[Review]~Mistine White Spa Snail Pink Whitening lotion

[Review]~Mistine White Spa Snail Pink Whitening lotion

วันนี้มี่มารีวิวโลชั่นหอยทากของมิสทีนให้ชมค่ะ ตัวนี้พึ่งออกมาไม่นานมานี้ ลองใช้ได้ราวๆอาทิตย์กว่าแล้วค่ะ รู้สึกว่าโอเคเลยนะ ส่วนผสมก็อลังการเลอค่า ชนิดถีบเคาน์เตอร์แบรนด์บางอันตกแท่นได้เลยหล่ะ

อยากรู้แล้วใช่ม๊า มาเริ่มกันดีกว่าค่ะ

snail 1-e

ดูเนื้อของนางก่อนเนาะ นางจะมีเนื้อสีขาวๆ หนืดๆ ยืดๆ ปั๊มออกจากขวดยากนิดนึง ตอนทาจะเกลี่ยง่าย แต่ซึมยากนิดนึง ต้องใช้เวลาค่ะ แต่สำหรับคนผิวแห้งนี่คงชอบมากๆเลย เพราะมันชุ่มผิวดี

snail 3-e

พอดูดซึมแล้วจะชุ่มๆอยู่คะ แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะมากมาย

snail 4-e

ส่วนผสมค่ะ (คือมันยาวอ่ะ T^T)

snail 2-e

ส่วนผสมหลักๆของนางก็จะเป็น

* Snail Secretion Filtrate หรือ เมือกหอยทากนั่นเอง มาในลำดับต้นๆก่อนพวกซิลิโคนเลย นี่ก็คือแอบดีใจนะ แต่ ลำดับส่วนผสมเราเชื่ออะไรมันมากไม่ได้จริงๆค่ะ

ประโยชน์ของเมือกหอยทากที่มีการศึกษาแล้วก็คือ คุณสมบัติเกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เกิดริ้วรอยก่อนวัย (เรียกว่า Photoaging) (Ref: Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)

ส่วนคุณสมบัติอื่นๆที่ Claimๆ กัน ยังไม่มีการพิสูจน์ลงในวารสารวิชาการค่ะ

* Camellia japonica seed oil คือ น้ำมันจากเมล็ดชา อุดมไปด้วยกรดไขมันดีๆที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวได้ดีค่ะ

* Niacinamide คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

* Hydrolyzed collagen กับ Sodium hyaluronate เป็นเรื่องความชุ่มชื้นค่ะ

(ทำไมถึงจัด Hydrolyzed collagen เป็นสารให้ความชุ่มชื้นหน่ะหรอ เพราะว่าขนาดมันยังใหญ่ไป เลยซึมเข้าผิวได้น้อยค่ะ)

* Oligopeptide-68 ตัวนี้ มี่ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของขวดนี้เลยหล่ะ สารตัวนี้มีคุณสมบัติเป็นเปปไทด์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสีผิว โดยออกฤทธิ์ที่ซับซ้อนค่ะ (เกี่ยวกับระบบ Inflammatory และ TGF-Beta) เป็นไวท์เทนนิ่งที่มีกลไกแปลกๆและถือว่าใหม่ ตัวนึงเลยทีเดียว

อันนี้คาดว่าน่าจะใช้ในรูปแบบของ Liposome จากบริษัท Lucas-Meyer เพราะส่วนผสมไปตรงกับ Beta-White ของ Lucas meyer พอดีเป๊ะ (คือ Water (and) Butylene Glycol (and) Hydrogenated Lecithin (and) Sodium Oleate (and) Oligopeptide-68 (and) Disodium EDTA)

— Liposome เป็นชื่อของตัวพาสารเข้าสู่ผิวรูปแบบหนึ่งค่ะ

แต่เราคงคาดหวังอะไรกับ Liposome มากไม่ได้นะคะ เพราะความคงตัวของมันค่อนข้างน้อยค่ะ แต่ก็จะดีกว่าไม่ได้ใช้แหล่ะ

ส่วนสารอื่นๆก็ถือว่าโอเคค่ะ แต่เสียตรงสารกลุ่ม Parabens ตัวนี้เป็นสารกันเสียตัวนึงที่มีรายงานเกี่ยวกับการเพิ่มความเสี่ยงในการก่อมะเร็งค่ะ แม้ว่าจะไม่ชัดเจนก็ตาม แต่หลายๆประเทศก็ต่อต้านกันพอสมควรค่ะ

อีกจุดคือ กลิ่นค่ะ ดูเหมือนจะใส่น้ำหอมมาพอควรเลยหล่ะ ใครแพ้ง่ายๆ ทดสอบการแพ้ก่อนใช้นะคะ

อีกจุดนึงค่ะ หอยทากเป็นโปรตีน สามารถทำให้เกิดการแพ้ได้นะคะ ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้เสมอค่ะ

ให้คะแนนดีกว่าค่ะ

เนื้อสัมผัส ให้ 3.5/5
การดูดซึม ให้ 2.5/5
ส่วนผสม ให้ 5/5
ความพึงพอใจหลังใช้ 1 สัปดาห์ ให้ 4/5

รวม 15/20 ค่ะ

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

[Beauty Talks] Winter Skincare

[Beauty Talks] Winter Skincare

รู้สึกว่าช่วงนี้หาสาระไม่ค่อยได้ วันนี้เลยมาจัด Winter Skincare ต้านลมหนาวค่ะ

หลายๆคนเลยคงเกิดคำถามว่า หน้าหนาวแล้วโบกครีมโบกโลชั่นยังไงผิวก็ยังแห้งยังลอกอยู่ไม่หายซักที สุดท้ายก็ต้องไปลงเอยกับเวชสำอางแพงๆ แล้วก็ดีขึ้นกระจิ๊ดนึง

วันนี้มาไขคำตอบให้ค่ะ

สืบเนื่องจากบทความคราวก่อน เราเมาท์กันเรื่องมอยส์เจอไรเซอร์ ว่ามันจะประกอบด้วยสารสามกลุ่มหลักๆคือ

moisture 4

1. Humectant คือ สารดูดน้ำให้ผิว
2. Emollient คือ สารไขมันที่ดูดซึมได้ ช่วยให้ผิวนุ่ม
3. Occlusive คือ สารไขมันที่ไม่ดูดซึม ทำหน้าที่เคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิว

เพราะผิวเรามีน้ำมากกว่าอากาศ น้ำในผิวมันก็เลยจะต้องออกไปหาอากาศ ตามหลักเคมีทั่วไปค่ะ แต่ โชคดีที่ผิวเรามี Barrier ซึ่งเกิดมาจาก Ceramide/Cholesterol และสารจับน้ำในผิว ที่เราเรียกว่า NMF คอยรักษาน้ำไว้

แต่ทีนี้ การดูแลตัวเองที่ไม่ถูกต้อง หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ระบบ Barrier พวกนี้ผิดปกติไปค่ะ จึงต้องมีการเสริมด้วย Moisturizer ซึ่งจุดนี้ ไม่ต้องไปพึ่งเวชสำอางแพงๆเลยก็ได้ ถ้าเรารู้จักพิจารณาส่วนผสม เครื่องสำอาง Mass market หลายๆชิ้นเลยก็มีคุณสมบัติเพิ่ม Barrier ให้ผิวได้ เผลอๆดีกว่าเวชสำอางอีก

(Note: คำว่า เวชสำอาง กฏหมายยังไม่ยอมรับนะคะ เป็นแค่ชื่อที่ผู้ผลิตตั้งมาเพื่อการขายเฉยๆ)

มาดูกันที่เจ้ามอยส์เจอไรเซอร์นะคะ

Humectant นี่เป็นสารดึงน้ำ ตัวอย่างที่เราพบบ่อยก็เช่น Sodium hyaluronate, โปรตีน เช่น Collagen, Glycerin, พวกที่ลงท้ายด้วย Glycols, น้ำตาล เช่น Glucose, Sorbitol และก็กรดอะมิโน

พวกนี้จะออกฤทธิ์โดยดึงน้ำจาก”อากาศ”

ย้ำ จาก “อากาศ” มาให้ผิว

แล้วพอหน้าหนาว อากาศแห้ง ทาไปมันจะไปดึงน้ำที่ไหนคะ???

มันก็ดึงจากผิวเรานั่นหล่ะค่ะ ตอบคำถามบางคนได้เลยค่ะ ว่าตบน้ำตบไฮยา แล้วยิ่งแห้ง ใช้มอยส์เจอร์สูตรน้ำแล้วก็แห้งเหมือนเดิม เผลอๆแห้งกว่าเดิมอีก

ก็เพราะประการนี้แหล่ะ

แล้วเราจะทำไงดี??

คำตอบก็คือ Occlusives ค่ะ

หลายๆเคสเลย ในคนผิวแห้ง ปริมาณน้ำในผิวชั้นในเค้าไม่ได้ต่างจากคนผิวปกติ หรือคนผิวมันเลย แค่เค้ามีน้ำในผิวชั้นนอกน้อยกว่าคนปกติ เลยแห้ง แตก ลอก คัน แค่นั้น

เราก็โบก Occlusives ลงไปค่ะ เพื่อกันไม่ให้น้ำระเหยออกไป ผิวเราก็จะกักเก็บน้ำได้มากขึ้น และชุ่มขึ้นค่ะ

occlusive 3-e

occlusive 4-e

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของ Occlusive ที่ดีก็คือ ทาหลังอาบน้่ำค่ะ ให้มันเก็บน้ำที่อาบไปมะกี๊ไว้ในผิว หรือถ้าไม่ชอบก็ภายใน 30 นาทีหลังอาบค่ะ

จะอาบอุ่นอาบเย็นอาบร้อนไม่ว่า อาบเสร็จเติมไขมันทดแทนให้ผิวค่ะ

สำหรับคุณสมบัติในการเป็น Occlusives ของเครื่องสำอางต่างๆ เรียงจากมากไปหาน้อยก็จะได้แก่

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มน้ำมันค่ะ

occlusive 1

Vaseline บริสุทธิ์ (หรือ Petroleum jelly, soft parraffin) > Ointment (ขี้ผึ้ง) > Body oil (น้ำมันทาตัว ที่เป็นพวกตระกูล Mineal oil หรือตระกูล Poly…. ต่างๆ น้ำมันจากพืชไม่นับนะคะ เพราะมันดูดซึมได้ ไม่สามารถกันน้ำระเหยได้)

Note: สำหรับคนที่จะใช้วาสลีน ลองมองหาแบบหลอดนะคะ จะได้ลดการปนเปื้อนได้ แต่ถ้าไม่สะดวก เอาแบบกระปุกก็ได้ แต่ควรแยกสำหรับตัว กับสำหรับหน้าเป็นคนละกระปุกค่ะ

อีกนิดอีกทีนึงค่ะ เดี๋ยวนี้มีวาสลีนแต่งสีแต่งกลิ่น เติมน้ำมัน เติมสารสกัดนู่นนี่นั่น เอาแบบธรรมชาติของมันก็ดีอยู่แล้วค่ะ จริงๆมันก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะเราสามารถที่จะรองอะไรก็ได้ แล้วค่อยเอาวาสลีนทับไปอีกชั้นนึง

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่ม Emulsion (น้ำมันผสมกับน้ำ)

occlusive 2

Body Butter > Body cream > Body lotion

คำว่า Cream เราแบ่งเป็นสองแบบค่ะ (จริงๆมีมากกว่าสอง)

Cream แรก คือ ครีมน้ำมัน มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก ก็จะคลุมผิวได้ดีกว่า

อีกครีมคือ ครีมน้ำ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก พวกนี้ก็จะคลุมผิวได้น้อย แต่ก็เติมน้ำให้ผิวได้ดีกว่าค่ะ

จริงๆมันจะมีครีมซิลิโคนอีกค่ะ ซิลิโคนบางตัวระเหยได้ บางตัวไม่ระเหย มันก็จะเป็น Occlusive ที่ดีเหมือนกัน แถมสัมผัสดีกว่า ไม่เหนอะหนะเหมือนพวก oil

วันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ จริงๆว่าจะเขียนเร็วกว่านี้นะ แต่ลืมตลอดเลยค่ะ

[Beauty Talks] แนะนำ Skincare regimen สำหรับช่วงวัยต่างๆ

[Beauty Talks] แนะนำ Skincare regimen สำหรับช่วงวัยต่างๆ

สกินแค-2

 

มีข้อแนะนำและก็ส่วนผสมที่น่าจับตามองมาฝากกันค่ะ อาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมนะคะ อิงจากมาตรฐานค่าเฉลี่ยของสภาพผิวคนทั่วไปค่ะ แต่จริงๆแล้วผิวคุณผู้ชายจะมันกว่าคุณผู้หญิง ก็สามารถปรับเปลี่ยนจาก Oil based มาเป็น Water based ได้ค่ะ

การดูแลผิวในแต่ละช่วงอายุ

  1. ช่วงเด็กน้อยอายุ 5-15 ปี เป็นผิวพรรณที่ยังแข็งแรง สารองค์ประกอบต่างๆในผิวมีอยู่อย่างครบถ้วน แต่ในบางบริเวณอาจจะยังเติบโตไม่เต็มที่ ที่สำคัญคือ มอยส์เจอไรเซอร์ กับ Sunscreen ของเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกทำร้ายจากแสงแดดและมลภาวะ
  • มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดที่เป็น Oil-based เช่น Baby oil โดยให้ทาหลังจากอาบน้ำไม่เกิน 30 นาที เพื่อช่วยให้เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น (ทาตัว)
  • Sunscreen มีอยู่หลายๆยี่ห้อที่ทำกันแดดของเด็กออกมา ควรจะเลือกใช้กันแดดที่เหมาะสมกับผิวของเด็ก (ทาตัว)
  • ส่วนผสมที่ควรจับตามองเป็นพิเศษ: ไม่มี
  1. อายุช่วง 15-20 ปี ผิวของวัยรุ่นมักจะมีปัญหาสิว และความมันส่วนเกิน ซึ่งเกิดจาก Hormone ต่างๆค่ะ การดูแลในช่วงนี้จะเน้นไปที่การควบคุมความมัน การผลัดเซลล์ผิว สลับกับการเติมน้ำให้ผิว การดูแลผิวที่ควรทำได้แก่
  • Cleanser อาจจะเป็นโฟมล้างหน้า หรือเจลล้างหน้า ปกติ โฟมล้างหน้ามักจะมีส่วนผสมของน้ำมัน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สารทำความสะอาดเอาไขมันออกไปจากผิวมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งและเหี่ยวไวขึ้น แต่ถ้ามีผิวที่มันมากๆ ใช้เจลล้างหน้าจะดีกว่า
  • AHA serum ใช้เพื่อผลัดเซลล์ผิว โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมัน มีปัญหารูขุมขนกว้าง เพราะพวก AHA เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้ โดยใช้ AHA ในความเข้มข้นที่ไม่สูงมากนัก เช่น Glycolic acid หรือ Lactic acid 4-8% สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง การใช้ AHA ถี่เกินไปจะทำให้ผิวบาง เสี่ยงต่อการแพ้ง่าย และทำให้แพ้แดดได้ง่ายขึ้น
  • Toner ใช้เช็ดเพื่อควบคุมความมัน กำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิว อาจจะเลือกชนิดที่มี Alcohol หรือ ไม่มี Alcohol ก็ได้ ขึ้นกับสภาพผิว
  • Scrub ถ้าอยากจะผลัดเซลล์ผิว วัยนี้สามารถขัดผิวได้ อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกสครับที่มีเม็ดขัดไม่หยาบจนเกินไป เช่น สครับจากธัญพืช สครับจากเม็ดบีดส์สังเคราะห์
  • Clay mask ผิวช่วงวัยรุ่นที่มีปัญหาเรื่องความมัน กับสิว การมาสค์หน้าด้วยส่วนผสมของ Clay เช่น Kaolin, Bentonite, Magnesium aluminium silicate จะช่วยคุมความมัน ดูดซับสารพิษและสิ่งสกปรกให้หลุดออกมาได้
  • เจลแต้มสิว อาจจะใช้ยาแต้มสิวโดยปรึกษากับแพทย์ผิวหนัง หรือเภสัชกร ก่อนใช้ยา หรืออาจจะใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับแต้มสิวเฉพาะจุดก็ได้
  • Moisturizer เน้นไปที่ Water-based
  • กันแดด: จำเป็นเพื่อชะลอความเสื่อมที่จะเกิดกับผิว
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามอง: AHA (Glycolic acid, Lactic acid, Fruit acid), Witch hazel extract, Cucumber extract, BHA (Salicylic acid), LHA (Capryloyl salicylic acid)

 

  1. วัยระหว่าง 20-30 ปี เป็นระยะที่สิวเริ่มลดลง ความมันลดลง ผิวเริ่มมีสร้างตัวช้าลง บางคนจะเริ่มพบปัญหาผิวแห้ง และหยาบกระด้างได้ การดูแลผิววัยนี้จะเริ่มใช้พวก Antioxidant, Moisturizer ที่เน้นเติมน้ำให้ผิว และเติมไขมันให้ผิวในปริมาณเล็กน้อย สำหรับ AHA, Scrub ยังใช้ได้ แต่ควรเว้นช่วงของการใช้ให้ห่างกว่าเดิม
  • Cleanser วัยนี้เริ่มแต่งหน้าแต่งตา ควรหา Cleanser สำหรับลบเครื่องสำอาง ก่อนล้างหน้า สำหรับตัวล้างหน้าอาจจะใช้ในรูปแบบของโฟมล้างหน้า หรือครีมล้างหน้า ซึ่งจะมีส่วนผสมของ Oil ที่เพิ่มขึ้นมา จะได้ไม่ทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม
  • AHA/Scrub เว้นช่วงห่างของการใช้ให้มากขึ้น อาจจะเป็นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  • ผลิตภัณฑ์เติมน้ำให้ผิว เช่น Mask, Mist สามารถใช้ได้ตามความจำเป็น สำหรับ Mist ควรเลือก Mist ที่ไม่มี Alcohol
  • Toner แนะนำให้เลือกชนิดที่ไม่มี Alcohol และไม่มี AHA
  • Essence/Serum อาจจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แล้วแต่สภาพผิว
  • Sunscreen ต้องทาทุกวัน ควรเลือกชนิด Physical sunscreen (Titanium dioxide ± Zinc oxide) จะได้ไม่ต้องมาเติมบ่อยๆระหว่างวัน
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามอง: Sodium hyaluronate, Vegetable oil, Vitamin C, E, B3, B5, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants

 

  1. วัย 30-40 ปี วัยนี้จะเริ่มเกิดริ้วรอยได้ง่าย ผิวจะเริ่มแห้งได้มากขึ้น การดูแลผิวในช่วงนี้จะคล้ายกับวัย 20-30 เพียงแต่บางคนที่ผิวแห้งมากๆ อาจจะดื้อต่อ Hyaluronate ทำให้ต้องหันมาหา Moisturizer อื่นๆทดแทน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้จะมีความเป็น Oil มากขึ้น จากเดิมที่เน้นแต่การเติมน้ำ ตอนช่วงวัยนี้ต้องหาไขมันทดแทนให้ผิว และอาศัยพวก Antioxidant มาช่วยชะลอความเสื่อมของผิว
  • Cleanser อย่าลืมล้าง Make-up ออกก่อนเสมอ ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทโฟมหรือครีม เช่นเดียวกับวัย 20-30 เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งเกินไป
  • Essence เติมน้ำให้ผิว หลังล้างหน้าเสร็จ ถ้ายังไม่บำรุงผิวเลย อาจจะใช้ Essence ที่มีส่วนผสมของสารเติมน้ำให้ผิว เช่น Hyaluron, Collagen, Aloe vera มาตบเพื่อเติมน้ำที่หายไปจากการล้างก่อน แต่ถ้าล้างหน้าเสร็จแล้วทำ Skincare เลยก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้
  • Toner เลือกใช้ชนิดที่ไม่มี Alcohol เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง
  • AHA/Scrub สัปดาห์ละ ครั้ง
  • Sleeping pack หรือ Mask sheet เพื่อเติมน้ำให้ผิว สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  • พิจารณา Serum/Essence น้ำตบต่างๆ เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของผิว
  • Moisturizer เน้นความมันเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนไขผิวหนังที่หายไป มองหาผลิตภัณฑ์ที่มี Ceramide หรือ Vegetable oil เป็นองค์ประกอบ เพื่อเน้นการทดแทนไขมันในผิวหนัง
  • Sunscreen ทาทุกวันเช่นเดิม
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามองสำหรับวัย 30-40: Hyaluronate, Vitamin B3-B5-C-E, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants

 

  1. อายุ 41 ปีขึ้นไป ผิวจะเริ่มแห้งมากขึ้นอีก เริ่มมีการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอ มีริ้วรอย ผลิตภัณฑ์ในช่วงนี้ก็จะคล้ายๆวัย 30-40 เพียงแต่จะเน้นความเป็นมันที่มากขึ้น และเน้นไปที่ส่วนผสมเพื่อการลดริ้วรอย เช่น Peptides ต่างๆ, สารสกัดพืชบางชนิดที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว
  • Cleanser อย่าลืมล้าง Make-up ออกก่อนเสมอ ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทครีม ซึ่งจะมีส่วนผสมของ Oil มากกว่า สำหรับโฟมล้างหน้าส่วนใหญ่ในตลาดมักจะใช้เป็น Soap-based ซึ่งอาจจะทำให้ผิวแห้งมากเกินไปได้
  • Essence เติมน้ำให้ผิว หลังล้างหน้าเสร็จ ก็ให้ทา Essence ก่อนรอบหนึ่ง และตอนถึงขั้นตอน Skincare ก็ใช้อีกทีหนึ่ง อาจจะเอา Essence หยดใส่สำลีแล้วชุบเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์เลยก็ได้
  • AHA/Scrub สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยลดริ้วรอย และเติมน้ำให้ผิว
  • Sleeping pack หรือ Mask sheet เพื่อเติมน้ำให้ผิว สัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไป
  • ควรมองหา Serum/Essence น้ำตบต่างๆ เพื่อช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจนมาทดแทนให้กับผิว
  • Moisturizer เน้นความมันเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนไขผิวหนังที่หายไป มองหาผลิตภัณฑ์ที่มี Ceramide หรือ Vegetable oil เป็นองค์ประกอบ เพื่อเน้นการทดแทนไขมันในผิวหนัง
  • Sunscreen ทาทุกวันเช่นเดิม
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามองสำหรับวัย 30-40: Ceramide, Linoleic acid, Vegetables oil, Trehalose, Hyaluronate, Vitamin B3-B5-C-E-A, Peptides ต่างๆ, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants และพวกที่ชะลอความเสื่อมโดยไปชะลอการสลายตัวของคอลลาเจน

 

สรุปผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนวัยหลุด

  1. Toner สูตรไม่มี Alcohol
  2. Aloe gel
  3. Mask sheet ชนิดที่เติมน้ำให้ผิว (เช่น แตงกวา ว่านหางจระเข้ Hyaluron, etc.)
  4. กันแดด ห้ามขาด !!
[Beauty Talks]~My Sunscreen evolution diary

[Beauty Talks]~My Sunscreen evolution diary

วันนี้เอา Diary sunscreen มาแชร์ให้ฟังค่ะ

evol-re

ถ้าพูดถึงกันแดดแล้ว ก็มีอยู่ตัวนึง ที่มีติดมาก รักมาก และใช้ไปเยอะมาก (น่าจะเกิน 10 ขวด)

นั่นก็คือ DHC Suncut Q10 light touch ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ

ย้อนอดีตไปเมื่อราวๆ 10 ปีก่อน DHC มาตั้งเคาน์เตอร์ในไทย ด้วยเบอร์โทรที่จำง่าย 02-3536-333 (ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย)

ก็ได้ไปลองใช้กันแดด Suncut ของเค้า และก็ติดงอมแงมค่ะ แม้ว่าสมัยนั้นจะยังดูส่วนผสมไม่ค่อยเป็นก็เถอะนะ (ยังเรียนปี 3-4 อยู่เลยมั้งคะ)

แล้วทีนี้นางก็เลิกจำหน่ายในไทย

แต่ก่อนนางจะอำลาไทยแลนด์ นางทิ้ง Sayonara sale ไว้ให้ แบบชนิดที่ว่า ลดถล่มทลาย คนลู่กันซื้อ มี่เองก็ตุนไว้เยอะมาก ชนิดที่ว่าพอใช้กันอีก เกือบ 3 ปีเลยทีเดียว

หลังจากนั้นก็ได้ไปโอซาก้า ก็ไปถอยมากับมือตัวเองคะ เป็น Limited edition รุ่นมินนี่เมาส์

ถอยมา 3 ขวด

แล้วหลังจากนั้นก็ฝากเพื่อน ฝากพี่ ฝากน้องที่ไปญี่ปุ่นหิ้วมาให้อยู่หลายครั้ง

และก็เริ่มลองตัวเบสทินท์ ก็โอเคนะ แต่หนักหน้าไปหน่อย ดีค่ะที่มีแค่ขวดเดียว

ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นนางเปลี่ยนแพคเกจแล้วค่ะ คาดว่าคงปรับสูตรด้วย

จนกระทั่งได้มาพบกับ Solanoveil ค่ะ

ติดหนึบเลย สีเนื้อ แห้งๆ แมทท์ๆ เหมือนทาเบสไปในตัว

ต่อมาก็ไปเที่ยวเกาหลี เลยไปถอย Tony moly กับ Nature republic มาอีกอย่างละชิ้นสองชิ้น (เพราะมันมีโปร 1+1 กับ โปรลด 50% พอดี คือถ้ามันไม่โปรก็คง Solanoveil ต่อไปค่ะ)

แต่ยังไม่ได้ลองใช้นะคะ รอ Solanoveil หมด จะใช้เป็น Next item ค่ะ

ถ้ามีโอกาสจะเอาส่วนผสมมาวิเคราะห์ให้ชมนะคะ

สำหรับ Solanoveil เคยเขียนแล้ว ติดตามที่ได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยค่ะ

[Review]~Nature Republic Cotton Fresh Deodorant Spray

[Review]~Nature Republic Cotton Fresh Deodorant Spray

วันนี้จะมารีวิวสเปรย์ระงับกลิ่นสูตรน้ำจาก Nature republic นะคะ

nr 1

เค้า Claim ว่าเค้าใช้ Cotton จากอียิปต์ค่ะ เพื่อให้วงแขนเรียบเนียนสวย

จริงๆไปเกาหลีตั้งแต่เดือน มิย แล้ว แต่พึ่งได้ฤกษ์เอามาใช้

ตอนนั้นที่ซื้อไม่ได้อะไรหรอกค่ะ แค่มันมีโปร 1+1 (ซื้อ 1 แถม 1) ก็เลยซื้อมา

แล้วเห็นว่าแถมไม่มีกำหนดด้วยค่ะ


(From: Naturerepublic.com)

ข้างในนางจะเป็นสเปรย์สูตรน้ำค่ะ ค่อนข้างแห้งไว

cotton 3-edit

พอยท์มันอยู่ตรงความใส่ใจในรายละเอียดของผู้ผลิตค่ะ

เค้าเจาะรูที่ฝาไว้ด้วย เพื่อให้ละอองของเหลวที่ติดปากสเปรย์ ระเหยออกมาได้ ไม่อบอวล ไม่ทิ้งคราบในนั้นค่ะ

ซึ่งเป็นอะไรที่ นวัตกรรมมาก และบ้านเราไม่มีค่ะ (หรือมีแต่มี่ไม่รู้ – -*)

ทำไมถึงควรเลือกสเปรย์สูตรน้ำหรอคะ?

เพราะว่า สูตรน้ำจะไม่มีผงแป้ง ที่จะไปเกาะติดเสื้อผ้าละเห็นเป็นคราบขาวที่วงแขนค่ะ

(ส่วนจะเหลืองมั้ย นี่ยังไม่แน่ใจนะคะ พอดีว่าที่ข้างกล่องไม่มีส่วนผสมมาให้ ถ้ามี Aluminium chlorhydrate ก็จะทำให้ผ้าเหลืองได้ค่ะ)

สรุปคือ

กลิ่น 5/5 (กลิ่นที่ชอบพอดี)
ความแห้งไว 5/5
ระงับเหงื่อ 4/5
ดับกลิ่นตัว 4/5

จริงๆ Product Line นี้นางมีหลายตัวนะคะ ตัวที่น่าสนใจอีกสองตัวคือ

เจลล้างจุ๊กกุแร๊ กับ ไวท์เทนนิ่งครีมสำหรับจุ๊กกุแร๊ค่ะ

NM7156-กระ
(From: Naturerepublic.com)

นับว่าเป็นนวัตกรรมอีกเช่นกันค่ะ

จริงๆเคยเห็นสครับด้วยนะ แต่ไม่รู้ว่าคงเลิกผลิตไปแล้วหรือเปล่าตอนนี้ไม่เห็นค่ะ

[Mini Review]~Cathy doll Makeup remover toner & Serum + Foam clenser

[Mini Review]~Cathy doll Makeup remover toner & Serum + Foam clenser

Mini review เป็นบทความวิเคราะห์แบบเบาๆ กรุบกริบของพวกเทสเตอร์ และผลิตภัณฑ์ตัวอย่างต่างๆค่ะ

ช่วงก่อนเดินทางบ่อย แล้วขี้เกียจพกโฟมล้างหน้า เลยไปซื้อโฟมล้างหน้าซองๆ ของ Cathy doll มาจากร้านเครื่องสำอางแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ค่ะ ได้มาในราคาซองละ 4 บาท 1 ซองมี่ใช้ได้อยู่เกือบๆ 6 ครั้งค่ะ

คลีนซิ่ง 1-edit

ตัวที่ใช้ไปแล้วเป็นตัวสีฟ้านะคะ สีชมพูยังไม่ได้ลองใช้

ไม่ได้ถ่ายเนื้อโฟมให้ดูเลยค่ะ เพราะตัวเปียกตอนล้างหน้า

จะเป็นโฟมมีผงขัดไม่หยาบมาก อารมณ์ประหนึ่งสครับ กลิ่นหอมเหมือนแอปเปิลค่ะ ฟองนุ่มละเอียดเล็กมากเหมือนครีม ล้างออกง่าย หมดจดไม่ทิ้งคราบหรือเมือกลื่นๆค่ะ

ส่วนผสมของตัวสีฟ้านะคะ

(อ่านยากนิดนึงนะคะ)

cleans ฟ้า-edit

ตัวนี้สารทำความสะอาดหลักเป็นกลุ่ม Soap ค่ะ ได้จาก Stearic acid + Lauric acid + Myristic acid ทำปฏิกิริยากับ Potassium hydroxide เกิดเป็น Soap ขึ้น

คุณสมบัติของ Soap คือ เป็นสารประจุลบ ทำความสะอาดได้ดีในระดับหนึ่ง เกิดฟองได้ดีค่ะ แต่จะอ่อนโยนกับผิวกว่าพวก Sodium laureth sulfate (คนละตัวกับ Sodium lauryl sulfate นะคะ ไม่งั้นหน้าคงแหก)

เสริมด้วย Cocamidopropyl betaine ที่เป็นสารกลุ่มสองประจุมีความอ่อนโยนกับผิว และ Sodium cocoyl isethionate ที่อ่อนโยนกับผิวเช่นกันค่ะ

มีส่วนของ Walnut shell powder เป็นตัวขัด

มีสารสกัดจาก Witch hazel ให้ผลกระชับรูขุมขน กับ Apple ให้ผลเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ กับมี AHA ด้วยค่ะ

ใช้ Dipropylene glycol เป็นสารดึงน้ำให้ผิว

โดยรวมดูแล้วค่อนข้างโอเคเลยค่ะ

ไม่มีพาราเบนค่ะ

ให้คะแนนส่วนผสม 5/5
การใช้งาน 5/5

สำหรับสีชมพู

cleans ชม-edit

ส่วนผสมเรียกได้ว่าเหมือนกับสีฟ้าหยั่งกะลอกกันมา เพียงแต่ว่า

สีชมพูไม่มีวอลนัทที่เป็นสครับ ไม่มี Witch hazel ที่กระชับรูขุมขน แต่เพิ่มสารสกัดจากมะละกอเข้ามาแทนค่ะ อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเอามาผลัดผิว เพื่อให้ไวท์ตามคำเคลมค่ะ

ให้คะแนน
ส่วนผสม 5/5

ยังไม่ได้ลองใช้สีชมพูค่ะ ถ้าได้ใช้แล้วเดี๋ยวมาอัพเดทให้ฟังนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ ^^

[Cosmetic Science] All about snail รู้ลึกรู้จริงเรื่องหอยทาก

[Cosmetic Science] All about snail รู้ลึกรู้จริงเรื่องหอยทาก

ช่วงก่อนๆ เมือกหอยทากกำลังบูมมากในบ้านเรา แต่มาตอนนี้เริ่มกร่อยๆไปแล้วก็จริง แต่มี่ว่าหอยทากยังดู “Promisable” อยู่นะคะ เพราะลักษณะของเมือกหอยในการ Repair ผิวหนังที่ได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็น Chemical UV หรือ damage อื่นๆ

วันนี้เรามาเจาะลึกกันดีกว่าค่ะ

หอยบนมือ-edit
(ขอบคุณหอยทากน้อยๆจาก Reelle clinic institute ค่ะ)

สงสัยมั้ย ทำไม อยู่ดีๆ เขาถึงเอาหอยทากมาใช้เป็นครีมได้ แล้วดังมากด้วย ในบ้านเรา เทรนด์เครื่องสำอางหอยทากน่าจะมาจากทางเกาหลีค่ะ แต่ความจริงแล้ว ถ้าดูจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (รายงานการวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบเชิงคลินิกของเมือกหอยทากในการลดริ้วรอย) เขาบอกว่า

ในปี 1999 ศ.ดร. Abad Iglesias ได้พบว่า หอยทากสายพันธุ์ Cryptomphalus aspersa จะหดหนวดตอนเจอรังสี X ray และรังสีแกมม่า หลังจากนั้นมันก็จะสร้างน้ำเมือก ซึ่งประกอบด้วยสาร Glycosaminoglycan หรือ GAGs (สารประกอบคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่เชื่อๆกันว่ามีฤทธิ์ทางชีวภาพเยอะมาก) และรักษา/ฟื้นฟูความเสียหาย/บาดแผลของตัวเองได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ส่วนข้อมูลอื่นๆ เขาก็มีบอกว่า ญี่ปุ่นกับจีน ใช้หอยเดินบนหน้ามาหลายร้อยปี (ไม่ก็พันปีบ้างหละ) อันนี้ก็ไม่รู้จริงแท้แค่ไหนนะคะ เอาเป็นว่า มีสองค่ายละกันเนาะ ทางยุโรป กับ ทางเอเชีย ว่ากันไป

จริงๆแล้วไม่ใช่หอยทากทุกชนิดจะสามารถเอามาใช้เป็นวัตถุดิบเครื่องสำอางได้นะคะ มีเเค่เพียงบางชนิดเท่านั้น ซึ่งที่เราพบบ่อยจะเป็นเจ้า Cryptomphalus aspersa นี่แหละ ตัวนี้มีชื่อพ้องว่า Helix aspersa ค่ะ (ตรงส่วนของชื่อพ้องนี่ Admin ไม่แน่ใจความถูกต้องของข้อมูลเท่าไหร่นะคะ เพราะในงานวิจัยที่มีรายงานในฐาน จะใช้ชื่อสายพันธุ์ว่า Cryptomphalus aspersa หมดเลย)

เมือกหอยทาก ประกอบด้วยของเหลวที่หลั่งออกมาจากต่อม 3 ต่อม คือ

1. Mucous gland ที่บริเวณเท้า ซึ่งเชื่อว่ามีฤทธิ์ Curative กับ Restorative สองคำนี้ไม่อยากแปลเลยค่ะ ดูเกินจริงกับขอบข่ายนิยามเครื่องสำอางมาก แปลว่า รักษา กับ ฟื้นฟู ค่ะ

2. Proteic gland จากภายในร่างกาย เชื่อว่ามีฤทธิ์ต้านจุลชีพต่างๆ ช่วยปกป้องตัวหอยจากจุลินทรีย์ร้ายๆบนดินค่ะ

3. Salivary gland จากทางเดินอาหาร เชื่อว่าเป็นพวกน้ำย่อย Claim กันไปว่า เวลาทาจะช่วยย่อยเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก และช่วยให้สารอื่นๆซึมผ่านง่ายขึ้น (Digestive and penetrating effecr)

ในท้องตลาดมีการ Claim เกี่ยวกับเครื่องสำอางผสมเมือกหอยทากกันไปมากมาย แต่ที่มีการทดสอบยืนยันจะเป็นเรื่องของริ้วรอยค่ะ ซึ่งให้ผลดีในอาสาสมัครค่ะ

“Cosmetic Claims vs Scientific studies”

* Cosmetic Claims หมายถึง การกล่าวอ้างสรรพคุณของเครื่องสำอาง
* Scientific studies หมายถึง การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์

อย่างที่บอกว่าเครื่องสำอางผสมเมือกหอยทากในท้องตลาดก็มี Claim กันไปต่างๆนานาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติในการรักษาแผลไหม้ ทั้งจากความร้อน จากแสงแดด จากสารเคมี จากรังสี คุณสมบัติในการรักษาแผลเป็น คุณสมบัติในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบต่างๆ เช่น Dermatitis, Eczema, Rosaceae คุณสมบัติในการลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน รวมไปถึงคุณสมบัติในการกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนัง ฯลฯ

ถ้าค้นจากข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed จะพบแค่เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติการลดริ้วรอยในอาสาสมัคร และแค่คุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวหนัง (Keratinocye) กับเซลล์ที่สร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน-อิลาสติน (Fibroblast) ลองดูรายละเอียดแต่ละการทดลองดีกว่าค่ะ

การทดลองแบบ In vitro (ในระดับหลอดทดลอง หรือหมายถึงนอกร่างกายสิ่งมีชีวิต) โดย Cruz และคณะ ทดสอบพบว่า เมือกจากหอยทากมีคุณสมบัติกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง ในลักษณะที่เป็น Time and Dose dependent หมายถึง การตอบสนองขึ้นกับเวลาที่สัมผัสสาร และความเข้มข้นสาร ประมาณว่า ใช้นานๆยิ่งดี ใช้ความเข้มข้นสูงยิ่งดี และยังช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิตของเซลล์ผิวหนัง กับ Fibroblast ได้ด้วย ผู้วิจัยจึงสรุปว่า เมือกหอยทากน่าจะเอาไปใช้ในกรณีของการเร่งการสมานแผลได้ (Wound healing) (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(2):183-9.)

มีการทดสอบเชิงคลินิก (Clinical trial) อีกสองชิ้น ทำคล้ายๆกันค่ะ เป้นการศึกษาผลของเมือกหอยทากในการลดริ้วรอย (เขาจะใช้คำว่า Photoaging ซึ่งแปลตรงตัวจะหมายถึงการแก่ที่เกิดจากแสง แต่แปลเป็นไทยน่าจะหมายถึง การแก่ก่อนวัย)

การทดสอบแรก ทำโดย Tribó-Boixareu และคณะ ทดสอบกับอาสาสมัครผู้หญิง 15 คน โดยให้ใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นหอยทากเข้มข้น 8% ตอนกลางวัน คู่กับ Hydrogel (เหมือนซีรัมค่ะ) ผสมหอยทากเข้มข้น 40% ตอนกลางคืน เป็นเวลา 90 วัน พบว่าริ้วรอยตื้นๆและริ้วรอยลึกของอาสาสมัครลดลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น ผิวหยาบกระด้างลดลง มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Cosmetic Dermatol. 2009; 22(5):247-252.)

ส่วนอีกการทดสอบ ทำโดย Fabi และคณะ ทดสอบในลักษณะคล้ายๆกันคือ ใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นหอยทากเข้มข้น 8% ตอนกลางวัน คู่กับ Hydrogel (เหมือนซีรัมค่ะ) ผสมหอยทากเข้มข้น 40% ตอนกลางคืน แต่คราวนี้ให้ทาแค่ครึ่งหน้า อีกครึ่งหน้าทา Placebo (มีความหมายว่า ยาหลอก หมายถึงตัวอย่างที่ไม่มีสารที่ใช้ทดสอบ สำหรับการทดลองนี้ก็คือ ครีม/ซีรัมที่ไม่มีหอย) เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ข้างที่ใช้หอยมีริ้วรอยลดลง ริ้วรอยลึกๆตื้นขึ้น (J Drugs Dermatol. 2013; 12(4):453-457.)

ส่วนเรื่องการ Claim ว่าเมือกหอยทากสามารถรักษาแผลไหม้ได้ น่าจะเป็นเพราะว่า คุณ ศ.ดร. Abad นำเอาเมือกหอยทากไปรักษาคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl ระเบิด (หรือเปล่านะ ไม่ได้ค้นเกี่ยวกับประวัติของ Chernobyl accident เหมือนกันค่ะ ใช่หรือไม่ใช่แจ้งเข้ามาได้นะคะ) แล้วได้ผลดี แต่พยายามหารายงานตัวนี้ไม่พบค่ะ เจอแต่การกล่าวถึงในผลงานตีพิมพ์ฉบับอื่นๆ

สรุป:
รายงานทางวิทยาศาสตร์พบว่า เมือกหอยทากสามารถ
1. กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง เซลล์ Fibroblast (ที่สร้างคอลลาเจน)
2. ช่วยให้เซลล์ทั้งสองเซลล์นี้มีชีวิตยืนยาว (เพิ่ม Survival ของเซลล์)
3. ลดริ้วรอย ปรับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นให้สม่ำเสมอ ช่วยให้ผิวเนียนเรียบ

นอกนั้นยังไม่พบข้อมูล (อิงจากฐาน Pubmed เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2557)

แล้วในเมือกหอยทากมันมีอะไร ถึงได้เคลมกันสุดฤทธิ์สุดเดชขนาดนี้

เราคงสงสัยว่า ในเมือกหอยทากมันมีอะไร ทำไมถึงได้เป็นที่มาของคำ Claim ต่างๆนานา Admin เองก็สงสัยค่ะ ซึ่งก็มีข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบระบุว่าการวิเคราะห์แบบหยาบๆของเมือกหอยทาก (เฉพาะวัตถุดิบที่เขาขาย) จะมีส่วนของโปรตีนทั้งหมด (Total proteins) อยู่ 1.0-3.0 mg/ml ถามว่าเยอะไหม มีข้อมูลบอกว่าในนมวัว 1 ลิตร มีโปรตีนอยู่ 30-35 กรัม คิดคำนวณแล้วตกอยู่ที่ 30-35 mg/ml (ข้อมูลโปรตีนในนมวัวจาก Wikipedia) ถือว่าน้อยนะ ต่างกันเกือบ 10 เท่าเลยค่ะ แต่เขานำเอาส่วนของโปรตีนไปวิเคราะห์ต่อ เขาพบว่ามีโปรตีนสองแบบ คือ แบบโมเลกุลใหญ่กว่า และแบบโมเลกุลเล็กกว่า

ซึ่งโปรตีนโมเลกุลใหญ่ มีน้ำหนักโมเลกุลมากกว่า 250 kDa (ค่าที่ใช้บอกน้ำหนักโมเลกุลของสารเคมี) เป็นโปรตีนประเภท Hemocyanin ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการแลกเปลี่ยนและนำพาออกซิเจน ส่วนพวกโปรตีนโมเลกุลเล็กกว่า 100 kDa เป็นโปรตีนชนิดพิเศษที่ยังไม่เคยมีรายงานในฐานข้อมูล มีองค์ประกอบของกรดอะมิโนเกือบครบ ขาดแต่ Methionine กับ Tryptophan

นอกจากนี้มีส่วนของน้ำตาลทั้งหมด (Total sugars) อยู่ 0.5-0.7 mg/ml และธาตุแคลเซียม 1.3 mg/ml

ส่วนข้อมูลจากสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตเมือกหอยทาก ระบุว่าในเมือกหอยทากมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้
80-98% Water
0.02-1% Mucopolysaccharide
0.01-1% Hyaluronic acid
0.05-0.5% Fibroblast growth factor
0.001-0.2% copper-hemocyanin (the oxygen carrier)
0.005-0.1% High-MW proteins
0.005-0.1% Low-MW antioxidants

ดูแล้วแบบว่า น้ำ 80-98% หมายความว่า เกือบทั้งหมดคือน้ำ ส่วนสารอื่นๆ ที่น่าสนใจก็มี Hyaluronic acid, Fibroblast growth factor, Hemocyanin และ Antioxidants ต่างๆค่ะ

แต่มันจะทำให้เกิดผลได้ตาม Claim ขนาดนั้นเลยหรือ จุดนี้ก็ไม่ทราบ และ Clinical trial เองก็ระบุมาแค่ฤทธิ์ในการลดริ้วรอย กับมีงานวิจัยในระดับหลอดทดลองบอกว่าเมือกสามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง และเซลล์ Fibroblast ได้
ถ้าพิจารณาความเกี่ยวโยงระหว่างส่วนประกอบทางเคมี กับผลการศึกษาทางคลินิก และระดับหลอดทดลอง ก็สามารถโยงความสัมพันธ์ได้อยู่นะคะ เพราะสารประกอบเหล่านี้มีคุณสมบัติในเชิง Anti-wrinkle และ Antiaging ได้จริงค่ะ ส่วนตัว Hemocyanin ก็ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะว่าเป็นสารที่ยังไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง มีคุณสมบัติคล้ายกับ Hemoglobin ในเลือด ทำหน้าทีเป็น Oxygen carrier คือจับออกซิเจนไว้ แล้วเอาไปปลดปล่อยที่อื่นๆ
แล้ว Oxygen จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะ ผลแท้จริงมันคืออะไรก็ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แล้วถ้าเกิดเป็น Oxygen radical ก็ยิ่งจะไปทำร้ายผิว เพราะเป็นอนุมูลอิสระสามารถไปทำร้ายโปรตีนและไขมันที่เป็นโครงสร้างบนผิว เกิดเป็นความเหี่ยวได้ในระยะยาว แต่จุดนี้เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์ของสารนี้น้อยมากจึงยังไม่น่าจะต้องห่วงเท่าไหร่ คงให้คุณสมบัติที่ดีกับผิวมากกว่าค่ะ

แต่อย่าลืมว่า อันนี้เป็นข้อมูลจากผู้ผลิตแค่สองรายเท่านั้น กรรมวิธีการผลิตแต่ละที่ อาจจะทำให้ได้ความบริสุทธิ์ไม่เท่ากัน และบางบริษัทแยกหอยทากออกมาแล้วเอามาเติมน้ำเข้าไปอีก ก็มี ทำให้ยิ่งเจือจางเข้าไปกว่าเดิม แม้ว่าเค้าจะบอกว่าใช้เข้มข้น 70% (สมมติ) จริงๆแล้วในเมือกหอยมีน้ำไปซะ 98% เหลือสารอื่นๆแค่กี่เปอร์เซ็นต์เอง แต่บางแบรนด์บอกว่าใช้เมือกหอย 5% (สมมติ) แต่จริงๆแล้วอาจจะเอาน้ำไประเหยออกก่อนได้เป็นเมือกหอยเข้มข้น ก็เป็นไปได้นะ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถบอกอะไรได้จากความเข้มข้นของเมือกหอยทาก หรือ Snail secretion filtrate ที่ข้างกล่องเลยค่ะ เพราะเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ และผู้เดียวที่จะทราบได้ก็คือผู้ผลิต ที่สำคัญคือ ถ้าใช้แล้วถูกกับผิว มีราคาไม่แพง ก็ใช้ต่อเลย เพราะส่วนประกอบในเมือกหอยทาก ดูๆแล้วน่าจะมีประโยชน์ แต่ระวังด้วย เพราะมีโปรตีน มีหลายๆคนที่แพ้โปรตีนค่ะ และที่สำคัญอีกอย่างคือ การแพ้/การระคายเคือง/การอุดตัน/ประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ (ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Individual แต่ถ้าให้แปลว่า เป็นเรื่องของปัจเจก นี่คงจะงงกันใหญ่ เราก็แปลง่ายๆว่า แล้วแต่บุคคลและกันเนาะ) การวิเคราะห์ส่วนผสมบอกได้แค่แนวทางคร่าวๆเฉยๆนะคะ

แล้วเราเอาเมือกหอยทากมา ทารุณสัตว์มั้ยคะ??

หลายๆคนก็กลัวว่า เครื่องสำอางจากหอยทากนี่ หอยทากจะบาดเจ็บหรือตายหรือเปล่า ถ้าเราไปเอาเมือกจากมันมาใช้ จะทารุณสัตว์มั้ย จะบาปมั้ย วันนี้จะได้ดูเบื้องหลังวิธีสกัดเมือกหอยทากแล้วค่ะ ซึ่งอิงจากวิธีที่นำเสนอไว้ในสิทธิบัตรของต่างประเทศนะคะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทางเกาหลีจะทำแบบนี้หรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะทำในลักษณะที่คล้ายๆกันค่ะ พร้อมแล้วก็ไปลองดูด้วยกันเลยดีกว่า

เวลาจะแยกเมือกจากหอยทาก จริงๆแล้วก็มีหลายขั้นตอนนะคะ ไม่ใช่ว่าจับๆมาบี้ๆ ตำๆ เอาแต่เมือกเหมือนที่หลายคนคิด แต่ความจริงแล้ว เขามีกรรมวิธีการกระตุ้นหอยให้ตื่นตัว เมื่อหอยตื่นตัว หรือตกใจ ก็จะมีการสร้างเมือกออกมามากขึ้นค่ะ เราก็อาศัยจังหวะนี้ไปเก็บเมือกมา

วิธีการกระตุ้นหอยที่อธิบายไว้ในสิทธิบัตรมีด้วยกันหลายวิธัี เช่น
1. กระตุ้นด้วยสิ่งเร้าทางกายภาพ เช่น ไปแหย่ ไปจับ ฯลฯ
2. ใช้ความถี่ของเสียง
3. ใช้ความกดอากาศที่สูงกว่าปกติ
4. จับห้อยหัวอาศัยแรงโน้มถ่วงเป็นตัวกระตุ้น
5. เอาไปปั่นเหวี่ยงที่ความเร็วต่ำๆ
ฯลฯ

ซึ่งวิธีเหล่านี้ต้องไม่ทำอันตรายกับหอยทากค่ะ เพราะเชื่อกันว่าถ้าหอยทากเกิดอันตรายจนถึงตายจะหลั่งสารพิษออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นอันตรายกับร่างกายเราค่ะ

หลังจากหอยสร้างเมือกออกมา เราก็เก็บเอาเมือกนั้นมาปั่นเหวี่ยง (Centrifuge) ก็จะได้ส่วนของน้ำด้านบน กับส่วนตะกอนด้านล่าง

เอาส่วนน้ำมากรอง (Flitration) ก็จะได้ Snail Secretion Filtrate ที่ใช้กันเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางแล้วค่ะ

ทีนี้ก็ตอบโจทย์ได้แล้วค่ะ ว่าเมือกหอยทากนั้นได้มาโดยที่หอยทากไม่ต้องเสียชีวิตหรือทรมาณ ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับ Skin care regimen ของเราก็เป็นไปได้

อย่าลืมว่า หอยทากมีโปรตีนนะคะ อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้ ดังนั้นก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ที่ท้องแขนก่อนค่ะ (ถ้าเป็นไปได้ทดสอบกับทุกอย่างก่อนการใช้เลยก็ดีค่ะ ถ้ามีสภาพผิวที่แพ้ง่าย) และที่สำคัญ ประสิทธิภาพของเครื่องสำอางแต่ละชนิด กับผลข้างเคียง-อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิด เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ค่ะ ควรทดสอบก่อนการใช้เสมอนะคะ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในตลาดค่ะ

snail white-crys

แบรนด์แรก SW

รีม SW ตัวนี้มีส่วนของ Active ingredients อยู่หลายตัว เน้นหนักไปทางสารสกัดจากธรรมชาติ ตัวเมื่อวานของ Dr.M. เน้นเป็นสารสกัดจากดอกไม้ มาตัวนี้เขาใช้ผลไม้ค่ะ มี 4 ผลไม้ ซึ่งปกติสารสกัดจากผลไม้จะมีจุดเด่นในเรื่องของการให้ความชุ่มชื้น อาจจะมีพวกวิตามินหรือพฤกษเคมีอื่นๆได้มาจากผลไม้ด้วย แต่ไม่เด่นเท่าเรื่องคุณสมบัติความชุ่มชื้นจากสารประกอบน้ำตาลในผลไม้ค่ะ

เสริมด้วยสารสกัดจากบัวบก ขิง และดอกตระกูลลาเวนเดอร์

มีสารที่เป็น Pure compund อยู่ 4 ตัว คือวิตามินบี 3 ซึ่งให้ผลไปทาง Whitening มี Hydrolyzed hyaluronic acid ที่ว่ากันว่ามีโมเลกุลเล็กลงจึงซึมลงผิวได้มากขึ้น ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น

และมี Allantoin กับ Bisabolol ให้ผลไปในเชิงการต้านการอักเสบ ยับยั้งการแพ้ การระคายเคือง

อีกตัวที่น่าสนใจคือ Panax ginseng callus culture extract ที่ดูจากชื่อแล้วหมายถึง การเอาเนื้อเยื่อจากโสม (จะเรียก Stem cell ก็ดูจะเกินไป เพราะ Callus เป็นเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในอาหารเลี้ยงเซลล์ เป็นเซลล์ที่จะโตเป็นชิ้นส่วนพืชต่อไป) ตัวนี้ Claim กันได้เว่อร์วีว่ามาก มีทุกฤทธิ์ ตั้งแต่ Whitening Antiaging Antioxidant wound-healing และ Antiinflammatory คือ ถ้าเอา Keyword นี้ไปคีย์ค้นหาในฐานข้อมูล ก็จะไม่มีงานวิจัยอะไรมา Support เลย และทางผู้ผลิตวัตถุดิบก็ไม่ได้เผยแพร่อะไรออกมา จึงอาจจะเป็นการ Overclaimed ไปหน่อย

ที่สำคัญคือ Callus กับ Plant extract มันมักจะไม่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันนะ ส่วนไหนก็ส่วนนั้น อย่างพืชต้นเดียวกัน ใบมีฤทธิ์อย่างหนึ่ง ผลมีอีกอย่าง ก็เห็นกันอยู่บ่อยๆค่ะ ดังนั้นจะเอา Activity ของโสม มาใช้กับ Callus โสม ก็ไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่

แบรนด์ที่สอง Dr.MJ

realmucin_ampoule-crys

ตัวนี้นอกจากหอยทากแล้วยังมีส่วนผสมของ Allantoin ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากรากคอมเฟรย์ ช่วยกดอาการแพ้และอาการระคายเคืองได้ค่ะ

มีกรดอะมิโน Arginine ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด

มีสารสกัดจากดอกไม้ต่างๆอีก 7 ชนิด จะว่าไป เกาหลีเค้าก็ชอบดอกไม้เหมือนกันนะคะ ซึ่งบางดอกก็มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ บางดอกก็เหมือนเป็นการใส่มาเพื่อจุดขาย หรือจะออกแนว เกสรทั้ง 5 7 9 แบบบ้านเรา (อันนี้พูดเล่นค่ะ)

โดยรวมแล้ว Ampoule หรือ ซีรัมตัวนี้ ก็ค่อนข้างน่าสนใจในระดับหนึ่งค่ะ เพราะมีสารสกัดจากดอกไม้ซึ่งมีผลเป็น Whitening เข้ามาด้วย ขอให้คะแนนความน่าสนใจของส่วนผสมหลักอยู่ที่ 4 ฟลาสก์ค่ะ

ตัวถัดมา แบรนด์ I

ITs

ตัวนี้ส่วนผสมมาเต็มมาก นอกจากเมือกหอยทาก ก็จะมี

– Sodium hyaluronate เป็น Glycoprotein ที่มีประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้นของผิว
– Grifola frondosa (maitake) mycelium ferment filtrate เป็นของเหลวที่กรองออกมาจากการหมักเห็ด ปกติเห็ดตัวนี้มีประโยชน์ปรับภูมิคุ้มกัน เมื่อนำมาหมัก ปกติจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า ‘Bioconversion’ ซึ่งเป็นการที่จุลินทรีย์เปลี่ยนสภาพสารพฤกษเคมีในพืชให้มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น ทาง INCI จัดเป็น Antioxidant กับ Humectant (เพิ่มความชุ่มชื้น) รายละเอียดอื่นๆหาข้อมูลไม่พบ
– Betula alba extract คือสารสกัดจาก White birch ทางเครื่องสำอาง Claim ว่า เป็นตัวช่วยสมานผิว เป็น Astringent กระชับรูขุมขน ช่วยต้านการอักเสบ และเป็น Antioxidant ส่วนข้อมูลทางงานวิจัยจากฐาน Pubmed พบแค่ว่า สาร Betulin ที่พบในเปลือก อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ (Contact Dermatitis. 2013; 68(6):382-3.)
– สารสกัดจากดอก campsis grandiflora ที่มีชื่อไทยสวยๆว่า ดอกรุ่งอรุณ มีงานวิจัยหลายๆฉบับศึกษาเกี่ยวกับดอกนี้ เช่น ในสารสกัดประกอบด้วยสารในกลุ่ม Triterpenoid หลายๆชนิด (Arch Pharm Res. 2005; 28(5):550-6.) มีฤทธิ์ Antioxidant และ Anti-inflammatory ที่อาจจะนำไปประยุกต์ใช้ในคนที่มีปัญหาโรคการอักเสบที่ผิวได้ (J Ethnopharmacol. 2006; 103(2):223-8)
– Trichloma matsutake extract สารสกัดจากเห็ดที่แสนจะแพงนี้ มีงานวิจัยที่ตรวจวิเคราะห์สารเคมีที่พบในเห็ด ซึ่งพบเป็นพวกกรดอะมิโน และเบสของ DNA ทั่วไป (J Food Sci. 2013 ; 78(8):C1173-82.) และมีฤทธิ์เกี่ยวกับการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันได้เพราะมีสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่ชื่อ alpha-glucan (J Agric Food Chem. 2005; 53(23):8948-56.)
– Opuntia tuna fruit extract เป็นพืชในตระกูลกระบองเพชร มีงานวิจัยหนึ่งกล่าวว่าในผลของพืชนี้มีวิตามินซี และสารสีในกลุ่ม Betalain ที่เป็น Antioxidant อย่างดี ซึ่งเมื่อให้คนทานจะลดภาวะความเครียดในร่างกายได้ (Am J Clin Nutr. 2004; 80(2): 391-395) แต่สารในกลุ่ม Betalain ไม่คงตัว การนำมาใช้อาจจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ (คหสต.)
– Malt extract มีบทบาทเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้น และช่วยปรับสภาพผิว
– Porphyra yezoensis extract เป็นพืชในตระกูลสาหร่ายสีแดง ซึ่งปกติจะมี Pigment สีแดงที่เป็น Antioxidant แต่ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ต่อผิวหนังในฐานงานวิจัย
– Arbutin เป็นสารที่ช่วยให้สีผิวอ่อนลง โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่สังเคราะห์เมลานิน แต่มักจะไม่ค่อยคงตัวและสลายตัวง่าย
– Adenosine เป็นสารบริสุทธิ์ที่ Claim กันว่าเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP ก็จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ว่ากันไป ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)
– sh-Oligopeptide-1 คือ EGF (Epidermal growth factor) ที่ได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรีย เป็นpeptide สายยาวปานกลาง (ไม่เกิน 53 amino acid) ซึ่งการดูดซึมเข้าผิวอาจจะค่อนข้างยากไปนิด EGF มีการ Claim เกี่ยวกับเรื่องการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในผิวหนังชั้นนอก ช่วยลดริ้วรอย ส่งเสริมการสร้างเซลล์ผิว คืนความอ่อนเยาว์ เป็นวัตถุที่มีราคาค่อนข้างสูง (แต่ถูกกว่า EGF บริสุทธิ์)
– Tocopheryl acetate คืออนุพันธ์ของวิตามินอี ใช้เป็น Antioxidant เพื่อป้องกันไม่ให้สารในตำรับเสื่อมสภาพ แต่ผลิตภัณฑ์นี้มี BHT อยู่ด้วย ก็จะทำให้วิตอี มีผลเหลือถึงผิวหนัง

โดยรวมแล้วก็ถือว่าครบเลยค่ะ
ตัวอื่นๆที่น่าสนใจก็จะมี Nature republic กับ Mizon และ Holika holika ค่ะ

แต่ส่วนผสมเค้าเป็นภาษาเกาหลี อ่านไม่ออก = =

Reference:
Fabi, et al. J Drugs Dermatol., 2013; 12(4), 453-457.
Int J Cosmet Sci. 2012; 34(2):183-9.
Cosmetic Dermatol. 2009; 22(5):247-252.
J Drugs Dermatol. 2013; 12(4):453-457.
Technical data sheet, Endocare®, Cryptomphalus aspersa Secretion (SCA).
Wang, W., et al. Gastropod biological fluid, method of making and refining and use, International Patent, WO 2009/002982 A2

[Cosme-Diagnosis] White seed Real whitening lotion จาก TheFaceShop

[Cosme-Diagnosis] White seed Real whitening lotion จาก TheFaceShop

ช่วงต้นเดือนทางเพจ TheFaceShop ได้จัดกิจกรรม Dare to wonder ขึ้นค่ะ มี่ก็ได้เข้าไปร่วมสนุกและเป็นผู้โชคดีได้รับ White seed real whitening lotion มาค่ะ

วันนี้เลยเอามารีวิวเจาะลึกให้ชมค่ะ

container-re

เป็นขวดแก้วทึบ สีขาว ค่อนข้างหนาค่ะ ดูแน่นหนาปลอดภัยแข็งแรง ฝาปั๊มสีขาว กดง่ายสะดวกมือ ไม่เลอะเทอะ ดูสะอาดตามากค่ะ

เนื้อโลชั่นเป็นโลชั่นเนื้อบางเบาสีขาว เกลี่ยง่าย ดูดซึมได้เร็วปานกลาง พอดูดซึมหมดก็แห้งสนิท ไม่เหนอะหนะ สามารถแต่งหน้าทับได้เลยค่ะ

hand2-re

สำหรับความประทับใจในสัมผัส กลิ่น การแผ่กระจายบนผิว การดูดซึม และความนุ่มผิว มี่ขอให้ 5/5 ฟลาสก์ค่ะ เพราะเกลี่ยง่าย เนื้อเนียน กลิ่นหอมดอกไม้ หวานๆ อ่อนๆ ไม่ฉุนจนเกินไป ดูดซึมไวปานกลาง และนุ่มผิวดีค่ะ

ลองวัดค่า pH ดู ได้ค่า pH ประมาณ 5 ค่ะ อยู่ในช่วงใกล้กับผิวเลยค่ะ (ผิวเรามีค่า pH 5-6)

pH-re

ส่วนผสมนะคะ

ingre-re

box-re

มาในคอนเซปท์ 7 Free system ค่ะ

ไม่มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันค่ะ

คือ ไม่มีพาราเบน ไม่มี Alcohol Denat. ไม่มี Mineral oil ไม่มีสี ไม่มีวัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ ไม่มี Benzophenone และ ไม่มี Triethanolamine ค่ะ

พาราเบนนี่เคยมีรายงานว่าอาจจะไปรบกวนระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มประเทศทาง EU Ban ไปค่ะ

Alcohol Denat. นี่เป็นแอลกอฮอล์ที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมีเพื่อกำจัดเอากลิ่นออก เค้ากลัวเรื่องสารเคมีตกค้าง กับกลัวเรื่องความแห้งและความระคายเคืองที่เกิดจากแอลกอฮอล์ค่ะ

Mineral oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมทางปิโตรเคมี ที่อาจจะมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

สัี บางชนิดอาจจะมีผลต่อสุขภาพได้ค่ะ

วัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ บางชนิดอาจจะทำให้เกิดการแพ้ และมีเรื่องของประเด็นการทำลายทำร้ายชีวิตสัตว์ด้วย

Benzophenone เป็นสารกรองรังสี UV มักพบในผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสียสภาพไปเพราะแสงแดด แค่ว่าพวกนี้ดูดซึมเข้าร่างได้อาจจะเป็นอันตรายได้ค่ะ

และสุดท้าย Triethanolamine เป็นสารปรับ pH ค่ะ มีรายงานว่าสามารถเกิดปฏิกิริยากับสารเคมีบางชนิดและปลดปล่อยพวก Nitroso ออกมาซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งค่ะ

เรามาลองเจาะลึกส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

(ค่อนข้างยาวนะคะ ถ้าเบื่อ ข้ามไปอ่านบทสรุปตอนท้ายได้เลยค่ะ)

ปกติผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่
1. Actives ได้แก่

– Niacinamide คือ วิตามินบี 3 มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
– Panthenol คือ วิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย
– Lupinus albus seed extract คือ สารสกัดจาก White lupin ถ้าเป็นการสกัดในน้ำมัน จะมีจำหน่ายในรูปแบบสารสกัดที่ชื่อ Collageneer ของบริษัท Expanscience มีฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่นของชั้นผิว (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ) แต่ถ้าสกัดด้วยน้ำก็จะมีโปรตีนคุณภาพดี (J. Sci Food Agri, 1987, 41(3), 205-218) และมีคุณสมบัติเป็นสารจับโลหะ ช่วยป้องกันไม่ให้โครงสร้างผิวเสื่อมจากปฏิกิริยาที่ถูกเร่งโดยโลหะ
– Bellis perennis flower extract คือ สารสกัดจาก White Daisy ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีการกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Nat Prod Commun. 2010;5(1):147-50.) ส่วนในสิทธิบัตรยุโรประบุว่าสารสกัดจาก Daisy สามารถใช้เป็น Whitening ได้โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานิน (EP1737538 B1)
– Polyglutamic acid มีบทบาทในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ค่อนข้างดี
– Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
– Salix alba bark extract คือ สารสกัดจาก Willow สารสกัดจาก White willow ไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง มีรายงานว่าประกอบด้วย Tannin, Lignin ให้ผลกระชับรูขุมขน มี Salicylic acid ที่เป็น BHA ให้ผลละลายไขมันอุดตันในรูขุมขน ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
– Chenopodium quinoa seed extract คือ สารสกัดจาก Quinoa เป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยระบุว่าประกอบด้วยสารกลุ่ม Phenolics หลายชนิด ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Chem. 2015;166:380-8.) มีสารกลุ่ม Saponin หลายๆตัวที่ให้ฤทธิ์เป็น Anti-inflammatory (J Food Sci. 2014;79(5):H1018-23.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารสกัดจากเมล็ด Quinoa ให้ผลเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย ลดการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง และช่วยลดจำนวนเม็ดเลือดแดงที่คั่งค้างใต้ตา มีผลลดรอยคล้ำใต้ตาได้ (Adipoless จาก Seppic)

2. Base เป็นรูปแบบของ Emulsion ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol, Propylene glycol dicaprylate/dicaprate, 1,2-Hexanediol, Butylene glycol, Glycerine
2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Capric/caprylic triglycerides, Caprylic/capric glycerides สองตัวนี้เป็นไขมันที่มีสายยาวปานกลาง มีขนาดเล็ก ซึมเข้าผิวได้ง่าย ให้ผลบำรุงทดแทนไขมันในผิวหนัง, Cetearyl alcohol, Glyceryl stearate เป็นไขมันพื้นฐานทั่วไป

3. Additives ได้แก่

3.1 Silicones ได้แก่ Cyclopentasiloxane กับ Cyclohexasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสที่ดีตอนทา ไม่เหนอะหนะ
3.2 Emulsifiers เป็นตัวผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน ได้แก่ Cetearyl olivate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่ให้คุณสมบัติเป็น Emulsifier ได้ด้วย มักพบร่วมกับ Sorbitan olivate เป็น Emulsifier ที่ได้จากธรรมชาติ ให้สัมผัสที่เนียนละเอียด และมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว, และ PEG-100 stearate ที่เป็นสารพื้นฐานทั่วไป
3.3 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acrylates/C10-30 alkylacrylate crosspolymer กับ Carbomer
3.4สารปรับ pH คือ Potassium hydroxide แม้ว่าโดยธรรมชาติสารนี้จะระคายเคือง แต่ใส่มานิดหน่อยแค่ปรับ pH เลยไม่เป็นอะไรกับผิว อันตรายขึ้นกับความเข้มข้นด้วย
3.5 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, Potassium sorbate, Sodium benzoate, Sorbic acid และสารจับโลหะ EDTA
3.6 สารแต่งกลิ่น Fragrance

สรุปและให้คะแนน
1. Actives มีตัว Whitening เด่นๆอยู่ 2 ตัว คือ Niacinamide กับ Hexylresorcinol ถ้าดูจากลำดับส่วนผสมแล้วคือ Niacinamide มีอยู่พอสมควรเลยหล่ะ สารสกัดอื่นๆยังไม่มี Report รองรับชัดเจน แต่ก็ให้คุณสมบัติเป็น Anti-oxidant กับพวกลดริ้วรอย และ Moisture ได้ดี โดยรวมแล้วผลิตภัณฑ์นี้ได้ทั้ง Moisturizer, Whitening, Anti-oxidant, Anti-inflammatory ซึ่งก็ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้าได้พวก Antioxidant ดีๆอีกซักตัวสองตัวคงแจ่ม ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีพวก AHA ที่ถ้าใช้ความเข้มข้นเยอะๆไปนานๆก็จะทำให้ผิวบางได้ จึงสามารถใช้ได้เลยในระยะยาว และที่สำคัญคือไม่ได้ใช้พวก Pigment ที่จะมาแค่เคลือบผิวให้ขาวหลอกๆไปวันๆ จุดนี้เลยขอให้ 4.5 ฟลาสก์
2. Base ถ้ามองจากความสมบูรณ์ของตัวเนื้อครีมในการเป็น Emulsion ที่ดี ผลิตภัณฑ์นี้มีสารดึงน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว มีน้ำมันจากธรรมชาติอย่างพวก Capric/caprylic glycerides กับ Triglycerides อยู่ จะขาดก็ยังแต่สารไขมันเคลือบผิวกันน้ำระเหย จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives ผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมของสารพาราเบน สารอื่นๆก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แถมคู่ผสมอย่าง Cetearyl olivate/Sorbitan olivate ยังให้ผลเป็น Moisturizer ที่ดีให้ผิวด้วย แต่มีน้ำหอมนะ บางคนที่ผิวไวมากๆ อาจจะแพ้ก็ได้ แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

รวมคะแนน
point

1. การใช้งาน 5/5
2. Actives 4.5/5
3. Base 4/5
4. Additives 5/5

รวม 18.5/20 ค่ะ

ท้ายนี้ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆจาก TheFaceShop ด้วยนะคะ

แล้วก็ขอเพิ่มเติมนิดนึงคือ Line นี้ยังมี Toner, Essence, Cream ด้วยค่ะ ราคาก็ไม่แพงมาก (สำหรับ Lotion 125 ml 779 บาท) ถ้าเทียบกับส่วนผสมแล้วถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเลยค่ะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเข้าไปชมผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ TheFaceShop ได้ที่เวบไซต์ของ TheFaceShop หรือ แฟนเพจของ TheFaceShop ในเฟสบุคเลยนะคะ

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ

[My shopping] Innisfree from Innisfreeworld website

[My shopping] Innisfree from Innisfreeworld website

ลองสั่งสินค้า Innisfree จากเวบไซต์ Innisfreeworld.com มาค่ะ มีโปรโมชั่นโค้ดลดราคาค่าส่ง 10 USD

เหลือค่าส่งแค่ 80 กว่าบาทเอง ใช้เวลาประมาณอาทิตย์นึง ก็ได้ของแล้วค่ะ แต่ไปๆมาๆ พอของมาถึง โดนภาษีด้วย

มูลค่าของ+ค่าส่ง 2140.62 บาท แต่โดนภาษีไป 800 บาท เราก็ไม่ว่าอะไรนะ เราเป็นพลเมืองที่ดีค่ะ

เข้าใจเลยว่าทำไม Preorder ถึงมีบทบาทในเมืองไทย (ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะคะ)

ตอนช่วงนั้นมีโปรซื้อ Green tea seed serum แถม Balancing skin กับ Lotion ขนาด 80 ml อย่างละขวดค่ะ เลยซื้อมา

IMG_5178-re

Special set

IMG_5185-re

อันนี้เป็นของแถมค่ะ

IMG_5179-re

แกะให้ดูชุด Soybean

IMG_5180-re

จริงๆช่วงนี้ก็มีโปรส่งฟรีค่ะ แต่เข็ดอยู่ไม่กล้าสั่งเลย กลัวโดนอีกรอบนึง

[Beauty Talks] วิธีการตรวจสอบเลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง

[Beauty Talks] วิธีการตรวจสอบเลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง

เดี๋ยวนี้มีเครื่องสำอางแปลกๆออกมาเยอะมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ บางชนิดเองก็ไม่ผ่านการจดแจ้งทะเบียนกับอย บางชนิดก็จด แต่จดแบบปลอมๆ

วันนี้เลยเอาวิธีการตรวจสอบเลขที่จดแจ้งของเครื่องสำอางมาฝากกันค่ะ

ขั้นแรกเลย ให้เข้าไปที่เวบไซต์ e-cosmetic.fda.moph.go.th/ ก็จะได้หน้าต่างดังรูปค่ะ

ตรวจเลขจดแจ้ง 1

เข้าไปคลิกตรงคำว่า “ค้นหาข้อมูลเครื่องสำอาง” ที่ตีกรอบสีส้มไว้ ในรูป

ก็จะได้หน้าต่างแบบนี้

ตรวจเลขจดแจ้ง 2

คลิกคำว่า ข้อมูลรับแจ้งรายละเอียดเครื่องสำอาง (ส่วนที่ตีกรอบสีม่วงไว้) จะได้หน้าต่างดังรูป

ตรวจเลขจดแจ้ง 3

แล้วก็พิมพ์เลขที่จดแจ้งลงไปในช่อง “ค้นจากเลขที่แจ้ง” (ลูกศรสีม่วง) แล้วกดค้นหา ก็จะได้ข้อมูลออกมาดังนี้

ตรวจเลขจดแจ้ง 4

ง่ายมากเลยใช่มั้ยคะ ^^

ทีนี้สงสัยผลิตภัณฑ์อะไรก็เอามาคีย์ได้เลยค่ะ

แต่…

มีเลข อย ก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยนะคะ

เพราะการจดแจ้งทะเบียนเครื่องสำอางในไทยเป็นลักษณะของการ Pre-Market control คือ ควบคุมแค่ก่อนการจำหน่ายในท้องตลาดเฉยๆค่ะ

หลังจากได้เลขที่จดแจ้งมาแล้ว ผู้ผลิตจะแอบไปใส่อะไร ลดอะไร ก็ไม่มีใครรู้ได้ค่ะ ดังนั้นเราควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ไว้ใจได้นะคะ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและความงามค่ะ