Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์ผลัดผิวสูตรอ่อนโยนด้วย Polyhydroxy acid (PHA) ของแบรนด์ Dr.Different กับ Scaling Toner

สวัสดีค่ะ

วันนี้ขอมารีวิวอีกผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจจากแบรนด์ Dr.Different นะคะ

ถ้าถามเรื่องการผลัดผิว หรือ exfoliation/peeling ส่วนตัวมองว่ามันมีประโยชน์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลให้ผิวชั้นขี้ไคลดูเรียบเนียน นุ่มนวล รวมไปถึงยังให้ประโยชน์ต่อด้านริ้วรอย และ Whitening ได้

แต่ว่าการผลัดผิวด้วย AHA นั้นอาจจะระคายเคืองได้ในบางคน ในทางเครื่องสำอางก็เลยพยายามหาวิธีการในการผลัดผิวแบบอ่อนโยนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้พวกผงเอนไซม์ หรือ ใช้พวกสารอื่นมาทดแทน AHA

ตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือสารในกลุ่ม Polyhydroxy acid หรือ PHA ซึ่งส่วนใหญ่มาในรูปแบบของกรดน้ำตาล เช่น Gluconolactone หรือ Gluconic acid และ Lactobionic acid เป็นต้น ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกรอบนะคะ

สารในกลุ่ม PHA นี้มีความอ่อนโยนกว่า AHA แล้วก็ผู้ที่มีปัญหาผิวระคายเคืองง่ายหลายๆ ประเภท หลายๆ ท่านก็สามารถใช้ได้ค่ะ (แต่ทั้งนี้การตอบสนองของแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ จึงไม่สามารถจะฟันธงได้ว่าใช้ได้แน่นอน หรืออย่างไร)

เกริ่นเสียยาวยืด ผลิตภัณฑ์ที่มารีวิววันนี้มีชื่อว่า Scaling toner น้องเป็น Toner ที่มีส่วนผสมของ Gluconolactone ซึ่งเป็น PHA ในความเข้มข้น 10% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่เหมาะสมในทางเครื่องสำอางค่ะ

หน้าตาประมาณนี้นะคะ

แวบแรกที่เห็นคือรู้สึกแบบเอ๊ะ ทำไมใหญ่จัง

พอเห็นภาชนะด้านใน คือแบบ อ๊าย น่ารัก

นางมาในแพคเกจที่เป็น ขวดรูปชมพู่ หรือ Erlenmeyer Flask คือ เป็นอินเนอร์ส่วนตัว ชอบค่ะ

ด้านในก็จะมีการ seal ปิดผนึกปากขวดเพื่อป้องกันหกค่ะ

เวลาใช้ส่วนตัวจะใช้กับสำลีนะคะ ใช้ก่อนนอน โดยโทนเนอร์จะมาในรูปแบบของของเหลว มีความหนืดเล็กน้อย ด้วยความไม่มีน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่บ้างค่ะ

หลังเช็ดแรกๆ จะชุ่ม แต่ถ้าทิ้งไว้สักพักส่วนตัวคิดว่าหนึบๆ ไปหน่อยค่ะ ส่วนตัวหลังจากเช็ดแล้วจะตบเบาๆ ก่อนลงเอสเซนส์ต่อเลยค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 นะคะ (Brand claim ที่ 4.5 ค่ะ ตรงนี้ทางแบรนด์น่าจะวัดด้วย pH meter ที่มีความแม่นยำสูงกว่ากระดาษวัด pH แบบที่เราใช้กันค่ะ)

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ในด้านของส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีของสารบำรุงไว้ 4 สีนะคะ

เริ่มที่พระเอกของผลิตภัณฑ์ คือ Gluconolactone ค่ะ จัดเป็น Polyhydroxy acid (PHA) ที่เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล สารตัวนี้มีประโยชน์อยู่หลายอย่าง และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ จึงขอหยิบยกเอามาเล่าบางชิ้นนะคะ

  • บทความของ Grimes และ คณะ (2004) กล่าวว่า Gluconolactone มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น เสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิวหนัง ได้ดีกว่า AHA และสามารถใช้ได้ในกลุ่มคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Cutis. 2004; 73(2 Suppl):3-13.)
  • การทดลองของ Edison และ คณะ (2004) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของ PHA และ AHA ในอาสาสมัคร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ามีประโยชน์ไม่แตกต่างกันกับ AHA ในด้านของริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย (Photoaging) และมีการระคายเคืองต่ำกว่า (Cutis. 2004;73(2 Suppl):14-7.)
  • การทดลองของ Bernstein และ คณะ (2004) ทดสอบความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี UV ทั้งในระดับหลอดทดลองและในผิวหนังมนุษย์ พบว่าสามารถเสริมการปกป้องรังสี UV ที่ผิวหนัง (Dermatol Surg. 2004; 30(2 Pt 1):189-95)
  • การทดลองของ Hunt และ Barnetson (1992) ทดสอบประสิทธิภาพของ Gluconolactone (14%) ในการดูแลสิว เทียบกับ ตัวยา Benzoyl peroxide (5%) พบว่ามีประสิทธิภาพในการดูแลปัญหาสิวไม่แตกต่างกันแต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า (Australas J Dermatol. 1992; 33(3):131-4.)

ในภาพรวม Gluconolactone มีประโยชน์ในแง่ของการผลัดผิว ดูแลปัญหาริ้วรอย สิว และยังมีคุณสมบัติเด่นในด้านอื่นๆ เช่น เป็น Antioxidant มีความสามารถในการดักจับอิออนของโลหะ (Chelating agent) ฯลฯ

ส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

  • สารในกลุ่มสีบานเย็น มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้นเป็นหลัก รองลงมาคือความสามารถในการลดการระคายเคือง อย่าง Panthenol และ Beta-glucan
    • Beta-glucan เป็นสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่ได้จากยีสต์ เห็ด และพืชหลายๆ ชนิด มีประโยชน์ในทางเครื่องสำอางหลายประการ เช่น antioxidant ชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย ปกป้องผิวจากรังสี UV และเพิ่มความชุ่มชื้น (Phytother Res. 2014;28(2):159-66.)
  • สารในกลุ่มสีฟ้า Allantoin และ Betaine มีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น
  • สารสีเขียว Zinc PCA ซึ่งเป็นสารลูกผสมของ Zinc กับ Pyrollidone carboxylic acid (PCA) ซึ่ง PCA ปกติทำหน้าทีเป็น Natural moisturizing factor ที่อุ้มน้ำให้กับผิว Zinc เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิด สำหรับ Zinc PCA มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Zinc PCA ช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากรังสี UVA ได้ โดยไปลดการสร้าง Activator protein 1 และ MMP-1 ที่มักจะสร้างเวลามีรังสี UV ซึ่งตัว MMP เป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว (Humectant) ระงับเชื้อบางชนิด ควบคุมความมัน ลดริ้วรอยและชะลอวัย

ในภาพรวมคือ โทนเนอร์ PHA นอกจากผลัดผิวอย่างอ่อนโยนแล้ว ยังเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายๆ ตัว อย่างลงตัว จึงมีประโยชน์หลายอย่างกับผิว ไม่ว่าจะเป็นการชะลอวัย ดูแลปัญหาริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลปัญหาเรื่องสิว

ส่วนผสมอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าคัดเลือกมาอย่างดี ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ตามที่ได้กล่าวไว้ในด้านบนว่าสารบำรุงในผลิตภัณฑ์นี้มีประโยชน์ในด้านของการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ชะลอวัย ดูแลปัญหาริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น และดูแลปัญหาเรื่องสิวไปพร้อมๆ กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรต่อผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบ Feeling หลังเช็ดใหม่ๆ นะคะ แต่ว่าพอทิ้งไว้สักพักส่วนตัวจะรู้สึกว่ามันหนึบไปหน่อย เลยใช้วิธีเช็ดเสร็จแล้วตบเบาๆ ก่อนลงเอสเซนส์ และสกินแคร์อื่นๆ ทับก็ดูแลในจุดนี้ได้ค่ะ ส่วนด้านของผลการใช้งาน เมื่อใช้ร่วมกับ Vita-A, CEQ และ Skincare ที่ใช้ในชีวิตประจำวันอื่นๆ ก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพผิวดีขึ้นเรื่อยๆ นับว่า Happy แต่ขอแอบกดคะแนนเรื่องความหนึบ เลยขอให้ไป 4 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม antioxidant สุดปังของ Dr.Different กับเซรั่ม CEQ antioxidant serum

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์เด็ดอีกตัวจากแบรนด์ Dr.Different มาฝากกันค่ะ

ตัวที่จะนำมารีวิววันนี้เป็นเซรั่ม Antioxidant สูตรพิเศษที่ทางแบรนด์ Dr.Different คัดเลือกเอาส่วนผสมชั้นดีหลายๆ ตัวมารวมกันไว้ในขวดเดียว มาในเบสที่เป็นมิตรกับผิว และความพิเศษคือ นางสามารถจับเอาวิตามินที่ละลายน้ำมันมารวมกันไว้ในเซรั่มเบสน้ำเนื้อบางเบาใสกิ๊กได้

เซรั่มที่ว่ามีชื่อว่า CEQ Antioxidant serum ที่มีส่วนผสมหลักคือ วิตามินซี (15%) วิตามินอี และ โคเอนไซม์ Q10 ค่ะ

หน้าตามาในกล่องแบบนี้นะคะ

ตัวนี้ที่บริษัทนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราจะมีทั้งรุ่นที่เป็นกล่อง ภายในมี 3 ชุด และรุ่นกล่องเดี่ยว นะคะ

ส่วนนี้จะเป็นด้านในของกล่อง 3 ชุดค่ะ

กล่องเดี่ยวก็จะมีหน้าตาประมาณนี้

ด้านในก็จะมีการแยกชิ้นส่วนออกเป็น 2 ส่วนค่ะ

ซึ่งจุดนี้ส่วนตัวชอบมากๆ เป็นกรณีพิเศษ เพราะว่าสารกลุ่ม Antioxidant พวกนี้มักจะมีความ Sensitive ต่อออกซิเจนในอากาศ การใช้แพคเกจที่เป็นแก้ว มีฝาเป็นอลูมิเนียมแบบนี้จะช่วยลดการผ่านเข้าออกของอากาศได้ดีกว่าพวกพลาสติก และเวลาใช้งาน ถ้าเราเปิดทิ้งไว้นานๆ มันก็จะเสื่อม ดังนั้นการ repack มา pack น้อยๆ pack ละ 10 ml ก็จะดีกว่าในแง่ของความคงตัวค่ะ

พอจะใช้งานก็ค่อยมาประกอบร่าง กลายร่างเป็นแบบนี้

อีกความปังที่ชอบคือ ด้วยความที่น้องตัวเล็ก เวลาเราจะวางบางทีมันก็จะล้มเนาะ เราสามารถที่จะเอาตัวน้องกดลงไปยังรอยปรุด้านหลังให้วางได้ง่ายขึ้นค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นแบบน้ำใส สีออกเหลืองอมส้ม ส่วนตัวคาดว่าน่าจะเป็นสีของ Coenzyme Q10 ที่มีสีเหลืองตามธรรมชาติ

ในด้านกลิ่นนางจะมีกลิ่นของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อย เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม

ส่วนเรื่องสัมผัสนั้น นางเกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะหนักผิว

ในการวัดค่า pH อาจจะมีผลรบกวนจากสีของเนื้อเซรั่มอยู่บ้างนะคะ ได้ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเหมาะกับสูตรที่มีวิตามินซีนะคะ (ในจุดนี้ทางแบรนด์เคลมไว้ที่ 3.5 ค่ะ)

แน่นอนว่า ถ้าไม่ได้ทำการทดสอบ ก็ไม่ใช่ Dr.Different แล้วค่ะ

คราวนี้หมอ Lee แกไปลองทดสอบเปรียบเทียบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ DPPH เทียบกับแบรนด์ S แบรนด์ดัง พบว่า ได้ค่าความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่ไม่ต่างกันนะคะ

(Image from Dr.Different)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวม CEQ เป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และ แอลกอฮอล์

ส่วนของสารบำรุงวันนี้ทำไว้หลายสี ในภาพรวมคือเน้นไปในเชิงของด้าน Antioxidant แบบรัวๆ รองลงมาจะเป็นด้านชุ่มชื้น การลดการระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว และริ้วรอย

มาดูสารบำรุงกันดีกว่านะคะ

  • สีฟ้า เป็นเหล่าบรรดาวิตามินต่างๆ ได้แก่ วิตามินซี อี และโคเอนไซม์ คิวเทน (Ubiquinone) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเซรั่ม CEQ เสริมมาด้วยวิตามินบี 5 และสารอื่นๆ อีกหลายชนิด ขอกล่าวถึงคุณสมบัติของวิตามินต่างๆ สักเล็กน้อยค่ะ
    • วิตามินซี นางเด่นในด้านของการเป็น Antioxidant ชะลอวัย การลดการอักเสบระคายเคือง ปกป้องผิวจากรังสี UV เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจน และมีประโยชน์ในเชิงด้าน Whitening
      โดยวิตามินซีที่ใช้ใน CEQ เป็นรูปแบบ Ascorbic acid ที่พบได้ในธรรมชาติ เมื่อนำมาใส่ในตำรับที่มีค่า pH ราวๆ 3 – 4 (บนเว็บเกาหลีเคลมว่า 3.5) ก็จะมีความคงตัวที่ดี และมีรายงานว่าสามารถดูดซึมผ่านผิวได้ โดยรูปแบบนี้มีจุดเด่นคือสามารถออกฤทธิ์ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องแปรสภาพโดยผิวก่อน
    • วิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ทำงานร่วมกับวิตามินซีที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งผิวเรามีทั้งน้ำและน้ำมัน การได้ทั้ง C และ E ก็จะช่วยเสริมกัน และนอกจากนี้ก็มีหลายๆ แหล่งข้อมูลกล่าวว่า วิตามิน C และ E สามารถที่จะช่วย Recycle ซึ่งกันและกันได้
    • โคเอนไซม์ คิวเทน เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในน้ำมันเช่นกัน นางเด่นในแง่ของการชะลอวัย และเสริมการสร้างพลังงานของผิว ให้ผิวทำงานได้ปกติ
    • วิตามินบี 5 ตัวนี้เด่นในแง่ของการลดการระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น รวมไปถึงเสริมคุณสมบัติในการฟื้นฟู Barrier ของผิวตามธรรมชาติ
  • สีเขียว Ferulic acid ตัวนี้เป็นสารกลุ่ม Phenolic ที่พบได้ในพืชหลายๆ ชนิด มีรายงานอยู่หลายฉบับว่าการใช้ Ferulic acid ร่วมกับวิตามิน C และ E สามารถเสริมความคงตัว และช่วยปกป้องวิตามินเหล่านี้ให้คงรูปอยู่ได้นาน รวมถึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว อย่าง Sodium hyaluronate, Trehalose, Sodium PCA และกรดอะมิโน Arginine
  • สีม่วงอ่อน เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในเชิงของริ้วรอย อย่างสารสกัดจากใบบัวบก Adenosine และ Gluconolactone ที่จัดเป็น Polyhydroxy acid หรือ PHA ที่นอกจากจะเด่นในด้านของการเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น และ ผลัดผิวแบบอ่อนๆ แล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านของการดูแลปัญหาสิวไปในตัว แต่ในจุดนี้อาจจะต้องดูความเข้มข้นในตำรับอีกที
  • สีน้ำเงิน มีอยู่ 2 ตัว ได้แก่ Fullerene และ Ectoin
    • Fullerene เป็นการจัดเรียงตัวในรูปแบบพิเศษของธาตุคาร์บอน ที่เรียงตัวในรูปแบบทรงกลม ประกอบด้วยคาร์บอน 60 หน่วย บางที่เรียกว่า C60 ตัว Fullerene นี้เป็นวัตถุดิบหนึ่งที่กวาดรางวัลมาเยอะมากๆ เป็นสารสิทธิบัตรจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงประสิทธิภาพในการกระชับรูขุมขน (J Nanobiotechnology. 2014;12:6.) มีประโยชน์ในการดูแลปัญหาสิว โดยไปลดการอักเสบ และลดการหลั่งน้ำมันออกมาจากรูขุมขน (Nanomedicine. 2011;7(2):238-41.) และด้วยความที่นางเป็น Antioxidant ที่ดี นางเลยมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร
    • Ectoin ตัวนี้เคยกล่าวถึงอยู่หลายครั้ง นางเป็นวัตถุดิบที่หลังๆ มานี้มีคนให้ความสนใจนางเยอะมากๆ Ectoin เป็นสารที่พบในแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แสนจะโหดร้าย ทำหน้าที่ปกป้องตัวแบคทีเรียจากอันตรายภายนอก หลักๆ คือ นางช่วยปกป้องผิวเราจากมลภาวะ รังสี UVA UVB รวมถึงสารอันตรายต่างๆภายนอก มีการทดสอบในระดับหลอดทดลงพบว่าเมื่อให้ Ectoin ไปในเซลล์เพาะเลี้ยง ก่อนเอาไปฉายรังสี UV พบว่าช่วยปกป้องไม่ให้เซลล์เพาะเลี้ยงเหล่านี้ตายไป (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.)

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ที่แอบกังวลคือ น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกของพืชในตระกูล Citrus ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการไวต่อแสงได้ แต่ส่วนตัวใช้ทั้งเช้าเย็นมาเกือบๆ 2 อาทิตย์ ก็ไม่ได้พบปัญหาอะไรนะคะ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ทางแบรนด์เลือกมาได้ค่อนข้างดี เสริมกันไปเสริมกันมา ช่วยกันปกป้องซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว และยังเสริมสารลดการระคายเคืองที่อาจจะเกิดได้เองตามธรรมชาติ จากตัวของวิตามินซีเองและยังเสริมพวกสารที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น กับปัญหาด้านริ้วรอยไปพร้อมๆ กัน จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในแง่ของเบส มาในเบสแบบน้ำ ปราศจาก แอลกอฮอล์ น้ำมัน และ ซิลิโคน สารปรุงแต่งต่างๆ เลือกมาแต่ชนิดที่มี Profile ค่อนข้างดี เป็นมิตรกับผิว แต่จะมีจุดที่ส่วนตัวรู้สึกกังวลก็คือเรื่องของน้ำมันหอมระเหยจากผิวของ Citrus ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะไวต่อแสงได้ในบางคน แต่ส่วนตัวใช้ทั้งเช้าและเย็น ไม่พบปัญหาใดๆ ค่ะ จุดนี้ขอหักคะแนนนิดหน่อย ได้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เซรั่มมาในเนื้อแบบน้ำใส ถ้าเอาลงผิวหน้าเลยในตอนแรกจะต้องใช้เนื้อเซรั่มเปลืองนิดหน่อยกว่าจะเกลี่ยจนฟิน คือชุ่มทั่วหน้า ส่วนตัวเลยใช้หลังจากที่เช็ดโทนเนอร์ไป แล้วหน้ายังชุ่มอยู่ ก่อนจะลงตัวนี้ ก็จะเกลี่ยได้ง่ายขึ้น และใช้เนื้อเซรั่มน้อยลง ก็ชุ่มได้ทั่วหน้าเหมือนกัน ในแง่ของประสิทธิภาพ ส่วนตัวคิดว่า เซรั่ม CEQ นี้เอามาเสริมกับตัว Vita-A ที่เคยรีวิวไว้ก่อนหน้าได้เป็นอย่างดีเลยหละ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DrdifferentTH

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

อัพเดทสภาพผิวหลังใช้ Dr.Different Vita-A Night Cream ได้ 2 เดือน

สวัสดีค่ะทุกท่าน

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะผ่านตารีวิวมหากาพย์ Dr.Different Vita-A night cream มาแล้วนะคะ

(ส่วนใครที่พลาด สามารถตามไปรับชมได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<)

มาดูหน้าตาน้องกันอีกรอบนะคะ

ผลลัพธ์โดยรวมเป็นดังภาพนะคะ

โดยรวมส่วนตัวรู้สึกว่า ผิวละเอียดขึ้น และอวบอิ่มขึ้นนะคะ และดูเหมือนรอยเส้นเลือดจางลงค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังรู้สึกว่าผิวนุ่มฟูมากขึ้นค่ะ เราลองเทียบระหว่าง ก่อนใช้ กับ หลังใช้ 2 เดือน (สัปดาห์ที่ 8) อีกทีนะคะ

ปล.ควบคุมแสงโดยใช้ Flash ถ่ายในเวลาใกล้เคียงกัน ที่ระยะห่างใกล้เคียงกัน

ในภาพอาจจะดูไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นะคะ

เราจะมาอัพเดทอีกครั้งในช่วง 3 เดือนค่ะ 🙂

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้องใหม่คนสุดท้องจากบ้าน DermArtlogy กับ Gel Moisturizer ที่ทุกคนเฝ้ารอคอย

สวัสดีค่ะทุกท่าน เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเห็นผ่านตาว่าทางแบรนด์ DermArtlogy เจ้าของ Ageless series ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบของ Gel moisturizer มาสักพักแล้ว

วันนี้ได้โอกาส มี่เลยขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ของทางแบรนด์มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

โดยสูตร Gel moisturizer นี้เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุดที่ทางแบรนด์พึ่ง Launch ออกมา โดยมีคอนเซปท์ว่า Instant soothing refreshing

ให้อารมณ์ประมาณว่า ทาแล้วสดชื่นสบายผิวอย่างรวดเร็วนั่นเอง

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

Gel ตัวนี้มาในรูปแบบหลอดบีบค่ะ โดยยังคงคุมโทนรูปแบบของ Package และ Design ไว้ได้เหมือนเดิมเลย

เนื้อเจลมาในรูปแบบของ Emulsion gel สีเหมือนครีม แต่จะหยุ่นๆ และให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นกว่าเมื่อเกลี่ย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเบาสบาย ไม่เหนอะหนะหนักผิว แต่ยังคงมีความชุ่มชื้นอยู่ เนื้อเบาและซึมค่อนข้างไวค่ะ น่าจะเหมาะมากกับคนที่มีผิวมัน

วันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

วันนี้มี่ทำสีในส่วนผสมไว้หลากหลายสี เรามาไล่ดูกันไปทีละสีนะคะ

  • สีม่วง เป็นกลุ่มของไขมัน น้ำมันจากธรรมชาติ และ Pseudoceramide ที่มีประโยชน์ในการฟื้นฟู และเสริม Barrier ผิวให้มีความแข็งแรง ในรูปแบบเทคโนโลยี MLE โดยอย่างตัวที่เรารู้จักกันในนามว่า Ceramide PC-9S คือ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • สีเขียวขี้ม้า เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Beta-glucan ที่นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้น ยังให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ผิวแข็งแรงไปพร้อมๆ กัน ร่วมกับ Hyaluronic acid และ ตัวที่เป็น Key technology อีกชิ้นอย่าง Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate ที่มีชื่อทางการค้าว่า Syn-Hycan® ตัวนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer
    • Fuller คือ มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
    • Firmer คือ เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน
    • ตัวนี้มีเป็นส่วนประกอบใน Zeroid Intensive hydrating ampoule ด้วย นะคะ ส่วนตัวลงรายละเอียดของสารนี้ไว้ในรีวิว Zeroid ค่อนข้างเยอะ สามารถตามไปอ่านเพิ่มได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ https://miyeonthereviewer.com/2020/09/26/zeroid-ampoule/
  • สีเขียว มีอยู่ 2 ชิ้น ได้แก่ Aquatide ลูกรัก กับ Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester ตัวนี้จะเป็นเปปไทด์ตัวเดียวกับตัวที่มีชื่อทางการค้าว่า Calmosensine
    • Aquatide นี่ มี่กล่าวถึงไว้ค่อนข้างละเอียดในหลายๆรีวิวก่อนหน้านะคะ โดยรวมมีประโยชน์ทั้งในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง และ เสริม Barrier ผิวให้มีความแข็งแรงมากขึ้น จุดเด่นของเจลนี้คือ ทางแบรนด์ได้ Claim ว่า น้องมี Aquatide ที่ความเข้มข้นสูงสุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ DermArtlogy
    • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester เป็นเปปไทด์ที่เด่นในแง่ของการลดการอักเสบระคายเคือง ซึ่งประสิทธิภาพในจุดนี้มีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคือง และแสบร้อนจาก Capsaicin ได้ (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.) ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้นอกจากให้คุณสมบัติด้านการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านของการคลายริ้วรอยต่างๆ ให้แลดูจางลง
  • สีฟ้า ประกอบด้วยวิตามินบี 3 วิตามินบี 5 ซึ่งสองตัวนี้คงไม่ต้องกล่าวขวัญถึงคุณงามความดีของเขาแล้วเนาะ ร่วมกับ Dipotassium glycyrrhizate ที่มีคุณสมบัติในด้านการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และ Methylbenzyl Methylbenzimidazole Piperidinylmethanone สารชื่อยาวๆ นี้ รู้จักในชื่อ ADefence-P ซึ่งส่วนตัวเคยกล่าวถึงในรีวิวของ Zeroid pimprove โดยสรุปคือ น้องมีคุณสมบัติตัวนี้เป็น Protease inhibitor ซึ่งมีผลไปยับยั้ง PAR-2 receptor (Protease activated receptor) ทำให้ผิวปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และลดการสร้างและขับ Sebum ออกมา จึงมีประโยชน์ในแง่ของการลดโอกาสในการเกิดสิว และอาจจะมีส่วนในแง่ของการลดการส่งผ่านเม็ดสีเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ในด้านของ Whitening ด้วย
  • ปิดท้ายด้วยสีชมพู ซึ่งเป็นกลุ่มของพวก Antioxidant ชั้นดีอย่าง Resveratrol, Glutathione และเอนไซม์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่าง Superoxide dismutase หรือ SOD ซึ่งการเสริม Antioxidant ให้แก่ผิวเองก็มีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการชะลอวัย แต่ยังรวมไปถึงลดโอกาสในการเกิดการอักเสบ และ สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอในอนาคต

สำหรับตัวเบส มาในรูปแบบของ Emulsion gel หรือ เจลน้ำนม ที่ใช้ส่วนผสมของน้ำมันที่บางเบาผิว ซึ่งไม่มีรายงานถึงการอุดตันผิว ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และ Silicone แต่ยังให้ความบางเบาแม้จะมีส่วนผสมของน้ำมันจากพืชธรรมชาติอีกหลายชนิด ส่วนนี้อาจจะด้วยการใช้เทคนิค MLE จึงทำให้เนื้อบางเบากว่าที่คิดไว้

และที่สำคัญคือ ไม่มีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า น้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอันหรูหราไฮเทค มากด้วยเทคโนโลยีอยู่หลายชนิด ให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวได้ครบจบทุกปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวบอบบางไม่แข็งแรง สีผิวไม่สม่ำเสมอ การอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลปัญหาริ้วรอย ชะลอวัย ดูแลปัญหาสิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่ส่วนตัวมีผิวผสม/แห้ง ประกอบกับช่วงที่ได้ทดลองใช้เป็นช่วงปลายๆ ธันวาคม 2563/ต้นๆ มกราคม 2564 อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ตอนที่ได้ทดลองใช้ก็จะรู้สึกว่าแห้งตึงไปนิดหน่อย ต้องเสริม Moisturizer มาทับสักชั้นจะสวยงาม สำหรับเรื่องของประสิทธิภาพอื่นๆ ส่วนตัวยอมรับจริง ว่าเขาเลอค่า สำหรับเนื้อแบบนี้ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเหมาะกับผิวมัน เลยเอาไปให้คนที่มีผิวมันทดลองทาดู ก็เป็นไปตามคิดจริงๆ ว่าเหมาะกับผิวมัน/ผิวผสม-มัน มากกว่า จุดนี้ส่วนตัวขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมวิตามินเอสุดเนี้ยบจาก Dr.Different Vita-A cream พร้อมผลการใช้งาน 1 เดือน

สวัสดีค่ะ

เมื่อวันก่อนมี่มา Preview ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vita A ของแบรนด์ Dr.Different ไป วันนี้เลยจะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมและเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์ใช้ให้ได้ชมกันนะคะ

สำหรับ Preview ถ้าท่านใดพลาด สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2020/12/18/preview-drdiff/

วันนี้จะมาเจาะลึกผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vita A ทั้ง 3 สี ว่าแต่ละสีต่างกันอย่างไร และมี Step การใช้แบบไหน

ขอยกรูปเดิมขึ้นมาอีกรอบค่ะ

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vita A ของ Dr.Different มีด้วยกัน 3 สูตร 3 สี นะคะ

  • สีส้ม Vita-A cream มีปริมาณ Retinaldehyde 0.05%
  • สีแดง Vita-A cream forte มีปริมาณ Retinaldehyde 0.10%
  • สีม่วง Vita-A cream Ph.D. มีปริมาณ Retinaldehyde 0.12%

ตัวเซรั่มจะมาในรูปแบบหลอดบีบค่ะ

เนื้อครีมมีสีเหลือง ซึ่งเป็นสีของ Retinal และเนื่องจากไม่มีน้ำหอมเราจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ ในด้านของการเกลี่ย ส่วนตัวมีผิวผสม/แห้ง มองว่า เกลี่ยได้ในระดับปานกลาง กำลังดี ไม่ยากไม่ลื่นจนเกินไป ซึมไว ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น และมีฟิล์มบางๆ เคลือบปกป้องผิวอยู่

เนื้อครีมทั้ง 3 สูตร มีลักษณะเหมือนกัน จะต่างก็แค่สี ซึ่งสีจะออกเหลืองขึ้นตามปริมาณวิตามินเอในสูตรค่ะ จึงขอโชว์เนื้อของสูตร Vita-A กับ Vita-A Forte แทนนะคะ

ในวันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

ก่อนจะไปดูส่วนผสมเรามาดูเทคโนโลยีของทางแบรนด์ก่อนดีกว่าค่ะ

ในเรื่องของความคงตัวของวิตามินเอ การระคายเคือง และการดูดซึมเข้าผิว ทางแบรนด์ได้ใช้เทคโนโลยีระบบนำส่งสารแบบ Niosome ซึ่งเป็นระบบนำส่งสารแบบเป็นถุงที่มีผนังสองชั้น สร้างจากไขมัน ร่วมกับสารประกอบอื่นๆ โดย Niosome ที่ทางแบรนด์ใช้เป็นชนิด Multilamellar vesicle หมายความว่า มีผนังสองชั้นซ้อนกันหลายๆ ชุด

เทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรที่ใช้สารชุดพิเศษที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นมาค่ะ

รูปจำลองลักษณะของ Niosome ชนิด Multilamellar vesicle

ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์ด้านการนำส่งวิตามินเอ และการลดการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ทางแบรนด์ยังทดสอบแล้วว่า ระบบนี้ยังช่วยปกป้องวิตามินเอ ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

(Image from Dr.Different Official Website)

นอกจากนี้ทุกสูตรได้ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (Skin irritation test) และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร

ที่เด่นๆ ได้แก่

หลังทดสอบเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีความลึกของริ้วรอยลดลง

(Data from Dr.Different)

มีความหนาแน่นของชั้นผิว (Skin density) เพิ่มขึ้น

(Image from Dr.Different)

และมีค่าความยืดหยุ่นของผิว (Skin elasticity) เพิ่มขึ้น 6.7%

โดยในการใช้งาน เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเกิดคำถามในใจแน่ๆ ว่า มี 3 สูตร เราต้องเลือกอย่างไรอ่ะ

ตรงจุดนี้ทางแบรนด์แนะนำว่า ให้เริ่มจากเริ่มจากสูตรสีส้ม ที่ความแรงอ่อนกว่าก่อน สำหรับผู้ที่ไม่เคยเจอกับ Retinoids มาก่อน เพื่อปรับผิว เตรียมผิวให้คุ้นชินกับ Retinoid โดยเริ่มจากทาก่อนนอนวันเว้นวัน จนขยับมาทาทุกวัน ซักประมาณ 1 เดือน หรือ หมด 1 หลอด ก่อนขยับไปสูตร Forte และ สูตร PhD ด้วยวิธีการเดียวกัน

แต่ด้วยความที่เราเคยใช้ Retinol มาได้ราวๆ 2 เดือนแล้ว เราเลยอัพ Step ไว อาจจะไวไปนิด มาเจอกับอากาศหนาวฉ่ำของเมืองเชียงรายพอดี ผิวเลยแห้งและระคายเคืองนิดหน่อยที่บริเวณคอ แต่พอใช้ Moisturizer ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว อาการแห้งนี้ก็หายไป ก็ถือว่า ดีงามอยู่นะคะ

** ส่วนตัวอยากย้ำเตือนว่า กลุ่มวิตามินเอทาเฉพาะกลางคืนนะคะ เพราะอาจจะทำให้ผิวเราไว้ต่อแสงมากขึ้น

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ทั้ง 3 สูตร ใช้ส่วนผสมที่เป็นเบสชุดเดียวกัน แตกต่างกันที่ปริมาณ/ความเข้มข้นของวิตามินเอ ในรูปแบบ Retinaldehyde ที่ใช้

ดังนี้ค่ะ

Vita-A cream

ส่วนผสมของ Vita-A cream forte

ส่วนผสม Vita-A Ph.D

สำหรับส่วนผสมมี่ทำสีไว้อยู่ 5 สี นะคะ

  • สีชมพู จะเป็นกลุ่มสารลดเลือนริ้วรอย อย่างพระเอกของเรา Retinal และ Adenosine ขอกล่าวถึง Retinal หน่อยนะคะ

ปกติ เวลาเราได้รับวิตามินเอเข้าไปในร่างกาย ถ้าอยู่ในรูปแบบ Retinol ร่างกายจะแปรสภาพตามความต้องการ ถ้ายังไม่อยากใช้ ก็จะเปลี่ยนเป็น Retinyl ester แล้วเก็บสะสมไว้ แต่ถ้าอยากใช้ ก็จะเปลี่ยนเป็น Retinal หรือ Retinaldehyde ก่อนเปลี่ยนเป็น Retinoic acid ที่ออกฤทธิ์ได้

แต่ตัว Retinoic acid ซึ่งออกฤทธิ์ได้เลยนั้นจัดเป็นยาตามกฏหมายค่ะ

ในทางเครื่องสำอางใช้กลุ่ม Retinol, Retinyl ester และ Retinal ได้

การออกฤทธิ์ของวิตามินเอ นั้นออกฤทธิ์ได้ค่อนข้างกว้าง เพราะนางออกฤทธิ์เพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนหลายชนิด ที่ระดับของยีน จึงให้ผลกับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การปรับสภาพการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การผลัดผิวเก่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชั้นผิว ความแข็งแรงของชั้นผิว ปรับสมดุลการสร้างและย่อยสลายคอลลาเจน และพวก Matrix ต่างๆ ในที่สุดผิวก็จะเรียบเนียน นุ่ม กระชับ และแข็งแรง

แต่ข้อเสียของนางคือ ต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งก่อนจะเริ่มเห็นหรือรู้สึกความเปลี่ยนแปลง

ทางเครื่องสำอางนิยมเอา Retinoids มาใช้ในการดูแลปัญหาเรื่องริ้วรอย ทั้งริ้วรอยก่อนวัยและริ้วรอยที่เกิดตามวัย และมีงานวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนถึงสรรพคุณและประโยชน์ของ Retinoids ต่อผิวหนัง

โดยมีงานชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2018 ได้ศึกษาประสิทธิภาพของ Retinaldehyde ในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัคร 40 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มให้ทาครีมที่มี Retinal 0.05% และ 0.1% วันละสองครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มมีริ้วรอยที่ลดลง แต่กลุ่มที่ได้รับ Retinal 0.1% มีสีผิวที่สว่างและดูจางลง (หรือขาวขึ้น) (Kwon, et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17:471–476.)

ส่วนตัวมี่เองได้ใช้มา 1 เดือนก็พบว่าผิวนุ่มและยืดหยุ่นมากขึ้นนะคะ ภาพเป็นดังนี้ค่ะ

เก็บภาพด้วยกล้องดิจิตัล ควบคุมสภาวะแสงด้วยแสงแฟลชจากตัวกล้อง

เทียบระหว่างก่อนใช้และหลังใช้ 1 เดือน

ที่พอสังเกตได้คือ ผิวจะมีความละเอียดมากขึ้นนะคะ และดูแข็งแรงขึ้น รอยเส้นเลือดต่างๆดู จางลงเล็กน้อย ส่วนในด้านความรู้สึกนั้น ส่วนตัวคิดว่า เวลาเราจิ้มบริเวณแก้มหรือ ตบเบาๆ รู้สึกว่าจะมีความยืดหยุ่น และรู้สึกมีอะไรต้านกลับมามากกว่าเมื่อก่อน ที่จะค่อนข้างรู้สึกกลวงค่ะ

แต่ช่วงเดือนแรกที่ใช้ (30 พ.ย. – 29 ธ.ค.) อากาศแถวเชียงรายนั้นหนาวพอดี ในภาพ 1 เดือน เลยจะเห็นขุยๆ หรือเกล็ดสีขาวๆ ที่แสดงถึงการแห้งของผิวอยู่บ้าง

ส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • สีม่วง เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิวอย่าง Sodium hyaluronate กับ Polyglutamic acid (PGA) ขอกล่าวเพิ่มเติมถึง PGA ซักนิดนะคะ นางเป็นสารที่ได้จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ ประกอบด้วยสายยาวของกรดอะมิโน Glutamic acid ที่มีประโยชน์ในการจับน้ำได้ดี และเวลาลงผิวเอง นอกจากนางจะช่วยดึงน้ำให้ผิวได้แล้ว นางยังอาจจะถูกผิวย่อยสลายกลายเป็น Glutamic acid เดี่ยวๆ ที่เป็นสารดักจับน้ำตามธรรมชาติของผิว หรือ Natural moisturizing factor
  • สีฟ้า Squalane เป็นไขมันที่เคลือบปกป้องผิว
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของไขมันจากธรรมชาติ ซึ่งมีทั้ง Ceramide, Cholesterol, phytosterol จาก rapeseed และ กรดไขมันจากน้ำมันดอกคำฝอย ซึ่งมี Linoleic acid เป็นองค์ประกอบสูง มีประโยชน์ในการทดแทนและฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสื่อมสลายไปตามเวลา ช่วยให้ผิวแข็งแรง

ถ้าอิงตามสิทธิบัตรของแบรนด์ กลุ่มไขมันพิเศษเหล่านี้และสารบางตัว ได้แก่ rapeseed sterol, phytosteryl/behenyl/octyldodecyl lauroyl glutamate, polyglyceryl-10 oleate, cholesterol, hydrogenated lecithin, ceramide, squalene, shea butter, safflower oil เขาเอามาทำเป็น Niosome ซึ่งแบบว่า พอมันลงไปในผิว มันก็เข้าไปผสมผสานรวมกับ Barrier ที่มันแหว่งหายไปได้เลย เพราะเรียงตัวมาในรูปแบบของผนังสองชั้นเหมือน Barrier ผิวเรา

(ตามไปอ่านเรื่อง Skin barrier เพิ่มเติมได้ที่ https://www.readawrite.com/c/25319935dd67060d68b72135e1c05544)

สุดท้ายนี้มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เน้นไปที่ Retinal เป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีการกักเก็บสารใน Niosome เข้ามาช่วยดูแลทั้งในด้านของความคงตัว การลดอาการระคายเคือง และการเสริมประสิทธิภาพ เสริมมาด้วยสารกลุ่มไขมันที่ฟื้นฟู Barrier ผิว ซึ่งส่วนใหญ่ ปัญหาของ Retinoids คือ อาจจะทำให้ผิวแห้งได้ เพราะมีผลกดการสร้าง Sebum ได้ในบางคน การเอาไขมันที่มีประโยชน์เหล่านี้มาเติม พร้อมกับเสริมสารจับน้ำอย่าง Hya กับ PGA เข้ามา ก็ให้ประโยชน์ในการลดโอกาสเกิดผิวแห้งได้ในระดับหนึ่ง ส่วนตัวมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์วิตามินเอ ที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยหละ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมองว่า การแนะนำการใช้ของแบรนด์ คือให้เริ่มจากสูตรสีส้ม ที่ความแรงอ่อนกว่าก่อน สำหรับผู้ที่ไม่เคยเจอกับ Retinoids มาก่อน เพื่อปรับผิว เตรียมผิวให้คุ้นชินกับ Retinoid เริ่มจากวันเว้นวัน จนขยับมาทาทุกวัน ซักประมาณ เดือนหนึ่ง หรือ หมด 1 หลอด ก่อนขยับไปสูตร Forte และ สูตร PhD ส่วนตัวมองว่ามันเป็นอะไรที่แบบว่า Dr.Lee ออกไอเดียได้เริ่ดมากในจุดนี้ ตามที่เล่าด้านบนเนาะ ด้วยความที่เราเคยใช้ Retinol มาได้ราวๆ 2 เดือนแล้ว เราเลยอัพ Step ไว อาจจะไวไปนิด มาเจอกับอากาศหนาวฉ่ำของเมืองเชียงรายพอดี ผิวเลยแห้งนิดหน่อย แต่พอใช้ Moisturizer ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว อาการแห้งนี้ก็หายไป สำหรับผลที่ได้หลังจากใช้ครบเดือน ก็ Happy และ ตอบโจทย์ค่ะ รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/HackBeautyLab

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/3ApFOwDKxK

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเจลบำรุงปรับสภาพผิว DrGL Restore gel mask

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของ Gel Mask ชื่อดังจากเกาหลีของแบรนด์ Dr.GL มาฝากกันค่ะ

แบรนด์ Dr.GL นี้เป็นแบรนด์ที่พัฒนามาจากประสบการณ์ทางด้านความงาม และการรับฟัง Feedback จากคนไข้ต่างๆ ของคุณหมอท่านหนึ่งที่เกาหลี และเลือกใช้ส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ใช้ส่วนผสมมากชนิดเกินไปค่ะ อย่างปกติที่เราเห็นสกินแคร์ของเกาหลี คือพี่ท่านมักจะอัดเต็ม ใส่ส่วนผสมสารพัดลงไป แต่แบรนด์นี้จะมาแบบเรียบ แต่จบครบ ตามคอนเซปท์ของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นค่ะ

คอนเซปท์ของแบรนด์คือ “maximum efficacy minimum fuzz”

จะกล่าวง่ายๆ ว่า เป็นแบรนด์เวชสำอางสายคลีนก็ว่าได้

(Image from DrGL official Korea Website)

อย่างวันนี้ตัวที่หยิบมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมจะเป็นผลิตภัณฑ์ Restore gel mask ค่ะ

มีหน้าตาแบบนี้นะคะ

สำหรับเนื้อของผลิตภัณฑ์ก็จะมาในรูปแบบของ Gel สีฟ้าอมน้ำเงิน ซึ่งสีฟ้าอมน้ำเงินตัวนี้ไม่ได้เป็นสีสังเคราะห์แต่อย่างใด แต่เกิดจากสารธรรมชาติที่มีชื่อว่า Guaizulene ที่ปกติเราเจอในน้ำมันหอมระเหยของคาโมมายล์ แต่ว่าทางแบรนด์เลือกเป็น Guaizulene ที่ได้มาจากเห็ดสีน้ำเงิน ที่มีชื่อว่า Lactarius indigo ค่ะ

เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกสบายผิว มีกลิ่นหอมแนวธรรมชาติ (แต่เป็น Fragrance นะคะ) ซึมไหว หนึบๆ นิดหน่อย แต่พอทิ้งไว้สักพักก็จะซึมลงไปจนหมด

เจลตัวนี้มีวิธีใช้ได้หลายแบบนะคะ

  • เอามาผสมกับ Product อื่นๆ ในแบรนด์ Dr.GL เพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ เช่น เอาเจลนี้ 2 ปั๊ม มาผสมกับ Essence Anti-aging ก็จะได้คุณสมบัติด้าน Anti-aging เข้ามาค่ะ
  • ใช้เป็น Moisturizer ทั่วไป ก็ปั๊มออกมาราวๆ 1 ปั๊ม วอร์ม แล้วเกลี่ยลงบนหน้า จบค่ะ
  • ใช้เป็น Intensive mask ก็ปั๊มออกมาสักราวๆ 3 – 4 ปั๊ม พอกไปบนหน้า ทิ้งไว้สัก 20 นาทีก่อนเช็ดเจลส่วนเกินออก ทางแบรนด์บอกว่าเช็ดออก แต่ส่วนตัวไม่ได้เช็ดออกนะคะ ผ่านไปแป๊บเดียวผิวดิฉันก็กระหายกินมันไปจนหมด

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 5 สีค่ะ

สีชมพู ส่วนตัวมองว่าเป็นตัวเอกของผลิตภัณฑ์ค่ะ

  • Sodium guaiazulene sulfonate ตัวนี้เป็นสารพฤกษเคมีที่ปกติพบในน้ำมันหอมระเหยของคาโมมายล์ แต่ตามที่แบรนด์เคลมคือสกัดมาจากเห็ดสีฟ้า มีคุณสมบัติเด่นในแง่การลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Rutin เป็นสารในกลุ่ม Flavonoid ที่มีประโยชน์หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นด้าน Antioxidant รวมไปถึงด้านการลดการอักเสบระคายเคือง

สีม่วง เป็นกลุ่มของสารที่เด่นในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว ก็จะเป็นขาประจำ กับตัวที่มีความ Rare หน่อย ดังนี้ค่ะ

  • ขาประจำอย่าง สารสกัดจากชะเอม คาโมมายล์ และ Beta-glucan
  • สารสกัดจากผล Gardenia multiflora ตัวนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่าประกอบด้วยสารในกลุ่มของ Flavonoid และ Ferulic acid ที่เป็น Antioxidant และมีประโยชน์ในด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว รวมถึงลดการบวม ซึ่งส่วนตัวมองว่า เหมาะเอามาใช้เป็น Soothing หลังออกแดด หรือหลังทำทรีทเมนท์ค่ะ (แต่ทางนี้ไม่เคยทำนะคะ เลยไม่รู้ว่าจะ work ไหม แต่ทาหลังออกแดดนานๆ คือ ปลื้มปริ่มอยู่ โดยเฉพาะถ้ายิ่งเอาไปแช่เย็น)
  • Menadione เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเค ซึ่งมีประโยชน์ในการดูแลผู้ที่มีปัญหาเรื่องเส้นเลือดฝอย อย่างภาวะ Couperosis หรือ ภาวะ Rosacea (Lautenschläger, H. Kosmetik International. 2005; 7:89)

สีฟ้า Lactobacillus ferment อันนี้เคลมไปในเชิงของ Probiotic/Postbiotic ที่เสริมภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ช่วยให้ผิวแข็งแรง

สีส้ม เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในเชิงการป้องกันริ้วรอย

สีเขียวแก่ เป็นกลุ่มของสารพฤกษเคมีที่พบได้ในบัวบก อย่าง Asiaticoside, Asiatic acid, Madecassic acid ซึ่งโดดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านของ Antioxidant ลดการอักเสบระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน การสมานแผล

เจลมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน รวมถึงสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอื่นๆ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ตัวนี้โดดเด่นในแง่ของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว เน้น Soothing effect สมกับชื่อ Restore ของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงพวก Antioxidant ชะลอวัย และช่วยให้ผิวแข็งแรง ถ้ามองแค่ความเป็น Soothing/Anti-irritant ถือว่าน้องทำมาได้ดีมาก จัดไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ นางไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Feeling ของเจลนะคะ ด้วยความบางเบา แต่ถ้าเอามาใช้อย่างเดียวเพื่อเป็น Sleeping mask ด้วยความที่มี่มีผิวผสม/แห้ง รู้สึกได้เลยว่าไม่พอ ยังต้องทาครีมทับอีกชั้นหนึ่ง ขอให้ไป 4 ฟลาสก์

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากเพื่อน การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้องใหม่คนสุดท้องจาก DermArtlogy Ageless potent rejuvenating serum เซรั่มที่อัดแน่นด้วยส่วนผสมอันอลังการ เลอค่าสมการรอคอย

สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจจากทางแบรนด์ DermArtlogy มาฝากกันนะคะ

เป็นเซรั่มน้องใหม่ล่าสุดที่ทางแบรนด์พึ่ง Launch ออกมาสู่ตลาด ใหม่มากๆ ชนิดที่ว่าบนเว็บไซต์ของเกาหลี ยังไม่ได้เอาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นเลยค่ะ

เรียกได้ว่าบ้านเรา Exclusive สุดๆ เลย ที่มีโอกาสได้ทดลองผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก่อนใคร

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

ตัวของแพคเกจจะออกมาคล้ายกับตัว Ageless สูตรแรกนะคะ

ด้านในเป็นขวดแบบมีหลอดหยด ที่ต้องหมุนก่อนแล้วปุ่มกดเพื่อดูดเนื้อเซรั่ม คล้ายๆ กับ Ageless สูตรแรก

สำหรับสูตรนี้และสูตรแรกจะแตกต่างกันที่เนื้อของเซรั่ม และส่วนผสมค่ะ

ถ้าท่านใดสนใจตามไปอ่าน รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของ Ageless Barrier Rejuvenating serum สามารถตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://cosmeknowledge.wordpress.com/2020/03/03/dermartlogy-serum/

โดยในสูตรใหม่เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบน้ำนม ความหนืดเล็กน้อย ด้วยความที่ไม่มีน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียว ไม่เยิ้ม ไม่เป็นเมือก

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

ส่วนตัวมี่มีโอกาสได้ใช้เซรั่มดังกล่าวมาราวๆ 1 เดือน รู้สึกว่าสุขภาพผิวดีขึ้น ผิวนุ่ม และเนียนละเอียดขึ้น รู้สึกว่าผิว Firm และแน่นกระชับขึ้น

สำหรับด้านริ้วรอย กับ Whitening ส่วนตัวมี่ยังไม่มีปัญหาในจุดนี้ เลยยังตอบชัดแบบฟันธงไม่ได้ค่ะ ลองประเมินด้วยภาพถ่าย จะเป็นประมาณนี้นะคะ

ถ่ายโดยใช้แสง Flash เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะแสงที่ไม่เท่ากัน หลังจากตื่นนอน ก่อนล้างหน้า

ผลจากรูป ก่อนใช้ Undertone ของผิวจะออกติดสีแดง/ชมพู ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นอาการอักเสบ หรือ ระคายเคืองในผิวหรือไม่ พอเป็นของ week 2 และ week 4 แดงดูเหมือนจะจางลง แต่สำหรับ week 4 ดูเหมือนจะออกสี undertone ติดชมพูเล็กน้อย คล้าย Before แต่จางกว่า

ในจุดนี้เลยค่อนข้างสงสัยว่า ตัวเซรั่มนี้ให้ประโยชน์ด้านรอยแดง Whitening และเสริมความแข็งแรงได้ หรือเป็น Effect จากการวางกล้อง แสงตกกระทบ ซึ่งการใช้ Flash น่าจะช่วยลดทอนเรื่องของแสงได้บางส่วน

ถ้าเป็นด้านความรู้สึกก็ตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบนค่ะ สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในภาพรวมเซรั่มตัวนี้ทำมาในเบสแบบน้ำนม มีส่วนผสมของน้ำ และ น้ำมัน ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และซิลิโคน

ส่วนผสมจะออกมาคล้ายๆกับ ตัว Barrier rejuvenating serum แต่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ

จุดที่น่าสนใจมากๆ คือการเลือกใช้ส่วนผสมของ Bakuchiol เข้ามาเพื่อให้ประโยชน์ในด้านริ้วรอยค่ะ

Ingredient ที่เป็นตัวหลักมี่แทนด้วยสีชมพูนะคะ

  • Bakuchiol สารตัวนี้จัดเป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่ได้จากพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Psoralea corylifolia พืชนี้เป็นพืชเก่าแก่ มีใช้ทั้งในตำรับยาจีน และตำรับอายุรเวท นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในพืชอีกหลายชนิด มีการศึกษาหนึ่งเมื่อปี 2014 ศึกษาผลของ Bakuchiol เทียบกับ Retinol เทียบกับผิวหนังสังเคราะห์ที่เพาะเลี้ยงขึ้นมา สรุปความได้ว่า Bakuchiol ออกฤทธิ์คล้ายกับ Retinol ทั้งในแง่ของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน เสริมการสังเคราะห์โปรตีนและยีนอีกหลายชนิดที่เกี่ยวกับความ Firm ของผิว และยังเสริมการสังเคราะห์ Aquaporin-3 ที่มีประโยชน์ในการกักเก็บน้ำของผิว ต่อมา ทางทีมวิจัยเอาไปทดลองในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.) ในภาพรวมส่วนตัวมองว่า Bakuchiol มีประโยชน์ในเชิงของริ้วรอย ความกระชับ ความยืดหยุ่นของผิว รวมไปถึงความชุ่มชื้น และการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น
  • Hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AquatideTM ซึ่งเป็นเปปไทด์ตัวดังที่มาจากทางเกาหลี เปปไทด์ตัวนี้มีคุณสมบัติหลายประการเลยค่ะ โดยทางผู้ผลิตเคลมว่าเป็น Skincare vaccine ช่วยให้ผิวเราแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ตามธรรมชาติของผิว ซึ่งเป็นเสมือนการ Recycle องค์ประกอบของเซลล์ผิวที่แก่และทำงานได้น้อยลง มาสร้างเป็นเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงอีกครั้ง จึงมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัย โดยรายละเอียดเรื่อง Autophagy มี่เคยกล่าวไว้แล้วในรีวิวเดิมของสูตร Barrier นะคะ

และท่านที่สนใจเรื่อง Aquatide สามารถตามไปอ่าน Aquatide แบบละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

(https://cosmeknowledge.wordpress.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/)

  • Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Defensamide ออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ไปพร้อมๆกัน

ส่วนที่เหลือจะคล้ายๆกับสูตรเดิมนะคะ มี่จะขอกล่าวอีกรอบในนี้เลยค่ะ

สีลาเวนเดอร์ เป็นกลุ่มของไขมันและน้ำมันต่างๆ มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • Caprylamide MEA ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Dualgaurd-7 ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำงานเสริมกับ Aquatide โดยช่วยให้ Aquatide ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมกระบวนการ Autophagy การสังเคราะห์ collagen และลดการสร้างสารก่อการอักเสบอย่าง Interleukin (IL) IL-6 และ IL-7

ว่าแต่ทำไมต้องมี Autophagy นั่นก็เพราะว่าจากข้อมูล นักวิทยาศาสตร์พบว่า การสังเคราะห์โปรตีนต่างๆของร่างกาย มักจะมีการเรียงตัวผิดๆ (Misfolded) อยู่ราวๆ 30% พอมันเรียงตัวผิด การทำงานต่างๆ ก็ทำได้ไม่ดี หรือทำงานไม่ได้เลย กลายเป็นขยะชิ้นหนึ่ง ร่างกายเรามีวิธีการกำจัดพวกขยะโปรตีนนี้หลายวิธี 1 ในนั้นคือการ Autophagy ที่จะไปทำลายโปรตีนที่เรียงตัวผิดๆ และเอาส่วนประกอบมา Recycle ใหม่

Autophagy สามารถเกิดได้จากหลายๆกลไก โดยกลไกหนึ่งที่สำคัญคือ เกิดผ่านเส้นทาง (Pathway) p62 เมื่อมี p62 เยอะๆ การเกิด autophagy จะน้อยลง (Liu, W.J., Ye, L., Huang, W.F. et al. Cell Mol Biol Lett 21, 29 (2016). https://doi.org/10.1186/s11658-016-0031-z)

สำหรับในด้านของการเกิด Autophagy นั้น ข้อมูลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของทาง Neopharm กล่าวว่า Caprylamide MEA ไปมีผลเสริมการเกิด Autophagy โดยไปลดการสังเคราะห์ p62 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่สำคัญๆ หลายอย่าง รวมทั้งเป็น Autophagy adaptor ที่ช่วยควบคุมกระบวนการ Autophagy ให้เกิดขึ้นได้อย่างสมดุล

ถ้าเป็นที่ผิว ก็จะช่วยให้ผิวเราแข็งแรง และชะลอความแก่ให้ผิว

  • Phytosterols และ Sterols จาก Rapeseed (Brassica campestris sterols) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • Cholesterol เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว
  • น้ำมันแมคคาเดเมีย ประกอบด้วยกรดไขมันที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว จึงช่วยทดแทนไขมันที่เป็น Barrier ให้กับผิว

สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้กับผิว มี่ขอหยิบเฉพาะตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว นางยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและระคายเคืองของผิวด้วย
  • Hyaluronic acid 2 รูปแบบ มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

สีเขียวแก่ เป็นสารสกัดจากบัวบก และสารบริสุทธิ์ที่พบได้ในบัวบก

  • Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นสารสกัดจากบัวบกในรูปแบบ Medical grade ที่มีความบริสุทธิ์สูง
    ซึ่งถ้าดูตามลำดับส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้สารสกัดจากบัวบกในลำดับแรก โดยข้อมูลที่ได้จากทางแบรนด์คือ ใส่มาในความเข้มข้นสูงถึง 50% และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็นสารสำคัญหลัก (Active phytochemicals) ในบัวบก อย่าง Madecassoside, Asiaticoside, Madecassic acid, และ Asiatic acid เข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายด้าน

ขอกล่าวถึง Madecassoside เล็กน้อยนะคะ เพราะเป็นสารที่มีการศึกษารองรับว่า มีคุณสมบัติที่ดี มีมีคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบ เป็น Anti-oxidant ชะลอวัย รวมไปถึงความสามารถในการเสริมการทำงานของ Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น (Burns. 2012; 38(5):677-84.) ซึ่งน่าจะให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านของการลดเลือนริ้วรอย

ส่วนสารบำรุงที่เหลือก็เรียกได้ว่า เลือกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide ที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง รวมไปถึง Zinc gluconate และ สารยอดฮิตอย่าง Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่ให้ประโยชน์ในเชิงของการลดการอักเสบระคายเคืองของผิว และให้ความรู้สึกสบายผิว

และอีกจุดที่สำคัญคือ ในส่วนผสมไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลยค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้เป็นเซรั่มที่อัดแน่นมาด้วยสารบำรุงที่ให้ประโยชน์พร้อมกัน ทั้งด้านของการลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมๆกับ การเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวที่อาจจะเสื่อมลงตามวัย ในภาพรวมก็จะช่วยให้ผิวสุขภาพดี มีความทนทานต่อมลภาวะต่างๆมากขึ้น จุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและลงตัวมาก ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในส่วนของการใช้งาน จากที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ส่วนตัวมองว่าค่อนข้างตอบโจทย์ ในด้านของความกระชับผิว เรื่องของรูขุมขน ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีขึ้น ความมันระหว่างวันลดลง แต่งหน้าได้ติดทนมากขึ้น มีความชุ่มชื้น และเรียบเนียนมากขึ้น สำหรับเรื่องจุดด่างดำ และ ริ้วรอย ส่วนตัวมี่ยังไม่ได้มีปัญหาด้านนี้นะคะ ผลเลยอาจจะยังออกมาไม่ชัดเจนค่ะ แต่สิ่งที่ได้หลังจากได้ทดลองใช้มาร่วมๆ เดือนครึ่ง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสก์หน้าไฮโดรเจลชาลาเวนเดอร์ และ มาสก์หน้า Kombucha จากแบรนด์ T’else น้องใหม่สายคลีนจาก Neopharm

สวัสดีค่ะ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่น่ารักทุกๆ ท่าน

จากคราวก่อนมี่ได้รีวิว Essence ของแบรนด์ T’else ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ในเครือ Neopharm ของเกาหลี ที่มุ่งเน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติในการบำรุงผิวนะคะ

ถ้าหากท่านใดพลาดไปสามารถไปติดตามรับชมได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<

สำหรับวันนี้มี่ได้หยิบยกเอามาสก์ 2 สูตร มารีวิวกันต่อนะคะ

T’else ทำมาสก์ออกมา 2 สูตร คือ สูตร Kombucha teatox essence mask และ สูตร Lavender relief hydrogel mask

มี่ขอเริ่มรีวิวจากตัว Kombucha teatox essence mask ค่ะ นางจะมาในหน้าตาแบบคลีนๆค่ะ ในรูปแบบกล่อง 1 กล่อง จะมีอยู่ 5 ชิ้น

ดีไซน์ซองมาสก์ด้านในจะคล้ายกับตัวกล่อง

ตัวแผ่นมาสก์ค่อนข้างแนบสนิทกับผิว โดยจุดที่น่าสนใจที่ทางแบรนด์เคลมไว้คือ แผ่นมาสก์นี้ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) และไม่ระคายเคืองผิว จากองค์กร OEKO-TEX ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่รับรองมาตรฐานรูปแบบต่างๆของอุตสาหกรรมสิ่งทอ (Textile) ค่ะ

ซึ่งมีเกณฑ์ในการรับรองคุณภาพอยู่หลายแบบ หลายด้านนะคะ เช่น การตรวจสอบสารปนเปื้อนในเส้นใย ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนไปถึงวัตถุดิบต่างๆ ต้องมีแหล่งที่มาระบุไว้อย่างชัดเจนค่ะ

และนอกจากนี้ ตัววัสดุที่ใช้ในการผลิตกล่อง ยังได้รับการรับรองจาก FSC ว่าเป็นกระดาษที่ได้จากไม้ปลูก ไม่ทำลายป่า

แผ่นมาสก์ของสูตร Teatox นี้แนบสนิทและกระชับไปกับผิวดีค่ะ

น้ำมาสก์เป็นลักษณะแบบน้ำใส หนืดเล็กน้อย สีน้ำตาลอ่อน คล้ายกับตัว Kombucha teatox essence ที่ได้รีวิวไปค่ะ

อีกจุดหนึ่งที่ทางแบรนด์เคลมคือเรื่องของ Low-pH formula

แต่มี่ลองวัดค่า pH ได้ราวๆ 5 นะคะ ซึ่งกระดาษวัด pH แบบนี้จริงๆ ก็คงแม่นยำสู้เครื่องวัด pH ไม่ได้ และสีของผลิตภัณฑ์เองก็อาจรบกวนการอ่านค่า pH อีก

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมจะออกมาคล้ายๆกับตัวเอสเซนส์ที่เคยได้รีวิวไว้ก่อนหน้านี้นะคะ

ในภาพรวมเป็นมาสก์รูปแบบเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol และ Silicone แต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติค่ะ

โดยสูตรมาสก์กับเอสเซนส์จะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ มาดูไปทีละสีเลยนะคะ

  • สีเขียว คู่ผสมของ Camellia sinensis leaf extract (14.25%), Saccharomyces ferment filtrate (14.25%) ชุดนี้จะเป็นการหมักชาดำด้วยยีสต์ เพื่อให้ได้ Kombucha โดยตามที่มี่ได้เกริ่นในครั้งก่อนว่า การหมัก Kombucha ของทางแบรนด์จะทำโดยวิธีดั้งเดิม ก่อนจะสกัดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ค่ะ
(Image from T’else Korea Official Website)

ทีนี้เราลองมาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Kombucha โดยสรุปกันอีกรอบนะคะ

  • สำหรับทางเครื่องสำอาง ความงามและผิวพรรณ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Kombucha ตรงๆ ยังมีอยู่จำกัดค่ะ โดยหลักๆ จะเป็นการใช้เพื่อสมานแผล (Wound healing) เช่น การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด Kombucha ด้วยตัวทำละลาย Ethyl acetate ในการสมานแผลในหนูทดลอง โดยวิธีการฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) พบว่า การสมานแผลเกิดได้ไวขึ้นค่ะ (Pakravan et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.)
    • ส่วนงานวิจัยในด้านของการใช้ Kombucha เพื่อสุขภาพนั้นมีค่อนข้างเยอะค่ะ ส่วนที่นำมาประยุกต์ได้สำหรับผิวพรรณ คือ คุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบระคายเคือง (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.)
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของ Hyaluron 3 ชนิด ได้แก่ Sodium hyaluronate แบบปกติ Hydrolyzed hyaluronic acid แบบที่ย่อยให้มีขนาดเล็กลง และ Sodium acetylated hyaluronate ที่เด่นด้านการเคลือบปกป้องผิว
  • สีฟ้า เป็นสารบำรุงต่างๆ เช่น
    • วิตามินบี 3 และ บี 5
    • สารสกัดจากคาโมมายล์ ชะเอม สาร Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate ที่มีประโยชน์ในเชิงด้านของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
    • สารสกัดจากชาเขียว และ เปลือกส้ม เป็น Antioxidant
    • สารสกัดจากโกโก้ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัท Dermalab Korea ระบุว่า สารสกัดจากโกโก้นี้มีประโยชน์ในเชิงด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น และมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูเสริมสร้างผิว (Regenerating agent)

แต่จุดที่น่าเสียดายคือ การใช้น้ำมันหอมระเหยจากผิวของพืชตระกูลส้ม ซึ่งอาจมีโอกาสทำให้ผิวไวต่อแสงได้มากขึ้น แต่ส่วนมากเราใช้มาสก์กันตอนกลางคืน เลยไม่น่าจะห่วงอะไรค่ะ

ต่อมาอีกสูตรจะเป็นสูตรแผ่นมาสก์ Hydrogel สูตร Lavender นะคะ

มีเชื่อเรียกเต็มๆว่า Lavender relief hydrogel mask น้องจะมาในแนวคลีนๆ เช่นกัน แต่สูตรนี้จะคาดสีม่วงค่ะ

ตัวซองด้านในก็ดีไซน์มาคล้ายๆกัน

สำหรับสูตรนี้ความโดดเด่นคงหนีไม่พ้นแผ่นมาสก์อีกแล้วค่ะ แผ่นมาสก์เป็นรูปแบบของ Hydrogel ที่มีความพิเศษตรงผลิตมาให้มี 3 ชั้น และมีการกระจายเองผงดอกลาเวนเดอร์ลงไปในแผ่นเจลด้วยค่ะ

(Image from T’esle Korea Official Website)

ชั้นนอกสุดจะเป็นชั้นของไฮโดรเจล ส่วนชั้นกลางจะเป็นตาข่ายหกเหลี่ยมที่ทางแบรนด์เรียกว่า Mesh net ทำหน้าที่ช่วยพยุงแผ่นไฮโดรเจลเอาไว้ให้คงรูป และชั้นในสุดก็จะเป็นไฮโดรเจลอีกชั้นค่ะ

สิ่งที่ Touch ความรู้สึกมี่มากตอนใช้งานคือความแนบสนิท และความดูดผิว คือ พอเราวางมาสก์บนหน้าปุ๊บ มันจะเกาะผิวปั๊บ ดังนั้นตอนวางคือต้องกะดีๆ ถ้าวางไปแล้วมันจะเลื่อนค่อนข้างยากค่ะ พูดตรงๆ แบบไม่อวย ขอยกให้มาสก์นี้เป็นมาสก์ที่ชอบที่สุดตั้งแต่ได้มาสก์หน้ามาในปี 2020 เลยค่ะ

ในซองจะแยกเป็น 2 ชิ้นมานะคะ คือชิ้นบน สำหรับช่วงหน้าผาก-จมูก และชิ้นล่าง สำหรับช่วงเหนือริมฝีปากลงมาค่ะ ตรงส่วนนี้เป็นภาพหลังใช้เสร็จแล้วเลยอาจจะดูแห้งๆหน่อยนะคะ

ตรงส่วนของจุดๆ สีน้ำตาล นั้นคือ ดอกลาเวนเดอร์จริงๆที่เขาใส่ไปด้วยตอนขึ้นรูปแผ่นไฮโดรเจล ถือเป็นกิมมิคหนึ่งที่มีความน่ารักดีค่ะ      ลองซูมให้ดูกันชัดๆนะคะ

ส่วนของน้ำมาสก์ เป็นรูปแบบน้ำใส สีม่วงอมแดง มีกลิ่นหอมในแนวธรรมชาติ

ถ้าดูจากส่วนผสม สีที่เกิดน่าจะเป็นสีธรรมชาติจากผงดอกลาเวนเดอร์ที่เขาใส่ค่ะ เพราะไม่มีส่วนผสมของสีสังเคราะห์

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

ในภาพรวมมาสก์ตัวนี้มาในรูปแบบน้ำใส ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคนค่ะ

มาดูสารสำคัญในมาสก์นี้กันนะคะ

  • สีน้ำตาลเป็นกลุ่มของสารก่อเจลที่ใช้ในการขึ้นรูปมาสก์
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ได้แก่ Hyaluronate, Hydrolyzed collagen และ Panthenol (หรือโปรวิตามินบี 5) โดยตัว Panthenol เองก็มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคืองได้ด้วยค่ะ
  • สีน้ำเงิน คือ ผงจากดอกลาเวนเดอร์ ที่ใส่ลงไปตอนขึ้นรูปไฮโดรเจล
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ สารสกัดจากผัก ผลไม้ สมุนไพร 11 ชนิด ได้แก่ คาโมมายล์ ตะไคร้ โรสแมรี่ โรสฮิบ บลูเบอร์รี่ Wild thyme, Acai berry, Bilberry, Cranberry, Raspberry และ ผลของดอกที่มีชื่อภาษาจีนว่า Zhi zi (ผลของ Gardenia florida หรือ Cape jasmine)
(Image from T’else Official Website)

จุดนี้ขอเลือกกล่าวเฉพาะตัวที่น่าสนใจนะคะ สารสกัดจากเบอร์รี่รวม 7 ชนิด คือ Acai berry, Blackberry, Black Currant, Blueberry, Cranberry, Raspberry, Strawberry ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในเชิง Antioxidant

  • สารสกัดจากผล Gardinia florida หรือ Zhi zi ตัวนี้มีรายงานถึงคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบระคายเคือง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัท MoreChem ได้เคลมว่าสารสกัดนี้มีประโยชน์เป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง ลดบวม และต่อต้านแบคทีเรียบางชนิด
  • สารสกัดจาก Wild thyme ตัวนี้ไม่แน่ใจว่าใช่วัตถุดิบ Cinderella care หรือเปล่า โดยตัวสารนี้ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า สารสกัดนี้มีฤทธิ์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งโปรตีน Kinesin ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการส่งผ่าน Melanosome ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมายังผิวชั้นนอก มีข้อมูลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยผู้ผลิตเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับครีมผสมสารสกัดจากไทม์ป่ามีจุดด่างดำที่จางลง

โดยสรุป ในด้านของสารบำรุงในมาสก์สูตรนี้ประกอบด้วยส่วนผสมที่ให้ประโยชน์ต่อผิวหลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็น Antioxidant คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้น อาจจะได้ประโยชน์ด้าน Whitening เสริมเข้ามา

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

สำหรับตัวแทนในการให้คะแนนในส่วนของมาสก์นี้ มี่ขอเลือกสูตรมาสก์ Lavender มาเป็นตัวแทนนะคะ

  1. สารบำรุง ประกอบด้วยสารบำรุงหลายชนิด เน้นไปที่ ด้านการเป็น Antioxidant ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้น รองๆ จะเป็นกลุ่มของพวก Whitening จาก B3 และไทม์ป่า แต่ว่าพูดถึงชื่อมาสก์ คือ Relief เลยคิดว่าด้านของการลดการอักเสบระคายเคือง กับการให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสบายผิว น่าจะเด่นกว่านี้อีกนิดหน่อย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มจากน้ำมาสก์ แม้จะมาในรูปแบบน้ำใส แต่มีความหนืดพอเหมาะ ไม่ไหลเยิ้มเฉอะแฉะ แปะแล้วยั่งมานั่งดูละครชิลล์ๆ ได้ แผ่นมาสก์มีความแนบสนิท และดูดผิวดี ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว หลังลอกออกผิวยังคงนุ่ม รู้สึกได้ถึงสัมผัสที่ยืดหยุ่นและกระชับ จุดนี้ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ DermArtlogy Thailand ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermArtlogyThailand

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Skincare สำหรับผิวบอบบางจากแบรนด์ Zeroid แบรนด์คุณภาพภายใต้เครือ Neopharm

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาฝากกันนะคะ

เชื่อว่าหลายๆท่าน น่าจะเคยผ่านตากับแบรนด์ Zeroid มาบ้างแล้ว แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ลูกอีกแบรนด์ในเครือ Neopharm เจ้าเก่า ผู้ครองสิทธิบัตรเรื่อง MLE technology ค่ะ

สำหรับคอนเซปท์ของชื่อแบรนด์ Zeroid นั้นมาจาก Zero steroid ค่ะ ซึ่งเท่าที่เข้าใจคือ สินค้าในแบรนด์นี้ ทำออกมาเพื่อดูแลปัญหาผิวต่างๆ ซึ่งปกติมักจะต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์มาแก้ไข แต่ผลิตภัณฑ์นี้เน้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และ Barrier ผิวให้แข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ Steroid นั่นเองค่ะ

(Image from Zeroid Korea official website)

ตัวที่มี่ได้มาจะเป็นกลุ่มของ Intensive ampoule ที่ดูแลปัญหาเฉพาะจุด ซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตรนะคะ

  1. สูตร Dermarenewal revitalizing ampoule ที่เน้นในการดูแลพวกริ้วรอยต่างๆ รวมถึงช่วยคืนความมีชีวิตชีวาให้ผิวที่เริ่มมีอายุ
  2. สูตร Pimprove Calming ampoule ที่เน้นดูแลเรื่องของปัญหาสิว การอักเสบระคายเคืองจากสิว และปรับสมดุลภูมิคุ้มกันด้วยสารที่เสริมการทำงานของ Antimicrobial peptide (AMP) ตามธรรมชาติในผิว
  3. สูตร Intensive hydrating ampoule ที่เน้นฟื้นฟู Barrier ผิว ให้ผิวชุ่มชื้น และเสริมการสังเคราะห์ Hyaluronic acid ตามธรรมชาติของผิว

ตัวแพคเกจเขาทำออกมาคล้ายหนังสือ ที่เปิดออกมาก็จะเจอหลอดของ Zeroid วางอยู่ค่ะ

สำหรับความรู้สึกเรา จะแอบขัดใจนิดหน่อย เพราะคำว่า Ampoule ทำให้เราจินตนาการถึงขวดแบบมีหลอดหยด แต่ตัวนี้มาในรูปแบบของหลอดค่ะ

แต่คิดไปคิดมา เอาจริงๆ แพคเกจแบบหลอด ก็มีข้อดีในแง่ของการที่แพคเกจแบบหลอดนั้นเป็นระบบปิด ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าเนาะ ถึงแม้น้องจะมีอยู่ 3 สูตรแต่วันนี้จะเลือกหยิบสูตรที่ชอบที่สุด 2 สูตรมารีวิวค่ะ

สูตรแรกที่จะเริ่มรีวิวเป็นสูตรสำหรับเติมน้ำ ซึ่งเหมาะกับทั้งผิวแห้ง และผิวมันที่ขาดน้ำ รวมถึงผู้ที่สนใจอยากเสริมความชุ่มชื้นให้กับผิว คือ สูตร Intensive hydration หลอดสีเขียวค่ะ

สำหรับสูตรนี้จุดเด่นจะอยู่ที่เรื่องของการใช้วัตถุดิบ Hyaluronic acid ที่มีความบริสุทธิ์สูง และ ใช้ส่วนผสมของสารบำรุงที่มีชื่อทางการค้าว่า Syn®-Hycan (INCI name: Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate, Glycerin, Magnesium Chloride)

พัฒนามาในคอนเซปท์ The less is more คือใช้ส่วนผสมน้อยชนิดเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้รบกวนผิวที่บอบบางมากนัก

เนื้อจะมาในรูปแบบของเซรั่มใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ความหนืดไม่มาก เกลี่ยง่าย รู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้นที่เคลือบผิวเอาไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ด้วยคอนเซปท์ Less is more ส่วนผสมเลยมีอยู่ไม่มาก เน้นแค่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ มี Hya + Syn®-Hycan คือเรียกได้ว่า ตรงจุด ตรงเป้า ตรงปัญหาเลยหละ

ส่วนสีม่วงก็คือ Hya ร่วมกับสีฟ้าทั้งหมด คือ วัตถุดิบ Syn®-Hycan ค่ะ

สำหรับตัว Syn®-Hycan พระเอกก็คือเปปไทด์ที่มีชื่อว่า Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate ค่ะ เนื่องจากชื่อยาว เลยขอเรียกด้วยชื่อทางการค้านะคะ

Syn®-Hycan เป็นวัตถุดิบที่ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer

  • มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
  • เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน

ในชั้น Dermis หรือชั้นหนังแท้ จะประกอบด้วยสารหลายๆ กลุ่ม เรียงตัวอัดกันแน่น อย่างซับซ้อน เราเรียกสารเหล่านี้ว่า Extracellular matrix (ECM) อย่างในภาพ เส้นใยคอลลาเจน คือที่เป็นตาข่าย และ Hyaluronic acid คือส่วนสีน้ำตาล

(Image from Pentapharm and DSM)

คอลลาเจนจะสานเป็นเกลียวเรียงตัวกันคล้ายๆ กับเชือก ซึ่งระหว่างเชือก จะมี Decorin และ Versican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะอยู่ เพื่อให้เกลียวเชือกมาความคงตัว และเพิ่มช่องว่างให้ Hyaluronic acid เข้ามาแทรกได้ เราเรียกหน้าที่ของ Decorin และ Lumican นี้ว่าเป็น Spacer ในภาพด้านล่าง Decorin คือ สีน้ำเงิน และ Lumican คือ สีเขียว

(Image from Pentapharm and DSM)

การทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า อาสาสมัครที่ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ เริ่มรู้สึกว่าผิวอวบอิ่มและกระชับขึ้นใน 3 สัปดาห์ และ ผลดังกล่าวเห็นชัดเจนที่ 12 สัปดาห์ (Schleehauf, 2018)[1]

[1] Schleehauf, 2018. From (https://www.cosmeticsandtoiletries.com/formulating/category/antiaging/DSMs-Hyaluronic-Acid-Booster-Skips-the-Injections-497599271.html)

(Image from Pentapharm and DSM)

สำหรับอีกสูตรหนึ่งที่มี่หยิบมารีวิวคือสูตร Pimprove นะคะ

น้องจะมาในหลอดที่เป็นอักษรสีชมพูค่ะ

เนื้อเซรั่มมาในรูปแบบใส ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ตัวนี้ความหนืดจะเยอะกว่าสูตร Intensive hydration เล็กน้อย เกลี่ยง่ายพอๆ กัน แต่ตัวนี้จะซึมไวแห้งไว ให้สัมผัสสบายผิวกว่าค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

สำหรับตัวนี้จุดเด่นอยู่ที่การเลือกใช้ส่วนผสมที่จัดเต็มในด้านของการปกป้องผิว เสริมภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบระคายเคือง สำหรับตัวเด่นของสูตรนี้จะเป็นสูตรผสมของ Active ชั้นนำ และ Active สิทธิบัตรหลายตัว ซึ่งจะกล่าวละเอียดในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

วันนี้มี่ทำสีส่วนผสมไว้ 4 สีนะคะ

เริ่มที่สีฟ้า ซึ่งเป็นเหล่าบรรดาตัวเอกของผลิตภัณฑ์ค่ะ มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่

  • Dualguard-9 (INCI name: Ethylhexanamide serinol) ตัวนี้เสริมคุณสมบัติในการผลัดเปลี่ยนของผิวให้สมดุลมากขึ้น จึงมีส่วนช่วยลดการอุดตัน และให้ผิวแลดูกระจ่างใส ดูมีชีวิตชีวา
  • Restomide (INCI name: Oleamide MEA) ลดการอักเสบและระคายเคือง ผ่าน Cannabinoid receptor Type 1 ที่เป็น Receptor เดียวกับที่ สารในกลุ่ม CBD จากกัญชง/กัญชามาจับ มีผล 3 อย่าง ดังนี้
  1. ลดการอักเสบระคายเคือง สำหรับสารตัวนี้เมื่อจับกับ CB1 receptor แล้ว จะไปมีผลทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกระคายเคืองใต้ผิวทำงานน้อยลง ความรู้สึกระคายเคืองที่เกิดขึ้นบนผิวก็เลยลดลง
  2. ลดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของผิว จึงมีผลลดการอุดตัน
  3. ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านการยับยั้งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานมากเกินไปในกลุ่มของผู้ที่มีอาการระคายเคือง แสบ คัน และแพ้ง่าย

(Image from Zeroid Korea official website)

  • ADefence-P (INCI name: Methylbenzyl Methylbenzimidazole Piperidinylmethanone) ตัวนี้เป็น Protease inhibitor ซึ่งมีผลไปยับยั้ง PAR-2 receptor (Protease activated receptor) ทำให้ผิวปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และลดการสร้างและขับน้ำมัน หรือ Sebum ออกมา จึงมีผลทำให้การเกิดสิวลดลง
    การทดสอบของทางบริษัท โดยให้อาสาสมัครใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารนี้ เป็นเวลา 4 อาทิตย์ พบว่ามีปริมาณของน้ำมัน ปริมาณสิวอุดตัน และปริมาณสิวอักเสบหัวแดงลดลง

(Image from Zeroid Korea official website)

นอกจากนี้ PAR-2 receptor ยังพบในรอยต่อระหว่างเซลล์สร้างเม็ดสีผิว Melanocyte กับ เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte ทำหน้าที่ส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วออกมาด้านนอก เกิดเป็นสีผิวขึ้นมา เมื่อ Block PAR-2 receptor ที่ตรงนี้ได้ ก็จะยับยั้งการส่งผ่านของ Melanin ออกมาภายนอก ผิวหนังจึงเกิดจุดด่างดำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอได้น้อยลง

สีเขียวแก่ เป็นกลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้น อย่าง Hya เจ้าประจำของเรา และอีกตัวหนึ่ง คือ Polyphosphorylcholine Glycol Acrylate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Hydroquat PM50HDKC เป็นสารที่ดัดแปลงจาก Phospholipid ชนิด lecithin ให้มีโครงสร้างคล้ายกับเยื่อหุ้มเซลล์ของผิว เกาะติดผิวได้ดี มีประโยชน์ในการเสริม และฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นได้ยาวนาน

สีชมพู เป็นกลุ่มของสารที่ลดการระคายเคืองตัวอื่นๆ เช่น Dipotassium glycyrrhizate ที่ได้จากชะเอม Madecassoside ที่ได้จากบัวบก Allantoin เจ้าประจำ

สำหรับสาร Madecassoside ที่เป็นสารในกลุ่มของ Triterpenoids ที่พบในใบบัวบกนั้น มีรายงานถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ Anti-oxidant Anti-aging กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และ ช่วยส่งเสริมกระบวนการสมานผิวตามธรรมชาติ (Burns. 2012; 38(5):677-84.) นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยว่าสารนี้ยังยับยั้งการสร้างเมลานิน โดยไปขัดขวางขั้นตอนของการเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการอักเสบจากรังสี UVB (Molecules. 2013; 18(12):15724-36.)

สำหรับ Arginine ตัวนี้เป็นกรดอะมิโน ที่เป็น Natural moisturizing factor ที่เสริมกระบวนการกักเก็บน้ำของผิว

โดยรวมคือเรียกได้ว่าส่วนผสมจัดเต็มมาก และไม่มีองค์ประกอบที่ไม่เป็นมิตรกับผิว มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ สำหรับการให้คะแนนวันนี้ ขอเลือกตัว Pimprove calming ampoule มาให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง เป็นการผสมผสานกันระหว่างวัตถุดิบชั้นนำ และวัตถุดิบสิทธิบัตรหลายชนิด ที่มีประโยชน์เสริมกันในการดูแลปัญหาสิว การอุดตัน และการอักเสบระคายเคืองได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรง รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ไม่ค่อยมีปัญหาสิวนะคะ แต่ว่าจะมีอาการระคายเคืองและรอยแดงอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่เราต้องใส่ Mask เป็นเวลานานๆ ใช้ตัวนี้เช้าเย็น ประมาณสัก 5 วัน เริ่มรู้สึกว่าผิวดี ไม่ค่อยแดง ไม่ค่อยระคายเคือง เมื่อถอด Mask ออก ผิวก็ยังดูดี ไม่เยินเหมือนก่อนใช้ พอใช้ต่อเนื่องได้เกือบ 2 เดือน ส่วนตัวคิดว่า ผิวตัวเองมีสุขภาพดีขึ้นมาก และมีความแข็งแรงขึ้นเยอะ จุดนี้มอบมง #ลูกรักบ้านมียอนปี2020 ไปเลยล่วงหน้า รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid และ ทางเพจ Dermartlogy Thailand ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของ Dermartlogy Thailand โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid และบริษัท DermaMD เจ้าของเพจ Dermartlogy Thailand การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบ Artemisia และ น้ำตบจากชาหมัก Kombucha จากแบรนด์ T’else แบรนด์น้องใหม่ในเครือ Neopharm เกาหลี

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่จะมารีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์น้องใหม่ในเครือของ Neopharm ให้ได้ชมกันค่ะ

ถ้าพูดถึง Neopharm ตัวเทคโนโลยีหลักที่โด่งดังของเขาคือ เทคนิค MLE ที่ใช้สารในกลุ่ม Pseudoceramide มาเป็นตัวหลักในการสร้างเนื้อครีมแบบพิเศษ ที่มีลักษณะคล้ายกับไขมันที่เป็นส่วนประกอบของ Barrier ผิวเรานะคะ

(ถ้าสนใจสามารถตามไปอ่านเพิ่มได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ https://cosmeknowledge.wordpress.com/2017/02/03/atopalm-body)

 

คราวนี้ทาง Neopharm ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์แบรนด์น้องใหม่ ที่เริ่มโด่งดังในเกาหลี อย่างแบรนด์ T’else ซึ่งมาจากคำว่า Tea + else โดยมีคอนเซปท์ของความเป็นธรรมชาติ ความ Minimal ซึ่งมีสินค้าออกมาหลายชิ้นนะคะ มี่จะทะยอยๆ มารีวิว โดยวันนี้จะขอเริ่มจากกลุ่ม Essence ก่อนค่ะ

สำหรับ Essence นี้มีด้วยกัน 2 สูตรนะคะ คือ สูตร Artemisia True essence ที่โดดเด่นด้วยการใช้น้ำหมักจาก Artemisia จากเกาะเจจูในความเข้มข้น 98% ร่วมกับโปรวิตามินบี 5 กับสารเพิ่มความหนืด ให้เราตบกันสนุกๆ และ อีกสูตรเป็นสูตร Kombucha Teatox essence ตัวนี้ใช้สารสกัดจากชาดำหมักที่เรารู้จักกันในนาม Kombucha ในความเข้มข้น 74% ร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ พัฒนามาในสูตร Low-pH และแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยได้อย่างลงตัวค่ะ

telse 1

 

เราจะขอเริ่มรีวิวที่สูตร Artemisia True essence กันก่อนเลยนะคะ

arte 4

มาในขวดพลาสติกหนา เนื้อข้างในเป็นสีเขียวมะกอก/สีเขียวขี้ม้า

arte 5

น้องจะมีเนื้อเป็นแบบน้ำใส มีกลิ่นคล้ายๆสมุนไพร ดมไปดมมาก็คล้ายๆจิงจูฉ่าย อาจจะเพราะเป็นพืชใน Genus เดียวกันค่ะ

arte 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

arte 3

สำหรับค่า pH จะอยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

arte 1

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส artemisia

โดยตัว Artemisia scoparia extract จะเป็นคนละ species กับ Mugwort (Artemisia annua extract) ในน้ำตบ Artemisia ของแบรนด์ก่อนที่มี่เคยรีวิวไปก่อนหน้านะคะ

arte 6

(Image from T’else official website)

Artemisia เป็น Genus ของสมุนไพร ที่มีหลาย species กระจายกันไปทั่วโลก โดยนักพฤกษศาสตร์ในปัจจุบันพบเจอว่ามีมากกว่า 400 Species เลยทีเดียวค่ะ

ตัวนี้ Story ของเขาน่ารักนะคะ ส่วนตัวจะค่อนข้างอินและปลื้มกับอะไรแบบนี้ค่ะ มี่เล่าแบบสรุปเป็นข้อๆนะคะ

  • A. scoparia เป็น Species ที่พบได้บนเกาะเจจู และพื้นที่แถบ Eurasia แต่ว่าทางแบรนด์เคลมว่า A. scoparia ที่โตบนเกาะเจจู ได้รับอากาศบริสุทธิ์และสารอาหารพิเศษจากดินภูเขาไฟของเกาะเจจู เลยมีประโยชน์และคุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง
  • A. scoparia มีชื่อสามัญว่า redstem wormwood ซึ่งสามารถใช้ทดแทนในสูตรยาจีน yin-chen ได้ค่ะ (ข้อมูลจาก Wikipedia)
  • ทางแบรนด์เคลมว่า เก็บเกี่ยวในช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. ซึ่งจะเป็นฤดูที่ Artemisia นี้กำลังมีประโยชน์
  • มีสิทธิบัตรเกาหลี (เลขที่ KR10-0768085) รองรับว่า มีประโยชน์เด่นในด้านลดการอักเสบระคายเคือง เด่นกว่าอีกพันธุ์คือ A. capillaris (ตัวนี้เป็น Artemisia ที่ใช้ในตำรับยาจีน มีชื่อสามัญว่า yin-chen wormwood) นอกจากนี้ก็ยังมีประโยชน์ในด้านการเป็น Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย
  • การทดสอบทางพฤกษเคมีพบว่าใน A. scoparia มีสาร Phytosterol ชนิด β-Sitosterol ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง
  • สารอีกตัวที่ค่อนข้างเด่นและพบได้ใน A. scoparia คือ สารในกลุ่ม Coumarin ที่ชื่อ Scoparone ซึ่งมีรายงานว่ามีประโยชน์ในการกดภูมิคุ้มกัน (ตรงนี้จะเหมาะกับกลุ่มของสภาพผิวที่ภูมิคุ้มกันไวเกิน จนก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง แต่ก็อาจจะมีข้อเสียได้ในคนปกติ คหสต.) และมีคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น (European Journal of Pharmacology. 1992;218 (1):123–8.)ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะมีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น

ส่วนผสมอีกตัวที่ทางแบรนด์เติมเข้ามาคือ Panthenol หรือโปรวิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

 

ส่วนอีกสูตรจะเป็น สูตร Kombucha Teatox Essence ค่ะ

สูตรนี้ก็มี Story น่ารักๆนะคะ

เริ่มจากการหมักชาอัสสัมด้วยยีสต์ Saccharomyces ในโอ่งดินจนได้วุ้น Kombucha ก่อนเอาวุ้นมาสกัดเป็นวัตถุดิบใช้ในเครื่องสำอางค่ะ

kombucha ferment

(Image from T’else)

     ในหลายๆฐานข้อมูลมีการกล่าวถึง Kobucha ไว้ค่อนข้างมากนะคะ ซึ่งในภาพรวม Kombucha จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมัก และภายในนั้นจะมีจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย และ ยีสต์ ซึ่งหลายตัวเป็น Probiotic และมีประโยชน์ทางด้านสุขภาพค่ะ โดยสำหรับส่วนวุ้นที่เกิดขึ้นจะเป็นสารในกลุ่มของ Biocellulose ที่เชื้อในกลุ่มของ Acetobacter spp. เป็นตัวสร้างขึ้นมาค่ะ ซึ่งในด้านของประโยชน์ของ Kombucha นั้นมีค่อนข้างกว้างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Antioxidant, การลดการอักเสบระคายเคือง ส่วนที่เหลือจะเป็นฤทธิ์ในการเสริมสร้างสุขภาพเมื่อใช้รับประทานเป็นเครื่องดื่มค่ะ (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.)

มีนักวิทยาศาสตร์หลายๆกลุ่มได้ตรวจสอบสารอาหาร และพฤกษเคมีใน Kombucha ที่หมักด้วยรูปแบบต่างๆ พบว่าประกอบด้วยสารหลายๆอย่างซึ่งให้ประโยชน์กับผิวนะคะ เช่น กลุ่มของวิตามิน กลุ่มของกรดอินทรีย์ (organic acid) หลายชนิด โดยตัวที่มีประโยชน์กับผิวได้แก่ Glucuronic acid, Gluconic acid, Lactic acid (Villarreal-Soto, et al. J Food Sci. 2018;83(3):580-588.) โดยพวกนี้เป็นกรดอินทรีย์ในกลุ่ม PHA และ AHA ที่มีความสามารถในการเติมน้ำ และผลัดผิว (ขึ้นกับค่า pH ของตำรับ) สำหรับ Glucuronic acid มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ และมีประโยชน์สำหรับผิวที่เป็นสิว

และนอกจากนี้ปริมาณของ Tea polyphenols ในกลุ่มของพวก Catechin อย่างพวก EGCG และอื่นๆ ก็ยังมีอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง โดยมีหลายๆชิ้นงานสนับสนุนว่า การหมักชา จะทำให้พวกจุลินทรีย์ต่างๆไปเปลี่ยนสารเหล่านี้ให้มีขนาดเล็กลง มีฤทธิ์ที่ดีขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า Bio-conversion

และเมื่อสารเหล่านี้มีขนาดเล็กลง น่าจะมีประโยชน์ในการซึมผ่านผิวได้ดีขึ้นด้วย (แต่ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆอีก)

สำหรับทางเครื่องสำอาง ความงามและผิวพรรณ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Kombucha ตรงๆ ยังมีอยู่จำกัดค่ะ โดยหลักๆ จะเป็นการใช้เพื่อสมานแผล (Wound healing) เช่น การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด Kombucha ด้วยตัวทำละลาย Ethyl acetate ในการสมานแผลในหนูทดลอง โดยวิธีการฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) พบว่า การสมานแผลเกิดได้ไวขึ้นค่ะ (Pakravan et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.)

ตัว Kombucha Teatox Essence จะมาในกล่องแถบคาดเหลืองนะคะ

kombu 4

มาในเนื้อสีเหลืองอ่อน

kombu 5

ข้นกว่าสูตร Artemisia เล็กน้อย มีกลิ่นหอมจางๆ

kombu 1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว ให้ความรู้สึกบางเบา เย็นสบายผิว และไม่เหนอะหนะ

kombu 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5 นะคะ

kombu 3

ตัว Kombucha essence นี้เป็นที่โปรดปรานของสาวเกาหลีนะคะ มีรางวัลมาการันตีอยู่หลายรางวัลด้วยค่ะ

kombu 6

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส kombucha

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้หลายสีหน่อยนะคะ

  • สีเขียว กับ สีฟ้า เป็นคู่พระนางของเรา คือ สารสกัดจากวุ้น (Scoby) ของ Kombucha ที่หมักด้วย Yeast saccharomyces ในโอ่งดินค่ะ ซึ่งสารสกัดจากชาดำหมักนี้มีประโยชน์ในเชิงของ Antioxidant นะคะ สองตัวนี้รวมกันอยู่ที่ความเข้มข้น 70.4% ในสูตรค่ะ
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของ Hyaluron 4 ชนิด ได้แก่ Sodium hyaluronate แบบปกติ Hydrolyzed hyaluronic acid แบบที่ย่อยให้มีขนาดเล็กลง Hydroxypropyltrimonium hyaluronate แบบที่มีประจุบวก เกาะติดกับผิวได้ดี และ Sodium acetylated hyaluronate ที่เด่นด้านการเคลือบปกป้องผิวเช่นกัน
  • สีน้ำตาล กลุ่มของ Bifida ferment filtrate และ Lactobacillus ferment lysate จัดเป็นสารในกลุ่ม Postbiotic ที่ได้จากการสกัดเอาน้ำเลี้ยงจุลินทรีย์ Probiotic ออกมา มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิว
  • สีม่วงเป็นสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่ สารสกัดจาก Calendula กรดอะมิโน Arginine และสาร Adenosine ค่ะ

 

ทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร พบว่าอาสาสมัครมีรูขุมขนที่กระชับขึ้นหลังใช้โดยมพื้นที่ของรูขุมขนลดลง 4.3% และเมื่อใช้ต่อเนื่อง 2 อาทิตย์พบว่าอาสาสมัครมีรูขุมขนที่กระชับขึ้นหลังใช้โดยมพื้นที่ของรูขุมขนลดลง 7.2%

telse eff

(Image from T’else official website)

 

จุดหนึ่งที่มี่ค่อนข้าง Concern คือ เรื่องของภาวะไวต่อแสงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากสารกลุ่ม Furocoumarin ที่พบได้ในน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกพืชตระกูลส้ม ซึ่งในนี้มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ Citrus aurantium dulcis และ Citrus recutita

จากการสอบถามไปทางแบรนด์ ทำให้มี่ได้ความรู้ใหม่มาว่า กฏการควบคุมเครื่องสำอางของเกาหลี (Korean cosmetic regulation) ได้มีการควบคุมปริมาณของสารในกลุ่ม Courmarin ไม่ให้เกิน 1 ml/kg (หรือ 0.0001%) ค่ะ ซึ่งเกณฑ์นี้จริงๆแล้ว ใช้ควบคุมกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วต้องสัมผัสแสงแดด อย่างผลิตภัณฑ์กันแดด หรือ พวก Suntan product ค่ะ

โดยเกณฑ์นี้สามารถประยุกต์มาใช้กับผลิตภัณฑ์ skincare ทั่วไปซึ่งไม่ได้มีจุดประสงค์ให้สัมผัสแสงแดดหลังใช้งานได้อยู่ค่ะ ถ้าค่าไม่เกินนี้ก็ถือว่ามีความปลอดภัยค่ะ

โดยทางแบรนด์ได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณของ Furocoumarin ในผลิตภัณฑ์นี้แล้ว พบว่า ในผลิตภัณฑ์มีสารในกลุ่มนี้อยู่เพียง 0.00000009942% ซึ่งน้อยกว่าที่กฎหมายเกาหลีกำหนด เลยอาจจะกล่าวได้ว่า ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไว้ต่อแสงค่ะ

 

มาให้คะแนนดีกว่านะคะ

สำหรับตัวที่มี่หยิบมาให้คะแนนจะเป็นตัว Kombucha Teatox Essence นะคะ เพราะตัว Artemisia มีส่วนผสมแค่ 3 อย่าง

  1. สารบำรุง ในด้านของสารบำรุงตัวหลักคือ Kombucha ซึ่งเป็นสารสกัดจากชาดำที่หมักด้วยยีสต์ Sacchromyces มีประโยชน์ในเชิงของการเป็น Antioxidant ชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย เสริมมาด้วย Hyaluron 4 ชนิด ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้ผิวที่หลายระดับชั้น เสริมกับพวก Postbiotic และสารบำรุงอื่นๆ มีประโยชน์โดยรวมในเชิงของการเติมน้ำ และชะลอวัย โดยทางแบรนด์มีเคลมเกี่ยวกับการ Calm sensitive skin และช่วยให้ผิว Glow ซึ่งจุดนี้มี่ว่าอาจจะยังไม่คลิ้กมาก เลยขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จากที่ได้กล่าวไปว่า แม้จะมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากพืชในตระกูล Citrus ที่อาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะไวต่อแสง แต่ทางแบรนด์ได้มีการวิเคราะห์ปริมาณสารในกลุ่ม Furocoumarin ที่เป็นตัวการแล้ว พบว่ามีอยู่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายของทางเกาหลีกำหนด จึงถือว่ามีความเสี่ยงต่อการแพ้แสงต่ำมาก และส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Feeling และสัมผัสหลังใช้ของ Essence ตัวนี้นะคะ มันเป็นน้ำตบ ที่มีส่วนผสมของ Hya ตัวหนึ่งที่รู้สึกว่า ใช้แล้วผิวเรานุ่มนวลค่อนข้างนาน โดยไม่เหนียวเหนอะหนะและหนักผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน kom-edit

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else หรือ เพจ Dermskin store ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/dermskinstore

 

วันนี้คงต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ