Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มในไลน์ Flavo-C Ultraglicans ทั้งสูตรกลางวัน-กลางคืนจาก ISDIN (revised 03.2025)

ทำไมเราต้องมีครีมกลางวัน กลางคืน เซรั่มกลางคืน กลางวัน

ร่างกายเรามีนาฬิกาชีวิต ผิวเราก็มีการทำงานในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน เราเรียกความสามารถในการทำงานที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาว่า จังหวะเซอร์คาเดียน (circadian rhythm) ซึ่งเกิดจากการควบคุมของโปรตีนกลุ่มหนึ่ง

เราทุกคนจะมีนาฬิกาชีวิต หรือ Master clock อยู่ที่ Suprachiasmatic nucleus (SCN) ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส SCN จะถูกกระตุ้นด้วยแสง นำส่งสัญญาณต่อไปให้เกิดการสร้างคอร์ติซอล ทำให้เราตื่นนอน พอเริ่มมืดไม่มีแสง ก็จะเกิดการปลดปล่อยเมลาโทนินออกมา ทำให้เราง่วงนอน

เขาก็เลยบอกว่า อย่าเล่นมือถือช่วงใกล้นอน เพราะมันจะรบกวนกระบวนการตรงนี้ ทำให้เราหลับยาก

ทีนี้การทำงานของ SCN ในแต่ละช่วงวันก็จะส่งผลให้ผิวเราทำงานได้แตกต่างกันไป

โดยมีผลควบคุมการทำงานของยีนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Stem cell ที่ชั้นหนังกำพร้า การฟื้นฟูสภาพผิวที่เสียหาย และระบบภูมิคุ้มกัน

โดยในกลางวัน ผิวจะเด่นเรื่องการปกป้องตัวเอง ส่วนกลางคืนก็จะเด่นเรื่องการฟื้นฟูความเสียหาย แบ่งตัวเพิ่มจำนวน

ถ้าระบบ Circadian ของผิวอยู่ในสมดุล เราก็จะมีสุขภาพผิวดี แต่ถ้าระบบนี้เสียไป ก็อาจจะนำไปสู่ผิวอ่อนแอ aging หรือโรคผิวหนังบางประเภท (Duan, et al. FEBS Lett. 2021 Sep 29;595(19):2413–2436.)

นี่ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมีสกินแคร์เช้าเย็นแตกต่างกัน เพื่อเอามาเสริมการทำงานของผิวที่มีความสามารถแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของวันนั่นเอง

สำหรับ Blog นี้ ก็จะมารีวิวผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิว 2 ชิ้นที่มาเป็นคู่กันในไลน์ของ Flavo-C ของ ISDIN ตัวหนึ่งใช้ตอนเช้า อีกตัวใช้ก่อนนอน

สำหรับสูตรกลางวัน จะเป็นตัว Flavo-C ultraglican ซึ่งเป็นเซรั่มที่มาในรูปแบบของแอมพูลแก้ว ภายในบรรจุเอาตำรับที่มีส่วนผสมของสารบำรุงที่เน้นไปในทางด้าน Antioxidant และ เสริมความชุ่มชื้นเป็นหลัก

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

ใน 1 กล่องประกอบด้วยแอมพูลแก้วจำนวน 30 แอมพูล พร้อมด้วยพลาสติกสำหรับหักปากหลอดแอมพูล และจุกซิลิโคนสำหรับช่วยในการหยดเซรั่ม จำนวน 3 ชิ้น

ทางแบรนด์กล่าวว่า 1 แอมพูล ถ้าหักแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 48 ชั่วโมงค่ะ

เนื้อของเซรั่มจะเป็นเนื้อแบบใส

เกลี่ยง่าย ให้สัมผัสนุ่มลื่น ชุ่มชื้น สบายผิว

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 นะคะ

สำหรับส่วนผสมของสูตร Flavo-C ultraglican เป็นดังนี้นะคะ

จุดเด่นอย่างหนึ่งของแบรนด์ ISDIN คือ ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัคร อย่างสูตรผสมของ “L-ascorbic acid, proteoglycans และ proteoglycan stimulating tripeptide” ก็ผ่านการตีพิมพ์ในวารสาร Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology เมื่อปี 2018

สำหรับส่วนผสมในภาพรวมจะเป็นสูตรผสมของ Antioxidant 3 ตัวหลัก อย่างวิตามินซี อี ร่วมกับ Ergothioneine (EGT) น้องเป็น Amino acid ชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติ Antioxidant ในตัว ร่วมกับกลุ่มของสารที่เพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Hyaluronic acid, Proteoglycan และวัตถุดิบตามเปเปอร์ที่เป็น Proteoglycan stimulating peptide ที่มีชื่อว่า Syn®-Hycan เด่นในการเสริมการสังเคราะห์ Hya ตามธรรมชาติของผิว

ซึ่ง Syn®-Hycan เป็นชื่อทางการค้าของ ส่วนผสมระหว่าง Glycerin, Aqua, Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate และ Magnesium Chloride

มาดูรายละเอียดสารบำรุงแต่ละตัวกันสักหน่อย

  • L-ascorbic acid (LAA) เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ, ในด้าน Whitening โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase เป็นส่วนประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน และลดการอักเสบผ่านระบบ NF-kB
  • Tocopherol เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินอี มีคุณสมบัติละลายในไขมันจึงช่วยปกป้องไขมันดีๆในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากปฏิกิริยา oxidation
  • เมื่อใช้ วิตามิน C และ E ร่วมกันจะช่วยเสริมประสิทธิภาพและความคงตัวของทั้งคู่
  • Ergothioneine (EGT) เป็นกรดอะมิโนที่เป็นอนุพันธ์ของ Histidine ประกอบด้วยส่วนของโมเลกุล Sulfur ทำให้มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ผ่านกลไกการ Reduction  และถ้าดูจากโครงสร้างจะเห็นว่าหมู่ Quaternary ammonium จะคล้ายกับส่วนที่มีใน Carnitine มีรายงานว่าสามารถเข้าไปเสริมการสร้างสารพลังงานสูงอย่าง ATP ใน Mitochondria ที่เป็นเหมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ ความเป็น Antioxidant ช่วยปกป้อง Mitochondria ไม่ให้ถูกทำลาย จึงมีประโยชน์ในการชะลอวัย ทั้งนี้มีการทดสอบในระดับหลอดทดลองพบว่า EGT สามารถปกป้อง Mitochondria ไม่ให้ถูกทำลายจากการฉายรังสี UV (Bazela et al, Cosmetics 2014, 1(1), 51-60)

  • Hydrolyzed hyaluronic acid และ Proteoglycan มีประโยชน์ในเชิงความชุ่มชื้น
  • Syn®-Hycan เป็นวัตถุดิบเปปไทด์สังเคราะห์ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพโดยผู้ผลิตวัตถุดิบ ว่ามีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Hyaluron ภายในผิวในระดับหลอดทดลอง และมีประสิทธิภาพในการกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอยในอาสาสมัคร

สำหรับเบสหลักเป็นเบสแบบน้ำ ที่ใช้ Propylene glycol เป็นส่วนผสมหลัก เพื่อเพิ่มความคงตัวให้แก่ LAA

บางท่านเห็นส่วนผสมของ Bis-Hydroxyethoxypropyl Dimethicone อาจจะกังวลเรื่องซิลิโคน แต่สารตัวนี้เป็นซิลิโคนดัดแปลงที่มีคุณสมบัติเสริมความชุ่มชื้น ให้สัมผัสนุ่มนวล ไม่เหนอะหนะ และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ระคายเคืองผิว (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

ในภาพรวมจึงเรียกได้ว่าเป็นเซรั่มที่ทั้งปกป้องและดูแลปัญหาผิวทั้งในด้านของริ้วรอยและความชุ่มชื้นไปพร้อมๆ กัน

เมื่อเอามาใช้กลางวันก็จะช่วยเสริมคุณสมบัติการปกป้องผิวที่เก่งอยู่แล้วตามหลักการนาฬิกาชีวภาพ ให้เก่งขึ้นไปอีก

ถัดมาเป็นเซรั่มสำหรับกลางคืน คือ Flavo-C Melatonin ซึ่งมาในรูปแบบของแอมพูลแก้วเช่นกัน

มีหน้าตาเป็นประมาณนี้ค่ะ

ด้านในก็จะมาในรูปแบบคล้ายๆ กันค่ะ

ค่า pH ของสูตรนี้อยู่ที่ราวๆ 4 – 5

เนื้อเซรั่มมาในรูปแบบใสเช่นกัน แต่จะฟีลเบากว่า Ultraglicans

เกลี่ยได้ง่าย บางเบา ไม่เหนอะหนะ

คอนเซปท์ของตัวนี้คือเสริมการฟื้นฟูและบำรุงผิวในช่วงกลางคืน

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมในภาพรวมจะเป็นการรวมตัวเอาวิตามินซีในรูปแบบของ 3-O-Ethyl ascorbic acid ร่วมกับสารสกัดจากเมล็ดถั่ว Moth bean (Genus เดียวกับถั่วเขียว) และ Melatonin ในเบสรูปแบบน้ำ มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่เล็กน้อย โดยดูจากลำดับส่วนผสม แต่ส่วนตัวใช้ได้ไม่เกิดปัญหาแห้งหรือระคายเคืองอะไร

ลองมาดูรายละเอียดของสารบำรุงกัน

  • 3-O-Ethyl ascorbic acid เป็นวิตามินซีรูปแบบหนึ่ง สำหรับประโยชน์ของวิตามินซีก็ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน
  • สารสกัดจากเมล็ดถั่ว Moth bean (Vigna aconitifolia seed extract) ตัวนี้ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารตัวนี้มีคุณสมบัติในการออกฤทธิ์คล้ายวิตามินเอ แต่ไม่มีปัญหาด้านการระคายเคืองเหมือนกลุ่มวิตามินเอ

ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบยักษ์ใหญ่อย่าง BASF กล่าวว่า น้องมีคุณสมบัติเสริมการสร้างและผลัดตัวเองของผิวที่หนังกำพร้า รวมทั้งเสริมการสร้าง Matrix ต่างๆ เช่น Collagen ในชั้นหนังแท้ โดยมีทั้งข้อมูลการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร

ขอยกมาเล่าสองการทดสอบนะคะ

การทดสอบแรก ทดสอบในระดับหลอดทดลอง โดยดูว่าสารสกัดจาก Moth bean จะเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ ได้ไหม? โดยการใส่ กรดอะมิโน proline ชนิดพิเศษที่ติด Tag หรือ ฉลากพิเศษลงไปให้รู้ว่า อันนี้ Proline ของฉันนะ ถ้าเธอเอาไปใช้ ฉันจะรู้ได้เลย

แล้วทำการวิเคราะห์ พบว่า กรดอะมิโน proline ที่ติด Tag ในสายคอลลาเจน เมื่อให้สารสกัด Moth bean เพิ่มขึ้น แปลว่า มีสายคอลลาเจนใหม่เกิดขึ้นจากสารที่เราเติมลงไป

การทดสอบที่ 2 ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เทียบกับ Encap retinol เป็นเวลา 56 วัน พบว่าให้ผลลดริ้วรอยได้ทั้งกลุ่มที่ใช้สารสกัด moth bean และ กลุ่มที่ใช้ retinol

ดังนั้นหากจะกล่าวว่า น้อง Moth bean มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Retinol และเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีข้อห้ามใช้ หรือไม่ถูกกับ Retinol ก็ไม่น่าจะเกินจริงนัก

  • Melatonin มีคุณสมบัติหลายประการ และมีการศึกษารองรับอยู่หลายชิ้น ส่วนตัวอิงจากบทความของ Day และ คณะ (2018) ที่รวบรวมเอาผลงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ Melatonin โดยหลักๆ กล่าวว่า Melatonin เป็นทั้ง antioxidant ทางตรง และ antioxidant ทางอ้อม (Indirect antioxidant) โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวมน้องมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

ทำไมถึงต้องทา Melatonin ตอนกลางคืน?

     จากข้อมูลหลายๆ ข้อมูลกล่าวว่าผิวหนังของเราอาศัยระบบที่มี Melatonin เป็นตัวรักษาสมดุลและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน ระบบนี้มีชื่อเรียกว่า melatoninergic antioxidative system (MAS)

โดยภาพรวมแล้วเซรั่มดังกล่าวจึงถือว่าเหมาะมากในการเป็น Regimen สำหรับฟื้นฟูผิวในยามกลางคืน และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหากับการใช้วิตามินเอและอนุพันธ์ต่างๆ

สำหรับการให้คะแนนวันนี้เป็นการให้คะแนนแบบภาพรวมนะคะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไปว่า ตัวเซรั่มพัฒนาและออกแบบมาตามนาฬิกาชีวภาพของผิว สูตรกลางวันพัฒนามาเพื่อการต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากอันตรายของรังสี UV และสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน มาพร้อมกับการเสริมสร้าง Hyaluron ภายในผิว และเติมน้ำให้ผิวด้วย Hyaluron กับ Proteoglycan เมื่อใช้ร่วมกับเซรั่มฟื้นฟูผิวตอนกลางคืนที่เน้นฟื้นฟูผิวจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในตอนกลางวัน พร้อมทั้งส่งเสริมการทำงานของผิวให้อยู่ในสภาวะสมดุล เสมือนผิวมีสุขภาพที่ดีเฉกเช่นวัยเยาว์ ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ สำหรับสูตรกลางวันเรียกได้ว่าทำมาได้ไร้ที่ติ แต่ในสูตรกลางคืนอาจจะติตรงเรื่องของ Alcohol นิดหน่อย แม้ว่าน่าจะใส่มาไม่มาก และส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาระคายเคืองหรือรู้สึกไม่สบายผิวแต่อย่างใด สำหรับผลิตภัณฑ์ 2 ชิ้นนี้ ขอให้ไปที่ 4.5 ฟลาสก์ (กลางวัน 5 + กลางคืน 4 แล้วหารสอง)
  3. การใช้งาน ในด้านการใช้งานส่วนตัวไม่ติดปัญหาอะไร ในด้านของประสิทธิภาพจากการทดลองใช้มาร่วม 3 อาทิตย์ รู้สึกว่า ช่วยให้ผิวเรียบเนียนนุ่มกระชับยืดหยุ่น และผิวละเอียดมากขึ้น ในด้านของสีผิว จุดแดง จุดดำต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดูจางลง แต่งหน้าได้ติดทนขึ้น อาการระคายเคืองผิวต่างๆ ในช่วงที่ใช้เกิดน้อยลง ในภาพรวมคือค่อนข้างประทับใจ แต่ส่วนตัวจะค่อนข้างกังวลกับเรื่องของการหักแก้วแอมพูล การเก็บรักษาแก้วแอมพูล และการกำจัดเมื่อใช้หมด อยากให้เก็บไว้แล้วแยกทิ้งต่างหากเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับคนเก็บขยะ หรือถ้าหากที่ไหนมีถังขยะพิเศษสำหรับแก้วแตกก็คือจะดีมาก แต่แพคเกจแบบแอมพูลแบบนี้ก็มีข้อดีของเขา คือ ปกป้องเนื้อสารข้างในให้มีความคงตัวที่ดีและลดการปนเปื้อนที่อาจเกิดเมื่อเทียบกับภาชนะบรรจุอื่นที่เป็นระบบเปิด จุดนี้ขอไม่หักคะแนนเรื่องภาชนะนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์มาให้ได้ทดลองใช้ และ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปช้อปปิ้ง

Flavo C Ultraglicans (สำหรับกลางวัน)

https://s.lazada.co.th/s.vtd03?cc

https://s.shopee.co.th/6pn8w9Ana6

Flavo C Melatonin (สำหรับกลางคืน)

https://s.lazada.co.th/s.vtdVT?cc

https://s.shopee.co.th/wonbo1K5

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม amt Light Emulsion Rejuvenating & Brigthening

Blog นี้ขอหยิบเอาอิมัลชั่นเนื้อเบาๆ สบายผิว สมชื่อ Light Emulsion จากแบรนด์ amt มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

ส่วนนี้จะเป็นหน้าตาของน้อง

ด้านนี้จะเป็นด้านหลังกล่อง ที่กล่าวถึงคอนเซปท์ที่น่าสนใจของการเลือกใช้ออยล์บำรุง (inner oil) 90 ส่วน ประกบคู่กับออยล์เคลือบ (Surface oil) 10 ส่วน เพื่อดูแลผิวให้ชุ่มชื้น

เนื้อเป็นน้ำนม บางเบา ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยง่ายให้ฟีลเย็นสบายผิว ให้ความชุ่มชื้นดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ส่วนผสมมาแบบเรียบง่าย คลีนๆ แต่ก็ครบนะ

ในด้านสารบำรุง ทางแบรนด์เลือกใช้น้ำมันจากเมล็ด Macadamia ซึ่งมีกรดไขมัน Oleic acid เป็นองค์ประกอบหลัก และมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น Phytosterol, วิตามินอี ฟอร์ม tocopherol, tocotrienol และ squalene (Processes 2022, 10(1), 56 และ Foods. 2021;10(5):1031.)

พวกนี้มีประโยชน์กับผิวหลายอย่าง อย่าง Phytosterol นี่ก็มีคุณสมบัติในการดูแลระคายเคือง ส่วนวิตามินอีเป็น antioxidant และ Squalene เป็นไขมันชนิดเดียวกับที่พบใน Sebum ของเรา

เสริมมาด้วย Hydrogenated lecithin ซึ่งเป็น phospholipid ให้ความชุ่มชื้นผิวได้อีก

และที่น่าสนใจ คือ อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glutamic acid ที่ชื่อ Phytosteryl/octyldodecyl lauroyl glutamate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Eldew PS203-R ซึ่งเป็นการดัดแปลงกรดอะมิโน Glutamic acid ให้มีความเป็นไขมันมากขึ้น แล้วกลายเป็นว่า การจัดเรียงโครงสร้างไปคล้ายกับ Ceramide ที่ฟอร์มตัวเป็น Liquid crystal ได้

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้ทดสอบประสิทธิภาพในการฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายในอาสาสมัคร ให้อาสาสมัครปิด patch ที่มี Sodium lauryl sulfate เพื่อทำให้ Barrier เสีย แล้วทาตำรับที่มีสารนี้ เทียบกับวาสลีน พบว่าสามารถฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายได้ดีกว่า ก็คือน่าสนใจดี

เติมไขมันเสร็จ ก็เติมน้ำด้วย Saccharide isomerate ที่จับกับโปรตีนบนผิวได้ค่อนข้างดี จึงให้ความชุ่มชื้นได้ยาวนาน

ส่วนสารบำรุงจะเป็น Niacinamide หรือ B3 ที่มีประโยชน์ต่อผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Whitening, เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลการระคายเคือง คู่กับวิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายไขมันได้

ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี และเอาใจใส่ ขนาดสารขึ้นเนื้อครีม ก็เลือกใช้ตัวที่ค่อนข้างอ่อนโยน อย่าง Glyceryl citrate/lactate/linoleate/oleate ตัวนี้ได้จากธรรมชาติ (เมล็ดทานตะวัน) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Vegan ให้ครีมที่มีเนื้อบางเบาแบบนี้เลย ดีงามมาก

ทางไปช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/7V28zksRbG

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์บำรุงผิวสูตรปรับใหม่ dermArtlogy Brighten Rejubarrier gel ปรับใหม่ ปรับฉ่ำ นวัตกรรมใหม่ รับ 2025

คุณๆ ยังจำ Radiance gel moisturizer ของ dermArtlogy ได้อยู่ไหมคะ

ทางแบรนด์ปรับสูตรอีกแล้ว คราวนี้ปรับใหญ่ ใช้สารใหม่ล่าสุด นวัตกรรมลึกล้ำเป็นเอกลัษณ์มาก มาดูกัน

ตัวนี้จะเป็นหน้าตาของผลิตภัณฑ์นะคะ ยังคงคุมโทนเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเปลี่ยนชื่อเป็น Brighten rejubarrier gel

ภายใต้คอนเซปท์ Triple Skin Barrier Booster ด้วย LipomoideTM, AMPamideTM และ MLE® มันคืออะไร เดี๋ยวมีคำอธิบาย

ส่วนนี้เป็นภาพกล่องนะคะ ยังคงคุมโทนอยู่

เนื้อมาในแบบเจลครีม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นของวัตถุดิบอยู่

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเย็น สบายผิว คงความชุ่มชื้นและไม่เหนียวเหนอะหนะ

มาดูส่วนผสมกันนะคะ

ส่วนผสมในภาพรวมมาในเบสแบบครีมเจล ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซิลิโคน และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว มีสารบำรุงอยู่หลายชนิดให้ประโยชน์ต่อผิวได้ค่อนข้างกว้าง

เริ่มที่เทคโนโลยี MLE และสารไขมันต่างๆ แทนด้วยอักษรสีน้ำตาล

ส่วนผสมของ MLE จะเป็นคอมบิเนชั่นของสารหลายๆ ชนิด ในสัดส่วนที่เหมาะสม

  • ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ กรดไขมัน ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal
  • เจ้า MLETM นี่เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Polarized light จะเห็นเป็นเครื่องหมายกากบาท เรียก Maltese cross

(Image from Neopharm)

ด้วยความที่การเรียงตัวเหมือนกันกับ Barrier ผิวเรา เลยมีแนวโน้มว่าทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

  • Phytosterols ที่เสริมเข้ามายังมีประโยชน์เพิ่มเติมในด้านการดูแลปัญหาการอักเสบและระคายเคืองของผิวได้อีกทาง
  • นอกจาก MLE ยังมีน้ำมันจากทานตะวัน ที่มีองค์ประกอบของกรดไขมัน Linoleic acid อยู่สูง โดย Linoleic acid มีความสำคัญคือเป็นกรดไขมันจำเป็นที่เราสร้างไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหาร หรือการทาภายนอก ตัวมันจะเป็นส่วนประกอบของ Ceramide EOS (Ceramide 1) ที่ทำให้ Barrier ผิวแข็งแรง
  • ถัดมา เป็นไขมัน Glycolipids ชนิดพิเศษ กลุ่ม Sophorolipids ที่ได้จากการหมักยีสต์ Candida bombicola (ชุดส่วนผสม Candida bombicola/glucose/methyl rapeseedate ferment) ตัวนี้ทำงานได้หลายหน้าที่ ทั้งเป็น Glycolipids ที่เป็น moisturizer เป็น surfactant และมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียบางประเภท

สารบำรุงตัวถัดมาคือ AquatideTM มีบทบาทและประโยชน์ในการเสริมกระบวนการ Autophagy ที่เกิดขึ้นภายในผิว ซึ่งเป็นเสมือนกระบวนการที่ผิวเรารีไซเคิลเอาองค์ประกอบที่มันเสื่อมสภาพมาสร้างและฟื้นฟูเป็นองค์ประกอบใหม่ ให้ผิวเราทำงานได้ดีเหมือนเดิม

สำหรับท่านที่สนใจเรื่อง Aquatide สามารถตามไปอ่านเรื่องของ Aquatide แบบละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ (https://miyeonthereviewer.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/)

สารสิทธิบัตรใหม่ที่ dermArtlogy เอามาใช้ในสูตรนี้

ตัวแรก LipomoideTM พัฒนามาเพื่อฟื้นฟู Barrier ผิว ด้วยการกระตุ้นการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ผ่านเอนไซม์ Fatty acid synthase (FAS) สร้าง palmitic acid, Ceramide synthase 1 (CerS1) ที่ช่วยสร้าง Ceramide NP และ NS และ Serine palmitoyltransferase (SPT) ที่เติมกรดไขมัน palmitic ใส่หัวเบสของเซราไมด์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างเซราไมด์

พร้อมทั้งเสริมกระบวนการเจริญ (Differentiation) ผ่านการเพิ่ม Loricrin และ Keratin 10 เป็น marker บอกว่าผิวเจริญเต็มวัยแล้ว พร้อมๆ กับเสริมการสร้าง Filaggrin ที่จะกลายเป็น NMF ต่อไป ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ด้วย

เรียกได้ตามแบรนด์เคลมว่าเป็นการกระตุ้น 3 ใหม่ คือ ไขมันเกราะผิวใหม่ โปรตีนใหม่ เซลล์ผิวใหม่

นอกจากนี้ยังไปออกฤทธิ์ยับยั้ง Thymic stromal lymphopoietin (TSLP) ซึ่งเป็น Cytokine ชนิดหนึ่ง ออกฤทธิ์คล้าย IL-7 เกี่ยวข้องกับอาการคันในโรคผิวหนังบางประเภท

TSLP สร้างจากเซลล์เยื่อบุ และเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte) ในคนสุขภาพดี TLSP จะไปกระตุ้นให้ Dendritic cells ทำงาน ไปทำให้ T cells เจริญกลายเป็น T-Helper cells (หรือ CD4+ cells) แล้วสร้าง Cytokines ที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ เช่น IL-4, IL-5, IL-13 ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบและการแพ้จากระบบภูมิคุ้มกัน (Leyva-Castillo, et al. Nat Commun. 2013;4:2847.) 

โดยสาเหตุที่ KC จะสร้าง TSLP ออกมานั้นยังไม่ชัดเจน 1 ในนั้นก็คือเวลา Barrier เสียสมดุล KC จะปล่อยตัวนี้ออกมา (Kumar et al. J Allergy Clin Immunol. 2016;138(5):1461-1464.e6) พอออกมาแล้วก็อักเสบแบบวนลูป ในระยะยาวส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบ เช่น Atopic dermatitis 

โดยส่วนผสม LipomoideTM นี้ไปยับยั้งการสร้าง TLSP ได้ ทำให้อาการแพ้ การคัน ลดลง

อีกตัวคือ AMPamideTM ที่พัฒนามาจาก Defensamide ให้กล้าแกร่งขึ้นอีกขั้นโดย dermArtlogy เอามาใช้เป็นเจ้าแรกในเครือ Neopharm

เล่าถึง Toll-like receptors (TLRs) นิดหนึ่งค่ะ บนผิวเซลล์ของเราจะมี TLR อยู่ ซึ่ง receptor เหล่านี้เรียกว่าเป็นกลุ่ม pattern recognition receptor ซึ่งคล้ายๆ แบบเซนเซอร์ที่ตรวจจับอะไรบางอย่าง ในที่นี้มันจะตรวจจับสารที่ชื่อสร้าง หรือ สารที่เกิดมาเวลาเซลล์เรามีความเสียหาย พอมันจับกันแล้วระบบ TLR โดนเปิด จะส่งสัญญาณต่อไปให้มีการสร้างพวก Cytokines ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบต่อมา โดยพบว่าในคนที่เป็นสิว นี่เชื้อ C. acnes มันไปกระตุ้น TLR ได้เลยทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ หรือ ในกรณีคนไข้ผิวอักเสบ atopic, สะเก็ดเงิน Barrier ผิวจะอ่อนแอ ส่งผลให้พวกสารก่อการแพ้ระคายเคืองลงไปกระตุ้น TLR ได้ เลยเกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ (Lai and Gallo, Infect Disord Drug Targets. 2008;8(3):144–155.)

AMPamideTM นี้สามารถลดการทำงานของ TLR ที่ไวเกินไปได้ จึงให้ผลลดการอักเสบ ทั้งการอักเสบที่เกิดอยู่ก่อนหน้า และป้องกันการอักเสบใหม่

ต่อมาจะเป็นคอมบิเนชั่นของ Kappaphycus alvarezii Extract และ Caesalpinia spinosa Fruit Extract ที่เรียกว่า Biopolymers Film มีข้อมูลว่าเป็นการเบลนด์กันระหว่าง Polysaccharide 2 ฟอร์ม คือ galactomannans กับ sulfated galactans ที่จะสามารถก่อฟิล์มและเคลือบบนผิว ฟิล์มนี้ออกแบบด้วยเทคโนโลยีพิเศษ อากาศผ่านเข้าออกได้ (ไม่ occlusive) จึงบางเบาสบายผิว และมีคุณสมบัติให้ความรู้สึกกระชับผิว

แนบท้ายด้วยส่วนผสมเด่นอีกตัวหนึ่งอ่ะ

Epigallocatechin gallatyl glucoside (EGCGG) เป็นอนุพันธ์ของ EGCG จากชาเขียว ที่มีความคงตัวที่ดีขึ้น โดยเติมน้ำตาลลงไป 1 ตัว มีคุณสมบัติหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น Antioxidant ปกป้องผิวจากรังสี UV ดูแลการอักเสบระคายเคือง ลดรอยแดง ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวถึงการใช้ EGCG glucoside พบว่ามีความคงตัวที่ดี ปกป้องผิวจากรังสี UV สามารถเปลี่ยนกลับเป็น EGCG ได้ โดยอาศัยจุลินทรีย์ในผิว และให้ประโยชน์เป็น Whitening (Boira et al. Molecules 2024, 29(22), 5391)

สารบำรุงอื่นๆ ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน

  • Panthenol (โปรวิตามินบี 5) + Niacinamide (วิตามินบี 3) เด่นเรื่องคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองผิว
  • Symsitive (4-t-butylcyclohexanol) Block ความรู้สึกระคายเคืองผิว ผ่านการลดความไวในการตอบสนองที่ระบบประสาท TRPV-1 ที่รับความรู้สึกร้อน ทำให้เรารู้สึกสบายผิว มีข้อมูลว่าให้ผลลดอาการระคายเคือง แสบ แดง ร้อน ได้ค่อนข้างไว
  • สารสกัดจากรากของ Lithospermum erythrorhizon มีสารที่ชื่อว่า Shikonin ซึ่งมีรายงานการวิจัยกล่าวถึงความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระของผิว ลดการอักเสบระคายเคือง และยังมีคุณสมบัติต่อต้านการเกิด Glycation หรือ การจับกันของน้ำตาลกับโปรตีน ที่จะนำไปสู่ความเสื่อมของผิว (Glynn et al. Exp Dermatol. 2018;27(9):1043-1047.) ข้อมูลจากแบรนด์บอกว่า สามารถลดรอยแดงที่เกิดจากการระคายเคืองได้ใน 1 สัปดาห์
  • Resveratrol เป็น antioxidant (AOX) ตัวหนึ่งที่วงการผิวหนังให้การยอมรับ พบได้ในพืชหลายชนิด รวมถึงในไวน์แดง มีประโยชน์กับผิวหลายประการ และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ เช่น มีการทดสอบในคน ด้วย Tape stripping technique พบว่าเมื่อทา Resveratrol ลงบนผิวหนังจะสามารถดูดซึมลงไปยังชั้นล่างๆของ Stratum corneum และให้ผลต่อต้านอนุมูลอิสระยังบริเวณนั้นๆ ได้อยู่ (Arch Dermatol Res. 2017;309(6):423-431.) มีการทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Glutathione ก็เป็น AOX อีกตัวที่วงการผิวหนังให้การยอมรับ นอกจากความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว น้องยังมีส่วนช่วยให้ผิวเราสร้างเมลานินชนิด Pheomelanin ที่มีสีอ่อนกว่า Eumelanin ซึ่งในภาพรวมจะให้สีผิวที่อ่อนลง
  • Superoxide Dismutase เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการกำจัดอนุมูลอิสระของร่างกายตามธรรมชาติ
  • Beta-glucan จัดเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่มีการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวบาร์เลย์มีความสามารถในการเสริมการสมานแผล (Carbohydr Polym. 2019;210:389-398.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.) ตัว Beta-glucan จัดเป็นสารในกลุ่ม Prebiotic ที่สนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ Probiotic ส่งผลต่อเนื่องไปยังการปรับสมดุลของไมโครไบโอม ซึ่งจะช่วยให้ผิวมีความแข็งแรง
  • Zinc PCA ให้ประโยชน์ในการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง คือ ต้องบอกเลยว่าเจลนี้ไม่ธรรมดา โดยสารบำรุงที่ใส่มามีคีย์เด่นๆ 3 ประการ คือ เสริม Barrier แบบแข็งแกร่งมากผ่านหลายกลไก ให้คุณสมบัติลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว Soothing ฉ่ำมาก และ เป็น Whitening ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้าน Antioxidant ดูแลปัญหาสิว การอุดตัน คุมมัน ดูแลปัญหาริ้วรอยไปอีก คือค่อนข้างครบ รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในด้านเนื้อสัมผัส เขาทำมาได้ค่อนข้างดี เกลี่ยง่าย ไม่เหนอะหนะ แต่ก็ยังคงความชุ่มชื้น จะมีติก็เรื่องของกลิ่นที่แบบตัวเองรู้สึกว่ากลิ่นของส่วนผสม/วัตถุดิบมันชัดไปหน่อย แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนเรื่องกลิ่นอ่ะ ฉันทนได้ เพราะด้านความสบายผิว soothing ถือว่าทำมาได้ดีเลิศ เอาไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้ได้เปิดหูเปิดตาเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ และขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

ส่วนท่านที่สนใจสามารถติดตามไปชอปปิ้งได้ที่ลิงค์ตามนี้เลยนะคะ

Lazada https://s.lazada.co.th/s.uDj0U?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/1B7sgkxVRu

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#dermArtlogy #NEW #Moisturizer #3in1 #สำหรับ #ผิวแพ้ง่าย #ผิวหมองคล้ำ #ผิวขาดความชุ่มชื้น #Lipimoide #AMPamide #Neopharm

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Zeroid Pimprove Moisturizer มอยส์เริ่ดๆ soothing ฉ่ำๆ เพื่อคนผิวมัน

สำหรับ Blog นี้ จะหยิบเอามอยส์ที่น่าสนใจสำหรับคนผิวมัน มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

ผลิตภัณฑ์วันนี้ก็คือ Zeroid Pimprove moisturizer นั่นเองค่ะ

เนื้อเป็นเนื้อครีม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นของวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสเบา เย็น สบายผิว ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าพูดถึงแบรนด์ในเครือ Neopharm ตัวเทคโนโลยีหลักเลยที่ทุกคนรู้จักและนึกถึงเป็นตัวแรกๆ คือ MLE

ส่วนผสมของ MLE จะเป็นคอมบิเนชั่นของสารหลายๆ ชนิด ในสัดส่วนที่เหมาะสม

  • ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ กรดไขมัน ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal
  • เจ้า MLETM นี่เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Polarized light จะเห็นเป็นเครื่องหมายกากบาท เรียก Maltese cross

(Image from Zeroid global official website)

ด้วยความที่การเรียงตัวเหมือนกันกับ Barrier ผิวเรา เลยมีแนวโน้มว่าทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

ถัดมาจะเป็นตัว RestomideTM

RestomideTM หรือ Oleamide MEA ลดการอักเสบและระคายเคือง ผ่าน Cannabinoid receptor Type 1 (CB1) บนผิว เมื่อจับแล้วส่งผลดังนี้

  1. ลดการปลดปล่อยสารที่ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบจาก Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า)
  2. ลดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของเซลล์ Ketatinocyte แล้วไปเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Differentiation) กระบวนการนี้ให้ประโยชน์ในการลดการอุดตันของผิวได้ส่วนหนึ่ง
  3. ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน
  4. เมื่อจับกับ CB1 Receptor ที่เส้นประสาท จะให้ประโยชน์ในการลดการนำส่งสัญญาณความเจ็บปวด และความรู้สึกคัน

ส่วนผสมของสารบำรุงอื่นๆ ที่เติมมาได้แก่

  • Beta-glucan ซึ่งเป็น prebiotic มีประโยชน์ในการสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ดีๆ หรือ probiotic บนผิว การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Sodium hyaluronate เติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Allantoin ดูแลการระคายเคือง

มาในเบสครีมที่บางเบา ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในภาพรวม จะเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ฟื้นฟูความแข็งแรงของ Barrier ผิวด้วยเทคโนโลยี MLE ดูแลการระคายเคือง ด้วย RestomideTM พร้อมทั้งปรับสมดุลการสร้าง-เจริญ-ผลัดทิ้งของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งน่าจะให้ประโยชน์ในการปรับสมดุลลดการอุดตันผิว เนื้อมาแบบบางเบา ไม่เหนอะหนะ จึงเหมาะกับคนผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ถ้ามองเรื่องเสริมชั้นผิวสำหรับคนผิวมัน นี่ว่าโอเคนะ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวมีผิวผสม-แห้ง มอยส์ตัวนี้ทำมาได้เบาๆ สบายผิว เวลาเกลี่ยจะให้ความรู้สึกเย็น สดชื่น ถ้าวันเบาๆ หรือ หลังอาบน้ำแล้วยังขี้เกียจจัดรูทีนชุดใหญ่ไฟกระพริบ ทาอันนี้ไปพลางๆ สบายผิวดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

ทางไปช้อปปิ้ง

ช้อปปี้ https://s.shopee.co.th/3LCFLiL6Rk

ลาซาด้า https://s.lazada.co.th/s.uJrDP?cc

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีม Firming radiance rosy cream ในไลน์ Précieux Argan Mature Skin ของแบรนด์ So’Bio Etic แบรนด์ออร์แกนิกจากฝรั่งเศส

สำหรับ Blog นี้จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมที่มีผลทดสอบที่น่าสนใจ น่าสนใจอย่างไร เดี๋ยวตามไปดูกัน

ครีมที่จะวิเคราะห์ส่วนผสมวันนี้มีชื่อว่า Firming radiance rosy cream ในไลน์ Précieux Argan Mature Skin ของแบรนด์ So’Bio Etic แบรนด์ออร์แกนิกจากฝรั่งเศส

มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ความน่าสนใจแรกของผลิตภัณฑ์นี้อยู่ที่

  1. ได้รับการรับรอง Organic cosmetic จากองค์กร CosmeBio ซึ่งมีเกณฑ์การตรวจประเมินที่ค่อนข้างเข้ม ไม่ได้ได้มาง่ายๆ
  2. ได้รับตรา Ecocert จาก Cosmos ซึ่งแสดงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการผลิต และเป็นมิตรกับสุขภาพเราด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เช่นกัน

ครีมเป็นเนื้อสีชมพู หอมกลิ่นกุหลาบแบบลักชู ซึ่งการทาครีมแบบหอมๆ นี่ทำให้เรามีความสุขได้ อันนี้ไม่ได้กล่าวแบบลอยๆ แต่มีการศึกษาเทียบกันโดยให้อาสาสมัครทาครีมที่แต่งกลิ่น (ในงานวิจัยเป็นกลิ่น Immortelle) เทียบกับครีมเบสที่ไม่มีกลิ่น พบว่า อาสาสมัครที่ทาครีมมีกลิ่น มีความผ่อนคลายมากขึ้น โดยวัดจากคลื่นสมอง (Ref: Springer et al. Cosmetics. 2022;9(5):97)

การเกลี่ยอาจจะยากนิดนึง แต่ก็เข้าใจได้เพราะเป็นสูตรออร์แกนิก 99% natural origin ไม่มีพวกสารช่วยเกลี่ยสังเคราะห์หนักๆ แต่เรื่องความชุ่มชื้นใดๆ คือ ดีงาม ฟีลลิ่งหลังใช้ก็ดี ค่อนข้างชุ่มผิวนาน โดยไม่เหนอะหนะจนเกินไป

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากโชว์ผลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครก่อน

การทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครจำนวน 22 คน เป็นเวลา 28 วัน พบว่า

  • ผิวมีความอมชมพู (Rosy complexion) เพิ่มขึ้น 25%
  • ผิวชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น 88%
  • ผิวกระชับขึ้น 25%

ซึ่งการเคลมเรื่อง Rosy complexion ถือว่ามีความน่าสนใจไม่เบาเลยทีเดียว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในด้านของส่วนผสมในภาพรวม มาในเบสแบบครีม ที่มีส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่มีซิลิโคน ไม่มีแอลกอฮอล์ (หมายถึง Ethyl alcohol ซึ่งอาจก่อการระคายเคืองได้ในผู้ใช้บางราย) และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

จะว่าไป ขอแทรกเรื่อง Alcohol ในเครื่องสำอางนิดหน่อย เพราะว่าจะแตกต่างกับความหมายของ Alcohol ทางเคมีนิดนึง

ถ้าเป็นเครื่องสำอาง คำว่า “Alcohol” สั้นๆ บนฉลาก จะสื่อความหมายถึง Ethyl alcohol หรือ Ethanol ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ชนิดเดียวกับที่อยู่ในเครื่องดื่ม

ในวงการเครื่องสำอาง เราอาจแบ่ง Alcohol เป็น 3 กลุ่ม คือ Alcohol สายสั้นๆ Alcohol สายยาว หรือ Fatty alcohol และ Alcohol อื่นๆ

โดยถ้าเป็น Alcohol สายสั้นๆ อาจจะทำให้ผิวแห้งได้ เช่น Ethyl alcohol

แต่ถ้าเป็น Alcohol สายยาว หรือ Fatty alcohol มักเอามาใช้เพิ่มเนื้อ เพิ่มความคงตัวให้กับเนื้อครีม และเป็นสารกลุ่มไขมันไปแล้ว ไม่ทำให้ผิวแห้ง แถมยังได้ประโยชน์ให้ผิวนุ่มอีก

มา วิเคราะห์ส่วนผสมกัน

สำหรับสารบำรุงใน Rosy cream ตัวนี้ขอเริ่มจาก

  • น้ำตาล Ribose มีเคลมเกี่ยวกับประสิทธิภาพในด้านของการชะลอวัย ผ่านการเสริมกระบวนการสร้างพลังงานของผิว

กลุ่มสารสกัดจากธรรมชาติ ก่อนอื่นต้องกล่าวก่อนว่า อาจจะวิเคราะห์ได้ไม่ตรง 100% เพราะว่า มีหลายๆ Supplier ที่ขายวัตถุดิบโดยใช้ชื่อกลางทางเครื่องสำอาง (INCI name) เดียวกัน

  • สารสกัดจาก Mallow (Malva sylvestris extract) ตัวนี้จะเด่นเรื่องของ Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • คอมบิเนชั่นของสาหร่าย Fucus กับ Laminaria ทาง Official website ของแบรนด์เคลมเป็น Plant-based collagen ซึ่งพอจะมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบอยู่ว่าสารสกัดจากสาหร่ายสองชนิดนี้มีประโยชน์ในการชะลอวัย
  • สารสกัดจากใบพีช (Prunus persica (peach) leaf extract) ทางแบรนด์เคลมเรื่อง กระจ่างใส บังเอิญไปเจอวัตถุดิบใบพีชจาก Supplier ที่ฝรั่งเศส มีเคลมน่าสนใจเกี่ยวกับการเปิดระบบ Vitagenes ซึ่งเป็นยีนที่สร้างโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสมดุลของเซลล์ ช่วยในเรื่องการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม เช่น มลภาวะ รวมถึงความเครียด และมีเคลมเรื่องผิวกระจ่างใส ผลัดผิวบางๆ เพราะมีพวก Glucan อยู่ (Ref: TDS VITAGENYL® by Silab)
  • สารสกัดจากผลแอปเปิ้ล และ ราสเบอรี่ มีประโยชน์เรื่องความชุ่มชื้น แบรนด์เคลมเรื่องกระจ่างใส

มีวิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายในน้ำมัน และเสริมไขมันทดแทนจากธรรมชาติ ด้วยน้ำมันอาร์แกน ซึ่งมีส่วนผสมของสารในกลุ่ม Phytosterol อยู่สูง สารกลุ่มนี้เด่นในแง่ของการดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคือง ร่วมกับน้ำมันจากพืชหลายชนิด เช่น เมล็ดชา และ ทานตะวัน (แทนกลุ่มสารไขมันธรรมชาติด้วยอักษรสีน้ำตาลในภาพส่วนผสม)

ที่น่าสนใจอีกตัว คือ คอมบิเนชั่นของ Levulinic acid, Sodium levulinate เป็นกรดอินทรีย์ที่ได้จากอ้อย มีประโยชน์หลายอย่างในการทำสูตร เสริมความคงตัว และช่วยเสริมฤทธิ์ในการระงับเชื้อของสารกันเสีย

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ค่อนข้างเน้นไปที่การเสริมกระบวนการสร้างพลังงานตามธรรมชาติของผิว ดูแลเรื่องผิวกระจ่างใส ชะลอวัย โดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ แต่รู้สึกว่ายังจัดฉ่ำกว่านี้ได้อีกหน่อย เลยขอหักคะแนนนิดนึง ให้ไป 4.5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ด้วยความที่ตัวเราเป็นคนชอบกลิ่นกุหลาบ ครีมนี้เบลนด์กลิ่นมาได้ค่อนข้างดี หอมมาก เป็นกุหลาบแบบลักชู ทาแล้วมีความสุข อาจจะมีขุยได้นิดหน่อยถ้าเจอพวกเจล หรือเซรั่มบางตัว แต่ก็เข้าใจได้ด้วยความออร์แกนิก ในด้านความชุ่มชื้น คิดว่าทำมาได้ดี ผิวผสม-แห้งชอบมาก ทากลางคืนเช้ามาก็ยังชุ่มอยู่ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ และขอบคุณทางบริษัท Chapter 35 ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ และทางแบรนด์ So’Bio สาขาประเทศไทยที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้เป็นของขวัญปีใหม่ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/tipchapter35

ทางไปช้อปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/40ReWLFiKW

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ugtRe?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินซี Avène Vitamin Activ Cg เซรั่มน้ำแร่อาเวน ผสมวิตามินซีฟอร์ม Glucoside

สำหรับคอนเทน์นี้ขอหยิบเอาเซรั่มวิตามินซีจากแบรนด์อาเวน Avène Vitamin Activ Cg มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกัน

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ส่วนนี้จะเป็นกล่อง

เนื้อสัมผัสเป็นแบบน้ำนม มีกลิ่นหอม

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะ

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6 ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้กับผิว และวิตซีฟอร์ม Ascorbyl glucoside คงตัวอยู่เช่นกัน

ตัวผลิตภัณฑ์มีเคลมเรื่องการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครจำนวน 44 คน ทาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 เดือน พบว่า

  • อาสาสมัครรู้สึกว่าหลังทา ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น
  • ที่ 15 วัน อาสาสมัครรู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้น และ 95% รู้สึกว่า ฟูขึ้น (plump)
  • ที่ 1 เดือน จุดด่างดำดูจากลง จากการประเมินด้วย Clinical score3

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม น้องมาในเบสแบบน้ำนม ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เรียกได้ว่า ทำมาได้น่าสนใจเลยทีเดียว

เริ่มเปิดมาด้วย น้ำแร่ Avene ซึ่งมีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการ Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว ใช้เป็นเบสหลักเลย

ในด้านของสารบำรุงหลัก คือ วิตามินซี ที่ใช้ในฟอร์ม Ascorbyl glucoside หรือ AA2G ชื่อเต็มๆ Ascorbic acid 2-glucoside ซึ่งเป็นฟอร์มที่ละลายน้ำได้ดี ความคงตัวดี ทน pH ได้ในช่วงกว้าง (ถึงประมาณ 7 ยังไหว) ดูดซึมผ่านผิวได้ เมื่อลงผิวจะกลายร่างเป็น Ascorbic acid ได้ บางการศึกษาว่าการว่า AA2G มีฤทธิ์ยาวนานกว่า AA เพราะมาจากผิวเราค่อยๆ ตัด Glucose ออก ได้ AA มาทีละน้อยๆ

สารนี้แรกเริ่มเหมือนพัฒนามาเป็นอาหารเสริม โดยบริษัทญี่ปุ่น งานวิจัยในยุคแรกๆ จะเป็นไปในรูปแบบรับประทาน

ในญี่ปุ่น AA2G จัดเป็นสาร Active ที่อยู่ในกลุ่มของ Quasi-drug ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนโดย Ministry of health, Labor and Welfare ของญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็น Whitening

มีการศึกษาพบว่า AA2G นั้นมีความคงตัวที่ดีต่ออุณหภูมิ และ pH และมีการทดสอบพบว่า ที่อุณหภูมิ 55.3 องศา pH 6.4 น้องยังคงตัวอยู่ (Huang et al., Bioorg Med Chem Lett 2013;23(6):1583-1587.)

ในเรื่องของการประเมินการดูดซึมผ่านผิวมีการทดสอบในมนุษย์อยู่ค่ะ แต่ใช้อาสาสมัครจำนวนไม่มาก และทำในสภาวะที่ Full occlusive (เคลือบปิด อารมณ์เหมือนมาสก์ ด้วย Plastic wrap) เพื่อผลักสารเข้าแบบสุด

การทดลองชุดแรก ให้อาสาสมัครผู้ชาย 5 คน ทาครีม AA2G เข้มข้น 2% ปริมาณ 7.5 กรัม แล้วห่อ wrap ไว้ 14 ชั่วโมง วิเคราะห์ปริมาณของ Ascorbic acid ในปัสสาวะทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 26 ชั่วโมง พบว่า ตรวจเจอ Ascorbic acid ในปัสสาวะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดพีคที่ 14 ชั่วโมง และยังตรวจเจอต่อเนื่องแม้แกะครีมออกไปแล้วจนถึง 26 ชั่วโมง

แสดงว่ามันดูดซึมลงไปถึงหนังแท้ แล้วเข้าสู่เส้นเลือดที่หนังแท้ ไปขับออกมากับปัสสาวะ

ชุดถัดมา ให้อาสาสมัครทาครีม 2% AA2G บริเวณแขน แล้วห่อ wrap กับพันผ้าพันแผลทับอีกชั้นเป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วเก็บชิ้นเนื้อมาตรวจหลังจากแกะ wrap 12 ชั่วโมงกับ 3 วัน พบว่า AA2G สามารถดูดซึมเข้าไปในผิว และแปรสภาพกลายเป็น Ascorbic acid ได้ (Kumano, et al., J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo) 1998;44(3):345-359.)

ในด้านของประสิทธิภาพ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิดต่างๆ พบว่า AA2G มีคุณสมบัติเป็น Whitening โดยไปลดการสร้างเม็ดสี กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ประสิทธิภาพเหมือน LAA แต่ออกฤทธิ์ได้นานกว่า ปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UVB ได้ดีตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น (Dose dependent) และลดการอักเสบที่เกิดต่อเนื่องมาจากรังสี UV และ เป็น Antioxidant ที่ดี ทำงานร่วมกันกับ Vitamin E และให้ผลเสริมฤทธิ์กันเหมือน LAA (แต่ฤทธิ์เบากว่า LAA)

Key References
1. Enescu et al., J Cosmet Dermatol. 2022;21:2349–2359
2. Kumano, et al., J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo) 1998;44(3):345-359.

สารบำรุงอื่นๆ ในตำรับ ได้แก่

  • Niacinamide ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ควบคุมความมัน แบรนด์เคลมว่าใส่มาที่ 3%
  • Bakuchiol เป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่พบได้ในพืชสมุนไพร มีการออกฤทธิ์คล้ายกับ Vitamin A ซึ่งมีการศึกษาในผิวหนังจำลอง พบว่าให้คุณสมบัติในการสังเคราะห์คอลลาเจน โปรตีนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความกระชับผิว รวมไปถึง Aquaporin-3 ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บกักน้ำและสารโมเลกุลเล็กเช่น Glycerol ก่อนนำไปทดสอบในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.)
  • Sodium diluaramidoglutamide lysine ตัวนี้เป็นสารที่ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เป็นได้ทั้งตัวทำครีม (Emulsifier) มีโครงสร้างคล้ายเซราไมด์ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เป็น emollient ให้ผิวนุ่ม
  • Sodium hyaluronate เติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Tocopherol glucoside เป็นวิตามินอีที่ดัดแปลงโดยเอาน้ำตาลกลูโคสมาจับ เจอข้อมูลอยู่ว่า มีชื่อทางการค้าว่า Pretocopheryl® [จาก บ. Pierre Fabre ประเทศฝรั่งเศส] เป็น Antioxidant มีความคงตัวดี ดูดซึมผ่านผิว และค่อยๆ ปลดปล่อยวิตามินอีออกมาทีละน้อย (J Control Release. 2004 Nov 24;100(2):221-31.) มีข้อมูลเสริมๆ ว่า น้องละลายได้ในน้ำ และมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสี UV ได้

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี เลือกเอา C + E ที่เป็นฟอร์ม Glucoside ทั้งคู่ ทำให้ค่อยๆ ปลดปล่อยเอา C + E ออกมาช้าๆ ในผิว เสริมฤทธิ์กันและกันได้อย่างลงตัว จูงมือมากับ Bakuchiol และสารอื่นๆ ให้ประโยชน์ในด้าน Antioxidant, Whitening, ดูแลปัญหาด้านริ้วรอย พร้อม Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว จัดไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อสัมผัส อาจจะด้วยเราผิวผสม-แห้ง เลยค่อยข้างชอบเนื้อชุ่มๆ ประมาณนี้ ในด้านจุดด่างดำ และริ้วรอย ตัวเองยังไม่มีปัญหาด้านนี้ เลยใช้เพื่อชะลอมากกว่า ซึ่งก็ประทับใจ จะติ ก็แค่ตัวแพคเกจ มันดูปิดแล้วแบบลอยๆ กลัวจะหกเวลาเดินทาง แต่ก็พกไปนะ ยังไม่เคยเจอหก และเรื่องกลิ่นหอม ที่อาจจะแรงไปนิดนึงสำหรับเรา แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะต้องหักคะแนน เอาไป 5 ฟลาสก์เต็มๆ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่ Blog ถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจไปช้อปปิ้ง เรียนเชิญได้ค่ะ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.tMj9f?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/50JKzy7WbY

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์ดูแลปัญหาสิวด้วยเทคนิค 3 ปฏิบัติการ จาก La Roche-Posay รุ่น Effaclar Duo+M

Blog นี้ขอหยิบเอาสกินแคร์ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลผิวที่เป็นสิวง่ายจากแบรนด์ La Roche-Posay มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์ใน Blog นี้ก็คือ Effaclar Duo+M ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาขึ้นจากสูตรเดิมนั่นเอง

โดยน้องจะมาในหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้จะเป็นกล่องที่เวลาเราไปเจอบนเชลฟ์ใน Drugstore

อยากโฟกัสไปที่ Microbiome Science ที่จะได้เล่าต่อไปค่ะ

เรามาดูเรื่องของการเกิดสิวแบบย่อๆ อีกสักรอบนะคะ

สิว คือ อาการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณรูขุมขน (Pilosebaceous unit) ซึ่งก็จะมีหน้าตาประมาณภาพนี้

โดยการเกิดสิวนั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ไม่ได้เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 เสาหลักแห่งสิว ได้แก่

  • การที่เซลล์ในปากปล่องรูขุมขนแบ่งตัวออกมามากเกินไปจนผลัดทิ้งไม่ทัน หรือ มีการสร้างโปรตีน Keratin ที่ผิดปกติ ทำให้การผลัดผิวตามธรรมชาติเกิดได้ยาก กลายเป็นก้อนซากเซลล์ ที่อุดตันอยู่ในปากปล่องรูขุมขน
  • การสร้างน้ำมันที่มากเกินไปจากต่อมไขมัน (Sebaceous gland) พอมาเจอกับก้อนโปรตีนซากเซลล์ ที่ขวางปากปล่องรูขุมขนก็สะสมกองรวมกันอยู่ตรงนั้น
  • เชื้อจุลินทรีย์ โดยตัวหลักคือ Cutibacterium acnes หรือ C. acnes (ชื่อเดิมในวงการคือ Propionibacterium acnes หรือ P. acnes) ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่รวมไปถึงเชื้อตัวอื่นๆ ด้วย และนับรวมเอาความไม่สมดุลของ Microbiome ซึ่งเป็นเหมือนชุมชนของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ บนผิว โดยเจ้า C. acnes นี่จะกินน้ำมันเป็นอาหาร แล้วปลดปล่อยสารที่ไปก่อให้เกิดการอักเสบต่างๆ ตามมา
  • ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ที่ไปต่อต้านเชื้อ C. acnes และ ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ ขึ้นมา

ถ้าจำลองเป็นซีรี่ส์ ก็จะเห็นว่าการอุดตันนี่เป็นเหมือนต้นตอแห่งการเกิดสิวเลย เพราะถ้าไม่อุดตัน ไขมันก็ขับออกได้ตามปกติ เชื้อ C. acnes มันก็จะไม่โตมากไป แล้วก็จะไม่เกิดสิวเกิดการอักเสบ ถ้าดูแลตรงจุดที่เริ่มอุดตันนี้ได้ ก็คือจบเรื่อง สยบวงการก่อสิว

วันนี้เราจะโฟกัสกันที่ C. acnes อีกหน่อย

จุลินทรีย์ C. acnes มีอยู่ 6 phylotypes หลักๆ ได้แก่ IA1, IA2, IB, IC, II และ III ซึ่งมีข้อมูลว่า

  1. เมื่อสมดุล phylotypes ของ C. acnes เสียไป จะทำให้เป็นสิว
  2. เจ้า IA1 นี่แหละ ที่เป็นนางร้ายกาจที่สุด โดยมีการศึกษาพบว่า ถุง extracellular vesicles (EVs) ที่ C. acnes IA1 สร้างออกมา ทำให้ผิวเราเกิดกระบวนการอักเสบ โดยตรวจวัดได้จากปริมาณสารก่อการอักเสบกลุ่ม Cytokines และ Antimicrobial peptides เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรุนแรงของการเกิดสิว (Ref: Cheng et al. Exp Dermatol. 2024;33(8):e15150.)

โดยส่วนผสมใน Effaclar Duo+M ที่เพิ่มมาใหม่ คือ โมเลกุลของ Phylobioma มีผลทดสอบว่าสามารถปรับสมดุล Phylotypes ของ C. acnes ให้กลับมาสู่ปกติเหมือนคนสุขภาพดี

และโมเลกุลนี้ยังช่วยลดการสร้าง Biofilm ที่เหมือนเป็นเกราะฟิล์มเคลือบให้เชื้อเกาะผิวดีขึ้น ของเชื้อ C. acnes ลดกระบวนการอักเสบ ปรับสมดุลการสร้างและขับ Sebum และปรับสมดุลการสร้างผิวไม่ให้มีมากจนเกินกว่าที่ผิวเราจะผลัดไหวและสะสมจนเกิดเป็นการอุดตันขึ้นมา

ปัญหาสิวยังไม่จบแค่สิวมันโผล่มา แต่พอสิวหายก็ยังทิ้งปัญหาต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเป็นรอยแดง (เรียก Post-acne erythema; PAE) รอยดำจากการอักเสบ (Post-inflammatory hyperpigmentation; PIH) รวมไปถึงอาจจะเกิดรอยแผลเป็น ถ้าตอนเป็นสิวนั้นเป็นมากจนเกิดการทำลายโครงสร้างของรูขุมขนไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ Effaclar Duo+M นี้ มีกลไกหลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. ลดสิว
  2. ลดเลือนรอยดำรอยแดงสิว
  3. ลดโอกาสสิวเกิดซ้ำ

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในทางคลินิกในกลุ่มอาสาสมัครตั้งแต่ช่วงอายุ 10 ปี ขึ้นไป โดยแพทย์ผิวหนัง

หลังใช้ 8 ชั่วโมง

  • 74% พบว่าปัญหาสิวดูลดลง
  • 78% รอยสิวดูจางลง
  • 89% ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

และใน 28 วัน 89% ของอาสาสมัครมีปัญหาสิวลดลง

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ซึ่งในชุด Effaclar Duo+M ที่ปรับมาใหม่นี้ จะมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Phylobioma ซึ่งเด่นเรื่องของการปรับสมดุล Phylotypes ของ C. acnes โดยไปลด C. acnes IA1 ที่ก้าวร้าวดุร้าย และปรับสมดุลจุลินทรีย์ให้กลับมาสู่ปกติเหมือนผิวคนสุขภาพดี

นอกจากนี้โมเลกุลนี้ยังช่วยลดการสร้าง Biofilm ที่เหมือนเป็นเกราะฟิล์มเคลือบให้เชื้อเกาะผิวดีขึ้น ของเชื้อ C. acnes ลดกระบวนการอักเสบ ปรับสมดุลการสร้างและขับ Sebum และปรับสมดุลการสร้างผิวไม่ให้มีมากจนเกินกว่าที่ผิวเราจะผลัดไหวและสะสมจนเกิดเป็นการอุดตันขึ้นมา

มาดูรายละเอียดของสารบำรุงในสูตรนี้กัน

เริ่มต้นที่ Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 มีประโยชน์ที่ดีกับผิวที่มีปัญหาสิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการดูแลการอักเสบระคายเคือง เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก ซึ่งอาจจะให้ผลดีในแง่ของรอยดำจากสิวไปด้วย มีรายงานวิจัยศึกษาถึงประสิทธิภาพของ Niacinamide ในการดูแลสิว โดยใช้ 4% niacinamide พบว่าให้ผลดีในการลดสิวในกลุ่มอาสาสมัครที่มีผิวมัน (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.)

ถัดมาจะเป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในการควบคุมความมันใช้สีฟ้าเป็นตัวแทน

  • Silica และ Rice starch ดูดซับน้ำมัน ความมันส่วนเกิน
  • สารสกัดจากทับทิม มีสารในกลุ่ม Tannin ซึ่งมีประโยชน์ในการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน
  • Zinc PCA ที่มีประโยชน์ในการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และยังมีรายงานการวิจัยกล่าวว่า มีคุณสมบัติปกป้องพวกคอลลาเจนในผิวจากรังสี UVA ได้ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว (Humectant) ระงับเชื้อบางชนิด ควบคุมความมัน ลดริ้วรอยและชะลอวัย (TDS Ajidew® ZN-100, Ajinomoto Ltd.)

กลุ่มกรดอินทรีย์ที่ดูแลปัญหาสิว รวมไว้เป็นสีบานเย็น

  • Salicylic acid ที่จัดเป็นสารในกลุ่ม BHA ลดการอุดตันภายในรูขุมขนโดยการไปสลาย Comedone (สิ่งอุดตัน)
  • Capryloyl salicylic acid จัดเป็นสารในกลุ่ม Lipohydroxy acid หรือ LHA ซึ่งมีประโยชน์ในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ ดูแลเรื่องการระคายเคือง และลดเลือนรอยดำจากสิว

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Mannose เป็นสารในกลุ่มน้ำตาล มีข้อมูลสนับสนุนว่า Mannose มีประโยชน์ในการดูแลเรื่องการอักเสบ/ระคายเคืองของผิว โดยมีการทดสอบในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นสะเก็ดเงิน พบว่าลดการสื่อสารระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน T-Helper cell กับเซลล์ผิว Keratinocyte ส่งผลให้การอักเสบต่างๆ ลดลง ทั้งในรูปแบบรับประทานและแบบทาภายนอก (Int Immunopharmacol. 2023;118:110087.) ซึ่งก็อาจจะมีประโยชน์ในการดูแลความรู้สึกระคายเคืองจากสิว
  • 2-Oleamido-1,3-Octadecanediol ตัวนี้เป็นสารสิทธิบัตรของเครือ L’Oréal มีชื่อเล่นว่า ProceradTM ซึ่งเป็นสารในกลุ่มของ Ceramide นอกจากจะดูแล Barrier ผิวแล้ว น้องยังไปลดการสร้างเม็ดสีผิว ที่อาจจะมีประโยชน์ในการดูแลรอยดำจากสิวไปพร้อมๆ กัน

เทียบโครงสร้างของ Procerad กับ แกนโครงสร้างหลักของ Ceramide จะเห็นว่ามีส่วนหัวที่เหมือนกัน

  • Vitreoscilla ferment filtrate มีงานวิจัยของ La Roche-Posay ทดสอบสารสกัดจากแบคทีเรีย Vitreoscilla filiformis ที่เลี้ยงในน้ำแร่ลาโรชโพเซย์ พบว่าสามารถกระบวนการสังเคราะห์ mRNA และ peptide ที่เป็นสารฆ่าเชื้ออกมาจากผิวได้มากขึ้น มีผลเพิ่มสาร Antioxidant และเอนไซม์ที่ช่วย Detox อื่นๆ จึงเป็นการเสริมสร้างระบบป้องกันตัวเองของผิว (Defense system) (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2013; 6:191-6.) ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Aqua Posae Filiformis (ขอย่อว่า APF) ซึ่งมีประโยชน์ในการปรับสมดุลของ Microbiome และเสริมความแข็งแรงให้แก่ Barrier ผิว เมื่อนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์จะให้ประโยชน์ในการดูแลอาการคัน ระคายเคืองทั้งจากผิวแห้ง และจากปัญหาสิว จึงเรียกได้ว่า APF มีความน่าสนใจตัวหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับการดูแลสิวผ่านทาง Microbiome และการระคายเคืองผิว
  • Piroctone Olamine เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อยีสต์บางชนิด เช่น Malassezia furfur (อีกชื่อคือ Pityrosporum ovale) เป็นยีสต์ที่อาศัยอยู่บนผิวเราตามธรรมชาติ ยีสต์ตัวนี้กินไขมัน (Sebum) เป็นอาหาร ถ้ามีมากเกินไปจนระบบ microbiome เสียสมดุล ก็จะทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด เช่น Seborrheic dermatitis (เซ็บเดิร์ม) หรือ กลุ่มอาการรูขุมขนอักเสบ ที่เรียกกันในวงการว่าสิวยีสต์ (Malassezia (Pityrosporum) folliculitis, fungal acneiform) (J Clin Aesthet Dermatol. 2014; 7(3): 37–41.)

มันจะมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พึ่งออกมาในปี 2023 ในคนไทย เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปรับสมดุล Microbiome บนผิวของครีมสูตรผสม Aqua Posae Filiformis, lipohydroxy acid, salicylic acid, linoleic acid, niacinamide และ piroctone olamine เทียบกับ BP และกรดวิตามินเอ พบว่า Combination นี้สามารถปรับสมดุล Microbiome ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น แต่ในขณะที่ กลุ่มอาสาสมัครที่ใช้ BP และกรดวิตามินเอนั้นมีความหลากหลายของ Microbiome ที่ลดลง (Wongtada et al. Exp Dermatol. 2023 Jun;32(6):906-914.)

ปกติแล้วผิวที่สุขภาพดีจะมีความหลากหลายของ Microbiome อยู่สูง นั่นก็แปลว่า สูตร combination นี้สามารถดูแลผิวให้มีสุขภาพดีได้นั่นเอง (แต่ในครีมรุ่นที่นำมารีวิวนี้ไม่มี Linoleic acid นะ แต่ ในซีรี่ส์ Effaclar บางชิ้นเป็น combination นี้ค่ะ)

ในภาพรวมส่วนผสมที่ทางแบรนด์เลือกใช้สามารถดูแลปัญหาสิวและปัญหากวนใจที่มากับสิวได้ครบจบทุกวงจรของการเกิดสิว ซึ่งสามารถสรุปได้ดังภาพ

ในส่วนของเนื้อครีมเบส และส่วนผสมอื่นๆ ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และสูตรชุดนี้ผ่านการทดสอบการระคายเคืองและประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาแล้ว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง (Actives) เรียกได้ว่ามีอยู่ค่อนข้างหลากหลาย และดูแลผิวได้ผ่านหลายกลไกทั้งในทุกระดับของการเกิดสิว ตั้งแต่ก่อนเป็นสิว สิวขึ้น รอยสิว และการกลับเป็นซ้ำของสิว โดยจะค่อนข้างเด่นในแง่ของเรื่อง Microbiome และการดูแลเรื่องปัญหาการระคายเคืองผิว รอยแดง รอยดำ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก (Base) เบสเป็นแบบเจลครีม ส่วนผสมเลือกมาได้ค่อนข้างดี รับไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง (Additives) ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay สาขาประเทศไทยที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยการศึกษา และมี Mechanism ที่น่าสนใจ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

หรือท่านที่จะตามไปส่องสินค้าบน Official Mall ก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

ตัวสินค้ามีด้วยกัน 2 ขนาด หลอดเล็กสำหรับมือใหม่อยากลองใช้ 7.5 ml ราคา 219 บาท หลอดปกติ 40 ml ราคา 1090 บาท (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่น)

ทางไปชอปปิ้ง ขนาด 7.5 ml

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/1LPraJ6abx

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.teYdu?cc

ทางไปช้อปปิ้ง ขนาด 40 ml

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/40QclF01tb

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.teYeA?cc

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Mini Review: รวบตึง รวมดาววิตามินซีทางเลือก อย่าง Ascorbyl glucoside และ Sodium ascorbyl phosphate

รวบตึง รวมดาว vit c ทางเลือก สำหรับคนผิวบอบบาง ระคายเคืองง่าย ที่ดิฉันได้ลองช่วง Q4 ของปี 2024 และ เดือน มค 2025

**ลำดับในภาพไม่ได้เป็นตัวบอกว่าอันไหนเริ่ดสุดนะคะ แค่เรียงให้สวยเฉยๆ

ชิ้นแรก

Drunk Elephant C-Luma

สูตรนี้เหมือนจะออกมาใหม่ช่วงกลางปี – ปลายปี

ใช้ Sodium ascorbyl phosphate 9% + Ascorbyl glucoside 1% เคลม pH 6

เสริมสารบำรุงอีกหลายชนิด เช่น Diglucosyl gallic acid ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ คือ อาศัยจุลินทรีย์เจ้าบ้าน (ไมโครไบโอต้า) บนผิวแปลงร่างให้ออกฤทธิ์ได้ เป็น whitening ดูแลรอยแดง พร้อม soothing

Glutathione + Phloretin (antioxidant กลุ่มฟีนอลิกที่พบในพืชธรรมชาติหลายชนิด) + Vit E ช่วยปกป้อง VC ในสูตร + เป็น antioxidant

พิกัด เคาน์เตอร์ในห้าง และ Sephora

ชิ้นที่ 2

Avene Vitamin Cg

นี่หญิงหยิบน้องมาอีกแล้วหรอ ใช่ค่ะ อีกรอบ

Ascorbyl glucoside (AA2G) 1.8% เสริม Bakuchiol 1.5% และ Niacinamide 3%

วัด pH ด้วยกระดาษได้ราวๆ 6 เช่นกัน

เดือนนี้มีโปร 1 แถม 1 อย่าลืมเก็บคูปองไปลดอีกตามเทศกาลใดๆ

ทางไปตำ
แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.tMj9f?cc
แอพส้ม https://s.shopee.co.th/50JKzy7WbY

ชิ้นที่ 3

Herbitage C-Acne brightening serum

น้องใหม่ในตระกูลวิตซีผสมสดจากบ้านเฮอร์บี้

ถึงชื่อสูตรจะบอกว่า Acne แต่เอาจริง ความ Antioxidant งี้ฉ่ำปัง ในราคาไม่แรงมาก

ใช้ Sodium ascorbyl phosphate 5% + oxyresveratrol งานวิจัยจากจุฬา เด่น antioxidant + soothing + whitening

เสริมสารบำรุงมาอีกฉ่ำ ดูแลปัญหาสิวได้ด้วย ด้านไวท์เทนนิ่งก็ดี

เคลม pH 6

ตัวนี้เราจะมารีวิวกันอีกทีค่ะ

อ้อ แบรนด์เฮอร์บี้ออก e-tax ได้นะ เผื่อใครโควต้าเหลือ

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.Gd4EN?cc
แอพส้ม https://s.shopee.co.th/50JZQhfTwV

Disclaimer: Drunk Elephant และ Avene ซื้อด้วยตนเอง; Herbitage ได้รับเป็นของขวัญ ข้อความทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว และการวิเคราะห์อิงพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเสริมผิวแข็งแรง Ultimune Power Infusing Concentrate จาก Shiseido

ยอมรับก่อนเลยว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่รีวิวยากมากชิ้นหนึ่งในปี 2024 นี้เลย กับ Ultimune Power Infusing Concentrate จาก Shiseido

ด้วยความที่ทางแบรนด์มีเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ซับซ้อนผ่านการวิจัยมานาน และน่าสนใจมาก เลยทำให้ Ultimune serum มีความน่าสนใจมาก

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากกล่าวถึงเรื่องของ Lifeblood Research™ ของทางแบรนด์ก่อน

Lifeblood Research™ เป็นการศึกษาถึงศาสตร์แห่งการไหลเวียนของเลือด (Blood flow science) ซึ่งเกิดจากการสั่งสมความรู้และประสบการณ์จากงานวิจัยมากว่า 120 ปี ของทางแบรนด์

โดยทางแบรนด์พบว่า ความงามของผิวขึ้นอยู่กับระบบการไหลเวียนภายในผิว ที่ผนังของเส้นเลือดฝอย หรือ บริเวณ Endothelial ถ้าบริเวณนี้มีความแข็งแรง ก็จะทำให้นำส่งสารอาหารมายังผิวได้ดี ส่งผลให้ผิวสวยและแข็งแรง

(Image from Shiseido International Website)

ซึ่งประเด็นนี้ก็มีงานวิจัยจาก 3rd party (คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแบรนด์) มาสนับสนุน เช่น ทีมวิจัยของ Fewkes และคณะ พบว่า ถ้าการไหลเวียนเลือดไม่ดี จะทำให้มีการสะสมตัวของ Advanced glycation end products (AGEs) ในผิวมากขึ้น (Cardiovasc Diabetol. 2024;23(1):332.)

(Image from Shiseido International Website)

ปัจจัยที่ทำให้ผนังเส้นเลือดอ่อนแอลง ได้แก่ รังสี UV สภาวะผิวแห้ง ความเครียด และ Aging

โดยใน Ultimune จะใช้สารสกัดจากพลูคาว (Houttuynia Cordata Extract) ซึ่งทาง Shiseido มีผลวิจัยพบว่า ช่วยขยายหลอดเลือด ส่งเสริมกระบวนการไหลเวียนของเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผนังหลอดเลือด ส่งผลต่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันดูแลผิวได้อย่างทั่วถึง ผิวจึงแข็งแรง

(Image from Shiseido International Website)

ยังมีอีกโมเลกุลหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือด คือ APJ (angiotensin domain type 1 receptor-associated protein) ซึ่งเป็น Softness sensor โมเลกุลนี้จะจับสัญญาณว่า เส้นเลือดมีความแข็งเกร็ง (Stiff) ไม่ยืดหยุ่นหรือไม่ โมเลกุลนี้จะอยู่ข้างๆ หลอดเลือดฝอย โดยพบว่าในผิวที่มีอายุเยอะ หรือ ผิวที่เส้นเลือดขาดความยืดหยุ่น ปริมาณของ APJ จะลดลง เส้นเลือดฝอยมีความเปราะ และไม่สมบูรณ์ ส่งผลสืบเนื่องไปสู่ Aging

อีกโมเลกุลหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ VE-cadherins ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะผนังหลอดเลือดฝอยเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งถ้า VE-cadherins น้อยลง จะทำให้ผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง ส่งผลให้ผิวทำงานได้น้อยลง และเกิดปัญหาต่างๆ ในเชิง Aging ตามมา

โดยสารสกัดจากพลูคาว สามารถเพิ่มปริมาณ VE-cadherins ได้

เสริมมาด้วยกระเจี๊ยบแดงที่ผ่านกระบวนการหมัก (Lactobacillus/hibiscus sabdariffa flower ferment filtrate) ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันตัวหนึ่งที่ชื่อ NK cell โดยปกติแล้ว NK cells จะเป็นตัวกำจัดเซลล์ซอมบี้ หรือ Senescent cells ในผิว แต่เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ NK cells จะลดลง ทำให้เซลล์ซอมบี้สะสมตัว และซอมบี้พวกนี้สามารถปล่อยสารที่ไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ข้างเคียงเป็นเซลล์ซอมบี้ไปด้วย ทางแบรนด์เรียกกระบวนการนี้ว่า “Zombification”

(Image from Shiseido International Website)

อีก Mechanism หนึ่งของการกำจัดเซลล์ซอมบี้ หรือ Senescent cells คือ ผ่าน CD4 T cells โดยจะไปกำจัด Senescent cells ผ่าน HCMV receptor บนผิวเซลล์ซอมบี้

คอมบิเนชั่นของกระเจี๊ยบแดงและพลูคาว ทางแบรนด์เรียกเป็น Double inner defense

มาค่ะ เกริ่นไปยืดยาว เข้าบทรีวิวของเรากัน

Ultimune Power Infusing Concentrate มาในหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้จะเป็นกล่องของผลิตภัณฑ์

เนื้อเป็นเนื้อแบบกึ่งๆ เจล สีครีม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

โดยในส่วนของกลิ่นหอม ทางแบรนด์เคลมว่า เป็นกลิ่นในโทน Green floral ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และมีเทคโนโลยี ImuCalm Compound™ ที่เบลนด์กลิ่นมาบำบัด เพื่อช่วยลดความเครียดทางอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งความเครียดก็จะนำไปสู่การปลดปล่อย Cortisol ที่มีผลทำให้เกิดกระบวนการอักเสบของผิวต่อไป

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสลื่น ชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนผสมมีสารบำรุงอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีรองรับอยู่พอควร ซึ่งทางนี้มองว่า ทางทีมวิจัยของ Shiseido นั้นมีความเข้มแข็งมาก และมีการจดสิทธิบัตร เผยแพร่ผลงานวิจัยอยู่สู่สาธารณะอยู่เรื่อยๆ

มาเริ่มที่เทคโนโลยีหลักของแบรนด์ คือ Double inner defense ที่เป็นการเบลนด์ Fermented hibiscus กับ พลูคาว

  • สารสกัดจากพลูคาว (Houttuynia Cordata Extract) ซึ่งทาง Shiseido มีผลวิจัยพบว่า ช่วยขยายหลอดเลือด ส่งเสริมกระบวนการไหลเวียนของเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผนังหลอดเลือดผ่านกระบวนการเพิ่มปริมาณ VE-cadherins ที่เป็นตัวยึดเกาะของ Endothelial ส่งผลให้ทั้งอาหารมาเลี้ยง และนำเซลล์ภูมิคุ้มกันมาดูแลผิวได้อย่างทั่วถึง ผิวจึงแข็งแรง (เข้าใจว่าเลยมีคำพ้องของคำว่า Immune ที่แปลว่าภูมิคุ้มกัน ในชื่อผลิตภัณฑ์นั่นเอง)
  • Fermented hibiscus extract (Lactobacillus/hibiscus sabdariffa flower ferment filtrate) ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันตัวหนึ่งที่ชื่อ NK cell โดยปกติแล้ว NK cells มีหลายหน้าที่ หนึ่งในนั้นคือ การกำจัด Senescent cells หรือเซลล์ซอมบี้ในผิว แต่เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ NK cells จะลดลง ทำให้เซลล์ซอมบี้สะสมตัว และซอมบี้พวกนี้สามารถปล่อยสารที่ไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ข้างเคียงเป็นเซลล์ซอมบี้ไปด้วย ทางแบรนด์เรียกกระบวนการนี้ว่า “Zombification” ซึ่งเมื่อให้ Fermented hibiscus extract เข้าไป จะทำให้กระบวนการทำงานของ NK cells ดีขึ้น และกำจัดพวก senescent cells ออกไป (เรียกกระบวนการนี้ว่า Senolytics)

สารสกัดอีกตัวที่มีนวัตกรรมอลังการโฉ่งฉ่างไม่แพ้กัน ก็คือ wild thyme หรือ Thymus serpyllum extract

กลับมาที่เซลล์ภูมิคุ้มกันอีกรอบ คราวนี้มาดู Macrophage ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ปกติน้องจะทำหน้าที่กินเชื้อแปลกปลอม เวลานางเข้ามาในร่างกายเรา โดย Macrophage มี 2 ชนิด คือ M1 และ M2

  • M1 เด่นในแง่การเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ (pro-inflammatory) และ M2 เด่นในแง่ลดการอักเสบ (anti-inflammatory)
  • เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น M1 จะเพิ่มขึ้น นำไปสู่สภาวะเสียสมดุลทางภูมิคุ้มกัน และเกิดเป็น “Inflammaging” โดยคอลลาเจนจะสลายตัวไปด้วยเป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการอักเสบ
  • ในปี 2022 Shiseido ค้นพบว่าเวลาเราอายุเพิ่มขึ้น จะมีปริมาณของสาร Cytokine ชนิด IL-34 ลดลงซึ่งไปทำให้ M1 เพิ่มขึ้น

  • ผลวิจัยจากทางแบรนด์พบว่า สารสกัดจาก wild thyme ไปเพิ่มปริมาณ IL-34 ซึ่งจะนำไปสู่
    การปรับสมดุลชนิดของ Macrophage M1/M2 ทำให้ผิวแข็งแรง ลดกระบวนการ
    อักเสบ และปกป้องคอลลาเจนในผิวต่อไป

ลองมาดูสารบำรุงอื่นๆ กันนะคะ

  • Lotus (Nelumbo nucifera) germ extract มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการเปิดระบบ Autophagy เพื่อกำจัดโปรตีนที่ไม่ฟังก์ชั่นใน mitochondria ซึ่งเป็นเหมือนโรงพลังงานของเซลล์ และสามารถกระตุ้น Senescent fibroblast ให้กลับมาทำงานสร้างคอลลาเจนได้อีก (Aging (Albany NY). 2022;14(19):7662-7691.)
  • Sanguisorba officinalis root extract มีรายงานถึงความสามารถในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในหลอดทดลอง และลดริ้วรอยในอาสาสมัคร (Biosci Biotechnol Biochem. 2008;72(2):303-11.)  ยับยั้งการสลาย Hyaluronan ในระดับหลอดทดลอง และการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าอาสาสมัครมีริ้วรอยลดลงเมื่อเทียบกับครีมเบส (Int J Cosmet Sci. 2019;41(1):12-20.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2011;134(1):11-7.)
  • สารสกัดจากเห็ดหลินจือ (Ganoderma Lucidum (Mushroom) Stem Extract) มีงานวิจัยอยู่ค่อนข้างมากถึงประโยชน์ของเห็ดหลินจือ ซึ่งให้ประโยชน์ต่อผิวค่อนข้างกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Soothing, ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน เป็น antioxidant เป็น whitening
  • Sodium carboxymethyl beta-glucan มีข้อมูลอยู่ว่าสามารถก่อฟิล์มบนผิว และมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Hydroxyproline เป็นหน่วยย่อยของคอลลาเจน นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วอาจจะมีประโยชน์ในด้านของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Trehalose เป็นน้ำตาลที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

นอกจากนี้จะมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชที่มีกลิ่นหอม ร่วมกับสารหอมอยู่หลายชนิด โดยอาจเบลนด์เข้ากันเพื่อสร้างกลิ่นในโทน Green floral ที่ให้ความผ่อนคลายตามเคลมของ Imucalm technology

จริงๆ ในส่วนผสมจะมีคู่ของ PEG/PPG-17/4 Dimethyl Ether และ PEG/PPG-14/7 Dimethyl Ether ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นในด้านของการทำสูตร และในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และเป็นสารเอกลักษณ์ที่ทาง Shiseido ใช้ในหลายๆ ผลิตภัณฑ์

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง หลักๆ ในภาพรวมจะเน้นไปที่ด้านของการปรับสมดุลระบบการไหลเวียนเลือดในผิว ให้ผิวแข็งแรงและทำงานได้ดี ร่วมกับการเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อเนื่องไปในด้านของการชะลอวัย ดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคือง และ inflammaging เสริมมาด้วยการเติมน้ำ และการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีส่วนผสมของ Alcohol แต่ส่วนตัวใช้ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไร หักไป 1 คะแนน เหลือ 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบทั้งในแง่ของกลิ่นผลิตภัณฑ์ เนื้อสัมผัส การเกลี่ย และความรู้สึกหลังทา ในภาพรวมเซรั่ม Ultimune ทำมาได้ค่อนข้างดี ตอบโจทย์ และการใช้งานมานานเกินปี รู้สึกว่าน้องช่วยให้ผิวแข็งแรง และชะลอปัญหาผิวต่างๆ ให้เกิดขึ้นช้าลง พร้อมทั้งให้ผิวเราทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ พบกันใหม่คอนเทนท์ถัดไป สวัสดีค่ะ

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/1LPjJTlFw5

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.HCOWV?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม กันแดดนวัตกรรมใหม่เกิดมาเพื่อพลิกโฉมวงการ ISDIN FusionWater Magic Repair

กลไกการฟื้นฟู DNA ที่เสียหายจากรังสี UV ฟังเผินๆ แล้วอาจเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้ว ร่างกายของเรา มีเอนไซม์ต่างๆ ที่คอย repair ความเสียหายของเซลล์ที่เกิดขึ้นเพราะรังสี UV อยู่

หนึ่งในนั้นคือเอนไซม์ที่ชื่อว่า Photolyase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่อยู่ในกลุ่ม Flavoprotein แต่ก่อนจะไปดูกลไกของเขา เราลองมาดูว่า รังสี UV ทำอะไรกับ DNA บ้าง

ในโครงสร้างของ DNA จะมีส่วนของเบส ที่ดูดซับรังสี UV แล้วเกิดความเสียหายได้ เช่น การเกิด Cyclobutane pyrimidine dimer (CPD) จากการดูดซับรังสี UVB ทีนี้พอเกิดความเสียหายไปแล้ว ก็จะมีระบบและกลไกมากำจัดทิ้ง 1 ในนั้นคือ การเกิดกระบวนการระเบิดตัวตาย ที่เรียกว่า “Apoptosis” ผ่านทางระบบภูมิคุ้มกัน แต่ปัญหาคือ UVA มันกดภูมิ ทำให้เซลล์ที่เสียหายเกิด Apoptosis ไม่ได้ ก็เลยพัฒนาต่อไปจนอาจเกิดมะเร็งผิวหนังได้

ในสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ใน แบคทีเรีย รา พืช มีเอนไซม์ที่เรียกว่า Photolyase ที่จะถูกกระตุ้นด้วยแสงในช่วง visible light (300 – 650 nm) แล้วไปตัด CPD ซ่อม DNA ที่เสียหายได้ แต่ว่าในคนเราไม่มีเอนไซม์นี้

แต่ว่าก็มีงานวิจัยที่ทดสอบกับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าการให้ Photolyase จากภายนอกที่เอามาเก็บกักในรูปแบบของ Liposome สามารถลดจำนวน CPD ที่เกิดจากการฉายรังสี UVB ได้ (Decome et al. J Photochem Photobiol B. 2005;79(2):101-108)

ซึ่งในกันแดด ISDIN Fusion Water รุ่น Magic repair นี้ จะมีเทคโนโลยีที่ชื่อว่า DNA repairsomes® ซึ่งมีสิทธิบัตรรองรับ และมีการศึกษาในอาสาสมัคร > 15 การศึกษา ในแง่ของการฟื้นฟูความเสียหายของผิวที่เกิดจากรังสี UV และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง

โดยเมื่อใช้ DNA repairsomes® ร่วมกับสารกรองรังสี UV จะสามารถลดปริมาณของ CPD ได้ถึง 93% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก เดี๋ยวจะมีผลเทสต์ในผิวหนังมนุษย์มาเล่าต่อก่อนไปดูส่วนผสม

เกริ่นมาซะเยอะเลย มาดูหน้าตาของน้องกันดีกว่า

ตรงนี้จะเป็นส่วนของกล่อง

เนื้อเป็นแบบน้ำนม หนืดนิดหน่อย มีส่วนผสมของน้ำหอม แต่จะได้กลิ่นของสารกันแดดอยู่

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

ส่องดูใต้แสงแฟลช จะยังเห็นความวาวอยู่นิดหน่อย

ผลเทสต์ที่น่าสนใจและส่วนตัวมองว่าพลิกโฉมวงการกันแดดมาก คือ การทดสอบในผิวหนังมนุษย์ 2 การทดสอบนี้

การทดสอบแรกเป็นการฉายรังสี UVB ซึ่งตามที่เราเกริ่นๆ กันไปด้านบน รังสี UVB จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดความเสียหายต่อ DNA ในรูปแบบของ CPD

ทางแบรนด์ก็เลยลองฉาย UV แล้วทากันแดด FusionWater Magic Repair ลงไป ก่อนจะฉาย Blue light ซึ่งเป็นตัว Activate เทคโนโลยี DNA Repairsomes® พบว่าปริมาณของ CPD ลดลงถึง 19% อันนี้คือ Repair ความเสียหายจาก UV ตามเคลม

ส่วนการทดสอบที่สอง เป็นการทากันแดดก่อน แล้วฉายรังสี UVA ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นตัวการทำลายคอลลาเจนในผิวได้ ก็พบว่า การทากันแดด FusionWater Magic Repair นั้นปกป้อง และฟื้นฟูคอลลาเจนที่เสียหายไปเพราะรังสี UV และที่น่าสนใจมากคือ เพิ่มปริมาณคอลลาเจนได้มากกว่าบริเวณที่ไม่สัมผัสรังสี UV ได้ ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว อันนี้ก็คือการ Reverse ผลเสียที่เกิดจาก UV ตามเคลม

ถึงเวลาวิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียด

ถ้าเทียบกับรุ่นก่อน เรียกได้ว่า รุ่นใหม่นี้พอเป็น Magic Repair แล้วปรับใหม่ ปรับฉ่ำ ยกเครื่องใหม่หมดมาอย่างหรู

เริ่มจากสารกันแดด

  • Ethylhexyl salicylate เด่นกรองรังสี UVB
  • Ethylhexyl triazone เด่นกรองรังสี UVB ว่ากันว่ามีความเสถียรสูง
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine (Tinosorb S) ตัวนี้กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVA UVB มีค่า Peak 310 และ 345 nm และมีฤทธิ์เสริมและบูสต์ค่า SPF เมื่อใช้คู่กับสารกันแดดอื่น เช่น Ethylhexyl triazone
  • Butyl methoxydibenzoyl methane (Avobenzone) เด่นในการกรองรังสี UVA
  • Phenylbenzimidazole sulfonic acid (PBSA) จุดเด่นของน้องคือเป็นกันแดดเคมีที่ละลายน้ำได้ เน้นกรองรังสี UVB เป็นหลัก กรองรังสี UVA ได้ในช่วงน้อยๆ ข้อมูลความคงตัวและความปลอดภัยค่อนข้างดี เวลาใช้ร่วมกันกับกันแดดเคมีตัวอื่นๆ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV ได้ดี รวมถึงช่วยเสริมความคงตัวให้แก่ Avobenzone และกันแดดเคมีตัวอื่นๆ ในตำรับ ให้สลายตัวได้ช้าลง

ถัดมาคือ Plankton extract ซึ่งจากชื่อเหมือนจะธรรมดา แต่จริงๆ แล้ว นางเป็นสารนวัตกรรมสิทธิบัตรของทาง ISDIN โดยมีการเตรียม Plankton extract ด้วยกรรมวิธีพิเศษ ภายใต้ชื่อ DNA Repairsomes® จะมีเอนไซม์ที่ชื่อ Photolyase เอนไซม์นี้จะไปมองหาความเสียหายของเบสบน DNA แล้วและเข้ามาฟื้นฟู โดยอาศัยพลังงานจากแสงช่วง Visible light มาเป็นตัว Activate (Kavakli, et al., in Advances in Protein Chemistry and Structural Biology, 2019)

ซึ่งการใช้ Photolyase เข้ามาในกันแดดนี้ ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับวงการเครื่องสำอาง โดยมีการกล่าวถึงในบทความว่า การฟื้นฟูความเสียหายดังกล่าวจะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย (Aging) รวมไปถึงมะเร็งผิวหนัง (Dermatol Ther (Heidelb) 9, 103–115 (2019)) และมีการทดสอบรองรับถึงประสิทธิภาพ โดยถ้าใช้เทคโนโลยี DNA Repairsomes® คู่กับสารกันแดดจะสามารถลดปริมาณ CPD ได้ถึง 93%

ถัดมาเป็นกลุ่มเปปไทด์

  • Combination ของ Palmitoyl Tripeptide-1, Palmitoyl Tetrapeptide-7 คือ Matrixyl 3000 ซึ่งเสริมกระบวนการสังเคราะห์เส้นใยต่างๆ (Extracellular matrix; ECM) รวมถึงฟื้นฟูโครงสร้าง ECM เพื่อให้ผิวกระชับ ลดเลือนริ้วรอย
  • Pentapeptide-34 Trifluoroacetate ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า peptide q10™ biofunctional ของบริษัท Ashland chemicals โดยนางมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ไปเสริมกระบวนการสังเคราะห์ Coenzyme Q10 ตามธรรมชาติของผิว ซึ่งปกติแล้ว Q10 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมาก การมี Q10 อยู่ ก็หมายความว่าผิวเราจะมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระที่ดีขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ตัวเปปไทด์นี้ยังเสริมการสังเคราะห์สารพลังงานสูง ATP และลดเลือนริ้วรอยให้แลดูจางลงไปพร้อมๆ กัน

มี Antioxidant จากวิตามินอี 2 ฟอร์ม คือ Tocopherol, Tocopheryl acetate

เติมน้ำด้วย Hya, Arginine และ Sodium lactate

ดังนั้นจากที่กล่าวมา กันแดดนี้ทำได้ครบตามเคลม 3 สิ่ง Protect-Repairs-Reverts ข้างกล่อง

  • Protect ป้องกันผิวหนังจากทั้งรังสี UV, blue light และมีสารก่อฟิล์มที่เคลือบผิวปกป้องผิวจากมลภาวะ
  • Repairs ฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรังสี UV
  • Reverts ผ่าน 3 กลไก คือ เสริมกระบวนการทำงานของ Coenzyme Q10 ที่เป็นกลไก antioxidant ภายในผิว เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิวกระชับ และเติมน้ำผ่าน Hya ให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น

มาให้คะแนนกัน

  1. สารกันแดดและสารบำรุง สารกันแดดทำมาได้ค่อนข้างครบกันได้ครบจบทั้ง UVA UVB และสารที่ใส่มาเสริมกันและกันให้มีความเสถียร ในส่วนของสารบำรุง คงต้องยกให้เทคโนโลยีสิทธิบัตร DNA repairsomes® ซึ่งมีทั้งผลทดสอบ และผลงานตีพิมพ์รองรับในการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรังสี UV เสริม peptides มาเพื่อดูแลริ้วรอยและเสริมกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระของผิวตามธรรมชาติให้มีความแข็งแรง เอาไปเลย 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ชอบแรก ชอบ Formulation ที่เลือกใช้สารมาเสริมกันได้อย่างลงตัว ชอบสอง ชอบเนื้อที่ทำออกมาได้บางเบา ไม่เหนอะหนะ ทางนี้ผิวผสม-แห้งก็ยังไหว ระหว่างวันไม่แห้งตึง ไม่เยิ้ม อาจจะมีบ้างถ้าดื่มน้ำน้อย ก็ใช้น้ำแร่สเปรย์หน่อย ส่วนตัวไม่ได้ออกแดดเยอะ เลยไม่ได้เติมระหว่างวัน แต่ว่าแม้จะออกแดดจัดๆ เช่นแบบไปเที่ยวไรงี้ ก็ยังรอดอยู่ เย็นนั้นไม่แดง เช้าถัดมาและอีก 2-3 วันไม่ได้หมองลง ถือว่าทำมาได้ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์ 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7fJaPgc8bR

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.HPMRO?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ