Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินซี และเซรั่มวิตามินเอ สายคลีน จาก Biobalance

สวัสดีค่ะทุกท่าน สำหรับ Blog นี้ขอมาต่อกันที่บทวิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มที่น่าสนใจจากแบรนด์ Biobalance 2 ชิ้น คือ เซรั่มวิตามินซี ที่มีชื่อว่า Pure vitamin C super serum และเซรั่มวิตามินเอ ที่มีชื่อว่า Retinol’E super serum นะคะ

สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับแบรนด์ Biobalance สามารถติดตามคอนเทนท์แนะนำแบรนด์ Biobalance ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยค่ะ

(แนบลิงค์ https://miyeonthereviewer.com/2022/08/26/brandintro-biobalance/)

ทางเพจได้เคยนำเสนอรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Eye cream สุดปังของแบรนด์ไว้ ท่านใดที่พลาดสามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ได้เลย

(แนบลิงค์ https://miyeonthereviewer.com/2022/09/23/biobalance-eye/)

ส่วนเซรั่มที่เราจะนำมานำเสนอกันในวันนี้นั้นเป็นเหมือนพระเอกนางเอกของแบรนด์กันเลยค่ะ คือ น้องวิตซี กับน้องวิตเอ ที่มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

โดยขอเริ่มที่น้องวิตซีนะคะ

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Pure vitamin C super serum

ซึ่งมาในขวดแก้วสีชาแบบมีหลอดหยดค่ะ

สำหรับเนื้อสัมผัสจะเป็นเนื้อของ Propanediol ที่จะอุ่นๆ ให้ความรู้สึก ‘rich’ คือ อารมณ์เหมือนมีอะไร หนืดๆ นิดหน่อยตอนเกลี่ย

หลังเกลี่ย

ถ่ายภาพผ่านแฟลชจะเห็นเป็นส่วนของ propanediol ดูวาวๆ

หลังจากทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ความวาวก็จะหายไปค่ะ

สำหรับส่วนผสม คือ สมเป็นสกินแคร์สายคลีน ก็คือ ตรงตามเทรนด์ ‘The less is more’ มากๆ

แค่เอา L-ascorbic acid (LAA) 10% มาละลายในเบสที่เป็น Propanediol ซึ่งการทำมาในเบสแบบไม่มีน้ำจะช่วยรักษาเสถียรภาพของ LAA เอาไว้

สำหรับ Propanediol นั้นจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าเป็น Humectant solvent ซึ่งปกติเราใส่กันในปริมาณไม่มาก ราวๆ ไม่เกิน 5% เป็นสารให้ความชุ่มชื้นผ่านการดูดน้ำให้ผิว ในที่นี้เอามาเป็นเบสเลย เพื่อจะได้ปกป้องตัวสารวิตซีเอาไว้

Propanediol เป็นสารที่ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าได้จากกระบวนการดัดแปลงจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ในวงการเครื่องสำอางทำขึ้นมาเพื่อทดแทนการใช้ Propylene glycol ซึ่งได้จากการสังเคราะห์ และมีรายงานถึงการแพ้-ระคายเคืองอยู่บ้าง

ถ้าดูจากคะแนนความเป็นมิตรต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อมจาก Environmental Working Group (EWG) นั้นน้องจะมีคะแนนที่ 2 คะแนน แต่ถ้าเป็น Propylene glycol นั้นจะมีคะแนนอยู่ที่ 3 คะแนนค่ะ

ถ้ากล่าวกันตามจริงตามหลักการก็ไม่ได้ต่างกันเยอะมาก แต่ส่วนตัวมองว่าจากข้อมูลที่เห็นมา Propanediol นั้นมีข้อมูลว่าเกิดการระคายเคืองได้น้อยกว่า ก็น่าจะดีกว่า

สำหรับวิตามินซีที่ทางแบรนด์เลือกใช้นั้นเป็นรูปแบบ LAA ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ที่มีรายงานกล่าวถึงประสิทธิภาพที่ดีอยู่หลายชิ้นเหมือนกัน

ส่วนประโยชน์ของวิตามินซีก็จะดูแลผิวได้หลายด้าน เช่น

  • ด้านของ Whitening ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นขั้นตอนหลักของการสร้างเม็ดสีผิว
  • เป็น Antioxidant ที่ดี
  • ลดการอักเสบและระคายเคือง
  • ปกป้องผิวจากรังสี UV (Photoprotective)
  • เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจน โดยเป็น Cofactor ให้แก่เอนไซม์ prolyl hydroxylase และ lysyl hydroxylase ที่ใช้สร้างกรดอะมิโนพิเศษ Hydroxyproline และ Hydroxylysine ในสายคอลลาเจน

วิตามินซีนั้นค่อนข้างบอบบางค่ะ สลายตัวง่ายจากหลายๆ ปัจจัย การทำมาในสูตรไม่มีน้ำแบบนี้ กับมาในขวดแก้วสีชาก็ช่วยปกป้องได้ในระดับหนึ่ง

แต่ว่าพอทำมาในเบสที่เป็น Humectant solvent แบบนี้ บางคนก็อาจจะไว ถ้าละเลงบนผิวเลยก็อาจจะระคายเคือง ซึ่งรูปแบบของการระคายเคืองก็มีได้หลายแบบ ตั้งแต่รู้สึกร้อนๆ แสบๆ ยุบยิบ จนไปถึงรูขุมขนอักเสบคล้ายเป็นสิว

ใครที่กำลังเริ่มใช้ หรือเคยใช้มาแล้วเกิดอาการระคายเคืองอาจจะลองผสมเข้ากับสกินแคร์อื่น วอร์มให้เข้ากันก่อนทาบนผิวก็จะช่วยลดอาการตรงนี้ได้ แล้วก็ค่อยๆ ปรับเพื่อให้ผิวเราค่อยๆ ชินกับน้องค่ะ

ส่วนอีกตัวเป็นเซรั่มวิตามินเอผสมวิตามินอีค่ะ น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Retinol’E super serum

มาในขวดแก้วสีชาแบบมีดรอปเปอร์เช่นกัน

เนื้อจะมาในรูปแบบออยล์ที่เหลวหน่อย

ถึงแม้จะเป็นออยล์ แต่มาลองดูเนื้อก่อน น้องเป็นออยล์ที่ค่อนข้างเบาไม่เหนอะหนะ เกลี่ยได้ง่าย เคลือบปกป้องผิว

ถ่ายภาพด้วยแฟลชจะเห็นความวาวของเนื้อออยล์อยู่เล็กน้อย

ตัวเซรั่มจะใช้เวลาในการซึมสักนิดค่ะ ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในด้านของส่วนผสมนั้นจะมีวิตามินเอ ร่วมกับวิตามินอี ใน 2 รูปแบบ คือ Tocopheryl acetate และ Tocopherol ในความเข้มข้นรวม 2% และเสริม Bisabolol มาเพื่อดูแลเรื่องการระคายเคือง เนื่องจากตัว Retinol นั้นอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ในผู้ใช้บางราย

วิตามินเอ เป็นรูปแบบ Retinol จัดมาที่ 0.3% ซึ่งมีความระคายเคืองต่ำ แต่มากกว่าพวกกลุ่ม ester นิดหน่อย ซึ่งหลังๆ มา เราไม่ค่อยเจอพวก Ester ในท้องตลาดมากนัก ถ้าไม่นับพวก Ester ของ Retinoic acid อย่าง Hydroxypinacolone retinoate (ชื่อทางการค้า Granactive® Retinoid) ที่เจอได้อยู่

สำหรับวิตามินเอนั้นมีประโยชน์กับผิวหลายๆ ประการ จะเด่นไปในด้านของการดูแลผิวเรื่องริ้วรอย ผ่านกลไกที่ซับซ้อนหลายๆ อย่าง และอาจจะให้ประโยชน์ในการดูแลเรื่องสิวได้ ผ่านการควบคุมการแบ่งตัวและเปลี่ยนรูปของเซลล์ Keratinocyte ในชั้นหนังกำพร้า

ส่วนวิตามินอีนั้นเป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน แล้วก็ช่วยปกป้องวิตามินเอในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพ วิตามินอีเองก็ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อยู่บ้าง มีการเสริม Antioxidant สังเคราะห์อย่าง BHA, BHT เข้ามาช่วยปกป้องวิตามินเอ และอี ไว้อีก 1 สเต็ป

โดยรวมก็ถือว่าเป็นเซรั่มวิตามินเอที่ทำมาได้คลีนๆ และเรียบง่ายดีค่ะ

สรุปแล้วกลุ่ม Super serum ที่ทางแบรนด์ Biobalance นำเข้ามาในไทยทั้ง 2 ตัวนั้นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ มาในราคาที่เอื้อมถึงได้ค่ะ

มาดูคะแนนกันนะคะ สำหรับวันนี้เนื่องด้วยส่วนผสมไม่ได้เยอะมาก เลยขอลดหัวข้อการให้คะแนนเป็น 2 หมวด คือ หมวดส่วนผสม แล้วก็หมวดการใช้งาน

  1. ส่วนผสม ทั้ง 2 ตัวเป็นเซรั่มที่ทำมาได้ค่อนข้างคลีน เรียบง่าย ตอบเทรนด์ ‘The less is more’ ซึ่งก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีตามเทรนด์นะคะ แต่ถ้าบางคนที่ไม่ได้อินกับเทรนด์ The less is more อาจจะรู้สึกว่ามันเบาไปหน่อย มันมีอะไรได้อีก จุดนี้ขอให้ไป 3 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ในด้านของเนื้อสัมผัส ถ้าเป็นตัววิตซี น้องจะหนึบๆ หนักๆ นิดหน่อย เพราะเป็นเนื้อของ Propanediol ล้วนๆ แต่ไม่มันเหมือนน้ำมัน ใครที่กำลังเริ่มใช้เบสแบบนี้แนะนำให้ลองผสมเข้ากับครีมอื่นๆ ก่อน เพื่อให้ผิวเราค่อยๆ ปรับค่ะ ส่วนของตัววิตเอ นั้นจะมาในรูปแบบน้ำมัน ที่เบลนด์มาได้ฟิลลิ่งที่บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่เยิ้มมาก ทาก่อนนอนตื่นมาไม่แห้ง หมอนไม่เปอะเปื้อน ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

ลิงค์สำหรับตามไปชอปปิ้ง

LazMall

ชอปปิ้งเซรั่มวิตามินซี: https://s.lazada.co.th/s.k1cLB?cc

ชอปปิ้งเซรั่มวิตามินเอ: https://s.lazada.co.th/s.k1cvu?cc

Shopee Mall Official Biobalance Mall https://invle.co/cle62tp

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาสิว Pimprove Anti-Blemish & Pore Clarifying Serum จาก Zeroid

เชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจในวงการ เมื่อทาง Neopharm ออกไลน์ใหม่เพื่อดูแลผิวที่เป็นสิวอย่างอ่อนโยน ซึ่งในครั้งก่อนทางเพจได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวที่มีปัญหาสิว สูตรปรับปรุงใหม่ ปี 2023 มาในแพคเกจใหม่ ของทาง Zeroid ในไลน์ Pimprove ชื่อว่า Soothing Moisturizer ไปแล้ว

ท่านที่สนใจ สามารถย้อนกลับไปติดตามที่ลิงค์นี้ได้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2023/07/05/zeroid-pimprovemoist/

สำหรับคอนเท้นท์นี้ก็จะมาขออัพเดท รีวิว และวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสิวอีกชิ้นหนึ่งในไลน์ Pimprove ที่พัฒนาออกแบบมาดูแลสิวที่น่าสนใจภายใต้คอนเซปท์ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย

โดยมีชื่อว่า Pimprove Anti-blemish & Pore Clarifying Serum

ที่มีหน้าตาและโทนสีคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์อื่นในไลน์ Pimprove

รุ่นนี้จะมาในแพคเกจขนาด 40 ml

ตัวภาชนะบรรจุเป็นขวดปั๊มแบบสุญญากาศ (Airless pump)

เนื้อผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นแบบโลชั่นไม่หนืดมาก เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมเราเลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ แต่ก็ยังชุ่มชื้นอยู่

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับค่า pH ตามปกติของผิว

สำหรับตัวเซรั่มสูตรนี้นั้น ทางแบรนด์ได้ผ่านการทดลองแล้วพบว่าน้องพิมสูตรนี้ลดการสะสมของ เจ้า C. acnes (ชื่อใหม่ของน้องที่ทำให้เกิดสิว P. acnes) ในรูขุมขน โดยวัดจากการเรืองแสงของสารเรืองแสง Porphyrin ที่สร้างโดย C. acnes

ซึ่งมีงานวิจัยที่พบว่า ระดับหรือปริมาณของ Porphyrin สอดคล้องกับความรุนแรงของการเป็นสิว (Bernard et al., mSphere. 2020;5:1–10.)

ทางแบรนด์จะแนะนำให้ใช้เซรั่มนี้ คู่กับ Pimprove Soothing Moisturizer ที่เคยได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมไปเมื่อครั้งก่อนค่ะ

ทางเพจเรียกน้องเป็นชื่อเล่น ว่า น้องพิมใหญ่ = Pimprove soothing moisturizer และ น้องพิมเล็ก = Anti-blemish & pore clarifying serum ค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสิวที่ทำมาได้ค่อนข้างดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว โดยทางนี้ได้แบ่งกลุ่มส่วนผสมที่เป็นสารบำรุงไว้ตามประโยชน์แยกเป็นสีๆ

เริ่มที่ สีเขียว คือ สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract) เป็นตัวเมน เป็นเบสหลักของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ ซึ่งบัวบกเป็นพืชที่มีการศึกษาทางผิวหนังค่อนข้างเยอะ และมีประโยชน์ที่ดีกับผิวพรรณหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสมานแผล เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน โดยประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่สำคัญในกลุ่ม Triterpenoids ที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ asiaticoside, madecassoside, asiatic acid และ madecassic acid ที่สามารถออกฤทธิ์ได้ผ่านหลายระบบ (Park KS. Evid Based Complement Alternat Med. 2021:5462633.)

ในกรณีของสารสกัดจากบัวบก สำหรับดูแลสิว พบว่า สาร madecassoside ไปยับยั้งการปลดปล่อยสารก่อการอักเสบ IL-1β ไปลดการแสดงออกของ Toll-like Receptor-2 (TLR2) ซึ่งเวลามีการโตของเชื้อสิว C. acnes มันจะไปกระตุ้นที่ TLR2 แล้วไปมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบระคายเคือง และไปปรับสมดุลการอักเสบผ่านระบบ NF-κB (Biosci Biotech Biochem. 2019;83(3):561-568.)

สีน้ำเงิน Tranexamic acid (TXA) เดิมที TXA มีการใช้เป็นยาต้านการแข็งเลือดกลุ่ม Plasmin inhibitor แต่พบว่ามีคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสี เลยมีการศึกษาในแบบทาภายนอก พบว่า มีคุณสมบัติเป็น Whitening และช่วยให้รอยฝ้าจางลงได้ และมีประโยชน์สำหรับรอยแดงจากสิว นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ พบว่า การให้อาสาสมัครใช้ TXA หลังกระตุ้นผิวให้เกิดความเสียหายต่อ Barrier ด้วยสาร SLS และรังสี UVB พบว่าสามารถเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ผ่านการกระตุ้นการสร้างโปรตีน Occludin ที่เป็น Tight junction ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิวแข็งแรง (Int J Dermatol. 2014;53(8):959-65.)

สีม่วง เป็นสารที่มีประโยชน์กับสิว ได้แก่

  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิว ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน และดูแลเรื่องรอยดำ รอยแดง
  • Capryloyl salicylic acid รู้จักกันในนาม Lipohydroxy acid หรือ LHA ที่มีประโยชน์ในการดูแลสิว ลดการอุดตัน ด้วยความที่ตัวน้องมีความละลายในไขมันได้ ก็จะแทรกซึมผ่านพวกน้ำมัน (Sebum) ที่กระจุกอยู่บริเวณปากปล่องรูขุมขนแล้วไปลดการอุดตันตรงนั้นได้
  • Acetyl dipeptide-3 aminohexanoate อยู่ในสูตรผสมของ Butylene glycol, water, acetyl dipeptide-3 aminohexanoate รู้จักกันในนาม Bodyfensine® ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีประโยชน์ในการดูแลภูมิคุ้มกันผิว ผ่านการเสริมสร้างโปรตีนที่เป็น Antimicrobial peptide (AMP) กลุ่ม Beta-Defensin ชนิด 2 และ 3 (hBD-2, hBD-3) ซึ่งผ่านการทดสอบยืนยันในระดับหลอดทดลอง โดยโปรตีน 2 ชนิดนี้จะช่วยปรับสมดุลระหว่างเชื้อที่ดีกับเชื้อก่อโรคให้อยู่ในสภาวะสมดุล จึงช่วยดูแลสิว และทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร ผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย จำนวน 20 คน เป็นเวลา 28 วัน พบว่ายังได้ประโยชน์ในการควบคุมความมัน และเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว (Ref: Bodyfensine® TDS)

กลุ่มสารสีชมพู คือ กลุ่มสารที่เด่นในแง่ของการให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) และดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ซึ่งเลือกเบลนด์กันมาหลายตัว ได้แก่

  • Acetyl dipeptide-1 cetyl ester เป็นเปปไทด์ที่เด่นเรื่องการดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว เหมือนเป็นเปปไทด์สามัญประจำบ้านของ Pimprove น้องมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • สารสกัดจากเมล็ด Linseed ทางผู้ผลิตวัตถุดิบจากเกาหลีแนะนำว่ามีคุณสมบัติในเชิงการลดการอักเสบระคายเคืองผิว
  • ส่วนสารสกัดจากเมล็ด Celery ก็มีข้อมูลว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Bioflavonoid ที่ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง
  • ปิดท้ายด้วย Azulene ซึ่งเป็นสารสีน้ำเงินที่พบได้ในพืชหลายชนิด รวมทั้งคาโมมายล์ มีความเด่นในแง่ของการลดการอักเสบระคายเคือง และรอยแดง เป็น Antioxidant ได้บ้าง ประกบมากับสารสกัดจาก Chamomile ก็ดูแลเรื่องการระคายเคืองไปอีก 1 กรุบ

ซึ่งคอนเซปท์ก็คือ คนที่ต้องใช้ยาสิวมักจะพบกับการระคายเคืองจากยาสิวอยู่แล้ว สกินแคร์ที่ใช้ถ้าดูแลเรื่องการระคายเคืองได้ก็น่าจะดี

ส่วน Arginine กับ Hyaluronic acid ก็ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว

และยังมี Dimethyl isosorbide เป็น Penetration enhancer ที่เสริมการดูดซึมของสารอื่น อาจจะมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยนำส่งสารเข้าไปในบริเวณที่มีการอุดตันของรูขุมขน

มาในเบสแบบน้ำนม และส่วนผสมอื่นๆ ในตำรับก็เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวตามสไตล์ Zeroid

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Active สารที่ใส่มาเรียกได้ว่าเลือกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาสิว ทั้งลดการอุดตัน เสริมการสมานผิว และเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวผ่านกลไก Antimicrobial peptide ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก หรือ Base มาในเนื้อแบบน้ำนม พร้อมส่วนผสมที่เติมน้ำและทดแทนไขมันคืนให้ผิวไปพร้อมๆ กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additive ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันเลอค่ามาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

LazMall: https://s.lazada.co.th/s.9yQ8D

ShopeeMall: https://invl.io/clje6ix

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#ยืนหนึ่งผิวมันขาดน้ำ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินเอตัวดัง Liftactiv retinol serum จาก Vichy ที่พัฒนามาด้วยส่วนผสมที่เสริมกันอย่างลงตัว

สำหรับคอนเท้นท์นี้จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเรตินอลสุดปังจากฝรั่งเศสของแบรนด์ Vichy ที่มีชื่อว่า Liftactiv Retinol Specialist Deep Wrinkles Serum หรือ ที่มีชื่อย่อๆ ในวงการว่า Vichy Liftactiv Retinol Serum

ซึ่งตัวกล่องจะมีหน้าตาประมาณนี้

เวลาไปที่ร้านก็จะมีกล่องที่มีภาษาไทยหุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่ง ประมาณนี้

ตัวแพคเกจจริงจะเป็นขวดแก้วสีขาวทึบแสง เวลาซื้อมาทางแบรนด์จะแยกหัวหยดไว้ให้เราประกอบเองค่ะ

พอประกอบแล้วจะได้หน้าตาประมาณนี้

เราสามารถที่จะบีบๆ ตรงปากหัวหยด เพื่อช่วยให้เนื้อเซรั่มไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ปริมาณที่แนะนำในการใช้จากทางแบรนด์ก็คือ ประมาณ 2 – 3 หยด ทาเฉพาะตอนก่อนนอน และในช่วงกลางวันให้ใช้กันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 เพราะจะได้ป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำลายจนเกิดริ้วรอย หรือ จุดด่างดำ

เนื้อของผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบน้ำนม ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสเบา สบายผิว ไม่เหนอะหนะ แต่ยังคงความชุ่มชื้นเอาไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7

สำหรับท่านที่ไม่เคยใช้เรตินอลมาก่อน ทางแบรนด์ก็แนะนำว่า ให้ค่อยๆ ปรับการใช้

  • สัปดาห์แรก ใช้ 2 ครั้ง/สัปดาห์
  • สัปดาห์ต่อมา ใช้วันเว้นวัน
  • สัปดาห์ที่ 3 ใช้ทุกวัน

ซึ่งเราก็สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมค่ะ เช่น ถ้า ใช้วันเว้นวันแล้วรู้สึกผิวแดง เคืองผิว เราก็ลดความถี่ในการใช้ลงแล้วค่อยๆ ปรับเพิ่ม เพื่อให้ผิวเราปรับตัวและชินกับเรตินอล

หรืออาจจะใช้อีกวิธีหนึ่งที่ทางแบรนด์แนะนำ คือ การใช้ Sandwich Technique (ทา moisturizer ที่ใช้เป็นประจำก่อน – ทา retinol serum – ทา moisturizer ตบท้าย) หรือ ลงพรีเซรั่มก่อนใช้เซรั่มเรตินอล

ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่ใช้เรตินอลเป็นประจำอยู่แล้ว เลยใช้แทนตัวที่ใช้อยู่ได้เลย เมื่อใช้ของ Vichy ชิ้นนี้เลยรู้สึกว่าเขาทำมาดีเหมือนกันค่ะ

สำหรับส่วนผสมจะเป็นดังนี้ค่ะ

ทางเพจได้จัดหมวดหมู่ของสารบำรุงผิวและสารอื่นๆ ไว้เป็นกลุ่มสี

สำหรับพระเอกของผลิตภัณฑ์ ก็คือ Retinol เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ ซึ่งทางแบรนด์ใช้ที่ความเข้มข้น 0.2% โดยทางแบรนด์เคลมว่า เป็นความเข้มข้นที่ให้ประสิทธิภาพดี แต่ยังคงความอ่อนโยนเอาไว้ ไม่ระคายเคืองมากจนเกินไป (ปกตินิยมใช้ที่ 0.1 – 0.3% แม้ว่าการเพิ่มความเข้มข้นมีแนวโน้มว่าจะให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่ยิ่งความเข้มข้นสูง ก็จะมีโอกาสในการเกิดการระคายเคืองสูงกว่า)

ประโยชน์ของ Retinol นั้นเรียกได้ว่ามีมากมายหลายอย่าง เด่นไปในทางด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ ตัวน้องจะออกฤทธิ์ที่หลายระดับชั้นผิว จึงให้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งในแง่ของการปรับสมดุลการสร้าง-แบ่งตัว-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่และการผลัดออกของผิวในหนังกำพร้า เสริมการสร้างพวกเส้นใยไฟเบอร์ต่างๆ ที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้ รวมถึงไปลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปทำลายคอลลาเจน

ตามทฤษฎีแล้ว Retinol นี่ถือว่าเป็นสารที่วงการแพทย์ยอมรับตัวหนึ่งในด้านของการเป็น Anti-aging ดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ริ้วรอย

ในวงการทางผิวหนังมีการศึกษาประสิทธิภาพของ Retinol อยู่หลายชิ้นงานเหมือนกัน ขอหยิบยกมาเล่า 2 ชิ้น ที่คิดว่าน่าสนใจ

การทดสอบแรกของ Kong และคณะ เมื่อปี 2016 ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology มี 2 การทดลองย่อย

  • งานแรกทดสอบประสิทธิภาพของเรตินอล 0.1% เทียบกับกรดวิตามินเอ 0.1% โดยให้อาสาสมัคร 6 คน (ชาย 3 หญิง 3) ทาบริเวณแขน แล้วเก็บชิ้นเนื้อมาตรวจ พบว่าผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหนาตัวขึ้น และปริมาณยีนที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนมีมากขึ้น (คือ มีการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน) ทั้งบริเวณที่ทาด้วยเรตินอล และกรดวิตามินเอ
  • งานถัดมาทดสอบประสิทธิภาพของเรตินอล 0.1% ในอาสาสมัครหญิง อายุระหว่าง 35 – 55 ปี จำนวน 41 คน โดยให้ทา Retinol วันเว้นวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ และทาทุกวันอีก 10 อาทิตย์ พบว่าริ้วรอยจางลง และริ้วรอยที่มีอยู่ตื้นขึ้น

(Ref: Kong et al., J Cosmet Dermatol. 2016;15(1):49-57.)

อีกการทดสอบหนึ่งที่ตนเองคิดว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การทดสอบของ Shao และคณะ เมื่อปี 2017 ตีพิมพ์ลงในวารสาร International Journal of Cosmetic Science ใช้อาสาสมัครที่มีอายุเฉลี่ย 76 ปี จำนวน 12 คน ให้ทาเรตินอล 0.4% ลงบริเวณก้น ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่โดนแสงเลย เป็นเวลา 7 วัน เทียบกับผลิตภัณฑ์เบส เพื่อตัดผลรบกวนจาก UV ในการศึกษาประสิทธิภาพด้าน Anti-aging ของเรตินอล

พบว่า

  • ผิวหนังชั้น Epidermis (หนังกำพร้า) มีความหนาตัวเพิ่มขึ้น โดยมีการแบ่งตัวของเซลล์ Keratinocyte เพิ่มขึ้น
  • ปริมาณเส้นใย Extracelular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้เพิ่มขึ้น โดยไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สร้าง collagen, fibronectin และ elastin ออกมา
  • การไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงผิวดีขึ้น ผ่านการกระตุ้นการสร้างเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial cells)

(Ref: Shao et al., Int J Cosmet Sci. 2017;39(1):56-65.)

ผลของ Retinol ที่ระดับชั้นหนังกำพร้า จะสามารถเห็นได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน และผลที่หนังแท้ จะใช้เวลานานกว่านั้น อยู่ในช่วงเดือน หรือระดับหลายเดือน ซึ่งตรงนี้ก็ตรงกับที่แบรนด์เคลม คือ รู้สึกได้ตั้งแต่เดือนแรกที่ใช้

แต่ต้องระวังเรื่องของความไวต่อแสง ดังนั้นจึงต้องทากันแดดทุกเช้า

สำหรับเรื่องของผลของสาร Retinol ต่อทารกในครรภ์นั้น แม้ว่าข้อมูลจะไม่ได้ชัดเจน 100% ว่าเป็นพิษต่อทารกในครรภ์แบบกรดวิตามินเอ ที่ชื่อ Tretinoin หญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ก็ไม่ควรใช้อยู่ดี

สารบำรุงอื่นที่เสริมมาแล้วมีความเด่นในเรื่องริ้วรอยไม่แพ้กัน คือ ตัวผสมของเปปไทด์ 2 ชนิด Palmitoyl tetrapeptide-7 กับ Palmitoyl tripeptide-1 เป็นตัวผสมที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า MatrixylTM 3000 เป็นการเลือกใช้เปปไทด์ที่เป็นสารในกลุ่ม Matrikine (หรือ Messenger peptide) เบลนด์กัน 2 ชนิด ที่เน้นฟื้นฟูปัญหาริ้วรอยที่เกิดตามอายุ

  • การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า เสริมการสังเคราะห์เส้นใยที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในกลุ่มของ Collagen Type 1, Fibronectin และ Hyaluronic acid ที่ Dermis และปกป้องไม่ให้เส้นใยเหล่านี้ถูกทำลาย
  • การทดสอบในผิวหนังที่เลี้ยงในหลอดทดลอง พบว่า ช่วยปรับสมดุลและสัดส่วนของเส้นใย ECM ในผิวที่ Aging ไปแล้ว ให้มีสัดส่วนกลับมาคล้ายกับผิวที่ยังเยาว์
  • การทดสอบในอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ในการลดเลือนริ้วรอย

Probiotic fractions ที่เป็นสิทธิบัตรของทาง Vichy (Vitreoscilla ferment) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการปรับสมดุลไมโครไบโอมให้ผิวมีสุขภาพดี ยังมีการทดสอบโดยทางแบรนด์พบว่ามีคุณสมบัติในการผลัดผิวอ่อนๆ และช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

สามารถสรุปกลไกการออกฤทธิ์ของสารบำรุงในตำรับได้เป็นดังภาพนี้

นอกจากสารบำรุงหลักแล้ว ในผลิตภัณฑ์ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่ด้วย

มีสารอีกตัวที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) คือ Hydroxyacetophenone ตัวนี้เป็นสาร Antioxidant ในกลุ่มฟีนอลิกที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งนอกจากปกป้องสารในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพไปแล้ว น้องยังมีคุณสมบัติในแง่ของการให้ความรู้สึกสบายผิวมาพร้อมๆ กัน

เติมน้ำให้ผิวต่ออีก 1 Step ด้วย Sodium hyaluronate และ Hydrolyzed rice protein และมีน้ำมันจากถั่วเหลือง ซึ่งให้ความชุ่มชื้นและทดแทนไขมันจำเป็นคืนให้แก่ผิว

เสริมมาด้วย Antioxidant อย่างวิตามินอี และ สารที่มีชื่อว่า Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate ตัวนี้รู้จักกันในชื่อ Tinoguard® TT ที่เป็น Antioxidant กลุ่มฟีนอลิกสังเคราะห์เช่นกัน ทำหน้าที่ปกป้องสารในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพ

การใช้ Antioxidant มาเสริมกันเพื่อปกป้องวิตามินเอ (เรตินอล) ไม่ให้เสื่อมสภาพของทางแบรนด์ ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Retinol guard™ ที่คงความสเถียรของเรตินอลได้เป็นอย่างดี ไม่เสื่อมสลายก่อนจะมาถึงผิวเรา

ส่วนของเบส เป็นเบสแบบน้ำนม ที่เลือกใช้กลุ่มของ สารไขมันที่มีความบางเบา แต่ก็คงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และส่วนผสมอื่นๆ ก็เลือกมาได้เป็นอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง นอกจากวิตามินเอ รูปแบบ Retinol ที่เด่นในแง่ของการดูแลริ้วรอย ปัญหาผิวหย่อนคล้อย รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น (Aging skin) แล้ว ยังเสริมมาด้วย Peptide ที่โดดเด่นในแง่ของการดูแล Aging skin ไปพร้อมๆ กัน ดูแลปัญหาการระคายเคือง ด้วย Probiotic fraction และ Hydroxyacetophenone เติมน้ำ และทดแทนไขมันธรรมชาติคืนให้สู่ผิวไปพร้อมๆ กัน จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี สำหรับเซรั่มวิตามินเอ Vichy Liftactive ตัวนี้ จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในส่วนของเบส นั้นเลือกใช้สารกลุ่มน้ำมันที่มีเนื้อบางเบา และมีการใช้สารเสริมเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพของเรตินอล และดูแลเรื่องการระคายเคืองไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีแอลกอฮอล์ติดมาอยู่นิดหน่อย จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวเป็นคนที่ใช้วิตามินเอ มาหลายปี จึงหยุดตัวเก่า แล้วใช้ตัวใหม่นี้เลย โดยใช้ทุกวัน ก็ไม่ได้พบปัญหาระคายเคือง หรือความรู้สึกไม่สบายผิวแต่อย่างใด แม้จะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ แต่ตัวเองก็คิดว่า สารไขมันอื่นในเบสนั้นยังดูแลเรื่องความชุ่มชื้นได้อยู่ ในส่วนของความเรียบเนียน การแต่งหน้าติดทนนานมากขึ้น ถือว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์ สำหรับเรื่องของริ้วรอย ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาริ้วรอยทั้งแบบลึกแบบตื้น แบบจริงจัง จึงอาจจะยังตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าเอาตามความรู้สึกคือความแน่น เฟิร์ม จับๆ กดๆ แล้วรู้สึกเด้งไม่กลวงไม่เละ อันนี้คิดว่าทำมาได้ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Vichy ประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/VichyTH/

ส่วนใครที่คันไม้คันมือแล้วอยากช็อปปิ้ง เรียนเชิญได้ตามช่องทางที่สะดวกเลยค่ะ

LazMall: https://invol.co/cljetlk

Shopee Mall: https://invl.io/cljetlr

Watsons: https://invol.co/cljetmc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Vichy ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Pre-Launch Exclusive review: รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Sleeping mask ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมสารบำรุงผิวจากสถาบันชั้นนำในประเทศ จาก One Of RapidRevive Sleeping Mask

บ้านเรามีงานวิจัยดีๆ เยอะเลยนะคะ แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นว่าถูกนำขึ้นหิ้งไปเสียหมด มีเพียงส่วนน้อยที่มีการเอามาต่อยอดออกสู่ท้องตลาดให้ได้เชยชมกัน

วันนี้เลยขอหยิบยกเอา 1 กรณีศึกษาที่น่าสนใจ ที่หยิบเอางานวิจัยมาใช้ต่อยอดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจให้ได้ชมกันค่ะ

เมื่อตอนต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ส่วนตัวได้รับการติดต่อจากแบรนด์แบรนด์หนึ่ง ให้ร่วมเป็น 1 ใน ผู้ร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ เป็นกลุ่มแรก

ทางแบรนด์เรียกเป็น Exclusive first secret reveal ของผลิตภัณฑ์ Sleeping mask แบรนด์ไทย พอได้เห็นส่วนผสมของสารบำรุงเราก็รู้สึกว่าค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นการเลือกเอาสารบำรุงที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยจากสถาบันชั้นนำในประเทศ มาผสานรวมกันกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้อย่างลงตัว จนกลายเป็น Sleeping mask ชิ้นนี้

แบรนด์นี้มีชื่อว่า One OfTM ซึ่งมีที่มาจากคำว่า One of a kind ซึ่งเป็นที่ถูกใช้กับสิ่งของที่มีมูลค่ามากและมีชิ้นเดียวในโลก โดยในที่นี้ก็คือ One of a kind beauty เพราะเราแต่ละคนมีความงามที่แตกต่างกันและมีคนคนเดียวในโลก และ One OfTM ก็เป็นแบรนด์ที่จะสร้างความงามนั้น สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้เพราะทุกคนสวยในแบบของตน ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร และไม่ต้องมีใครเหมือน

สำหรับตัวผลิตภัณฑ์จะมีชื่อว่า RapidRevive Sleeping Mask ที่จะมีหน้าตาในวันเปิดตัวเป็นแบบนี้ค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้จะมีพระเอกกับนางเอกอยู่ที่ตัว Dihydro oxyresveratrol กับ Purified XanthoneTM ซึ่งทั้ง 2 ตัวเป็นวัตถุดิบจากการค้นคว้าวิจัยจากสถาบันชั้นนำของบ้านเราค่ะ

  • Dihydro oxyresveratrol เป็นสารพฤกษเคมีที่แยกบริสุทธิ์ออกมาจากมะหาด โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (CENP) ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยพบว่ามีฤทธิ์ในการต่อต้านการสร้างเม็ดสีที่ดีกว่าวิตามินซีถึง 7000 เท่า
  • Purified XanthoneTM เป็นสารพฤกษเคมีที่แยกบริสุทธิ์ออกมาจากมังคุด วิจัยโดยสารสกัดจากการพัฒนาและวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KAPI) อันนี้คือมีผลการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในผิวหนังจำลอง ไม่น่าเชื่อว่า Xanthone ที่เราเคยรู้จักกันในด้านของคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ดูแลปัญหาสิว จะมีประโยชน์ในการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนด้วย น่าสนใจมากๆ

ซึ่งนอกเหนือจากน้องๆ นางเอกแล้ว ยังมีสารบำรุงอื่นๆ อีกหลายชนิด ที่เลือกมาได้อย่างลงตัว เดี๋ยวค่อยไปดูอีกทีในช่วงของการวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

เนื้อของมาสก์จะมีความหยุ่นๆ เป็นเนื้อกึ่งๆ ครีม กึ่งๆ เจล เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่เล็กน้อย

คัวผลิตภัณฑ์เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ฟีลลิ่งเคลือบๆ แต่ไม่หนักไม่เหนียวเหนอะหนะ ทิ้งไว้สักครู่เนื้อครีมจะซึม/แห้งไปค่ะ แต่ยังให้ความรู้สึกสดชื่น สบายผิวอยู่ ในภาพจะเป็นภาพหลังเกลี่ยแล้วประมาณ 3 นาทีค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

จากส่วนผสมจะเห็นว่ามีสารบำรุงอยู่หลากหลายชนิดด้วยกัน โดยขอเริ่มวิเคราะห์ที่น้องๆ นางเอกของเรา ที่แทนไว้ด้วยสีม่วง

  • Artocarpus lakoocha Wood Extract ตัวนี้สื่อถึง Dihydro oxyresveratrol ที่พัฒนาจากสาร Oxyresveratrol ที่แยกบริสุทธิ์ออกมาจากแก่นมะหาด (Artocarpus lakoocha) แล้วนำมาผ่านกระบวนการ Hydrogenation ได้เป็น Dihydro oxyresveratrol เพื่อให้สารมีความคงตัวขึ้น โดยสารในกลุ่ม Resveratrol นั้นเด่นเรื่อง Antioxidant อยู่แล้ว สำหรับตัว Dihydro oxyresveratrol ที่เป็นวัตถุดิบที่ผ่านการค้นคว้าและวิจัยจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (CENP) ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้นพบว่ามีฤทธิ์ในการต่อต้านการสร้างเม็ดสีที่ดีกว่าวิตามินซีถึง 7000 เท่า โดยวัดจาก ค่าความเข้มข้นของสารที่ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ได้ 50% (IC50) ในระดับหลอดทดลอง ซึ่งเอนไซม์นี้เป็นเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสี ได้ค่า IC50 เท่ากับ 0.0275 ไมโครโมลาร์ (หน่วยวัดความเข้มข้นของสารในทางเคมี) เมื่อเทียบกับ Oxyresveratrol ตัวดั้งเดิมให้ค่า IC50 เท่ากับ 0.22 ไมโครโมลาร์ และ วิตามินซี (รูปแบบ Ascorbic acid) ที่ 200 ไมโครโมลาร์ (Reference: CENP)
    • ค่า IC50 น้อยๆ หมายถึงสารนั้นมีฤทธิ์ที่ดี คือใช้ปริมาณเพียงแค่นั้นก็ยับยั้งเอนไซม์ไปแล้วครึ่งหนึ่ง

  • สำหรับสารนางเอกอีกตัวก็คือ Garcinia mangostana Peel Extract ตัวนี้สื่อความหมายถึงเทคโนโลยี Purified XanthoneTM ที่แยกบริสุทธิ์ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพและเอกลักษณ์สาร เพื่อยืนยันว่าเป็นสารที่มีความบริสุทธิ์จริง

รูปสูตรโครงสร้างของ Purifed XanthoneTM

Purified XanthoneTM ที่ว่านี้แยกออกมาจากจากเปลือกมังคุด (Garcinia mangostana) ซึ่งปกติแล้วพอพูดถึง Xanthone เรามักจะนึกถึงคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น พวกเชื้อก่อสิว แล้วเราก็มักจะเห็นการใช้สารสกัดจากมังคุดในผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสิวอยู่บ้าง แต่สาร Xanthone ตัวนี้มีความเด่นไปกว่านั้น คือ ตัวนี้พัฒนา ค้นคว้า และวิจัยโดยสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KAPI) มีผลการทดสอบในผิวหนังมนุษย์ที่เพาะเลี้ยง (Ex vivo human skin model) โดยหน่วยงานที่เป็น 3rd party อย่างกลุ่มวิจัยการวิเคราะห์ระดับนาโนขั้นสูงและความปลอดภัย (ANCS) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติพบว่า ตัว Purified XanthoneTM นี้มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว

ภาพ แสดงประสิทธิภาพในการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนของ Purified xanthoneTM ที่ความเข้มข้น 0.04% เทียบกับ Retinol 0.25% และสารควบคุม ในที่นี้เป็นตัวทำละลาย 0.5% DMSO (ที่มา ACNS)

ภาพ A จะเป็นการย้อมคอลลาเจนด้วยสีย้อม จะเห็นว่าการใช้ Purified xanthoneTM ในผิวหนังเพาะเลี้ยงจะมีปริมาณของคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ซึ่งให้ผลดีกว่า Retinol อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนของภาพ B จะเป็นกราฟที่แสดงบริเวณ (พื้นที่ที่ติดสี) ของคอลลาเจนที่ประเมินด้วยเทคนิคการย้อมสีของเส้นใยคอลลาเจนในผิวหนังเพาะเลี้ยงของ Purified xanthoneTM ที่ความเข้มข้น 0.04% เทียบกับ Retinol 0.25% และสารควบคุม ในที่นี้เป็นตัวทำละลาย 0.5% DMSO

นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบว่า Purified xanthoneTM  มีประโยชน์ในการปกป้องคอลลาเจนไม่ให้ถูกทำลายโดยไปยับยั้งเอนไซม์ MMP-1 ที่เป็นตัวย่อยสลายคอลลาเจน และมีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง โดยไปกดการสร้างสารก่อการอักเสบกลุ่ม IL-6, IL-8 และ TNF-alpha ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นของกระบวนการอักเสบต่างๆ ภายในผิว

แค่สองตัวนี้ก็ปังแล้ว เราลองมาดูสารอื่นๆ ที่น่าสนใจกันนะคะ

สีชมพู จะเป็นสารสกัดจากพืช และสารบำรุงต่างๆ ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

  • Allium cepa bulb extract ตัวนี้เป็นสารสกัดจากหัวหอม ทางแบรนด์เคลมว่านำเข้ามาจากญี่ปุ่น มีคุณสมบัติในแง่ของการดูแลปัญหาจุดด่างดำ ริ้วรอย และปกป้องผิวจากรังสี UV
  • Bakuchiol ตัวนี้เป็นสารพฤกษเคมีในกลุ่มของ Meroterpene ที่ได้จากพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Psoralea corylifolia พืชนี้เป็นพืชเก่าแก่ มีใช้ทั้งในตำรับยาจีน และตำรับอายุรเวท มีการศึกษาหนึ่งเมื่อปี 2014 ศึกษาผลของ Bakuchiol เทียบกับ Retinol ทดสอบในผิวหนังจำลองที่เพาะเลี้ยงขึ้นมา พบว่า Bakuchiol ออกฤทธิ์คล้ายกับ Retinol ทั้งในแง่ของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน เสริมการสังเคราะห์โปรตีนและยีนอีกหลายชนิดที่เกี่ยวกับความ Firm ของผิว และยังเสริมการสังเคราะห์ Aquaporin-3 ที่มีประโยชน์ในการกักเก็บน้ำของผิว ต่อมา ทางทีมวิจัยเอาไปทดลองในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณหางตาที่มีตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า ตำรับที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอเช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.)

สีเขียว สูตรผสมของ Propylene Glycol, Menthol, Methyl Diisopropyl Propionamide, Ethyl Menthane Carboxamide, Menthyl Lactate, Hydroxypropyl Cellulose และ Acrylates Copolymer มีชื่อทางการค้าว่า Hydrosal® FreshCool ซึ่งเป็นวัตถุดิบของทาง Salvona ประเทศอเมริกา มีลักษณะเป็นระบบนำส่งแบบแคปซูล (Encapsulated) ที่เก็บกักเอาสารให้ความเย็นในกลุ่ม Menthol และอนุพันธ์เอาไว้ เพื่อค่อยๆ ให้แตกตัวปลดปล่อยสารให้ความเย็นออกมาให้เรารู้สึกสดชื่นได้อย่างยาวนาน

หน้าตาของแคปซูลที่บรรจุเอา Menthol และอนุพันธ์ไว้ภายใน ให้ความรู้สึกเย็นช้าๆ ได้อย่างยาวนาน (Image from Salvona Encapsulation Technologies)

ภาพนี้เป็นการเปรียบเทียบความรู้สึกเย็นจากการใช้ Hydrosal FreshCool เทียบกับ Menthol เปล่าๆ จะเห็นว่าให้ความเย็นได้ยาวนานกว่า (Image from Salvona Encapsulation Technologies)

สีส้ม: วิตามินอี คู่กับวิตามินซี ซึ่งใช้รูปแบบ Caprylyl 2-Glyceryl Ascorbate ซึ่งเป็นวัตถุดิบวิตามินซีที่น่าสนใจจากทาง Seiwa Kasei ประเทศญี่ปุ่น ที่ดัดแปลงโครงสร้างเอาวิตามินซีมาจับกับ Glycerin และเติมหมู่ไขมัน Caprylic acid ลงไปอีก 1 เสต็ป เพื่อเสริมความคงตัวให้น้อง สำหรับตัววิตามินซีเอง ก็มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเป็น Antioxidant, Whitening และการดูแลเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว

นอกจากนี้แล้วยังมีสารไขมันทดแทนให้แก่ผิว (แทนด้วยสีฟ้า) มี Sodium hyaluronate ที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว และยังมีสารสกัดจากพืชและสารธรรมชาติอีกหลากหลายชนิดที่ดูแลผิวได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านของ

  • ผิวแข็งแรง
  • Whitening
  • Firming/anti-aging
  • ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

สำหรับเรื่องการใช้งาน ส่วนตัวมองว่าเนื้อครีมแม้จะดูข้น แต่ว่าพอได้ทดลองจริงแล้วก็พบว่าเกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะหนักผิว ซึมไว/แห้งไว ไม่เหนอะหนะ แล้วก็ออกแบบมาได้คำนึงถึงคนใช้งาน คือ ไม่ได้เลอะหมอน แต่ส่วนตัวจะใช้วิธีทาแล้วทำอะไรอีกสักพักก่อนลงไปนอน ไม่ได้ทาแล้วขึ้นเตียงเลย ก็ถือว่าเขาทำมาได้ดีมาก

ในด้านของความรู้สึกหลังใช้ คิดว่า ถ้าเป็นเรื่องความชุ่มชื้นนี่ตอบโจทย์ค่อนข้างมาก แต่ถ้าเรื่องของ Whitening และริ้วรอย ตอนช่วงนี้ไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้มากนัก ประกอบกับระยะเวลาที่ใช้ยังค่อนข้างสั้น เลยยังฟันธงไม่ได้ แต่ก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในทางดีค่ะ

สำหรับสินค้าตัวนี้ ทางเพจก็ขอขอบคุณทางแบรนด์ One Of ที่เลือกให้เป็น 1 ในกลุ่มสุด Exclusive กลุ่มแรกๆ ที่ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ที่คัดเลือกเอานวัตกรรมจาก 2 สถาบันชั้นนำของชาติมารวมกัน และเสริมเข้ามาด้วยส่วนผสมอีกหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อดูแลผิวเราได้อย่างลงตัว

สำหรับผู้ที่สนใจ ผลิตภัณฑ์นี้จะเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 29 ก.ค. 66 นี้ และมีเปิดรับ Pre-order ตั้งแต่ช่วง 27 ก.ค. นี้ค่ะ

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://web.facebook.com/OneOfthailand

Instagram: https://www.instagram.com/oneof_th/

TikTok: https://www.tiktok.com/@oneof_th

Website: https://oneof-th.com/

Line@: https://linktr.ee/oneof_th

Line ID: @OneOf-th

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ One Of การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูดูแลปัญหารังแค Vichy Dercos Technique Anti-dandruff DS dermatological shampoo

สำหรับวันนี้เรามาลองดูบทวิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูดูแลปัญหารังแคจาก Vichy ที่กำลังโด่งดังกัน

น้องเป็นแชมพูรุ่นขวดสีเขียว ที่มีชื่อว่า Vichy Dercos Technique Anti-dandruff DS dermatological shampoo ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้

เวลาเราไปที่ร้านเขาจะมีแพคเกจนอกอีกชิ้นหนึ่ง ที่มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ขวดข้างในเป็นรูปแบบนี้

สำหรับเนื้อแชมพูจะมีสีเหลือง มีกลิ่นในโทนสะอาด สดชื่น  ตอนสระอาจจะได้กลิ่นอ่อนๆ ของ Selenium sulfide ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวตามธรรมชาติอยู่ด้วย

ฟองดี ฟองเยอะ ในภาพจะใช้ที่ตีฟองของไดโซตีเอานะคะ

pH ของฟองอยู่ที่ ราวๆ 4 – 5 ซึ่งถือว่าไม่เป็นด่างมากไป ถ้าเทียบกับสารทำความสะอาดบางตัวที่มักจะให้ค่า pH ที่ค่อนข้างสูง

ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัครมาแล้วโดยสถาบัน Dermscan ประเทศฝรั่งเศส พบว่า เมื่อใช้ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ จะดูแลปัญหารังแคกลับเป็นซ้ำได้ 6 สัปดาห์

สำหรับคำเคลมของทางแบรนด์เรื่องการดูแลรังแคก็คือ เน้นไปที่ 3 actions

  • ขจัดรังแคที่มองเห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้
  • ปรับสมดุลความมันบนหนังศีรษะ
  • ฟื้นบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมให้ชุ่มชื้น

ก่อนไปดูส่วนผสมขอเล่าเรื่องการเกิดรังแคแบบสรุปรวบตึงซักหน่อย

รังแคนี่เป็นความผิดปกติที่เดิมทีเราเชื่อว่าเกิดจากยีสต์ Malassezia furfur แต่หลังๆ เราเจอว่ามีปัจจัยอื่นๆ อีกมาก เพราะการมียีสต์ M. furfur เยอะๆ ไม่ได้ทำให้เกิดรังแคเสมอไป มีปัจจัยส่วนตัวบุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Microbiome ความไวของผิวต่อ Oleic acid ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บ้างก็ว่าพันธุกรรมก็มีผล ความเครียดเอย UV เอย

สาเหตุในการเกิดว่ากันว่า เริ่มแรกมาจากต่อมไขมันของเรา สร้างไขมันออกมา ไขมันที่ต่อมไขมันสร้างเป็นกลุ่ม Triglyceride โดย เชื้อในกลุ่ม Malassezia spp. มีเอนไซม์ Lipase ที่ไปย่อยไขมัน ได้เป็นกรดไขมัน

เชื้อ Malassezia spp. มันจะเลือกกินแต่กรดไขมันอิ่มตัว เหลือกรดไขมันไม่อิ่มตัวเอาไว้ โดยหนึ่งในนั้นที่มีความสำคัญคือ Oleic acid ถ้ามีมากๆ ก็จะไปกวน Barrier ผิว และทำให้เกิดความผิดปกติในหลายๆ ระดับ ตั้งแต่เรื่องการสร้าง-เจริญ-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่-ผลัดออกทิ้ง เมื่อกระบวนการนี้ผิดปกติไป มันก็เลยเห็นเศษเซลล์เป็นแผ่นๆ เป็นรังแค

รังแคมีหลายรูปแบบ อาจจะมีสีขาว สีเทา หรือสีเหลืองก็ได้ถ้ามีพวกน้ำมันอยู่มาก

ในภาพรวมสรุปได้ประมาณภาพนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมทั้งหมดของแชมพูนี้เป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้ค่อนข้างไปในทาง “The less is more” โดยเลือกใช้สารบำรุงที่ตอบโจทย์แบบเน้นๆ ไม่มีสารอื่นมาวุ่นวายจนเยอะไป

เนื่องด้วยเป็นแชมพู เลยขอกล่าวถึงสารทำความสะอาดนิดหน่อยค่ะ

  • สารทำความสะอาด แทนด้วยสีน้ำตาล มีสารทำความสะอาดหลักๆ 2 ตัว คือ Sodium laureth sulfate (SLES) ที่เป็นสารทำความสะอาดประจุลบ ให้ฟองดี ทำความสะอาดดี เสริมมาด้วย Coco-betaine ที่เป็นสารทำความสะอาดชนิด 2 ประจุ ที่มีความอ่อนโยน พอเอามาเสริม SLES ก็จะช่วยให้สูตรอ่อนโยนขึ้น
  • สารบำรุงที่ดูแลเรื่องรังแค แทนด้วยสีน้ำเงิน ได้แก่
    • Selenium sulfide เป็นสารที่ได้รับการยอมรับให้ดูแลรังแคจาก USFDA โดยมีกลไกการออกฤทธิ์หลายระดับ ตั้งแต่ ยับยั้งการแบ่งเซลล์ที่มากเกินไป ไปจนถึงยับยั้งการเจริญของเชื้อยีสต์ และควบคุมความมัน
    • Salicylic acid เป็นสารที่ได้รับการยอมรับให้ดูแลรังแคจาก USFDA อีกตัวหนึ่ง โดยมีกลไกการออกฤทธิ์ผ่านการย่อยสลายเซลล์ขี้ไคลที่อุดตันอยู่ รวมไปถึงมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง
  • สารสีเขียว 2-oleamido-1,3-octadecanediol ตัวนี้เป็นสารสิทธิบัตรของเครือ L’Oréal มีชื่อเล่นว่า Ceramide R ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Ceramide ที่ช่วยดูแล Barrier ผิว ในคนเป็นรังแค พบว่า Barrier ผิวจะค่อนข้างอ่อนแอเมื่อเทียบกับคนปกติ การฟื้นฟู Barrier ก็จะได้ประโยชน์ในระยะยาวต่อไป
  • สีม่วง สารอื่นๆ ได้แก่ Menthol ที่ให้ความเย็น และ Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอี ซึ่งเป็น Antioxidant

อีกจุดที่แบรนด์เคลมเข้ามาคือเรื่องของ Microbiome technology

ซึ่งถ้าเรากล่าวถึงเรื่อง Microbiome กับการเกิดรังแคนั้นสามารถเล่าย่อๆ ได้ประมาณว่า ถ้าระบบ Microbiome ของหนังศีรษะอยู่ในภาวะสมดุล หนังศีรษะก็จะมีสุขภาพดี โดยถ้าเป็นที่ผิวหนังนั้นงานวิจัยค่อนข้างชัดแล้วว่า Microbiome ทำอะไรกับผิว และทำให้ผิวแข็งแรงได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นที่หนังศีรษะนั้นยังไม่ชัดเจน ยังมีอะไรใหม่ๆ มาอัพเดทให้กับวงการและมีงานวิจัยออกมาเรื่อยๆ

มีงานอยู่ชิ้นหนึ่งที่ศึกษา Microbiome ของคนที่มีหนังศีรษะสุขภาพดี เทียบกับคนที่เป็นรังแค พบว่ากลุ่มเชื้อแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย โดยในคนที่เป็นรังแค เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่าง M. restricta/M. globosa ในคนที่เป็นรังแคนั้นสูงกว่าคนปกติมาก (Front Cell Infect Microbiol. 2018;8:346.) ซึ่งเจ้า M. restricta นั้นเป็นตัวที่มี Lipase ไปย่อยไขมัน Triglyceride ให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ แล้วเจ้ายีสต์ก็ไปกินกรดไขมันอิ่มตัว เหลือกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากๆ โดยเฉพาะ Oleic acid ตามที่ได้กล่าวไปด้านบน

นอกจากเชื้อยีสต์แล้ว พบว่าการมีแบคทีเรียชนิดดีนั้น ว่ากันว่าจะช่วยสร้างสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญของเส้นผม เช่น กรดอะมิโนบางชนิด ไบโอติน และสารกลุ่มวิตามินบี

มีการค้นพบว่าในคนที่เป็นรังแค สัดส่วนของ Cutibacterium/staphylococcus น้อยกว่าคนปกติ ซึ่งเมื่อ Staphylococcus โตมากขึ้น จะไปมีผลทำให้ Barrier ผิวอ่อนแอลง การระเหยของน้ำออกจากผิวมากขึ้น ค่า pH สูงขึ้น ทำให้ระบบการปกป้องตัวเองจากเชื้อก่อโรคน้อยลง และอ่อนแอลง (Exp Dermatol. 2021;30(10):1546-1553.)

ในภาพรวมแล้ว แชมพูนี้ดูแลรังแคผ่านหลายกลไกที่พอจะสรุปได้ประมาณภาพ

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง มีส่วนผสมของสารบำรุงที่ดูแลรังแคผ่านหลายกลไกและเสริมกันได้อย่างลงตัว ตั้งแต่เรื่องของการสร้างน้ำมัน ต่อต้านการเจริญของเชื้อยีสต์ Malassezia และให้ประโยชน์ไปถึงการดูแล Barrier ผิว ปรับสมดุลการแบ่งตัว ย่อยสลายเซลล์ที่เกาะติดกันผิดปกติ และ มีเทคโนโลยี Microbiome ที่ปรับสมดุล Microbiome บนหนังศีรษะ ที่จะดูแลรังแคในระยะยาว สมกับคำเคลมเรื่องของการดูแลเรื่องการกลับเป็นซ้ำ ในช่วง 6 สัปดาห์ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในด้านของสารทำความสะอาด ถึงแม้จะเป็นพวก SLES แต่ก็ยังมีเสริมมาด้วย Coco-betaine ที่น่าจะให้ความอ่อนโยนเพิ่มขึ้น และไม่มีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวเป็นคนชอบแชมพูที่มีฟองเยอะๆ ซึ่งน้องทำมาได้ตอบโจทย์ ในเรื่องของความสะอาดตอนสระก็คือ ทำมาได้ดี กลิ่นจะเป็นแนวสดชื่น แมนๆ เหมือนน้ำหอมผู้ชาย อาจจะมีผมแห้งบ้าง เมื่อสระน้ำ 2 แต่ส่วนตัวก็เป็นคนที่ผมเส้นเล็ก และแห้งง่าย พันง่ายอยู่แล้ว และสูตรนี้ออกแบบมาสำหรับคนผมธรรมดา-ผมมัน เลยไม่ติ สำหรับเราถ้าใช้สระเสร็จแล้วลงครีมนวด ก็ปกติดี ในเรื่องของรังแค ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาเรื่องของรังแคแล้ว ใช้สัปดาห์ละ 1 – 3 ครั้ง ก็ถือว่าดูแลปรับสมดุลหนังศีรษะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Vichy สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Vichy?brand_redir=115121698517838

ส่วนใครที่คันไม้คันมือแล้วอยากช็อปปิ้ง เรียนเชิญได้ตามช่องทางที่สะดวกเลยค่ะ

LazMall: https://invol.co/clis7ku

Shopee Mall: https://invl.io/clis7lf

Watsons: https://invol.co/clis7mc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Vichy สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มดูแลฝ้า ตัวตึง Game changer แห่งวงการ Cysteamine กับ Alphascience Melabright [C+]

ในที่สุดก็ได้เวลามารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Melabright เซรั่มดูแลฝ้าตัวตึงในตำนานจากแบรนด์ Alphascience ที่ได้นำมาเล่า มาโปรยไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาซักทีค่ะ

เอาล่ะ ไม่พูดเยอะ เริ่มเลย

น้องจะมาในกล่องที่มีหน้าตาที่เป็น Signature ของแบรนด์ ประมาณนี้นะคะ

ตัวเซรั่มจะมาในแพคเกจแก้วทึบแสงสีขาวขุ่น พร้อมหลอดหยด

เนื้อเซรั่มมีความหนืดเล็กน้อย สีคล้ายชา มีกลิ่นเฉพาะตัวของวัตถุดิบ และสารสำคัญอย่าง Cysteamine ที่เป็นกลิ่นโทน Sulfur (อารมณ์แบบน้ำพุร้อน)

เกลี่ยได้อยู่ ให้ฟีลหนึบๆ นิดหน่อย ซึ่งมาจากเบสที่ใช้ เป็นพวก Humectant solvent อย่าง propylene glycol, isopentyldiol ที่มีความหนึบๆ ตามธรรมชาติ

น้องจะใช้เวลานิดหน่อยในการซึมค่ะ ตรงนี้จะเป็นภาพถ่ายแฟลชของเนื้อเซรั่มหลังเกลี่ย

ค่า pH วัดด้วยกระดาษวัด pH (Universal indicator) อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 อาจจะมีคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อยเนื่องจากเซรั่มเองก็มีสีค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มีที่น่าสนใจอยู่หลายตัวค่ะ

Cysteamine HCl แทนด้วยสีน้ำเงิน

น้องเป็นนางเอกของผลิตภัณฑ์เลย โดย Cysteamine นี่ ร่างกายเราจะมีอยู่แล้วค่ะ เป็นผลพลอยได้มาจากการสลายตัวของ Coenzyme A เป็น วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) กับ Cysteamine

ซึ่งตัวของ Cysteamine มีประโยชน์และมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการเลยสำหรับร่างกายของเรา คือ เป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยดูแลสมดุลการสร้างและกำจัดอนุมูลอิสระ (Redox homeostasis) ให้แก่ร่างกายเรา

ในด้านของผิวพรรณนั้น Cysteamine เป็น Whitening ที่ดีผ่านหลายกลไก ไม่ว่าจะเป็น

  • การยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวการในการสร้างเม็ดสี Melanin
  • ยับยั้งเอนไซม์ Peroxidase ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเม็ดสีชนิด Eumelanin ที่มีสีเข้ม
  • ผลัดผิว
  • ปกป้อง Glutathione ใน Melanocyte ซึ่งมีผลไปส่งเสริมให้ Melanocyte สร้างเม็ดสีอ่อนที่ชื่อ Pheomelanin
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานมากขึ้น
  • จับกับอิออนโลหะ ซึ่งมีผล 2 แบบ
    • แบบแรก อิออนโลหะจะไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระผ่าน Fenton reaction แล้วไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานมากขึ้น เมื่ออิออนโลหะโดนจับไว้ โอกาสเกิดอนุมูลอิสระก็จะน้อยลง
    • แบบที่สอง ไปจับกับอิออนโลหะ Copper ที่จำเป็นในการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งทำให้ Tyrosinase ทำงานไม่ได้

Cysteamine เป็นสารที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการเป็น Whitening ที่ดีมาหลายปีดีดักแล้ว แต่มีปัญหาหลายอย่าง หลักๆ คือ เรื่องของความไม่คงตัว และกลิ่นของ Sulfur

แต่ในระยะหลังๆ มานี้ วงการเครื่องสำอางก็พบเจอวิธีที่สามารถเพิ่มความคงตัวให้กับ Cysteamine ได้หลายแบบ เลยมีความสนใจ และนำกลับมาศึกษาในการทดลองทางคลินิกหลายฉบับ เทียบกับสารมาตรฐาน (Gold standard) ในการรักษาฝ้าของแพทย์ผิวหนัง อย่าง Hydroquinone แล้วพบว่าให้ผลดีใกล้เคียงกัน และมีแนวโน้มว่าจะปลอดภัยกว่า แต่ก็เจอปัญหาเรื่องการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเรื่องกลิ่น เลยเป็นรูปแบบใช้แล้วล้างออก

จากการรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยแบบ Systematic review โดย Ahramiyanpour และคณะ (2021) ที่รวบข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบประสิทธิภาพของ Cysteamine ในอาสาสมัครที่เป็นฝ้า 8 ฉบับ พบว่า Cysteamine มีประสิทธิภาพในการลดจำนวนเม็ดสีผิว และอาสาสมัครมีความพึงพอใจในผลการใช้งาน (J Cosmet Dermatol. 2021;20:3593–3602.)

สำหรับประเด็นเรื่องความคงตัวของ Cysteamine นั้น ในสูตรของ Melabright ทาง Alphascience นี้ เขามีนวัตกรรมสิทธิบัตรที่เพิ่มความคงตัวให้แก่ Cysteamine ได้ ที่ระดับความเข้มข้น 3% และดูแลเรื่องความระคายเคืองได้ในระดับหนึ่ง จึงพัฒนาเป็นตำรับร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ ที่ใช้แล้วสามารถทิ้งไว้บนผิวได้เลย โดยไม่ต้องล้างออก ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว และสูตรผสมนี้มีการศึกษาเบื้องต้น (Pilot study) ในการดูแลฝ้าเทียบกับ Hydroquinone แล้วพบว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

ซึ่ง Pilot study นี้ เป็นการทดสอบแบบแบ่งครึ่งใบหน้า เปรียบเทียบระหว่าง Melabright กับ Hydroquinone 4% ในอาสาสมัครจำนวน 25 คน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าให้ประสิทธิภาพที่ไม่ต่างกัน และไม่เกิดการระคายเคืองในอาสาสมัคร และยังได้ประโยชน์ในด้านของรูขุมขนกระชับขึ้น ความมันลดลง และริ้วรอยที่ดูตื้นขึ้น เสริมเข้ามา

สารบำรุงถัดมาเป็นกลุ่มสีชมพู ได้แก่

  • วิตามินซี ซึ่งใช้ในรูปแบบของ Ascorbic acid ที่ความเข้มข้น 8% ที่เสริมความคงตัวโดยเทคโนโลยีสิทธิบัตรของทาง Alphascience ที่ชื่อ Nextgen technology ผ่านระบบการปกป้องสารไม่ให้เกิดการแตกตัว (Ionization stabilization) ในสารละลาย และสามารถย้อนการแตกตัวของสารต้านอนุมูลอิสระกลับมาในรูปแบบที่ไม่แตกตัว ซึ่งมีความคงตัวสูงกว่า ช่วยปกป้องทั้งตัววิตซีเอง และ Cysteamine ให้คงตัวอยู่ได้

สำหรับประโยชน์ของวิตามินซีนั้นมีด้วยกันหลายประการ ได้แก่

  1. ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่สร้างเม็ดสีเมลานิน
  2. เป็น Antioxidant ที่ดี
  3. เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจนตามธรรมชาติของผิว
  4. ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง

สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba leaf extract) เป็นสารสกัดเก่าแก่สารหนึ่งในวงการเครื่องสำอาง มีประโยชน์กับผิวหลายประการเช่นกัน

  • ประกอบด้วยสารในกลุ่ม Polyphenol และ Flavonoids หลายชนิด ที่ให้คุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี
  • การทดลองในหนูทดลองพบว่า เมื่อทาสารสกัดจากแปะก๊วย (ที่สกัดด้วย 50% ethanol) ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวจากรังสี UV และเสริมการสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติในผิวอย่าง Superoxide dismutase (SOD) และ Catalase (Methods Find Exp Clin Pharmacol. 1997 Jul-Aug;19(6):367-71.)
  • ในใบแปะก๊วย มีสารพฤกษเคมีกลุ่ม Biflavone ที่ชื่อ Ginkgetin มีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองได้ผ่านหลายกลไก เช่น ยับยั้งเอนไซม์ Phospholipase A2;PLA2 (ซึ่งเป็นตัวแม่สุดเมื่อผิวเกิดความเสียหาย PLA2 จะไปย่อยไขมันฟอสโฟไลปิดที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ได้กรดไขมัน Arachidonic acid ที่จะแประสภาพต่อไปผ่านเอนไซม์ Cyclooxegenase และ Lipoxygenase ทำให้เกิดสารที่นำไปสู่การอักเสบต่างๆ) ลดการสร้างเอนไซม์ Cyclooxgenase ซึ่งส่งผลต่อไปให้การสร้างสารก่อการอักเสบลดลง และการทดสอบในหนูทดลองพบว่า การทา Ginkgetin ลดการอักเสบของผิวหนังได้ (Planta Med. 2002;68(4):316-21.) การทดสอบในเซลล์ภูมิคุ้มกัน Mast cell ของหนู ระบุว่า Ginkgetin ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Cyclooxegenase และ Lipoxygenase ซึ่งมีผลลดการอักเสบ (Biol Pharm Bull. 2005;28(12):2181-4.)
  • ปกป้องคอลลาเจน โดยไปยับยั้งเอนไซม์ MMP-1 ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน และสาร Ginkgolide A และ bilobalide ยังอาจมีคุณสมบัติเสริมการสร้างคอลลาเจน (Food Sci. Technol (Campinas). 2020;40(2))

สรุป สารสกัดจากใบแปะก๊วยดูแลผิวได้หลายด้าน ในแง่ของการดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากรังสี UV และ ดูแลเรื่องริ้วรอย

  • Phytic acid เป็นสารที่มีประโยชน์หลายประการ ใช้เป็นสารจับโลหะในสูตรเครื่องสำอาง ใช้เสริมฤทธิ์กับ Antoxidant อื่นในสูตรเพื่อเสริมความคงตัวให้แก่ตำรับ ใช้เป็นสารบำรุงก็ดี ในแง่ของการบำรุงผิว Phytic acid มีฤทธิ์เป็น Antioxidant มีคุณสมบัติเป็น Whitening โดยไปจับ Copper ของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้การสร้างเม็ดสีเกิดขึ้นได้น้อยลง

Acetyl glycyl beta-alanine

          ตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่รู้จักในชื่อทางการค้าว่า Genowhite ข้อมูลจากทางผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีคุณสมบัติในด้าน Whitening ผ่านหลายกลไก

  1. ลดการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งตัวตั้งต้น MITF ที่จะไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เอนไซม์ Tyrosinase
  2. ลดการสร้าง Endothelin-1 ที่สร้างออกมาจากผนังหลอดเลือด ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี สร้างเมลานินออกมา
  3. ลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก (Melanosome transfer) ผ่านการลดการสังเคราะห์โปรตีน Melanophillin ที่เป็นตัวสำคัญในขั้นตอนนี้

(Image from Corum)

มีการศึกษาในอาสาสมัครโดยบริษัท พบว่าสาร Genowhite มีความสามารถในการดูแลจุดด่างดำตามอายุ (Age spot)

สำหรับตัวเบส(เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์) จะเป็น Humectant solvent เป็นเบสหลัก เพื่อเสริมความคงตัวให้แก่ Vitamin C อาจจะมีความหนึบๆ หรือกระตุ้นการระคายเคืองได้ในคนที่พึ่งเริ่มใช้ ความเห็นส่วนตัวคิดว่า อาจจะใช้วิธีผสมกับครีม/เซรั่มอื่นที่ใช้อยู่ก่อนแล้ว วอร์มบนมือ แล้วทาบนใบหน้า เพื่อให้ผิวปรับสภาพ ก่อนที่จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณแล้วลงผิวได้เลย

ในด้านของลำดับการลง (Skincare regimen) อาจจะเอาไว้หลังเสร็จกลุ่มน้ำ ก่อนทาน้ำนม ก็ได้อยู่

ส่วนผสมอื่นๆ ขอกล่าวถึงส่วนของสารสีเขียวที่ทำไว้อย่าง Isopentyldiol และ Etoxydiglycol นั้นมีคุณสมบัติเป็น Penetration enhancer ที่เสริมการซึมผ่านของสารบำรุงเข้าสู่ผิว

และมีระบบบัฟเฟอร์อย่าง Citric acid กับ Sodium citrate ที่ช่วยควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่เพื่อเสริมความคงตัว

นอกจากนั้น ส่วนผสมที่เหลืออื่นๆ ก็เลือกมาเท่าที่จำเป็น และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เน้นไปที่การดูแลเรื่องการสร้างเม็ดสีผิวเป็นหลัก ที่เสริมฤทธิ์กันผ่านหลายเสต็ปในการสร้างเม็ดสีผิว เสริมมาด้วยการดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ ดูแลเรื่องริ้วรอย และปกป้องผิวจาก UV ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และสารอื่นที่ใส่มาก็คือผ่านการเลือกมาเป็นอย่างดี เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในเรื่องของเนื้อเบสที่มาใน Humectant solvent นั้นอาจจะหนึบๆ ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่ถ้าลงเซรั่มอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว ทาเสร็จแล้วทาครีมทับ หรือผสมลงครีมแล้ววอร์มก่อนทาก็ถือว่าพอได้อยู่ค่ะ สำหรับเรื่องกลิ่น ส่วนตัวเป็นคนที่คุ้นชินกับกลิ่นของสาร Sulfur อยู่แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร ในด้านของสีผิว ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาฝ้าหรือจุดด่างดำ หรือปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอมากนัก แต่ได้ใช้แล้วก็รู้สึกว่าผิวเรียบ ละเอียด และแต่งหน้าได้ติดทนนานมากขึ้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่จัดส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/AlphascienceThailand

สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามเข้าไปดูที่ Official mall ได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

Lazada: https://s.lazada.co.th/s.kxDUd?cc

Shopee: https://shope.ee/2VPWX5CBZK

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มไฮยาจากฝรั่งเศส ที่มีฟีลลิ่งสุดปัง Alphascience HA Booster serum

Revised: 7 มี.ค. 2568

หลายๆ ท่าน ชอบใช้เซรั่มไฮยา แต่ก็เหนื่อยใจกับฟีลลิ่งเหนียวๆ หนึบๆ

วันนี้ทางเพจมีบทวิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มไฮยาที่เนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ และมีส่วนผสมที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

น้องเป็นเซรั่มที่มีชื่อว่า HA Booster serum จากแบรนด์ Alphascience ประเทศฝรั่งเศสซึ่งมาในหน้าตาแบบนี้

มาในขวดแก้วแบบมีดรอปเปอร์

สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Alphascience คือ ขวดจะผ่านการซีลมาเป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าไม่ได้ถูกแกะ ไม่ผ่านมือใครมาก่อนถึงมือเราแน่นอน

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อที่มีความข้นหนืดนิดหน่อย เนื่องจากทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม เราเลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ง่าย ไม่เหนียว ไม่หนึบ ซึมไว แห้งไว

ภาพแรกเป็นลักษณะหลังเกลี่ย ถ่ายด้วยแสงแฟลช

เราจะเห็นความเงาวาวของเนื้อเซรั่มอยู่

เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที จะค่อนข้างซึมไปเยอะเลย

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งใกล้เคียงกับผิว

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมค่อนข้างเรียบง่าย แต่มาแบบเน้นๆ ปังๆ

เริ่มด้วยสีน้ำเงิน Silanetriol ซึ่งคือ Organic silicium ซึ่งมีส่วนประกอบของธาตุ Silicon ค่ะ

          สำหรับประโยชน์ของ Silicon นั้นจะมีคุณสมบัติเด่นๆ หลายประการ ได้แก่ เสริมการทำงานของผิว เสริมให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และเสริมการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผิว ซึ่งจะส่งผลให้ผิวเราปรับตัวต่อมลภาวะและสิ่งต่างๆ ทั้งจากสิ่งแวดล้อมและความเครียด

  • Silicon กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte) ช่วยปกป้อง เสริมการอุ้มน้ำ และช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ

(Image from Exsymol Monaco)

  • Silicon จะไปจับกับช่องว่างระหว่างเส้นใย Fiber ที่เป็น Matrix ต่างๆ ใน Dermis ให้ผิวเรามีความนุ่มแน่น แข็งแรง

(Image from Exsymol Monaco)

  • เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น ปริมาณของ Silicon จะลดลง อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เส้นใยต่างๆ ในผิวไม่กระชับ เกิดริ้วรอยขึ้นมา
  • การเสริม Silicon ก็อาจจะมีคุณสมบัติเสริมการทำงานของ Fibroblast เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน ให้ผิวกระชับ แข็งแรง

(Image from Exsymol Monaco)

  • ระหว่างชั้นหนังกำพร้า กับหนังแท้ มันจะมีโครงสร้างที่เรียกว่า Dermal-Epidermal Junction หรือ DEJ ซึ่งสำคัญมาก เพราะจะพยุงเอาโครงสร้างผิวเอาไว้ พอเราอายุเพิ่มขึ้น DEJ จะยุบ แล้วทำให้เกิดริ้วรอยร่องลึกขึ้นมา

(Roig-Rosello, E.; Rousselle, P. The Human Epidermal Basement Membrane: A Shaped and Cell Instructive Platform That Aging Slowly Alters. Biomolecules 2020, 10, 1607. https://doi.org/10.3390/biom10121607)

  • เจ้า Silicon นี้ยังไปช่วยให้ชั้น DEJ มีความแข็งแรงขึ้นด้วย

(Image from Exsymol Monaco)

สำหรับสูตรผสมของ Silanetriol กับ Hyaluronic acid นั้นมีชื่อทางการค้าว่า Epidermosil ซึ่งเอา Silanetriol มาเป็นระบบนำส่งให้ Hyaluronic acid เข้าผิวได้ดีขึ้นค่ะ

ทางแบรนด์ได้ทำแผนภาพจำลองเพื่อเปรียบเทียบว่า การใช้ Silicium มาเป็นระบบนำส่งนั้น ช่วยเสริมให้ Hya เข้าไปที่ชั้นลึกของหนังกำพร้าได้ดีขึ้น

(Image from Exsymol Monaco)

ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบบริษัท Exsymol Monaco ได้ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทาผลิตภัณฑ์ที่มี Epidermosil 5% (ซึ่งเป็นความเข้มข้นเดียวกับใน HA Booster serum) วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 28 วันพบว่าอาสาสมัครมีริ้วรอยที่ตื้นขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น และมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

(Image from Exsymol Monaco)

แค่ส่วนผสมชุดแรกก็ปังแล้ว ยังเสริมมาด้วย

  • Betaine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ความรู้สึกที่ดีกับผิว ลดการระคายเคือง มีรายงานวิจัยทดสอบประสิทธิภาพในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Betaine มีคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสี Melanin (Cho et al., Food Sci Biotechnol. 2017;26(5):1391-1397.) มีอีกงานหนึ่งทดสอบประสิทธิภาพในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงเช่นกัน พบว่าการทาสารในกลุ่ม Osmolyte อย่าง Betaine นั้นมีประโยชน์ในการเสริมความแข็งแรงให้แก่ Barrier ผิว โดยไปเพิ่มการทำงานของ Tight junction ที่เป็นช่องแคบๆ ระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้สิ่งไม่ดีจากภายนอกเข้าสู่ในผิว และลดการเสียน้ำและ NMF ตัวเล็กๆ ออกไปภายนอก (El-Chami et al., Br J Dermatol. 2021;184(3):482-494. doi: 10.1111/bjd.19162.)
  • Jania rubens extract เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง พอได้ไปตามอ่านข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ Actiporine 8.G ของบริษัท Codif ประเทศฝรั่งเศส (ประกอบด้วย Glycerin (and) Water (and) Jania Rubens extract) เลยพบว่าน้องมีกลไกที่น่าสนใจมากเว่อร์ คือ น้องไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างประตูขนส่งกลุ่ม Aquaporin-8 (AQP8) ขึ้นมา ปกติถ้าพูดถึง AQP เรามักจะพูดถึง AQP3 ซึ่งเป็น AQP ที่เป็นประตูส่งน้ำและ Glycerin เข้าเซลล์ผิว ให้ผิวเราชุ่มชื้น แข็งแรง ส่วนเจ้า AQP8 นั้นมีการพูดถึงว่าเป็นตัวขนส่งแอมโมเนีย เพื่อให้ผิวเราเอาไปสร้าง Urea ที่เป็น 1 ในสารจับน้ำตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor; NMF) ของผิวเรา

หน้าตาของสาหร่าย Jania rubens

เป็นตัวน้อยกลมๆ

(Image from Codif)

ทีนี้ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า Codif ไปเจอว่า AQP8 นั้น นอกจากช่วยขนส่งแอมโมเนียแล้ว น้องยังไปช่วยผลักเอา Hydrogen peroxide ออกจากผิว ซึ่งในเซลล์เรานี่จะมีหน่วยที่ชื่อ Mitochondria ที่ทำหน้าที่สร้างพลังงานอยู่ตลอดเวลา เป็นเหมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ (เรียกกันสวยๆ ในวงการว่า Power house of cell) เวลาน้องทำงานมันก็จะได้พวกอนุมูลอิสระต่างๆ ออกมา ร่างเราก็จะมีกลไกในการกำจัดอนุมูลอิสระ แต่ถ้าอนุมูลอิสระมันมากไป มันก็จะไปทำลายเซลล์เรา แล้วตัวที่โดนทำลายแรกๆ ก็คือเจ้า Mitochondria นี่แหละ ถ้าไม่มีน้อง เซลล์ก็ไม่มีพลังงาน อยู่ไม่ได้ แก่ตายไป

วัตถุดิบนี้ ไปเสริมการสร้าง AQP8 ที่ไปช่วยผลักเอา Hydrogen peroxide ทิ้งไป Mitochondria เลยรอด เราก็รอดด้วย

ซึ่งทางบริษัท Codif ก็มีการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงและในอาสาสมัคร ก็เจอว่าให้ประโยชน์ที่ดีในด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย

โดยรวมส่วนผสมของสารบำรุงที่ใส่มาใน HA booster serum นี่คือตัวตึงด้านการเติมน้ำ ผิวกระชับ แข็งแรง และดูแลผิวด้านริ้วรอย ชะลอวัย อาจจะได้เรื่องความรู้สึกสบายผิว การระคายเคือง และ whitening อยู่ด้วย

และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ถ้ามองในแง่ของการเป็นเซรั่มไฮยาชิ้นหนึ่ง คือ น้องทำมาได้จัดเต็มมาก ไม่ใช่แค่เติมน้ำ แต่มันมีมิติอื่นซ่อนไปมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิค Silicium delivery หรือการเลือกใช้สารที่มาเสริมกันอย่างลงตัว เพื่อดูแลริ้วรอย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบความบางเบาของเนื้อ ไม่เหนียวหนึบ ลงแล้วทาสกินแคร์ตัวอื่นต่อไปได้เลยไม่ต้องรอนาน ในแง่ของด้านผิวกระชับ ริ้วรอย ส่วนตัวยังไม่ได้มีปัญหาด้านนี้เลยยังฟันธงชัดเจนไม่ได้ แต่ก็ได้ความรู้สึกว่าผิวดีขึ้นจากการใช้มาเดือนกว่าๆ รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่จัดส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/AlphascienceThailand

สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามเข้าไปดูที่ Official mall ได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

Lazada: https://s.lazada.co.th/s.FfVDK?cc

Shopee: https://s.shopee.co.th/1g4Ip6JmQF

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ AlphaScience สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมูสโฟมล้างหน้านุ่มแน่น Cloud จาก The Labatorian

ก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอมูสโฟมล้างหน้าชิ้นหนึ่งที่มีฟองโฟมมูสแน่นนุ่มสู้มือไป วันนี้ขอหยิบเอาส่วนผสมของน้องมาวิเคราะห์กันต่อ

ผลิตภัณฑ์มูสโฟมนี้มีชื่อว่า Cloud Fluffy amino gentle barrier cleanser จากแบรนด์ the Labatorian ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายๆ ชิ้น และทางเพจได้เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้

สำหรับท่านที่พลาด สามารถรับชมรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจจากทางแบรนด์ได้ตามลิงค์เลยนะคะ

เซรั่มสำหรับดูแลผิวที่เป็นสิวง่าย Agness >>Click

เซรั่มสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาจุดด่างดำ Clair >>Click

และเซรั่มดูแล Barrier ผิวสุดปัง Brikk ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ >>Click

วันนี้ถึงคิวของน้อง Cloud แล้วค่ะ ขอแอบอวดความน่ารักของ Box set ที่ทางแบรนด์ส่งมาให้สักหน่อย

น่ารักเนอะ

สำหรับตัวมูสนี้มาในกระป๋องอะลูมิเนียมแบบอัดก๊าซ ซึ่งเรียกตำรับแบบนี้กันว่า Aerosol ค่ะ

เนื้อโฟมก็นุ่มแน่นสู้มือสุดๆ

ลองวัดค่า pH หลังละลายมูสในน้ำได้อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งถือว่าทำมาได้ใกล้เคียงกับค่า pH ของผิว

รายการส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้ สีตามกลุ่ม ประโยชน์และวัตถุประสงค์ในการใช้

เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจึงขอเปิดประเดิมด้วยกลุ่มสารทำความสะอาดค่ะ

  • กลุ่มสารทำความสะอาดแทนด้วยสีส้ม ซึ่งมีด้วยกัน 3 ชนิด คือ Lauryl hydroxysultaine, Disodium cocoyl glutamate และ Caprylyl/capryl glucoside ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดชนิดที่อ่อนโยนกับผิวทั้ง 3 ตัว
    • ขอ Focus ที่ Lauryl hydroxysultaine ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดที่น่าสนใจตัวหนึ่ง มีความอ่อนโยนที่ดี ทำความสะอาดดี ฟองดี และยังมีความคงตัวสูง ไม่สลายตัวปลดปล่อยสารที่ไม่เป็นมิตรออกมาง่ายๆ
    • Disodium cocoyl glutamate เป็นสารทำความสะอาดชนิดอ่อนโยนที่ดัดแปลงจากกรดอะมิโน Glutamic acid มีความอ่อนโยนเช่นกัน
    • ส่วน Caprylyl/capryl glucoside นั้นเป็นสารทำความสะอาดชนิดไม่มีประจุ มีความอ่อนโยนเช่นเดียวกัน
  • กลุ่มสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง แทนด้วยสีฟ้า ซึ่งมีด้วยกัน 4 ตัว ขอเลือกกล่าวถึงตัวที่น่าสนใจ 2 ตัว คือ
    • Acetyl dipeptide-1 cetyl ester น้องเป็นเปปไทด์ที่เด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
    • Hydroxyacetophenone มีชื่อทางการค้าว่า Symsave H เป็นสาร Muti-functional ให้ประโยชน์เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย ให้คุณสมบัติเสริมในด้านการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant
  • สีชมพู O-cymen-5-Ol มีอีกชื่อว่า Isopropyl methylphenol เรียกกันย่อๆ ว่า IPMP น้องเป็นสารกลุ่ม Terpenes ที่พบได้ในพืชหลายๆชนิด มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติระงับเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด (Int Dent J. 2011;61 Suppl 3:33-40.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ใช้เป็น Preservative booster ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารระงับเชื้อชนิดอื่นๆในตำรับ และมีคุณสมบัติในการควบคุมความมัน และลดจำนวนเชื้อก่อโรคสิว (Ref: TDS ParbFree® IPMP100)
  • สีม่วง คือ วิตามินอี ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน

อีกจุดที่น่าสนใจคือในตำรับมีการใช้ Buffer เพื่อควบคุมค่า pH ให้คงที่ โดยใช้ Citric acid คู่กับ Sodium citrate และมีรายงานว่าการใช้ Buffer กรดอ่อนมีประโยชน์ในการดูแลผิว (แต่ทั้งนี้ขึ้นกับค่า pH ของตำรับด้วย)

ในภาพรวมคือเป็น Cleanser ชิ้นหนึ่งที่ทำมาได้น่าสนใจ เลือกใช้สารทำความสะอาดที่อ่อนโยน แต่คงไว้ซึ่งฟองโฟมหนานุ่มแน่น และเสริมสารบำรุงที่ดูแลผิวได้ในหลายๆ ด้าน ถึงแม้ว่าพวก Cleanser จะสัมผัสผิวไม่นาน การมีสารบำรุงอยู่ก็น่าจะดีกว่าไม่มี และสารลดระคายเคืองอย่าง Acetyl dipeptide-1 cetyl ester ก็อาจจะให้ประโยชน์ในการลดการระคายเคืองจากการล้างหน้าได้

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดขอปรับหัวข้อการให้คะแนนเล็กน้อยนะคะ

  1. สารทำความสะอาด เป็นเหมือนหัวใจหลักของ Cleanser ซึ่งทางแบรนด์เลือกใช้มาอย่างดี เป็นชนิดที่อ่อนโยนหมด ส่วนเรื่องฟองก็แจ่ม ดังนั้นใครสายฟองแต่กลัว surfactant แรงๆ ตัวนี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่นๆ สารบำรุงที่ใส่ลงมามีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ดูแลเรื่องสิวและเรื่องของความชุ่มชื้นผิว สำหรับส่วนผสมอื่นๆ นั้น ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไป 5 ฟลาสก์เช่นกัน
  3. การใช้งาน ส่วนตัวเป็นคนบ้าฟองอยู่แล้ว ดังนั้นตัวนี้คือตอบโจทย์ค่ะ คนผิวแห้งแบบดิฉันอย่านวดนานจนเพลิน จะรู้สึกแห้งตึงได้ ครั้งแรกๆ ดิฉันนวดสนุกมากยิ่งนวดฟองยิ่งแน่นยิ่งนุ่ม กลายเป็นนวดเพลินไป หน้าแห้ง ให้ลองนวดประมาณ 30 วิ พอสนุกสนานก็ไปล้างออก ก็ไม่แห้งตึงระคายเคืองแล้วค่ะ สำหรับผิวมันก็เพิ่มเวลาใช้งานไปตามความเหมาะสมค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ The labatorian ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

ทางไปตำ

https://s.lazada.co.th/s.LukkS?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ The labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิวเซรั่มฟื้นฟู Barrier ที่เนื้อบางเบาอย่างไม่น่าเชื่อ กับ Brikk 6 in 1 daily skin barrier treatment essence จาก The labatorian

สำหรับ Content นี้จะมาเล่าถึงเซรั่มที่น่าสนใจ ซึ่งทางแบรนด์ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟู Barrier ผิวในทุกมิติ จากแบรนด์ The Labatorian ซึ่งทางเพจเราได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์หลายๆ ชิ้นไปก่อนหน้านี้ค่ะ

วันนี้จะมาวิเคราะห์เซรั่มน้องใหม่ของทางแบรนด์ ที่พึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ค่ะ

เซรั่มน้องใหม่นี้มีชื่อว่า Brikk ซึ่งว่ากันว่ากว่าทางแบรนด์จะได้สูตรนี้มานั้นผ่านการปรับสูตรมามากกว่า 50 สูตรเลยทีเดียวจนกว่าจะได้สูตรที่ดีงามขนาดนี้

น้องใหม่ Brikk มีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ตัวแพคเกจนั้นมาในขวดแก้วที่ด้านในเป็นฝาปั๊มค่ะ

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบใส จะได้กลิ่นหอมของกุหลาบจางๆ ซึ่งมาจาก Rose water ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ นอกจากจะให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) แล้วก็ยังได้กลิ่นหอมด้วย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย แรกๆ จะให้สัมผัสลื่นๆ ผิว แต่เมื่อทิ้งไว้สักพัก ไม่ถึง 1 นาที ตัวเซรั่มจะซึม/แห้งไป ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ชุ่มชื้น และไม่เหนียวเหนอะหนะ

ค่า pH นั้นอยู่ที่ประมาณ 5 นะคะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่า pH ของผิว

รายการส่วนผสมนั้นเรียกได้ว่าจัดเต็มคาราเบลมาเกินเบอร์เกินหน้าเกินตาความเป็นเซรั่มใสมาก

ก่อนจะไปดูที่ส่วนผสม เรามาลอง Revised trend ใหม่ล่าสุดของ Barrier ผิวกันค่ะ

ในสมัยก่อนเรากล่าวกันว่า Barrier ผิวประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

  1. ไขมันที่อยู่ระหว่างเซลล์ Corneocytes (เซลล์ในชั้น Stratum corneum)
  2. Natural moisturizing factor (NMF)
  3. ตัวเซลล์ Corneocyte เองที่เรียงตัวแบบคดเคี้ยว และในเซลล์มีโปรตีน Keratin ที่อัดกันแน่น ทำหน้าที่ปกป้อง Lipid barrier อีกชั้นหนึ่ง ตัวเซลล์ Corneocyte เอง จะมีเปลือกที่เป็นโปรตีนเชิงซ้อน ที่เรียกว่า Cornified envelope หรือ Corneocyte envelope เคลือบอยู่อีกชั้น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้อีกชั้นหนึ่ง

เราเรียกโมเดลที่แสดงถึงสิ่ง 3 สิ่งนี้ว่า Brick-wall model ตามภาพค่ะ

ทีนี้ถ้าเราย้อนกลับไป เราแบ่ง Barrier ของผิวออกเป็นกลุ่มๆ ค่ะ

  1. Physical barrier คือ ตัวผิวเอง โครงสร้างที่สมบูรณ์ของผิวหนังเป็นตัวปกป้องไม่ให้ของดีๆ ภายในออกไปข้างนอก และป้องกันไม่ให้อันตรายจากภายนอกเข้ามาข้างใน
  2. Chemical barrier คือ พวกสารเคมีต่างๆ ที่ผิวเราสร้างขึ้นมา การรักษาสภาวะ pH ให้เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคโตได้ บางที่อาจจะนับรวม Biochemical barrier เข้ามาไว้ด้วย คือพวก Antimicrobial peptide ที่ผิวเราสร้างขึ้นมาระงับเชื้อก่อโรคต่างๆ ตัวที่ดังๆ ก็เช่น Defensin
  3. Immunological barrier คือ ระบบภูมิคุ้มกันของผิวเรานั่นเอง ที่คอยปกป้องผิวจากทั้งสารเคมี และพวกจุลินทรีย์ต่างๆ
  4. และล่าสุด เราเริ่มมีการพูดถึง Microbiological barrier คือ พวกจุลินทรีย์หลากหลายชนิด และเจ้าแมลง Dermodex ที่อาศัยกันเป็นชุมชน Microbiome น้องมีปฏิกิริยากับผิวเราทำให้ Immune ของผิวเราทำงานอยู่ตลอดเวลา เป็นเหมือนการซ้อมรบ และเป็นเหมือนการกระตุ้นให้ผิวเราสร้างสารต่างๆ ออกมา เพื่อทำหน้าที่ในชีวิตประจำวัน

เจ้า Microbiological barrier นี่แหละ ที่เป็นที่มาของเทรนด์การเลือกใช้ Pre-pro-post biotics ในทางเครื่องสำอางเพื่อสุขภาพที่ดี เพราะถ้า Microbiome ของเราอยู่ในสภาวะสมดุลดี ผิวเราก็จะสมดุลดีไปด้วย

โดยตัว Brikk นั้นเคลมว่าเป็น 6 in 1 Daily ที่ดูแลผิวเสมือนรวมเอาเซรั่ม 6 ขวดเข้าไว้ด้วยกัน ดังนี้

  • Antioxidant ด้วยส่วนผสมของ Antioxidant ชั้นเลิศอย่าง Resveratrol กับ Ferulic acid
  • Anti-pollution ตัวที่น่าสนใจก็คือ Ectoine กับพวกสารที่ฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • Microbiome ดูแลด้วย Prebiotics
  • Lipid & NMF ฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง
  • Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Hydration เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างยาวนาน

เราลองมาดูส่วนผสมของ Brikk กันนะคะว่าดูแล Barrier ผิวได้ในทุกมิติ และเป็นเซรั่ม 6 ขวดในขวดเดียวกันได้ อย่างไร

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมของ Brikk นั้นมีใช้หลายสีเพื่อแบ่งกลุ่มนะคะ เรามาลองดูตัวที่น่าสนใจกันค่ะ

  • กลุ่ม Microbiome ใช้แทนด้วยสีเขียวมะกอก
    • ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย Prebiotic 2 ชนิด ได้แก่ Inulin และ Beta-glucan และ Post-biotic อย่าง Lactococcus ferment lysate
    • Inulin เป็น Polysaccharide ที่พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น Chicory, artichoke ซึ่งจัดเป็น Prebiotic ชนิดหนึ่ง น้องเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีที่เรียกกันว่า Probiotic ในทางเครื่องสำอางมีการใช้ Inulin เพื่อเป็น Moisturizer โดยข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า Inulin มีความสามารถในการเป็น Moisturizer ที่ดีกว่า Hyaluronic acid (Ref: TDS preBIULIN AGA)
    • Beta-glucan เป็น Polysaccharide ที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และในพืชบางชนิด เช่น Oat ซึ่งนอกจากความสามารถในการเป็น Prebiotic แล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านการเป็น Moisturizer และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect
    • Lactococcus ferment lysate เป็นกลุ่มสารที่ได้จากการย่อยระบบที่เลี้ยงจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Lactoccus เราเลยเรียกว่า Postbiotic ข้อมูลจากวัตถุดิบ ProRenew Complex CLR™ กล่าวว่าใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ Lactococcus lactis ซึ่งมีรายงานงานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์ที่ดีหลายชนิด เช่น คุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิวในผิวหนังเพาะเลี้ยง (Lett Appl Microbiol. 2019;68(6):530-536.) เสริมการทำงานของ Barrier ผิวผ่าน Antimicrobial peptide ที่ชื่อ Defensin ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผิวตามธรรมชาติ และเสริมการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญตัวหนึ่งของผิว ไม่ว่าจะเป็น เป็นสารตั้งต้นของ NMF และ เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของ Cornified envelope ที่ให้ Corneocyte แข็งแรง ปกป้องผิวเราจากอันตรายต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม ผลทั้งสองอย่างทดสอบในผิวหนังเพาะเลี้ยง และมีการทดสอบในอาสาสมัครโดยให้ทาตำรับที่มี Lactococcus วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 30 วัน พบว่าผิวหนังของอาสาสมัครมี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น วัดจากค่าการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ที่ลดลง และช่วยปรับสมดุลค่า pH ของผิว (Skin Pharmacol Physiol. 2019;32(2):72-80.)
  • สีบานเย็น เป็นพวกสารที่เสริมคุณสมบัติการเป็น Barrier ของผิว อย่างพวก Ceramide, Cholesterol และ Sphingoid base ที่เป็นโครงสร้างสำคัญของ Ceramide อย่าง Phytoshingosine
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารที่เติมน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น
    • Ectoine เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่มีโครงสร้างเป็นวงกลม สร้างโดยแบคทีเรียบางสายพันธ์ที่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้าย (Extremophile) ทำหน้าที่ปกป้องตัวเขาเองจากอันตรายภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากปัจจัยกายภาพและเคมี มีการพบว่าตัว Ectoine จะทำหน้าที่ดึงเอาน้ำมาเกาะไว้กับตัวเองแล้วกลายเป็นชั้นโครงสร้างที่ช่วยปกป้องโปรตีนองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเซลล์เอาไว้ เรียกว่าเป็น Ectoine hydrocomplex (Clin Dermatol. 2008;26(4):326–633.) เจ้า Hydrocomplex ดังกล่าวส่งผลดีถึงองค์ประกอบทั้งเซลล์ คือปกป้องเซลล์นั้นให้มีปริมาณน้ำเหมาะสม และทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อปริมาณน้ำต่ำลง จะไปมีผลต่อระบบของการอักเสบทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ในกรณีของผิวหนัง การมี Ectoine จะช่วยให้ Lipid barrier ของผิวทำงานได้ตามปกติและมีความแข็งแรง ผิวจึงแข็งแรง และเก็บกักน้ำได้ดี (มีการระเหยของน้ำออกจากผิว/Transepidermal water loss; TEWL น้อย) (Biophys Chem. 2010;150(1–3):37–46.) มีการทดสอบประสิทธิภาพในทางผิวหนังอยู่หลายชิ้น ซึ่งได้กล่าวถึงในบทความวิชาการล่าสุดของ Kauth และ Truvosa (Dermatology and Therapy. 2022;12:295–313) ในภาพรวมคือ Ectoine ให้ประโยชน์ในการปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ลดการอักเสบระคายเคือง รวมทั้งดูแลปัญหาผิวอักเสบและระคายเคืองต่างๆ (Skin Pharmacol Physiol. 2004; 17(5):232-7.) ยังมีการทดสอบพบว่า Ectoine ให้ประโยชน์เป็น Whitening ได้อีก โดยไป block ผลจาก MSH ไม่ให้กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Melanin ออกมาเมื่อเจอรังสี UV (Antioxidants (Basel). 2020;9(1):63.)
    • Polyquaternium-51 ตัวนี้เป็น Polymer สังเคราะห์ที่มีโครงสร้างคล้ายกับไขมัน Phospholipid บนผิวของเรา ว่ากันว่านางจะเคลือบผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นของนางดีกว่า Hyaluronic acid
    • Saccharide isomerate ที่เด่นเรื่องการจับน้ำให้ผิวได้อย่างยาวนาน เพราะน้องสามารถเกาะติดบนผิวได้ดีและอยู่บนผิวได้นาน ถ้าเราไม่ล้างออกไป
    • Betaine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine ที่นอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้น ยังดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว และปรับ Feeling ของสูตรให้ไม่เหนอะหนะไปพร้อมๆ กัน
    • กรดอะมิโน และสารอื่นที่จัดเป็น Natural moisturizing factor หรือ NMF มีคุณสมบัติในการจับน้ำให้แก่ผิว
  • สีเขียว คู่หูคู่ขวัญ Niacinamide (B3) + N-acetyl-D-glucosamine (NAG) เราคงไม่กล่าวถึงประโยชน์ของ B3 และ NAG แบบแยกกัน เพราะทั้ง 2 ตัวก็มีประโยชน์กับผิวมากโขอยู่ สำหรับการใช้ร่วมกันนั้นมีการศึกษาที่น่าสนใจโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • สีน้ำเงิน สารบำรุงอื่นๆ ยกตัวอย่างบางตัวที่น่าสนใจ เช่น
    • Syn-Hycan (Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate) สารชื่อยาวๆ นี้เป็นเปปไทด์สังเคราะห์ เทคโนโลยีสิทธิบัตร ซึ่งทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการเสริมการทำงานของ TGF-Beta ที่มีตามธรรมชาติของผิว ซึ่งส่งผลต่อไปให้มีการสังเคราะห์กลุ่มสาร Matrix จำพวก Hyaluron, Lumican และ Decorin ซึ่งมีคุณสมบัติให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และมีความแข็งแรง รวมทั้งช่วยเสริมการเรียงตัวของคอลลาเจนเดิมในผิวให้อยู่ในโครงร่างที่แข็งแรง (ปกติเวลาเราอายุเพิ่มขึ้นสายเส้นใยของคอลลาเจนจะฉีกขาดไปตามกาลเวลา และมีการเรียงตัวที่ไม่สวยงามไม่เป็นระเบียบแบบเดิม ผิวเลยหย่อนคล้อย ไม่กระชับ)
    • สูตรผสมของ Water (and) Butylene Glycol (and) PEG-60 Almond Glycerides (and) Caprylyl Glycol (and) Glycerin (and) Carbomer (and) Nordihydroguaiaretic Acid (and) Oleanolic Acid รู้จักกันในนาม AC.NetTM จาก Croda ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เบลนด์กันมาอย่างลงตัวเพื่อดูแลปัญหาสิว ผิวมัน และรูขุมขนกว้าง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบยังระบุว่า สารชุดนี้ยังยับยั้งการเจริญของพวก C. acnes ที่ก่อสิว และ P. ovale ที่ก่อปัญหาผิวหลายประการ เช่น รูขุมขนอักเสบ
    • Ferulic acid กับ Resveratrol เป็น Antioxidant ที่น่าสนใจ
  • สีส้ม Hyaluron มากมายหลายรูปแบบ ที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิวในหลายๆ ระดับ
  • สีชมพู กลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคืองผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

ในภาพรวมส่วนผสมของสารบำรุงที่ใส่ลงมาทำงานเสริมกันอย่างลงตัวทั้งในด้านการฟื้นฟู Barrier ผิว ไม่ว่าจะเป็นส่วนของไขมัน ส่วนของโปรตีน Filaggrin พวก NMF และยังดูแลเรื่อง Microbiome รวมทั้งเติมน้ำ ฟื้นฟู ดูแลปัญหาผิวมัน สิว รูขุมขนกว้าง ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ไปพร้อมๆ กัน สมกับที่เคลมว่าเป็น 6 in 1 Daily จริงๆ

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives ก็ตามที่ได้เกริ่นไปในด้านบน คือ คุณเขาจัดมาเต็มมาก เอาไปเถอะ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ผลิตภัณฑ์เสริม Barrier ส่วนใหญ่เนื้อจะค่อนข้างหนัก แต่น้อง Brikk นั้นทำมาได้ดีมาก บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ คนที่มีผิวมันน่าจะชอบ ส่วนคนที่มีผิวแห้ง หรือผสม/แห้ง อาจจะต้องหาครีมมาทับอีกชั้นหนึ่งถึงจะเลิศเลอขั้นสูงสุด หลังจากที่ได้ลองใช้มาเกือบเดือนส่วนตัวคิดว่าน้องทำมาได้ดีจริงๆ ผลไม่ได้หวือหวาแบบค่ำคืนเดียวปิ๊ง แต่มันจะค่อยๆ รู้สึกไปเอง แบบใช้มาสักพัก เอ๊ะ ทำไมวันนี้หน้านุ่ม มันจะเป็นฟีลแบบอยู่ดีๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ผิวดีอะไรแบบนี้ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ The labatorian ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้รู้จัก และขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ The labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวกาย CeraVe Moisturizing Lotion (revised 12/2022)

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะคุ้นตา คุ้นชิน แล้วก็อาจจะเคยใช้มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวกายของ CeraVe กันมาบ้างแล้วนะคะ

แบรนด์ CeraVe นี่เป็นแบรนด์เวชสำอางบำรุงผิวที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนังชั้นน้ำของอเมริกา มีราคาที่จับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย และเป็นที่นิยมทั่วโลกเลยทีเดียวค่ะ

แบรนด์ CeraVe นั้นเป็นเวชสำอางแบรนด์อันดับ 1 ที่แพทย์ผิวหนังในอเมริกาแนะนำ

ซึ่งสูตรที่ทางบริษัท L’oreal Thailand นำเข้ามาจำหน่ายในไทยนั้น ก็ได้ผ่านการวิจัยและปรับสูตรเพื่อให้เหมาะกับการใช้ในอากาศบ้านเราด้วยค่ะ

ซึ่งก็มีด้วยกันหลายสูตร ท่านที่สนใจสามารถติดตามรับชมได้ที่บน Official website ของทางแบรนด์ CeraVe ประเทศไทยได้เลยค่ะ

(Image from CeraVe Thailand Official Website)

สำหรับ Content นี้เราจะมาอัพเดทและวิเคราะห์ส่วนผสมของ CeraVe Moisturizing Lotion กันอีกครั้งนะคะ

สำหรับหน้าตาน้องก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ

ก็จะขอเล่าเรื่องของปราการผิว (Skin Barrier) ของเรา แล้วก็เทคโนโลยี MVE ของทางแบรนด์เล็กน้อยก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ในผิวชั้นนอกของเรา จะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 อย่าง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวปกป้องรักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่ในผิว และป้องกันไม่ให้สารอันตรายต่างๆเข้ามาในผิว ที่เราเรียกกันว่า Barrier ผิวค่ะ

สิ่งเหล่านี้ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารชอบน้ำ ที่เรียกว่า Natural moisturizing factor เช่น พวกกรดอะมิโน น้ำตาล ยูเรีย และอิออนบางชนิด
  3. โปรตีนเคราติน และการเรียงตัวแบบสลับซับซ้อนของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นนอก ที่ชื่อ Corneocyte

ว่ากันว่า ไขมันนั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ของผิวนะคะ

แน่นอนว่า ไขมันนี้ เป็นคนละชนิดกับ น้ำมัน Sebum ที่หลั่งออกมาจากต่อมไขมันในรูขุมขน

ไขมันส่วนนี้อยู่ในผิวชั้นนอกของเรา เรียงตัวเป็นชั้นๆ ประกอบด้วยไขมัน 3 ชนิดหลักๆ คือ Ceramide, Cholesterol และ กรดไขมันค่ะ

และองค์ประกอบที่พบมากที่สุดในไขมันนี้ก็คือ Ceramide ที่พบได้เกือบถึง 50% เลยทีเดียว และนางก็มีความสำคัญมากกับความแข็งแรงของ Barrier ผิว

Ceramide นั้นมีหลายชนิดค่ะ แต่ชนิดที่มีความสำคัญคงหนีไม่พ้น Ceramide 1 แต่ทางเครื่องสำอางเราไม่ค่อยนำมาใช้กัน เพราะปัญหาเรื่องความคงตัว เลยหยิบเอา Ceramide 3 ที่คงตัวดีกว่ามาใช้กันเสียมากกว่า

ข้อดีอย่างหนึ่งของ CeraVe ก็คือ ใช้ Ceramide 3 ชนิด คือ Ceramide 1, Ceramide 3 และ Ceramide 6-II ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวของเราได้อย่างลงตัวค่ะ

ส่วนเทคโนโลยี MVE นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิวค่ะ

MVE นั้นย่อมาจาก Multivesicular emulsion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งสิทธิบัตร และงานวิจัยรองรับรับ โดยเป็นระบบนำส่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมที่มีหลายๆชั้น คล้ายหัวหอม เวลาลงผิว ก็จะค่อยๆปลดปล่อยออกมาทีละชั้น ทำให้สารเพิ่มความชุ่มชื้นต่างๆอยู่ในผิวได้นานขึ้น (Ref: J Clin Aesthet Dermatol. 2016; 9(12): 26–32.)

(Image from CeraVe Thailand)

ซึ่งตรงนี้ทางแบรนด์เองก็มีผลการทดสอบประสิทธิภาพด้านความชุ่มชื้นในอาสาสมัครด้วยนะคะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

จากส่วนผสมวันนี้ทำสีของสารบำรุงไว้ 2 สีค่ะ

ในส่วนของสารบำรุงสีม่วงจะเป็นส่วนของสารไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิวค่ะ ซึ่งได้แก่

  • Ceramides ทั้ง 3 ชนิด คือ Ceramide 1, 3 และ 6-II ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกเซราไมด์ได้อย่างชาญฉลาด ผิวหนังของคนเราประกอบด้วย Ceramides อยู่หลายชนิดก็จริง อันนี้ขอลงลึกนิดหน่อย ถ้าแบ่งแบบง่ายๆ เราสามารถแบ่ง Ceramides ในผิวได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามชนิดของกรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุล คือ Ceramides กลุ่ม N เป็น Ceramide ที่มีกรดไขมันชนิดปกติ กลุ่ม A มีกรดไขมันที่มีหมู่ Hydroxyl ที่ตำแหน่ง alpha-carbon และกลุ่ม EO มีกรดไขมันชนิดที่มีการ Esterified บริเวณ Hydroxyl ตำแหน่ง Omega ว่ากันว่า เซราไมด์กลุ่ม EO จะมีความสำคัญมากที่สุดในการทำให้ Barrier ของผิวแข็งแรง และผิวเราต้องมีสัดส่วนของ Ceramide A, N และ EO ที่เหมาะสมถึงมีผิวแข็งแรง ทีนี้ทางแบรนด์ก็เลยหยิบเอาเซราไมด์ตัวแทนจากแต่ละกลุ่มมาใส่ในครีม ถึงบอกว่านี่คือการใช้ได้อย่างชาญฉลาด
  1. Ceramide AP เป็น Ceramide ในกลุ่ม A มีชื่ออีกชื่อว่า Ceramide 6 II
  2. Ceramide NP เป็น Ceramide ในกลุ่ม N มีชื่ออีกชื่อว่า Ceramide 3 ตัวนี้เป็นเซราไมด์ชนิดที่พบมากที่สุดในผิวเรา
  3. Ceramide EOP เป็น Ceramide ในกลุ่ม EO ที่มีกรดไขมันสายยาวๆอยู่ แต่จากแหล่งข้อมูล มี่ก็ยังมีความสับสนอยู่ เพราะ Ceramide 1 ที่แท้ทรูคือ Ceramide EOS
  • Cholesterol เป็นอีก 1 องค์ประกอบที่สำคัญของ Barrier ผิว
  • Phytosphingosine เป็นเบสชนิดหนึ่งกลุ่ม Sphingoide ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในโครงสร้างของ Ceramide

ตัว Phytosphingosine ของมันเองก็มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ และมีการศึกษาวิจัยรองรับอยู่หลายชิ้น ที่น่าสนใจคือ น้องมีคุณสมบัติที่ดีในการดูแลการอักเสบและระคายเคืองผิว และเสริมการบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte) ให้ทำงานได้สมบูรณ์และโตเต็มไว (Mol Med. 2006; 12(1-3): 17–24.)

  • Caprylic/capric glycerides เป็นไขมันชนิด Triglycerides ซึ่งผิวเราสามารถย่อยสลายแปรสภาพได้เป็นกรดไขมัน กับ Glycerin

สีฟ้า เป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่ไม่ได้จัดเข้ากับ Barrier lipid ได้แก่

  • Sodium hyaluronate ซึ่งมีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Tocopherol หรือวิตามินอี เป็น antioxidant

ในภาพรวมจึงเน้นไปที่ความแข็งแรงของผิว และเสริมความชุ่มชื้น

และในสูตรไม่มีส่วนผสมสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนดีกว่าค่ะ วันนี้ส่วนผสมมีไม่ค่อยเยอะมาก ขอแบ่งให้คะแนนเป็น 2 หมวดนะคะ

  1. ส่วนผสม ถ้าพิจารณาในด้านของส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับ Barrier ผิวทั้งหมด ตัวนี้ยังถือว่าขาดกลุ่ม NMF ที่เป็นสารโมเลกุลเล็กอยู่นะคะ แต่ถ้าพิจารณาในด้านของสารไขมันที่เสริมสร้าง Barrier ผิวทั้งหมด ตัวนี้ถือว่าทำมาได้ดี และมีความชาญฉลาด ที่เลือกใช้เซราไมด์ทั้ง 3 กลุ่มหลัก คือ A, N และ EO ตามชนิดที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ส่วนผสมทุกตัวที่ใส่มามีความเป็นมิตรกับผิวดีค่ะ และอย่าลืมประเด็นของเรื่อง MVE technology ด้วย จุดนี้ขอให้คะแนนแบบในภาพรวมที่ 4 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน น้องเป็นโลชั่นที่ให้สัมผัสที่ค่อนข้างบางเบามาก ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ในส่วนของสัมผัสหลังใช้ก็ถือว่าค่อนข้างดีค่ะ เบาสบายผิว เอามาทาได้ทั้งหน้าและตัวค่ะ ขวดเดียวครบจบทั้งหน้าตัว ระหว่างวันถ้าเหงื่อออกก็ไม่ได้เยิ้มหรือรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัว รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ CeraVe ประเทศไทย ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ CeraVe ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/CeraveThailandOfficial/

ทางไปช้อปปิ้ง

Lazada https://s.lazada.co.th/s.EBh18?cc

Shopee https://s.shopee.co.th/7Kk6ylfl2b

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ CeraVe การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ ผู้เขียนไม่ได้รับค่าตอบแทนในการเขียนรีวิวนี้และไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ ในการขายสินค้า แต่ผู้เขียนอาจได้รับส่วนแบ่งจากการคลิ้กลิงค์ไปยังร้านค้า