Review Kimmist Eye essential a hydrating daily eye treatment

Review Kimmist Eye essential a hydrating daily eye treatment

วันนี้มี่เอาอายเจลมารีวิวให้ชมกันค่ะ มาจากแบรนด์ Kimmist ที่มี่รีวิวไปเมื่อวันก่อน

อายเจลตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Kimmist Eye essential a hydrating daily eye treatment

มาดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่านะคะ

ตัวผลิตภัณฑ์มาในหลอดสีขาวตัดด้วยสีชมพู ดูคลาสสิคค่ะ

IMG_2192-re

เนื้อในเป็นกึ่งๆครีมกึ่งๆเจลสีโปร่งแสงค่ะ

IMG_2194-re

เกลี่ยค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเย็นสบายผิว ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมเลยมีกลิ่นจางๆของส่วนผสมอยู่นิดหน่อย ซึมค่อนข้างไว และให้สัมผัสเหมือนมีฟิล์มบางๆบำรุงอยู่

IMG_2195-re

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

IMG_2213-re

ผลิตภัณฑ์มีค่า pH อยู่ที่ 6 ค่ะ ซึ่งใกล้เคียงกับผิวอยู่

ถึงเวลาวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ

ส่วนผสม:

ส่วนผสม

ในส่วนของอักษรสีเขียวเป็นกลุ่มของสารออกฤทธิ์นะคะ มาดูตัวที่น่าสนใจกันดีกว่าค่ะ

Croton lechleri resin extract มีชื่อในทางการค้าว่า Dragon’s blood มีสรรพคุณเป็น Antioxidant ลดการอักเสบ และช่วยลดริ้วรอย ถ้าเป็นงานวิจัยก็จะมีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ Antioxidant (J Ethnopharmacol. 2004;95(2-3):437-45.) ต้านการอักเสบและช่วยสมานแผล (J Altern Complement Med. 2003;9(6):877-96.)

Glycogen เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เป็นแหล่งพลังงานให้เซลล์ พบว่าถ้าเซลล์ผิวมีไกลโคเจนมากๆจะทำงานได้ดี ผิวจะชุ่มชื้น และริ้วรอยจะลดลง

Serine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง นอกจากผลดูดน้ำให้ผิว เป็นองค์ประกอบในการสร้างโปรตีนแล้วสารนี้ยังเป็นสารตั้งต้นให้ผิวเอาไปสร้างไขมัน Ceramide ได้

Hesperidin methyl chalcone เป็นฟลาโวนอยด์ชนิดหนึ่ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดอักเสบ เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย มีผลเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดการซึมผ่านของน้ำออกจากหลอดเลือดฝอย (capillary permeability) จึงมีประโยชน์ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาได้ค่อนข้างดี

-สารสกัดพืชอีกหลายๆชนิดให้ผลในด้านของ Antioxidant เป็นไวท์เทนนิ่งโดยลดการสร้างเม็ดสี ลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

โดยรวมจึงให้สรรพคุณในด้านลดและป้องกันริ้วรอย และเรื่องของรอยคล้ำใต้ตา

มาลองดูคะแนนกันดีกว่าค่ะ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ ถ้าไม่นับที่บรรยายไว้ในข้างบนแล้ว ก็ยังมีกลุ่มสารเติมน้ำที่เป็น Sodium PCA กับ กรดอะมิโน Serine เข้ามา โดยรวมจึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ และให้ผลที่ตอบโจทย์เรื่องริ้วรอยกับรอยคล้ำได้อยู่ จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base หลักๆน่าจะเป็นชนิด Hydrogel เพราะไม่มีส่วนของน้ำมัน ส่วนเนื้อประกอบด้วยน้ำ Glycerin, Propanediol, Propylene glycol ซึ่งเป็นสารดูดน้ำ แต่ด้วยความที่มี Alcohol แต่ลำดับอยู่หลังๆ จึงอาจจะติดมากับวัตถุดิบสารสกัดพืช การมี Alcohol อาจจะทำให้บางคนที่ไวไม่สบายผิวได้ แต่ส่วนตัวมี่ไม่เป็นอะไรนะคะ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives มีแค่สารเพิ่มความหนืดกับสารกันเสีย ซึ่งชนิดที่ใช้เป็นชนิดที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับผิว ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน น้ำหอม และ Emulsifier/Surfactant จึงไม่มีอะไรให้หักคะแนน จึงเป็น 5 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน เนื่องจากตัวนี้ใช้ง่าย เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เยิ้ม ไม่แฉะ ไม่มีน้ำหอม แล้วก็ชุ่มชื้นดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kimmist ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคแฟนเพจของแบรนด์ https://www.facebook.com/beautyberryandme

และทางเวปไซต์ http://www.kimmist.com/ ได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Kimmist

Review วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมบำรุงผิวก่อนนอนจาก Kimmist Bedtime therapy

Review วิเคราะห์ส่วนผสมซีรัมบำรุงผิวก่อนนอนจาก Kimmist Bedtime therapy

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆชาวจีบันทุกๆท่าน

วันนี้มี่แวะเอาผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Bedtime therapy จากแบรนด์ Kimmist ซึ่งเป็นซีรัมบำรุงผิวสำหรับทาก่อนนอน อารมณ์คล้ายๆ Sleeping mask แต่เป็นเนื้อซีรัม มารีวิวให้ชมกันค่ะค่ะ ใน line นี้ทางแบรนด์ทำมา 2 สูตรค่ะ คือ สูตรปกติ สำหรับผิวธรรมดาและผิวมัน กับ สูตร rich สำหรับคนผิวแห้งนั่นเอง

มาดูรูปของผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_2190-re

ทั้งสองสูตรนี้ส่วนผสมจะคล้ายๆกันนะคะ จะต่างกันที่ส่วนของเนื้อ (vehicle หรือ base) ค่ะ โดยสูตร Rich จะมีความเข้มข้นและชุ่มชื้นกว่าสูตรปกติค่ะ

มาดูสูตรปกติก่อนนะคะ เป็นสูตรสำหรับผิวธรรมดาและผิวมันค่ะ

IMG_2196-re

ในส่วนของเนื้อจะเป็นซีรัมขุ่นๆคล้าย Emulsion ทั่วไปค่ะ แต่เนื้อจะดูใสกว่า ตัวนี้ไม่ใส่น้ำหอมค่ะ เลยมีกลิ่นบางๆของส่วนผสม ดูเป็นธรรมชาติดี

IMG_2197-re

ตอนเกลี่ย จะเกลี่ยค่อนข้างง่าย ซึมได้ไวปานกลางค่ะ

IMG_2198-re

ถ้าเป็นสูตร Rich เนื้อจะดูหนักกว่า ดูมีเนื้อมีน้ำมีนวลขึ้นมานิดหน่อยค่ะ ไม่ได้ใส่น้ำหอมเช่นกัน ก็จะมีกลิ่นบางๆของส่วนผสมเช่นกับสูตรปกติค่ะ

IMG_2199-re

ตัวนี้จะลื่นกว่า เกลี่ยง่ายกว่าสูตรปกตินะคะ แต่ว่าจะให้อารมณ์ชุ่มกว่า เคลือบมากกว่า และซึมผิวช้ากว่าค่ะ

IMG_2200-re

เทียบให้ดูชัดๆค่ะ

texture

มาวัด pH กันนิดหน่อยค่ะ ทั้งสองตัวจะมีค่า pH อยู่ในช่วงประมาณ 5-6 เท่ากันค่ะ

pH

ในด้านของส่วนผสม ทั้งสองตัวจะค่อนข้างคล้ายกันค่ะ

ingredients

เท่าที่เราดูจากองค์ประกอบจะเห็นว่าในสูตร Rich นั้นมีเพิ่ม Jojoba oil เข้ามาค่ะ แต่เนื่องจากสัมผัสค่อนข้างต่างกัน มี่เลยคิดว่าอาจจะมีการปรับสัดส่วนของสารกลุ่ม Base ให้เข้มข้นขึ้นด้วยค่ะ

ส่วนประกอบของเครื่องสำอางเราแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ Actives เป็นสารออกฤทธิ์ Vehicle หรือ Base เป็นส่วนเนื้อครีม และ Additives เป็นสารอื่นๆค่ะ

สำหรับสารองค์ประกอบกลุ่ม Actives ที่น่าสนใจได้แก่

-Snail secretion filtrate สารที่ได้จากเมือกหอยทาก ในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตได้ Claim ไว้หลายๆด้าน เช่น กระตุ้นการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ในส่วนของงานวิจัย มีการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เป็นริ้วรอยก่อนวัยอันควร (เรียกว่า Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)

Lagerstroemia speciosa leaf extract คือ สารสกัดจากใบของต้น Banaba ซึ่งเป็นพืชดอกชนิดหนึ่ง ในต่างประเทศมีใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่มากมาย มีรายงานว่ามีคุณสมบัติเป็น Antioxidant (Indian J Exp Biol. 2011;49(2):125-31.) และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ (Inflammopharmacology. 2008;16(4):182-7.)

-Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น และเคลือบผิวให้สัมผัสเรียบเนียน

-Squalane เป็นอนุพันธ์ของน้ำมัน Squalene ที่สร้างออกมาจากต่อมไขมัน ให้ผลรักษาความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวนุ่ม

-Nelumbo nucifera callus culture extract สารตัวนี้ Claim ว่าเป็น Lotus stem cell ให้คุณสมบัติฟื้นฟู ปรับสภาพผิว ส่งเสริมการทำงานของผิว ช่วยลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวขาว (ข้อมูลจากบริษัท Bio FD&C)

ในส่วนของการให้คะแนน ขอให้รวมกันเลยนะคะ

1.Actives จากที่บรรยายไว้ในข้างต้นจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้วยังมีผลเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย และมีผลช่วยลดริ้วรอย รวมถึงช่วยเรื่องผิวขาวได้ด้วย จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ในส่วนของเนื้อครีม ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีค่ะ มีทั้งส่วนของสารจับน้ำให้ผิว สารเคลือบผิวปกป้องและรักษาความชุ่มชื้น และพวกซิลิโคนที่ให้สัมผัสที่ดีกับผิว แต่มีข้อติอยู่ 2 จุดนะคะ จุดแรกคือ การใช้ Alcohol อาจจะทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายผิวได้ แต่จริงๆคือ Alcohol ก็มีข้อดีของมัน คือจะให้สัมผัสบางเบา ช่วยให้ครีมแห้งไวไม่เหนอะหนะ เนื่องจากลำดับอยู่ค่อนข้างท้าย จึงอาจจะติดมากับสารสกัดก็ได้ ส่วนตัวมี่ใช้อันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายผิวเหมือนกับโทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์บางยี่ห้อนะ และอีกจุดก็จะเป็น Isopropyl myristate ที่อาจจะอุดตันได้ในบางคนค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการอุดตันนี่เราคาดเดาไม่ได้ และก็มีหลายๆปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ เรื่องของความเข้มข้นสารที่ใส่มาด้วย ถ้าใส่มาน้อยๆ โอกาสอุดตันก็มีน้อยกว่า จุดนี้ขอให้ 3 ฟลาสก์ไว้ก่อนนะคะตามภาพรวมของส่วนผสมค่ะ

3.Additives ส่วนผสมชุดนี้ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ไม่ได้มีน้ำหอม ไม่ได้มีพวก Emulsifier ที่รุนแรงเกินไปจนไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีข้อติอยู่นิดหน่อยตรงเรื่องการใช้ Paraben ที่อาจจะทำให้บางคนแพ้ และอาจจะมีผลไปรบกวนระบบฮอร์โมนได้ค่ะ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ส่วนตัวมี่ลองทั้งสองสูตรแล้ว คิดว่า ชุ่มชื้นดี และเคลือบผิวได้ดี ช่วยให้ผิวนุ่มฟูขึ้นด้วยค่ะ แต่ในส่วนของริ้วรอยกับเรื่องผิวขาวนั้นอาจจะยังไม่ค่อยชัด คงเพราะเริ่มใช้ด้วยค่ะ แต่ภาพรวมคือชอบ แม้จะไม่มีน้ำหอม แต่ก็ไม่ได้เหม็นกลิ่นส่วนผสมเหมือนบางแบรนด์ จุดนี้ก็ขอให้ 5 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kimmist ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคแฟนเพจของแบรนด์ https://www.facebook.com/beautyberryandme

และทางเวปไซต์ http://www.kimmist.com/   ได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Kimmist

Review: Cielo double protection sunscreen and moisturizer

Review: Cielo double protection sunscreen and moisturizer

วันนี้นอกจากรีวิวกันแดดสำหรับทาตัวจากแบรนด์ Cielo แล้ว มี่ยังเอาสาระเรื่องกันแดดมาฝากด้วยค่ะ

พูดถึงกันแดดหลายๆคนคงคิดว่าทาแต่หน้าก็เพียงพอ จริงๆผิวตัวเราก็สำคัญนะคะ โดยเฉพาะคนที่ใส่ขาสั้น หรือแขนสั้น ควรทากันแดดเสมอเลย เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดจากรังสี UV ผลมันไม่ได้เห็นทันทีหรอกค่ะ แต่มันเป็นผลระยะยาว

ถ้าพูดถึงอันตรายจากรังสี UV ในรังสี UV เราแบ่งออกเป็น 3 ช่วงค่ะ คือ UVA UVB และ UVC ซึ่ง UVC จะโดนชั้นโอโซนกรองไว้ ก็ไม่แน่ว่ามันจะส่องลงมาถึงพื้นโลกหรือยังนะ เจ้า UVA นี่เกี่ยวข้องกับริ้วรอย ส่วน UVB นี่เกี่ยวข้องกับไหม้แดด และความดำค่ะ และรังสี UVB และ UVA ก็สามารถก่อมะเร็งได้ทั้งคู่ค่ะ

สำหรับ UVB เรามีค่า SPF เป็นตัวบอกประสิทธิภาพในการป้องกัน UVB ค่ะ ส่วน UVA เราใช้ค่า UVAPF หรือ PA ค่ะ (ในประเทศทางยุโรปจะใช้ค่า PPD เข้ามาด้วยอีกตัวค่ะ)

ในการบอกว่าผลิตภัณฑ์มี SPF เท่าไหร่ PA เท่าไหร่ นี่เค้าไม่ได้มโนขึ้นมานะคะ ต้องไปทดสอบก่อนค่ะ โดยอาจจะทดสอบในระดับหลอดทดลอง หรือระดับใช้สิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ

มาดูเรื่องสารกันแดดกันดีกว่าค่ะ

พูดถึงกันแดดสารกันแดดในเครื่องสำอางเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ กันแดดชนิดกายภาพ หรือ Physical กับกันแดดชนิดเคมี หรือ Chemical ค่ะ

1. Physical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์โดยไปสะท้อน หรือกระเจิง รังสี UV ที่มาตกกระทบผิว สารประเภทนี้จะสะท้อนรังสี UV ได้ทุกความยาวคลื่น แบบไม่จำเพาะเจาะจง และมีความเฉื่อย มีความคงตัวสูงมาก ถ้าไม่ไปล้างหรือเช็ดออก มันก็จะอยู่อย่างนั้นทั้งวัน

2. Chemical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์ผ่านการดูดซับรังสี UV แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงของอิเลกตรอนในโมเลกุล มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเกิดขึ้น จึงไม่ค่อยคงตัวเท่าไหร่ค่ะ ต่อให้แม้จะ Stable หรือเสถียรแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะเสื่อม ต้องมาทาซ้ำๆอีก

แต่ไม่มีอะไรในโลกนี้กันรังสีได้ 100% นะคะ เราจึงต้องมีสารเสริมที่คอยหักล้างผลเสียจาก UV ที่เล็ดรอดเข้ามาในผิวได้ พวกนี้มักจะเป็นพวก Antioxidant หรือ พวกที่ลดการอักเสบได้ค่ะ

ดังนั้นในส่วนตัวของมี่ กันแดดที่มี่โหวตจะเป็นกันแดดที่ใช้ส่วนผสมของกันแดดแบบกายภาพ และ มีพวก Antioxidant ที่คอยต้านรังสี UV ที่เล็ดรอดเข้าไปในผิวได้

เอาหละ จบสาระ มาดูรีวิวผลิตภัณฑ์ดีกว่าค่ะ

กันแดดตัวนี้มาในหลอดสีเขียวอมฟ้า มีค่า SPF 50 PA+++ ค่ะบีบง่าย พกสะดวกค่ะ

IMG_2067-re

ตัวโลชั่นสีขาวเนื้อบางเบา กลิ่นหอมอ่อนๆ เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่วอกให้เห็นชัดเจนค่ะ

IMG_2068-re

IMG_2069-re

มาวัด pH กันซักหน่อยเนาะ

IMG_2130-re

คือเจ้า Titanium dioxide มันเคลือบไว้ซะแหม่อ่านไม่ค่อยชัด แต่เดาว่าน่าจะราวๆ 5-6 ค่ะ

ถึงเวลาของการดูส่วนผสมแล้วค่ะ

ingredients

จากส่วนผสมจะเห็นว่าเนื้อหลักเป็น Emulsion มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และก็ Silicone เป็นองค์ประกอบ สารที่ใช้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรให้ผิวนะคะ ในส่วนของ Alcohol ถึงแม้ว่าจะทำให้ผิวแห้งและอาจจะระคายเคืองได้ก็จริง แต่ส่วนมากไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะใช้กับผิวตัวที่ค่อนข้างจะแข็งแรงกว่าผิวหน้าค่ะ

ในส่วนของสารที่เป็นตัวกันแดดก็จะมี Titanium dioxide กับ Octyl methoxycinnamate โดยตัว Titanium dioxide เป็นกันแดดกายภาพค่ะ และ Octyl methoxycinnamate หรือ OMC เป็นกันแดดเคมี ที่เน้นกรองรังสี UVB แต่เนื่องจากมีกันแดดกายภาพแล้วเราก็ถือว่ามันครอบคลุมและค่อนข้างคงตัวค่ะ ถ้าไม่ไปเช็ดไปล้างมันก็จะอยู่ตรงนั้นของมันไปเรื่อยๆ

ในโลกนี้ไม่มีกันแดดอันไหนที่กันได้ 100% นะคะ ดังนั้นในผลิตภัณฑ์จึงควรมีอะไรซักอย่างที่มาต้านรังสี UV ที่หลุดรอดไปได้ ในที่นี้ก็คือ

-สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract) บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานไว้ค่อนข้างเยอะมาก หลักๆก็จะเป็นเรื่องของริ้วรอย กับ Antioxidant และมีงานหนึ่งที่น่าสนใจคือ สารสกัดจากบัวบกสามารถปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายโดยรังสี UV (Int J Mol Med. 2012; 30(5):1194-202.)

-Bacillus/soybean/folic acid ferment extract มีชื่อทางการค้าว่า B9-Vitapol ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารที่ได้จากการหมักเป็นอนุพันธ์ของ Folic acid ที่มีความคงตัวสูง ให้ผลเป็นตัวลดริ้วรอย ปกป้องความเสียหายจากรังสี UV แก้แพ้ ลดอักเสบ และเพิ่มความชุ่มชิ้น (Damy Chemical Co Ltd.)

-สารสกัดจากว่านหางจรเข้ ช่วยลดการอักเสบและระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น

และยังมีสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

-Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

โดยรวมจึงถือว่าเป็นกันแดดที่นอกจากกันแดดแล้วยังให้ผลเรื่องชุ่มชื้น กับริ้วรอยได้อีก

ถึงเวลาให้คะแนน

1.สารกันแดด เนื่องจากเป็นส่วนผสมของกันแดดแบบ Physical กับ Chemical จึงถือว่าปกป้องจากแสงแดดได้โอเคในระดับหนึ่ง อย่าลืมว่าไม่มีอะไรในโลกนี้กันแดดได้ 100% เราจึงต้องการพวก Antioxidant ดีๆมาเสริมอีกเพื่อลดทอนผลเสียจากรังสีที่หลุดรอดเข้าไปในผิว จุดนี้ให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

2.สารบำรุงอื่นๆ จากที่บรรยายไปในข้างบนจะเห็นได้เลยว่านอกจากกันแดดแล้วก็ยังให้ผลเรื่องชุ่มชื้น ลด/ป้องกันระคายเคือง และให้ผลเรื่องริ้วรอยได้ แถมยังมี Antioxidant จากบัวบก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ สารที่ใช้ค่อนข้างเป็นมิตร ไม่ได้อุดตัน หรือระคายเคืองอะไร แต่ในส่วนผสมมี Alcohol แต่เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทาตัวการมี Alcohol ก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร แต่ในบางคนที่ไวจริงๆก็อาจจะเคืองได้อยู่ จึงต้องทดสอบ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน ตัวนี้เกลี่ยง่ายให้สัมผัสค่อนข้างนุ่มลื่น แห้งไว ซึมไว กลิ่นหอมอ่อนๆ โดยรวมถือว่าโอเคค่ะ ส่วนสำหรับมี่ มี่คิดว่ามันหนักไปนิดหน่อยนะคะถ้าจะลงทั้งตัวเลย แต่ก็แล้วแต่คนชอบเนอะ ถ้าคนผิวแห้งๆ น่าจะชอบอยู่ค่ะจุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Cielo ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์เลยนะคะ

https://facebook.com/CieloBeautyThailand

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Cielo

[Review] Wishu Pitera White booster mask

[Review] Wishu Pitera White booster mask

วันนี้มี่แวะเอา Sleeping mask จากแบรนด์ Wishu มารีวิวให้ชมกันค่ะ

มีชื่อเต็มๆว่า Wishu Pitera White booster mask นะคะ

มาในกล่องสีขาวตัดกับชมพู เรียบง่ายแต่ดูหรูหราสะอาดตา

IMG_2076-re

หลอดข้างในเป็นหลอดสีขาวมุก ฝาสีทองค่ะ

IMG_2077-re

เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นครีมสีขาวอมฟ้านิดๆ มองดูคล้าย Silicone emulsion มีกลิ่นหอมอ่อนๆหวานๆเย็นๆ

IMG_2078-re

ตอนเกลี่ยจะเกลี่ยได้ง่าย ให้ความรู้สึกเย็นผิวและผ่อนคลายดีค่ะ

IMG_2079-re

มาลองวัดค่า pH ดูบ้างนะคะ

IMG_2129-re

pH น่าจะอยู่ที่ระหว่าง 5-6 ค่ะ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

มาดูเรื่องของส่วนผสมและการ Claim ดูบ้างนะคะ

ตัวผลิตภัณฑ์ Claim เรื่อง ผิวขาว ซ่อมแซมฟื้นฟูผิว และก็เรื่องสิวอักเสบค่ะ

สำหรับส่วนผสมสำคัญมีดังนี้ค่ะ

สผส

จากส่วนผสมชุดนี้เราแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆนะคะ คือ กลุ่มผิวขาว กลุ่มชุ่มชื้นและผิวแข็งแรง และ ตัว น้ำหมักยีสต์ค่ะ

1.กลุ่มผิวขาว ได้แก่

-Brassica flower extract น่าจะหมายถึง สารสกัดจาก Brassica napus หรือ สารสกัดจาก Rapeseed ในฐานข้อมูลงานวิจัยกล่าวถึงเพียงส่วนประกอบว่าประกอบด้วยโปรตีน และในส่วนเกสรของดอกประกอบด้วย Ceramide และ Cerebroside ส่วนข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบระบุว่า ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ลดการสร้างเมลานิน ทำให้ผิวขาวขึ้น ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ

-Dictyopteris membranacea extract สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาลชนิดหนึ่ง มีข้อมูลอยู่สองด้านหลักๆ มีรายงานการวิจัยระบุว่าในสาหร่ายมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ (Carbohydr Polym. 2014;113:62-6.) สารกลุ่มนี้ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ รายงานอีกฉบับกล่าวว่าประกอบด้วยไขมันจำเป็นหลายๆชนิด เช่น Glycolipids, Phospholipids, Betainelipids (Plant Cell Physiol. 1997;38(9): 1046-1052) ส่วนในทางวัตถุดิบเครื่องสำอางมีวัตถุดิบที่สกัดด้วยน้ำมัน ผู้ผลิต Claim ว่าให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์ไขมันในผิว ทำให้ผิวดูอวบอิ่มและนิ่มนวลขึ้น (Dictyopteris oil, Codif Inc.) อีกชนิดสกัดด้วยตัวทำละลายอื่น ผู้ผลิต Claim ว่ามีผลยับยั้งการสร้างเมลานินในผิว จึงให้ผลด้านผิวขาว (3M3 Whiteris, Codif Inc.) จุดนี้เรายังไม่รู้ว่าเค้าใช้สารตัวไหน เลยยังฟันธงให้ไม่ได้

-Alpha-arbutin มีผลลดการสร้างเม็ดสีผิว ช่วยให้ผิวขาว

-Glutathione เป็นสารกลุ่ม Tripeptide เนื่องจากยังมีขนาดเล็กจึงสามารถซึมผ่านผิวได้ ให้ผลเป็น Antioxidant, Detox และลดการสร้างเม็ดสีผิว

-Vitamin C มีบทบาท 3 ด้าน คือ เป็น Antioxidant, เป็นองค์ประกอบในการสร้างคอลลาเจน และลดการสร้างเม็ดสีผิวได้

-Vitamin B3 มีบทบาท 3 ด้านหลักๆ คือ ลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก เสริมฤทธิ์กับพวกลดการสร้างเม็ดสี จึงช่วยให้ผิวขาวได้ไวขึ้น ด้านที่สองคือลดการอักเสบ และช่วยเรื่องสิว ส่วนด้านที่สามคือ กระตุ้นการสร้าง Ceramide ในผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง

2.กลุ่มชุ่มชื้นและผิวแข็งแรง ได้แก่

-Beta-glucan เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ช่วยเรื่องผิวชุ่มชื้น และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับผิว

-Provitamin B5 คือ Panthenol มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

3.น้ำหมักจากยีสต์ หรือ Saccaromyces ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักยีสต์ อุดมด้วยแร่ธาตุ กรดอะมิโน วิตามินและสาร Beta-glucan ซึ่งมีคุณสมบัติเรื่องความชุ่มชื้นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับผิว โดยรวมสารนี้ให้ผลเรื่องความชุ่มชื้น และช่วยลดริ้วรอย

จากส่วนผสมนี้จะเห็นได้ว่าโดยรวมคือ ช่วยเรื่องไวท์เทนนิ่ง ชุ่มชื้น ริ้วรอย ซ่อมแซม Barrier ผิวให้แข็งแรง และช่วยเรื่องสิวได้ ถือว่าตรงตาม Claim อยู่ค่ะ

ถึงเวลาให้คะแนน

1.ส่วนผสม จากที่ได้บรรยายไปเมื่อครู่ จะเห็นได้ว่าค่อนข้างครบถ้วน จุดนี้เลยขอให้ 5 ฟลาสก์

2.การใช้งาน เนื้อครีมค่อนข้างสวย เกลี่ยง่าย หอมอ่อนๆ แต่มี่ว่ามันดูเคลือบผิวหนักไปนิดหน่อยนะคะ แต่ถ้าบางคนที่ชอบ Pack เนื้อหนักๆนี่คงฟินอยู่ค่ะ ตอนตื่นเช้ามาหน้าตาดูอวบอิ่ม และชุ่มน้ำขึ้น ใช้มา 1 สัปดาห์ ก็ถือว่าพอใจอยู่ค่ะ จุดนี้เลยขอให้ 4 ฟลาสก์

point

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่แฟนเพจของแบรนด์บนเฟสบุคได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/wishucosmetics ได้เลยนะคะ

Diclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Wishu

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

[Full Review] Amira 97% organic argan plus c+

[Full Review] Amira 97% organic argan plus c+

วันนี้มี่แวะเอารีวิวน้ำมัน Argan oil บำรุงผิวมาให้ชมกันค่ะ

เรียกได้ว่าช่วงนี้กระแสการใช้น้ำมันเพื่อบำรุงผิวนี่กำลังมาเลย สังเกตได้จากหลายๆแบรนด์ เริ่มกลับมาใช้น้ำมัน และออกเครื่องสำอางในไลน์ที่เป็นน้ำมันออกมามากขึ้น

เพราะอะไร ทำไมเราถึงต้องใช้น้ำมัน และคนผิวมันใช้น้ำมันอีกจะไม่อุดตัน ไม่มันเยิ้มไปกว่าเดิมอีกหรือ วันนี้มีคำตอบให้ค่ะ

ถ้าพูดถึงน้ำมัน ต้องบอกเลยว่า ผิวเรามีน้ำมันในชั้นผิว กับ น้ำมันที่ต่อมไขมันสร้างออกมา นั้นจะเคลือบอยู่นอกผิว เราเรียกว่า Sebum ค่ะ จะเป็นคนละตัวกัน และองค์ประกอบทางเคมีของไขมันในชั้นผิว กับ Sebum ก็จะต่างกัน

ขอพูดถึงในผิวก่อนนะคะ ปกติในผิวของเรานี่จะมีทั้งส่วนของน้ำและไขมัน ส่วนของไขมันก็จะเรียงตัวกันเป็นโครงสร้างผลึกสองชั้น ทำหน้าที่เป็น Barrier ให้ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงค่ะ ส่วนประกอบของไขมันในชั้นผิวนี้จะมี Ceramide, Cholesterol และก็กรดไขมันค่ะ โดยกรดไขมันที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ Barrier ผิวแข็งแรงก็คือ Linoleic acid ค่ะ

Linoleic acid เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น แต่ว่าถ้าเรากิน เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะไปถึงผิว การทาลงไปในผิวโดยตรงเลย จะให้ผลดีและไวกว่าค่ะ

มีน้ำมันพืชหลายๆชนิดที่มี Linoleic acid เป็นองค์ประกอบอยู่เยอะ หนึ่งในนั้นก็คือ Argan oil ค่ะ เจ้าArgan oil นี่เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก เพราะต้น Argan นี้ขึ้นในประเทศ Morocco ที่แห้งแล้ง แต่ตัวมันกลับเจริญเติบโตสมบูรณ์ ออกดอกออกผลได้ ชาวบ้านเห็นก็เลยเอามาบำรุงผิวกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แล้วก็เหมือนจะให้ผลดีด้วยหล่ะ พอกระแสเริ่มมา Argan oil จากชาวบ้านใน Morocco ก็ขายดิบขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าใหญ่เลย

Argan oil ที่มี่หยิบมารีวิววันนี้เป็น 97% organic argan plus c+ จากแบรนด์ Amira ที่ใช้วัตถุดิบน้ำมันจากพื้นป่าอาร์แกนที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในประเทศ Morocco ที่องค์การยูเนสโกยกให้เป็นพื้นป่ามรดกโลก ไม่ใช้ยาและปุ๋ยเคมี สกัดแบบเย็นค่ะ (สกัดแบบเย็นคือ หรือ Cold-pressed คือการบีบเอาน้ำมันออกมาโดยไม่ใช้ความร้อน ทำให้สารมีประโยชน์ต่างๆไม่สลายตัวไปค่ะ) เดิมทีทางแบรนด์มี 100% pure&organic argan oilอยู่ค่ะ อันนี้เหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ ผสมวิตามินซี กับ Cymen-5-ol ลงมาอีกด้วย เพื่อให้คุณสมบัติเรื่อง Antioxidant และ Anti-acne ค่ะ มาดูโฉมหน้าของผลิตภัณฑ์วันนี้กันดีกว่าค่ะ

ตัวน้ำมันมาในขวดแก้วสีชา มีฝาปั๊ม บรรจุ 30 ml ค่ะ

IMG_0899-re

เนื้อเป็นน้ำมันหนืดเล็กน้อย สีอมเหลืองนิดๆ กลิ่นคล้ายๆเมล็ดทานตะวันอบ เกลี่ยค่อนข้างง่ายค่ะ แค่จะพยายามให้มันเป็นหยดสวยๆบนมือ ยังยากเลย

IMG_0900-re

ตอนแรกหลังเกลี่ยก็จะมันหน่อยๆนะคะ แต่พอทิ้งไว้ซัก 10 นาที ก็จะซึมจนหมด และก็หายมันค่ะ

เปิดแฟลชให้ดูความวาวค่ะ

afterfeel

ส่วนตัวมี่เคยใช้น้ำมันมาหลายยี่ห้อนะคะ ตัวนึงที่เป็นลูกรักเลยก็คือของแบรนด์ N (ขออนุญาต เซนเซอร์แบรนด์นะคะ เพราะจะเอามาเทียบกันกับอันนี้ มี่ว่าถ้าใครเคยอ่านกระทู้เก่าๆของมี่ น่าจะเคยเห็นอยู่ค่ะ ว่าคืออันไหน)

ของแบรนด์ Amira นี่เค้าจะเนื้อข้นกว่า แต่ว่าเกลี่ยได้ง่ายกว่า และให้สัมผัสที่ดีกว่าแบรนด์ N ที่มี่เคยใช้ค่ะ

IMG_1882-re

ให้ดูสีสันของน้ำมันค่ะ

IMG_1883-re

สีของแบรนด์ Amira จะออกเหลืองกว่านิดนึงค่ะ

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากแชร์วิธีใช้ออยล์แบบฟินๆให้ คือ เอาโลชั่นที่ใช้อยู่ ผสมกันกับออยล์ในอัตราส่วน 2:1 แล้วใช้นิ้วเกลี่ยให้เข้ากัน ก่อนเอาไปลงหน้าค่ะ แนะนำให้ทำบนหลังมือนะคะ (ไม่มีเหตุผลเป็นพิเศษ แต่รู้สึกว่าทำบนหลังมือ แล้วมันเข้ากันได้ดีกว่าค่ะ)

application

ถึงเวลาวิเคราะห์ส่วนผสมแล้วค่ะ

ส่วนผสม:
Organic Argan Oil (97%), Ascorbyl Tetraisopalmitate, o-Cymen-5-ol

ส่วนผสมค่อนข้างเรียบง่ายนะคะ ด้วยความเรียบง่ายนี้ก็เลยทำให้โอกาสเกิดการแพ้/ระคายเคืองน้อยลงไปด้วย

มาดูส่วนผสมทีละตัวดีกว่าค่ะ

1. Argan oil เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของต้น Argan ในทาง Aromatherapy ระบุว่าน้ำมันนวดตัวที่ใช้ หรือมีส่วนผสมของ Argan oil มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบประสิทธิภาพของ Argan oil แบบทา ในสตรีวัยทองจำนวน 60 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าค่า TEWL (การระเหยของน้ำออกจากผิว) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่านี้สื่อว่า Barrier ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น และพบว่าระดับน้ำในผิวชั้นนอก หรือ Epidermis มีค่าสูงขึ้น (Prz Menopauzalny. 2014;13(5):280-8.) อีกชิ้นหนึ่งทดสอบในสตรีวัยทอง จำนวน 30 คน เป็นเวลา 60 วัน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Clin Interv Aging. 2015;10:339-49.)

2. Ascorbyl tetraisopalmitate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี ที่ละลายได้ในน้ำมัน ปกติวิตามินซีมีบทบาทเรื่อง Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอย และขัดขวางการสร้างเม็ดสีผิว จึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น

3. o-Cymen-5-ol ตัวนี้เป็นสารกลุ่ม Terpenes พบในน้ำมันหอมระเหยจากพืชหลายๆชนิด มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติระงับเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด (Int Dent J. 2011;61 Suppl 3:33-40.)

ถ้าพูดถึงเรื่องสิว หลายๆคนอาจจะคิดว่า เป็นน้ำมัน จะดูแลสิวได้ยังไง เราคุยกันแบบวิทย์ๆเลยค่ะ มีงานวิจัยค้นพบว่าการทา Linoleic acid ทำให้สิวอุดตันมีขนาดเล็กลง (Clin Exp Dermatol. 1998;23(2):56-8.) เมื่อในส่วนผสมมีทั้งตัวฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และตัวละลายสิวอุดตัน ดังนั้นก็น่าจะให้ผลครบถ้วนค่ะ

พอเราอิงจากข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เราจะเห็นได้ว่าน้ำมันขวดนี้ให้ผลเรื่อง ผิวแข็งแรง ผิวชุ่มชิ้น ผิวขาว และเรื่องสิวด้วยค่ะ

สุดท้ายนี้ก็ถึงเวลาให้คะแนนค่ะ

เนื่องจากส่วนผสมมีแค่ 3 ชนิด เลยขอให้คะแนนส่วนผสมในภาพรวม และคะแนนการใช้งานนะคะ

1. ส่วนผสม เป็นน้ำมัน Argan oil ที่มีการเสริมวิตามินซี กับสาร o-Cymen-5-ol เข้ามา ทำให้ได้สรรพคุณเรื่อง ผิวแข็งแรง ผิวชุ่มชิ้น ผิวขาว และเรื่องสิว ที่เพิ่มเติมขึ้นมา ถ้าเทียบกับน้ำมันที่มีแค่น้ำมันก็ต้องเหนือกว่าแน่นอน จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2. คะแนนการใช้งาน ตัวนี้ไม่มีกลิ่นหอมสังเคราะห์ มีกลิ่นคล้ายๆเมล็ดทานตะวันอบ เกลี่ยค่อนข้างง่าย ใช้แล้วผิวหน้าค่อยๆนุ่มขึ้น และความมันส่วนเกินก็ดูเหมือนจะลดลง แต่ขอตินิดเดียว ตรงที่ปั๊ม เพราะปั๊มแล้วออกมาค่อนข้างแรงไปนิดนึงค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟสบุคของทางแบรนด์ Amira Skincare (https://www.facebook.com/amiraarganoil) ได้เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Amira ด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Amira

[Review] Soft lip care จากแบรนด์ เภสัชกร

[Review] Soft lip care จากแบรนด์ เภสัชกร

วันนี้มี่มารีวิวลิปเนื้อเจล Soft lip care จากแบรนด์เภสัชกร ให้ชมกันค่ะ

แต่ก่อนจะไปอ่านรีวิว มาชมสาระกันก่อนซักเล็กน้อยนะคะ

รู้จักกับริมฝีปากก่อนซักนิด

ริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีความเครียด (Stress) สูงมากเป็นอันดับต้นๆของร่างกาย เพราะริมฝีปากเดี๋ยวแห้งเดี๋ยวเปียก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียกว่า Osmotic pressure อยู่ตลอด ส่งผลให้เซลล์ทำงานหนักมาก แค่นั้นไม่พอ ริมฝีปากยังต้องสัมผัสสิ่งต่างๆจากภายนอก เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยาสีฟัน และ ลิปสี นี่ไม่รวมถึงการใช้ปากทำอย่างอื่นอีกนะ

ผิวหนังบริเวณปากค่อนข้างบาง และเป็นบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างผิวหนังปกติ กับผิวแบบเยื่อเมือกของช่องปาก มีเส้นประสาทมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ไม่มีต่อมเหงื่อ ทำให้ริมฝีปากค่อนข้างไวต่อสภาพอากาศและสิ่งต่างๆจากภายนอก

ทำไมลิปบาล์มถึงจำเป็น

เพราะว่าริมฝีปากจะต้องทนกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวแห้งเดี๋ยวชื้น และต้องสัมผัสกับสภาพอากาศ ไขมันที่เป็น Barrier ก็น้อย ริมฝีปากก็จะแห้งแตกลอกได้ตลอดเวลา ยิ่งถ้าคนชอบเลียริมฝีปาก พอน้ำลายเราแห้งน้ำลายก็จะดึงน้ำในริมฝีปากออกไปด้วย สุดท้ายก็คือยิ่งแห้งยิ่งแตกกันไปมากกว่าเดิม

เวลาเราทาลิปบาล์ม ชั้นฟิล์มของไขมันจะเคลือบริมฝีปากไว้ปกป้องไม่ให้น้ำระเหยจากริมฝีปาก และเคลือบไม่ให้ริมฝีปากสัมผัสกับสิ่งต่างๆได้ง่าย

ถ้าพูดถึงลิปบาล์ม อยากได้อะไร

1.รสชาติ คือ ไม่มีรส ไม่งั้นก็ต้องมีรสที่ดี

2.ใช้สารที่ทานได้ ไม่เป็นพิษภัย

3.ทาได้ง่าย เกลี่ยได้สะดวก

4.ไม่หนาและเหนอะหนะหนักริมฝีปาก

5.ให้ฟิล์มเคลือบที่แข็งแรง ยืดหยุ่น ไม่หลุดง่าย

6.ปกป้องริมฝีปากได้ยาวนาน

7.ไม่มันเยิ้มจนดูเหมือนกินไก่มา

มาดูลิปบาล์มที่จะรีวิวดีกว่าค่ะ

ลิปบาล์มวันนี้เป็นลิปบำรุงแบบเจลสูตรใหม่ชื่อว่า Soft lip care จากแบรนด์เภสัชกร เจ้าเก่าที่ผลิต ลิปตลับสีชมพู คิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนค่ะ แค่เห็นก็คงร้องอ๋อ เพราะความเลอค่าของลิปตลับ ที่มีการกล่าวถึงกันอย่างหนาหู มี่คงไม่ต้องรีวิวลิปตลับตัวนี้แล้วนะคะ

lip 1

มาดูตัวใหม่กันดีกว่าว่าจะเลอค่าเช่นเดียวกับลิปตลับหรือเปล่า

เขามาในหลอดบีบเหมือนลิปกลอสค่ะ ปากเป็นปลายตัดเฉียง มีรูเล็กๆ กำหลอดบีบออกมาประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวแล้วลูบที่ปากได้เลย ทาง่ายไม่ต้องใช้กระจกก็ไม่เลอะค่ะ เพราะปากหลอดมันรับกับริมฝีปากของดิฉันพอดีเลย (ฉันเป็นคนเดียวรึเปล่า)

lip 2

เนื้อลิปเป็นสีชมพูนะคะ แต่ทาแล้วไม่ติดสีบนปากค่ะ แค่เยิ้มๆเบาๆ มีกลิ่นหอมผลไม้ ทางแบรนด์บอกว่าเป็นกลิ่นเชอร์รี่ค่ะ แรกๆใช้ก็แบบ เชอร์รี่หรอ แต่หลังๆเหมือนชินไปเองค่ะ อ้อเชอร์รี่ 555

lip 3

เกลี่ยแล้วจะไม่ได้เยิ้มมากค่ะ

lip 4

ทาบนปากให้ดูค่ะ

lip 5

ไม่มีสีค่ะ กำลังวาวาๆดูสุขภาพดีพอดีเลย

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้ มาดูส่วนผสมของลิปตัวนี้กันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม
Petrolatum, Hydrogenated jojoba oil, Tocopheryl acetate, Flavor, Carthamus tinctorius oil, Aloe barbadensis leaf extract, Chamomilla recutita extract, CI 15850.

เค้าเคลมว่ามีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ ว่านหางจรเข้, คาโมมายล์, Jojoba oil และ วิตอีค่ะ

ตัวนี้ถ้าให้มี่แบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ มี่จะแบ่งอย่างนี้เนาะ

กลุ่มแรก คือ พวกไขมัน ก็จะมี

-Petrolatum ที่เป็นตัวเคลือบกันน้ำระเหย รักษาความชุ่มชื้น ตัวนี้เคลือบผิวได้ดีมากค่ะ (ในห้องแลปเราใช้เป็นสารมาตรฐาน กำหนดค่าการปกป้องกันน้ำระเหยเป็น 100% ทีเดียวเชียว) สารนี้ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ไม่ทำให้ปากดำค่ะ

-น้ำมันจากพืช ก็จะมี Hydrogenated jojoba oil กับ Safflower oil ตัวน้ำมันดอกคำฝอยนี้มีส่วนผสมของกรดไขมันจำเป็นอยู่เยอะมาก ดูดซึมได้ ทดแทนไขมันให้กับผิวปาก และมีคุณสมบัติลดอักเสบได้ด้วยค่ะ

กลุ่มสอง คือ พวกสารออกฤทธิ์ ก็จะมี

-Tocopheryl acetate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินอี เป็น Antioxidant ค่ะ แต่ส่วนมากให้ผลแค่ปกป้องสารไขมันไม่ให้เสื่อมสภาพ

-สารสกัดจากใบว่านหางจรเข้ (Aloe barbadensis leaf extract) นอกจากเรื่องความชุ่มชื้น กับคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองแล้ว ยังมีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) ปากก็มีเมลานินนะคะ ถึงจะน้อยกว่าที่ผิวก็เถอะ

-สารสกัดจากคาโมมายล์ (Chamomilla recutita extract) นอกจากเรื่องความสามารถในการลดการอักเสบ ให้ความรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผลด้วยนะคะ (Nat Prod Res. 2010; 24(8):697-702.)

จะเห็นได้ว่าส่วนผสมค่อนข้างมาเต็ม และทานได้ทุกอย่าง ขนาดสารแต่งกลิ่นยังมาในรูปของ Flavor เลย (Flavor หมายถึงสารแต่งกลิ่นอาหาร ถ้าเป็น Parfum หรือ Fragrance จะทานไม่ได้)

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้มีหัวข้อประเมินแค่สองข้อนะคะ

1.ส่วนผสม ทำมาได้อย่างลงตัวทั้งน้ำมันจากธรรมชาติ ไขมันเคลือบผิว และเสริมด้วยสารสกัดจากพืชที่ให้ผลเรื่องของการลดระคายเคือง ลดการอักเสบ จะช่วยสยบความเครียดของริมฝีปากได้ (ว่าไปนั่น) โดยรวมอยากได้ Antioxidant อีกนิดดดดดดนึง ขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะ

2.การใช้งาน ตัวนี้เกลี่ยง่าย แพคเกจคือดีงาม รับกับปากพอดี เคลือบปากได้ค่อนข้างดี ไม่เยิ่มเหมือนกินไก่ กลิ่นหอม ไม่มีรส และไม่มีสีติดปาก ทาครั้งหนึ่งถ้าไม่ได้กินอะไรเลยจะอยู่ได้เกือบๆ 6 ชั่วโมง แต่ถ้ากินเสร็จก็คงต้องเติมใหม่ โดยรวมถือว่าชอบนะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท King Health Care ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์เภสัชกรค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุคของแบรนด์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/LipscareBhaesajchakorn

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Love you,
xoxo
[Review] Amelie Sun challenge sun nano spray

[Review] Amelie Sun challenge sun nano spray

คืนนี้มี่แวะเอาสเปรย์กันแดด จากแบรนด์ Amelie Sun challenge Sun nano spray มาฝากค่ะ

มาดูโฉมหน้าผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่านะคะ

IMG_4653-re

สเปรย์ตัวนี้ค่อนข้างละเอียดค่ะ สเปรย์แล้วไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิว แต่แอบฟุ้งกระจายนิดนึง

IMG_4655-re

มาดูคำเคลมของผลิตภัณฑ์ ตรงฉลากภาษาไทย ก่อนนะคะ

amile-re

เขาเคลมว่า นวัตกรรมกันแดดชนิดสเปรย์ละอองละเอียด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อย่างทั่วถึง

ฉันว่า ละเอียดจริง ในส่วนผสมมีกันแดดกายภาพอยู่ ก็น่าจะปกป้องได้ทั่วถึงจริง

เขาเคลมว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุด ความมันแลดูลดลงและชะลอการสะสมของแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของสิว

ฉันว่า สารสกัดจากเปลิอกมังคุดช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้จริง แต่ไม่ได้ช่วยคุมมันนะคะ น่าจะเป็นเจ้า Silica ในส่วนผสมมากกว่าที่คุมมันได้

เขาเคลมว่า ฉีดพ่นทับเครื่องสำอางได้ระหว่างวัน บ่อยครั้งตามต้องการ

ฉันว่า ไม่ทำให้เมคอัพเลือน ฉีดได้อยู่

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สผส

ส่วนผสมชุดนี้ มีพวกซิลิโคนเป็นองค์ประกอบหลักเลย มีสารกลุ่มน้ำมันอยู่ตัวหนึ่ง คือ Isononyl isononanoate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่บางเบาไม่เหนอะหนะ ไม่อุดตันรูขุมขน แต่ส่วนผสมที่เรียกได้ว่าอาจจะเจ็บปวดนิดหน่อยสำหรับสาวผิวแห้งคือเจ้า Alcohol ปกติ เจ้า Alcohol นี่ให้ข้อดีคือให้สัมผัสที่บางเบา ระเหยไว (แห้งไว) ไม่เหนอะหนะ แต่อาจจะระคายเคืองได้ คนที่ไวต่อแอลกอฮอล์มากๆควรทดสอบก่อนนะคะว่าไหวหรือเปล่า

สำหรับความสามารถในการกันแดด ส่วนผสมชุดนี้มีเจ้า Ethylhexyl methoxycinnamate เป็นกันแดดชนิดเคมี ช่วยกรองรังสี UVB กับ Zinc oxide ที่เป็นกันแดดชนิดกายภาพ สะท้อนรังสีได้กว้างทุกความยาวคลื่น

ปกติไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะกันแดดได้ 100% นะคะ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กันแดดที่ดีก็ควรจะมีพวก Antioxidant เสริมเข้ามาด้วย โดยตัวที่พอจะเข้าข่ายก็น่าจะเป็นสารสกัดจากเปลือกมังคุด (Garcinia mangostana peel extract) สารสกัดจากเปลือกมังคุดมีรายงานว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Xanthones ที่มีคุณสมบัติดีๆหลายอย่าง เช่น Antioxidant, Anti-inflammatory และมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายๆชนิด (J Med Assoc Thai. 2014;97 Suppl 2:S196-201.)

ถึงเวลาให้คะแนน

1.สารกันแดด มีส่วนประกอบของ Zinc oxide ที่เป็นกันแดดชนิดกายภาพ กับ Ethylhexyl methoxycinnamate ที่เป็นชนิดเคมี โดยรวมถือว่ากันแดดได้ครอบคลุม และน่าจะเน้นไปที่ UVB จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.สารบำรุงอื่นๆ มีแค่ส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกมังคุด ให้ผลเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบ และช่วยเรื่องฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เนื่องจากมีแค่ชนิดเดียว และยังขาดคุณสมบัติอีกหลายด้าน จุดนี้จึงขอให้ 2 ฟลาสก์

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ มีส่วนผสมของ Alcohol ที่อาจจะทำให้บางคนระคายเคืองได้ ส่วนนอกนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน มาในรูปแบบสเปรย์อัดแก๊ส กระปุกไม่ใหญ่มากไป พกใส่กระเป๋าไปฉีดได้ระหว่างวัน ไม่เหนอะหนะ ไม่มัน ไม่เหนียว ไม่เป็นคราบ ไม่เปื้อนใส่เสื้อผ้า แต่ มันจะซึมเปื้อนมาติดที่คอขวด อาจจะเปื้อนกระเป๋าได้ จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน

รูปที่ซึมเปื้อนค่ะ

IMG_4654-re

วันนี้หมดแล้วค่ะ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Amelie ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจ Amelie official

https://www.facebook.com/Amelie.skinproduct

เลยนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

[Full Review] Fairique exclusive whitening cream

วันนี้มี่เอารีวิวเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวของคนไทย จากแบรนด์ Fairique มาฝากกันค่ะ

มาดูโฉมหน้ากันก่อนนะคะ นางมาในกระปุกแก้วสีขาวขุ่นฝาสีเงินดูหรูหราและคลาสสิคค่ะ

IMG_4661-re

เนื้อข้างในเป็นครีมสีขาว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เนื้อหนักเล็กน้อย แต่เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว และชุ่มผิวดีค่ะ

ให้ดูเนื้อก่อนนะคะ

IMG_4662-re

หลังจากเกลี่ยและทิ้งไว้ 5 นาที ก็จะดูดซึมจนหมดค่ะ

IMG_4663-re

เหมือนเช่นเคย เรามาวัดค่า pH กันดีกว่า

IMG_4664-re

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส fairique

มารู้จักกับสารบางอย่างที่น่าสนใจกันเถอะ

**Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

**Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening

  • **สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower extract ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Sepicalm VG ของบริษัท Seppic
  • -Nymphaea alba flower extract คือ สารสกัดจากดอกบัว ส่วนของดอกไม่พบข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าใช้เป็น Whitening
  • -Palmitoyl proline อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Proline ที่จับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว สารนี้เดี่ยวๆให้ผลเป็นสารปรับสภาพผิว (Skin conditioning agent) สูตรผสมของ Palmitoyl proline กับ Nymphaea alba flower

ส่วนผสมชุดนี้ผู้ผลิต Claim ว่า ให้คุณสมบัติเป็น Whitening ที่ดี โดยออกฤทธิ์กดการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ที่ระดับ DNA และยังมีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองในผิว รวมไปถึงช่วยเรื่องริ้วรอยได้ดี (Sepicalm VG technical data sheet, Seppic Inc.)

**Ascorbyl glucoside เป็นอนุพันธ์ชนิดหนึ่งของวิตามินซี มีความเป็นกรดน้อย ความคงตัวสูง วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Antioxidant เป็น Whitening โดยขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างเมลานิน และเป็นองค์ประกอบในขั้นตอนการสร้างคอลลาเจน

**Polymethylsilsesquioxane เป็นซิลิโคนชนิดหนึ่ง ให้คุณสมบัติพิเศษแก่เนื้อครีม ช่วยให้ลื่นผิวเวลาทา ให้คุณสมบัติกันน้ำ ช่วยดูดซับความมัน และช่วยเคลือบให้ริ้วรอยดูจางลง (ชั่วคราวก่อนล้างออก)

ให้คะแนนดีกว่า

1.ส่วนผสมที่เป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredients) เอาที่สารออกฤทธิ์ก่อนส่วนผสมชุดนี้มีการออกฤทธิ์ที่ 3 ขั้นตอน คือ ขัดขวางการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ต่อมาก็ไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่หลุดรอดออกมาได้ และยังไม่พอ ยังไปขัดขวางการส่งผ่าน Melanin ที่ถูกสร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอกอีก และที่สำคัญคือไม่มีพวกกรดอินทรีย์ที่เป็นสารทำให้ผิวบาง โดยรวมถือว่าทำได้สมบูรณ์แบบมาก แต่ถ้ามีพวก Antioxidant กับ Moisturizer เสริมเข้ามาอีกน่าจะถือว่าเลอค่าเลย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.ส่วนผสมที่เป็นส่วนเนื้อ (Base) ในส่วนผสมมีครบทั้งสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบผิว โดยรวมถือว่ามีครบ แม้ส่วนผสมบางอย่างอาจจะน้อยชนิดไปนิดนึง ที่สำคัญคือส่วนผสมชุดนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

3.ส่วนผสมที่เป็นสารเสริมอื่นๆ (Additives) ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน จึงทำให้เสี่ยงแพ้น้อยกว่า แต่อย่าลืมว่าการแพ้เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ แล้วแต่บุคคล สารที่ใช้แม้ไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมมาให้ผิว แต่ดูเหมือนยังขาดตัวจับโลหะ เช่นพวก EDTA ฯลฯ ไปอยู่ ถ้ามีโลหะปนเปื้อนมาอาจจะมีผลต่อเนื้อสารก็ได้ (แต่จุดนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีตัวอื่นในส่วนผสมที่ช่วยเรื่องนี้ได้รึเปล่านะ) จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.คะแนนการใช้งาน โดยรวมถือว่าเนื้อครีมค่อนข้างเนียน เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส (เอ้ย ไม่ใช่ละ) ใช้แล้วรู้สึกชุ่มชื้นดีค่ะ โดยรวมถือว่าพอใจอยู่นะคะ ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน
สุดท้ายนี้มี่ขอขอบคุณทางแบรนด์ Fairique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทางแฟนเพจของแบรนด์ Fairique ได้เลยค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ
[Full Review] Laychou illuminator emulsion and mist

[Full Review] Laychou illuminator emulsion and mist

วันนี้มี่แวะเอาผลิตภัณฑ์ 2 ตัว จากแบรนด์ Laychou (เรย์ชู) มารีวิวให้ชมกันค่ะ ตัวที่มี่ได้มาจะเป็นตัว Illuminator Mist กับตัว Illuminator emulsion ซึ่งเป็นรูปแบบครีมค่ะ

ให้ดูโฉมหน้ากันก่อนดีกว่าค่ะ

IMG_4348-re-horz

มาดูไปทีละตัวดีกว่านะคะ ตัวแรกเป็น Mist หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “น้ำแร่” ค่ะ

IMG_4352-re

ตัวนี้เป็นน้ำใสๆ มาในขวดพลาสติคสีขุ่นๆ ฝาสีดำดูเรียบง่ายแต่หรูหราดีค่ะ

ฉีดออกมาจะเป็นน้ำ กลิ่นหอมอ่อนๆ มีฟองนิดๆก็เลยดูเหมือนขุ่นๆค่ะ พอเอามือตบเบาๆ ก็จะซึมหมดค่ะ

IMG_4353-re

มาลองวัด pH กันดูดีกว่านะคะ

IMG_4355-re

pH อยู่ที่ประมาณ 5 เป็นกรดอ่อนๆ เหมือนกับผิวของเราพอดีเลยค่ะ

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

Water, Trehalose, Isopentyldiol, Glycerin, Jania rubens extract, Polyquaternium-51, Sodium hyaluronate, Butylene glycol, Cichorium intybus leaf extract, Brassica oleraceae italica extract, Apium graveolens extract, Allantoin, Polysorbate 20, Benzyl alcohol, Fragrance, Methylchloroisothiazolinone, Methylisothiazolinone

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Trehalose สารประกอบน้ำตาลชนิดหนึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยปกป้องผิวจากความแห้งแล้ง

-Jania rubens extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (Phytother Res. 2007;21(2):153-6.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดนี้เมื่อใช้กับผิวร่างกายจะให้ผลกระชับสัดส่วน กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว และช่วยเรื่องเซลลูไลท์ (Actiporin 8G by Codif) ถ้าเอามาใช้กับหน้าอาจจะช่วยเรื่องปรับรูปหน้าได้

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Cichorium inhytbus leaf extract คือ สารสกัดจากใบ Chicory มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติ Antioxidant (Saudi J Biol Sci. 2015;22(3):322–326.)

-Brassica oleracea italic extract คือ สารสกัดจาก Broccoli มีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Bioprocess Technol. 2011; 4:1137-1143)

-Apium graveolens extract สารสกัดจาก Celery ไม่มีรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทางผิวหนัง น่าจะให้ผลเรื่อง Antioxidant เหมือนผักทั่วไป

-Allantoin ลดการแพ้ ลดการอักเสบและระคายเคือง

2.Base มาในรูปแบบของ Solution ประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆที่ละลายได้ในน้ำ คือ น้ำ, Isopentyldiol, Glycerin, Butylene glycol 3 ตัวหลังนี้เป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polysorbate 20 ใช้เพื่อช่วยให้สารละลายใส กับ Polyquaternium-51 ตัวนี้เป็น Polymer ของสารที่มีโครงสร้างคล้ายๆ Phospholipid บนผิวหนัง จึงเชื่อกันว่าสามารถจับกับผิวหนังทดแทนส่วนที่เสียหายไป ช่วยให้ผิวดูนุ่มเนียนได้

3.2Preservatives ได้แก่ Benzyl alcohol, Methylcholroisothiazolinone กับ Methylisothiazolinone

3.3สารแต่งกลิ่น/Fragrance

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนของสารที่ใส่มาให้ผลเรื่องการเป็น Moisturizer โดยการดูดน้ำให้ผิว อย่าง Trehalose ที่ค่อนข้างดี เสริมกับ Hyaluron อีกตัวหนึ่ง ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นมา เสริมมาด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากพืชผักที่เป็น Antioxidant ซึ่งประเด็นเรื่องความชุ่มชื้นก็ก็ถือว่าตรงตามที่แบรนด์ Claim ไว้ แต่ว่าจากชื่อ Illuminator ยังดูเหมือนขาดตัวที่ช่วยเรื่องความสว่างของผิว กับการคุมมันไปอยู่นิดหน่อย จุดนี้จึงขอให้ 3 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบของสารละลาย ไม่มี Alcohol ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ส่วนของ Isopentyldiol, Glycerin และ Butylene glycol สามารถดูดน้ำให้ผิวได้ค่อนข้างโอเค จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives มีสารอยู่เท่าที่จำเป็น ส่วนของ Polyquaternium-51 ยังจับกับผิวแล้วให้ความรู้สึกนุ่มสบาย นอกจากนั้นยังไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน ถึงแม้ว่าจะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ eye care มาก่อน แต่อีกจุดที่สำคัญคือ ขาดส่วนผสมของสารจับโลหะ (EDTA ) อยู่ ซึ่งโลหะพวกนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพไวขึ้น จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ตัวมิสท์ ยังฉีดออกมาได้ไม่ละเอียดมาก เวลาสเปรย์ลงบนหน้าโดยตรงจะมีบางจุดที่มีหยดน้ำใหญ่กว่า แล้วดูมีฟองๆ ซึ่งทำให้เมคอัพบางส่วนเกิดจุดด่าง แนะนำว่าควรใช้ก่อนแต่งหน้า หรืออาจจะสเปรย์ลงบนสำลีใช้แทนโทนเนอร์ การที่ดูมีฟองๆเลยดูเหมือนไม่น่าใช้แต่ความจริงก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าจะใช้วิธีสเปรย์แบบญี่ปุ่น คือ สเปรย์ไปบนอากาศแล้วเอาหน้าเข้าไปรับไอน้ำ ก็จะไม่ทั่วถึง เมื่อใช้แล้วผิวหน้าก็นุ่มชุ่มชื้นขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้ใช้ จุดนี้ขอให้ 3 ฟลาสก์

คะแนน mist

ต่อมาเป็นตัวครีมค่ะ มีชื่อสวยๆว่า Illuminator emulsion ค่ะ

IMG_4348-re

ครีมของเขาเนื้อจะค่อนข้างแน่น กลิ่นหอมอ่อนๆ ค่อนข้างจะเคลือบผิวได้ดี คิดว่าคนที่ผิวแห้งหน่อยน่าจะชอบค่ะ แต่ถึงผิวมันมากก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรค่ะ เพราะว่าหลังจากทิ้งไว้ซักระยะก็จะแห้งสนิทและราบเรียบไปไม่เหนอะหนะค่ะ

IMG_4349-re

เกลี่ยแล้วทิ้งไว้ 5 นาที ก็จะซึมไปจนหมดค่ะ

IMG_4350-re

มาลองดูค่า pH กันดีกว่านะคะ

IMG_4351-re

ค่า pH น่าจะอยู่ที่ 5 นะคะ ก็เป็นกรดอ่อนๆ เหมาะกับผิวดีค่ะ

ต่อมา มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ พอดีส่วนผสมมันยาวเลยขอถ่ายภาพเอานะคะ

สผส

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Niacin เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามินบี 3 รูปแบบนี้มักจะมีความคงตัวต่ำและดูดซึมได้น้อยกว่ารูปแบบ Amide (คือ Niacinamide) ที่เราใช้กันทั่วไป แต่มีข้อดีที่เหนือกว่าคือ สามารถออกฤทธิ์ได้เลยโดยไม่ต้องไปเปลี่ยนเป็น Niacin อีกทีในผิว วิตามินบี 3 มีประโยชน์เรื่องการขัดขวางการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก และมีผลช่วยเรื่อง Barrier ผิว โดยไปกระตุ้นการสร้างไขมันดีๆในผิวได้ รวมไปถึงผลในการลดการอักเสบ

-Jania rubens extract ที่กล่าวไปแล้วในตัว Mist

-Alteromonas ferment extract สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าให้ผลกระตุ้นการสร้าง Ceramide กับไขมันชนิดอื่นๆในผิว และเพิ่มการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญในผิว โดยจะสลายตัวเป็นกรดอะมิโนที่คอยจับน้ำให้ผิว และ กลายเป็นตัวเพิ่มความแข็งแรงในการยึดเกาะกันของเซลล์ผิว

-Alpha-arbutin กับ Arbutin ขัดขว้างการสร้างเม็ดสีผิว

-Acetyl tyrosine เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีผิว

-Saxifraga sarmentosa extract สารสกัดจาก Saxifrage ไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดให้ผลเป็นไวท์เทนนิ่ง เพิ่มความชุ่มชื้น และกระชับรูขุมขน

-Paeonia suffriticosa extract สารสกัดจาก Tree peony มีสารประกอบพวก Flavonoid ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการวิจัยบอกว่าสามารถทำให้เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte มีชีวิตยืนยาวขึ้น (Fitoterapia. 2013;84:308-17) มีรายงานถึงฤทธิ์ Anti-inflammatory (Nat Prod Res. 2014;28(5):301-5.) และฤทธิ์ Antioxidant กับฤทธิ์ทำให้ผิวขาว ผ่านกลไกการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase เอนไซม์ DOPA oxidase และยังลดการสังเคราะห์เอนไซม์ tyrosinase กับโปรตีนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์เมลานินได้ด้วย (Plant Foods Hum Nutr. 2011;66(3):275-84.)

-วิตามินซี 2 ชนิด ได้แก่ Aminopropyl ascorbyl phosphate กับ Ascorbyl tetraisopalmitate ตัวแรกละลายน้ำ ตัวที่สองละลายน้ำมัน ให้ผลเป็นไวท์เทนนิ่ง Antioxidant และเป็นองค์ประกอบในการสร้างคอลลาเจน

-Scutellaria baicalensis extract สารสกัดจาก Skullcap มีสารฟลาโวนอยด์ Baicalin กับ wogonin ที่เด่นเรื่องฤทธิ์ Anti-inflammatory ปกป้องผิวจากรังสี UV และมีผลต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิว โดยมีผลต่อเอนไซม์ MMP-9 และ VEGF (Eur J Pharmacol. 2011; 661(1-3):124-32.) มีงานวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ระงับอาการแพ้ (J Ethnopharmacol. 2012; 141(1):345-9.) สาร Flavonoid ในรากพืชจะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากกระบวนการอักเสบที่เกิดจากรังสี UVB (J Pharm Pharmacol. 2011; 63(12):1613-23.)

-Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

-Allantoin ช่วยลดการแพ้ ระคายเคือง

-Squalane สารไขมัน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง

-Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น

-Citric acid เป็นได้ทั้งตัวปรับ pH, AHA และก็ตัวจับโลหะ

2.Base มาในรูปแบบของ Emulsion ทีป่ระกอบด้วย น้ำ ซิลิโคน และก็น้ำมัน ดังนี้

2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Isopentyldiol, Glycerin, Butylene glycol

2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Hydrogenated polydecene ตัวนี้เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดีไม่เหนอะหนะ

2.3ซิลิโคน มี Dimethicone ให้สัมผัสที่ดี ไม่เหนอะหนะ เคลือบปกป้องผิวได้

3.Additives ได้แก่

3.1Emulsifier/surfactant ได้แก่ Polysorbate 80, Octyldodeceth-20 กับ Polyquaternium-51 ตัวนี้กล่าวรายละเอียดไว้แล้วในตัว Mist

3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxyethylacrylate/sodium acryloyldimethyltaurate copolymer กับ Ammonium acryloyldimethyltaurate/VPP copolymer ร่วมกับ Acacia gum กับ Hydrolyzed rhizobian gum สูตรผสมของ Gum 2 อันนี้ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ Easyliance ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือจะเคลือบฟิล์มบนผิวและฉาบปิดริ้วรอยให้ดูเรียบเนียนขึ้นมาทันที

3.3Preservatives ได้แก่ Sodium sulfite ตัวนี้จะสลายตัวปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาซึ่งอาจจะระคายเคืองผิวบางคนที่ไวได้ ร่วมกับสารกันเสียอื่นๆ เช่น Phneoxyethanol, Benzyl alcohol, Methylcholroisothiazolinone กับ Methylisothiazolinone

3.4สารแต่งกลิ่น/Fragrance

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ส่วนผสมของสารที่ช่วยเรื่องผิวขาวออกฤทธิ์ที่ 2 กลไก คือ การยับยั้งการสร้าง และการขัดขวางเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก เสริมมาด้วยพวก Moisturizer กับ Antioxidant จุดนี้ถือว่าดูดี แต่ก็ยังไม่พีค เพราะปัจจุบันมีสารจำนวนมากมายที่สามารถออกฤทธิ์ได้ดี และมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ครอบคลุมมากกว่า แต่ด้วยความที่มีสารออกฤทธิ์หลายๆตัวเสริมกัน ก็เลยคิดว่าน่าจะให้ผลดีอยู่ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ปกติสูตรครีมที่ดีควรจะประกอบด้วยส่วนสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ สารดูดน้ำ สารไขมันดูดซึมได้ และสารเคลือบผิวกันน้ำระเหย ถ้ายก Squalane มารวมกับส่วนนี้ ในส่วนผสมชุดนี้เรียกได้ว่ามีครบทั้ง 3 องค์ประกอบ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีพาราเบน สารองค์ประกอบอื่นๆที่ใส่มาก็ถือว่าเลือกได้ดี อย่างวัตถุดิบสูตรผสมของ Easyliance ที่ช่วยโบกปิดริ้วรอยบนผิวได้ในทันที จึงทำให้เรารู้สึกดีตอนใช้ แต่ขอติที่ส่วนผสมของ Sodium sulfite ที่สามารถสลายตัวปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกมาแล้วทำปฏิกิริยากับน้ำกลายเป็นกรดที่อาจจะทำให้บางคนระคายเคืองผิวได้ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

4.การใช้งาน อย่างที่บอกว่า เนื้อครีมค่อนข้างหนัก แต่เคลือบปกป้องผิวได้ค่อนข้างดี ดูดซึมค่อนข้างไว และไม่เหนอะหนะ ส่วนเรื่องสีเรื่องกลิ่นเรื่องเนื้อสัมผัสก็ทำมาได้ค่อนข้างดี ขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนน mist

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Laychou ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ แล้วพบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามที่ได้ที่เพจ Laychou เลยนะคะ

https://www.facebook.com/laychouthailand ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ

[Review] Herbacist by Pharmacist Pomegranate Day & Night Treatment Cream

[Review] Herbacist by Pharmacist Pomegranate Day & Night Treatment Cream

วันนี้มี่แวะเอาครีมทับทิมกุหลาบพันปี จากแบรนด์ Herbacist by pharmacist มารีวิวให้ชมกันค่ะ ครีมตัวนี้เป็นแบรนด์ของไทย เห็นว่าพัฒนาและวิจัยมาโดยทีมงานเภสัชกรค่ะ

โฉมหน้าผลิตภัณฑ์เป็นกระปุกพลาสติกหนาสีขาวคาดเงิน มีฉลากสีชมพูรูปทับทิมค่ะ

IMG_3638-re

ตัวเนื้อครีมมีสีชมพู กลิ่นหอมอ่อนๆค่ะ

(จริงๆสีชมพูนะคะ แต่ถ่ายออกมาดันขาวซะงั้น)

IMG_3643-re

เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิวดีค่ะ

IMG_3644-re

ก่อนไปดูส่วนผสมมาวัด pH กันหน่อยนะคะ

IMG_3645-re

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6-7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีค่ะ pH เป็นกลาง

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส

มารู้จักสารบางตัวที่เด่นๆกันดีกว่านะคะ

Punica granatum extract คือ สารสกัดจากทับทิม แต่ละชิ้นส่วนของทับทิมก็จะมีประโยชน์แตกต่างกันไป ถ้าเป็นใบก็จะมีพวก Tannin ที่ให้ผลกระชับรูขุมขน และเป็น Antioxidant ได้ดี ส่วนเปลือกผลก็มีพวก Tannin และ Polyphenol ที่เป็น Antioxidant ที่ดี ส่วนของผลก็จะมีน้ำตาลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว มีวิตามินช่วยบำรุงผิว และก็มีพวก Polyphenol ที่ช่วยเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกัน จุดนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้มาจากส่วนไหนแต่ทุกๆส่วนก็มีประโยชน์เหมือนกันหมด

Rhododendron ferrugineum leaf cell culture extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ ข้อมูลจากผู้ผลิต Claim ว่าสารสกัดจากเซลล์นี้มีฤทธิ์ปกป้องสเตมเซลล์ในผิว ช่วยเพิ่ม Barrier function ของผิว ช่วยเพิ่มความคงทนของผิวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมต่างๆ (ข้อมูลจาก TDS ของPhytoCellTecTM Alp Rose จากบริษัท Mibelle)

Saccharide isomerate เป็นสารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบพิเศษ คือไปจับกับโปรตีนบนผิว ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน

Panthenol เป็นโปรวิตามินบี 5 เมื่อเข้าผิวแล้วจะถูกผิวเปลี่ยนเป็นวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

สารสกัดจาก Chamomile กับ Allantoin ช่วยลดการอักเสบในผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว และป้องกันการแพ้

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

ปกติ เราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ
1. Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ
2. Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้
3. Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ก็จะให้คะแนนกันตามนี้เลยนะคะ

1.Actives มีส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกทับทิมที่ให้ผลเป็น Antioxidant เสริมกับสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของกุหลาบ Alps ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ที่เหลือก็จะเป็นตัว Moisturizer กับตัวลดอักเสบในผิว โดยรวมจึงให้ผลไปในเชิง Prevention เพื่อชะลอความแก่ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความเครียด หรือมลภาวะต่างๆ ถ้ามีพวกวิตามินซี อี หรือพวก Antioxidant อื่นๆเสริมมาอีกหน่อยน่าจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base มาในรูปแบบครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ในส่วนของน้ำมี Glycerin เป็นสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ส่วนของน้ำมันมี Hydrogenated polydecene ที่เป็นน้ำมันสังเคราะห์ ทำหน้าที่เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้นภายใน สารนี้ไม่ดูดซึมจึงมีความเสี่ยงอุดตันน้อยมาก ส่วนผสมชุดนี้ขาดน้ำมันจากพืชที่ดูดซึมเข้าไปทดแทนไขมันในผิวอยู่ แต่น้ำมันจากพืชพวกนี้มันอาจจะอุดตันได้ในบางคน การที่ไม่มีน้ำมันก็คือจะอุดตันน้อยลง และเหมาะกับทุกสภาพผิว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives สารประกอบอื่นๆที่ใส่เข้ามามีอยู่ไม่กี่ชนิด แต่ละชนิดที่ใส่มาก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเหมือนกัน ส่วนผสมชุดนี้ไม่มีซิลิโคน ไม่มีพาราเบน แต่มีน้ำหอม ปกติก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในสกินแคร์ทั่วไปที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ครีมมีน้ำหนักเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ สามารถใช้ได้ทั้งกลางวันกลางคืน ส่วนตัวใช้มาเกือบ 2 อาทิตย์ พอทาตอนกลางวันแล้วรู้สึกว่าหน้ามันขึ้นเล็กน้อย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอากาศร้อนขึ้นมาพอดี หรือว่าเพราะครีม แต่โดยรวมถือว่าพึงพอใจอยู่ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง

Fanpage facebook: https://www.facebook.com/herbacist

Website: http://herbacist-shop.com/index.html

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Herbacist by Pharmacist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ