมความดันออสโมติกของผิว ช่วยเก็บกักและอุ้มน้ำให้ผิวได้ถึง 24 ชม. เลยเอามาตั้งชื่อว่า Moist 24
  • สารเพิ่มความชุ่มชื้นอีกหลายชนิด ได้แก่ Glucose, Sodium carboxymethyl betaglucan และ Sodium hyaluronate ช่วยดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์ต่อผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Antioxidant ดูแลเรื่องสิว และช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว

 

ในส่วนของเนื้อหลัก มาในเบสน้ำนมที่มีส่วนผสมของ น้ำ ซิลิโคน และน้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง โดยรวมคือ เน้นไปที่ 3 ด้าน คือ ด้านชุ่มชื้น พร้อมๆกับการชะลอวัย และเป็น Whitening โดยในด้านชุ่มชื้น อาศัยกลไกการดักจับน้ำให้ผิว และส่งเสริมให้ผิวเก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ในด้าน Whitening อาศัยกลไกที่ไปยับยั้งการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก และด้านการชะลอวัย จะอาศัยสารที่เป็น Antioxidant จากถั่วเหลือง กับ วิตามินอี และ บี 3 ซึ่งมีประโยชน์กับผิวหลายอย่าง ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน จุดนี้ส่วนตัวมี่ขอให้ 4 ฟลาสก์ นะคะ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในด้านเบส มีซิลิโคนอยู่ประปราย ร่วมกับ น้ำมันจากทานตะวัน และ Shea butter หลายๆคนจะแอบกลัวซิลิโคน แต่ความจริงคือ โดยธรรมชาติแล้วซิลิโคนไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการอุดตันรูขุมขน เพียงแต่ถ้าเราล้างไม่สะอาดมันก็อาจจะไปเคลือบฟิล์มและขัดขวางการขับน้ำมันออกจากรูขุมขนตามธรรมชาติจึงเกิดสิวขึ้นมา แถมซิลิโคนที่ใช้ก็เป็นชนิดพื้นฐาน ไม่ได้กันน้ำ กันน้ำมันอะไรมากเหมือนกันแดด/รองพื้นสูตรกันน้ำกันเหงื่อ จึงไม่น่าห่วง และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เป็นเซรั่มที่มีเนื้อบางเบา สัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะและหนักผิว ส่วนตัวมี่ช่วงนี้มีผิวผสม/แห้ง จะมันแค่ตรงจมูก เซรั่มตัวนี้ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ดี ผิวจะนุ่มฟูและมีน้ำมีนวล แต่ถ้าดูด้านการเคลือบผิวอาจจะยังน้อยไปหน่อย คือ บ่ายๆมาผิวแก้มจะแห้งได้ แต่ตรงจมูกก็กำลังดี ถ้าใครผิวแห้งมากอาจจะต้องหา Moisturizer ที่เคลือบผิวได้ดีมาใช้อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันผิวแห้งได้ ส่วนด้าน Whitening นางก็จะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวามาก จุดนี้ถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน calra

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Clara de Lin ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/claradelinskincare/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Clara de Lin การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] เจลล้างหน้าสุดไฮเทค สูตรอ่อนโยน เพื่อผิวคนเป็นสิวโดยเฉพาะ Acnelix time released acne cleansing gel

สวัสดีค่ะ

มี่เชื่อว่าการล้างหน้า เป็นขั้นตอนหนึ่งที่คนที่มีปัญหาสิวมักมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิว หรือ การที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้ามักถูกมองข้ามไป มี่อยากจะบอกว่าจริงๆการล้างหน้าเป็นอีก 1 ส่วนที่สำคัญของระบบในการดูแลปัญหาสิวเลยก็ว่าได้ หัวใจของการมีผิวที่ดีก็คือการล้างหน้าให้สะอาด แต่อย่างไหนเรียกว่าสะอาด สะอาดคือแค่ไหน หลายๆคนก็จะรับรู้ตรงนี้ไม่เท่ากัน

 

วันนี้จริงๆมี่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิวตัวนึงที่มี่ว่าเค้าทำมาได้ดี และเหมาะกับคนเป็นสิวจริงๆ แต่ไหนๆก็พูดถึงเรื่องการล้างหน้าในคนเป็นสิวแล้ว ก็อยากเล่าความรู้ให้ลูกเพจได้ฟัง จะได้เอาไปเลือกด้วยว่า สรุปแล้วคนเป็นสิวต้องการเจลล้างหน้าแบบไหนกันแน่

 

ต้องเกริ่นก่อนว่าจริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องเลยที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็ควรจะล้างหน้าได้สะอาด แต่ข้อเสียของผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็คือ มันมักสร้างความระคายเคืองให้ผิวโดยไม่รู้ตัว คือ ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนี่มันจะมีสารลดแรงตึงผิว หรือ Surfactant เป็นพระเอกค่ะ เจ้า Surfactant นี่แหละที่เป็นตัวทำความสะอาดผิวของเรา โดยนางจะไปดึงเอาไขมันที่ต่อมไขมันสร้างออกมา หรือ Sebum กับสิ่งสกปรกต่างๆที่เจ้า Sebum มันจับไว้ออกมา นี่แหละเรียกว่าสะอาด แต่ข้อเสียก็คือ Surfactant นางแยกไม่ออกหรอก ว่าอันไหนคือ Sebum อันไหนคือไขมันดีๆที่เป็น Barrier หรือ เกราะป้องกันของผิว มันดึงออกมาหมดค่ะ ดังนั้นยิ่ง Surfactant ที่มีความรุนแรง นางก็จะขจัดเอาไขมันออกมา เอา Barrier ผิวออกมา ทำให้ผิวเราบอบบางโดยไม่รู้ตัว พอ Barrier ผิวเราเสีย สารดีๆในผิว รวมทั้งความชุ่มชื้นก็จะหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น ทำให้ผิวแห้งแดงลอก และยังทำให้สารก่อการระคายเคือง ก่อการแพ้ รวมถึงพวกจุลินทรีย์เข้าผิวได้ง่ายขึ้นอีก  อย่างกรณีของผิวของคนที่เป็นสิวจะมีอาการอักเสบในตัวอยู่แล้ว และยังต้องมาสัมผัสกับยาสิวอีก ซึ่งยาทาสิวส่วนใหญ่ก็มีความระคายเคืองในตัวของมันเอง จะมาใช้ตัวล้างหน้าที่ใส่ Surfactant แรงๆหน้าก็จะยิ่งระคายเคือง พอรวมกับยาสิว หน้าก็ยิ่งไวต่อการระคายเคืองเข้าไปใหญ่

 

อีกสิ่งหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือยิ่งฟองเยอะยิ่งสะอาด อันนี้ไม่จริงเลยค่ะ อาจจะต้องเข้าใจใหม่ว่า ฟองกับความสะอาดไม่ได้ไปด้วยกัน ผลิตภัณฑ์อ่อนโยนหลายๆตัวมักมีฟองน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าไม่สะอาดนะคะ แต่คนไทยติดฟองค่ะ มี่เองก็ติดฟอง เอาจริงคือฟองนี่ต้องสร้างมาจากสาร Surfactant ที่บางตัวอาจจะเหนี่ยวนำให้เกิดความระคายเคืองได้

ถ้าเวลาเรามีสิวอักเสบนี่ เราควรจะเลี่ยงพวกสครับเด็ดขาดเลย บางคนเข้าใจว่ามันจะไปช่วยขุดสิวเสี้ยนสิวอุดตันออกมาซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย นางจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบมากขึ้นด้วย

 

ว่าแล้วก็เข้าเรื่องกันเลย วันนี้ก็เลยอยากเอาเจลล้างหน้าสําหรับผิวที่เป็นสิว ตัวที่มี่คิดว่าค่อนข้างครบ แล้วเป็นตัวที่น่าสนใจตัวหนึ่งสำหรับคนเป็นสิว

 

เป็นเจลล้างหน้าจากแบรนด์ Acnelix จริงๆแบรนด์ acnelix เค้าเป็นแบรนด์ที่แตกออกมาจากแบรนด์แม่คือ KENE  แบรนด์ที่มี่เคยรีวิวเซรั่มวิตามินซี Brigthage C ของเขาไปเมื่อหลายวันก่อนค่ะ ว่าแล้วก็ขอแปะลิงค์ค่ะ เผื่อใครยังไม่ทันได้ไปโฉบดู (>>ลิงค์<<)

ซึ่งตัว Acnelix ก็เป็นแบรนด์ที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนเป็นสิวโดยเฉพาะ โดยนางเคลมว่าเน้นดูแลปัญหาสิวแบบถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เดี๋ยวมาดูกันอีกทีนะคะ

สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีชื่อว่า Acnelix Time-Released Acne Cleansing Gel นะคะ

ac 8.jpg

ที่บนหลอดเราจะเห็นคําว่า Time released Acne cleansing gel กับ Encapsulation technology อยู่ค่ะ อันนี้เป็นเทคโนโลยีที่นําเข้าจากอเมริกาเลยทีเดียว เดี๋ยวมี่นํามาเล่าให้ฟังอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ac 3

โดยทางแบรนด์เคลมว่าได้รวมคุณสมบัติที่คนเป็นสิวต้องการ 3 ข้อคือ สะอาด อ่อนโยน และช่วยจัดการและดูแลปัญหาสิวด้วยไปพร้อมๆกัน เรียกได้ว่ามากันครบถ้วนครบจบสิ่งที่คนเป็นสิวต้องการจริงๆ

เรื่องสะอาดคือเท่าที่มี่ลองใช้มันก็สะอาดจริงๆ สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน ล้างกันแดด แต่คนที่แต่งหน้า ก็ใช้ พวก Cleansing water หรือ oil ตามปกติก่อนมาล้างน้ำซ้ำด้วยตัวนี้ค่ะ

ทีนี้แบบไหนเรียกอ่อนโยน อ่อนโยนเรียกแบบไหน ลองสังเกตจากส่วนผสมและคำ Claim นะคะ

  1. ควรเป็นสูตรแบบ soap-free สารทำความสะอาดกลุ่ม Soap นี่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างกรดไขมัน กับด่าง ได้เป็นเกลือของกรดไขมัน เกลือนี่แหล่ะเรียกว่า Soap ด้วยความที่นางมีค่า pH ที่ค่อนข้างสูงนางจะทำให้โปรตีน Keratin บนผิวพองและเกิดผิวแห้งระคายเคืองได้ง่าย รวมถึงนางอาจจะไปขจัดเอา Barrier ผิวออกมาด้วย
  2. ไม่ควรมี SLS หรือ sodium lauryl sulfate สารตัวนี้เป็นสารที่ระคายเคืองมาก ไม่ควรมีเลย แม้จะเป็นอาบน้ำ ใช้กับเรือนร่าง ก็ไม่ควรเจอ ในทางผิวหนังเราใช้เป็นตัวแทนของสารที่ระคายเคืองผิวในงานวิจัยเลยด้วยซ้ำ ส่วนกรณี SLES หรือ sodium laureth sulfate นางอ่อนโยนกว่า SLS แหล่ะ แต่ถ้าถามว่ามีตัวที่อ่อนโยนกว่าไหม ก็มีค่ะ แต่ด้วยความที่นางให้ฟองเยอะ นางก็เลยได้ใจเราไปเต็มๆ
  3. ค่า pH ควรใกล้เคียงกับผิว สังเกตจากคำว่า pH-balance หลายๆตัวชอบใช้คำนี้มา Claim ค่ะ เวลาเราใช้อะไรที่มีการปรับค่า pH ให้ใกล้เคียงผิว มันก็จะรบกวนผิวได้น้อยค่ะ จริงอยู่ที่ผิวเรามีระบบ Buffer ตามธรรมชาติในการปรับค่า pH ให้สู่สมดุล แต่กรณีในคนที่เป็นโรคผิวหนังบางชนิด ระบบ Buffer ของผิวทำงานไม่ค่อยดี ทำให้เกิดความระคายเคืองได้ง่ายนั่นเอง
  4. น้ำหอม อันนี้นานาจิตตังนะคะ น้ำหอมเป็นสาเหตุต้นๆในการแพ้เครื่องสำอาง ถ้าใครแพ้ง่ายมากๆ หันมามองพวก Fragrance-free ก็จะดี

 

สำหรับเรื่องความอ่อนโยน สูตรของ Acnelix เป็นสูตรที่มี่ถือว่าทำได้ครบด้านความอ่อนโยนคือไม่มีสบู่ ไม่มี SLS, SLES มีค่า pH สมดุลกับผิว ไม่มีน้ำหอม แล้วก็ไม่มีสารกันเสียกลุ่ม Imidazolidinyl urea ที่บางคนอาจจะแพ้แล้วเกิดผิวหนังอักเสบได้ สำหรับความอ่อนโยน มี่เลยถือว่าสอบผ่านค่ะ

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องจัดการสิว หลายๆคนคงเคยเห็นว่าผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อคนเป็นสิวส่วนมาก ก็เคลมกันว่าช่วยจัดการแบคทีเรีย ช่วยจัดการสิว แต่ในความเป็นจริงคือ เจลล้างหน้าที่อยู่บนหน้าไม่ถึง 2 นาที มันจะออกฤทธิ์ได้นานแค่ไหนกันเชียว ซึ่งมันก็เป็นความจริงค่ะ ปกติมี่จะไม่หวังอะไรจากเจลล้างหน้านอกจากการทำความสะอาด เพราะส่วนผสมที่สัมผัสหน้าไม่ถึงนาทีสองนาที มันจะไปช่วยอะไรได้ถูกไหมค่ะ ดังนั้นปกติถึงจะใส่อะไรมามี่ก็ไม่ค่อยคาดหวังอะไรเท่าไหร่ แต่มีก็ดีกว่าไม่มีนะคะ

แต่ตัวนี้นางจะแอบเด่นเรื่องของ Time-released คือใช้เทคโนโลยีเก็บกักเอา Salicylic acid ไว้ในเปลือกแคปซูล ที่เรียกว่า การทำ Encapsulation จึงมีผลทำให้ salicylic acid มันยังทำงานได้อยู่ แคปซูลพวกนี้พอลงผิวมันก็จะค่อยๆปลดปล่อย Salicylic acid ออกมา เลยเรียกว่า Time-released แม้เราจะล้างตัวเจลอออกไปแล้ว ตัวนี้มันเป็นข้อดีเพราะ ทำให้ทุกการล้างหน้าของเรามันได้อะไรมากกว่าการทำความสะอาด แต่เหมือนลดอุดตัน ลดอักเสบไปในตัว แน่นอนว่ามันคงไม่เท่าการทาบำรุง แต่ก็ดีกว่าการล้างทิ้งออกไป

เดี๋ยวพูดถึงประโยชน์ของ Salicylic acid อีกรอบในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ที่ด้านหลังของหลอดจะมีคำอธิบายอยู่ด้วยค่ะ

ac 2

เนื้อเจลเป็นแบบใสค่ะ ไม่มีกลิ่น เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

ac 4

เป็นเจลแบบไม่มีฟองนะคะ

ac 7

เกลี่ยได้ง่าย ลื่น ล้างแล้วรู้สึกนุ่มสบายไม่แห้งตึง

ค่า pH ของเจลเปล่าๆอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ac 6

ละลายน้ำแล้ว ค่า pH ขึ้นมานิดนึงอยู่ที่ 6

ac 5

ก็ยังใกล้เคียงกับผิวอยู่ค่ะ

 

 

สำหรับส่วนผสมเรียกได้ว่าค่อนข้างมาเต็มนะคะ ถึงจะเป็น Cleansing แต่ก็ดีงามและมากันอย่างแน่นหนาไม่แพ้สกินแคร์เลยทีเดียว

ส่วนผสมค่ะ

สผส acnelix

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ 3 เฉดสีนะคะ คือ สีม่วง เป็นสารทำความสะอาด สีเขียว เป็นสารบำรุง และ สีฟ้า คือ วัตถุดิบพระเอกของเรา เจ้า Salicylic acid ที่เก็บกักในแคปซูล อย่าง Salsphere นั่นเองค่ะ

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle มี่จะจัดเอาสารทำความสะอาดเข้ามาอยู่ใน Base นะคะ
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

  1. สารบำรุง มีอยู่ด้วยกันค่อนข้างมากค่ะ ได้แก่
  • สีฟ้า ส่วนผสมของ Cocamidopropyl Dimethylamine (and) Salicylic Acid (and) Aqua (and) Polysorbate 80 (and) Phenoxyethanol (and) Ethylhexylglycerin (and) Carthamus Tinctorius (Safflower) Seed Oil (and) Olea Europaea (Olive) Fruit Oil คือวัตถุดิบ SalsphereTM salicylic acid ที่นำเข้าจากบริษัท Salvona Technologies Inc. อเมริกา เป็นวัตถุดิบที่เก็บกักเอา Salicylic acid ที่เป็น BHA ไว้ในเปลือกแคปซูลที่มีชื่อว่า Salsphere ค่ะ ทางแบรนด์จัดมาเต็มที่ความเข้มข้น 3.3% ให้ Salicylic acid เนื้อแท้ในความเข้มข้นที่อยู่ในช่วงที่มีประโยชน์ในการดูแลสิวค่ะ

คส sal.jpg

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

เจ้าลูกแคปซูลนี้พอลงผิวเข้าไป นางก็จะค่อยๆปลดปล่อยเอา Salicylic acid ออกมา ให้ผลลดการอุดตัน ลดการอักเสบ จึงช่วยให้อาการของสิวดีขึ้นค่ะ

sal 2.jpg

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

นวัตกรรม Salsphere นี้นอกจากจะช่วยเพิ่มการนำส่งสาร Salicylic acid เข้าไปที่บริเวณสิวแล้ว ยังช่วยลดความระคายเคืองที่เกิดขึ้นได้ดีกว่า การใช้ Salicylic acid แบบตัวดั้งเดิม

sal vs pH

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

จากรูปจะเห็นว่าถ้าทา Salicylic acid ตัวดั้งเดิมลงไปบนผิว จะทำให้ค่า pH ของผิวตกลงไปชั่วคราว ซึ่งเขาบอกว่า จุดที่ค่า pH ของผิวตกลงไปต่ำกว่า 4.5 จะทำให้เกิดการระคายเคือง แต่ถ้าทา Salsphere ค่า pH ของผิวจะไม่ตกลงไปต่ำจนเกิดความรู้สึกระคายเคือง

 

ถึงแม้จะเป็นแค่ Cleansing ทางบริษัทผู้ผลิต Salsphere ก็ได้ทำการทดสอบแล้วพบว่า สามารถเพิ่มการสะสมตัวของ Salicylic acid บนผิวหนังได้ดีกว่าการใช้ salicylic acid รูปแบบดั้งเดิม

sal accu

(ที่มา: Salvona Technologies Inc.)

 

จากกราฟ เป็นข้อมูลที่บริษัทได้ตรวจสอบปริมาณของ Salicylic acid ที่สะสมตัวบนผิวหนังจากผลิตภัณฑ์ประเภท Cleansing พบว่ากรณีที่ใช้ Salsphere จะมีการสะสมตัวของ Salicylic acid ได้ดีกว่าแบบปกติ

 

  • สีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆ
    • กลุ่มของสารสกัดจากพืช ได้แก่
      • น้ำคั้นจากว่านหางจระเข้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง
      • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน เพราะมีสารกลุ่ม Tannin ที่มีรสฝาดเป็นองค์ประกอบ
      • สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่ชื่อ Bisabolol มีคุณสมบัติลดการอักเสบ ระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
      • สารสกัดจากแอปเปิ้ล ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ประกอบด้วยสารในกลุ่ม AHA ที่ชื่อ Malic acid ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และผลัดผิวอย่างอ่อนโยน
      • Propolis wax เป็นส่วนของพังกาวที่ได้จากรังผึ้ง มีคุณสมบัติฆ่าเชื้ออย่างอ่อนๆ มีประโยชน์ต่อด้านสิว
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261) มีการทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพเทียบเท่า Clindamycin ในการรักษาสิว (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.)
    • Sodium PCA จัดเป็นสารที่เรียกว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF ที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว
    • Zinc PCA เป็นสารลูกผสมของแร่ธาตุ Zinc กับ PCA ที่เป็น NMF ปกติ Zinc เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิดในผิว ช่วยให้ผิวทำงานได้อย่างสมดุล สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปกดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่ เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.)
    • Tocopherol คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant

 

2. Base หรือส่วนของเนื้อผลิตภัณฑ์ ขอเอาสารทำความสะอาดมาใส่ไว้ในนี้นะคะ

  • สารทำความสะอาดที่ใช้ ได้แก่ Decyl glucoside เป็นสารทำความสะอาดหลัก สารตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดชนิดที่ไม่มีประจุ มีความสามารถในการทำความสะอาดที่ดี และมีความอ่อนโยนต่อผิวดี ร่วมกับสารทำความสะอาดอื่นๆ คือ Cocamidopropyl betaine, PEG-40 hydrogenated castor oil, Laureth-9, Trideceth-7 ซึ่งมีความอ่อนโยนกันหมด

– เสริมมาด้วย Polyquaternium-7 ที่จะช่วยเคลือบผิว ให้สัมผัสที่นุ่มนวล ไม่แห้งตึง

  • ส่วนผสม Base อื่น เป็นส่วนของสารกลุ่มน้ำ และสารอื่นที่ละลายได้ในน้ำ

 

3. Additives เป็นพวกสารปรุงแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะที่ดี เช่น

  • สารเพิ่มความหนืด คือ Acrylates/C10-30 alkyl acrylate crosspolymer กับ Hydroxyethylcellulose
  • สารกันเสีย และสารเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย ได้แก่ Sodium benzoate, Ethylhexylglycerin, Caprylyl glycol, p-Anisic acid, Potassium sorbate และ สารจับอิออนโลหะ Disodium EDTA

 

โดยรวมคือไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

แวะสรุปอีกสักครั้งก่อนไปให้คะแนนนะคะ

เจลล้างหน้า Acnelix เป็นเจลล้างหน้าเบสน้ำ ที่ใช้สารทำความสะอาดที่ทำความสะอาดได้ล้ำลึก แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนต่อผิว ไม่ระคายเคืองผิวที่เป็นสิว ส่วนนี้เป็นสิ่งที่เจลล้างหน้าที่ดีควรมีเลยค่ะ คือคุณจะมีสารบำรุงอะไรยังไงก็ช่าง แต่คุณต้องสะอาดและอ่อนโยนก่อน ซึ่งจุดนี้ Acnelix ถือว่าทำได้ จุดที่แตกต่างอีกจุดของ Acnelix ก็คือการใช้นวัตกรรม encapsulated salicylic acid ที่ช่วยปลดปล่อย Salicylic acid ออกมาทีละน้อยๆ แม้จะเป็นแค่ Cleansing แต่ก็ให้ประโยชน์กับผิวได้เหมือนทา Skincare มันทำให้เจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยนนี้มัน เหมาะกับคนเป็นสิวจริงๆ ช่วยลดสิว ป้องกันสิวได้ด้วยไม่ได้ทำความสะอาดอย่างเดียว แล้วปกติพวก time-released salicylic acid มันมักอยู่ในเซรั่มที่ราคาค่อนข้างสูง ปริมาณกรุบกริบนิดหน่อย ก็ราคาเป็นพัน แต่ตัวนี้เอามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในราคา 300 กว่าบาท ก็ถือว่าเป็นราคาที่จับต้องได้ไม่เว่อร์วังน่าถอยมาลองใช้ซักหลอด

ถ้าถามว่าวิเคราะห์มาดีงามขนาดนี้ เอามาแทนยาสิวเลยดีไหม มี่ตอบได้เลยว่าไม่ได้เนอะ เครื่องสำอางก็คือเครื่องสำอาง แค่ช่วยส่งเสริมและดูแลผิวและปัญหาสิวค่ะ ยาเยอที่หมอให้มาก็ยังต้องใช้เหมือนเดิมค่ะ

การรักษาสิวยังใช้การทายาเป็นขั้นตอนหลักอยู่ เพียงแต่ตัวนี้จะเหมือนช่วยทำให้ขั้นตอนการล้างหน้ามันดีขึ้น ช่วย

ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้มีสิวเห่อมาก หรือนานๆขึ้นทีแบบอิชั้น ตัวนี้เป็นอีกตัวที่มี่รู้สึกว่าใช้แล้วหวังผลเรื่องป้องกันสิวใหม่ได้ดีค่ะ

 

เจลล้างหน้านี้เหมาะกับใคร

  • แน่นอนว่าเหมาะกับคนที่เป็นสิวแน่นอน
  • และนอกจากนั้น คนที่มีผิวปกติที่มีแนวโน้มอุดตันง่ายก็สามารถใช้ได้ค่ะ
  • หรือ สำหรับคนที่ต้องการป้องกันการเกิดสิว หรือลดการอุดตันของรูขุมขน แต่ผิวระคายเคืองง่าย ใช้ BHA Toner ธรรมดาๆไม่ไหว

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสมของสารบำรุง นอกจากพระเอกของนางอย่าง Encapsulated salicylic acid แล้วก็ยังเสริมสารบำรุงออกมาอีกหลายชนิด มีประโยชน์เสริมมาอีกหลายด้าน ทั้งการเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงมีวิตามินบี 3 ที่ให้ประโยชน์กับผิวอีกหลายด้าน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ สารทำความสะอาดที่ใช้มีความอ่อนโยนสูงไม่ระคายเคือง และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวเจลล้างหน้ามาในรูปแบบของไม่มีฟอง เกลี่ยใช้ได้ง่าย หลังล้างไม่แห้งตึง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับลื่นเป็นเมือก ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบความรู้สึกหลังล้างนะคะ แต่ส่วนตัวมี่ก็ยังคงติดฟองอยู่เลยขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะในจุดนี้

คะแนน ac

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kene ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Kene ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/KeneThailand/

https://kene.co.th/

 

ส่วนช่องทางจำหน่ายรู้สึกตอนนี้จะมีจำหน่ายที่ Eve&boy, konvy.com และทางช่องทางออนไลน์ของแบรนด์

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kene การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มกันแดดสูตรน้ำ จาก Fairique UV watery serum SPF50 PA+++ เซรั่มกันแดดที่อัดแน่นด้วยสารบำรุงมากมาย

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวเซรั่มกันแดดสูตรน้ำแบรนด์ไทยที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ

เป็นผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Fairique ค่ะ มีชื่อเต็มๆว่า Fairique UV watery serum มีค่า SPF50 และ PA+++ ค่ะ

หน้าตามาในกล่องสีขาว ตัดด้วยลายสีน้ำสีชมพูพาสเทลดูสวยงาม

Fa 1

บนหน้ากล่องจะมี Claim 5 ประการหลักค่ะ คือ

Oil free, Fragrance free, Alcohol free, Parabens free และ Non-comedogenic

คือ ปราศจากน้ำมัน น้ำหอม แอลกอฮอล์ สารในกลุ่มพาราเบน และไม่อุดตันรูขุมขนค่ะ

 

ตรงส่วนนี้จะเป็น Claiming ด้านหลังกล่องนะคะ

Fa 2

ตัวแพคเกจเป็นแบบหลอดบีบค่ะ

Fa 3

ดูสวยใสสะอาดตาดีค่ะ

เนื้อกันแดดเป็นแบบน้ำนม ไม่หนืดและไม่เหลวจนเกินไป

Fa 4

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

Fa 5

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม

สผส Fa

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 4 สีนะคะ

ประเดิมกันที่สารกันแดด เป็นสีฟ้า และ สีเขียวค่ะ

  • สีเขียว คือ สารกันแดดกายภาพ มีทั้ง Titanium dioxide และ Zinc oxide ซึ่งอาศัยหลักการสะท้อนแสง UV ออกไป พวกนี้จะติดผิวนาน และมีความคงตัวสูง ถ้าเหงื่อไม่ออกไม่ไปล้างไปเช็ดมันก็จะอยู่อย่างนั้น
  • สีฟ้า คือ สารกันแดดแบบเคมี
    • Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นตัวกรองดูดซับรังสี UVB
    • Methylene bis-benzotriazolyl tetramethylbutylphenol ชื่อยาวๆนี่ มีชื่อทางการค้าว่า Tinosorb M ดูดซับรังสี UV ได้ในช่วงกว้าง มีลักษณะกลไกเป็นแบบผสมทั้งแบบเคมีและกายภาพ มีความคงทนต่อแสง และสามารถเพิ่มความคงตัวของสารกันแดดแบบเคมีตัวอื่นๆที่ใส่มาได้
  • สีม่วงเป็นบรรดาสารบำรุงผิวชนิดต่างๆ มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
    • กลุ่ม Biosaccharide gum เห็นมี 2 ตัว เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศส ตัวแรก gum-1 มีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และ gum-2 ช่วยลดการอักเสบ (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)
    • Polygonum aviculare extract เป็นวัตถุดิบของฝรั่งเศสเหมือนกัน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน จึงช่วยลดผลเสียของรังสี Infrared ต่อผิว (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)
    • สารสกัดจาก Dragon’s blood มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ เป็น Antioxidant (J Ethnopharmacol. 2004;95(2-3):437-45.) ต้านการอักเสบและช่วยสมานแผล (J Altern Complement Med. 2003;9(6):877-96.)
    • วิตามิน 3 ชนิด คือ
      • วิตามินซี รูปแบบ Caprylyl-2 glyceryl ascorbate ตัวนี้นำเข้าจากญี่ปุ่น ปกติวิตซีก็เป็น Antioxidant มีส่วนช่วยลดการสร้างเม็ดสี และเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนแล้ว สารนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังเคลมว่ามีส่วนช่วยเสริมการสร้าง Ceramide ในผิวได้
      • Panthenol คือ โปรวิตามินบี 5 ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบของผิว
      • Tocopheryl acetate คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant
    • Hydrolyzed Sesame Protein PG – propyl methylsilanediol เป็นสารที่ได้จากการดัดแปลงโครงสร้างของโปรตีนที่แยกจากเมล็ดงา ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า เมื่อทาสารนี้ลงไปบนผิว จะให้ความรู้สึกเรียบตึง ช่วยคลายริ้วรอย และเพิ่มความชุ่มชื้น

 

ด้านของเบส เป็นที่มาในเบสน้ำ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารกันแดดและสารบำรุง ตัวกันแดดเป็นกันแดดแบบกายภาพผสมเคมีกันแดดได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดีค่ะ ในส่วนของสารบำรุงถือว่าอัดมาแน่นครบทั้ง Antioxidant และกลุ่มของสารที่ช่วยลดการระคายเคืองของผิว จึงถือว่ามีตัวหักล้างผลเสียจาก UV ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิวได้ ยังเสริมสารสกัดที่ช่วยป้องกันผิวจากรังสี Infrared เข้ามา อีก เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเบสเป็นเบสน้ำ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน สำหรับมี่คิดว่ากันแดดตัวนี้เป็นกันแดดที่ค่อนข้างโอเลยหละ ด้วยเบสที่บางเบาไม่เหนียวเหนอะหนะ เกลี่ยได้ง่าย ไม่เป็นปื้น แต่ส่วนตัวมี่มีผิวผสมค่อนข้างแห้ง คิดว่าอาจจะยังไม่พอค่ะ ถ้าเราเตรียมผิวไม่ดี อาจจะมีผิวแห้งระหว่างวันได้ แต่คิดว่าคนที่มีผิวมันน่าจะชอบสัมผัสของกันแดดตัวนี้นะคะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

 

คะแนน fa

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะ ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Fairique ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Fairique/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Fairique การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] ยอมใจ KENE BrightageC เซรั่มวิตามินซีที่ไม่ได้มีดีแค่ Vitamin C

สวัสดีค่ะ วันนี้มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันอีกแล้วค่ะ

ถ้าพูดถึงเซรั่มแล้ว หนึ่งในหลายๆตัวที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นเซรั่ม BrightageC จากแบรนด์ Kene ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงของชาวเน็ตอยู่มาซักระยะแล้วค่ะ

ส่วนตัวมี่เองก็พึ่งมีโอกาสได้ลองใช้เซรั่มดังกล่าว ก็ถือว่า เลอค่าสมคำร่ำลือจริงๆค่ะ

แบรนด์ Kene เป็นแบรนด์เวชสําอางประสิทธิภาพสูง ที่เน้นผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยเลือกใช้ส่วนผสมที่อิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีนั่นเองค่ะ โดยมีสโลแกนหลักคือ “Innovative skin solution” ที่ทางแบรนด์น่าจะต้องการสื่อว่า ไม่ใช่แค่ดูแลผิวพื้นๆ แต่ต้องการจัดการปัญหาผิวพรรณอย่างจริงจัง โดยอิงตามพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และใช้นวัตกรรมด้านผิวหนังสมัยใหม่นั่นเองค่ะ

ว่าแล้วก็ขออวดโฉมหน้าของเซรั่ม BrightageC ก่อนนะคะ

kene 1

โดยชื่อผลิตภัณฑ์คือ BrightageC ก็มาจากคำว่า Bright + Age + C ซึ่งก็คือการเข้าไปทำให้ผิวสว่างใส พร้อมๆกับจัดการปัญหาผิวแห่งวัย โดยมีส่วนผสมหลักเป็น Vitamin C  ค่ะ

โดยที่ทางแบรนด์เลือกใช้ตัว VitaminC ก็เพราะตัว VitaminC มันมีหลักฐานว่าช่วยทั้งการลดความหมองคล้ำผ่านการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผ่านหลายๆกลไก เพราะผิวที่อายุมากขึ้นคอลลาเจนจะลดลง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาเช่น ผิวไม่เรียบเนียน ริ้วรอย และการเสียความยืดหยุ่น

 

ปกติแล้วสารที่จะมากระตุ้นการสร้าง collagen ที่ได้รับความนิยมในวงการผิวหนังตัวหนึ่งก็คือ Vitamin A หรือกลุ่มของ Retinol แต่สารนี้มีปัญหาด้านความระคายเคือง ยิ่งถ้าใช้มากก็จะยิ่งระคายเคืองมาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาในด้านความคงตัวและการขึ้นสูตร

Vitamin C ก็เลยจึงนับเป็นอีกส่วนผสมที่น่าสนใจหากต้องการต่อสู้กับปัญหาของคอลลาเจนที่ลดลงและความหมองคล้ำค่ะ ขอเอาคำพูดของเจ๊ Draelos ที่เป็นแพทย์ผิวหนังท่านหนึ่งที่มีผลงานตำราหลายๆเล่มมาแชร์ค่ะ มี่ก็จำได้ไม่ค่อยแน่นอน แต่นางบอกประมาณว่า “Vitamin C remains our important armamentatrium for anti-aging purpose” แปลง่ายๆว่า วิตซีนี่ก็คืออาวุธ/คลังแสงสำคัญในการต่อต้านความชราของเรา

 

ไหนๆก็พูดถึงผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยแล้ว มี่ขอพูดถึงกลไกความแก่ของผิวกันนิดนึงค่ะ

ปกติแล้วสาเหตุหลักของความแก่ หรือ Aging ของร่างกาย รวมทั้งผิวของนี่มี 2 สาเหตุหลักค่ะ

  1. สาเหตุอันแรก เรียกว่า intrinsic factor คือปัจจัยภายใน เป็นธรรมชาติของร่างกายทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้ผิวบางลง คอลลาเจนลดลง ไขมันในบางจุดลดลง เช่น พันธุกรรม สาเหตุกลุ่มนี้เราไปเปลี่ยนอะไรมันไม่ได้ แต่เราชะลอได้ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือการใช้เครื่องสำอาง
  2. สาเหตุที่สอง เรียกว่า extrinsic factor คือปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด และการสูบบุหรี่ สาเหตุกลุ่มนี้เราสามารถป้องกันได้ โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดด การทาผลิตภัณฑ์กันแดด งดการสูบบุหรี่ เป็นต้น

ลองสังเกตกันง่ายๆนะคะ เวลาดูผิวผู้สูงอายุ หรือคนที่ทำงานกลางแดดนานๆ บริเวณที่ได้รับแสงแดด ผิวจะเหี่ยวและมีจุดด่างดำ มากกว่าบริเวณที่ไม่โดนแสงเช่นบริเวณลำตัว ผลจากแสงแดดที่ทำให้ผิวแก่เราก็จะเรียกมันว่า photoaging ค่ะ

 

 

เกริ่นอะไรไปก็ไม่รู้ยืดยาว กลับเข้ามาเรื่อง BrightageC กันต่อค่ะ ที่พูดมานี่มีหนึ่งเรื่องที่อยากจะบอกคือ มันมีการศึกษาว่าถึงแม้จะทากันแดดได้ดี ปริมาณเหมาะสมแต่เราก็สามารถป้องกันอนุมูลอิสระจาก UV ได้เพียง บางส่วนเท่านั้น แสดงว่าถึงแม้จะทากันแดดดีแต่ก็มีอนุมูลอิสระบางส่วนที่เข้าไปทำร้ายผิวให้เกิดความเสียหายได้อยู่ดี เราถึงต้องเสริม antioxidant ให้ผิวเพื่อหักล้างผลเสียของรังสี UA ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิว

 

BrightageC เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่มี antioxidant ที่ดีคือมี vitamin C เข้มข้นผสานกับ antioxidant อีกหลายๆตัวที่จะทั้งป้องกัน photoaging และแก้ไขปัญหาคอลลาเจนที่ลดลงผ่านการทำงานร่วมกับ signal peptide อีกหลายตัวในการส่งสัญญาณกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ๆขึ้นมาทดแทนคอลลาเจนที่เสียไป

ตัวนี้อาศัย Vitamin C 2 รูปแบบ (Ester + Ether) และ เปปไทด์ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิว เป็นพระเอก และ นางเอกชูโรงค่ะ

แอบยืมภาพจากข้างกล่องมาใช้ซักหน่อย

kene 3

ที่ด้านข้างกล่องก็จะมี Claiming เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะได้อยู่ด้วยค่ะ

kene 2

ดูกล่องเยอะและ มาดูข้างในบ้างดีกว่าค่ะ

kene 4

ตัวเซรั่มเป็นหลอดสีขาวด้าน หัวหลอดกว้าง วางในแนวตั้งได้สะดวก

เนื้อเซรั่มเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่น ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

kene 5

เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ใช้ได้ทั้งเช้าทั้งเย็น ตอนเช้าทาเสร็จก็ลงเมคอัพได้เลย และถ้าดูจากเนื้อ คิดว่าน่าจะได้ทุกสภาพผิวค่ะ ส่วนผิวแห้งมากๆอาจจะไม่พอให้เสริม moisturizer ทับอีกชั้น ก่อนลงกันแดดนะคะ

kene 6

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

kene 7

 

pH อยู่ที่ประมาณ 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ มาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่า Vitamin C ต้องอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดถึงจะคงตัวและดูดซึมได้ แต่ความจริงแล้ววิตามินซีในรูป Ascorbic acid ที่จำเป็นต้องเป็นอยู่ในตำรับที่มีค่า pH เป็นกรด เพื่อให้ตัววิตามินอยู่ในรูปแบบที่ไม่แตกตัวถึงจะมีการดูดซึมเข้าผิวได้ดี ส่วนในรูปอนุพันธ์นั้น ด้วยความที่มีสายไขมันเป็นตัวนำส่งเข้าผิวอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับสูตรให้เป็นกรด ซึ่งน่าจะช่วยลดการระคายเคืองผิวไปด้วยในตัว

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส kene

ตรงข้างกล่อง ทางแบรนด์ก็จะมี Claiming ของปริมาณที่ใช้อยู่ด้วยค่ะ

สผส claim

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

มี่ได้ทำสีส่วนผสมสารบำรุงไว้หลายๆสีนะคะ เดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าแต่ละสีมีประโยชน์อะไรบ้าง

 

มาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละตัวกันเลยนะคะ

  1. กลุ่มสารบำรุง (Active ingredients)
  • สีม่วง คือ พระเอกของเราในวันนี้ค่ะ เป็นกลุ่มของวิตามินซี ซึ่งทางแบรนด์ใส่มา 3 รูป หรือ Form คือ Ascorbyl tetraisopalmitate, 3-O-Ethyl ascorbic acid และ Ascorbic acid ตัวดั้งเดิม โดย ตัวแรก Ascorbyl tetraisopalmitate เป็นรูปที่ละลายในไขมัน โดยตัวของสร้างของเขาคือ เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่มีสายไขมันจับอยู่กับโมเลกุลของวิตามินซี 4 สาย จึงมีความเป็นกรดต่ำ และดูดซึมเข้าผิวได้ดี โดยอาศัยโครงสร้างของสายไขมันเป็นตัวพาเอาเข้าไปในผิว และพอเข้าผิว ผิวเราจะค่อยๆตัดสายไขมันออก ได้เป็นวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิมในผิว

VC MOA

(ที่มา: Nikko Chemicals Co., Ltd.)

ส่วนเจ้า 3-O-Ethyl ascorbic acid ว่ากันว่าเป็นรูปที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่า Ascorbic acid ธรรมชาติ มีเคลมว่าจะดูดซึมได้ง่ายกว่า

 

ประโยชน์ของวิตามินซีที่มีกับผิว คือ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว และมีหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า วิตามินซี สามรารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ด้วย จึงให้ประโยชน์ในด้าน ริ้วรอย ชะลอวัย ลดการอักเสบ และผิวขาวกระจ่างใสไปพร้อมๆกัน

 

ทางแบรนด์จัดเต็มเรื่องของความเข้มข้นที่ใส่มาด้วยนะคะ

Ascorbyl tetraisopalmitate 10%

3-O Ethyl ascorbic acid 2%

 

  • สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น โดยดูดน้ำให้กับผิว
    • Sorbitol เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง
    • Sodium lactate เป็นสารที่จัดเป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF ที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ดูดน้ำและเก็บกักน้ำให้ผิว ว่ากันว่ามีประสิทธิภาพสูงมากเมื่อเทียบกับสารดูดน้ำอื่นๆ
    • Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 นอกจากคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีประโยชน์ด้านการลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว รวมไปถึงมีคุณสมบัติในการสมานผิวได้ด้วย
    • Sodium PCA เป็นสาร NMF เช่นเดียวกัน
    • Beta-glucan เป็นสารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ที่ดีกับผิว โดยมีข้อมูลกล่าวถึงคุณสมบัติ antioxidant ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น สมานผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV (Phytother Res. 2014 Feb;28(2):159-66.)
    • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว จุดนี้ทางแบรนด์เคลมว่าใช้ในรูปแบบที่มีอนุภาคขนาดเล็ก หรือ แบบ nano ที่ดูดซึมเข้าไปในผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นจากภายใน
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของสารไขมันทดแทน Barrier ผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรงได้แก่
    • น้ำมันจากพืช อย่าง Jojoba และ เมล็ดองุ่น ซึ่งมีกรดไขมันจำเป็นอยู่
    • Squalane เป็นไขมันที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เลียนแบบไขมันที่ต่อมไขมันเราสร้างขึ้นมา ทำหน้าที่เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น
    • Ceramide 3 และ Ceramide 6II เป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของ Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง ป้องกันอันตรายจากภายนอก และป้องกันไม่ให้น้ำและสารภายในหลุดรอดออกไปจากผิว
    • Cholesterol เป็นไขมันอีกชนิดที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier มีรายงานว่าการทา Cholesterol สามารถปกป้องผลเสียที่เกิดจากรังสี UV ต่อผิวได้ โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่ไปย่อยคอลลาเจน และ ลดการสร้างสารก่ออักเสบ ในกลุ่ม Interleukin ได้ (J Dermatol Sci. 2012;65(2):110-7.)
    • Phytosphingosine เป็นเบสที่เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เซราไมด์ของผิว
    • Lecithin เป็น Phospholipid ชนิดหนึ่งที่พบได้ในผิว ในทางเครื่องสำอางอาจจะนำมาเป็นส่วนนึงของระบบนำส่งสารเข้าผิว
  • สีฟ้า กลุ่มชะลอวัย และลดริ้วรอย ได้แก่
    • Decarboxy carnosine HCl มีชื่อทางการค้าว่า Alistin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดริ้วรอย และที่สำคัญคือ สารนี้มีประโยชน์ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการ Glycation (การที่น้ำตาลเข้ามาจับกับโปรตีนในผิว แล้วมีผลต่อการทำงานของผิว เช่น ถ้าจับกับคอลลาเจน จะทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลง ปฏิกิริยานี้มักจะพบมากขึ้นเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ ผิวไม่ยืดหยุ่นและริ้วรอย)

alistin

(ที่มา: Exsymol S.A.M.)

  • Tetrapeptide-21 เป็นสารกลุ่ม Peptide มีชื่อทางการค้าว่า TEGO Pep 4-17 นำเข้าจากเยอรมัน ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า เปปไทด์นี้ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้าง องค์ประกอบที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในผิว ได้แก่ Collagen, Hyaluronic acid และ Fibronection ซึ่งเป็น ไกลโคโปรตีนที่ช่วยยึดจับ ECM ต่างๆไว้เพื่อให้ผิวยืดหยุ่นและกระชับ ที่สำคัญคือมีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพของสารในการเพิ่มการสังเคราะห์ ECM และประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนในอาสาสมัคร (Experimental Dermatology, 2011;20:602-604)
  • สูตรผสมของ Palmitoyl tetrapeptide-7 กับ Palmitoyl tripeptide-1 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl 3000 นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส เป็นเปปไทด์สายสั้นๆที่จับกับกรดไขมัน Palmitic เพื่อใช้เป็นตัวนำส่งให้ดูดซึมเข้าผิวดีขึ้น จัดเป็นสารที่เรียกว่า Matrikine ทำหน้าที่เสมือนเป็นคนส่งสาร หรือ Messenger ที่ช่วยให้ผิวมีการฟื้นฟูและซ่อมแซมตนเอง โดยไปช่วยส่งเสริมการสร้าง ECM ในผิว และลดเลือนริ้วรอย
  • Resveratrol เป็นสาร Antioxidant ประสิทธิภาพสูงที่พบในไวน์แดง มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัย มีรายงานกล่าวว่าสารนี้สามารถมีส่วนช่วยให้ผิวขาว ผ่านกลไกการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-MSH ยับยั้งไทโรซิเนส และช่วยปกป้องผิวไม่ให้ดำคล้ำจากรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Carnitine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีบทบาทในการ Metabolism ของไขมันงานวิจัยกล่าวว่าการทา L-carnitine จะมีผลไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ metabolism ของไขมันในเซลล์ Sebocyte ที่ต่อมไขมันทำให้ไขมันลดลง ให้ผลควบคุมความมันของผิวหนัง (J Cosmet Dermatol. 2012; 11(1):30-6.)
  • Ubiquinone หรือ Co-enzyme Q10 เป็นสาร Antioxidant ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน มีงานวิจัยกล่าวว่าการทา Coenzyme Q10 จะช่วยลดปริมาณอนุมูลอิสระ และเพิ่มความสามารถในการเป็น Antioxidant ของผิว ( 2015;41(6):383-90.)
  • กลุ่มสุดท้ายสีส้ม เป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • Rubus villosus leaf extract สารสกัดจาก Blackberry ส่วนของใบมีรายงานว่าเป็น Antiaging ที่ดี โดยมีคุณสมบัติต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนในผิว ลดการอักเสบ และเป็น Antioxidant ((Int J Cosmet Sci. 2007;29(5):411)
    • Camellia sinensis leaf extract คือ สารสกัดจากชาเขียว มีรายงานวิจัยอยู่ค่อนข้างมาก เช่น เป็น antioxidant เป็น Moisturizer ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว (Dermatol Ther. 2013;26(3):267-71.) และ สารประกอบกลุ่ม Polysaccharide ที่พบในชาช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ และสารประกอบกลุ่ม Polyphenol ยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้ (J Agric Food Chem. 2009;57(17):7757-62.)
    • Rumex occidentalis extract มีชื่อทางการค้าว่า Tyrostat สกัดได้จากพืชที่ขึ้นในแถบอเมริกาเหนือ มี Claim ว่าสารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ได้แรงกว่า Arbutin และ Hydroquinone และให้ผลลดรอยแดงได้ด้วย ตัวนี้ทางแบรนด์จัดเต็มมา 1.5%
    • Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี ที่เป็น Antioxidant เช่นกัน นอกจากนี้วิตามินอีสามารถช่วย Recycle วิตามินซีที่เสื่อมสภาพให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

 

โดยรวมจึงเห็นได้ว่าสารบำรุงที่ใส่มา นอกจากมีประโยชน์ด้าน Whitening และ Antiaging ลดริ้วรอยแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง และที่สำคัญคือ ต่อต้านการเกิด Glycation ที่เป็นเทรนด์ใหม่ของวงการได้ด้วย

 

  1. ส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base ประกอบด้วยน้ำ และน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน และแอลกอฮอล์ ดังนี้
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Glycerin, Butylene glycol และ Propylene glycol
    • ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Isohexadecane เป็นน้ำมันสังเคราะห์ที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา กับ Synthetic wax ที่ช่วยเพิ่มเนื้อให้ครีม

 

  1. ส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่
    • สารเชื่อมประสานน้ำกับน้ำมัน และ ตัวเพิ่มความหนืด จะเป็นกลุ่มของ Polysorbate, Sodium acrylate/sodium acryloyldimethyltaurate copolymer, Carbomer และ xanthan gum
    • สารเสริมประสิทธิภาพกันเสีย คือ Ethylhexylglycerin ซึ่งเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย
    • สารกันเสีย คือ Phenoxyethanol
    • สารประจุบวก
      • Hydroxyethyl behenamidopropyl dimonium chloride เป็นสารประจุบวกที่มีชื่อทางการค้าว่า Incroquat™ Behenyl HE ใน Skincare จะเกาะติดผิว ช่วยให้ผิวนุ่ม และให้สัมผัสที่แห้งและบางเบา ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่ามีความอ่อนโยน
      • Polyquaternium-67 เป็น Polymer ของสารประจุบวกที่เมื่อใช้ร่วมกับ Hyaluronic acid จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างยาวนาน

 

แวะสรุปอีกซักครั้งก่อนไปให้คะแนนนะคะ

โดยสรุป BrightageC Line&Radiance corrector ตัวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเซรั่มวิตซี ในท้องตลาดที่น่าสนใจมากค่ะ โดยความแตกต่างหลักๆที่น่าสนใจคือ การใช้อนุพันธ์วิตามินซีแบบใหม่ที่มีความเข้มข้นสูง คาดหวังในประสิทธิภาพได้ และที่แตกต่างจากเซรั่มวิตซีอีกหลายๆตัวทั่วไป ก็คือการที่มันไม่ได้มีแค่วิตซี แต่มีส่วนผสมของ signal peptide 2 ชนิด หรือที่ทางแบรนด์เรียกว่า collagen boosting peptideที่เข้ามาช่วยในเรื่องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่มาทดแทนคอลลาเจนเดิมในผิว และมีส่วนผสมช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวหลายๆชนิด เช่น กลุ่ม antioxidant, antiglycation, whitening, ส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวเพื่อผิวที่แข็งแรง และส่วนผสม อื่นๆ อย่างที่มี่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น  จุดนี้ก็อาจจะเป็นข้อดีที่แตกต่างจาก วิตซีตัวอื่นๆในท้องตลาด

 

ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้? คำถามนี้คิดว่าเดี๋ยวคงมีคนแอบมาถาม หนูใช้ดีไหมคะ เหมาะกับหนูไหมคะ

จริงๆน่าจะต้องแบ่งเป็นสองกลุ่มนะคะ คือกลุ่มที่มีริ้วรอยจุดด่างดำแล้ว ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะเข้าไปช่วยจัดการปัญหาที่มีอยู่ และป้องกันไม่ให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น

 

ส่วนคนที่ยังไม่มีปัญหา มองว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยค่ะกับการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม antioxidant เพราะมันจะลดความเสียหายที่เราสะสมจากแสงแดด ปัจจัยความเสียหายจากภายนอก เหมือนที่ได้ยกตัวอย่างเช่นผิวในร่มผ้าให้ฟังกันไป ดังนั้นยิ่งเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เร็วยิ่งดีค่ะ อีกหนึ่งประโยชน์ที่ผิวที่ยังไม่มีริ้วรอยจะได้จากผลิตภัณฑ์ตัวนี้คือ เมื่อมีการสร้างคอลลาเจนมากขึ้นผิวจะดูเรียบเนียน รูขุมขนก็จะดูเล็กลงได้ค่ะ

 

มี่จะค่อนข้าง Concern เรื่องกันแดดนะคะ ดังนั้นการทากันแดดถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะคะ หากต้องการมีผิวที่อ่อนเยาว์เสมอค่ะ

 

ถึงเวลาของการให้คะแนนค่ะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบนว่า นอกจากพระนาง Vitamin C และ Collagen boosting peptides แล้ว ยังมีเหล่านักแสดงสมทบอีกมากมายก่ายกอง ที่มีประโยชน์ในด้าน Whitening และ Antiaging ตามเคลมของผลิตภัณธ์แล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง และที่สำคัญคือ ต่อต้านการเกิด Glycation ที่เป็นเทรนด์ใหม่ของวงการได้ด้วย วัตถุดิบสารบำรุงส่วนใหญ่ นำเข้ามาจากต่างประเทศ จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ช่วงนี้ผิวมี่จะเป็นแนวผิวผสมค่อนแห้ง เซรั่มตัวนี้ลงแล้วจะค่อนข้างสบายผิว แต่กับบริเวณที่แห้งอย่างแก้มจะยังไม่พอ ต้องเสริมมอยส์เจอร์ทับอีกชั้นก่อนลงกันแดด ส่วนตัวมี่ได้ทดลองใช้ประมาณ 3 อาทิตย์ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงตาม Claim หลักของแบรนด์ คือ เรื่องของผิวเรียบเนียนขึ้น และความสม่ำเสมอของสีผิวจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับว่าทาปุ๊บจะขาวปั๊บขาวแบบหวือหวามาก นางจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป พอใช้มาราวๆ 3 อาทิตย์ก็จะเริ่มมีคนทักว่าดูผิวมีสุขภาพดีขึ้น พวกจุดด่างดำต่างๆก็ดูจางลงโดยเฉพาะรอยดำจากสิวจะมีความสม่ำเสมอมากขึ้น นอกจากนี้ก็รู้สึกว่าผิวนุ่มฟูขึ้น อารมณ์เหมือนได้เรื่องผิวฟูเรียบเนียนไปพร้อมๆกับความสว่างใสขึ้น ส่วนหนึ่งพอผิวมันดูเรียบเนียนขึ้นเหมือนกับหน้ามันก็ดูเนียนๆใสๆขึ้นไปด้วย โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ ไป 5 ฟลาสก์ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Kene ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Kene ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/KeneThailand/

https://kene.co.th/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kene การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีม De Latex ที่มีส่วนผสมของ Lavish C SerumTM นวัตกรรมอันทรงคุณค่าจากเซรั่มน้ำนมยางพารา

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวครีม De Latex ที่มีส่วนผสมของ Lavish C SerumTM จากเซรั่มน้ำนมยางพาราฝากกันค่ะ

Lavish C SerumTM นี้เป็นสารสกัดจากเซรั่มของน้ำนมยางพาราสายพันธุ์ Hevea brasiliensis ที่พัฒนามาโดยนักวิจัยด้านชีวเคมีของประเทศมานานนับ 20 ปี ภายใต้การทดลองกว่า 1200 ครั้ง

โดยเจ้า Lavish C SerumTM นั้นทางแบรนด์ Claim ว่าเป็นสารสกัดพิเศษที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของครีมเดอลาเทกซ์เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากสารสกัดเซรั่มน้ำนมยางพาราทั่วไป เนื่องจากได้มีการนำสารสกัดเซรั่มน้ำนมยางพารามาวิจัยและพัฒนาสูตรต่อเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด โดยมีงานวิจัยจาก TCELS รองรับถึงผลการวิจัยนี้จนได้เป็นสารสกัด Lavish C SerumTM ออกมาค่ะ

ว่ากันว่าสารสกัด Lavish C SerumTM ของแบรนด์สกัดมาจากน้ำนมยางพาราของต้นยางร่วม 200,000 ต้นเลยทีเดียว

ผลิตภัณฑ์ที่จะมารีวิวในวันนี้เป็นครีมจากแบรนด์ De Latex กับ Lavish emulsionTM Intensive white-repair serum ค่ะ

 

วันนี้จะเริ่มตั้งแต่แกะกล่องกันเลยค่ะ

เวลาเราแกะกล่องทางแบรนด์จะห่อกระดาษไขสีเขียวที่พิมพ์ตราของแบรนด์มาค่ะ

IMG_20170725_142057.jpg

แกะ Bubble ออกเราก็จะเจอกล่องของ De Latex วางอยู่

IMG_20170725_142258.jpg

ตัวเซรั่มมาในขวดอคริลิกสีเขียวใส ฝาสีชมพู Rose gold ดูหรูหราสวยงาม

de 4

เนื้อครีมเป็นแบบน้ำนม ทางแบรนด์เคลมมาว่า เป็นลักษณะเนื้อครีมที่ได้รับการพัฒนาและวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นเนื้อครีมที่เหมาะสมสำหรับสารสกัด Lavish C Serum ที่จะทำให้สารสกัดยังคงประสิทธิภาพ และให้ผลลัพธ์ที่ต้องการได้ดีค่ะ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จะออกไปในแนวๆสมุนไพรหน่อยๆ

de 6

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสบางเบา และแห้งสนิท แต่ก็ยังพอชุ่มชื้นดี

de 7

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

de 8

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส delaetx

จากส่วนผสมมี่ได้ทำสีไว้ให้แล้วนะคะ

สีม่วง Hevea brasiliensis extract คือ สารสกัดจากเซรั่มน้ำนมยางพารา หรือ Lavish C SerumTM นางเอกของเรานั่นเองค่ะ

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ว่า สารสกัด Lavish C SerumTM นี้ เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ Claim ว่า ประกอบด้วยสารบำรุงที่มีประโยชน์หลายชนิด อาทิเช่น

  • AHA จากธรรมชาติ ช่วยในการผลัดผิว เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Ergothionine เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี หรือ Super antioxidant ช่วยชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย
  • Zinc และ BHA ควบคุมความมัน ลดการอุดตัน ลดการเกิดสิว และช่วยกระชับรูขุมขน
  • กรดอะมิโน 17 ชนิด และแร่ธาตุอีกหลายชนิด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน

สารสกัดนี้ ทางแบรนด์ยังกล่าวว่าได้เตรียมโดยใช้ Synchronical coactive technology ซึ่งจะไปก่อฟิล์มบางๆมาเคลือบที่ผิวเพื่อช่วยส่งเสริมการดูดซึมของสารบำรุงต่างๆให้เข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นพร้อมเพิ่มความชุ่มชื้น ตรงนี้มี่คิดว่า อารมณ์น่าจะคล้ายๆผล Occlusive ที่เคลือบปกป้องผิว เมื่อมีผล Occlusive แล้ว ก็จะให้ประโยชน์ด้านความชุ่มชื้น กับเรื่องการดูดซึมสารเข้าสู่ผิว เหมือนเรามาสค์หน้าค่ะ

สีเขียว เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Enantia chlorantha bark extract คือ สารสกัดจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่พบในแถบแอฟริกา ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ 5α-reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างฮอร์โมนเพศชายชนิด Dihydrotestosterone ซึ่งมีฤทธิ์แรงขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งของผิวมัน สิว และผมร่วง บางแหล่งบอกว่ามีคุณสมบัติลดการอักเสบ
  • Glycyrrhiza glabra extract คือ สารสกัดจากชะเอม มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง และเป็น Whitening โดยไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว
  • Tocopheryl acetate คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินอี เป็น Antioxidant
  • Soluble beta-glucan เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยปรับสภาพผิว และช่วยให้ผิวแข็งแรง
  • N-acetyl glucosamine เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยย่อยของ Hyaluron ในผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น สารนี้มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Hyaluronic acid ในผิว ช่วยชะลอการแก่ตัวของเซลล์ Fibroblast (Int J Cosmet Sci. 2013;35(5):472-6.)
  • Allantoin มีคุณสมบัติลดการระคายเคืองของผิว

 

ส่วนของเบส เป็นเบสแบบน้ำนม มีส่วนผสมของน้ำ ร่วมกับน้ำมันสังเคราะห์ที่มีสัมผัสบางเบา ไม่มีส่วนผสมของ Silicone และ Alcohol

สารไขมัน Isopropyl palmitate เป็นกลุ่ม Ester ที่อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน

 

เอาหล่ะ มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง: มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด และตัวหลักที่เป็นนางเอกอย่าง Lavish C SerumTM ถ้าดูจากลำดับของส่วนผสมแล้วน่าจะใส่มาในระดับหนึ่งเลยทีเดียว รวมกับสารบำรุงอื่นๆแล้ว ครีมนี้มีผลดีต่อด้านความชุ่มชื้น การชะลอวัย ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ลดการอักเสบระคายเคือง และมีส่วนที่ให้ประโยชน์ด้าน Whitening อยู่ โดยรวมจึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ: เป็นเบสน้ำนมที่ทำมาได้ดี เลือกใช้สารไขมันที่ให้สัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ ส่วนของสารปรุงแต่งอื่นๆก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เพียงแต่ในส่วนของเบส มีการใช้ Isopropyl palmitate เป็นกลุ่ม Ester ที่อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน แต่ด้วยคุณสมบัติของสารสกัดจากเซรั่มน้ำยางพารา Lavish C SerumTM ที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าช่วยลดการเกิดสิวได้ และส่วนตัวมี่เองก็ใช้มาร่วม 3 อาทิตย์ ก็ไม่เจอปัญหาอะไร แต่เพื่อความยุติธรรมจึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน: ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อครีม ทางแบรนด์ว่า กลิ่นเฉพาะตัวของครีมนี้มาจากตัวเซรั่มน้ำนมยางพารา หรือ Lavish C SerumTM นางเอกของเรานั่นเองค่ะ ทางแบรนด์เคลมว่า หลังอาสาสมัครใช้จะรู้สึกผิวตึงกระชับขึ้นมาทันที ใช่ค่ะ อันนี้มี่ก็รู้สึกว่าผิวจะตึงกระชับขึ้นมา ส่วนเนื้อครีมจะค่อนข้างบางเบา ประโยชน์ที่ได้มาก่อนเลย คือ เรื่องของการควบคุมความมัน อันนี้เห็นได้ตั้งแต่วันแรกเลย ลดการเกิดสิว ส่วนผลด้านอื่นๆ เช่น ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น ยืดหยุ่น และความนุ่มฟู จะตามมา ตัวนี้ถ้าใครที่มีผิวแห้งแบบมี่ อาจจะต้องหาครีมอื่นมาทาทับอีกชั้นนะคะ ส่วนตัวมี่คิดว่าครีมเบาสบายผิวก็จริง แต่มันยังจะชุ่มไม่พอกับระหว่างวัน และโดยเฉพาะตอนนอน อารมณ์ว่าทาแล้วไปนอน เช้าตื่นมาหน้าแมทท์สวย ไม่มันเยิ้มเลอะเทอะ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน de

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ De Latex ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/creamdelatex/

Instagram: creamdelatex

http://www.creamdelatex.net

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ De Latex การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มกันแดด ผสม Argan oil จากแบรนด์ Amira กับ Argan defense Daily UV care PA++ Deep sea physical serum sunscreen

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวกันแดดที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ เป็นกันแดดน้องใหม่จากแบรนด์ Amira แบรนด์ดังที่ผลิตเซรั่มน้ำมัน Argan และ Argan milk ที่มีเคยรีวิวไว้ในช่วงก่อนค่ะ

(ลิงค์ Argan oil plus C >>Click<<    ลิงค์ Argan milk >>Click<<)

กันแดดน้องใหม่ของแบรนด์ Amira นี้ นางจะมาในซองซิปสีขาวนวล ดูหรูหราสะอาดตาค่ะ

ชื่อเต็มๆ คือ Argan defense Daily UV care PA++ Deep sea physical serum sunscreen ค่ะ

amira 1

บนซองจะมีเขียนสรรพคุณว่าปกป้องได้ทั้ง UVA UVB และ HEV ซึ่งหมายถึงแสงสีน้ำเงินที่มีพลังงานสูง หรือ Blue light และมีค่า SPF อยู่ที่ 30 PA++ ค่ะ

ทางแบรนด์ได้ทดสอบแล้วว่าก่อให้เกิดการแพ้ได้น้อย (Hypoallergenic) และ ไม่อุดตัน (Non-comedogenic) ค่ะ ดังนั้นหายห่วงได้

พอแกะซองมาด้านในจะเป็นหลอดขนาด 10 กรัม พกพาสะดวก วางตั้งบนโต๊ะเครื่องแป้งได้ไม่เกะกะ

 

amira 3

เนื้อกันแดดเป็นแบบน้ำนมค่ะ ไม่มีกลิ่น เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมค่ะ

amira 4

เกลี่ยได้ง่าย ไม่เป็นปื้น ไม่ขาววอก ซึมไวแห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่แห้งเกินไป ส่วนตัวมี่คิดว่าเหมาะกับทุกสภาพผิวค่ะ

amira 5

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

amira 6

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ขึ้นชื่อว่าแบรนด์ Amira เราก็จะนึกถึง Argan oil เกรดท๊อปที่นำเข้ามาจาก Morocco ดังนั้นในกันแดดตัวนี้ของแบรนด์ ก็แน่นอนว่าต้องมีน้ำมัน Argan oil อยู่ด้วยค่ะ

สผส amira

ในภาพรวมคือเป็นกันแดดแบบกายภาพ ในเบสที่เป็นน้ำนม (Emulsion) ของน้ำ น้ำมัน และ ซิลิโคน กันแดดได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี และมีส่วนผสมของสารบำรุง รวมถึงสาร Antioxidant อยู่หลายชนิด

ส่วนผสมวันนี้มีหลายสีเลยทีเดียว

เริ่มกันที่

  • สีเขียว: นางเอกของเรา น้ำมันจาก Argan นั่นเอง ในทาง Aromatherapy กล่าวว่าน้ำมันนวดที่มีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.) ในส่วนประกอบของ Argan oil ยังมีพวก Phytosterol ที่ให้คุณสมบัติลดการอักเสบ ซึ่งตรงนี้จะช่วยหักล้างผลเสียของ UV ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิว รวมถึงผลในการกระตุ้นกระบวนการอักเสบของ IR ได้
    – สีเขียวอีกตัวคือ Squalane ที่ผิวเอาไปสร้างเป็น cholesterol ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิวได้
  • สีฟ้า คือ พระเอกของผลิตภัณฑ์ ก็คือสารกันแดดนั่นเอง ทางแบรนด์ใช้เป็น Titanium dioxide กับ Zinc oxide ซึ่งเป็นกันแดดแบบกายภาพทั้งคู่ และโดยธรรมชาติของกันแดดแบบกายภาพคือ มันจะฉาบอยู่บนผิวอย่างนั้นแหละ ถ้าไม่ไปล้างไปเช็ดเหงื่อไม่ออก มันก็จะติดอยู่บนผิวได้ทั้งวัน และปกป้องโดยการสะท้อนแสงออกไปหมดทั้ง UVA/UVB
  • สีน้ำตาล ชื่อยากๆ ยาวๆ Bis-ethylhexylhydroxydimethoxy benzylmalonate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Ronacare AP เป็น Antioxidant สังเคราะห์ที่มี Claim ว่า ให้คุณสมบัติในการลดความเครียดจากอนุมูลอิสระ (Oxidative stress) ของเซลล์ผิวหนังที่สัมผัสกับรังสี UV ได้ และเป็น Antioxidant ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระในร่างกาย รักษาไขมันในผิวไม่ให้ถูกทำลาย
  • สีม่วง เป็นสารบำรุงอื่นๆ ทุกตัวมีความน่าสนใจนะคะ
    • Thermus thermophillus ferment มีชื่อทางการค้าว่า Venuceane จากประเทศฝรั่งเศส ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบบอกว่าเป็น Anti-oxidant กับ Skin protective ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UV และอินฟราเรด เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง ลดการอักเสบ
    • วิตามินซี และ อี ทำงานเสริมซึ่งกันและกันในการเป็น Antioxidant ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ที่เล็ดรอดเข้าไปได้อีก 1 Step
    • Ectoin วัตถุดิบจากเยอรมัน ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้คุณสมบัติปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UVA UVB ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง การทดสอบในระดับหลอดทดลงพบว่าสารนี้สามารถยับยั้งการหลั่งสารเคมีต่างๆในเซลล์เมื่อถูกรังสี UVA จึงให้ผลปกป้องเซลล์ผิวและ DNA ไม่ให้เสื่อมสลายเพราะรังสี UVA ได้ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.)
    • Fullerene เป็นคาร์บอนแบบพิเศษ C60 เป็น Antioxidant ที่ดี เป็นสารคาร์บอนชนิดพิเศษ C60 ที่มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงประสิทธิภาพในการกระชับรูขุมขน (J Nanobiotechnology. 2014;12:6.) มีประโยชน์ในการลดการเกิดสิว โดยไปลดการอักเสบ และลดการหลั่งน้ำมันออกมาจากรูขุมขน ( 2011;7(2):238-41.) และชนิดที่ละลายใน Squalane มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย (J Nanosci Nanotechnol. 2010;10(10):6769-74.) เห็นในส่วนผสมตัวนี้ก็มี Squalane ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นตัวเดียวกันไหม

 

โดยรวมคือในกันแดดนี้มีสารที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบำรุงและปกป้องผิวจากแสงแดดได้ครบถ้วนเลยค่ะ

ในส่วนของเนื้อเบส และส่วนผสมอื่นๆ ก็ทำมาได้ค่อนข้างดี จะมีติก็ตรงที่การใช้ Sodium lauryl sulfate ซึ่งไม่เป็นมิตรกับผิวเท่าไหร่นัก แต่ตรงนี้ก็พอเข้าใจ เพราะตัวเม็ดอนุภาค Titanium dioxide กับ Zinc oxide จะเปียกน้ำยาก ต้องใช้สารประจุลบมาช่วยให้เปียกและกระจายตัวได้ดีขึ้นในตำรับ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง รวมถึงสารกันแดด เป็นกันแดดชนิดกายภาพ ที่มีความคงตัวดี และมีความปลอดภัยที่ดี ไม่เกิดปฏิกิริยาเมื่อสัมผัสแสง รวมทั้งมีสาร Antioxidant และสารลดการอักเสบเสริมเข้ามาเพื่อช่วยป้องกันและหักล้างผลเสียของรังสี UV ที่เล็ดรอดเข้ามาในผิวได้ รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เบสที่ใช้เป็นเบสน้ำนม หรือ Emulsion ที่มีน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีแอลกอฮอล์ แต่ด้วยการใช้ Sodium lauryl sulfate ซึ่งไม่เป็นมิตรกับผิวเท่าไหร่นัก เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวกันแดดตัวนี้ ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบนะคะ เนื้อจะค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะ แต่ก็ไม่ได้แห้งจนเกินไปจนทำให้หน้าแห้งตึงระหว่างวัน ทาวันละครั้งก็อยู่ได้ทั้งวันถึงเย็น ส่วนตัวมี่ไม่ได้ทำงานกลางแดด คือ จะมีบ้างที่เดินไปตามถนนที่มีแดดเพื่อไปทานข้าว ซื้อขนม บลาๆ ตัวนี้ถือว่าทนและไม่ร้อนไม่แสบแดง เหมือนกันแดดบางชิ้นที่เคยใช้ ตัวนี้ลงแล้วจะค่อนข้างแห้งไว แต่งหน้าทับได้เลยไม่ต้องรอนาน โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน amira

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Amira ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไปนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุ๊คของทางแบรนด์ Amira Skincare ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/amiraarganoil

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Amira การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม แชมพูสูตรธรรมชาติ ที่ผสมสาร 18-MEA ช่วยชะลอความแก่ของเส้นผม จาก Lolane nature code

สวัสดีค่ะ

มี่ได้ไปรู้จักกับแชมพูและครีมนวดผม Lolane Nature code จากงาน ASEAN beauty ที่ผ่านมาค่ะ

Lolane nature code เป็นผลิตภัณฑ์สูตรธรรมชาติที่น่าสนใจ อัดแน่นมาด้วยส่วนผสมบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะที่นำเข้ามาจากหลายๆประเทศ

วันนี้มี่ขอเริ่มรีวิวที่ตัวแชมพูนะคะ

แชมพูของทางแบรนด์มีด้วยกัน 3 สูตรค่ะ

 

sham 2

คือ สูตรสำหรับผมแห้งเสีย ขอเรียกว่าสูตรผมแห้ง สูตรสำหรับผมมีรังแคและคัน ขอเรียกว่าสูตรรังแค และสูตรสำหรับผมและหนังศีรษะมัน ขอเรียกว่าสูตรผมมัน นะคะ

เนื้อแชมพูสูตรผมแห้ง สูตรผมแห้ง ผมมัน จะเป็นแชมพูแบบใสค่ะ ส่วนสูตรรังแคจะเป็นแชมพูเนื้อน้ำนม

sham 6.jpg

กลิ่นของทั้ง 3 สูตรจะต่างกันเล็กน้อยค่ะ

สูตรผมแห้ง จะมีกลิ่นหอมหวานคล้ายข้าวโพด

สูตรผมมัน จะมีกลิ่นออกส้มๆผสมสมุนไพร

สูตรรังแค จะมีกลิ่นออกแนวสมุนไพร

เนื้อฟองจะมาแนวคล้ายๆกัน ฟองเล็กละเอียด นุ่มดีค่ะ

sham 7

ตอนเอาลงสระผมจริงๆจะฟองเยอะกว่านี้ค่ะ

วัดค่า pH ซักหน่อย

sham 1

อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ค่ะ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าแชมพูทั่วไป ที่จะอยู่ราวๆ 8 ตรงนี้ก็คือดี เพราะถ้าแชมพูเป็นด่างมากไปผมจะแห้งกรอบ

 

ทางแบรนด์มีการทดสอบความอ่อนโยนของตัวแชมพูด้วยค่ะ

โดยทดสอบกับผมย้อมสี โดยมีสมมติฐานว่า แชมพูที่ชะเอาเม็ดสีออกมาได้มากกว่าจะมีความรุนแรงกว่า

โดยแบ่งเส้นผมของอาสาสมัครออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายสระด้วยแชมพูยี่ห้อ S และฝั่งขวาสระด้วยแชมพู Lolane ขอยืมรูปจากทางแบรนด์เลยนะคะ

lo 1

lo 2

lo 3

 

พบว่าฝั่งขวามีเม็ดสีออกมาน้อยกว่า จึงสรุปว่าแชมพู Lolane มีความอ่อนโยนกว่า เนี่ยเป็นอีกจุดที่มี่ชอบ คือส่วนตัวมี่เองก็ทำสีผมค่ะ ทำไปทำมาจนเม็ดสีนี่หายหมด ถ้าสีที่ย้อมหลุด ก็จะเหลือแค่ผมสีซีดๆ พอมาใช้โลแลน สีผมก็ติดผมดีขึ้น ซึ่งก็ตรงกับที่ทางแบรนด์บอกว่าเป็นแชมพูถนอมสีผมสำหรับคนที่กำลังมองหาแชมพูที่อ่อนโยนไม่ทำลายสีผมให้หลุดเร็ว

ตรงนี้ต้องกราบ

 

แชมพูทั้ง 3 สูตรมีส่วนของสารบำรุงคล้ายๆกันค่ะ เลยขอยกส่วนผสมของสูตรผมแห้งมาเป็นนางเอกในการวิเคราะห์ส่วนผสมในวันนี้นะคะ

ส่วนผสม:

สผส shampoo

ส่วนของส่วนผสมมี่ทำเป็นสีๆไว้ให้ค่ะ

  • สีฟ้า: กลุ่มสารทำความสะอาดหลัก
  • สีม่วง: กลุ่มสารบำรุง
  • สีเขียว: สารปรับสภาพเส้นผมให้ผมนุ่ม เงาสลวย หวีง่ายไม่พันกัน
  • สีแดง: parabens ซึ่งดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่

 

เริ่มกันที่สีฟ้าค่ะ

สารทำความสะอาดตัวหลักคือ Sodium lauryl ether sulfate หรือ SLES ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดประจุลบ ทำความสะอาดได้ดี ฟองเยอะ เสริมมาด้วย Cocamidopropyl betaine กับ Disodium cocoyl glutamate (ขอย่อว่า DCG) ซึ่งมีความอ่อนโยน และ cocamide DEA ที่ช่วยเพิ่มฟองค่ะ

ตัว DCG นี้ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ เพราะนางดีงามอยู่ค่ะ สารทำความสะอาดตัวนี้ผลิตจากกรดอะมิโนกลูตาเมท และ กรดไขมันจากมะพร้าว จึงมีความเป็นธรรมชาติอยู่ในตัว สารทำความสะอาด DCG นี้มีความอ่อนโยนสูง และยังมีความสามารถพิเศษ คือ นอกจากความอ่อนโยนของนางแล้วนางจะช่วยลดการเกาะติดของ SLES บนเส้นผม จึงช่วยเพิ่มความอ่อนโยนให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้ และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้อีก (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

 

ต่อมา สีม่วง

ถึงจะเป็นแชมพู ที่สัมผัสผมแป๊บเดียว นางก็ใส่ใจ ใส่สารบำรุงมาด้วย สารบำรุงที่ใส่มามีหลายตัวค่ะ

  • Propanediol เป็นวัตถุดิบเพิ่มความชุ่มชื้นที่ผลิตได้จากการหมัก Corn sugar ตัวนี้มีความอ่อนโยนสูงค่ะ ช่วยให้เส้นผมอ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น
  • C10-40 Isoalkylamidopropylethyldimonium ethosulfate ตัวนี้คือน้ำมัน 18-MEA ที่นำมาทำให้อยู่ในรูปแบบของประจุบวกค่ะ ตัวนี้เรื่องมันยาวค่ะ ต้องมาลงรายละเอียดกันซักหน่อย

18-MEA เป็นน้ำมันตามธรรมชาติชนิดหนึ่งที่อยู่บนเส้นผมของคนเราค่ะ ช่วยให้ผมเงางาม ว่ากันว่า เวลาเราอายุเพิ่มขึ้น น้ำมันนี้จะลดลง ผมคนที่มีอายุเพิ่มขึ้นเลยไม่เงางามไม่สุขภาพดีเหมือนผมเด็กๆ ทางแบรนด์จึงเคลมว่า 18-MEA นี่เป็นเสมือนดัชนีชี้ความอ่อนเยาว์ของเส้นผม

ทีนี้ทำไมต้องประจุบวก ??

จริงอยู่ที่มีหลายๆแบรนด์ใส่ 18-MEA มาในสูตร แต่หลายๆแบรนด์ ไม่ได้ใช้ในรูปแบบประจุบวก เหมือนของแบรนด์นี้ สาเหตุที่ต้องเป็นประจุบวกเพราะว่า ผมเสียของเราจะมีประจุลบ พอเจอสารประจุบวก ก็จะจับกันได้แน่น ไม่หลุดออกไปได้ง่ายๆ ดังนั้น 18-MEA ที่เป็นประจุบวกก็จะเกาะติดบนเส้นผมได้นาน แม้จะล้างแชมพูออกไปแล้ว (เหตุผลนี้ใช้กับพวกสารประจุบวกในสูตรครีมนวดผมด้วย คือ ประจุบวกจะไปเคลือบติดบนเส้นผม)

ตามภาพเลยค่ะ

pantene

(ที่มา: http://www.myfatpocket.com/beauty-news/pantene-launches-colour-perm-lasting-care-range.html)

 

  • สารสกัดจากข้าวหอมนิล (ตามที่เคลมไว้ข้างขวด) ข้าวหอมนิลอุดมด้วยสารสีที่เป็น Antioxidant ที่ดี จึงสามารถปกป้อง 18-MEA ตามธรรมชาติบนเส้นผมไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ
  • ส่วนผสมของ Apigenin, Oleanolic acid และ Biotinoyl tripeptide-1 คือ วัตถุดิบ Procarpil ของประเทศฝรั่งเศส ให้ผลเสริมฤทธิ์กันอย่างลงตัว โดยช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงเส้นผม ต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ 5α-reductase ที่เป็นเอนไซม์เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายให้มีฤทธิ์แรงขึ้น มีผลทำให้รากผมมีขนาดเล็กลง และฝ่อไปในที่สุด สารนี้จึงมีคุณสมบัติช่วยให้รากผมของเรามีความแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่าย

 

hair 6

(ที่มา: Sederma)

  • สารสกัดจาก Celery ตัวนี้น่าจะหมายถึงวัตถุดิบ Apiscalp ที่นำเข้าจากฝรั่งเศส ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า คืนความชุ่มชื้น ปรับสมดุลการผลิตน้ำมันของหนังศีรษะให้เหมาะสม ฟื้นฟูความเสียหายและความเสื่อมที่หนังศีรษะ และให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing effect)

 

ส่วนของสารสีเขียวเป็นกลุ่มของสารประจุบวกตามที่เล่าให้ฟังว่าจับกับผมเสียที่เป็นลบและช่วยให้ความเงางาม

และสีแดงคือสารกันเสียในกลุ่ม parabens ที่ดูเหมือนจะไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก แต่แชมพูพวกนี้สัมผัสผมแค่ชั่วคราวแล้วก็ล้างออก จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนผสมอีกสองสูตรที่เหลือก็จะคล้ายๆกันนะคะ

ถ้าเป็นสูตรผมมันจะมีการเพิ่มสารสกัดจากพืชตระกูล Citrus เข้ามา ทางแบรนด์ Claim ว่าเป็น Balance care technology ที่ใช้สารสกัดจาก Citrus ร่วมกับ Celery ในการปรับสมดุลความมันของหนังศีรษะและเส้นผม และคืนความแข็งแรงให้แก่เส้นผม โดยเพิ่มการยึดเกาะของเส้นผมกับหนังศีรษะให้แน่นขึ้น ผมจึงไม่หลุดร่วง นอกจากนี้ยังใช้น้ำมัน Tea tree ที่เก็บกักไว้ในระบบนำส่งแบบแคปซูล ช่วยควบคุมความมันบนหนังศีรษะ ให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing effect) และช่วยให้หนังศีรษะชุ่มชื้น มีสุขภาพดี นอกจากนี้ Tea tree oil ยังมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถลดการเกิดรังแค อาการคัน และความมันของหนังศีรษะในอาสาสมัครได้ดี โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ (J Am Acad Dermatol. 2002;47(6):852-5.)

ถ้าเป็นสูตรรังแค จะมีการเพิ่ม  Zinc pyrithione ที่ให้ผลดีต่อรังแค น้ำมันสกัดจากไพล หรือ Plaitanoid มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและราที่ก่อให้เกิดรังแค ช่วยให้รู้สึกสบายหนังศีรษะ และลดอาการคันหนังศีรษะและรังแค นอกจากนี้น้ำมันจากไพลยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบและระคายเคืองได้ด้วย และ สารสกัดจากเปลือกไม้สน เข้าใจว่าเป็นวัตถุดิบของทางฝรั่งเศส มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมความมัน และลดการสะสมตัวของเชื้อก่อโรคบนหนังศีรษะ หนังศีรษะจึงมีสุขภาพดี

ตารางสรุปซักนิดก่อนไปให้คะแนน อันนี้ขอยืมมาจากทางแบรนด์เลยนะคะ

คุณลักษณะ แชมพูทั่วไป แชมพู Lolane nature code
1. ความเป็นมิตรกับไขมันตามธรรมชาติบนเส้นผม สารทำความสะอาดมักขจัดเอาไขมันตามธรรมชาติของเส้นผมออกมา ทำให้เส้นผมหยาบกระด้าง ไม่เงางาม มีการเสริม 18-MEA ให้แก่เส้นผม โดย 18-MEA ก็เป็นเสมือนดัชนีบ่งชี้ความอ่อนเยาว์ของเส้นผม
2. สารทำความสะอาด ใช้สารทำความสะอาด SLES เป็นตัวหลัก ซึ่งไม่ได้อ่อนโยนมากนัก ใช้สารทำความสะอาด SLES ร่วมกับสารทำความสะอาดชนิดอ่อนโยนในตระกูล Glutamate ซึ่งมีผลลดการระคายเคือง SLES
3. สารบำรุง มักไม่มีสารบำรุง หรือถ้ามีส่วนมากก็จะเป็นกลุ่มของสารที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ มีสารบำรุงอยู่หลายชนิด และเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น Corn sugar, procarpil, Apiscalp และสารสกัดจากข้าวหอมนิล
4. อื่นๆ ผ่านการทดสอบการระคายเคืองและความปลอดภัยจากสถาบัน Dermscan Asia

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้มี่แบ่งเป็น 4 หัวข้อนะคะ ตั้งแต่สารทำความสะอาด สารบำรุง ส่วนผสมอื่นๆ และ การใช้งาน

  1. สารทำความสะอาด นอกจาก SLES แล้วก็มีการเสริมสารทำความสะอาดเข้ามาอีกหลายชนิด โดยเฉพาะสารทำความสะอาดกลุ่ม Glutamate ที่มีความอ่อนโยน และมีคุณสมบัติลดการเกาะติดของ SLES บนเส้นผมได้จึงช่วยลดการระคายเคืองจากสารทำความสะอาดหลักได้ นอกจากนี้ก็ยังใช้สารกลุ่ม betaine ที่มีความอ่อนโยนเช่นกัน ตรงนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุง แชมพูตัวนี้มีสารบำรุงอยู่หลายตัวเหมือนกันโดยรวมให้คุณสมบัติหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผมร่วง ผมบาง ความชุ่มชื้น ความเงางาม ช่วยเรื่อง Hair aging ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ของวงการเครื่องสำอาง โดยการใช้ 18-MEA เพื่อช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้เส้นผม และช่วยปรับสมดุลของเส้นผมและหนังศีรษะ ครบถ้วนทุกจุดความต้องการบนหัวเลยทีเดียว ถึงแม้แชมพูจะสัมผัสผมเราแค่แป๊บเดียว แต่มีก็ดีกว่าไม่มี รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ส่วนผสมอื่นๆ สารองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่ใส่มาก็มีประโยชน์หมด แต่ตัวที่น่าเสียดายคือ parabens ที่อาจจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก ถึงแชมพูจะสัมผัสผมเราไม่นาน แต่มีก็คือมี หักคะแนนไป 1 คะแนน รับไป 4 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผมแห้ง หนังศีรษะมันค่ะ ลองใช้ทั้ง 3 สูตร ชอบสูตรรังแคมากที่สุด รู้สึกว่าสระแล้วผมนุ่มสุด แล้วให้ความรู้สึกเบาสบายหัว ส่วนสูตรผมแห้งกับผมมัน มี่ว่ามันแห้งไปนิดค่ะสำหรับผมมี่ กลิ่นก็มาเป็นแนวธรรมชาติค่ะ ตรงนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะ ถ้ารีวิวแค่สูตรรังแค นี่จะให้ 5 เต็ม

 

คะแนน lolabe

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Lolane ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/LolaneThailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Lolane การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เจลลดรอยแผลเป็นผสมสารสกัดจาก Dragon’s blood กับ Puricas Dragon’s blood scar gel

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวเจลลดรอยแผลเป็นดีๆที่น่าสนใจมาฝากกัน ด้วยความที่กล่องเขาสวยและมีความหรูหราวันนี้เราก็เลยจะมาเริ่มตั้งแต่แกะกล่อง ยันไปถึงการใช้งาน

เป็นเจลลดรอยแผลเป็นจากแบรนด์ Puricas กับ Puricas Dragon’s blood scar gel ค่ะ

ซึ่งเป็นแบรนด์แรกที่มีการนำเอาสารสกัดจาก Dragon’s blood มาใช้เป็นเจลแต้มแผลเป็นนะคะ

pu 1

วันก่อนนี้มี่พึ่งเอารีวิวเจลแต้มสิวของทางแบรนด์มาฝากให้ได้ชมกันแล้ว (>>>ลิงค์เจลแต้มสิว<<<)

วันนี้เลยขอเล่าเรื่อง Dragon’s blood ให้ฟังอีกรอบนะคะ

Dragon’s blood เป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ว่ากันว่าเป็นต้นไม้มหัศจรรย์ที่ชาวเดินป่าใช้รักษาแผลอักเสบที่เกิดจากอุบัติเหตุ แมลงสัตว์กัดต่อย ฆ่าเชื้อต่างๆ สาเหตุที่นางได้ชื่อว่า Dragon’s blood ก็เพราะว่า นางมียางไม้ที่มีสีแดงเหมือนเลือดนั่นเองค่ะ

drop_of_dragons_blood_main_-_zoe_helene

(ที่มา: Helen, Z. http://www.medicinehunter.com/dragons-blood)

 

ทางแบรนด์เคลมว่า มีการใช้นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี ที่มีชื่อเรียกว่า Herbanano Action Technology หรือ HNAช่วยให้ได้สารสกัดขนาดเล็ก จึงดูดซึมได้ดี และเกิดการเสริมฤทธิ์แบบที่เรียกว่า Synergistic effect ทำให้ได้ผลประโยชน์ต่อผิวหนังมากมาย

pu 10

และด้วยความนวัตกรรมนี้เอง ทางแบรนด์จึงกล้าเคลมว่าเจลของนางสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ เมื่อใช้วันละ 3 – 4 ครั้ง

และสามารถใช้ได้กับแผลเป็นทั้ง 7 ชนิด คือ

  • แผลเป็นใหม่และแผลเป็นเก่า
  • แผลเป็นจากสิว
  • แผลเป็นนูนและแผลเป็นลึก
  • แผลผ่าตัด
  • แผลคีลอยด์
  • แผลอุบัติเหตุ
  • แผลอีสุกอีใส

 

จากกล่องเมื่อครู่ ถ้าเราเปิดมาจะเจอกับแผ่นโฆษณาชั้นแรกค่ะ

pu 2

ในแผ่นจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับสารบำรุง และประสิทธิภาพของตำรับค่ะ

เปิดมาอีกชั้นทางด้านซ้ายจะเป็นรูปต้น Dragon’s blood นางเอกของผลิตภัณฑ์ค่ะ

pu 3

ส่วนทางด้านขวาก็จะเจอกับเจลลดรอยแผลเป็น Puricas วางอยู่อย่างสวยงาม

pu 4

ที่มี่ได้มาจะเป็นหลอดขนาด 20 กรัมนะคะ

pu 5

เนื้อเจลเป็นเจลสีส้มอ่อนๆ มีกลิ่นของสารสกัดจากหัวหอมค่อนข้างชัดค่ะ ดีใจได้ ใส่มาเยอะแน่ๆ

pu 6

เกลี่ยได้ง่าย ซึมผิวไว ไม่เหนอะหนะค่ะ

pu 7

ทิ้งไว้สักครู่ก็จะซึมไปจนหมด ไม่ทำให้ผิวเป็นสีส้มตามสีเนื้อเจลแต่อย่างใด และไม่ติดเสื้อผ้า

pu 8

วัด pH ซักหน่อยนะคะ พอเป็นพิธี

pu 9

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

 

เจลตัวนี้ทางแบรนด์มีความใส่ใจในด้านความปลอดภัยนะคะ เลยเอาไปทดสอบกับสถาบัน DermScan Asia ซึ่งเป็นสถาบันตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเครื่องสำอางชื่อดังด้วยหละ

pu 11

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส scar gel

จากส่วนผสม มี่ทำสีของสารบำรุงไว้เป็นสีม่วงนะคะ จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วในหลอด มีแต่สารบำรุงทั้งนั้นเลย มีส่วนของสารอื่นๆเข้ามาเท่าที่จำเป็นให้เกิดเป็นเนื้อเจลได้

รายละเอียดของสารบำรุงแต่ละตัวเป็นดังนี้นะคะ

  • สารสกัดจากหัวหอม (Allium cepa extract) มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ทดสอบในผู้หญิงผ่าท้องคลอดที่ทาเจลทดสอบที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอมเข้มข้น 12% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ารอยแผลเป็นมีความนูนลดลง มีสีจางลง และมีความเจ็บปวดบริเวณแผลลดลง (Dermatol Res Pract. 2012; 2012:212945.)
  • สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ลดการอักเสบระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • สารสกัดจากใบบัวบก มีประโยชน์ด้านการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัยลดริ้วรอย และลดการอักเสบ
  • นางเอกของเรา Dragon’s blood มีประโยชน์ด้านการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดการเกิดแผลเป็น ช่วยให้การสร้างเนื้อเยื่อให้เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ช่วยให้ผิวเรียบเนียนเสมอกัน
  • สารสกัดจากผักบุ้งทะเล (Ipomoea pes-caprae extract) มีประโยชน์ลดการอักเสบและระคายเคือง
  • Arginine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง มีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้น ว่ากันว่าเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สาร Nitric oxide ในร่างกาย ซึ่งมีผลขยายหลอดเลือดเพิ่มการไหลเวียนของเลือด สารอาหารต่างๆจึงมาเลี้ยงผิวได้มากขึ้น ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี
  • Methylsilanol hydroxyproline aspartate มีชื่อทางการค้าว่า Hydroxyprolisilane CN ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้สามารถกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่หลังจากเกิดแผล กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวชนิดต่างๆ ให้ทำงานได้ดีขึ้นจึงช่วยสมานแผลและเติมเต็มแผลเป็นที่ยุบไปให้สมบูรณ์ขึ้นมา
  • Allantoin ลดการอักเสบและระคายเคือง

ส่วนของส่วนผสมอื่นๆที่เหลือก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าจัดเต็มไปที่ปัญหาแผลเป็นโดยเฉพาะ สารบำรุงที่ใส่มาหลายตัวมีข้อมูลและงานวิจัยรองรับว่ามีประสิทธิภาพในการลดแผลเป็นได้ นอกจากเรื่องแผลเป็นสารบำรุงยังมีประโยชน์อื่นๆเสริม ไม่ว่าจะเป็นด้านการชุ่มชื้น ชะลอวัยลดริ้วรอย และลดการอักเสบระคายเคืองของผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. สารส่วนผสมอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น และไม่มีสารไหนที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เป็นเจลลดรอยแผลเป็นที่ทำมาได้น่าสนใจมาก เนื้อเจลค่อนข้างนุ่มลื่น เกลี่ยง่าย ซึมผิวไวไม่เหนอะหนะ ทาแล้วแต่งตัวได้เลยไม่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้า แต่แรกๆกลิ่นอาจจะติดจมูกนิดหน่อย ใช้ทาบนหน้าก็ได้ค่ะ แต่ถ้าทาใกล้จมูกมากก็อาจจะต้องทนกลิ่นซักพัก เจลนี้ให้ผลครอบคลุมได้เกือบทุกปัญหาจากแผลเป็น โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบ และเป็นเจลแผลเป็นที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยทีเดียว ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

ในส่วนของราคานั้นถือว่าไม่ได้แรงมาก ราคาของหลอด 20 กรัม อยู่ที่ 690 บาท คิดเป็น 34.95 บาท/กรัม ค่ะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Puricas ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจ Puricas โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/puricas/

http://puricas.com/th/home

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Puricas การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียด กับเซรั่มเพื่อผิวขาวกระจ่างใส จากแบรนด์ Scitifique กับเซรั่ม White Theory เซรั่มสุดชิคที่มี Scientific data รองรับ

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใสจากแบรนด์ Scitifique มาฝากกันนะคะ

เป็นครีมที่มีชื่อเต็มๆว่า Scitifique White theory Day to night wear Intensive whitening skin regeneration cream ค่ะ

แบรนด์ Scitifique นี้เป็นเวชสำอางแบรนด์ไทยที่คิดค้นและพัฒนาสูตรโดยเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยระดับปริญญาเอกตามกระบวนการคิดและหลักการทางวิทยาศาสตร์ (scientific) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ ส่วนผสมที่ใช้ต้องมีงานวิจัยรองรับและมีความปลอดภัยสูง

เวลาสั่งของนาง นางก็จะแพคมาน่ารักกุ๊กกิ๊ก ดูสวยงามดีค่ะ

sci 7.jpg

แกะออกมาด้านในก็จะเจอแบบนี้ค่ะ

sci 8.jpg

จริงๆมี่ได้กันแดดมาด้วย ไว้เดี๋ยวเอามาอวดอีกทีเนอะ

หน้าตาเซรั่ม White Theory เป็นแบบนี้นะคะ

sci 1

ด้านในจะเป็นครีมแบบกระปุกกดนะคะ เอ๊ะยังไงครีมแบบกระปุกกด ??

sci 2

คือเราต้องกดที่ฝาด้านใน เพื่อให้เนื้อครีมออกมาทางด้านบนค่ะ

กระปุกแบบนี้ก็จะมีข้อดีคือ ป้องกันการปนเปื้อนของเนื้อครีมจากสิ่งแวดล้อม และจากนิ้วมือของเรานั่นเอง (เพราะบนผิวของเราทุกคนล้วนมีเชื้อจุลินทรีย์อาศัยอยู่ค่ะ)

พอกดแล้วเนื้อครีมก็จะออกมาตามช่องด้านบนค่ะ

sci 3

ครีมเป็นครีมที่มีลักษณะเป็นกึ่งๆเจลกึ่งๆครีม สีขาวขุ่น กลิ่นหอมอ่อนๆ

sci 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมผิวไว ไม่เหนอะหนะ ถ้าใช้กลางวันก็แต่งหน้าได้เลยไม่ต้องรอนาน

sci 5

วัด pH ซักหน่อยนะคะ

sci 6

pH อยู่ที่ราวๆ 6 ค่ะ ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่า

สผส sci

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

ในส่วนของสารบำรุงมี่ได้ทำสีม่วงไว้ให้ค่ะ ถ้าดูแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นสีม่วงหมดเลย

สารบำรุงของทางแบรนด์ที่เป็นพวกกลุ่มของสารสกัดพืชจะเป็นสารสกัดที่นำเข้าจากเกาหลีเสียส่วนใหญ่นะคะ ยกเว้น Astaxanthin ที่ได้มาจากสาหร่ายสีแดงนั้นจะนำเข้ามาจากแถบสแกนดิเนเวียค่ะ

 

มาดูรายละเอียดของสารแต่ละตัวกันเลยดีกว่า

  1. กลุ่ม Actives มี่แทนด้วยสีม่วงนะคะ เรียกได้ว่ามีกันเยอะหลายชนิดเลยทีเดียว
  • Niacinamide คือรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ทางแบรนด์เคลมว่าใส่มา 5% เลยทีเดียว ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่าสารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261) มีการทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพเทียบเท่า Clindamycin ในการรักษาสิว (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.) การทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพในการลดฝ้าไม่แตกต่างกับ Hydroquinone 4% แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า (Dermatol Res Pract. 2011;2011:379173.) จึงสรุปได้ว่า ในความเข้มข้น 5% ที่เขาใส่มานี่ มีประโยชน์เรื่องสิวกับเป็น Whitening ได้จริงไม่อิงนิยาย
  • Astaxanthin เป็นสารสีแดงชนิดหนึ่ง พบในพืชหลายๆชนิด มีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดี และมีส่วนช่วยในการเป็น Whitening ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UV และช่วยชะลอวัยลดริ้วรอย Astaxanthin นางก็แอบใส่มาเยอะนะ เคลมว่าใส่มาจัดเต็ม 3% กันเลยทีเดียว
  • Arbutin เป็นสารตามธรรมชาติที่พบในพืชหลายๆชนิด เช่น Bearberry มีประโยชน์ในการเป็น Whitening โดยไปลดการสร้างเม็ดสีผิว ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Biol Pharm Bull. 2013;36(11):1722-30.)
  • Sodium hyaluronate มีบทบาทเรื่องเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • Diospyros kaki leaf extract สารสกัดจากใบ Persimmon ญี่ปุ่น มีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Chem Toxicol. 2011 ;49(10):2689-96.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีประโยชน์เป็น Antioxidant และยังให้ผลดีในการลดการอักเสบระคายเคือง และเป็น Whitening ด้วย
  • Camellia sinensis leaf extract สารสกัดจากใบชา เป็นที่รู้จักกันในคุณสมบัติการเป็น Antioxidant ที่ดี และในใบชายังมี Tannin ที่มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สารประกอบกลุ่ม Catechin ที่พบในใบชายังมีประโยชน์ทางชีวภาพมากมาย ให้ประโยชน์ได้หลายด้านไม่ว่าจะเป็น การชะลอวัยลดริ้วรอย ลดการอักเสบระคายเคือง และ Whitening (Skinmed. 2012;10(6):352-5.)
  • Opuntia humifusa extract สารสกัดจากพืชในตระกูลกระบองเพชร มีรายงานว่าสามารถปกป้องผิวจากรังสี UV (Pharm Biol. 2017;55(1):1032-1040.)
  • Castanea crenata extract สารสกัดจากเกาลัด เปลือกด้านในประกอบด้วยสารในกลุ่ม Flavonoid หลายๆชนิด เป็น Antioxidant ที่ดี (Antioxidants (Basel). 2017 May 5;6(2). pii: E31.) และมีคุณสมบัติต่อต้านการแพ้ โดยไปยับยั้ง Mast cell degranulation (Arch Pharm Res. 1999 Jun;22(3):320-3.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่ามีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง Antioxidant และเป็น Whitening
  • Allantoin สารที่พบในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)
  1. Base ส่วนของเนื้อหลัก ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ดังนี้
    • ส่วนของน้ำ ประกอบด้วย น้ำ Glycerin และ Butylene glycol ซึ่งเป็นตัวดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • ส่วนของน้ำมัน ประกอบด้วย Squalane และ Caprylic/capric triglycerides ที่ช่วยเป็นไขมันทดแทนให้กับผิว
  2. Additives สารองค์ประกอบอื่นๆ ได้แก่
    • สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium polyacrylate ช่วยเพิ่มความหนืดและผสานน้ำกับน้ำมันช่วยขึ้นเนื้อครีม
    • สารจับโลหะ ได้แก่ Sodium EDTA ช่วยเพิ่มความคงตัวและเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol และ Methylisothiazolinone

 

ให้คะแนน แบ่งเป็น 3 หัวข้อนะคะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่านอกจาก Whitening ตามเคลมของผลิตภัณฑ์แล้ว สารบำรุงที่ใส่มายังมีประโยชน์รองๆในด้าน Antioxidant ช่วยชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง และปกป้องผิวจากผลเสียของรังสี UV ไปพร้อมๆกัน ด้วยความที่มีสารลดการอักเสบ นอกจากจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดดแล้ว ก็จะให้ผลดีจากจุดด่างดำจากสิวได้ด้วย เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ส่วนผสมอื่นๆที่ใส่มาไม่ได้มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่เป็นคนผิวแห้ง เลยรู้สึกว่าครีมนี้อาจจะเบาไปนิดหน่อยสำหรับผิวมี่ แต่ถ้าสำหรับคนผิวธรรมดา หรือผิวมันน่าจะชื่นชอบเบสแบบนี้อยู่ค่ะ ในด้านของความชุ่มชื้น มี่ว่าไม่หนักผิวดี และในด้านของรอยดำรอยแดงจากสิว รวมถึงจุดด่างดำจากแสงแดด ก็ถือว่าให้ผลเป็นที่พอใจค่ะ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน sci

ครีมตัวนี้มีราคาอยู่ที่ 680 บาท บรรจุ 30 ml ตกเป็น 22.67 บาท/ml ค่ะ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scitifique โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/scitifique/

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Scitifique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scitifique การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบไฟโตเอสโตรเจนจากถั่วเหลือง จาก Naturalist Soybean PhytoGen Moisture Essence

ห่างหายไม่ได้อัพรีวิวผลิตภัณฑ์ของ Naturalist ไปเสียนานเลย

Naturalist เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจนะคะ ทั้งในแง่ส่วนผสม Packaging design รวมไปถึงเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์

รวมถึงวันนี้ ผลิตภัณฑ์ของ Naturalist ที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ชิ้นค่ะ

naturalist.JPG

สองตัวซ้ายกับขวา มี่อัพรีวิวไว้แล้วนะคะ เผื่อใครที่พลาดชม สามารถติดตามได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้เลยค่ะ

Perfect BHA clear (>>>Click<<<)

Duo B moisture essence (>>>Click<<<)

 

วันนี้ก็ถึงเวลาของตัวสุดท้ายแล้วค่ะ กับ Naturalist soybean PhytoGen Moisture Essence ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

soy 1.JPG

เป็นแพคเกจที่มีดีไซน์หรูหราไฮโซเช่นกับพี่น้องที่เคยอัพรีวิวไป

เอสเซนส์ตัวนี้เน้นส่วนผสมของสารสกัดจากถั่วเหลือง เน้นเติมน้ำ คืนความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบระคายเคืองผิว และฟื้นฟูให้ผิวอ่อนเยาว์ กระจ่างใสค่ะ

เรียกได้ว่าเน้นเรื่อง Anti-aging กับ Brightening ไปควบคู่กันค่ะ

เนื้อเอสเซนส์จะเป็นน้ำตบใส หนืดนิดๆ และเนื่องจากไม่ได้ใส่น้ำหอมเราจะได้กลิ่นของวัตถุดิบอยู่จางๆค่ะ มี่ว่าคล้ายๆถั่วๆ ออกดินๆหน่อยค่ะ

soy 2

เกลี่ยง่าย ลื่นผิว เวลาเกลี่ยจะไม่ได้ซึมหมด หรือแห้งหายไปหมดในทันที เราจะตบๆนิดหน่อยนางก็จะซึมหมดค่ะ ผิวจะรู้สึกนุ่ม ไม่เหนอะหนะ

soy 3

สำหรับวิธีใช้ ตัวนี้เราจะหยดลงบนฝ่ามือ วอร์มนิดหน่อยแล้วค่อยๆกดๆลงไปบนผิวหน้าจนซึมจนหมด อย่าลืมทาคอด้วยนะคะ

วัดค่า pH เช่นเคย

soy 4

pH อยู่ที่ราวๆ 5 ใกล้เคียงกับผิวเราดีค่ะ

ดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส soybean

วันนี้มี่แบ่งส่วนผสมของสารบำรุงให้เป็น 2 กลุ่มค่ะ คือ กลุ่มสีฟ้า กับ กลุ่มสีม่วง

จากส่วนผสมนี่คือ สารส่วนใหญ่คือสารบำรุง ถ้าดูเนื้อ หรือ Base จะเห็นว่าเป็นเบสน้ำ ไม่มีน้ำมัน ไม่มี Alcohol และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

มาดูรายละเอียดของสารบำรุงแต่ละตัวกันดีกว่าค่ะ

  • สารสกัดจากถั่วเหลือง เป็นนางเอกในเอสเซนส์ตัวนี้นะคะ ถั่วเหลืองนั้นเรียกได้ว่ามีประโยชน์ค่อนข้างกว้างค่ะ เพราะให้ผลทั้งด้านความชุ่มชื้นโดยการเติมน้ำให้ผิว เป็น antioxidant ที่ดี และมีส่วนประกอบของ Isoflavone ที่ช่วยให้ผิวดูนุ่มฟู เปล่งปลั่ง ถ้าสกัดด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสมจะได้สารในกลุ่มเอนไซม์ Protease inhibitor ที่ไปยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก เราก็จะไม่เห็นเป็นสีผิว ผิวจึงดูขาวกระจ่างใสและสีสม่ำเสมอขึ้น

ทำไมต้องเอสโตรเจน???

นั่นก็เพราะว่าในผิวเราจะมีตัวรับของเอสโตรเจนอยู่ ทั้งหญิงและชาย

ซึ่งเมื่อเอสโตรเจนในร่างกายไปจับกับตัวรับเอสโตรเจนนี้ จะให้ผลดีกับผิว ผิวจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน มีความแข็งแรง และมีผิวที่หนาสมบูรณ์ ชุ่มชื้น แต่พอเราอายุเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนลดลง ผิวก็จะเริ่มบางลง แห้งง่ายขึ้น

แต่เราจะเอาเอสโตรเจนมาทาหน้าเลยก็คงไม่ดี หาจากธรรมชาติน่าจะปลอดภัยกว่า

ในพืชหลายชนิดก็มีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนได้ อย่างเช่นในถั่วเหลืองมีสารกลุ่มไอโซฟลาโวนที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน เราเลยเรียกว่าเป็น Phytoestrogen ค่ะ (คำว่า Phyto- เป็นคำขยายที่แปลว่าพืชนั่นเอง)

  • สารสกัดจากราก Gentian ตัวนี้ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดให้ผลเป็น Antioxidant, Anti-inflammatory และ ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ตรงกับ Brand claim เรื่องลดการอักเสบระคายเคือง
  • Allantoin, Raffinose, Panthenol และ Betaine เป็นสารจากธรรมชาติ ที่เด่นเรื่องการลดการอักเสบระคายเคืองในผิว ให้ความรู้สึกสบายผิวเช่นกัน
  • กลุ่มสารเติมน้ำอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น Urea, Hydrolyzed collagen และ Sodium hyaluronate

กลุ่มสีม่วงจะเป็น Whitening ค่ะ

  • Tranexamic acid สารนี้เดิมทีใช้เป็นยาช่วยให้เลือดแข็งตัว ยาห้ามเลือด แต่พบว่าสารสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ช่วยให้สีผิวขาวขึ้น จึงมีการนำมาใช้ในรูปแบบทาผิว
  • Raspberry ketone เหมือนเป็น signature ของทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์เลย นอกจากมีการศึกษารองรับผลด้าน Whitening แล้ว ข้อมูลจากทางแบรนด์บอกว่ามีผลต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย นอกจากนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจึงให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์จากเชื้อ
  • สารสกัดจากชะเอม ก็เป็น Whitening และลดการอักเสบระคายเคืองในผิวได้ไปพร้อมๆกัน

 

โดยรวมก็ถือว่านอกจากเน้นเรื่อง Antiaging และ Brightening ตามที่เขียนไว้บนขวดแล้ว ก็จะมีประโยชน์ในด้านของการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิวไปด้วย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสม ส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นสารบำรุงผิว มีคุณสมบัติโดดเด่นหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Antiaging (ชะลอวัย) ไวท์เทนนิ่ง เติมน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect ไปพร้อมกันๆ ในส่วนของเบสหลักเป็นเบสน้ำ ไม่มีทั้งน้ำมัน ซิลิโคน และแอลกอฮอล์ ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ใช้เอสเซนส์ทั้งเช้าและเย็น จะตบๆ หลังจากทา BHA กับ Duo B เสร็จค่ะ (BHA ระยะหลังมานี่มี่ใช้แค่กลางคืน) ตอนที่ใช้พร้อมกัน 3 อย่างจะรู้สึกว่าผิวนุ่มฟูขึ้น และมีความยืดหยุ่น เวลาเอามือตบๆบนผิวเราจะรู้สึกว่ามันเด้งๆ เหมือนตบลูกโป่งใส่น้ำ ก็จะรู้สึกดีกับผิวตัวเอง ให้ไป 5 ฟลาสก์เช่นกัน

คะแนน soy

เอสเซนส์ถั่วเหลือง PhytoGen ตัวนี้สนนราคาอยู่ที่ 890 บาท/100 ml ตกเป็น 8.9 บาท/ml ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Naturalist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามกับทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/NaturalistTH/

LINE : @naturalist.th

 

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Naturalist beauty การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ