Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Madagascar Centella สูตร Tone brightening Capsule Ampoule จากแบรนด์ Skin1004

ก่อนหน้านี้ทางเพจเคยนำเสนอรีวิวเซรั่ม Madagascar Centella ampoule ของแบรนด์ Skin1004 แบรนด์สายคลีนจากเกาหลีไป

(สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<)

วันนี้ขอหยิบเอาอีกสูตรที่ได้ลองมาสักพักใหญ่ๆ จนขึ้นขวดที่ 2 แล้วมารีวิว วิเคราะห์ส่วนผสมกันต่อ

น้องเป็นสูตรที่ออกแบบมาเพื่อดูแลเรื่องปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ ได้อย่างลงตัวเลย

สูตรนี้มีชื่อว่า Tone brightening Capsule Ampoule ซึ่งมีหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้จะเป็นภาพกล่องค่ะ

ตัวนี้ทางแบรนด์มีผลเทสต์ในอาสาสมัครด้วยค่ะ โดยพบว่า อาการสีผิวไม่สม่ำเสมอ (Hyperpigmentation) ดีขึ้น วัดจากพื้นที่ของจุดด่างดำ (area) ลดลง 39.44% และปริมาณเม็ดสี melanin ลดลง 5.72% ใน 2 สัปดาห์

สำหรับตัวส่วนผสมหลักที่หน้าเว็บ Official เกาหลี เคลม จะเป็น B3 (Niacinamide) 4% Tranexamic acid 2% และใช้ MadeWhite™ เก็บในแคปซูล

โดยเซรั่มนี้จะมาในเนื้อแบบใส มีความหนืดเล็กน้อย ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม และ จะมีเม็ดแคปซูล/เม็ดบีดส์สีขาวกระจายอยู่

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ฟีลชุ่มกว่า มีความเคลือบกว่าเมื่อเทียบกับสูตรแอมพูลนางฟ้าตัวแรก พอเขาซึม/แห้งไปก็จะไม่เหลือความหนึบหรือความเหนอะหนะไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 ก็ถือว่าใกล้เคียงกับผิวอยู่

มาดูส่วนผสมแบบเต็มกันค่ะ

ในภาพรวมน้องมาในเซรั่มเบสแบบน้ำ ที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และแอลกอฮอล์

สำหรับประโยชน์ของสารบำรุงต่างๆ เป็นประมาณนี้

  • สารสกัดจากใบบัวบก หรือ Cica ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่สำคัญในกลุ่ม Triterpenoids ที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ asiaticoside, madecassoside, asiatic acid และ madecassic acid ที่สามารถออกฤทธิ์ได้ผ่านหลายระบบและกลไก (Park KS. Evid Based Complement Alternat Med. 2021:5462633.) ซึ่งให้ประโยชน์ได้หลายด้านไม่ว่าจะเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสมานแผล เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • คอมบิเนชั่นของ Aqua (and) Pentylene Glycol (and) Madecassoside แทนด้วยสีบานเย็น คือ ชุดส่วนผสมของ MadeWhite™ ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารนี้มีคุณสมบัติในการดูแลจุดด่างดำ และการระคายเคืองไปพร้อมๆ กัน (Ref: TDS MadeWhite™)
  • Niacinamide แบรนด์เคลมว่าใส่มาที่ 4% ซึ่งตัวนี้มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง เช่น เป็น Whitening ผ่านกลไกการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก ดูแลเรื่องการระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น barrier ผิว ควบคุมสมดุลการสร้าง sebum ดูแลปัญหาสิว
  • Tranexamic acid (TXA) แบรนด์เคลมว่าใส่มาที่ 2% มีรายงานว่า TXA สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน α-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานเพิ่มขึ้น (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า TXA ไปลดการสร้าง tyrosinase enzyme และโปรตีนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสี และเสริมกระบวนการ Autophagy ของถุงเก็บเม็ดสี Melanosome ทำให้สีผิวจางลง (J Dermatol Sci. 2017;88(1):96-102.)
  • คอมบิเนชั่นของ Xylitylglucoside, Anhydroxylitol และ Xylitol มีชื่อทางการค้าว่า Aquaxyl วัตถุดิบนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีประโยชน์ในการเสริมกลไกการเก็บกักน้ำของผิวตามธรรมชาติ และช่วยรักษาสมดุลของน้ำในผิว โดยออกฤทธิ์เสริมการสังเคราะห์โปรตีน Aquaporin ที่เป็นเหมือนประตูเขื่อน กั้นน้ำและ glycerol ไม่ให้หลุดรอดออกไปข้างนอก
  • 3-O-ethyl ascorbic acid เป็นฟอร์มหนึ่งของวิตามินซี ที่มีความเด่นด้าน Whitening โดยยับยั้งการสร้างเม็ดสี และเสริมการยับยั้ง MSH ที่เป็นฮอร์โมนที่จะมากระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีในขั้นแรก (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021 Sep;173:151-169) และเป็น antioxidant ที่ดี
  • Lactobacillus ferment ได้จากการหมักจุลินทรีย์ Lactobacillus อาจเคลมในเรื่องของ postbiotic ให้ผิวแข็งแรงได้

ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ในด้านของการเป็น Whitening คิดว่าออกแบบมาได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ต้นน้ำ ก่อนเกิดการสร้างเม็ดสี ด้วย TXA กลางน้ำ คือยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ด้วยวิตซี และปลายน้ำ คือ B3 ที่บล็อคไม่ให้เม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วออกไปภายนอก สูตรทำมาได้ค่อนข้างอ่อนโยน และมีตัว Cica มาช่วยเรื่อง Soothing ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ น้องเป็นเซรั่มที่เนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ จะมีความชุ่มชื้นและหนักกว่าแอมพูลนางฟ้าสูตรออริจินอล แต่ก็ไม่ได้ลื่น เมือก หรือทิ้งฟิล์มกวนผิว สามารถเอาลงรูทีนได้ง่าย ใช้งานสะดวก จะติก็แค่พกพาลำบากหน่อยเวลาเดินทาง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาหักคะแนนเนอะ เอาไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

แนบทางไปช้อปปิ้ง

Lazada https://s.lazada.co.th/s.DENgz?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/AA4eQqeWBP

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Soybean panthenol ampoule จาก Round Lab

Blog นี้เราจะมาวิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่ม Soybean Panthenol Ampoule จากแบรนด์ Round Lab กัน

ซึ่งน้องมีหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้จะเป็นหน้าตาของกล่อง

เนื้อสัมผัสจะเป็นแบบน้ำนม มีความหนืดเล็กน้อย

เกลี่ยง่าย ให้ฟีลบางเบา ไม่เหนอะหนะ

ก่อนจะไปดูส่วนผสม มาดูเคลม และผลเทสต์ของผลิตภัณฑ์ก่อนนะคะ

สำหรับตัว Soybean panthenol ampoule นี้ ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้ Panthenol ที่เก็บกักไว้ในนีโอโซม ซึ่งการเอาไปเก็บนีโอโซมก็จะช่วยเสริมการดูดซึมได้

ซึ่งก็จะสอดคล้องกับผลเทสต์ในอาสาสมัครเพศหญิง จำนวน 22 คน ช่วงอายุ 28 – 64 ว่าสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นในผิวที่หลายๆ ระดับ ได้ในการทาเพียงครั้งเดียว

นอกจากนี้การทาเพียงครั้งเดียว ยังปรับ texture ผิวให้เรียบเนียน และลดการเกิดขุยผิว ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าผิวชุ่มชื้นขึ้น

และการใช้ 2 สัปดาห์ ช่วยให้ Barrier ผิวแข็งแรงขึ้น วัดจากค่าการระเหยของน้ำออกจากผิว หรือ Trans-epidermal water loss (TEWL) ที่ลดลง

จากผลเทสต์เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเซรั่มวิตามินบี 5 ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

มาดูส่วนผสมกัน

ในภาพรวมก็คือ เป็นเบสแบบน้ำนม มีส่วนผสมของพวก Fatty ester อยู่รวมกับเบสน้ำ ไม่มีแอลกอฮอล์ และซิลิโคน ในส่วนของสารบำรุงก็จะมี

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่มีข้อมูลสนับสนุนว่า สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer ที่ดี เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยผิวกักเก็บน้ำโดยไปลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ให้ผิวนุ่ม ยืดหยุ่น เสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ลดการอักเสบระคายเคือง ลดรอยแดง (Ebner et al., Am J Clin Dermatol. 2002;3(6):427-33.) แบรนด์เคลมเป็น Panthenol ที่เก็บในนีโอโซม ความเข้มข้น 50,000 ppm คำนวณกลับมาเป็น 5% ในสูตร
  • สารสกัดจากถั่วเหลือง ซึ่งแบรนด์เคลมว่า ใช้ถั่วเหลือง Black soybean ซึ่ง ประกอบด้วย anthocyanin และ isoflavones สูงกว่าถั่วเหลืองปกติถึง 19.5 เท่า โดยปกติสารสกัดจากถั่วเหลืองก็จะเด่นในด้านของ antioxidant จากพวก isoflavones ส่วนประโยชน์แบบละเอียดอาจจะต้องย้อนไปดูกรรมวิธีการสกัดอีกที
  • ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว และสารตั้งต้น มี Ceramides, cholesterol, fatty acid อยู่ครบ โดยตัวที่น่าสนใจ คือ Tetraacetylphytosphingosine มีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สามารถเสริมการสังเคราะห์ Glucosylceramides ที่เป็นสารตั้งต้นของ Ceramides ได้ดีกว่า และมีประโยชน์ในเชิงด้านของการดูแลการอักเสบระคายเคือง
  • Ulmus Davidiana Root Extract มีงานวิจัยระบุว่าประกอบด้วย Polysaccharide พบว่ามีประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นเทียบเท่า Hyaluronic acid ลดสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง (J Cosmet Sci. 2006;57(5):355-67.) อีกงานวิจัยกล่าวว่า มีสารกลุ่ม Flavan-3-ols ที่สามารถป้องกันการเกิด Glycation ของโปรตีนได้ (Planta Med. 2008; 74(15):1800-2.)
  • Amaranthus Caudatus Seed Extract สารสกัดจาก Amaranth มีรายงานว่าเป็น Antioxidant (Nahrung. 2002; 46(3):184-6.) ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า สารสกัดส่วนเมล็ดของ Amaranth ประกอบด้วยน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวปริมาณสูง และมี Squalane

นอกจากนี้มี Adenosine ดูแลเรื่องชะลอวัย ริ้วรอย เติมน้ำด้วย Hya และมีวิตามินอี เป็น antioxidant

ในภาพรวมก็คือ ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ เด่นเรื่อง Soothing พร้อมฟื้นฟู Barrier ผิว เสริมความชุ่มชื้น รองๆ ได้เรื่อง antioxidant เข้ามา

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ในส่วนของสารบำรุงตัวหลักจะเป็น Panthenol ที่บรรจุใน niosome เพื่อเสริมการดูดซึม มีผลทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร เสริมมาด้วยสารสกัดจากธรรมชาติหลายชนิด เด่นเรื่อง Soothing พร้อมฟื้นฟู Barrier ผิว เสริมความชุ่มชื้น มาพร้อมไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว และสารตั้งต้น ในภาพรวมให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในภาพรวมคือน้องเป็นเซรั่ม B5 ที่ทำมาในเนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ สามารถเอาเข้ารูทีนได้ง่าย ในเรื่องของความสบายผิว ดูแลการระคายเคืองส่วนตัวคิดว่าน้องทำมาได้ค่อนข้างดี ในด้านความชุ่มชื้นถ้าผิวแห้งมากคิดว่าต้องเสริมมอยส์อื่นเพิ่มเติม แต่ถ้าผิวมันคิดว่าน่าจะเอาอยู่ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

แนบทางไปช้อปปิ้ง

Lazada https://s.lazada.co.th/s.EUDZG?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/5fbTPHWnEf

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาส์กหน้า Soothing ฉ่ำ กับ Real Centella Cica Daily Quick Cooling mask จาก papa recipe

มาส์กใหม่ใกล้ฉัน

ช่วงนี้เห็นมาส์กกล่องๆ มาแรง เลยขอลองบ้าง

Blog นี้หยิบเอา Real centella cica daily quick cooling mask ของแบรนด์ papa recipe ซึ่งเป็นแบรนด์เกาหลีมาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ขออนุญาตแนบภาพจากออฟฟิเชียลก่อน

(Image from papa recipe Official Korea Website)

ภาพจากทางเราบ้าง ตัวแพคเกจจะมาในกล่องพลาสติกแข็ง หนา ทนทาน 1 กล่องมี 30 แผ่น

ตัวนี้มาในเคลม Daily mask สำหรับใช้ทุกวันค่ะ

เมื่อแกะครั้งแรก จะมีซีลปิดอยู่แบบนี้

ด้านในจะเป็นแผ่นมาส์ก พับมาเป็นอย่างดี

แผ่นมาส์กทำมาค่อนข้างดีนะคะ บาง แนบสนิทไปกับผิว

แบรนด์เคลม pH 6.26 ค่ะ

ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในผิวที่มีปัญหาสิว

ผลการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครน่าสนใจนะคะ ขอเลือกมาแค่บางส่วน

ใช้เพียงครั้งเดียวก็คือ Soothing เลย อาการระคายเคืองลดลง 4.45%

อีกจุดที่น่าสนใจคือ การมาส์กหน้าด้วย Cooling mask นี้ สามารถคูลผิวได้ตามชื่อ ตามเคลม คือ ลดอุณหภูมิของผิวได้ถึง 5.19 องศา โดยทางแบรนด์เคลมว่าเป็นผลมาจาก ส่วนผสมของ Erythritol และ Xylitol จากพืช (plant-based)

และเมื่อทดสอบในอาสาสมัครที่มีปัญหาสิว ช่วงอายุ 14 – 50 ปี โดยสถาบัน Korean Institute of Dermatological Science ให้ใช้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

พบว่าปริมาณน้ำมัน (Sebum) ลดลง 40.64% และมีอาการของสิวที่ดีขึ้น (ไม่ได้นำภาพมาจาก Official Web)

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สารบำรุงตามเคลมหลักของแบรนด์ จะเน้นไปที่เรื่องของการ Soothing ควบคุมความมันผิว ได้แก่

  • Cica complex หมายถึง สารสกัดจาก Cica, ร่วมกับ Madecassoside, Madecassic acid, Asiaticoside, Asiatic acid
  • Herb 6 complex บนหน้าเว็บกล่าวถึง สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ ไทม์ ทีทรี ยูคาลิปตัส ลาเวนเดอร์ น่าจะรวม cica เข้าไปอีก

คู่ที่แบรนด์เคลมแล้วรู้สึกน่าสนใจ คือ Plant-based erythritol + xylitol ที่ลดอุณหภูมิของผิว และให้ผลในเชิง Soothing

  • ทั้ง Xylitol และ Erythritol เป็นน้ำตาล ที่มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวโดยตัวมันจะดูดจับน้ำให้ตัวเอง
  • สำหรับ Xylitol ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ บอกว่า Xylitol มีคุณสมบัติเป็น prebiotic ที่ช่วยปรับสมดุล microbiome บนผิว ช่วยเชื้อที่มีประโยชน์ Staphylococcus epidermidis สร้าง Lactate ทำให้ผิวมีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ เสริมความแข็งแรงในการเป็น Barrier ผิว ผ่านกลไกการจัดเรียงตัวของไขมันที่เป็น Barrier และเสริมกระบวนการผลักก้อน Lamellar body ที่เป็นก้อนเก็บไขมันต่างๆ ออกมาเรียงเป็น Barrier ผิวในช่องว่างระหว่างเซลล์ในชั้นขี้ไคล (Ref: IFF’s Health & Biosciences)

Centella asiatica extract หรือ ชื่อเล่นในวงการ Cica คือ สารสกัดจากใบบัวบก มีประโยชน์หลายประการ ในใบบัวบกมีสารสำคัญกลุ่ม Triterpenoids อยู่ 4 ตัวหลัก asiaticoside, madecasosside, asiatic acid madecassic acid ทางนี้ชอบเรียกว่า #ครอบครัวบัวบก ซึ่งสารสำคัญ 4 ตัวนี้แหละ ที่ทำให้ Cica มีฤทธิ์ในทางเครื่องสำอางเยอะมาก ในภาพรวมสารสกัดจากบัวบก มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการสมานแผล เสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจน และเส้นใย matrix ต่างๆ ใน Dermis, Antioxidant, Soothing, ลดการอักเสบระคายเคือง

Betaine และ Panthenol ก็เด่นเรื่อง Soothing และ เพิ่มความชุ่มชื้น

ตัวสารสกัดจากพืชอื่นๆ ที่ใส่มา จะเป็นพืชเย็นๆ อย่าง Eucalyptus, Thyme, Rosemary และพวก Soothing อย่าง Chamomile, Lavender

ในภาพรวมก็ถือว่าเป็นมาส์กที่น่าสนใจตัวหนึ่งในด้าน Soothing เลยทีเดียว

ให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ในภาพรวมจะเป็นแผ่นมาส์กที่ใช้ส่วนผสมเติมน้ำเยอะอยู่ มีน้ำตาล Erythritol + Xylitol ซึ่งแบรนด์เคลมในเรื่องของการ Soothing และลดอุณหภูมิผิว ตัวเมนหลักเป็นสารสกัดจากบัวบก และกลุ่ม triterpenoids ในบัวบก มาครบ 4 ตัว (Madecassoside, Madecassic acid, Asiaticoside, Asiatic acid) มีประโยชน์ในการดูแลผิวค่อนข้างกว้าง เสริมสารสกัดที่มีคุณสมบัติเย็น และ soothing ถ้ามองประเด็นตามชื่อ ตามเคลม ก็ถือว่าทำมาได้ตามนั้นอยู่ เอาไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เอาไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ มันจะมีความเบาๆ เป็นแบบไม่หนัก ไม่เยิ้มมาก ไม่ฉ่ำมาก สมกับการเป็น Daily mask ส่วนตัวจะชอบใช้ตอนเช้า หลังอาบน้ำสระผมเสร็จก็คือ โปะไว้เลย แล้วไปทาครีมตัว แต่งตัวใดๆ เสร็จ ดึงออก กดๆ จนซึม แล้วก็ค่อยเป่าผม ก็รู้สึกว่าชุ่มชื้นดี พอผมแห้ง ก็มาสกินแคร์ครบเซ็ต แล้วแต่งหน้าต่อเลย ไม่ได้กวนขั้นตอนการแต่งหน้า แต่เหมือนจะทำให้ลงรองพื้นเอยใดเอยได้ง่ายขึ้นนิดนึง เอาไป 5 ฟลาสก์

ทางไปช้อปปิ้ง https://s.shopee.co.th/7zyluJpkSi

Disclaimer: received as a gift, self-opinion

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Dr.Ceuracle Vegan Kombucha tea trial set มาครบทั้ง Essence และ Gel cream

ช่วงก่อนแอบวอแวอยู่กับ สกินแคร์ไลน์ Kombucha ของ Dr.Ceuracle อยู่ซักพักใหญ่ๆ

แบรนด์นี้ได้รับการรับรอง VEGAN CERTIFICATE จาก Korea Agency of Vegan Certification and Services และใช้ส่วนผสมที่ค่อนข้างคลีน

และในที่สุดดิฉันก็ได้มาค่ะ

น้องคือ Beginning set เอามาครบเลยจบๆ ทั้งเอสเซนส์ และเจลครีม

ด้านในจะเป็นเอสเซนส์ขนาด 50 ml และครีมขนาด 30 กรัมค่ะ

เริ่มกันที่ตัวเอสเซนส์เลย

ตัวเอสเซนส์นี่เขาจงใจทำมาให้เป็นแบบ 2 ชั้น (Biphasic) แบบนี้นะคะ

เวลาเขย่าแล้วก็จะเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งเป็นเนื้อเอสเซนส์แบบน้ำนม

ตัวเอสเซนส์จะฟีลแบบน้ำนม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ดูภายนอกนึกว่าเนื้อจะหนัก แต่เบาสบายผิวมาก เกลี่ยง่าย ให้ความชุ่มชื้นผิวดี

ค่า pH อยู่ที่ 5 – 6 ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ตัวเอสเซนส์จะเป็นแบบผสมระหว่างน้ำมัน-น้ำ โดยออกแบบสูตรให้น้ำมันกับน้ำรวมตัวกันบางส่วนที่ผิวบน กลายเป็นน้ำนมลอยอยู่ด้านบน ส่วนล่างจะเป็นเบสน้ำ

ก่อนใช้งานก็เขย่าให้เข้ากัน

ตัวส่วนผสมในภาพรวมก็จะเน้นไปที่ด้านชุ่มชื้นเป็นหลัก เสริมด้วยคุณสมบัติ Antioxidant ธรรมชาติจาก Kombucha และสารสกัดจากพืชต่างๆ

  • Kombucha จะเป็นคู่การหมัก ของ Camellia Sinensis Leaf Extract และ Saccharomyces Ferment Filtrate แบรนด์เคลมว่ามี 78% Vegan tea complex ซึ่ง Kombucha ก็จะมีสารที่เป็น Antioxidant ที่ดี
  • เสริม Antioxidant อีกชั้นจากน้ำชาเขียว

สารสกัดจากพืชอีกหลายชนิด ก็จะเด่นๆ ไปในเชิง Antioxidant เช่น

  • Ulmus davidiana root extract เป็น Antioxidant พร้อมเสริมความชุ่มชื้น และดูแลเรื่องการระคายเคือง
  • ผล Fig เพิ่มความชุ่มชื้น เป็น Antioxidant
  • เมล็ดโกโก้ เป็น Antioxidant
  • Cica (Centella asiatica extract) เป็น Antioxidant + Soothing
  • Schisandra Chinensis Fruit Extract มีเคลมเรื่องผลัดผิว

ดูแลการระคายเคืองด้วย Sunflower oil unsaponifiables ซึ่งจะมีกลุ่มของพวก Phytosterols ที่มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ และเสริม Barrier ผิว ด้วย Ceramide NP หรือ Ceramide 3

เติมน้ำด้วย Hya และมี Polyquaternium-51 เคลือบผิวให้ความชุ่มชื้นอีกชั้น

ถัดมาจะเป็นตัวเจลครีม

เนื้อจะเป็นแบบ กึ่งๆ ครีมๆ เจลๆ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ให้สัมผัสลื่นๆ ฟีลเย็นๆ สบายผิว และให้ความชุ่มชื้นดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ในส่วนของส่วนผสมก็จะคล้ายๆ กับตัวเอสเซนส์ แต่มีความแตกต่างตรงสารสกัดจากพืช ที่มีการปรับนิดหน่อย

  • เพิ่มวิตามินบี 3 ที่ดูแลผิวได้หลายด้าน รวมทั้ง Whitening, ดูแลการระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ Barrier ผิว
  • เสริมวิตามินอี ที่เป็น Antioxidant
  • เสริมสารสกัดจากเห็ด Phellinus linteus extract ที่เป็น antioxidant มีข้อมูลงานวิจัยเกาหลีกล่าวถึงคุณสมบัติในด้าน Whitening
  • ใช้ Hydrolyzed hyaluronic acid ที่มีขนาดเล็กลง
  • เพิ่ม Prebiotics เสริมเข้ามา 2 ตัว คือ Fructooligosaccharide + Beta-glucan เอามาจอยๆ กับ Postbiotics จาก Kombucha

ในภาพรวมก็คือทั้งเอสเซนส์ ทั้งเซรั่ม ก็คือดูแลไมโครไบโอมด้วยส่วนผสมจากคอมบูชา ซึ่งเป็นชาดำหมัก ที่มีคุณสมบัติ Antioxidant เสริมมาด้วยสารบำรุงต่างๆ ถ้าเป็นตัวเอสเซนส์ เหมือนจะเด่นที่ soothing + ceramide ส่วนเจลครีมก็เหมือนจะเด่นที่ Whitening และ การมี prebiotics เสริมในสูตร

แนบทางไปช้อปปิ้ง

Beginning set

Lazada https://s.lazada.co.th/s.FebWJ?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/5KxZdvwmkD

Essence

Lazada https://s.lazada.co.th/s.Feb9A?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/10oaU03KZF

Gel Cream

Lazada https://s.lazada.co.th/s.FebMm?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/1g4HHFMWdF

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญมาจากตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ Dr.Ceuracle ในไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Zeroid Pimprove Moisturizer มอยส์เริ่ดๆ soothing ฉ่ำๆ เพื่อคนผิวมัน

สำหรับ Blog นี้ จะหยิบเอามอยส์ที่น่าสนใจสำหรับคนผิวมัน มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

ผลิตภัณฑ์วันนี้ก็คือ Zeroid Pimprove moisturizer นั่นเองค่ะ

เนื้อเป็นเนื้อครีม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นของวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสเบา เย็น สบายผิว ซึมไวแห้งไวไม่เหนอะหนะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าพูดถึงแบรนด์ในเครือ Neopharm ตัวเทคโนโลยีหลักเลยที่ทุกคนรู้จักและนึกถึงเป็นตัวแรกๆ คือ MLE

ส่วนผสมของ MLE จะเป็นคอมบิเนชั่นของสารหลายๆ ชนิด ในสัดส่วนที่เหมาะสม

  • ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ กรดไขมัน ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal
  • เจ้า MLETM นี่เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Polarized light จะเห็นเป็นเครื่องหมายกากบาท เรียก Maltese cross

(Image from Zeroid global official website)

ด้วยความที่การเรียงตัวเหมือนกันกับ Barrier ผิวเรา เลยมีแนวโน้มว่าทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

ถัดมาจะเป็นตัว RestomideTM

RestomideTM หรือ Oleamide MEA ลดการอักเสบและระคายเคือง ผ่าน Cannabinoid receptor Type 1 (CB1) บนผิว เมื่อจับแล้วส่งผลดังนี้

  1. ลดการปลดปล่อยสารที่ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบจาก Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า)
  2. ลดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของเซลล์ Ketatinocyte แล้วไปเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Differentiation) กระบวนการนี้ให้ประโยชน์ในการลดการอุดตันของผิวได้ส่วนหนึ่ง
  3. ลดการอักเสบระคายเคือง ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน
  4. เมื่อจับกับ CB1 Receptor ที่เส้นประสาท จะให้ประโยชน์ในการลดการนำส่งสัญญาณความเจ็บปวด และความรู้สึกคัน

ส่วนผสมของสารบำรุงอื่นๆ ที่เติมมาได้แก่

  • Beta-glucan ซึ่งเป็น prebiotic มีประโยชน์ในการสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ดีๆ หรือ probiotic บนผิว การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Sodium hyaluronate เติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Allantoin ดูแลการระคายเคือง

มาในเบสครีมที่บางเบา ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในภาพรวม จะเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ฟื้นฟูความแข็งแรงของ Barrier ผิวด้วยเทคโนโลยี MLE ดูแลการระคายเคือง ด้วย RestomideTM พร้อมทั้งปรับสมดุลการสร้าง-เจริญ-ผลัดทิ้งของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งน่าจะให้ประโยชน์ในการปรับสมดุลลดการอุดตันผิว เนื้อมาแบบบางเบา ไม่เหนอะหนะ จึงเหมาะกับคนผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ถ้ามองเรื่องเสริมชั้นผิวสำหรับคนผิวมัน นี่ว่าโอเคนะ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวมีผิวผสม-แห้ง มอยส์ตัวนี้ทำมาได้เบาๆ สบายผิว เวลาเกลี่ยจะให้ความรู้สึกเย็น สดชื่น ถ้าวันเบาๆ หรือ หลังอาบน้ำแล้วยังขี้เกียจจัดรูทีนชุดใหญ่ไฟกระพริบ ทาอันนี้ไปพลางๆ สบายผิวดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

ทางไปช้อปปิ้ง

ช้อปปี้ https://s.shopee.co.th/3LCFLiL6Rk

ลาซาด้า https://s.lazada.co.th/s.uJrDP?cc

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Propolis energy ampoule pad จาก CNP Laboratory

ใครชอบ Toner pad บ้าง 🙋‍♀️

คือ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบใช้สำลีชุ่มๆ เทโทนเนอร์ เอสเซนส์ใดๆ ลงไปจนชุ่ม เลยชอบกลุ่ม pad ด้วยล่ะ

ส่วนตัวเคยใช้กลุ่ม Toner pad แบบนี้ครั้งแรกสมัยแบรนด์ scinic เข้าวัตสัน แล้วซักพัก วัตสันก็เอา Bella monster มา (ตายละ รู้อายุเลย)

หลังจากนั้นก็หายไปสักพัก ก่อนจะได้กลับมาใช้ใหม่

วันนี้ขอเริ่มจาก Ampoule pad ของ CNP Laboratory ก่อนเลย

น้องเป็นสูตร Propolis บนกล่องจะมีเคลมว่า เอาส่วนผสมหลักจาก Propolis ampoule มาใส่ในนี้ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้

ตรงนี้เป็นส่วนของกล่อง

เวลาเปิดมาก็จะมีที่คีบมาให้ค่ะ

ตัวแผ่น pad จะมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งจะมีความขรุขระกว่า เวลาใช้งานเราจะเอาด้านนี้เช็ดก่อน เป็นเหมือนกันผลัดผิวด้วยแรงเช็ด-แรงเสียดทาน (mechanical exfoliation) แบบเบาๆ

จากนั้นใช้ด้านเรียบเช็ดเบาๆ

ถ้าเป็นทางนี้จะเอาด้านเรียบมาแปะๆ tapๆ เบาๆ จนซึม

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมส่วนผสมมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน (ยกเว้นน้ำมันหอมระเหยเพื่อแต่งกลิ่น) ซิลิโคน และแอลกอฮอล์

สารบำรุงมีอยู่หลายตัว ซึ่งแบ่งเป็นหลายๆ กลุ่ม

ชื่อผลิตภัณฑ์คือ Propolis ดังนั้น มาวิเคราะห์ตัว Propolis ก่อนเลย

Propolis เป็นสารประกอบที่ผึ้งสร้างขึ้นมาจากน้ำลายผึ้งผสมกับไขผึ้ง และสารอื่นๆ ที่เก็บมาจากดอกไม้ ต้นไม้ที่พึ่งไปเกาะมา กลายเป็นสารเหนียวๆ บางทีเรียก กาวผึ้ง ทำหน้าที่ยึดติดรังเอาไว้ด้วยกัน

ใน Propolis ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol ที่มีประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีคุณสมบัติในการระงับเชื้อจุลินทรีย์บางประเภท มีงานวิจัยพบว่า Propolis ปกป้องผิวจากรังสี UV โดยไปกดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ที่จะไปย่อยสลายคอลลาเจน (Kim et al., Nutrients. 2020;12(12):3790.) มีข้อมูลสนับสนุนว่า สารประกอบ phenolic เช่น caffeic acid, coumaric acid, and ferulic acid ใน propolis ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ (J. Cosmet. Dermatol. 2015;14:47–63.)

กลุ่ม pre-pro-post biotics มีด้วยกันหลายตัว

  • Prebiotics จะเป็น Beta-glucan ซึ่งเป็น prebiotics ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Postbiotics จะเป็นพวก Lactobacillus ferment กับ พวกสารสกัดจากพืชที่ผ่านกระบวนการหมักด้วย Lactobacillus และ Saccharomyces ซึ่งจะได้สารที่มีประโยชน์ทั้งจากพืช และที่จุลินทรีย์สร้าง รวมถึงแปรสภาพต่างๆ อย่าง Lactobacillus/Soybean Ferment Extract นี้มีข้อมูลอยู่ว่า พวกสาร Isoflavone ตามธรรมชาติในถั่วเหลือง ปกติจะอยู่ในรูปแบบที่เกาะกับน้ำตาลอยู่ เรียกว่า Glycoside เมื่อหมักแล้ว เชื้อจะเปลี่ยนพวก Glycoside ให้กลายเป็นตัว Isoflavone เฉยๆ (เรียก Aglycone) ซึ่งมีคุณสมบัติ antioxidant ที่ดีขึ้น

กลุ่มสาร Soothing-ดูแลการระคายเคือง

เป็นสามสหาย Dipotassium glycyrrhizate + Panthenol + Allantoin เติมมาด้วย Cica

ใช้ Hya และน้ำผึ้งช่วยเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น

แต่งกลิ่นแนว Herb ด้วย น้ำมันหอมระเหยจาก Sweet geranium (perlagonium graveolens) ทำให้นัวขึ้นด้วยสารหอม Citronellol, Geraniol, Linalool

ในภาพรวมถือว่าทำมาได้น่าสนใจทีเดียว

ช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1LVPbijOPV

https://s.lazada.co.th/s.BJl5N?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์ AHA•BHA•PHA 30 Days Miracle Toner จาก Some by Mi

Some by Mi เป็นอีกแบรนด์ที่ส่วนตัวค่อนข้างชอบ และในเกาหลีจะมีสินคล้าหลายไลน์ที่ในไทยไม่ได้นำเข้ามา อยากให้มีในบ้านเราบ้างค่ะ

หลังจากน้องรีแบรนด์ใหม่ด้วยคอนเซปท์ “New cleanical solution” ก็คือเรียกได้ว่าอินเทรนด์มากๆ ตอบรับเทรนด์ Clean beauty และ Cleanical beauty (= Clean + Clinical efficacy) ซึ่งเลือกใช้ส่วนผสมที่ทั้งมีความปลอดภัย (Clean ingredients) และมีประสิทธิภาพ (Clinical efficacy)

Blog นี้เลยขอหยิบเอา Miracle toner ซึ่งเป็นโทนเนอร์ตัวดังของแบรนด์มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

โดยหน้าตาน้องหลังรีแบรนด์แล้วเป็นแบบนี้ค่ะ

ซึ่งบ้านเราจะมี Pack สุดพิเศษที่เรียกว่าเป็น New exclusive edition ที่มีหน้าตาแบบนี้นะคะ

โดยในเซ็ตจะเป็นเซ็ตที่ซื้อขนาดปกติ (150 ml) แถมไซส์เล็ก 30 ml ซึ่งเหมาะกับสาวน้อยนักเดินทางแบบเรา พกพาสะดวก

เนื้อของโทนเนอร์จะเป็นเนื้อเหลว มีกลิ่นในโทนเย็นสดชื่นของทีทรีและน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินท์ที่เป็นส่วนประกอบ

ซึ่งค่า pH ที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 5

ซึ่งทางเราและทีมงานก็มีความสงสัย เพราะ AHA ควรจะออกฤทธิ์ที่ pH ประมาณ 3.8 – 4.0 แต่ใดๆ คือ การวัดด้วยกระดาษอาจจะไม่แม่นยำ และคลาดเคลื่อนได้ และทางแบรนด์ก็มีผลการทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิก ทั้งในด้านของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับ

ในด้านของการทดสอบประสิทธิภาพนั้นพบว่า การให้อาสาสมัครใช้โทนเนอร์ร่วมกับเซรั่มและครีมในไลน์ AHA•BHA•PHA พบว่าปริมาณความมัน หรือน้ำมันบนผิว (Sebum) ลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรก และที่ 4 สัปดาห์ลดลงถึง 43.41% เมื่อเทียบกับก่อนใช้

และยังผ่านการทดสอบการระคายเคือง (คะแนนค่าเฉลี่ยการระคายเคือง = 0.00 แปลว่าไม่ระคายเคือง) และ ผ่านการทดสอบว่าไม่อุดตันรูขุมขน

ในด้านของส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของสารบำรุงนั้น เปิดมาด้วย Niacinamide (แบรนด์เคลม 2%) ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง และให้ประโยชน์ในการดูแลผิวมัน ผิวที่มีปัญหาสิว

เสริมมาด้วยสารบำรุงอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์ในผิวมัน และผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ได้แก่

กลุ่มผลัดผิว

  • BHA เป็นตัว Salicylic acid ที่ใส่มาในความเข้มข้น 100 ppm (คำนวณกลับมาได้ 0.01%)
  • PHA ใช้ตัว Lactobionic acid ที่ความเข้มข้น 100 ppm (0.01%)
  • AHA เป็น Citric acid ที่ความเข้มข้น 500 ppm (0.05%)
  • สารสกัดจากมะละกอ ที่มีเอนไซม์ให้ประโยชน์ในการย่อยโปรตีน ช่วยผลัดผิวแบบอ้อมๆ

กลุ่มดูแลผิวอื่นๆ

  • สารสกัดจาก Tea tree (10,000 ppm หรือ 1%) ที่มีข้อมูลถึงคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับสิว ร่วมกับ Raspberry ketone ที่ในสูตรเป็นสารเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย แต่ตัวมันเองก็มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดได้
  • Lens esculenta seed extract หรือ สารสกัดจากถั่วเลนทิล ไม่แน่ใจว่าใช่ p-RefinylTM ของ Silab ไหม ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าเป็น Oligosaccharide ที่ได้จากถั่วเลนทิล มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเรียบเนียน ผ่านการลดการปลดปล่อยน้ำมันส่วนเกิน กระตุ้นการสร้าง collagen I และ เสริมกระบวนการ Maturation ของ Keratinocyte ทำให้สมดุลการสร้าง-เจริญ-ผลัดทิ้งของเซลล์หนังกำพร้าสมบูรณ์ ในภาพรวมก็คือ ดูแลเรื่องกระชับรูขุมขน (Ref TDS, Silab)

ในส่วนของภาพนี้เป็นประสิทธิภาพในการกระชับรูขุมขนของสาร p-Refinyl ของบริษัท Silab

  • Witch hazel extract ที่มีประโยชน์ในการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน
  • Adenosine ที่อาจให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย เสริมการทำงานของผิวตามธรรมชาติ
  • สารสกัดจากดอกบัว และ Allantoin ดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว

กลุ่มเติมน้ำ ได้แก่ สารสกัดจากรังนก, Fructan, Hydroxyethyl urea และ Xylitol

ในสูตรมี Buffer ที่เป็นคู่ของ Citric acid + Sodium citrate ที่ช่วยควบคุมค่า pH ให้คงที่

ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง แม้ว่าสารที่ใส่มาจะไม่ได้จัดมาในความเข้มข้นที่สูงมาก แต่ตัวที่ทางแบรนด์เลือกใช้ก็คือทำมาได้ตอบโจทย์สำหรับคนผิวมัน และมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ทั้งในส่วนของการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และการผลัดผิว เสริมมาด้วยการเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื้น จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในด้านของเนื้อสัมผัส ส่วนตัวคิดว่าเอามาเช็ดเป็นโทนเนอร์ที่เอามาทำความสะอาดผิวหลังล้างหน้าเสร็จแล้ว และเตรียมผิวได้ดีตัวหนึ่ง ไม่แห้งตึง และส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาระคายเคือง หรือยุบยิบอะไร และด้วยความเข้มข้นที่ไม่สูงมาก คิดว่าน่าจะเหมาะกับมือใหม่ที่อยากเริ่มพวก peeling ตั่งต่าง ในด้านของกลิ่น เอาจริงตัวเองไม่ได้แฟนซีกับกลิ่นของทีทรี แต่เมื่อเขาเอามาผสมกับมินท์ คิดว่ามันสดชื่นดีและลงตัวมากๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

แนบลิงค์ทางไปตำ

จากการสำรวจ ณ วันที่ 28 ก.ค. 67 บนแอพฟ้า แพค New Exclusive ซื้อ 1 แถม 1 นะคะ

https://s.lazada.co.th/s.LHsOZ?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

เติมน้ำ เติมออยล์ เติมความโกลว์ [รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] มาสก์หน้า SteamSheet จาก Barulab

Blog ที่แล้วเราวิเคราะห์ส่วนผสม Barulab Hydroasis ไป Blog นี้ขอเอาตัวตึงอีกชิ้น อย่าง SteamSheet มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สำหรับท่านที่สนใจอยากกลับไปอ่านรีวิว Barulab Hydroasis เชิญได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<

วันนี้มายลโฉม SteamSheet กัน น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวซองมาสก์จะมี 2 ส่วน

ส่วนแรก แผ่นมาสก์ OILLOCKTM sheet mask ใช้วัสดุ Lyocell ซึ่งเป็นกลุ่มของ Cellulose ได้มาจากเยื่อไม้ ทางแบรนด์เคลมว่าไม่ระคายเคืองผิว และผ่านการทดสอบทางผิวหนังว่าไม่ระคายเคือง และได้รับ certified vegan

อีกส่วนจะเป็นแผ่นเคลือบมาสก์ INFINITIMETM cover ซึ่งเป็น Plastic ที่ทำให้เกิดสภาวะ Occlusive (เคลือบปิด) ผิวเอาไว้

โดยคอมบิเนชั่นระหว่าง สูตร แผ่นมาสก์ OILLOCKTM sheet mask และแผ่นเคลือบมาสก์ INFINITIMETM cover ผ่านการค้นคว้าและวิจัยโดย Barulab research team มาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เพื่อให้ได้มาสก์ที่มีประสิทธิภาพในการ Occlusive และให้ความอบอุ่นกับผิว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้การดูดซึมเพิ่มขึ้น และรูขุมขนเปิดออก

ตอนใช้งานก็จะประมาณนี้ค่ะ

วางแผ่น OILLOCKTM sheet mask ให้สัมผัสกับผิว ใช้มือลูบๆ ให้ตัวแผ่นแนบสนิทไปกับใบหน้า ก่อนวางแผ่นเคลือบมาสก์ INFINITIMETM cover ลงไป แล้วทิ้งไว้ประมาณ 25 – 30 นาที ก่อนแกะออก แล้วกดๆ เบาๆ ให้น้ำมาสก์ซึมเข้าผิว

ตัวผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการทดสอบการใช้ในอาสาสมัคร (Human application test)

โดยผลการ Occlusive เป็นดังภาพค่ะ

โดยสังเกตว่าอุณหภูมิผิวจะสูงขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น และรูขุมขนที่เปิดออก

นอกจากนี้การทดสอบการใช้ในอาสาสมัคร ช่วงอายุ 19 – 60 ปี จำนวน 20 คน โดยสถาบัน GCS anti-aging Lab พบว่า

  • 100% ของอาสาสมัครมีผิวที่สว่าง และ กระจ่างใสขึ้น
  • 100% รู้สึกว่าผิว Glow
  • 100% มีผิวที่ชุ่มชื้นขึ้น

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม น้ำมาสก์เป็นแบบน้ำนม มีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติอยู่ด้วย

สำหรับสารบำรุงที่เด่นๆ ตามชื่อสูตร Oil lock ก็จะเป็นกลุ่มน้ำมันธรรมชาติ 3 ชนิด ได้แก่

  • มะพร้าว มะกอก และ Jojoba ซึ่งในน้ำมันจากธรรมชาติจะมีกรดไขมันที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และมีส่วนประกอบของพฤกษเคมีอื่นๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ เช่น Jojoba oil จะมีพวก  wax esters เป็นองค์ประกอบหลัก (97%) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของ fatty acids กับ fatty alcohols มีพวก sterols ที่เด่นเรื่องคุณสมบัติ Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว และมีวิตามินอี (Ayman. Braz J Food Technol Campinas. 2007;10:198-204.)
  • Phytosterols มีคุณสมบัติ Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว และมีประโยชน์ในการดูแลการอักเสบระคายเคือง

เติมออยล์แล้วต้องเติมน้ำ ในสูตรมี Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่จับน้ำให้ผิวได้ และ Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน ที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคือง ให้คุณสมบัติ Soothing และปรับฟีลให้เนื้อผลิตภัณฑ์นุ่มน่าใช้

เสริม Adenosine ที่อาจจะให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย และ Niacinamide ที่มีประโยชน์หลายประการกับผิว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องการระคายเคือง เสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบใน Barrier ผิว ลดการอักเสบระคายเคือง anti-aging และ เป็น whitening

แต่ในสูตรจะมี Alcohol ติดมาอยู่ เข้าใจว่าน่าจะเอามาปรับฟีลไม่ให้หนักผิวเกินไป ส่วนผสมอื่นที่เหลือ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ถ้าดูตามชื่อและเคลม เรื่องของ Moisture shield การเป็นมอยส์เจอร์ของน้องคือทำมาได้น่าสนใจ เน้นการคืนน้ำมันธรรมชาติเข้าสู่ผิว พร้อมทั้งดูแลการระคายเคือง และการมีอยู่ของวิตามินบี 3 ก็ถือว่า ให้ประโยชน์ได้หลายอย่าง แต่เอาจริงส่วนตัวรู้สึกว่ายังไม่สุดเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะว่าสูตรเป็น Vegan จะให้ใส่ Hya ลงมาคงไม่ได้เพราะ Hya นั้นไม่เจ ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่น ตัวเบสเป็นเบสแบบน้ำนม ใช้สารขึ้นเนื้อและสารทำอิมัลชั่น (Emulsifier) ที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว แต่ติดตรงมี Alcohol เข้ามา ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าน่าจะต้องการปรับเนื้อให้เบาลง ไม่หนักผิวมาก ตัวน้ำมันมะพร้าวอาจจะอุดตันได้ในบางคน แต่การอุดตันขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ใช้ ถ้าดูตามลำดับคิดว่าไม่น่าห่วง แต่พอมีผล Occlusive พ่วงเข้ามาก็เลยอาจจะเพิ่มขึ้นได้นิดหน่อย ซึ่งน้ำมันมะพร้าวก็มีประโยชน์กับผิวหลายอย่าง ถ้าให้ชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยง-ประโยชน์ (Risk vs Benefits) ส่วนตัวว่าประโยชน์ยังดีกว่า ทั้งนี้ตอนได้ลองใช้มา วีคละแผ่น เป็นเวลา 3 วีค ใช้ได้ให้ความรู้สึกนุ่มผิวดี ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในด้านของการใช้วัตถุดิบแผ่นมาสก์ การใช้แผ่นพลาสติกมาเคลือบ ตามทฤษฎี จะให้ผล Occlusive 100% จึงเพิ่มอุณหภูมิผิว และความชื้นผิวตามเคลม SteamSheetTM ตอนได้ลองใช้จริง ครั้งแรกๆ อาจจะรู้สึกแบบอึดอัดผิวนิดนึง แต่พอใช้ไปสักพัก ไม่ต้องใช้บ่อย วีคละแผ่นก็พอ หรือเก็บไว้ใช้ในการเตรียมผิวก่อนออกงาน หรือฟื้นผิวที่เหนื่อยล้า อันนี้ตอบโจทย์มากๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Barulab ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และได้ทดลองใช้ทันวันอีเวนท์ใหญ่พอดี

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของแบรนด์เลยนะคะ

https://www.facebook.com/barulabTH

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.LKO2C?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7fFkdAZbNx

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Barulab สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาส์กหน้าเติมน้ำเพื่อความโกลวฉ่ำ Barulab Hydroasis

เรียกได้ว่าเป็นอีก 1 mask sheet ที่สร้างความโกลว์ให้ผิวได้แบบสับแบบฉ่ำ เหมาะกับการเตรียมผิวสำหรับวันสำคัญ และ ฟื้นฟูผิวหลังหมดวัน

เป็น มาสก์หน้าที่มีชื่อว่า Hydroasis จากแบรนด์ Barulab นั่นเองค่ะ

ซึ่งคราวก่อนทางเพจนำเสนอรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Vegan mask sheet series ไป วันนี้ขอหยิบเอาสูตร Hydroasis มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมบ้างนะคะ

สำหรับท่านที่สนใจตามไปอ่าน Vegan mask sheet series สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

น้ำมาส์กจะเป็นเนื้อคล้ายเซรั่ม มีความหนืดนิดหน่อย

ค่า pH ของน้ำมาส์กอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

คำถาม ตุ๊กตา Cinderella ข้างกระดาษวัด pH นี่คืออะไรคะหญิง?

คำตอบ คือ จะบอกว่า น้องเป็น Mask sheet ที่สามารถพลิกผิวนางซินให้เป็นเจ้าหญิงพร้อมออกงาน และฟื้นฟูสภาพผิวหลังจบงานได้ดีค่ะ เลยขอมอบตุ๊กตานางซินให้นาง

แผ่นมาสก์ค่อนข้างบาง และแนบสนิทกับผิว

แผ่นมาส์กอุ้มน้ำได้ค่อนข้างดี ซึ่งก็ไม่ค่อยแปลกใจค่ะ เพราะว่าตัวแผ่นทำมาได้ค่อนข้างดี เป็นเส้นใยที่ถักทอมาอย่างดี มีรูพรุน เลยอุ้มน้ำมาส์กที่พัฒนาสูตรมาให้มีความหนืดเล็กน้อยได้ดี

(ภาพนี้ถ่ายหลังจากใช้งานเสร็จ แล้วปล่อยให้แห้งเพื่อสังเกตเส้นใยของแผ่นมาส์ก)

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชุดนี้จะเน้นไปที่การเติมน้ำให้ผิวด้วย Hyaluron 6 รูปแบบ และ ใช้สารบำรุงที่ดูแลด้านการระคายเคือง ร่วมกับสกัดจากพืช ที่เมื่อเชคกับฐานข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบสารสกัดรายใหญ่ หลายๆ เจ้า จากเกาหลี สารสกัดทุกชนิดจะให้ข้อมูลไปในทางเดียวกัน คือ เรื่องของ การต่อต้านการอักเสบ และลดการระคายเคือง ซึ่งเมื่อมาจับมือกับ Panthenol ก็จะได้ทั้งเรื่องของความชุ่มชื้น ดูแลปัญหาการระคายเคือง และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ตามธรรมชาติ

เราลองมาดูสารบำรุงกันนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 เปิดนำมาด้วยการเพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ผิวตามธรรมชาติ
  • Hyaluron 6 รูปแบบ ซึ่งมีประโยชน์ในการเติมน้ำในหลากหลายระดับชั้นผิว (ชั้น Epidermis) และเคลือบผิว เพื่อเสริมกระบวนการอุ้มน้ำให้ผิว
  • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant ที่ดี และยังมีประโยชน์เด่นๆ ในด้านของการดูแลกระบวนการอักเสบ และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สารสกัดจากชะเอม (Glycyrrhiza glabra) ที่นอกจากจะดูแลเรื่องการระคายเคือง แล้วยังได้ประโยชน์ในเชิง Whitening ด้วยนิดหน่อย จับมือมากับ Dipotassium glycyrrhizate ซึ่งเป็นสารที่พบในชะเอม เด่นเรื่องการดูแลการอักเสบระคายเคืองเช่นกัน
  • พืชหลากหลายชนิดที่พบได้ในเกาหลี ข้อมูลจากผู้ผลิตเกาหลี ระบุไปในทางเดียวกัน หลักๆ จะเป็น Anti-inflammatory รองๆ จะเป็น Antioxidant ซึ่งพืชเหล่านี้ประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น Flavonoid
  • สารสกัดจากขิง (Zingiber officinale extract) เป็น Antioxidant
  • สารสกัดจากเมล็ด Grapefruit พอมีข้อมูลอยู่ในแง่ของการยับยั้งจุลินทรีย์บางชนิด

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ในภาพรวมเอาเป็นว่าน้องเป็นแผ่นมาส์กที่เน้นเติมน้ำแบบฉ่ำ พร้อมทั้งให้ความรู้สึกสบายผิว ด้วยการดึงเอา Hya 6 รูปแบบ มาจับมือกับ Panthenol และสารสกัดจากพืช รวมถึงสารบำรุงอีกหลายชนิด เหมาะมากกับการดูแลผิวในวันที่เหนื่อยล้า หรือเตรียมผิวไว้ให้พร้อมรับวันหนักๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Mask sheet รุ่นนี้ ได้ลองใช้เตรียมผิวคืนก่อนไปออกงาน และใช้ฟื้นฟูผิวหลังจากออกงาน ส่วนตัวว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์นะคะ มอบความโกลว์ฉ่ำ เอาไปเลยไม่ต้องพูดเยอะ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Barulab ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และได้ทดลองใช้ทันวันอีเวนท์ใหญ่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 67 ที่ผ่านมาพอดี

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของแบรนด์เลยนะคะ

https://www.facebook.com/barulabTH

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ovsPO?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/6zzWJS9EsS

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Barulab สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Curecode the series ภาค Ultra Soothing Radiance Gel และ Intensive CalmAGE ointment

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์และแอบเล็งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากทาง Curecode กันอยู่

วันนี้ขอข้ามช็อต มารีวิวไลน์ใหม่ของ Curecode ที่พึ่งออกมาในปี 2024 นี้โดยมีอยู่ด้วยกัน 2 สูตร คือ Ultrasoothing Radiance Gel ขอย่อว่า RG และ Intensive ClamAGE Ointment ขอย่อว่า CO

ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ว่าด้วยคอนเซปท์และนวัตกรรมของแบรนด์ Curecode กันก่อนนะคะ

แบรนด์ Curecode นั้นเป็นแบรนด์ที่พัฒนาโดย Dr.Raymond Park ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวแพ้ง่ายและบอบบางระดับโลก ซึ่ง Dr. นั้นได้รับรางวัลมาการันตีความสามารถมากมายเลยค่ะ

  • ได้รับรางวัลหนึ่งในนักพัฒนาสูตรชั้นสูงระดับโลก Master Skin Care Formulators in Professional Beauty เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2014
  • ผู้นํา นวัตกรรมและเทคโนโลยี นักวิจัยด้านปราการผิวและผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • งานวิจัยตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 50 ชิ้น
  • จดสิทธิบัตรมากกว่า 50 ชิ้น
  • ได้รับรางวัล Albert Nelson Marquis Lifetime Achievement Award ในปี 2021

ไม่เบาเลยนะคะ

โดยทางแบรนด์ Curecode จะเด่นด้านนวัตกรรม Neuromide Skin-Biome® Science และ Crystal Lamella MES® Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรค่ะ

มาทำความรู้จักกับ Neuromide® ก่อนนะคะ น้องมีชื่อ INCI name ว่า N-palmitoyl serinol ซึ่งเป็นสารที่จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อ Probiotics เชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเรา สร้างขึ้น (เรียกได้ว่าเป็น Metabolite ของ probiotic หรือที่ในวงการเรียกว่าเป็น Postbiotic นั่นเอง)

สำหรับ N-palmitoyl serinol (ย่อว่า NPS) นั้นเป็น Analog ของ N-palmitoyl ethanolamine ซึ่งเป็นสารที่จับกับตัวรับ endocannabinoid system แล้วให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง เช่น การเสริมการสังเคราะห์ Ceramide

นั้นมีงานวิจัยที่น่าสนใจอยู่ 2 ชิ้นค่ะ

  • การศึกษาในปี 2021 พบว่าการทา NPS ในโมเดลหนูทดลองที่เป็นโรค Atopic dermatitis โดยให้หนูทาตำรับ 0.5% NPS วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า NPS เร่งการฟื้นฟู Barrier ผิว และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ได้ (Wen et al., Can J Vet Res. 2021;85(3):201-204.)
  • การศึกษาอีกชิ้น ทำในผิวหนังเพาะเลี้ยง NPS นั้น สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ผ่าน Receptor CB-1 ของระบบ endocannabinoid system โดยเฉพาะ Ceramide สายยาว (long-chain fatty acids (FAs) (C22-C24)) ที่มีความสามารถในการเป็น Barrier ที่แข็งแรง (Int J Mol Sci. 2021;22(15):8302.)

การใช้ Pre-Pro-Post biotics ร่วมกัน เราอาจเรียกได้ว่าเป็น Tri-biotics โดยทาง Curecode มีการเลือกใช้ Tribiotics ดังภาพ

(Image from Curecode)

  • Prebiotics 2 ชนิด โดย เลือก N-acetyl glucosamine ที่เป็นอาหารเลี้ยง probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose ที่เป็นอาหารเลี้ยง probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
  • Probiotics ใช้เป็น Bifida ferment lysate
  • Postbiotics ใช้เป็น Neuromide (N-palmitoyl serinol) ซึ่งเป็นสารที่จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อ Probiotics เชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเราสร้างขึ้นมาค่ะ

สำหรับตัวเทคโนโลยีอีกชิ้น คือ Microencapsulation system หรือ MES® technology นั้นทางแบรนด์เป็นการเตรียมตำรับให้อยู่ในรูปแบบของ Multiple lamellar delivery system ที่จะมีลักษณะของไขมันที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ มีช่องว่างให้น้ำแทรกอยู่ แล้วบรรจุเอาสารบำรุงหลายชนิด โดยที่ละลายน้ำได้จะอยู่ในส่วนของช่องว่าง และ ที่ละลายในไขมัน จะอยู่ในชั้นของไขมัน ดังภาพ

ภาพซ้ายจะเป็น Emulsion แบบปกติ และภาพขวาจะเป็น MES

(Image from Curecode)

ซึ่งการเรียงตัวแบบ MES นี้ ถ้าส่องดูด้วย Polarized microscope จะพบว่าเป็นการเรียงตัวแบบเดียวกับไขมันที่เป็น Barrier ผิว จึงมีประโยชน์ในการนำส่งสาร และดูแลฟื้นฟู Barrier ให้แข็งแรง

ดังนั้น Core concept สูตรของ Cure code คือ จะมี องค์ประกอบหลัก 3 ชนิด ได้แก่

  • Microbiome science (Tri-biotics)
  • Neuromide เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และดูแลการระคายเคือง + Soothing (ให้ความรู้สึกสบายผิว)
  • MES technology เพื่อฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง

จากนั้นจึงมาผสมกับสารเสริมเพื่อให้ตอบความต้องการตามแต่ละสูตร

สำหรับ Blog นี้ขอเริ่มที่ Ultrasoothing Radiance Gel ก่อนเลยนะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แพคเกจเป็นแบบหลอดบีบ

เนื้อเป็นแบบ Emulsion gel หรือ ครีมเจล คล้ายครีม แต่จะบางเบากว่า

เกลี่ยได้ง่าย มีความชุ่มชื้นดี แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ก่อนไปดูส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยแลปที่ได้รับมาตรฐาน และเป็น 3rd party (คือไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เพื่อลด bias ในผลการทดสอบ) มาเรียบร้อยแล้วนะคะ

  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในอาสาสมัครทดสอบ ช่วงอายุ 20 – 40 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อเกิดการระคายเคือง ทดสอบด้วยวิธี patch test ในอาสาสมัครทดสอบ ช่วงอายุ 20 – 60 ปี (ค่าคะแนนเฉลี่ยของการระคายเคือง หรือ MII = 0.00 หมายถึงไม่ระคายเคือง)
  • ในด้านของประสิทธิภาพ
    • พบว่าสามารถควบคุมความมันในอาสาสมัครได้ด้วย โดยผลในการควบคุมความมันเห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรก และเมื่อใช้ไปต่อเนื่องจนครบ 4 สัปดาห์ ก็มีประสิทธิภาพควบคุมความมันได้เพิ่มขึ้น อันนี้น่าสนใจค่ะ เพราะเวลาเราพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่ดูแล Barrier ผิว เรามักจะเจอว่าน้องไปทำให้ผิวมันขึ้น ด้านความสว่างกระจ่างใสของผิว เริ่มเห็นผลว่าความกระจ่างใสของผิวเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 และเพิ่มขึ้นได้อีกเมื่อใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์
    • ส่วนผลด้านความชุ่มชื้น-ผิวแข็งแรงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสมชุดนี้ทำไว้หลายสีอยู่เหมือนกัน

ขอเริ่มที่ Combination signature ของแบรนด์ Curecode ตัวแรก Tribiotics ได้แก่

  • Prebiotics: N-acetyl glucosamine (NAG) เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
    • โดย NAG มีประโยชน์กับผิวอีกหลายอย่างเลยจะหยิบมาพูดอีกรอบ
  • Probiotics: Bifida ferment lysate (BFL) ที่มีประโยชน์หลายประการ เด่นๆ น้องจะ ฟื้นฟูและปรับสภาพ สมดุลผิวผ่านหลายๆ กลไก ล่าสุดงานวิจัยของ Wang และคณะ ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วเจอว่า BFL ปรับสภาพสมดุลผิวผ่านหลาย Gene หลายกลไก ผลโดยรวมคือ ผิวแข็งแรง ลดการระคายเคือง และเสริมความต้านทานของผิวให้ผิวเราทนทานมากขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2023;22(12):3427-3435.)
  • Postbiotics: Neuromide® หรือ N-palmitoyl serinol ให้ผิวแข็งแรงเช่นกัน

ถัดมาเป็นเทคโนโลยี MES ที่บรรจุสารไว้หลายชนิด ที่น่าสนใจ คือ Phytosterol และ Ceramide NP (Ceramide 3) เอาไว้ เสริม Barrier ผิวอีก 1 กรุบ

เนื่องจากสูตรนี้จะเด่นเรื่องความกระจ่างใสด้วย โดยสารที่ให้ประโยชน์ด้าน Whitening จะมีด้วยกันหลายตัวเหมือนกันค่ะ

  • Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก รวมไปถึงด้านการดูแลการอักเสบระคายเคือง Antioxidant เสริมการสร้าง Barrier ผิว และควบคุมความมัน
  • NAG ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล และเป็นหน่วยย่อยในสาย Hya มีรายงานว่า NAG สามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี ควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) มีการศึกษาโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • Resveratrol สาร Antioxidant ตัวแม่ตัวหนึ่งในวงการ นอกจากคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant แล้ว ยังมีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Whitening และ Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก เช่น การทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Palmitoyl Tetrapeptide-10 ตัวนี้ถ้าพิจารณาดูจาก Breakdown ส่วนผสมแล้วน่าจะหมายถึง Crystalide™ ของ Sederma ซึ่งมีการออกฤทธิ์ที่เป็นเอกลักษณ์ผ่านโปรตีน α-Crystallin ปรับสมดุลความชุ่มชื้น การผลัดผิว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ให้ได้ Corneocyte ที่สมบูรณ์ และช่วยให้ผิวแลดู Glow มีผลการทดสอบในอาสาสมัครรองรับโดยบริษัท (Ref: Crystalide™)

ลดการระคายเคืองผิวด้วย Symsitive® (4-t-Butylcyclohexanol) ที่จูงมือมากับ Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester, Allantoin, สารสกัดจากบัวบก และ St.John’s Wort (Hypericum perforatum Flower Extract)

เติมน้ำ และเสริมความชุ่มชื้นให้ผิว

  • Panthenol ที่ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมกระบวนการฟื้นฟู barrier ผิว
  • Sodium Hyaluronate ตัวแม่แห่งวงการเติมน้ำ
  • Ethyl linoleate ปรับสมดุลความชุ่มชื้นผิว นำพาเอากรดไขมันจำเป็น Linoleic acid ลงไปในผิว แล้วผิวเราจะย่อยออกมาได้ Linoleic acid ที่เอาไปใช้ต่อได้ (Ref: TDS Synovea® EL)

ในภาพรวมก็คือ เป็นมอยส์ที่พัฒนามาได้ค่อนข้างดี และตอบโจทย์ทั้งด้านการดูแลผิวให้แข็งแรง ปกป้องผิวให้มีความต้านทาน ทนทานต่อการระคายเคือง พร้อมได้ประโยชน์ด้านผิวกระจ่างใส

ถัดมาจะเป็น Intensive ClamAGE Ointment ที่มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แพคเกจจะเป็นแบบหลอดเช่นกัน

เนื้อคล้ายบาล์ม ไม่มีกลิ่น เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

การเกลี่ยอาจจะฝืดๆ หน่อย ตามลักษณะของเนื้อครีมแบบบาล์มแบบนี้ เรื่องของความชุ่มชื้นคือฉ่ำมาก แต่ไม่ถึงกับเหนียวเหนอะหนะ หรือเยิ้ม ทิ้งไว้สักพักก็จะซึมและให้ความรู้สึกสบายผิว

ก่อนไปดูส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยแลปที่ได้รับมาตรฐาน และเป็น 3rd party (คือไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เพื่อลด bias ในผลการทดสอบ) มาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในอาสาสมัครทดสอบ 20 คน อายุเฉลี่ย 34.15 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อเกิดการระคายเคือง ทดสอบด้วยวิธี patch test ในอาสาสมัครทดสอบ 32 คน อายุเฉลี่ย 47.53 ปี (ค่าคะแนนเฉลี่ยของการระคายเคือง หรือ MII = 0.00 หมายถึงไม่ระคายเคือง)
  • ในด้านของประสิทธิภาพ
    • ประสิทธิภาพในการลดรอยแดงในอาสาสมัคร เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ และได้ผลดีขึ้นเมื่อใช้เป็นเวลาต่อเนื่อง 4 สัปดาห์
    • ประสิทธิภาพในการเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้
    • ประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอย เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ เช่นกัน
    • ส่วนผลด้านความชุ่มชื้น-ผิวแข็งแรงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมก็จะมี Combination signature ของแบรนด์ Curecode ได้แก่ Tribiotics + Neuromide + MES technology ที่มาพร้อมหน้า และเสริมมาด้วยสารที่ดูแลริ้วรอย โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะเด่นในเชิงการป้องกันริ้วรอยใหม่ โดยเหมาะกับคนที่ไม่สามารถทนต่อ Retinoids ได้ หรืออยากชะลอวัยไว้ก่อนมันจะมา 

  • สารสกัดจากเปลือกส้ม (Citrus reticulata (Tangerine) Extract) ซึ่งประกอบด้วย Flavonoids หลายชนิด ที่เป็น Antioxidant ที่ดี และบางตัวมีคุณสมบัติด้าน Whitening
  • Soy isoflavone ที่ไม่ได้มาในรูปแบบของ soybean extract แต่มาในชื่อ Soy isoflavone ซึ่งจะมีความบริสุทธิ์ของเนื้อ Isoflavone อยู่สูง ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen มีประโยชน์ในการดูแลเรื่อง Antioxidant, การระคายเคือง และให้ผิวยืดหยุ่น กระชับ และนุ่มนวล
  • Resveratrol ตัวแม่แห่งวงการ antioxidant ที่ชะลอวัยได้ดี และมีรายงานในการเป็น Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก
  • ส่วนของ Acetyl glucosamine ก็ดูแลเรื่องริ้วรอย และความชุ่มผิวได้เช่นกัน

จะมีส่วนของ Alcohol เข้ามา ซึ่งคิดว่าเอามาปรับ Feel ให้ไม่เหนอะหนะ และส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณ เดือนครึ่ง ใช้ก่อนนอน ก็ไม่ได้มีปัญหาระคายเคืองใดๆ

สำหรับการให้คะแนนวันนี้จะขอหยิบเอา Ultra Soothing Radiance Gel มาเป็นตัวแทนในการให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง: ส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดี เน้นการฟื้นฟู Barrier ผิวในทุกมิติ รวมถึงปรับสมดุล Microbiome ของผิว ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว พร้อมทั้งให้ประโยชน์ด้าน Whitening เพื่อให้ผิวกระจ่างใส และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบส่วนตัว ทางนี้ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์มาประมาณ 1 เดือน ในด้านของผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น รอยแดง ถือว่าทำมาได้ดีมาก และตอบโจทย์ ถ้าเทียบกับ Ampoule น้องจะชุ่มชื้นขึ้นและเด่นเรื่อง Whitening เพิ่มขึ้น โดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาเรื่องของสีผิวที่ผิดปกติ เลยจะยังตอบคำถามตรงนี้ไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าให้ความชอบ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Curecode สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Curecode โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/curecodeth

ทางไปตำ Radiance gel

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.osdP3?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/7UvgcTRGIi

ทางไปตำ Intensive CalmAGE ointment

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.osdMt?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/9f0BCU58zY

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Curecode สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ