Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มสารสกัดสเตมเซลล์ข้าวหอมมะลิแดง จากผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์อันเลอค่า Herbalist Siam ที่มีชื่อว่า Red Jasmine Rice Phyto Cell More than serum

สวัสดีค่ะ

มี่เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะเคยเห็นรีวิวของเซรั่มแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งที่ Go inter ไปหลายๆประเทศ รวมทั้งอเมริกา และฮ่องกงมาแล้วนะคะ

วันนี้มี่เองก็มีโอกาสได้ทดลองใช้สินค้าของแบรนด์นี้ แล้วรู้สึกว่าเขาทำมาได้ค่อนข้างดีจริงๆค่ะ

สิ่งที่มี่จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมวันนี้ก็คือ เซรั่มจากแบรนด์ Herbalist Siam ที่มีชื่อว่า Red Jasmine Rice Phyto Cell More than serum ค่ะ

ซึ่งใช้นวัตกรรมสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยง หรือ แคลลัส ที่วงการเครื่องสำอางเรียกติดปากกันว่า Stem cell ของข้าวหอมมะลิสีแดง ที่ผ่านการค้นคว้าโดยผู้เชี่ยวชาญจากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รวมทั้งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตร ที่ไปกวาดรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมจากที่ประชุมวิชาการนานาชาติมาอยู่หลายต่อหลายครั้งค่ะ

1566034396075

(Image from Herbalist Siam)

แค่เกริ่นมานี่ก็แลดูน่าสนใจ ควรค่าแก่การลองแล้วเนอะ

ตัวเซรั่มมาในแพคเกจที่มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

her 1

ด้านในเป็นขวดแก้ว ที่มีหลอดหยดแบบ Built-in ในตัวค่ะ

her 2

เนื้อเซรั่มจะเป็นแบบเนื้อออกขุ่นๆหน่อย และเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เราเลยจะได้กลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อย

her 4

ตัวเซรั่มเกลี่ยง่าย ซึมไว แห้งไว ให้ความรู้สึกเหมือนมีฟิล์มบางๆเคลือบปกป้องผิวและให้ความรู้สึกเรียบตึงกระชับอยู่ค่ะ

her 5

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

her 3

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส herbalist

ในภาพรวมนางเป็นเซรั่มเบสกึ่งๆอิมัลชั่นกึ่งๆเจล ที่ประกอบด้วยน้ำ และไขมันสังเคราะห์เพื่อเคลือบปกป้องผิว โดยไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และ ซิลิโคนค่ะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้หลายสีนะคะ

  • ขอเริ่มที่สีชมพู พระเอกของเราในวันนี้ นั่นก็คือ Oryza sativa callus culture extract หรือ สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยง หรือ แคลลัสของข้าวหอมมะลิสีแดง ซึ่งผ่านการค้นคว้าวิจัย และเป็นนวัตกรรมสิทธิบัตร มีข้อมูลงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดดังกล่าวในอาสาสมัคร พบว่าอาสาสมัครที่ใช้ครีมที่ผสมสารสกัดจากแคลลัสของข้าวหอมมะลิสีแดง มีริ้วรอยที่ลดลง ปริมาณเม็ดสีที่ลดลง ความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น ความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้น และครีมดังกล่าวไม่เกิดการระคายเคืองหรือการแพ้ในกลุ่มอาสาสมัครในการทดสอบนี้ (The Journal of Applied Science, 2018;17S:63-72)

1566034414098(Image from: The Journal of Applied Science, 2018;17S:63-72)

โดยผลตรงนี้อาจจะเกิดจากการที่ในเซลล์เพาะเลี้ยงหรือแคลลัสของพืชที่กำลังเติบโตนี้อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย รวมไปถึง Growth factor หลายชนิดที่มีประโยชน์กับผิวพรรณ

  • สีน้ำตาล Alteromonas ferment extract ตัวนี้รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Exo-H ซึ่งเป็นส่วนผสมของ Water (and) Butylene Glycol (and) Alteromonas Ferment Extract นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ทางบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมไว้ว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความแข็งแรงและความสามารถในการกักเก็บน้ำให้แก่ผิว โดยไปเพิ่มการสังเคราะห์ Hyaluronic acid, ไขมันบางชนิด และ โปรตีน Filaggrin ซึ่งขอกล่าวถึงโปรตีน Filaggrin นี้นิดหน่อยค่ะ เพราะนางเป็นโปรตีนตัวหนึ่งที่มีประโยชน์มากๆ
  • Filaggrin เป็นโปรตีนที่ผิวเราจะเอาไปใช้ได้ 2 แบบ คือ เอาไปย่อยจนได้กรดอะมิโนตัวเล็กๆ ทำหน้าที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ ที่เราเรียกว่า Natural moisturizing factor หรือ NMF กับอีกบทบาทหนึ่งคือ นางจะโดนเอนไซม์ตัวหนึ่งจับเอาไปเชื่อมกับโปรตีนอื่นๆแล้วกลายเป็นเปลือกโปรตีนแข็งๆที่หุ้มเอาเซลล์ในผิวชั้นนอกสุดเอาไว้ เรียกว่า Cornified envelope (CE) ซึ่งหลังๆทางวงการเครื่องสำอางพูดถึงเรื่อง CE กันมาก โดยเจ้า CE นี่ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้แก่เซลล์ในชั้นหนังกำพร้าของเรานั่นเองจ้า
  • โดยรวมคือวัตถุดิบนี้ จึงมีคุณสมบัติในการเพิ่มความแข็งแรงและความสามารถในการกักเก็บน้ำให้แก่ผิว
  • สีส้ม เป็นคู่หูคู่ขวัญเปปไทด์ 2 ชนิด อย่าง Palmitoyl tripeptide-1 กับ Palmitoyl tetrapeptide-7 ที่ให้ประโยชน์ในเชิงด้านของการเสริมการสร้างคอลลาเจน ช่วยเสริมความกระชับ และช่วยให้ริ้วรอยแลดูตื้นขึ้นและจางลง
  • สีฟ้าเป็นกลุ่มของสารเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • สีเขียว เป็นสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมี่ขอเลือกหยิบยกเอามาเฉพาะตัวที่น่าสนใจนะคะ
    • Aminopropyl ascorbyl phosphate ซึ่งเป็นอนุพันธ์ตัวใหม่ตัวหนึ่งของวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นในเชิงของ Whitening, การชะลอวัย และการเสริมความกระชับให้ผิว รวมไปถึงด้านการลดการอักเสบและระคายเคือง
    • กลุ่มสารสกัดจากพืช และสารบำรุงที่ให้คุณสมบัติเชิง Whitening หลายตัว ได้แก่ Paeonia suffruticosa root extract, Arbutin, Saxifraga samentosa extract, Acetyl tyrosine, และ Glutathione
    • สารสกัดจาก Scutellaria baicalensis มีรายงานว่าประกอบด้วยสารฟลาโวนอยด์ Baicalin กับ wogonin ที่ให้ผลลดการอักเสบในผิว ปกป้องไม่ให้รังสี UV เหนี่ยวนำให้เกิดการทำลายคอลลาเจนในผิว โดยไปมีผลยับยั้งไม่ให้เอนไซม์ MMP ที่เป็นตัวย่อยสลายเพิ่มจำนวนขึ้น (Eur J Pharmacol. 2011; 661(1-3):124-32.)

 

โดยสรุป เซรั่มนี้จึงถือว่าเป็นเซรั่มตัวหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ โดยให้ประโยชน์กับผิวได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านของ Whitening, ความชุ่มชื้น การชะลอวัย และลดเลือนริ้วรอย ไปพร้อมๆกัน ซึ่งถือว่าตอบโจทย์กับความต้องการ และปัญหาผิวของหนุ่มๆสาวๆในวัย 30+ มากๆ

และในอีกจุดที่น่าสนใจคือการพัฒนาสูตร ผ่านการเลือกส่วนผสมมาอย่างดี ไม่ได้มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

ว่าแล้วก็มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้ขอแบ่งเป็น 3 หมวดนะคะ เนื่องจากส่วนผสมมีค่อนข้างเยอะ

  1. สารบำรุง จุดแรกที่ต้องขอกล่าวชื่นชม คือการนำเอานวัตกรรมที่ต่อยอดจากงานวิจัยที่ส่วนใหญ่มักจะขึ้นหิ้ง มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และนำพาเอาข้าวไทยไปสู่ตลาดโลก โดยใช้ส่วนผสมจากสารสกัดของเซลล์เพาะเลี้ยงจากข้าวหอมมะลิแดง ที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาหลายขั้นตอน รวมถึงมีข้อมูลรองรับในด้านประสิทธิภาพเชิงคลินิก มา Blend ผสมกับสารบำรุงอื่นๆจากนานาอารยะประเทศเข้ากันได้อย่างลงตัว โดยให้ประโยชน์โดยรวมทั้งในด้าน ของ Whitening, ความชุ่มชื้น การชะลอวัย และลดเลือนริ้วรอย ไปพร้อมๆกัน ตามที่ได้กล่าวไปในด้านบน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่คิดว่าเนื้อเซรั่มแห้งไวไปนิดหน่อย และมี่เองก็มีผิวผสม/ค่อนแห้ง เลยรู้สึกว่ามันจะแห้งไป ต้องหา moisture อื่นๆมาเสริมทับอีกชั้นหนึ่ง แต่คิดว่าคนที่มีผิวมันน่าจะชอบค่ะ ในด้านของประสิทธิภาพ ส่วนแรกที่เราจะได้รับน่าจะเป็นเรื่องของความชุ่มชื้น ความรู้สึกนุ่มฟู และกระชับ เรื่องจุดด่างดำ กับริ้วรอยก็จะตามๆกันมา เพียงแต่ตอนนี้มี่ยังไม่ได้มีปัญหาเรื่องริ้วรอย เลยยังตอบในจุดนี้ไม่ได้นะคะ แต่โดยรวมค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 4 ฟลาสก์

คะแนน her

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Herbalist Siam ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Website: www.herbalistsiam.com

Line: @herbalist_siam

http://bit.ly/herbalistsiam

หรือสามารถติดต่อสั่งซื้อผ่าน Lazada ได้แล้วค่ะ

วันนี้คงต้องขอตัวไปก่อน พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Herbalist Siam การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Talks] ประโยชน์ของแร่ธาตุในทางสกินแคร์

วันนี้มี่มาเล่าถึงการใช้แร่ธาตุในเชิง Skincare ค่ะ

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการใช้น้ำแร่ หรือ การอาบน้ำแร่ รวมไปถึงออนเซนต่างๆ เพื่อคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณแล้ว

วันนี้มี่เลยอยากมาแชร์ข้อมูลถึงประโยชน์ของแร่ธาตุต่างๆในผิวหนังเรากันค่ะ

อย่างแร่ธาตุที่ทางเครื่องสำอางใช้กันบ่อยๆ คงหนีไม่พ้น Zinc ซึ่งเจ้า Zinc นั้นก็มีประโยชน์มากมายกับผิวพรรณ เพราะตัวนางเองเป็น Cofactor ของเอนไซม์บางชนิดในผิว จึงทำหน้าที่ควบคุมการทำงานต่างๆของผิวให้เป็นปกติ แต่ทางเครื่องสำอางที่ Focus กันแล้วใช้กันบ่อยๆ จะเป็นเรื่องของคุณสมบัติในการควบคุมความมัน คุณสมบัติในการระงับเชื้อ รวมถึง Zinc oxide ที่มีขนาดพอเหมาะ สามารถให้คุณสมบัติเป็นสารกันแดดได้ด้วย

ตัวต่อมาที่มีใช้กันมานานแล้ว คือ เจ้า Copper ซึ่งมักเอามาจับกับ Peptide เพื่อเสริมการดูดซึม มีประโยชน์ในเชิงการเป็น Antioxidant

Selenium ก็มีบทบาทในการบำรุงผิว และมีการพูดถึงในเชิงของการเป็น Antioxidant และคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง

ตัวถัดมาที่วงการเครื่องสำอางเริ่มพูดถึงในหลายๆปีที่ผ่านมาคือ Calcium ค่ะ โดยเจ้า Calcium นี้มีประโยชน์มากมายหลายอย่าง แต่หลักๆจะเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในการบำรุงผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง โดยมีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและหน้าที่ของผิว ควบคุมการสร้างเปลือกหุ้มเซลล์ Corneocyte ในหนังกำพร้า ที่เรียกว่า Cornified envelope ซึ่งหลังๆแบรนด์ทางญี่ปุ่นเริ่มพูดถึง Cornified envelope กันมากขึ้นค่ะ

Cornified envelop เป็นเสมือนเปลือกแคปซูลที่ทำจากโปรตีนหลายๆชนิดที่มีความทนทานมาก เรียงซ้อนกันหลายชั้น อัดกันแน่นด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อน ทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะในการปกป้องผิว ให้แข็งแรงค่ะ

 

F5.large

(Image from Candi et al. PNAS March 3, 1998 95 (5) 2067-2072; https://doi.org/10.1073/pnas.95.5.2067)

 

ส่วนตัวมี่ค่อนข้างให้ความสนใจกับการใช้แร่ธาตุเพื่อบำรุงผิวนะคะ นอกจากน้ำแร่ และเซรั่มน้ำแร่ที่ใช้อยู่แล้ว เมื่อตอนไปเกาหลีเห็นแบรนด์ A’pieu ของทางเกาหลีได้ Launch สินค้าในกลุ่มของ Mineral ออกมา 3 สูตร ซึ่งทำมาได้น่าสนใจเลยทีเดียว

nfUZTMnRNQilWIzIdyYs

(Image from A’pieu)

โดยมีด้วยกัน 3 สูตร คือ Zinc, Calcium และ Magnesium ค่ะ

  • สูตร Zinc จะเน้นเคลมเรื่องของ Calming
  • สูตร Calcium เน้นเคลมเรื่องของ Moisturizing
  • สูตร Magnesium เน้นเคลมในเรื่องของ Nutrition

 

GvJFfgOfpOSdVPZDMqLx

(Image from A’pieu)

 

ในตอนแรกนางปล่อยแพคเกจมาเป็นรูปแบบกระปุก แต่ตอนมี่ไป นางปรับแพคเกจมาเป็นแบบหลอด แล้วปล่อยสินค้าที่เป็นโทนเนอร์แร่ธาตุรวมออกมาอีกชิ้นค่ะ

APIEU_Cicative_Cream_01

(Image from A’pieu)

 

ซึ่งตัวที่มี่ไปสอยมาจากเกาหลีทริปนี้ก็คือ ครีมสูตร Calcium ด้วยความที่เราเป็นสาย Barrier ผิว ดังนั้นคุณสมบัติของ Calcium ที่มีต่อผิวในด้านของ Cornified envelope จึงค่อนข้างถูกใจต้องตาสำหรับมี่ค่ะ ไว้เราจะมารีวิวให้ได้ชมกันต่อไปนะคะ

 

Image

อัพเดทผลิตภัณฑ์เวชสำอางเพื่อความงามจากเกาหลีกับแบรนด์ GluCA เวชสำอางที่ได้รับความนิยมในคลินิกความงามที่เกาหลี

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มาอัพเดทผลิตภัณฑ์ความงามจากเกาหลีตัวใหม่ที่มี่ไปเจอมาเมื่อตอนไปเดินงาน Bangkok Beauty และ K-beauty Expo 2019 เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาให้ได้ชมกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ GluCA ค่ะ ซึ่งแบรนด์นี้เป็นแบรนด์เวชสำอางประสิทธิภาพสูงจากเกาหลี ที่มีวางจำหน่ายในคลินิกและโรงพยาบาลผิวหนังชั้นนำของประเทศเกาหลีค่ะ

เปิดประเดิมด้วยรูปจากบูธของ GluCA ที่มี่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมนะคะ

Gluca 1-1

จากรูปจะเห็นว่าในแบรนด์ของ GluCA มีด้วยกันหลายไลน์ แต่ตอนนี้ที่มีเข้ามาจำหน่ายในไทย จะเป็นไลน์สีฟ้า Line Clinic และ สีเทา Line Whitening ค่ะ

ด้วยความสนใจเลยไปลองคุยกับทางทีมงาน พอได้ความว่า นางเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจด้วยคอนเซปท์การฟื้นฟู Barrier ผิว โดยใช้ส่วนประกอบของพวกเซราไมด์ และไขมันที่เป็นองค์ประกอบของผิว เสริมการฟื้นฟูตัวเองของผิว (Self-restoration) และ ปรับสมดุลอิออนแคลเซียม/แมกนีเซียม

ซึ่งน่าสนใจมากๆค่ะ เพราะปกติในวงการเครื่องสำอางส่วนใหญ่ถ้าเป็น Moisture ที่ฟื้นฟู Barrier ก็จะมีแค่พวกสารกลุ่มไขมัน กับพวก NMF แต่แบรนด์นี้มีการเสริมแร่ธาตุ Calcium/Magnesium เข้ามาด้วย ซึ่งไว้มี่จะมาอัพเดทเรื่องของแร่ธาตุเหล่านี้ให้ได้ชมกันต่อไปนะคะ

Gluca 2

ซึ่งทั้งสองไลน์ส่วนผสมหลักคล้ายๆกัน ต่างกันที่กลุ่มของสารบำรุงและสารสกัดค่ะ

 

ในบ้านเราผลิตภัณฑ์จาก GluCA มีวางจำหน่ายที่ร้าน StyleHan และ Beautrium ค่ะ

ด้วยความอยากได้ของดิฉัน ดิฉันก็เลยแบกร่างไปส่องที่ Beautrium มาค่ะ

แล้วก็เจอพวกนางวางเรียงรายกันอยู่

ราคาก็ไม่ได้รุนแรงมากนะคะ

Gluca 3

Gluca 4

หลังจากวอแวกับพวกนางอยู่สักพักก็เลยสอยตัว Ionic essence ซึ่งเป็นเซรั่มที่มี Applicator แบบพิเศษนอกจากทาแล้วใช้ปลายหลอดนวดได้ทั่วใบหน้าแล้ว ยังสามารถกลิ้งเบาๆใต้ดวงตาด้วยค่ะ เน้นการบำรุงและฟื้นฟูผิว กับ Whitening serum มาอย่างละชิ้นค่ะ

ไว้จะมารีวิวและอัพเดทให้ได้ชมกันต่อไปนะคะ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ผลิตภัณฑ์บำรุงผมจาก The Fitzrovia Centre London สูตร Hair thickening system ยกเซ็ต สวยครบจบในที่เดียว

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกๆท่าน

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมตัวใหม่จากอังกฤษมาฝากกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ The Fitzrovia Centre London จากอังกฤษนะคะ

ขอเกริ่นนำถึงแบรนด์ The Fitzrovia Centre London นิดหน่อยนะคะ

The Fitzrovia Centre London เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าสำหรับ haircare และ beauty care จากประเทศอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อปี 2015 ซึ่งทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาสูตร และการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆของบริษัท สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด

ส่วนตัวมี่เองก็มีโอกาสได้ลองสินค้าในกลุ่มสำหรับดูแลปัญหาผมร่วง ผมบาง ซึ่งออกแบบมาสำหรับฟื้นฟูปัญหาผมร่วงผมบาง ด้วยนวัตกรรมสารสกัด Redensyl (รีเดนซิล) ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูปัญหาผมร่วง ชะลอการหลุดร่วง และเสริมการเจริญของเส้นผมค่ะ

โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีด้วยกัน 3 ชิ้น ได้แก่ แชมพู ครีมนวดผม และแฮร์เซรั่ม นะคะ

มาเป็นกิฟท์เซ็ตน่ารักๆมีหน้าตาแบบนี้เลยจ้า

fitz 1

ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเขาก็ถือว่าทำมาได้อย่างเรียบหรู และจัดเต็มมาด้วยส่วนผสมที่เน้นไปทางด้านการฟื้นฟูเส้นผมได้โดยตรงเลย และเสริมสารบำรุงเข้ามาหลายชนิดได้อย่างลงตัว ดูแลผมได้ครบวงจรเลยค่ะ

 

ขอเปิดการรีวิวด้วยคู่หูแชมพูกับครีมนวด ตาม Step การใช้งานจริงเลยนะคะ

fitz 2

เริ่มกันที่ตัวแชมพูนะคะ

อย่างแรกที่มี่ประทับใจ คือ แพคเกจค่ะ ที่มีการดีไซน์มาแบบ Tampered-proof คือ ออกแบบมาให้รู้เลยว่าผ่านมือใครมาหรือยัง เพราะเมื่อเราแกะครั้งแรก ซีลที่เขาล็อคฝาไว้ก็จะหักทำให้ฝาเด้งขึ้นมาแบบนี้เองจ้า

ชอบความใส่ใจในจุดนี้มากๆ

open package

ตัวแชมพูมาในรูปแบบใส มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

fitz 7

ในด้านของฟอง ฟองเล็กละเอียด ค่อนข้างละมุน เกลี่ยบนผมได้ง่าย ไม่พันกัน แต่ส่วนตัวมี่ค่อนข้างบ้าฟอง เลยอยากได้ฟองเยอะกว่านี้นิดนึง

fitz 8

ค่า pH ของแชมพูหลังละลายน้ำอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ เราไม่ค่อยเจอแชมพูที่มี pH ประมาณนี้เท่าไหร่ เพราะแชมพูโดยทั่วไปส่วนใหญ่ pH จะอยู่ที่ราวๆ 8 ซึ่งเป็นด่างเล็กน้อย โดยปกติ pH ของหนังศีรษะจะอยู่ในช่วงกรดอ่อน การใช้แชมพูที่เป็นด่างอาจจะรบกวนสมดุลบนหนังศีรษะได้ แต่ตัวนี้คือโอเคเลยหละ

fitz 9

สำหรับส่วนผสมของแชมพู เป็นดังภาพนี้นะคะ

สผส shampoo.jpg

เดี๋ยวมี่ค่อยรีวิวสารบำรุงรวดเดียวจบในตัว Hair Serum นะคะ

สำหรับแชมพูนั้นมีจุดเด่นอยู่ที่ปราศจากสารในกลุ่มของ SLS/SLES และก็ซิลิโคน รวมถึงสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว อาทิเช่น Silicone, Parabens , Sulfate อื่นๆ, DEA, MEA และกลุ่มของพวกสารกันเสียที่เป็น  Formaldehyde releaser

 

ส่วนครีมนวดมาด้วยเนื้อแบบน้ำนม ข้นเล็กน้อย

fitz 10

ส่วนผสมของครีมนวดเป็นดังภาพนี้นะคะ

สผส cond

ส่วนผสมของครีมนวดใช้สารประจุบวก Distearoylethyl dimonium chloride เป็นตัวปรับสภาพผมเสียให้นุ่มสวย เงางาม และลดการชี้ฟูค่ะ

ซึ่งปกติการสระผม แชมพูจะมีประจุลบ นางจะไปดึงประจุบวกออกมาจากเส้นผม ทำให้ผมเราเหลือแต่ลบ ผมเราจึงผลักกันด้วยแรงทางไฟฟ้า ทำให้ชี้ฟู การใช้ครีมนวดผมที่มีประจุบวก ก็จะเข้าไปจับกับประจุลบดังกล่าว ก็จะลดแรงทางไฟฟ้า ทำให้ผมไม่ผลักกันเกิดการชี้ฟูค่ะ

ใช้ครีมนวดคู่กับแชมพูก็จะลดการชี้ฟู ช่วยให้จัดทรงได้ง่าย และแลดูเงางามค่ะ

 

ต่อมาจะเป็นตัว Hair serum ที่เราเอามาลงที่บนหนังศีรษะหลังเป่าผมจนแห้งแล้วค่ะ

หน้าตาของเซรั่มเป็นแบบนี้นะคะ

fitz 3

มาในขวดแบบหยดปลายแหลม ใช้ง่าย ใช้สะดวกค่ะ

fitz 4

ตัวเซรั่มเป็นเนื้อใส เกลี่ยง่าย แห้งเร็ว ไม่เหนอะหนะ หลังใช้รู้สึกเบาสบายหนังศีรษะ ไม่ได้รู้สึก แห้ง ระคายเคืองหรือแสบร้อนใดๆค่ะ

fitz 5

fitz 6

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ

fitz 11

ปิดท้ายรีวิววันนี้ด้วยส่วนผสมของ Hair serum ค่ะ

สผส serum

ตัว Serum นี้มาในเบสแบบสารละลายใส ซึ่งมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมอยู่นะคะ

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มแบบ Alcohol มาลำดับแรกเลย จะไม่เป็นอะไรหรือ? จริงๆ Alcohol ในผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงรากผมจำเป็นมากนะคะ จากบทความวิชาการของ Patzelt และ Lademann มีการกล่าวว่า ตำรับที่ใช้ Alcohol และน้ำเป็นเบส สามารถเพิ่มการนำส่งสารเข้าสู่รากผมได้ดีขึ้น (Patzelt, A., & Lademann, J. (2013). Drug delivery to hair follicles. Expert Opinion on Drug Delivery, 10(6), 787–797. doi:10.1517/17425247.2013.776038)

เพราะว่าในสภาพของรูขุมขนเรา โดยเฉพาะที่หนังศีรษะ จะถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยไขมัน Sebum หนาๆ การใช้เบสน้ำเพียงอย่างเดียวสารจะไม่สามารถละลายหรือซึมผ่าน Sebum ลงไปได้ หรือได้น้อยนั่นเองค่ะ Alcohol มีความสามารถในการละลายไขมัน มีผู้เสนอแนะกลไกของ Alcohol ในการเสริมการดูดซึมสารบำรุงต่างๆเข้าสู่รากผมไว้ 2 กลไก ได้แก่

  1. Alcohol ไปชะเอา Sebum ออกมา ทำให้สารแพร่ลงไปได้
  2. Alcohol นำพาสารลงไปก่อนจะระเหยหนีหายออกไป

 

ทีนี้มาถึงเรื่องสารบำรุงกันบ้างค่ะ

สำหรับ Redensyl เป็นวัตถุดิบของบริษัท Givaudan Active Beauty ประเทศฝรั่งเศส เป็นวัตถุดิบที่เบลนด์ระหว่าง Glycerin (and) Aqua (and) Sodium Metabisulfite (and) Larix Europaea Wood Extract (and) Glycine (and) Zinc Chloride (and) Camellia Sinensis Leaf Extract ซึ่งมี่เลือก Highlight เฉพาะสารสำคัญบางตัวด้วยสีม่วงนะคะ

ทีนี้ก่อนกล่าวถึงสารบำรุงนี้ขอกล่าวถึงวงจรการเจริญของเส้นผมกันก่อนนะคะ

การเจริญของเส้นผมของคนเราแบ่งเป็น 3 ระยะค่ะ

human-head-hair-growth-cycle_88272-625

(Image from https://www.freepik.com/)

  1. Anagen เป็นระยะที่เส้นผมกำลัง Active กำลังโต
  2. Catagen เป็นระยะที่เส้นผมเริ่มหยุดสร้างตัวเอง เริ่มถดถอย
  3. Telogen เป็นระยะสุดท้ายที่ผมนั้นพร้อมหลุดออกไป

ซึ่งในคนเมื่อถึง Telogen แล้ว รากผมก็จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ Anagen อีกรอบค่ะ ทำให้เรามีผมตลอดเวลาไม่มีระยะผลัดขนเหมือนสัตว์บางชนิด

ทีนี้ในกรณีของโรคบางโรค อย่างเช่น อาการผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย มันจะไปทำให้ Anagen สั้นลง และ Telogen ยาวขึ้น รวมถึงไปขัดขวางไม่ให้เกิด Anagen ใหม่ขึ้นมา ผมเลยบาง และล้านในที่สุด และฮอร์โมนเพศชายเองก็มีผลต่อรากผมโดยตรง ทำให้รากผมมีขนาดเล็กลง เส้นผมจึงเล็กลง ทำให้ผมยิ่งดูบางลงไปอีกค่ะ กระบวนการนี้เราเรียกว่า Hair follicular miniaturization

นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาจากส่วนผสมต่างๆแล้ว ผลิตภัณฑ์ Set ดังกล่าว น่าจะเหมาะกับอาการผมร่วงแบบอื่นๆ เช่น อาการผมร่วงเนื่องจากความเครียด หรือ การผมร่วงที่มีอิทธิพลจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นในคุณแม่หลังคลอด ได้ด้วยค่ะ

miniaturization_men

(Image from https://www.bernsteinmedical.com/hair-loss/basics/miniaturization/)

ถ้าพูดถึงฮอร์โมนเพศชาย หรือ Androgen ที่เรารู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนชีววิทยาตอนม.ปลาย ก็คือเจ้า Testosterone ในร่างกายของผู้ชาย จะมีการทำงานของฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า 5α-reductase ซึ่งจะเปลี่ยน Testosterone ให้กลายเป็น Dihydrotestosterone หรือ DHT ค่ะ

DHT นี้ปกตินางมีประโยชน์ในการควบคุมลักษณะทางเพศของผู้ชาย การเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น รวมถึงการทำงานของระบบบางระบบ แต่ถ้ามีมากเกินไปนางก็ทำให้เกิดโรคได้หลายอย่าง เช่น ผิวมัน หนังศรีษะมัน ผมบาง ผมร่วง ภาวะขนดกในสตรี รวมไปถึงต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมากค่ะ

หลังๆนี้เราจะเห็นวัตถุดิบในเครื่องสำอางหลายๆตัว เริ่มพูดถึงฤทธิ์ในการต้านเอนไซม์ 5α-reductase นี้กันแล้ว

ตัวอย่างสารสกัดจากพืชที่สามารถต้านเอนไซม์นี้ได้ก็คือ ชาเขียว ซึ่งประกอบด้วยสาร EGCG ที่มีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์นี้ ทำให้ลดอาการของผมร่วง ผมบางได้ค่ะ นอกจากนี้ชาเขียวเองก็ยังมีประโยชน์อีกหลายประการไม่ว่าจะเป็น Antioxidant และคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง

 

ทีนี้ขอวกกลับมาที่วัตถุดิบ Redensyl นางเป็นวัตถุดิบที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินนวัตกรรมเครื่องสำอางยอดเยี่ยมมาจากงาน in-cosmetics เมื่อปี 2014 ค่ะ

award

เอ๊ะนางดียังไงทำไมนางถึงได้เหรียญเงิน

นางเป็นวัตถุดิบที่เลือกผสมเอาสารออกฤทธิ์หลายตัวมารวมกันอย่างลงตัวให้ประโยชน์กับเส้นผม และหนังศีรษะในหลายๆด้านไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • เสริมการแบ่งตัวของรากผม ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง และหนาตัวขึ้น
  • ปรับสมดุลของ Hair growth cycle ให้กลับมาอยู่ใน Anagen ทำให้เส้นผมเจริญเติบโต
  • เสริมการทำงานและปกป้องสเตมเซลล์ภายในรากผมให้ทำงานเป็นปกติ
  • ลดการอักเสบและระคายเคืองที่หนังศีรษะ

redensyl mech 2

(Image from Induchem Inc.,)

ซึ่งทางบริษัทเองก็มีผลการทดสอบในอาสาสมัครด้วยค่ะ ว่าให้ผลในระยะเวลา 84 วัน หรือราวๆ 3 เดือนค่ะ

reden in vivi

(Image from Induchem Inc.,)

ซึ่งนอกจากสารบำรุง Redensyl แล้ว ก็ยังมีส่วนผสมของโปรตีนจากพืช 3 ชนิด Hydrolyzed corn protein, Hydrolyzed soy protein, Hydrolyzed wheat protein ซึ่งมีการเคลมว่าเป็น Keratin ที่ได้จากพืช เนื่องจากองค์ประกอบของกรดอะมิโนต่างๆเมื่อเบลนด์เข้ากันด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว จะคล้ายกับ Keratin ของผมเราค่ะ

ในแชมพู และครีมนวดยังเสริมสารบำรุงอื่นๆอีก 3 ชนิด ได้แก่

  • Betaine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (รวมถึงหนังศีรษะ)
  • Oat-beta glucan ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และ ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (รวมถึงหนังศีรษะ)
  • Panthenol หรือที่เราเรียกๆกันว่า โปรวิตามินบี 5 เป็นวัตถุดิบยอดฮิตอีกตัวในวงการ Hair เพราะนางมีคุณสมบัติที่ดีในการเสริมการเจริญของเส้นผมค่ะ

 

ทีนี้มาถึงประเด็นที่คาใจหลายๆคน ในแชมพู ครีมนวดผม นี่เราจะหวังผลในด้านการบำรุงได้จริงไหม เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้สัมผัสเส้นผมและหนังศีรษะแค่ชั่วคราวแล้วก็ล้างออกไป ในจุดนี้ทางแบรนด์เคลมว่าการใช้ผลิตภัณฑ์แบบครบเซ็ต ก็จะช่วย Maintain (คงไว้) ปริมาณของ Redensyl ให้คงที่ และบำรุงผิวได้ในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นค่ะ

และการเลือกแชมพู/ครีมนวดผมก็เป็นส่วนสำคัญนะคะ เพราะในกรณีของผมร่วงบางประเภท อาจจะเกิดจากการอักเสบระคายเคือง หรือ หนังศีรษะแห้ง ถ้าแชมพู/ครีมนวดที่ใช้ไม่เหมาะสม อาการผมร่วงก็อาจจะไม่ดีขึ้นก็ได้ค่ะ

มาลองดูประสิทธิภาพกันบ้างนะคะ

มี่ใช้วิธีใช้หวีซี่ถี่ๆ หวีผม 60 ครั้ง แล้วเก็บผมที่ร่วงลงมาเพื่อเปรียบเทียบกัน ก่อน-หลังใช้ค่ะ

มี่เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์นี้มาได้ราวๆ 3 สัปดาห์นะคะ

before-after

โดยรวมถือว่าผมก็แข็งแรงขึ้น และหลุดร่วงน้อยลงนะคะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้มี่ให้คะแนนรวบทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์เลยนะคะ

  1. สารบำรุง นอกจากตัว Redensyl ที่เป็นตัวสารบำรุงหลักแล้ว ก็ยังมีส่วนผสมของสารบำรุงอีกหลายตัว ซึ่งเน้นไปที่การลดการอักเสบระคายเคือง ฟื้นฟูและปรับสภาพหนังศีรษะให้แข็งแรงค่ะ และสารสกัดจากชาเขียวเองก็สามารถดูแลผลผ่านทางกลไกฝั่งฮอร์โมนไปพร้อมๆกัน Zinc เองก็คุมมันให้กับหนังศีรษะ จึงเรียกได้ว่าดูแลผมได้ครบจบทุกปัญหาค่ะ โดยรวมขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทางแบรนด์เลือกใช้ส่วนผสมที่ค่อนข้างอ่อนโยนและเป็นมิตรกับผม และหนังศีรษะ เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ได้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน สำหรับตัวแชมพู ส่วนตัวมี่คิดว่าฟองน้อยไปนิดนะคะสำหรับมี่ มี่ชอบฟองเยอะๆค่ะ และตัวแชมพูอาจจะเหลวไปหน่อย แต่สระออกมาก็ให้ผมนุ่มสลวย ไม่ชี้ฟู สำหรับครีมนวด ใครที่ผมเสียมากๆอาจจะยังรู้สึกว่าผมยังพันกันอยู่เล็กน้อย ส่วนตัวมี่ก็ผมเส้นเล็ก + ทำสีเนอะ ครีมนวดนี้ยังเอาอยู่ค่ะ ไม่มีปัญหาใดๆ และไม่เยิ้ม ไม่เมือก ไม่ทำให้ผมเป็นลิ่มแต่อย่างใด และตัว Serum เอง มี่ค่อนข้างชอบค่ะ เคยใช้ Tonic บางยี่ห้อแล้วรู้สึกมันจับผมเป็นลิ่มๆ แต่ตัวนี้สบายหัว ไม่ทำให้ผมเป็นลิ่มๆค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน TFC edit

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ The Fitzrovia Centre London ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook : The Fitzrovia centre TH หรือ Inbox: http://m.me/tfc.th

Line : @tfc.th หรือ http://bit.ly/2WCZkTe

และทาง http://www.watsons.co.th หรือ application

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ The Fitzrovia Centre London การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ซีรั่มวิตามินซีน้องใหม่จากแบรนด์ OMG! Oh my glam Boost C E HYA Serum ซีรั่มที่ใครได้ลองใช้ แล้วต้องร้อง OMG!

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวซีรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นซีรั่มวิตามินซีจากแบรนด์ OMG Oh my glam! ที่มีชื่อว่า Boost C E HYA Serum ค่ะ

คอนเซปท์ของแบรนด์ก็คือ “ซีรั่มที่ใครได้ลองใช้ แล้วต้องร้อง OMG!”

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

omg 1

ด้านในเป็นขวดแบบปั๊มค่ะ

omg 2

เนื้อซีรั่มเป็นแบบเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อยค่ะ

omg 3

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะ

omg 4

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเหมาะกับการเป็นผลิตภัณฑ์วิตามินซีค่ะ

โดยทางแบรนด์เคลมว่า ค่า pH ณ วันผลิต ซึ่งถ้าดูจากข้างกล่องที่มี่ได้มา คือ 26/6/2562 วัดด้วย pH meter จะอยู่ 3.5 ซึ่งตัวกระดาษอินดิเคเตอร์ที่วัดได้ สีก็อยู่ระหว่าง 3 และ 4 ค่ะ ก็ถือว่าแลดู Stable และคงที่ อยู่นะคะ

omg 5

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส omg

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำสารบำรุงและสารที่น่าสนใจไว้หลายสีนะคะ

  • ขอเริ่มที่สีฟ้าค่ะ เป็นกลุ่มของวิตามิน และสารพฤกษเคมีที่ได้จากธรรมชาติ ได้แก่
    • L-ascorbic acid โดย L-ascorbic acid เป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อลงผิวได้ นางไม่ต้องผ่าน Metabolism ของผิว นางออกฤทธิ์ได้เลยจึงมีประสิทธิภาพในการบำรุงผิว แต่ข้อจำกัดคือ มีความคงตัวค่อนข้างต่ำค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ก็มีการเสริมความคงตัวให้ด้วยกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสริม antioxidant และ การปรับ pH ให้อยู่ราวๆ 3.5
      สำหรับประโยชน์ของวิตามินซีของผิวพรรณ ได้แก่ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว รวมไปถึงคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และมีหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า วิตามินซี สามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ด้วย จึงให้ประโยชน์ในด้าน ริ้วรอย ชะลอวัย ลดการอักเสบ และผิวขาวกระจ่างใสไปพร้อมๆกัน ทางแบรนด์ใส่มาที่ระดับ 17.5% ค่ะ
    • Tocotrienols และ Tocopherol เป็นวิตามินอีรูปแบบธรรมชาติเช่นกัน มีประโยชน์เป็น Antioxidant ค่ะ ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้วิตามินอี 2%
      ซึ่งปกติแล้ว วิตามินอี กับ ซี จะทำงานเสริมซึ่งกันและกัน ช่วยปกป้องซึ่งกันและกัน และช่วย Regenerate วิตามินที่ทำงานต้านอนุมูลอิสระจนเสื่อมสภาพไปให้กลับมาสดใหม่ไฉไลเหมือนเดิม
    • Ferulic acid เป็นพฤกษเคมีในกลุ่ม Phenolic มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ซึ่งมีหลายๆงานวิจัยนะคะ ที่กล่าวว่า การใช้ Ascorbic acid ร่วมกับ Tocopherol และ Ferulic acid จะช่วยให้สารทั้งสามตัวมีความคงตัวที่ดี และมีประสิทธิภาพที่ดีค่ะ
    • Caffeic acid และ p-Coumaric acid ทั้งสองตัวนี้ก็เป็นพฤกษเคมีในกลุ่ม Phenolic ที่มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกันค่ะ
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีด้วยกันหลายตัวค่ะ ได้แก่
    • Panthenol คือโปรวิตามินบี 5 มีประโยชน์ในเชิงการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และลดการอักเสบระคายเคือง
    • Hyaluronic acid สองชนิด คือ Hya ขนาดใหญ่ กับ Hydrolyzed Hya ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยเติมน้ำให้ผิวในหลายระดับของชั้นผิว
    • Bifida ferment lysate เรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบจากจุลินทรีย์ตัวหนึ่งที่หลังๆมานี้วงการเครื่องสำอางหยิบยกมาพูดถึงบ่อยมากๆ วัตถุดิบนี้มีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการเสริมกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของผิวที่เกิดจากรังสี UV และความเครียดต่างๆ รวมถึง ปรับสมดุลการทำงานต่างๆของผิว และ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว มีบทความวิชาการฉบับหนึ่งที่กล่าวว่า การใช้สารสกัดจาก Bifidobacterium longum สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ลดโอกาสเกิดการแพ้ระคายเคือง ทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร ที่ความเข้มข้น 10% (Exp Dermatol. 2010 Aug;19(8):e1-8.) ซึ่งเป็นความเข้มข้นเดียวกับที่ทางแบรนด์เคลมว่าใช้ค่ะ
    • L-glutathione เป็นรูปแบบที่ Active ของ Glutathione ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และยังมีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสีผิว และ ยังเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างเมลานินชนิด Pheomelanin ซึ่งมีสีอ่อน ในภาพรวมจึงมีประโยชน์ในเชิง Whitening และการป้องกันริ้วรอย
  • สีส้ม สารกลุ่มนี้ไม่เชิงเป็นสารบำรุง แต่เป็นสารเสริมที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้แก่ผลิตภัณฑ์ค่ะ มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่
    • Ethylhexyl methoxycrylate รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า SolaStay® S1 มีประโยชน์เป็นตัวปกป้องสารไม่ให้เสื่อมสภาพจากรังสี UV ที่มาจากแสง
    • Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate สารชื่อยาวๆนี้รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า Tinogard® TT เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่ม Phenolic ที่ได้จากการสังเคราะห์ มีความคงตัวสูง ให้ผลดีในการปกป้องปฏิกิริยา Oxidation ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความร้อน
    • Benzotriazolyl dodecyl p-cresol รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า Tinogard® TL มีประโยชน์เป็นตัวปกป้องสารไม่ให้เสื่อมสภาพจากรังสี UV ที่มาจากแสง

 

จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว คัดเลือกส่วนผสมมาอย่างดี โดยนอกจากจะเลือกส่วนผสมที่เป็น Antioxidant ในกลุ่มของ Phenolic จากธรรมชาติ อย่าง Ferulic acid, Caffeic acid และ p-Coumaric acid มาช่วย Stabilize ตัววิตามินซีให้มีความเสถียรสูงแล้ว ยังใช้กลุ่มของ Antioxidant และสารปกป้องแสง (Photoprotective agents) เข้ามาช่วยกันเป็นเสมือนกองทัพช่วยกันปกป้ององค์หญิงวิตามินซีให้ยังคงความคงสดใหม่ คงสภาพได้ยาวนานขึ้น แถมยังเสริมเอาสารบำรุงอื่นๆเข้ามาได้อย่างลงตัวค่ะ

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ ความใส่ใจของแบรนด์ในการเลือกใช้ Propanediol แทนสารเพิ่มความชุ่มชื้นกลุ่มเก่าอย่าง Propylene glycol (PG) ซึ่งตัว PG ระยะหลังๆมาก็มีรายงานว่าทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองได้บ่อย แต่ตัว Propanediol เป็นสารที่ได้จากการหมักน้ำตาลจากข้าวโพด เพื่อเปลี่ยนเป็น Propanediol ตัวนี้ทางบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีความปลอดภัยที่ดีกว่า PG ค่ะ  และเมื่อใช้ร่วมกับ Glycerin พบว่าประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นจะดีขึ้นด้วย

เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมมีไม่เยอะมาก เลยขอแบ่งการให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ในซีรั่มมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซิลิโคน และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ในด้านของสารบำรุง นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังเสริมเอาสารบำรุงอื่นๆ และสารเสริมที่ช่วยปกป้องวิตามินซีและสารบำรุงอื่นในตำรับให้ Stable จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน เป็นปกติของผิวที่เมื่อโดนวิตามินซีในสภาวะที่เป็นกรดอาจจะรู้สึกอุ่น หรือยุบยิบได้ ซึ่งอาการนี้จะหายไปเมื่อเราใช้ไปซักระยะค่ะ สำหรับด้านของประสิทธิภาพส่วนตัวมองว่าตัวนี้ค่อนข้างโอเคในแง่ของจุดด่างดำ และความกระชับ firm และเด้งของผิวค่ะ โดยรวมค่อนข้างชอบเลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน omg

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ OMG ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line@: @ohmyglam.skincare

Facebook: ohmyglam.skincare

Instagram: ohmyglam.skincare

Mail: ohmyglam.official@gmail.com

Tel: +66-6-5391-4544

วันนี้คงต้องขอตัวกันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ OMG การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมบำรุงผิวใต้วงแขน จาก Maricha กับ Maricha organic underarm

สวัสดีค่ะทุกท่าน

วันนี้มี่มีรีวิวสกินแคร์สำหรับบำรุงผิวใต้วงแขนมาฝากกันนะคะ

เชื่อว่ามาถึงจุดนี้ หลายๆคนอาจจะคิดว่า เราจำเป็นต้องบำรุงผิวใต้วงแขนด้วยเหรอ?

 

คำตอบคือ ใช่ค่ะ

 

เพราะว่า ผิวใต้วงแขนของเรานั้นต้องสัมผัสกับพวกโรลออนกับสเปรย์ระงับเหงื่อ ระงับกลิ่นกาย ซึ่งมักจะมีค่า pH เป็นกรด และ ตัวสารที่ระงับเหงื่อ มีคุณสมบัติไปฉาบปิดรูต่อมเหงื่อ ก็อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ด้วยเวลาที่จำกัดหลายๆคนก็มักจะไม่ได้โฟกัสกับล้างรักแร้ก่อนนอน แต่ถ้าล้างมากเกินไป ก็แห้งอีก

 

ดังนั้นการมีสกินแคร์บำรุงซักชิ้น ก็น่าจะช่วยให้ผิวใต้วงแขนของเราแลดูเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ รวมไปถึงดูแลพวกปัญหาผิวแห้ง แดง คัน และปัญหารอยเหี่ยวย่น

 

ส่วนตัวมี่เองก็พึ่งได้สัมผัสกับครีมบำรุงผิวใต้วงแขนมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ได้ลองใช้มาหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากต่างประเทศและของไทย วันนี้เลยขอหยิบยกเอาสกินแคร์ใต้วงแขนของไทยชิ้นหนึ่งที่เขาทำได้ค่อนข้างดีมารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันค่ะ

ครีมบำรุงผิวใต้วงแขนวันนี้มาจากแบรนด์ Maricha มีชื่อว่า Maricha organic underarm ค่ะ

 

รีวิวกันตั้งแต่แกะกล่องกันเลย พอเราแกะกล่องก็เกิดความรู้สึกประทับใจแรก เรียกได้ว่ามีความใส่ใจกันตั้งแต่ขั้นตอนการห่อ การแพคลงกล่องเลยนะคะ

ma 1

ตัวครีมมาในกล่องสีขาว ที่มีหน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

ma 2

ด้านในเป็นขวดแบบปั๊ม

ma 4

เนื้อเป็นเนื้อแบบครีม

ma 5

กลิ่นละมุนๆ เนื้อเบา เกลี่ยง่าย ซึมไวไม่เหนอะหนะ ตอนใช้จริงเอาลงใต้วงแขน เหงื่อออกก็ไม่ได้เยิ้ม หรือรู้สึกแฉะจั๊ก หรือลื่นๆเป็นเมือกแต่อย่างใดนะคะ

ma 6

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากอวดด้านหลังกล่องซักหน่อยค่ะ

เรียกได้ว่าทำมาได้ดี แลดูสวยงามมีมาตรฐานสูงไม่แพ้ของนอกเลยจริงๆ

ma 3

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

 

ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นี้เป็นดังนี้ค่ะ

สผส Maricha

จากส่วนผสม ในภาพรวมนางมาในเบสแบบอิมัลชั่นนะคะ มีส่วนผสมของน้ำกับน้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์และซิลิโคน ตัวสารบำรุงและ Emulsifier (ตัวเชื่อมผสานน้ำกับน้ำมัน) มีความพยายามในการเลือกกลุ่มของสารสกัดจากธรรมชาติ และสารที่ดัดแปลงจากธรรมชาติ อย่างตัว Olive ต่างๆ ได้จากการดัดแปลงมาจากน้ำมันมะกอกค่ะ

 

ในด้านของการใช้น้ำหอม ทางแบรนด์เลือกเป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชหลายชนิด (ตามที่มีแสดงไว้ในส่วนผสมสีเขียวนะคะ) เอามาเบลนด์ผสมรวมกัน ซึ่งในทาง Aromatherapy ถือว่าน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติในการดูแลผิวด้วยค่ะ อย่างน้ำมันบางตัวก็มีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งประเด็นนี้มองว่าน่าจะลดการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

 

ส่วนสารบำรุงอื่นๆ ก็เลือกมาได้ค่อนข้างดีนะคะ เราลองมาดูสารบำรุงที่น่าสนใจกันค่ะ

  • สีม่วง เป็นน้ำคั้นจากใบของ Witch hazel และ สารสกัดจาก Witch hazel ซึ่งมีประกอบด้วยสารในกลุ่ม Tannin ที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ผ่านกลไกที่เรียกว่า Astringent (ภาษาไทยแปลว่าฝาดสมาน คือมองว่าแปลแล้วก็ไม่ได้สื่ออะไรอ่ะ เอาเป็นว่า Tannin พวกนี้เป็น Astringent ไปตกตะกอนโปรตีนบางชนิดแล้วกันค่ะ) อันนี้ อาจจะระงับการเกิดเหงื่อได้
  • สีส้ม คือ น้ำมันจากอาร์แกน ซึ่งทดแทนไขมันจำเป็นให้แก่ผิวใต้วงแขน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
  • สีฟ้า เป็นวิตามินอี ซึ่งเป็น Antioxidant
  • สีชมพู เป็นสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งเรียกได้ว่ามีอยู่หลายตัวเหมือนกันค่ะ มี่ขอหยิบยกเอาตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ
    • Bisabolol เป็นสารที่แยกได้จากคาโมมายล์ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
    • Opuntia ficus-indica extract อันนี้อาจจะเป็นสารสกัดจากกระบองเพชร Nopal cactus คิดว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกับที่นำเข้ามาจากสวิตเซอร์แลนด์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้ผลลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
    • Biosaccharide gum-1 เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ค่อนข้างนาน ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่ามีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง
    • Biosaccharide gum-2 เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ เป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตของน้ำตาล Rhamnose กับน้ำตาลอื่นๆ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้ให้ประโยชน์โดยการทำหน้าที่เป็น Glyco-messenger ติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ผิวให้คุณสมบัติในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง และลดภาวะ Stress ของผิว
    • น้ำตาล Rhamnose และ น้ำตาล Glucose มีประโยชน์ในเชิงการเพิ่มความชุ่มชื้น
    • Palmaria palmata extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Food Chem Toxicol. 2005; 43(7):1073-81.) เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบ Whitonyl ของฝรั่งเศส ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม oligosaccharides ซึ่งมีคุณสมบัติในเชิง Whitening โดยไปขัดขวางการสร้างเม็ดสี และขัดขวางการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก
    • Elettaria cardamomum seed extract คือ สารสกัดจาก Cardamom ที่เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ตรงนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบ Extrapone® Cardamom จากบริษัท Symrise ประเทศฝรั่งเศส ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการระงับเหงื่อ และมีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรีย จึงให้ประโยชน์ในเชิงด้านของการระงับเหงื่อ และป้องกันการเกิดกลิ่นกายไปพร้อมๆกัน

 

โดยรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ทำมาได้ค่อนข้างดี และลงตัวมากๆ สำหรับการดูแลผิวใต้วงแขนค่ะ และที่สำคัญคือ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของสารบำรุง เน้นไปที่คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และเสริมความชุ่มชื้นให้ผิว ตามมาด้วยคุณสมบัติในเชิงของ Whitening และ ระงับเหงื่อ ป้องกันการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและตอบโจทย์สำหรับการเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงใต้วงแขน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เน้นไปที่สารธรรมชาติ และสารที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบเนื้อครีมและกลิ่นของเขานะคะ ในด้านของความชุ่มชื้น ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเขาทำมาได้ค่อนข้างดี – ดีมากเลย เรื่องการลดการเกิดเหงื่อ ถ้าสังเกตระหว่างวัน ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อใช้ไปซักระยะ วงแขนจะเปียกลดลง ส่วนเรื่องกลิ่นตัวมี่ไม่ค่อยมีปัญหาด้านนี้ เลยไม่เห็นความแตกต่างก่อนและหลังใช้ค่ะ ส่วนด้าน Whitening มี่พึ่งใช้ได้ราวๆ 2 สัปดาห์เลยอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ โดยรวมขอให้คะแนนความชอบไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Maricha นะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

 

ส่วนวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Maricha การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Mini Review] สกินแคร์คลีนๆจากฝรั่งเศส SO’BiO étic กลุ่มชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย Préciux Argan

ช่วงนี้กระแส Natural และ Organic มาแรงมากๆ ส่วนตัวมองว่ามันก็น่าสนใจดีนะคะ

อย่างวันนี้มี่บังเอิญไปได้ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์ So’Bio êtic จากประเทศฝรั่งเศสค่ะ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มี่ได้มาจะเป็นไลน์ Préciux Argan ที่ใช้น้ำมันอาร์แกนที่ปลูกแบบออร์แกนิกจากประเทศโมร็อคโคค่ะ

ซึ่งมีเคลมหลักเกี่ยวกับ Anti-aging ชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอยค่ะ

มี Day cream กับ Eye and lip countour ค่ะ

bio 1

ซึ่งในส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดีเลยนะคะ ทั้งสองชิ้นใช้สารที่มาจากธรรมชาติ 99% เลยทีเดียวค่ะ

และจุดเด่นที่น่าสนใจคือ ได้รับตรา Bio organic cosmetique กับ Ecocert ยืนยันความคลีน ความกรีน และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมค่ะ

 

ตัว Day cream ก็แลดูดีงามใช่ย่อยนะคะ นางได้รับรางวัลมาจากการประกวด Beauté test ประจำปี 2017 ด้วยค่ะ

bio 3

ส่วนตัวมี่ชอบ Eye and lip contour มากๆค่ะด้วยความเนื้อบางเบา กลิ่นหอมละมุนผ่อนคลายทาแล้วผิวนุ่มขึ้นจริงๆแบบเว่อร์วัง

bio 2

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ So’Bio êtic มากๆเลยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

https://www.facebook.com/SOBiO-%C3%A9tic-488635794887445/

Facebook.com/beautygirlclub

หาซื้อได้ที่ looks ทุกสาขา/allaboutyou/watsons ค่า

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ So’Bio êtic ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว

Image

[Beauty Talks] หลักการพื้นฐานในการสรรสร้าง Skincare regimen

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มาเล่าให้ฟังในเรื่องของหลักการพื้นฐานในการสรรสร้าง Skincare regimen เพื่อผิวเรานะคะ

ปกติแล้วเราจะแบ่งเครื่องสำอางที่ใช้กับผิวพรรณเป็น 4 หมวด ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งานค่ะ

ได้แก่

  1. Clean: หมายถึงกลุ่มที่ใช้ในการทำความสะอาด เช่น พวก Cleansing water, เจล และโฟมล้างหน้า
  2. Care: เป็นกลุ่มที่ใช้ในการบำรุงผิว
  3. Protect: เป็นกลุ่มที่ใช้ในการปกป้องผิว เช่น กันแดด สกินแคร์ต่อต้านมลภาวะ
  4. Decorate: เป็นกลุ่มของเครื่องสำอางที่ใช้ในการตกแต่ง ได้แก่ พวกเมคอัพต่างๆ

 

ซึ่งในการใช้งานเราก็จะเรียงตาม 1-4 เลยค่ะ

ส่วน Skincare regimen ก็คือการจัดเรียงขั้นตอนการดูแลผิวของเรานั่นเอง

 

ทีนี้เรายังสามารถแบ่ง Skincare regimen ได้เป็น 2 หมวด คือ

  1. การดูแลผิวแบบพื้นฐานในทุกๆวัน ที่เราเรียกว่า Routine care
  2. การดูแลผิวในโอกาสพิเศษ หรือการดูแลผิวแบบที่ไม่ได้ทำทุกวัน เรียกว่า Special care เช่นพวก มาสก์ สครับ พีลลิ่ง ต่างๆ

 

ตามภาพนะคะ

skincare regimen

สำหรับขั้นตอนการทำความสะอาด การปกป้อง และการแต่งหน้า ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ที่ซับซ้อนและยากกว่า คือ ขั้นตอนในการบำรุงผิวของเรานั่นเองค่ะ

 

ปกติเราจะเรียงจากเนื้อสัมผัส หรือ เนื้อเบส หรือ ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ โดยเรียงจากสกินแคร์ที่มีน้ำเยอะ (Hydrophilic, water-based) ซึ่งจะมีเนื้อเบา ไปหาสกินแคร์ที่มีน้ำมันเยอะ (Lipophilic, oil-based) ซึ่งจะมีเนื้อที่หนักกว่าค่ะ

โดยมี่ได้ลิสท์ความหนักเบาของเนื้อเครื่องสำอางให้ตามภาพค่ะ

skincare regimen 2

 

ทีนี้อาจจะเป็นการยากสำหรับมือใหม่ ถ้าจะต้องมานั่งแกะ นั่งอ่านส่วนผสมเนาะ ว่าอันไหนน้ำเยอะ อันไหนน้ำมันเยอะ มี่แนะนำวิธีการกะง่ายๆ โดยอาศัยความรู้สึกของผิวเราเลยค่ะ

อาศัยหลัก “My skin, My rules” ผิวชั้นเรื่องของชั้น

  1. ลองทาสกินแคร์ต่างๆลงบนผิว แล้วใช้ความรู้สึกที่สัมผัสได้ว่าอันไหนเบากว่า ก็ลงอันนั้นก่อน
  2. สกินแคร์ที่มีน้ำเยอะ เวลาทาจะรู้สึกเย็น สกินแคร์ที่มีน้ำมันเยอะ เวลาทาจะรู้สึกอุ่น

 

สำหรับการสร้าง Skincare regimen อาจสรุปง่ายๆได้ตามแผนภาพนี้นะคะ

skincare regimen 3

หลักจากบำรุงเสร็จ

  • ถ้าเป็นกลางวัน: ทากันแดด – แต่งหน้าตามปกติ
  • ถ้าเป็นกลางคืน: อาจเสริม Sleeping pack

 

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งทางตรงและทางอ้อม และการอ่านจากบทความและ Blog ของต่างประเทศ ไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับแบบแน่ชัด โปรดใช้วิจาณญาณในการรับชม และขอสงวนลิขสิทธิ์ในบทความทุกประการ

Image

[Ingredient spotlight] Aquatide by AS&NH, Japan and Incospharm, Korea

เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มี่มีโอกาสได้ไปเป็นผู้ดำเนินรายการ และผู้แปลภาษาในงานสัมมนา Look beauty & Look better จัดโดยบริษัท AH&NS ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับบริษัท JR Serve ประเทศไทย ที่ผ่านมาค่ะ

aquatide 1

บนเวทีในภาพนะคะ เรียงจากซ้ายไปขวา คือ คุณ Yuki Kinoshita และ คุณ Atsushi Takeoka ค่ะ

ซึ่งคุณ Takeoka เป็นนักวิจัยทางเทคโนโลยีทางชีวภาพที่ร่วมกับนักวิจัยจากทางเกาหลีพัฒนา Aquatide ตัวนี้ขึ้นมานั่นเองค่ะ ปลื้มมากๆ

ตอนเย็นหลังจากงาน มี่ไปดินเนอร์กับทีมงาน มีโอกาสได้คุยกับ คุณ Takeoka แกบอกว่า ตัว Aquatide นี่คือดีงามมาก ส่วนตัวแกเองก็ใช้เป็น Soothing และเป็น Aftershave สามารถลดการระคายเคืองได้ดีเลยหละ คือแบบน่าสนใจเนาะ

 

ทีนี้กลับมาที่ทางบริษัท AH&NS นะคะ บริษัทนี้มีวัตถุดิบอยู่หลายชิ้นมากค่ะที่น่าสนใจ แล้วก็บ้านเรามีบริษัท JR Serve เป็นตัวแทนจำหน่ายค่ะ

สำหรับส่วนผสมที่มี่หยิบยกมาเล่าให้ฟังในช่วง spotlight วันนี้คือเจ้า Aquatide ค่ะ

ซึ่ง Aquatide มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของทางเกาหลีหลายแบรนด์ เช่น Zeroid, Dermartlogy รวมถึง Logically skin

ขอแนบลิงค์รีวิวเก่าๆ ไว้ตามแนบนะคะ

  • Dermartlogy ageless cream (Improved formula) และ Ampoule ทั้ง 5 สูตร: Click here
  • Logically skin: Click here

 

ส่วน Zeroid มี่เคยใช้อยู่ 1 ชิ้น เป็นตัว Intense cream ค่ะ ถ้ามีโอกาสจะนำมารีวิวให้ได้ชมกันต่อไปนะคะ

 

สำหรับ Aquatide นั้นมีชื่อกลางทางเครื่องสำอาง หรือ INCI name ว่า Hexacarboxymethyl dipeptide-12 

chemical structure

สูตรโครงสร้างของ Aquatide

 

กลไกในการออกฤทธิ์ของ Aquatide

Aquatide นั้นออกฤทธิ์ได้หลายกลไก แต่กลไกหลักคือ การควบคุมกระบวนการ Autophagy ของเซลล์ค่ะ

ว่าแต่อะไรคือ Autophagy?

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์อีกเซลล์หนึ่ง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

autophagy drawing

ที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้เซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น ลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี จึงทำให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น (ค่า TEWL ลดลง)

โดยทางบริษัทคาดเดากลไกของการเหนี่ยวนำให้เกิด Autophagy นี้ว่าเกิดมาจากการที่สารไปเสริมการทำงานของเอนไซม์ Sirtuin-1 (Sirt-1) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับความมีอายุยืนของเซลล์ (Longevity) และเอนไซม์นี้ยังไปยับยั้ง mTOR โปรตีนที่ทำให้เกิดความแก่ขึ้นมาค่ะ

sirt-1

(Image from Incospharm)

 

aquatide 2

(Image from Incospharm)

 

ทางบริษัทได้มีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง (In vitro) และในอาสาสมัครอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะคะ และมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการนานาชาติอยู่หลายบทความค่ะ

 

ตัวอย่างการทดสอบของทางบริษัท

1. ช่วยให้ผิวฟื้นฟูความเสียหายได้ไวขึ้น

EFF

(Image from Incospharm)

การศึกษานี้ทำโดยให้อาสาสมัครทาสารละลายที่มี Aquatide 2% เทียบกับ สารละลายเปล่าๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พอครบเวลา ก็ใช้เทคนิค Tape stripping ดึงเอาผิวหนังชั้น Stratum corneum ออก แล้ววัดค่า TEWL ที่เปลี่ยนแปลงไปค่ะ

2. ความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้น

ความชุ่มชื้น

(Image from Incospharm)

ใช้การทดสอบแบบเดียวกับในข้อ 1

3. ช่วยให้ Barrier ผิวแข็งแรง และลดความรุนแรงของสิว

ทำการทดสอบโดยให้อาสาสมัครที่มีสิวทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Aquatide 1% ร่วมกับ salicylic acid 0.5% เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ก่อนประเมินอาการด้วยแพทย์ผิวหนัง

พบว่าความรุนแรงของสิวลดลง 65%

acne

(Image from Incospharm)

นอกจากข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบแล้ว Aquatide ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นรองรับถึงประสิทธิภาพ โดยมี่ขอหยิบยกเอางานที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังค่ะ

  • งานวิจัยของ Lim และ คณะ (2019) ได้ทดสอบประสิทธิภาพของ Aquatide ทั้งในระดับของหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร พบว่า Aquatide มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์เพาะเลี้ยงไม่ให้ถูกทำลายจาก Hydrogen peroxide ที่จัดเป็น 1 ใน Reactive oxygen species ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมา และในอาสาสมัคร พบว่าสามารถปกป้ององค์ประกอบของโปรตีนไม่ให้ถูกทำลายด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชั่น และ เมื่อทดสอบที่สัปดาห์ที่ 4 และ 8 พบว่าอาสาสมัครมีความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น (J Cosmet Dermatol 2019 Feb;18(1):197-203.)

ดังนั้นโดยสรุป Aquatide จึงมีประโยชน์ทั้งในด้านของความชุ่มชื้น การชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง และ เสริม Barrier ผิวให้มีความแข็งแรงมากขึ้นค่ะ

 

Image

Review/วิเคราะห์ส่วนผสม สเปรย์โทนเนอร์ Aquatide จากแบรนด์ Logically, skin กับ Aquatide Multi-Purpose Toner Mist

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลีแบรนด์หนึ่งมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

แบรนด์ที่มี่หยิบยกมาวันนี้คือแบรนด์ Logically, skin (로지컬리스킨)

logo.jpg

ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่มีคอนเซปท์เรียบง่าย แต่อัดแน่นด้วยส่วนผสมโก้หรู นางน่าจะเป็นแบรนด์ใหม่ ยังออกสินค้ามาไม่มากนัก แต่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือ น้ำแร่ และเซรั่มที่ผสม Aquatide เปปไทด์ตัวดังที่เป็นวัตถุดิบที่พัฒนาร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลี จากบริษัท AH&NS ที่มี่มีโอกาสได้ไปนั่งฟังเขาบรรยายมาด้วยเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาค่ะ

logicallyskin

(Image from logically, skin)

 

ในงานอบรม มีโทนเนอร์สเปรย์มาวางโชว์ ก็เลยทำให้เราได้รู้จักกับแบรนด์ๆนี้

lo 1

นางมาในแพคเกจดีไซน์แบบเรียบหรู

lo 2

ตัวสเปรย์เนื้อค่อนข้างเบานะคะ หัวสเปรย์ค่อนข้างดี กดแล้วออกมาเป็นละอองเล็กมากๆ แต่เสียดายมี่ไม่ได้ถ่ายมาในวันงาน

เลยขอนำรูปจากบนเว็บของเขามาให้ดูค่ะ

lo 7

(Image from logically, skin)

แบรนด์นี้เขาทำ VDO presentation น่ารักดีนะคะ เลยขอแปะลิงค์ให้ได้ชมกันค่ะ เผื่อใครสนใจ

 

สำหรับส่วนผสมมี่ลองแกะจากที่ข้างกล่องและบนเว็บไซต์ของเขา ได้ความดังนี้ค่ะ

ingredient lo

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้สองสีนะคะ คือ สีน้ำตาล เป็นพระเอกของเรา คือ เจ้า Aquatide ค่ะ ซึ่งวัตถุดิบนี้มีขายในหลายๆความเข้มข้น ทางแบรนด์เลือกใส่ตัว 5000 ppm ที่ความเข้มข้น 3% ถือว่าจัดเต็มมาพอควรเลยหละ

Aquatide หรือ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 เป็นวัตถุดิบที่เคยได้รับรางวัลเหรียญทองมาจากงาน in-cosmetics Asia มาค่ะ

นางออกฤทธิ์ผ่านกลไกการเสริมกระบวนการ Autophagy

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์ตัวเอง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

ทางแบรนด์เขาทำน่ารักดี เลยขอเอามาแปะอีกรอบ

lo 5

(Image from logically, skin)

 

สำหรับที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น

รวมไปถึงการชะลอความแก่ให้แก่ผิวเราด้วยค่ะ

 

ส่วนสีเขียวเป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่หนีไม่พ้นวิตามินยอดฮิต อย่าง Niacinamide ซึ่งมีประโยชน์กับผิวมากมายหลายด้านค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเชิง Whitening, ลดการอักเสบ ชะลอวัย ลดการระคายเคือง และเสริมปราการของผิวให้แข็งแรง

รวมไปถึง Proline ที่เป็นกรดอะมิโน มีประโยชน์ในเชิงด้านชุ่มชื้น กับ Adenosine ที่มีประโยชน์ในเชิงริ้วรอย และสารสกัดจากดอกคามีเลีย และ มัลเบอร์รี่ เดาว่าน่าจะให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านชุ่มชื้น กับ Whitening

 

โดยรวมนางมาในเบสน้ำ เสริมมาด้วย Coconut acids ซึ่งตัวนี้มี่ไม่ได้ลงสีไว้นะคะ แต่นางเป็นวัตถุดิบตัวหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ ข้อมูลจากผู้ผลิตบริษัท Green angel กล่าวว่า กรดไขมันจากมะพร้าวเป็นกรดไขมันสายไม่ยาวมาก ค่อยๆดูดซึมลงไปและเสริมความชุ่มชื้น ทดแทนไขมันคืนให้ผิว นางเคลมไปถึงเรื่องของชะลอวัย และลดการเกิด จุดด่างดำ Spot ตามอายุ

ส่วนตัวมองว่านางมีประโยชน์ในเชิงชุ่มชื้นนะคะ

 

โดยรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง เอามาฉีดเป็นสเปรย์น้ำแร่ก็ได้ ฉีดแล้วตบๆเป็น essence ก็ดี ฉีดแล้วเช็ดเป็นโทนเนอร์ก็ยังไหว

 

สำหรับราคาก็ไม่แรงมาก อยู่ที่ 42,000 วอน (ประมาณ 1,260 บาท)

แต่ไม่แน่ใจเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายนะคะ ตอนมี่ไปเกาหลียังไม่ได้มองหาแบรนด์นี้เลยไม่แน่ใจว่าตาม Drug store จะพอมีไหม

 

ใครที่ไม่ชอบ Mist ในแบรนด์นี้มีเซรั่มด้วยนะคะ

lo 4

ส่วนผสมก็คล้ายๆกันค่ะ เพียงแต่ตัวเซรั่ม อัด Aquatide มา 4% และราคาตกอยู่ที่ 52,000 วอน (ประมาณ 1,560 บาท)

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตามไปดูได้ที่ลิงค์ด้านล่างนะคะ

https://logicallyskin.com/category/all/46/

 

Disclaimer/conflict of interests: การรีวิวนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ