Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ผลิตภัณฑ์บำรุงผมจาก The Fitzrovia Centre London สูตร Hair thickening system ยกเซ็ต สวยครบจบในที่เดียว

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกๆท่าน

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมตัวใหม่จากอังกฤษมาฝากกันค่ะ

เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ The Fitzrovia Centre London จากอังกฤษนะคะ

ขอเกริ่นนำถึงแบรนด์ The Fitzrovia Centre London นิดหน่อยนะคะ

The Fitzrovia Centre London เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าสำหรับ haircare และ beauty care จากประเทศอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อปี 2015 ซึ่งทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาสูตร และการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆของบริษัท สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด

ส่วนตัวมี่เองก็มีโอกาสได้ลองสินค้าในกลุ่มสำหรับดูแลปัญหาผมร่วง ผมบาง ซึ่งออกแบบมาสำหรับฟื้นฟูปัญหาผมร่วงผมบาง ด้วยนวัตกรรมสารสกัด Redensyl (รีเดนซิล) ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูปัญหาผมร่วง ชะลอการหลุดร่วง และเสริมการเจริญของเส้นผมค่ะ

โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีด้วยกัน 3 ชิ้น ได้แก่ แชมพู ครีมนวดผม และแฮร์เซรั่ม นะคะ

มาเป็นกิฟท์เซ็ตน่ารักๆมีหน้าตาแบบนี้เลยจ้า

fitz 1

ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเขาก็ถือว่าทำมาได้อย่างเรียบหรู และจัดเต็มมาด้วยส่วนผสมที่เน้นไปทางด้านการฟื้นฟูเส้นผมได้โดยตรงเลย และเสริมสารบำรุงเข้ามาหลายชนิดได้อย่างลงตัว ดูแลผมได้ครบวงจรเลยค่ะ

 

ขอเปิดการรีวิวด้วยคู่หูแชมพูกับครีมนวด ตาม Step การใช้งานจริงเลยนะคะ

fitz 2

เริ่มกันที่ตัวแชมพูนะคะ

อย่างแรกที่มี่ประทับใจ คือ แพคเกจค่ะ ที่มีการดีไซน์มาแบบ Tampered-proof คือ ออกแบบมาให้รู้เลยว่าผ่านมือใครมาหรือยัง เพราะเมื่อเราแกะครั้งแรก ซีลที่เขาล็อคฝาไว้ก็จะหักทำให้ฝาเด้งขึ้นมาแบบนี้เองจ้า

ชอบความใส่ใจในจุดนี้มากๆ

open package

ตัวแชมพูมาในรูปแบบใส มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

fitz 7

ในด้านของฟอง ฟองเล็กละเอียด ค่อนข้างละมุน เกลี่ยบนผมได้ง่าย ไม่พันกัน แต่ส่วนตัวมี่ค่อนข้างบ้าฟอง เลยอยากได้ฟองเยอะกว่านี้นิดนึง

fitz 8

ค่า pH ของแชมพูหลังละลายน้ำอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ เราไม่ค่อยเจอแชมพูที่มี pH ประมาณนี้เท่าไหร่ เพราะแชมพูโดยทั่วไปส่วนใหญ่ pH จะอยู่ที่ราวๆ 8 ซึ่งเป็นด่างเล็กน้อย โดยปกติ pH ของหนังศีรษะจะอยู่ในช่วงกรดอ่อน การใช้แชมพูที่เป็นด่างอาจจะรบกวนสมดุลบนหนังศีรษะได้ แต่ตัวนี้คือโอเคเลยหละ

fitz 9

สำหรับส่วนผสมของแชมพู เป็นดังภาพนี้นะคะ

สผส shampoo.jpg

เดี๋ยวมี่ค่อยรีวิวสารบำรุงรวดเดียวจบในตัว Hair Serum นะคะ

สำหรับแชมพูนั้นมีจุดเด่นอยู่ที่ปราศจากสารในกลุ่มของ SLS/SLES และก็ซิลิโคน รวมถึงสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว อาทิเช่น Silicone, Parabens , Sulfate อื่นๆ, DEA, MEA และกลุ่มของพวกสารกันเสียที่เป็น  Formaldehyde releaser

 

ส่วนครีมนวดมาด้วยเนื้อแบบน้ำนม ข้นเล็กน้อย

fitz 10

ส่วนผสมของครีมนวดเป็นดังภาพนี้นะคะ

สผส cond

ส่วนผสมของครีมนวดใช้สารประจุบวก Distearoylethyl dimonium chloride เป็นตัวปรับสภาพผมเสียให้นุ่มสวย เงางาม และลดการชี้ฟูค่ะ

ซึ่งปกติการสระผม แชมพูจะมีประจุลบ นางจะไปดึงประจุบวกออกมาจากเส้นผม ทำให้ผมเราเหลือแต่ลบ ผมเราจึงผลักกันด้วยแรงทางไฟฟ้า ทำให้ชี้ฟู การใช้ครีมนวดผมที่มีประจุบวก ก็จะเข้าไปจับกับประจุลบดังกล่าว ก็จะลดแรงทางไฟฟ้า ทำให้ผมไม่ผลักกันเกิดการชี้ฟูค่ะ

ใช้ครีมนวดคู่กับแชมพูก็จะลดการชี้ฟู ช่วยให้จัดทรงได้ง่าย และแลดูเงางามค่ะ

 

ต่อมาจะเป็นตัว Hair serum ที่เราเอามาลงที่บนหนังศีรษะหลังเป่าผมจนแห้งแล้วค่ะ

หน้าตาของเซรั่มเป็นแบบนี้นะคะ

fitz 3

มาในขวดแบบหยดปลายแหลม ใช้ง่าย ใช้สะดวกค่ะ

fitz 4

ตัวเซรั่มเป็นเนื้อใส เกลี่ยง่าย แห้งเร็ว ไม่เหนอะหนะ หลังใช้รู้สึกเบาสบายหนังศีรษะ ไม่ได้รู้สึก แห้ง ระคายเคืองหรือแสบร้อนใดๆค่ะ

fitz 5

fitz 6

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ

fitz 11

ปิดท้ายรีวิววันนี้ด้วยส่วนผสมของ Hair serum ค่ะ

สผส serum

ตัว Serum นี้มาในเบสแบบสารละลายใส ซึ่งมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมอยู่นะคะ

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มแบบ Alcohol มาลำดับแรกเลย จะไม่เป็นอะไรหรือ? จริงๆ Alcohol ในผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงรากผมจำเป็นมากนะคะ จากบทความวิชาการของ Patzelt และ Lademann มีการกล่าวว่า ตำรับที่ใช้ Alcohol และน้ำเป็นเบส สามารถเพิ่มการนำส่งสารเข้าสู่รากผมได้ดีขึ้น (Patzelt, A., & Lademann, J. (2013). Drug delivery to hair follicles. Expert Opinion on Drug Delivery, 10(6), 787–797. doi:10.1517/17425247.2013.776038)

เพราะว่าในสภาพของรูขุมขนเรา โดยเฉพาะที่หนังศีรษะ จะถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยไขมัน Sebum หนาๆ การใช้เบสน้ำเพียงอย่างเดียวสารจะไม่สามารถละลายหรือซึมผ่าน Sebum ลงไปได้ หรือได้น้อยนั่นเองค่ะ Alcohol มีความสามารถในการละลายไขมัน มีผู้เสนอแนะกลไกของ Alcohol ในการเสริมการดูดซึมสารบำรุงต่างๆเข้าสู่รากผมไว้ 2 กลไก ได้แก่

  1. Alcohol ไปชะเอา Sebum ออกมา ทำให้สารแพร่ลงไปได้
  2. Alcohol นำพาสารลงไปก่อนจะระเหยหนีหายออกไป

 

ทีนี้มาถึงเรื่องสารบำรุงกันบ้างค่ะ

สำหรับ Redensyl เป็นวัตถุดิบของบริษัท Givaudan Active Beauty ประเทศฝรั่งเศส เป็นวัตถุดิบที่เบลนด์ระหว่าง Glycerin (and) Aqua (and) Sodium Metabisulfite (and) Larix Europaea Wood Extract (and) Glycine (and) Zinc Chloride (and) Camellia Sinensis Leaf Extract ซึ่งมี่เลือก Highlight เฉพาะสารสำคัญบางตัวด้วยสีม่วงนะคะ

ทีนี้ก่อนกล่าวถึงสารบำรุงนี้ขอกล่าวถึงวงจรการเจริญของเส้นผมกันก่อนนะคะ

การเจริญของเส้นผมของคนเราแบ่งเป็น 3 ระยะค่ะ

human-head-hair-growth-cycle_88272-625

(Image from https://www.freepik.com/)

  1. Anagen เป็นระยะที่เส้นผมกำลัง Active กำลังโต
  2. Catagen เป็นระยะที่เส้นผมเริ่มหยุดสร้างตัวเอง เริ่มถดถอย
  3. Telogen เป็นระยะสุดท้ายที่ผมนั้นพร้อมหลุดออกไป

ซึ่งในคนเมื่อถึง Telogen แล้ว รากผมก็จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ Anagen อีกรอบค่ะ ทำให้เรามีผมตลอดเวลาไม่มีระยะผลัดขนเหมือนสัตว์บางชนิด

ทีนี้ในกรณีของโรคบางโรค อย่างเช่น อาการผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย มันจะไปทำให้ Anagen สั้นลง และ Telogen ยาวขึ้น รวมถึงไปขัดขวางไม่ให้เกิด Anagen ใหม่ขึ้นมา ผมเลยบาง และล้านในที่สุด และฮอร์โมนเพศชายเองก็มีผลต่อรากผมโดยตรง ทำให้รากผมมีขนาดเล็กลง เส้นผมจึงเล็กลง ทำให้ผมยิ่งดูบางลงไปอีกค่ะ กระบวนการนี้เราเรียกว่า Hair follicular miniaturization

นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาจากส่วนผสมต่างๆแล้ว ผลิตภัณฑ์ Set ดังกล่าว น่าจะเหมาะกับอาการผมร่วงแบบอื่นๆ เช่น อาการผมร่วงเนื่องจากความเครียด หรือ การผมร่วงที่มีอิทธิพลจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นในคุณแม่หลังคลอด ได้ด้วยค่ะ

miniaturization_men

(Image from https://www.bernsteinmedical.com/hair-loss/basics/miniaturization/)

ถ้าพูดถึงฮอร์โมนเพศชาย หรือ Androgen ที่เรารู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนชีววิทยาตอนม.ปลาย ก็คือเจ้า Testosterone ในร่างกายของผู้ชาย จะมีการทำงานของฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า 5α-reductase ซึ่งจะเปลี่ยน Testosterone ให้กลายเป็น Dihydrotestosterone หรือ DHT ค่ะ

DHT นี้ปกตินางมีประโยชน์ในการควบคุมลักษณะทางเพศของผู้ชาย การเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น รวมถึงการทำงานของระบบบางระบบ แต่ถ้ามีมากเกินไปนางก็ทำให้เกิดโรคได้หลายอย่าง เช่น ผิวมัน หนังศรีษะมัน ผมบาง ผมร่วง ภาวะขนดกในสตรี รวมไปถึงต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมากค่ะ

หลังๆนี้เราจะเห็นวัตถุดิบในเครื่องสำอางหลายๆตัว เริ่มพูดถึงฤทธิ์ในการต้านเอนไซม์ 5α-reductase นี้กันแล้ว

ตัวอย่างสารสกัดจากพืชที่สามารถต้านเอนไซม์นี้ได้ก็คือ ชาเขียว ซึ่งประกอบด้วยสาร EGCG ที่มีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์นี้ ทำให้ลดอาการของผมร่วง ผมบางได้ค่ะ นอกจากนี้ชาเขียวเองก็ยังมีประโยชน์อีกหลายประการไม่ว่าจะเป็น Antioxidant และคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง

 

ทีนี้ขอวกกลับมาที่วัตถุดิบ Redensyl นางเป็นวัตถุดิบที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินนวัตกรรมเครื่องสำอางยอดเยี่ยมมาจากงาน in-cosmetics เมื่อปี 2014 ค่ะ

award

เอ๊ะนางดียังไงทำไมนางถึงได้เหรียญเงิน

นางเป็นวัตถุดิบที่เลือกผสมเอาสารออกฤทธิ์หลายตัวมารวมกันอย่างลงตัวให้ประโยชน์กับเส้นผม และหนังศีรษะในหลายๆด้านไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • เสริมการแบ่งตัวของรากผม ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง และหนาตัวขึ้น
  • ปรับสมดุลของ Hair growth cycle ให้กลับมาอยู่ใน Anagen ทำให้เส้นผมเจริญเติบโต
  • เสริมการทำงานและปกป้องสเตมเซลล์ภายในรากผมให้ทำงานเป็นปกติ
  • ลดการอักเสบและระคายเคืองที่หนังศีรษะ

redensyl mech 2

(Image from Induchem Inc.,)

ซึ่งทางบริษัทเองก็มีผลการทดสอบในอาสาสมัครด้วยค่ะ ว่าให้ผลในระยะเวลา 84 วัน หรือราวๆ 3 เดือนค่ะ

reden in vivi

(Image from Induchem Inc.,)

ซึ่งนอกจากสารบำรุง Redensyl แล้ว ก็ยังมีส่วนผสมของโปรตีนจากพืช 3 ชนิด Hydrolyzed corn protein, Hydrolyzed soy protein, Hydrolyzed wheat protein ซึ่งมีการเคลมว่าเป็น Keratin ที่ได้จากพืช เนื่องจากองค์ประกอบของกรดอะมิโนต่างๆเมื่อเบลนด์เข้ากันด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว จะคล้ายกับ Keratin ของผมเราค่ะ

ในแชมพู และครีมนวดยังเสริมสารบำรุงอื่นๆอีก 3 ชนิด ได้แก่

  • Betaine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (รวมถึงหนังศีรษะ)
  • Oat-beta glucan ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และ ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (รวมถึงหนังศีรษะ)
  • Panthenol หรือที่เราเรียกๆกันว่า โปรวิตามินบี 5 เป็นวัตถุดิบยอดฮิตอีกตัวในวงการ Hair เพราะนางมีคุณสมบัติที่ดีในการเสริมการเจริญของเส้นผมค่ะ

 

ทีนี้มาถึงประเด็นที่คาใจหลายๆคน ในแชมพู ครีมนวดผม นี่เราจะหวังผลในด้านการบำรุงได้จริงไหม เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้สัมผัสเส้นผมและหนังศีรษะแค่ชั่วคราวแล้วก็ล้างออกไป ในจุดนี้ทางแบรนด์เคลมว่าการใช้ผลิตภัณฑ์แบบครบเซ็ต ก็จะช่วย Maintain (คงไว้) ปริมาณของ Redensyl ให้คงที่ และบำรุงผิวได้ในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นค่ะ

และการเลือกแชมพู/ครีมนวดผมก็เป็นส่วนสำคัญนะคะ เพราะในกรณีของผมร่วงบางประเภท อาจจะเกิดจากการอักเสบระคายเคือง หรือ หนังศีรษะแห้ง ถ้าแชมพู/ครีมนวดที่ใช้ไม่เหมาะสม อาการผมร่วงก็อาจจะไม่ดีขึ้นก็ได้ค่ะ

มาลองดูประสิทธิภาพกันบ้างนะคะ

มี่ใช้วิธีใช้หวีซี่ถี่ๆ หวีผม 60 ครั้ง แล้วเก็บผมที่ร่วงลงมาเพื่อเปรียบเทียบกัน ก่อน-หลังใช้ค่ะ

มี่เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์นี้มาได้ราวๆ 3 สัปดาห์นะคะ

before-after

โดยรวมถือว่าผมก็แข็งแรงขึ้น และหลุดร่วงน้อยลงนะคะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้มี่ให้คะแนนรวบทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์เลยนะคะ

  1. สารบำรุง นอกจากตัว Redensyl ที่เป็นตัวสารบำรุงหลักแล้ว ก็ยังมีส่วนผสมของสารบำรุงอีกหลายตัว ซึ่งเน้นไปที่การลดการอักเสบระคายเคือง ฟื้นฟูและปรับสภาพหนังศีรษะให้แข็งแรงค่ะ และสารสกัดจากชาเขียวเองก็สามารถดูแลผลผ่านทางกลไกฝั่งฮอร์โมนไปพร้อมๆกัน Zinc เองก็คุมมันให้กับหนังศีรษะ จึงเรียกได้ว่าดูแลผมได้ครบจบทุกปัญหาค่ะ โดยรวมขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทางแบรนด์เลือกใช้ส่วนผสมที่ค่อนข้างอ่อนโยนและเป็นมิตรกับผม และหนังศีรษะ เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ได้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน สำหรับตัวแชมพู ส่วนตัวมี่คิดว่าฟองน้อยไปนิดนะคะสำหรับมี่ มี่ชอบฟองเยอะๆค่ะ และตัวแชมพูอาจจะเหลวไปหน่อย แต่สระออกมาก็ให้ผมนุ่มสลวย ไม่ชี้ฟู สำหรับครีมนวด ใครที่ผมเสียมากๆอาจจะยังรู้สึกว่าผมยังพันกันอยู่เล็กน้อย ส่วนตัวมี่ก็ผมเส้นเล็ก + ทำสีเนอะ ครีมนวดนี้ยังเอาอยู่ค่ะ ไม่มีปัญหาใดๆ และไม่เยิ้ม ไม่เมือก ไม่ทำให้ผมเป็นลิ่มแต่อย่างใด และตัว Serum เอง มี่ค่อนข้างชอบค่ะ เคยใช้ Tonic บางยี่ห้อแล้วรู้สึกมันจับผมเป็นลิ่มๆ แต่ตัวนี้สบายหัว ไม่ทำให้ผมเป็นลิ่มๆค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน TFC edit

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ The Fitzrovia Centre London ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook : The Fitzrovia centre TH หรือ Inbox: http://m.me/tfc.th

Line : @tfc.th หรือ http://bit.ly/2WCZkTe

และทาง http://www.watsons.co.th หรือ application

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ The Fitzrovia Centre London การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ซีรั่มวิตามินซีน้องใหม่จากแบรนด์ OMG! Oh my glam Boost C E HYA Serum ซีรั่มที่ใครได้ลองใช้ แล้วต้องร้อง OMG!

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวซีรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

เป็นซีรั่มวิตามินซีจากแบรนด์ OMG Oh my glam! ที่มีชื่อว่า Boost C E HYA Serum ค่ะ

คอนเซปท์ของแบรนด์ก็คือ “ซีรั่มที่ใครได้ลองใช้ แล้วต้องร้อง OMG!”

หน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

omg 1

ด้านในเป็นขวดแบบปั๊มค่ะ

omg 2

เนื้อซีรั่มเป็นแบบเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบอยู่นิดหน่อยค่ะ

omg 3

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะ

omg 4

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเหมาะกับการเป็นผลิตภัณฑ์วิตามินซีค่ะ

โดยทางแบรนด์เคลมว่า ค่า pH ณ วันผลิต ซึ่งถ้าดูจากข้างกล่องที่มี่ได้มา คือ 26/6/2562 วัดด้วย pH meter จะอยู่ 3.5 ซึ่งตัวกระดาษอินดิเคเตอร์ที่วัดได้ สีก็อยู่ระหว่าง 3 และ 4 ค่ะ ก็ถือว่าแลดู Stable และคงที่ อยู่นะคะ

omg 5

มาดูส่วนผสมกันดีกว่านะคะ

สผส omg

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำสารบำรุงและสารที่น่าสนใจไว้หลายสีนะคะ

  • ขอเริ่มที่สีฟ้าค่ะ เป็นกลุ่มของวิตามิน และสารพฤกษเคมีที่ได้จากธรรมชาติ ได้แก่
    • L-ascorbic acid โดย L-ascorbic acid เป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อลงผิวได้ นางไม่ต้องผ่าน Metabolism ของผิว นางออกฤทธิ์ได้เลยจึงมีประสิทธิภาพในการบำรุงผิว แต่ข้อจำกัดคือ มีความคงตัวค่อนข้างต่ำค่ะ ซึ่งทางแบรนด์ก็มีการเสริมความคงตัวให้ด้วยกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสริม antioxidant และ การปรับ pH ให้อยู่ราวๆ 3.5
      สำหรับประโยชน์ของวิตามินซีของผิวพรรณ ได้แก่ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเม็ดสีของผิว รวมไปถึงคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และมีหลายๆแหล่งข้อมูลบอกว่า วิตามินซี สามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ด้วย จึงให้ประโยชน์ในด้าน ริ้วรอย ชะลอวัย ลดการอักเสบ และผิวขาวกระจ่างใสไปพร้อมๆกัน ทางแบรนด์ใส่มาที่ระดับ 17.5% ค่ะ
    • Tocotrienols และ Tocopherol เป็นวิตามินอีรูปแบบธรรมชาติเช่นกัน มีประโยชน์เป็น Antioxidant ค่ะ ทางแบรนด์เคลมว่า ใช้วิตามินอี 2%
      ซึ่งปกติแล้ว วิตามินอี กับ ซี จะทำงานเสริมซึ่งกันและกัน ช่วยปกป้องซึ่งกันและกัน และช่วย Regenerate วิตามินที่ทำงานต้านอนุมูลอิสระจนเสื่อมสภาพไปให้กลับมาสดใหม่ไฉไลเหมือนเดิม
    • Ferulic acid เป็นพฤกษเคมีในกลุ่ม Phenolic มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ซึ่งมีหลายๆงานวิจัยนะคะ ที่กล่าวว่า การใช้ Ascorbic acid ร่วมกับ Tocopherol และ Ferulic acid จะช่วยให้สารทั้งสามตัวมีความคงตัวที่ดี และมีประสิทธิภาพที่ดีค่ะ
    • Caffeic acid และ p-Coumaric acid ทั้งสองตัวนี้ก็เป็นพฤกษเคมีในกลุ่ม Phenolic ที่มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกันค่ะ
  • สีชมพู เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีด้วยกันหลายตัวค่ะ ได้แก่
    • Panthenol คือโปรวิตามินบี 5 มีประโยชน์ในเชิงการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และลดการอักเสบระคายเคือง
    • Hyaluronic acid สองชนิด คือ Hya ขนาดใหญ่ กับ Hydrolyzed Hya ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยเติมน้ำให้ผิวในหลายระดับของชั้นผิว
    • Bifida ferment lysate เรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบจากจุลินทรีย์ตัวหนึ่งที่หลังๆมานี้วงการเครื่องสำอางหยิบยกมาพูดถึงบ่อยมากๆ วัตถุดิบนี้มีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการเสริมกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของผิวที่เกิดจากรังสี UV และความเครียดต่างๆ รวมถึง ปรับสมดุลการทำงานต่างๆของผิว และ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว มีบทความวิชาการฉบับหนึ่งที่กล่าวว่า การใช้สารสกัดจาก Bifidobacterium longum สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ลดโอกาสเกิดการแพ้ระคายเคือง ทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัคร ที่ความเข้มข้น 10% (Exp Dermatol. 2010 Aug;19(8):e1-8.) ซึ่งเป็นความเข้มข้นเดียวกับที่ทางแบรนด์เคลมว่าใช้ค่ะ
    • L-glutathione เป็นรูปแบบที่ Active ของ Glutathione ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และยังมีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสีผิว และ ยังเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างเมลานินชนิด Pheomelanin ซึ่งมีสีอ่อน ในภาพรวมจึงมีประโยชน์ในเชิง Whitening และการป้องกันริ้วรอย
  • สีส้ม สารกลุ่มนี้ไม่เชิงเป็นสารบำรุง แต่เป็นสารเสริมที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้แก่ผลิตภัณฑ์ค่ะ มีด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่
    • Ethylhexyl methoxycrylate รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า SolaStay® S1 มีประโยชน์เป็นตัวปกป้องสารไม่ให้เสื่อมสภาพจากรังสี UV ที่มาจากแสง
    • Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate สารชื่อยาวๆนี้รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า Tinogard® TT เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่ม Phenolic ที่ได้จากการสังเคราะห์ มีความคงตัวสูง ให้ผลดีในการปกป้องปฏิกิริยา Oxidation ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความร้อน
    • Benzotriazolyl dodecyl p-cresol รู้จักกันภายใต้ชื่อทางการค้า Tinogard® TL มีประโยชน์เป็นตัวปกป้องสารไม่ให้เสื่อมสภาพจากรังสี UV ที่มาจากแสง

 

จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว คัดเลือกส่วนผสมมาอย่างดี โดยนอกจากจะเลือกส่วนผสมที่เป็น Antioxidant ในกลุ่มของ Phenolic จากธรรมชาติ อย่าง Ferulic acid, Caffeic acid และ p-Coumaric acid มาช่วย Stabilize ตัววิตามินซีให้มีความเสถียรสูงแล้ว ยังใช้กลุ่มของ Antioxidant และสารปกป้องแสง (Photoprotective agents) เข้ามาช่วยกันเป็นเสมือนกองทัพช่วยกันปกป้ององค์หญิงวิตามินซีให้ยังคงความคงสดใหม่ คงสภาพได้ยาวนานขึ้น แถมยังเสริมเอาสารบำรุงอื่นๆเข้ามาได้อย่างลงตัวค่ะ

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ ความใส่ใจของแบรนด์ในการเลือกใช้ Propanediol แทนสารเพิ่มความชุ่มชื้นกลุ่มเก่าอย่าง Propylene glycol (PG) ซึ่งตัว PG ระยะหลังๆมาก็มีรายงานว่าทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองได้บ่อย แต่ตัว Propanediol เป็นสารที่ได้จากการหมักน้ำตาลจากข้าวโพด เพื่อเปลี่ยนเป็น Propanediol ตัวนี้ทางบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีความปลอดภัยที่ดีกว่า PG ค่ะ  และเมื่อใช้ร่วมกับ Glycerin พบว่าประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นจะดีขึ้นด้วย

เนื่องจากวันนี้ส่วนผสมมีไม่เยอะมาก เลยขอแบ่งการให้คะแนนเป็น 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม ในซีรั่มมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซิลิโคน และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ในด้านของสารบำรุง นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังเสริมเอาสารบำรุงอื่นๆ และสารเสริมที่ช่วยปกป้องวิตามินซีและสารบำรุงอื่นในตำรับให้ Stable จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน เป็นปกติของผิวที่เมื่อโดนวิตามินซีในสภาวะที่เป็นกรดอาจจะรู้สึกอุ่น หรือยุบยิบได้ ซึ่งอาการนี้จะหายไปเมื่อเราใช้ไปซักระยะค่ะ สำหรับด้านของประสิทธิภาพส่วนตัวมองว่าตัวนี้ค่อนข้างโอเคในแง่ของจุดด่างดำ และความกระชับ firm และเด้งของผิวค่ะ โดยรวมค่อนข้างชอบเลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน omg

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ OMG ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Line@: @ohmyglam.skincare

Facebook: ohmyglam.skincare

Instagram: ohmyglam.skincare

Mail: ohmyglam.official@gmail.com

Tel: +66-6-5391-4544

วันนี้คงต้องขอตัวกันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ OMG การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมบำรุงผิวใต้วงแขน จาก Maricha กับ Maricha organic underarm

สวัสดีค่ะทุกท่าน

วันนี้มี่มีรีวิวสกินแคร์สำหรับบำรุงผิวใต้วงแขนมาฝากกันนะคะ

เชื่อว่ามาถึงจุดนี้ หลายๆคนอาจจะคิดว่า เราจำเป็นต้องบำรุงผิวใต้วงแขนด้วยเหรอ?

 

คำตอบคือ ใช่ค่ะ

 

เพราะว่า ผิวใต้วงแขนของเรานั้นต้องสัมผัสกับพวกโรลออนกับสเปรย์ระงับเหงื่อ ระงับกลิ่นกาย ซึ่งมักจะมีค่า pH เป็นกรด และ ตัวสารที่ระงับเหงื่อ มีคุณสมบัติไปฉาบปิดรูต่อมเหงื่อ ก็อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ด้วยเวลาที่จำกัดหลายๆคนก็มักจะไม่ได้โฟกัสกับล้างรักแร้ก่อนนอน แต่ถ้าล้างมากเกินไป ก็แห้งอีก

 

ดังนั้นการมีสกินแคร์บำรุงซักชิ้น ก็น่าจะช่วยให้ผิวใต้วงแขนของเราแลดูเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ รวมไปถึงดูแลพวกปัญหาผิวแห้ง แดง คัน และปัญหารอยเหี่ยวย่น

 

ส่วนตัวมี่เองก็พึ่งได้สัมผัสกับครีมบำรุงผิวใต้วงแขนมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ได้ลองใช้มาหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากต่างประเทศและของไทย วันนี้เลยขอหยิบยกเอาสกินแคร์ใต้วงแขนของไทยชิ้นหนึ่งที่เขาทำได้ค่อนข้างดีมารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันค่ะ

ครีมบำรุงผิวใต้วงแขนวันนี้มาจากแบรนด์ Maricha มีชื่อว่า Maricha organic underarm ค่ะ

 

รีวิวกันตั้งแต่แกะกล่องกันเลย พอเราแกะกล่องก็เกิดความรู้สึกประทับใจแรก เรียกได้ว่ามีความใส่ใจกันตั้งแต่ขั้นตอนการห่อ การแพคลงกล่องเลยนะคะ

ma 1

ตัวครีมมาในกล่องสีขาว ที่มีหน้าตาเป็นประมาณนี้นะคะ

ma 2

ด้านในเป็นขวดแบบปั๊ม

ma 4

เนื้อเป็นเนื้อแบบครีม

ma 5

กลิ่นละมุนๆ เนื้อเบา เกลี่ยง่าย ซึมไวไม่เหนอะหนะ ตอนใช้จริงเอาลงใต้วงแขน เหงื่อออกก็ไม่ได้เยิ้ม หรือรู้สึกแฉะจั๊ก หรือลื่นๆเป็นเมือกแต่อย่างใดนะคะ

ma 6

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากอวดด้านหลังกล่องซักหน่อยค่ะ

เรียกได้ว่าทำมาได้ดี แลดูสวยงามมีมาตรฐานสูงไม่แพ้ของนอกเลยจริงๆ

ma 3

มาทั้งทีไม่วิเคราะห์ส่วนผสมคงไม่ได้

 

ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นี้เป็นดังนี้ค่ะ

สผส Maricha

จากส่วนผสม ในภาพรวมนางมาในเบสแบบอิมัลชั่นนะคะ มีส่วนผสมของน้ำกับน้ำมัน ไม่มีแอลกอฮอล์และซิลิโคน ตัวสารบำรุงและ Emulsifier (ตัวเชื่อมผสานน้ำกับน้ำมัน) มีความพยายามในการเลือกกลุ่มของสารสกัดจากธรรมชาติ และสารที่ดัดแปลงจากธรรมชาติ อย่างตัว Olive ต่างๆ ได้จากการดัดแปลงมาจากน้ำมันมะกอกค่ะ

 

ในด้านของการใช้น้ำหอม ทางแบรนด์เลือกเป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืชหลายชนิด (ตามที่มีแสดงไว้ในส่วนผสมสีเขียวนะคะ) เอามาเบลนด์ผสมรวมกัน ซึ่งในทาง Aromatherapy ถือว่าน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติในการดูแลผิวด้วยค่ะ อย่างน้ำมันบางตัวก็มีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งประเด็นนี้มองว่าน่าจะลดการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

 

ส่วนสารบำรุงอื่นๆ ก็เลือกมาได้ค่อนข้างดีนะคะ เราลองมาดูสารบำรุงที่น่าสนใจกันค่ะ

  • สีม่วง เป็นน้ำคั้นจากใบของ Witch hazel และ สารสกัดจาก Witch hazel ซึ่งมีประกอบด้วยสารในกลุ่ม Tannin ที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ผ่านกลไกที่เรียกว่า Astringent (ภาษาไทยแปลว่าฝาดสมาน คือมองว่าแปลแล้วก็ไม่ได้สื่ออะไรอ่ะ เอาเป็นว่า Tannin พวกนี้เป็น Astringent ไปตกตะกอนโปรตีนบางชนิดแล้วกันค่ะ) อันนี้ อาจจะระงับการเกิดเหงื่อได้
  • สีส้ม คือ น้ำมันจากอาร์แกน ซึ่งทดแทนไขมันจำเป็นให้แก่ผิวใต้วงแขน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
  • สีฟ้า เป็นวิตามินอี ซึ่งเป็น Antioxidant
  • สีชมพู เป็นสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งเรียกได้ว่ามีอยู่หลายตัวเหมือนกันค่ะ มี่ขอหยิบยกเอาตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังนะคะ
    • Bisabolol เป็นสารที่แยกได้จากคาโมมายล์ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง
    • Opuntia ficus-indica extract อันนี้อาจจะเป็นสารสกัดจากกระบองเพชร Nopal cactus คิดว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกับที่นำเข้ามาจากสวิตเซอร์แลนด์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้ผลลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
    • Biosaccharide gum-1 เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ค่อนข้างนาน ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่ามีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง
    • Biosaccharide gum-2 เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ เป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตของน้ำตาล Rhamnose กับน้ำตาลอื่นๆ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้ให้ประโยชน์โดยการทำหน้าที่เป็น Glyco-messenger ติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ผิวให้คุณสมบัติในเชิงการลดการอักเสบระคายเคือง และลดภาวะ Stress ของผิว
    • น้ำตาล Rhamnose และ น้ำตาล Glucose มีประโยชน์ในเชิงการเพิ่มความชุ่มชื้น
    • Palmaria palmata extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Food Chem Toxicol. 2005; 43(7):1073-81.) เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบ Whitonyl ของฝรั่งเศส ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม oligosaccharides ซึ่งมีคุณสมบัติในเชิง Whitening โดยไปขัดขวางการสร้างเม็ดสี และขัดขวางการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก
    • Elettaria cardamomum seed extract คือ สารสกัดจาก Cardamom ที่เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ตรงนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบ Extrapone® Cardamom จากบริษัท Symrise ประเทศฝรั่งเศส ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติในการระงับเหงื่อ และมีคุณสมบัติในการระงับเชื้อแบคทีเรีย จึงให้ประโยชน์ในเชิงด้านของการระงับเหงื่อ และป้องกันการเกิดกลิ่นกายไปพร้อมๆกัน

 

โดยรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ทำมาได้ค่อนข้างดี และลงตัวมากๆ สำหรับการดูแลผิวใต้วงแขนค่ะ และที่สำคัญคือ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของสารบำรุง เน้นไปที่คุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และเสริมความชุ่มชื้นให้ผิว ตามมาด้วยคุณสมบัติในเชิงของ Whitening และ ระงับเหงื่อ ป้องกันการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและตอบโจทย์สำหรับการเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงใต้วงแขน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เน้นไปที่สารธรรมชาติ และสารที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จึงไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบเนื้อครีมและกลิ่นของเขานะคะ ในด้านของความชุ่มชื้น ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเขาทำมาได้ค่อนข้างดี – ดีมากเลย เรื่องการลดการเกิดเหงื่อ ถ้าสังเกตระหว่างวัน ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อใช้ไปซักระยะ วงแขนจะเปียกลดลง ส่วนเรื่องกลิ่นตัวมี่ไม่ค่อยมีปัญหาด้านนี้ เลยไม่เห็นความแตกต่างก่อนและหลังใช้ค่ะ ส่วนด้าน Whitening มี่พึ่งใช้ได้ราวๆ 2 สัปดาห์เลยอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ โดยรวมขอให้คะแนนความชอบไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Maricha นะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

 

ส่วนวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Maricha การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Review/วิเคราะห์ส่วนผสม สเปรย์โทนเนอร์ Aquatide จากแบรนด์ Logically, skin กับ Aquatide Multi-Purpose Toner Mist

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลีแบรนด์หนึ่งมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

แบรนด์ที่มี่หยิบยกมาวันนี้คือแบรนด์ Logically, skin (로지컬리스킨)

logo.jpg

ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่มีคอนเซปท์เรียบง่าย แต่อัดแน่นด้วยส่วนผสมโก้หรู นางน่าจะเป็นแบรนด์ใหม่ ยังออกสินค้ามาไม่มากนัก แต่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือ น้ำแร่ และเซรั่มที่ผสม Aquatide เปปไทด์ตัวดังที่เป็นวัตถุดิบที่พัฒนาร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลี จากบริษัท AH&NS ที่มี่มีโอกาสได้ไปนั่งฟังเขาบรรยายมาด้วยเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาค่ะ

logicallyskin

(Image from logically, skin)

 

ในงานอบรม มีโทนเนอร์สเปรย์มาวางโชว์ ก็เลยทำให้เราได้รู้จักกับแบรนด์ๆนี้

lo 1

นางมาในแพคเกจดีไซน์แบบเรียบหรู

lo 2

ตัวสเปรย์เนื้อค่อนข้างเบานะคะ หัวสเปรย์ค่อนข้างดี กดแล้วออกมาเป็นละอองเล็กมากๆ แต่เสียดายมี่ไม่ได้ถ่ายมาในวันงาน

เลยขอนำรูปจากบนเว็บของเขามาให้ดูค่ะ

lo 7

(Image from logically, skin)

แบรนด์นี้เขาทำ VDO presentation น่ารักดีนะคะ เลยขอแปะลิงค์ให้ได้ชมกันค่ะ เผื่อใครสนใจ

 

สำหรับส่วนผสมมี่ลองแกะจากที่ข้างกล่องและบนเว็บไซต์ของเขา ได้ความดังนี้ค่ะ

ingredient lo

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้สองสีนะคะ คือ สีน้ำตาล เป็นพระเอกของเรา คือ เจ้า Aquatide ค่ะ ซึ่งวัตถุดิบนี้มีขายในหลายๆความเข้มข้น ทางแบรนด์เลือกใส่ตัว 5000 ppm ที่ความเข้มข้น 3% ถือว่าจัดเต็มมาพอควรเลยหละ

Aquatide หรือ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 เป็นวัตถุดิบที่เคยได้รับรางวัลเหรียญทองมาจากงาน in-cosmetics Asia มาค่ะ

นางออกฤทธิ์ผ่านกลไกการเสริมกระบวนการ Autophagy

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์ตัวเอง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

ทางแบรนด์เขาทำน่ารักดี เลยขอเอามาแปะอีกรอบ

lo 5

(Image from logically, skin)

 

สำหรับที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น

รวมไปถึงการชะลอความแก่ให้แก่ผิวเราด้วยค่ะ

 

ส่วนสีเขียวเป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่หนีไม่พ้นวิตามินยอดฮิต อย่าง Niacinamide ซึ่งมีประโยชน์กับผิวมากมายหลายด้านค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเชิง Whitening, ลดการอักเสบ ชะลอวัย ลดการระคายเคือง และเสริมปราการของผิวให้แข็งแรง

รวมไปถึง Proline ที่เป็นกรดอะมิโน มีประโยชน์ในเชิงด้านชุ่มชื้น กับ Adenosine ที่มีประโยชน์ในเชิงริ้วรอย และสารสกัดจากดอกคามีเลีย และ มัลเบอร์รี่ เดาว่าน่าจะให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านชุ่มชื้น กับ Whitening

 

โดยรวมนางมาในเบสน้ำ เสริมมาด้วย Coconut acids ซึ่งตัวนี้มี่ไม่ได้ลงสีไว้นะคะ แต่นางเป็นวัตถุดิบตัวหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ ข้อมูลจากผู้ผลิตบริษัท Green angel กล่าวว่า กรดไขมันจากมะพร้าวเป็นกรดไขมันสายไม่ยาวมาก ค่อยๆดูดซึมลงไปและเสริมความชุ่มชื้น ทดแทนไขมันคืนให้ผิว นางเคลมไปถึงเรื่องของชะลอวัย และลดการเกิด จุดด่างดำ Spot ตามอายุ

ส่วนตัวมองว่านางมีประโยชน์ในเชิงชุ่มชื้นนะคะ

 

โดยรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง เอามาฉีดเป็นสเปรย์น้ำแร่ก็ได้ ฉีดแล้วตบๆเป็น essence ก็ดี ฉีดแล้วเช็ดเป็นโทนเนอร์ก็ยังไหว

 

สำหรับราคาก็ไม่แรงมาก อยู่ที่ 42,000 วอน (ประมาณ 1,260 บาท)

แต่ไม่แน่ใจเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายนะคะ ตอนมี่ไปเกาหลียังไม่ได้มองหาแบรนด์นี้เลยไม่แน่ใจว่าตาม Drug store จะพอมีไหม

 

ใครที่ไม่ชอบ Mist ในแบรนด์นี้มีเซรั่มด้วยนะคะ

lo 4

ส่วนผสมก็คล้ายๆกันค่ะ เพียงแต่ตัวเซรั่ม อัด Aquatide มา 4% และราคาตกอยู่ที่ 52,000 วอน (ประมาณ 1,560 บาท)

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตามไปดูได้ที่ลิงค์ด้านล่างนะคะ

https://logicallyskin.com/category/all/46/

 

Disclaimer/conflict of interests: การรีวิวนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Cosme-Diagnosis] วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มน้ำมัน Hemp oil กับ Kiehl’s Cannabis Sativa Seed Oil Herbal Concentrate

 
ช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมานี้วงการเครื่องสำอางพูดถึงกัญชา กัญชง และอื่นๆใน Genus cannabis กันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก จนเรียกได้ว่ามีไวรัล CBD skincare ออกมากันหลายเจ้าหลายแบรนด์เลยทีเดียว
 
 
สารพฤกษเคมีในกัญชา เรียกกันแบบกว้างๆว่า Cannabinoids ซึ่งเวลาพวกนางออกฤทธิ์นางจะมีตัวรับที่จำเพาะ คือ CBD receptor ซึ่ง receptor เหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกที่ในร่างกายเลย ไม่ใช่แค่สมอง
 
 
ในผิวเราเองก็มีเจ้า Cannabinoid receptor นะคะ โดยที่ผิวกัญชงมันจะไปจับกับ TRP receptor ซึ่งเป็นตัวรับที่คุมความรู้สึกร้อน-เย็นค่ะ
 
 
และนอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า ในผิวเรามี endocannabinoid system หรือย่อว่า ECS ซึ่งควบคุมกระบวนการหลายอย่างมากมายในผิว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตัวของเซลล์ผิว การทำหน้าที่ การสร้าง Cytokine และฮอร์โมนบางชนิด
 
 
ซึ่งถ้าระบบสมดุลตรงนี้เสีย อาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สิว ผิวมัน การแพ้ การระคายเคือง การคัน การปวด สะเก็ดเงิน และถ้าเป็นที่ศีรษะ อาจจะทำให้เกิดผมร่วงผมบางได้ด้วยอะ
 
 
อะไรจะมากมายขนาดนั้น
 
 
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางสนใจศึกษาเหล่า CBD และ ECS receptor เพื่อหาสารบำรุงใหม่ๆมาใช้ก็ได้ค่ะ
 
 
ล่าสุดเห็นแบรนด์ Kiehl’s ออกสินค้าไลน์ใหม่ เป็นน้ำมันบำรุงผิวจาก Hemp oil ในความเข้มข้น 60% (ไม่แน่ใจกัญชง หรือกัญชา เพราะ ทั้งสองอย่างคือ cannabis sativa เหมือนกัน ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะคะ พอดีไม่ค่อยถนัดพฤกษศาสตร์ ถ้าผิดท้วงได้เลยนะคะ :))
 
Cannabis_Sativa_Seed_Oil_Herbal_Concentrate.jpg
 
 
สำหรับออยล์ตัวนี้ทางแบรนด์แนะนำให้ใช้หลังเราล้างหน้าเสร็จค่ะ วอร์มๆแล้วลงที่ผิวหน้าได้เลย
 
kiehl.jpg
 
 
ทางแบรนด์เคลมเรื่องของการลดการอักเสบ ลดรอยแดง และ ช่วยให้ผิวแข็งแรง เรียกได้ว่าเอามาต้านมลภาวะได้พอดิบพอดีเลยหละ
 
 
สำหรับส่วนผสมทางเว็บของอเมริกา โชว์ไว้ดังนี้นะคะ
 
สผส kiehl.jpg
 
 
จากโครงสร้างของส่วนผสมจะเห็นว่าตัวหลัก หรือพระเอกของเรา จะเป็นน้ำมันจาก Hemp ซึ่งทางแบรนด์เคลมมาว่าใส่อยู่ที่ 60%
 
 
รองลงมาคือเจ้า Dicaprylyl ether ซึ่งเป็นน้ำมันที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ น่าจะเอามาปรับ feeling ให้น้ำมัน hemp เบาผิวมากขึ้น
 
 
เสริมมาด้วยน้ำมันหอมระเหยจาก Geranium, Oregano, พืชสกุลเดียวกับตะไคร้ เปปเปอร์มินท์ และสารหอมอื่นๆ กับ น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน
 
 
วิตามินอี นี้น่าจะให้ประโยชน์แค่ปกป้องน้ำมันในสูตรไม่ให้เสื่อมสภาพ
 
 
โดยตัวน้ำมันจาก Oregano ตัวนี้ทางแบรนด์ก็เคลมไว้ว่า มีคุณสมบัติในการดูแลผิวที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน
 
 
ถือว่าทำมาได้น่าสนใจเลยทีเดียวเลยค่ะ
 
 
แต่จะมีแอบติก็นิดนึงตรงที่ สารหอม Citral ขัดใจขุ่นแม่มียอนเล็กน้อย นี้อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย ถ้าใครมีประวัติแพ้ citral หรือ แพ้ง่าย อาจลองเทสต์ท้องแขนดูก่อนก็ดีค่ะ
 
สุดท้ายนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไทยได้ไหม เพราะเราก็ไม่ได้อัพเดทสถานการณ์ของ Hemp เลย เคยเห็นผ่านๆตาว่าจะแก้กฎหมายเรื่องนี้ ถ้าเข้าไทยได้ก็อยากจะลองดูเหมือนกัน 🙂
 
สำหรับวันนี้คงต้องขอลากันไปเท่านี้นะคะ
 
พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ
 
References:
1. Caterina M.J. ACS Chem Neurosci. 2014; 5(11): 1107–1116.
2. Bíró T. et al. Trends Pharmacol Sci. 2009 Aug; 30(8): 411–420.
 
 
Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มเพื่อชะลอวัยสำหรับวัย Pre-agers จาก DNAh กับ Absolute bright serum age defense

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ DNAh (ดีนะห์) มาให้ได้ชมกันอีกแล้วค่ะ

ถ้าพูดถึงแบรนด์ DNAh มี่เคยรีวิวผลิตภัณฑ์ของเขาไว้หลายชิ้นเหมือนกันนะคะ

อย่างกันแดดก็น่าสนใจ >>Link รีวิวกันแดด DNAh<<

หรือ Sleeping pack หรือ มาส์กหน้าก่อนนอนก็ดูดีใช่เล่น >>Link รีวิวมาส์กหน้า DNAh<<

 

วันนี้ถึงคิวของเซรั่มที่มีชื่อว่า Absolute bright serum ค่ะ

ซึ่งเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Pre-agers หรือ กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวข้ามวัยไปสู่วัย 30+ ที่จะเริ่มแก่นั่นเองค่ะ

เซรั่มตัวนี้นอกจากจะให้ประโยชน์ในเชิง Whitening แล้ว ยังมีประโยชน์เสริมในด้านของการต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยด้วยค่ะ ดังจะเห็นได้จากคำว่า “Age defense” บนขวด

 

เรามาดูผลิตภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ

ตัวเซรั่มบรรจุมาในขวดปั๊มอคริลิก ที่มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

se 1

เนื้อเซรั่มมาในลักษณะแบบใส มีกลิ่นหอมจางๆ

se 2

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะค่ะ

se 3

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

se 4

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส serum new

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้ 5 สีเลยทีเดียวค่ะ

เรียงไปทีละสีเลยนะคะ

  • สีม่วง Rosa damascena callus culture extract สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของดอกกุหลาบมอญ ซึ่งเป็นกุหลาบที่มีคุณค่าในเชิงเครื่องสำอาง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติเด่นในด้าน Whitening รองลงมาคือเป็น antioxidant ช่วยในการชะลอวัย และมีประโยชน์ในด้านลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สีชมพู สูตรผสมของ Malva Sylvestris Extract (and) Alchemilla Vulgaris Extract (and) Melissa Officinalis Extract (and) Mentha Piperita Extract (and) Veronica Officinalis Extract (and) Achillea Millefolium Extract (and) Primula Veris Extract รู้จักกันในนาม Alpaflor Gigawhite เป็นสารสกัดจากพืช 7 ชนิด จากเทือกเขาแอลป์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าให้คุณสมบัติเป็น Whitening โดยผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวการสร้างเม็ดสีผิว ทางผู้ผลิตได้ทดสอบในอาสาสมัครชาวเอเชีย พบว่ามีประโยชน์ช่วยให้ผิวดูขาวกระจ่างใส และลดเลือนจุดด่างดำตามอายุ (Age spot)
  • สีน้ำเงิน น้ำมันจากอาร์แกน มีประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้น และทดแทนไขมันให้แก่ผิว
  • สีฟ้า เป็นสารที่ให้ประโยชน์ในเชิง Whitening ได้แก่
    • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 มีประโยชน์กับผิวมากมาย ทั้งในเชิงความแข็งแรงของผิว ลดการอักเสบระคายเคือง และ Whitening
    • Tranexamic acid เป็นสารที่มีประวัติการใช้ในเชิงยาต้านการแข็งตัวของเลือด แต่มีผลข้างเคียงทำให้ผิวขาวขึ้น ทางเครื่องสำอางเลยเอามาวิจัยต่อ พบว่า.) มีรายงานว่า Tranexamic acid สามารถยับยั้ง Plasmin ปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ ที่ไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานได้ดีมากขึ้น (Active มากขึ้น) ก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น (J Am AcadDermatol 2011;October:699-714.)
  • สีเขียวเป็นสารบำรุงอื่นๆ มีอยู่หลายตัวเลยทีเดียว ที่น่าสนใจได้แก่
    • สารสกัดจากไข่ปลาคาเวียร์ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดจากคาเวียร์ประกอบด้วยวิตามินและสารอาหารหลายชนิด ให้ประโยชน์ในเชิงด้านความชุ่มชื้น และชะลอวัยลดริ้วรอย
    • Sophora flavescens extract มีรายงานว่าสารสกัดจากส่วนรากมีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และ ลดการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของ ถุงเก็บเมลานิน ที่มีชื่อว่า Melanosome และโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (Pharm Biol. 2013;51(11):1467-76.)
    • สูตรผสมของ Lactobacillus/Soybean Ferment Extract (and) Saccharomyces/Viscum Album (Mistletoe) Ferment Extract (and) Saccharomyces/Imperata Cylindrica Root Ferment Extract มีชื่อทางการค้าว่า Natural HG ของเกาหลี ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง ช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว
    • Artemia extract น่าจะหมายถึงสารสกัดจาก Artemia Salina ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่อยู่ในกลุ่ม Brine shrimp ผลการทดสอบในระดับหลอดทดลองของผู้ผลิตวัตถุดิบรายงานว่า วัตถุดิบนี้ช่วยเสริมการสร้างโปรตีน Keratin ของผิว ปกป้องผิวจากความเครียด รังสี UVB และ Infrared รวมถึงเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิว จึงมีประโยชน์ไปในเชิงด้านการปกป้องผิว และชะลอการเกิดริ้วรอย

 

ตัวเซรั่มมาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคนและไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

 

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นเซรั่มที่เสริมสารบำรุงมาหลายชนิด ให้ประโยชน์ที่ดีแก่ผิวในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเชิง Whitening, anti-aging ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกสบายผิว ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ สยบเกือบทุกปัญหาผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ตัวเซรั่ม มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และสารอื่นๆที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เนื้อเซรั่มค่อนข้างบางเบา ซึมซาบไว ไม่เหนอะหนะ อาจจะมีกลิ่นจางๆของวัตถุดิบติดมาบ้าง แต่ก็ถือว่าทำมาได้ดีนะคะ ส่วนในด้านการใช้งาน ช่วงแรกๆที่ใช้จะสัมผัสได้ถึงด้านความชุ่มชื้น ผิวนุ่มฟู และดูละเอียดขึ้น ส่วนในด้าน Whitening จะเริ่มตามมาที่ป่ระมาณ 2 – 3 สัปดาห์หลังใช้ค่ะ เหมาะกับพวกจุดด่างดำตามวัย รวมถึงพวกรอยดำต่างๆ ส่วนด้านริ้วรอย ช่วงนี้ผิวมี่ไม่ได้มีปัญหานี้เลยยังตอบไม่ได้ แต่ดูจากส่วนผสมแล้ว ถือว่าเขาทำมาได้ดีอยู่ สำหรับคนผิวแห้งมากๆ ตัวนี้ตัวเดียวอาจจะยังไม่พอ ต้องหามอยส์เจอไรเซอร์อื่นมาเสริมทับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนคนผิวมัน คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรนะคะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/deenahthailand

ช่องทางการจำหน่าย

เพจ DNAh

Line @ : DNAhThailand

qr

 

Shop store :ร้านยา ฟาร์มาคาเฟ่ จ.เชียงใหม่

 

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Review + Swatch liquid lipstick เป๊ะปังสุดเลอค่าจากแบรนด์ Callin’ cosmetics ลิปจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์สุดชิค เพื่อเป็นสาว Callin’

ถ้าพูดถึงลิปสติก เชื่อว่า สมัยนี้ ลิปสติกเป็นมากกว่าเครื่องสำอางแล้วนะคะ ลิปสติกเหมือนเป็นเครื่องมือแห่งพิธีกรรมอะไรบางอย่าง ลิปสติกมีพลังงานพิเศษที่ทำให้เราเข้มแข็ง มีแรงใจ แรงกายในการทำงานต่างๆ

เหมือนที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆว่า “ปากไม่แดง แรงไม่มี” จริงไหม !!

 

ทำไมวันนี้มี่เกริ่นอะไรมาแปลกๆ นั่นก็เพราะว่า วันนี้จะมาอวด #ของเล่นใหม่บ้านมียอน นั่นเองค่ะ

เป็นลิปสติกจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์ จากแบรนด์ไทย ที่ผ่านการพัฒนามาด้วยนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่มีความเชี่ยวชาญด้าน color cosmetic มีประสบการณ์ในวงการนี้มายาวนาน

เป็นลิปจิ้มจุ่มเนื้อแมทท์ของแบรนด์น้องใหม่อย่าง Callin’ cosmetics (คอลลิ่ง คอสเมติกส์) นั่นเองจ้า

ลิปจิ้มจุ่มรุ่นนี้มีชื่อว่า Kiss me babe liquid lipstick นั่นเองค่ะ

 

นางมาในแพคเกจน่ารักน่าร็อค สีชมพู ด้านในเป็นขวดลิ้มจิ้มจุ่มขนาดพอเหมาะ พกสะดวก ที่มีสกรีนลายที่ฝาแบบนี้ค่ะ

 

calling 1

ในรุ่นแรกที่เปิดตัวมานี้ทางแบรนด์ทำมาด้วยกัน 8 สีค่ะ

calling 2

เรียงไล่มาตั้งแต่โทนหวานๆสีชมพู มาถึงนู้ดๆแบบ earth tone กลายเป็นส้ม และปิดท้ายด้วยสีแนวๆ Burgundy หรือ สีไวน์แดงค่ะ

 

ลิปตัวนี้ทำเนื้อมาค่อนข้างดี เกลี่ยง่าย กลบสีปากได้ค่อนข้างดี เมื่อแห้งแล้วจะติดทนมาก กินน้ำ กินขนมอะไรนี่แทบจะไม่หลุด แต่ถ้ากินข้าวมื้อหนักๆ อาจจะต้องเติมตรงด้านในปากนิดนึงค่ะ

 

แต่ถึงจะติดทนก็ล้างออกได้ค่อนข้างง่าย

 

ส่วนเรื่องที่หลายๆคนกลัว คือ จะทำให้ปากแห้งไหม ตัวนี้ทำให้ปากแห้งได้นิดหน่อยค่ะ พอๆกับลิปแมทท์แบบแท่ง แต่ไม่มากถึงขั้นปากแห้งแตกลอก

 

 

สวอทช์สีกันค่ะ

callin cosmetics

 

สีเบอร์ 1 และ 2 จะออกโทนสีชมพู ให้อารมณ์หวานๆ ดูใสๆไร้เดียงสา โดยสี 1 จะหวานกว่าสี 2 ค่ะ

สีเบอร์ 3 และ 4 จะเป็นคู่สี Earth tone ในแนวน้ำตาล โดยเบอร์ 3 จะมี undertone ของสีส้มแฝงอยู่ ส่วนเบอร์ 4 จะเป็นน้ำตาลที่เข้มกว่า แบบผู้ใหญ่ น่าจะเหมาะกับคนที่มีผิวสีเข้มหน่อย ใช้เป็นสีสุภาพ ใส่แบบ Everyday ได้สบายๆ ค่ะ

สีเบอร์ 5 และ 6 เป็นสีแดงที่ออกในเฉดสีร้อน โดยสี 5 จะเป็นสีแดงส้ม และสีเบอร์ 6 จะเป็นสีแดงสด ใครอยากได้ลุค เฟียร์สๆ หน่อย ต้องจัดค่ะ

เบอร์ 7 จะเป็นสีแดงที่ออกมาด้วยอันเดอร์สีเย็นๆ เป็นแดงที่เหมาะกับทุกเบสสีผิว ให้ความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมนุ่มลึก แต่ด้วยสวยซ่อนเปรี้ยว

ปิดท้ายด้วยเบอร์ 8 เป็นสีเฉด Burgundy เป็นโทนแดงเข้มอมม่วงไว้เล็กน้อย คล้ายๆไวน์แดง สีนี้ทาแล้วจะดูมีอำนาจ ดูเป็นคนรว้ายๆ แต่ก็มีเสน่ห์และน่าค้นหา

 

สีที่มี่ชอบคือเบอร์ 1 เบอร์ 6 และ เบอร์ 8 ค่ะ

 

ไว้จะหาโอกาสมาอวดกันใหม่นะคะ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/Calling.cosmetics/

 

วันนี้ต้องลากันไปเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาส์กหน้าสูตรเฉพาะทางจากโรงพยาบาลศัลยกรรมชั้นนำในเกาหลี Banobagi vita genic jelly mask

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่หยิบเอามาสค์หน้าที่น่าสนใจจากแบรนด์ Banobagi (บาโนบากิ) มารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับชื่อ Banobagi มาแล้วนะคะ Banobagi เป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ค่ะ และทางรพ.เองก็มีเครื่องสำอางออกมากมายหลายชิ้น ซึ่งก็ผ่านการพัฒนาสูตรต่างๆมาโดยทีมแพทย์ผิวหนังของรพ.นั่นเอง

เมื่อตอนมี่ไปชมงาน Cosmaprof ที่ฮ่องกงเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็เจอทางรพ.มาออกบูธ โชว์สินค้าด้วยค่ะ

cosma 27

ลองเดินๆเข้าไปชมในบูธ ก็มีสกินแคร์น่าสนใจมากมายหลายรายการเหมือนกันค่ะ

ตอนนี้มีบริษัทในบ้านเรานำเอาสินค้าของแบรนด์ Banobagi มาจำหน่ายใน Watsons แบบถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะคะ เรียกได้ว่าไม่ต้องหิ้วไม่ต้องพรี ไม่ต้องเสี่ยงของก๊อป ของเลียนแบบกันอีกต่อไป

ผลิตภัณฑ์ที่มี่จะนำมารีวิวในวันนี้มีชื่อว่า Banobagi Vita Genic Jelly Mask นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นมาสค์ชีทที่มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้วิตามินรวมเก็บกักให้อยู่ในรูปแบบของ “ถุงไลโปโซม” เพื่อเสริมความคงตัวและการดูดซึมเข้าสู่ผิวนั่นเองค่ะ และมีเนื้อเซรั่มในรูปแบบของ Jelly จึงทำให้แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ นอกจากนี้ยังไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว 11 ชนิดและไม่มีน้ำหอม ตามมาตรฐานของ EWG Green Class จาก USA (ซึ่ง EWG จัดตั้งขึ้นเพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยได้จัดทำเว็บไซต์ Skindeep เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือสารเคมีที่ควรเฝ้าระวังว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตราย) เหมาะกับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย

ตัวมาสค์ Vita genic jelly mask มีด้วยกันทั้งหมด 4 สูตร นะคะ

ba 1.jpg

  • สูตรสีเขียว Relaxing เพื่อความชุ่มชื้นและความสบายผิว ด้วยสารสกัดจาก Aloe vera และสารบำรุงผิวอื่นๆ
  • สูตรสีน้ำเงิน Hydrating เพื่อความชุ่มชื้นและความมีชีวิตชีวา ด้วยน้ำแร่จากเกาะเจจู และสารบำรุงผิวอื่นๆ
  • สูตรสีแดง Lifting เพื่อความกระชับและยืดหยุ่นของผิว ด้วยสารสกัดแคคตัสจากเกาะเจจู และสารบำรุงผิวอื่นๆ
  • สูตรสีเหลือง Whitening เพื่อความกระจ่างใส ด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากส้มฮัลลาบองจากเกาะเจจู และสารบำรุงผิวอื่นๆ

 

เนื่องจากส่วนผสมของตัวเนื้อมาสค์ และสารบำรุงจะคล้ายๆกัน แต่จะแตกต่างกันไปตามสารบำรุงหลักของแต่ละสูตร

วันนี้มี่เลยขอหยิบเอาสูตรสีเหลืองที่ชอบที่สุดมาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

ขอแปะรูปแบบชัดๆอีกรูปหนึ่งค่ะ

ba 2

ตัวซองมาสค์ทำมาแบบเก๋ไก๋ในทรงมากกว่าครึ่งวงกลมนิดหน่อย เกือบเต็มวงกลมละอีกนิดนึง

หน้าซองเป็นรูปแคปซูลสีต่างๆ อย่างสูตรนี้ นางก็เป็นแคปซูลสีเหลือง แสดงถึงวิตามินซีจากส้มฮัลลาบองนั่นเองค่ะ

 

ตามชื่อของผลิตภัณฑ์ Jelly mask น้ำมาสค์เป็นแบบเจล ซึ่งค่อนข้างข้นนะคะ สมชื่อ Jelly

ba 3

ข้นเหมือนเจลบำรุงผิวเลย ถ้าเอาเนื้อเจลแบบนี้มาให้ดูแล้วบอกว่าเป็น Sleeping Mask ก็เชื่อเลยล่ะค่ะ

 

ค่า pH ของน้ำมาสค์อยู่ที่ ราวๆ 5 – 6 นะคะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

ba 4

แผ่นมาสค์ไม่หนาไม่บางจนเกินไป กำลังดีเลยค่ะ

นุ่ม เรียบ ละเอียด และแนบสนิทไปกับผิว

ba 5

ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Cotton ธรรมชาติ 100% จึงอ่อนโยนและปราศจากสารตกค้างจากการผลิตค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส bano

จากส่วนผสมวันนี้มี่ทำสีไว้ 2 สีนะคะ

  • สีชมพู เป็นกลุ่มของวิตามินทั้ง 9 ชนิด ได้แก่ วิตามินเอ บี 1 2 3 5 7 9 ซี และ อี เรียกได้ว่าขนกันมาเยอะมาก เรียกได้ว่า บำรุงผิวได้ครบจบทุกปัญหาเลยทีเดียว ทางแบรนด์เคลมว่าวิตามินเหล่านี้เก็บไว้ในระบบนำส่งแบบไลโปโซม เพื่อเพิ่มความคงตัวและการนำส่งวิตามินให้ผิว
  • สีฟ้า เป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆ ได้แก่
    • สารสกัดจากส้มฮัลลาบอง ซึ่งเป็นส้มสายพันธุ์พิเศษของเกาะเจจู มีส่วนผสมของสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติหลายชนิด และวิตามินมากมาย ทางแบรนด์ได้เคลมว่า มีคุณสมบัติในเชิงด้าน Whitening และเป็น antioxidant ชะลอวัย
    • น้ำตาล Trehalose เป็นน้ำตาลชนิดพิเศษ มีประโยชน์ในเชิงความชุ่มชื้น
    • Adenosine มีประโยชน์ในเชิงด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย
    • Carnitine HCl เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษ เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานของผิว มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer โดยการดึงน้ำเข้าหาตัว มีงานวิจัยกล่าวว่าการทา L-carnitine จะมีผลไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ เผาผลาญไขมันในเซลล์ Sebocyte ที่ต่อมน้ำมัน มีประโยชน์ในเชิงด้านการควบคุมความมันของผิวหนัง (J Cosmet Dermatol. 2012; 11(1):30-6.)
    • Sodium hyaluronate มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น
    • Dipotassium glycyrrhizate กับ Allantoin มีคุณสมบัติในการลดการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิว

 

ตัวเบสมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และซิลิโคน

ที่สำคัญยังปราศจากสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รวมถึงไม่มีน้ำหอมด้วย ดังนั้นผิวแพ้ง่ายก็น่าจะสามารถใช้ได้

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ถ้ามองตามทฤษฎีการใส่วิตามินเหล่านี้ลงไปในเครื่องสำอางก็ให้คุณสมบัติในการบำรุงผิวได้ค่อนข้างครบแล้ว แต่นอกจากวิตามิน ในตัวมาสค์ก็ยังเสริมสารบำรุงอื่นๆลงมาอีก ตัวมาสค์สูตรนี้จึงเด่นไปในเชิง Whitening กับการชะลอวัย นอกจากนี้ก็ยังได้ประโยชน์เรื่องของความมัน การอักเสบ และสิวได้จากกลุ่มของวิตามิน ตัวสารบำรุงถ้ามองจากลำดับ อาจจะดูเหมือนใส่มาน้อยไปหน่อย แต่จริงๆ ความเข้มข้นที่ให้ประโยชน์ (Effective concentration) ของวิตามินมันไม่ได้เยอะมากอยู่แล้ว และส่วนตัวก็ไม่เคยหักคะแนนเรื่องลำดับส่วนผสมใครมาก่อน เพื่อความแฟร์ๆ ก็จัดไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก และ ส่วนผสมอื่นๆ เป็นมาสค์ในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ และซิลิโคน และสารอื่นที่ใช้ก็ล้วนแต่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้เลยไม่มี่ที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบเนื้อมาสค์นะคะ นางมีความชุ่มชื้นแบบ Intense มากเว่อร์ ด้วยความที่นางมาในเนื้อแบบเจล มาสค์เสร็จเราอาจจะรู้สึกหนักๆผิวหน่อย คนที่มีผิวมันอาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่คนที่มีผิวแห้งน่าจะชอบฟิลลิ่งหลังมาสค์อยู่ค่ะ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน bano

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Banobagi ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

มีจำหน่ายที่ Watsons ทุกสาขาค่ะ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ ล่าสุดตอนนี้เห็นจัดโปรลด 50% อยู่ด้วยหล่ะ

FB Fanpage:  Banobagi Thailand – Cosmetic

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ Banobagi การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม แชมพูมีอิน (Me-In professional) สูตรผสานพลังจากสารสกัดสมุนไพรเกาหลี เพื่อการดูแลเส้นผม

สวัสดีค่ะ

เมื่อช่วงราวๆเดือนก่อน มี่ไปได้แชมพูเกาหลีจากแบรนด์ มีอิน (Me-In Professional) มาลองใช้ ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่น่าสนใจมากเลยทีเดียวนะคะ

แบรนด์ Me-In เป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากเกาหลี ซึ่งช่วงก่อนมี่ได้มารีวิวมาสค์ชีทของเค้าไปนะคะ (ถ้าใครสนใจ หรือไม่ทันได้อ่าน กลับไปตามอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<)

 

แชมพูของแบรนด์ Me-In ทำมาด้วยกัน 3 สูตร สำหรับ 3 ปัญหาผม

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

me 1

เริ่มกันที่…

สีฟ้า สูตร Scalp care & Soothing สำหรับบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะที่มีปัญหาผมร่วง คัน ระคายเคือง โดดเด่นด้วยส่วนผสมจาก พลูคาว ดอกบัว และสารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ดูแลปัญหาหนังศีรษะได้อย่างลงตัว

me 4

สีชมพู สูตร Repair สำหรับฟื้นฟูปัญหาผมแห้งเสียจากการทำสีดัดยืด โดดเด่นด้วยส่วนผสมจากดอก ดงแบค คาโมมายล์ น้ำมันทานตะวันและลาเวนเดอร์ ร่วมกับ สารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ช่วยฟื้นฟูสภาพผมที่แห้งเสียให้กลับมาสุขภาพดี

me 2

สีเหลือง สูตร Volume & Shiny เพื่อเพิ่มวอลลุ่มให้ผมที่ลีบแบนกลับมาดูหนานุ่ม โดดเด่นด้วยส่วนผสมจาก คอลลาเจน โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ และน้ำมันจากโจโจบา ร่วมกับ สารสกัดจากสมุนไพรเกาหลีอีก 10 กว่าชนิด ช่วยคืนวอลลุ่มและความเงางามให้แก่เส้นผม

me 3

วันนี้มี่ขอหยิบยกเอาสูตร Repair สีชมพูมารีวิวให้ได้ชมกันนะคะ

สูตรสีชมพูนี้ได้รับรางวัล Cleo Beauty Hall of Fame the Best Shampoo 2018 ด้วยนะเธอ

 

เนื้อแชมพูเป็นแบบน้ำนมค่ะ กลิ่นหอมหวานในแนวของดอกไม้

me 5

มีฟองที่เล็กละเอียด ตีฟองขึ้นง่ายค่ะ หลังสระผมเสร็จ ผมนุ่มลื่นขึ้น หวีง่าย ไม่พันกัน

 

 

ค่า pH หลังละลายน้ำอยู่ที่ ราวๆ 6 นะคะ

ซึ่งในจุดนี้ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี เพราะแชมพูส่วนใหญ่จะมีค่า pH ค่อนไปทางด่างหน่อยๆ

me 6

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส mein สีชมพู

ส่วนผสมวันนี้มี่ทำไว้หลายสีอยู่เหมือนกันค่ะ

กลุ่มของสีฟ้า จะเป็นสารทำความสะอาด มีด้วยกัน 3 ตัวหลักๆ คือ

  • Sodium laureth sulfate หรือ SLES เป็นสารทำความสะอาดประจุลบ ให้ฟองที่ดี
  • Cocamide MEA ทำหน้าที่ช่วยเสริมปริมาณฟอง และเพิ่มความหนืดให้เนื้อแชมพู
  • Cocamidopropyl betaine เป็นสารทำความสะอาดชนิดสองประจุ มีความอ่อนโยน ช่วยเสริมความอ่อนโยนให้แก่เนื้อแชมพู

กลุ่มสีเขียว เป็นสาร Polymer ที่มีประจุบวก ทำหน้าที่ช่วยปรับสภาพเส้นผมในนุ่ม เงางาม หวีง่าย ไม่พันกัน

สีน้ำเงิน เป็นน้ำมันจากพืชธรรมชาติ อย่าง น้ำมันสกัดจากดอกคามีเลีย หรือ ดงแบค และ น้ำมันทานตะวัน ช่วยให้เส้นผมเงางาม ลดการแห้งกรอบของเส้นผมหลังสระ

สีม่วง Zinc pyrithione เป็นสารที่ให้ประโยชน์ในการขจัดรังแค ลดการคันศีรษะ

สีน้ำตาล เป็นกลุ่มของสารสกัดจากพืชผักสมุนไพรที่พบได้ในเกาหลี มีด้วยกันหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ ลาเวนเดอร์ พลูคาว Scutellaria มีประโยชน์หลายประการต่อหนังศีรษะ

เช่น

  • คาโมมายล์ ลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ
  • ลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และในทาง Aromatherapy กล่าวว่า ถ้าเป็นรูปแบบของ Lavender oil มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อบางชนิด
  • Saurus chinensis extract หรือ ต้นพลูน้ำ เป็นสมุนไพรในตำรับยาจีน มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง (Exp Biol Med (Maywood). 2016; 241(4): 396–)
  • Cnidium officinale extract คือสารสกัดจาก Cnidium เป็นสมุนไพรในตำรับยาจีน มีประวัติการใช้เกี่ยวกับการติดเชื้อรา แบคทีเรีย และอาการคัน มีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี (Pharmacogn Mag. 2010; 6(24): 323–330.)
  • Thuja orientalis extract เป็นสารสกัดจากพืชในตระกูลสนชนิดหนึ่ง มีรายงานว่ามีสารสกัดด้วยน้ำร้อนของต้นสนนี้มีคุณสมบัติกระตุ้นผมงอกในหนูทดลอง (BMC Complement Altern Med. 2013; 13: 9.)

 

ซึ่งการมีสารบำรุงเหล่านี้ก็อาจจะได้ประโยชน์ในขั้นตอนการสระผม เพราะเราก็จะมีการตีฟองและนวดที่หนังศีรษะ แต่อาจจะให้ประโยชน์ได้ไม่เท่าพวก Leave on อย่าง Hair tonic หรือ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพราะสัมผัสเส้นผมแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้าเปรียบในรูปแบบแชมพูด้วยกันแล้ว โดยรวมถือว่ามีอิน เป็นแชมพูที่ทำมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

 

ให้คะแนน

วันนี้ขอแบ่งหัวข้อในการให้คะแนนเป็น สารทำความสะอาด ส่วนผสมอื่นๆ และ การใช้งานนะคะ

  1. สารทำความสะอาด ใช้ SLES เป็นสารทำความสะอาดหลัก ซึ่งให้ฟองที่ดี ร่วมกับ Cocamidopropyl betaine เพื่อตัดให้มีความอ่อนโยนมากขึ้น และเสริมด้านปริมาณฟองด้วย Cocamide MEA แต่ในด้านของข้อมูลความระคายเคือง SLES จัดว่ายังมีการระคายเคืองอยู่ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่รุนแรงเท่า SLS แต่ก็ขอให้ 4 ฟลาสก์ จุดนี้มี่ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะในแชมพูเด็กหลายๆ ตัว ก็ใช้ตัวนี้เช่นกัน และผมก็ไม่แห้งกรอบ
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีการเสริมสารประจุบวกเข้ามาเพื่อให้ผมนุ่มสลวย เงางาม และหวีง่าย ร่วมกับสารบำรุงที่เป็นสารสกัดพืชหลายชนิด ให้ประโยชน์โดยรวมไปในเชิงด้านการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ และมี Zinc pyrithione ที่ดูแลเรื่องรังแคและอาการคันได้ แต่ถึงไม่มีรังแคก็สามารถใช้สารนี้ได้ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เริ่มจากเรื่องเนื้อแชมพู เรื่องกลิ่น และปริมาณฟอง มี่ว่าแชมพูสูตรนี้เค้าทำมาได้อย่างลงตัวในจุดนี้นะคะ ส่วนการใช้งาน สามารถสระง่าย ตีฟองขึ้นง่าย ล้างออกง่าย ไม่ทำให้ผมแห้งกรอบ หรือ พันกัน ไม่เหนียว ไม่จับกันเป็นลิ่ม และผมไม่มัน ไม่เยิ้มไว โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน me

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์มีอิน (MeIn) ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทาง Facebook Fanpage ของแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/MeIn-170073223703243/

พบกันใหม่ในโอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์มีอิน (Me-In Professional) การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสค์หน้าก่อนนอน DNAh Perfect SNOWWHITE mask สูตรปรับปรุงใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ DNAh (ดีนะห์) มาให้ได้ชมกันอีกแล้วค่ะ

พูดถึงแบรนด์ DNAh น่าจะเป็นอีกแบรนด์ที่อยู่กับบ้านมียอนมานาน

แบรนด์ดีนะห์ เอาจริงๆ ก็ดีจริงๆนะ สมชื่อเค้า

เริ่มต้นจากการที่เจ้าของแบรนด์เภสัชกรคุณแม่ลูก 4 มีเวลาน้อยและมีเวลาจำกัดสำหรับตัวเองในแต่ละวัน จนรู้สึกว่า ต้องหาผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่หลายขั้นตอน เพื่อบำรุงผิวตัวเองบ้าง เลยเริ่มลองศึกษาว่าจะเอาอะไรมาใช้กับผิวบ้างถึงจะดี และพัฒนาสูตรตั้งแต่ตัวเองตั้งครรภ์และให้นมลูก แบรนด์ดีนะห์หลักๆจะเน้นการนำสารจากธรรมชาติมาใช้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมาจากพืช

 

จริงๆ มี่เคยรีวิว Sleeping mask ของเค้าไปแล้วนะคะ แต่ว่าทางแบรนด์ปรับสูตร มี่เลยอยากเอามารีวิวใหม่อีกรอบค่ะ

หน้าตาของ DNAh Perfect SNOWWHITE mask สูตรปรับปรุงยังมาใน Package ที่คล้ายเดิมนะคะ

d 1

เลื่อนปลอกออกมาจะเจอกระปุกมาสค์อยู่ด้านในค่ะ

d 2

มาสค์มาในกระปุกแบบปั๊มแบบสุญญากาศ หรือ Airless ซึ่งก็มีข้อดีคือลดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ค่ะ

d 3

เนื้อมาสค์ทำมาได้ไม่แตกต่างจากสูตรเดิมมากนักค่ะ กลิ่นหอมละมุนในโทนกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ

d 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว ชุ่มชื้นดีแต่ไม่เหนอะหนะหนักผิว

d 5

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

d 6

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส dna

ส่วนผสมปรับจากสูตรเดิมอยู่ในหลายจุดเหมือนกันนะคะ โดยตัดพาราเบน และ Methylisothiazolinone ซึ่งทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อยทิ้งไป เปลี่ยนชนิดของสารกันเสียมาเป็นชนิดที่เป็นมิตรกับผิวมากขึ้น และปรับเพิ่มสารเพิ่มความชุ่มชื้นอย่าง Glycerin เข้ามา

วันนี้มี่ทำส่วนผสมไว้หลายสีเลย สีเขียวเป็นกลุ่มของสารบำรุงที่เป็น Whitening สีชมพูเป็นกรดไขมันจำเป็น ซึ่งและ สีฟ้าเป็นกลุ่มของสารบำรุงอื่นๆค่ะ

ส่วนของสารบำรุงทางแบรนด์เลือกใส่มาหลายชนิดเหมือนกัน มี่ขอยกมาเป็นกลุ่มๆนะคะ

  1. สารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยงของดอก Tulip (Tulipa gesneriana callus culture extract) ที่เราเรียกกันติดปากว่า สเตมเซลล์ เป็นวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า วัตถุดิบนี้ให้คุณสมบัติเด่นเรื่อง Whitening และมีประโยชน์เป็น Antioxidant ลดการอักเสบ ส่งเสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ตามธรรมชาติและเพิ่มความชุ่มชื้นโดยมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของ Aquaporin 3
  2. กลุ่มวิตามิน มีด้วยกันหลายตัว ได้แก่
  • วิตามินบี 3 (Niacinamide) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ได้อีก (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • วิตามินอี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Tocopheryl acetate มีประโยชน์เป็น Antioxidant
  • วิตามินซี ทางแบรนด์ใช้ในรูปแบบ Ascorbyl palmitate ซึ่งมีความเป็นกรดน้อยลง ละลายในไขมันได้ดีขึ้น จึงคาดว่าดูดซึมเข้าผิวได้ดีขึ้น วิตามินซีมีประโยชน์กับผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening โดยไปยับยั้งการสร้างเม็ดสี ด้านริ้วรอย โดยเป็นตัว Antioxidant ช่วยชะลอวัย และเป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิว และมีคุณสมบัติลดการอักเสบ
  • วิตามินบี 6 หรือ Pyridoxine มีประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิวหนัง
  • วิตามินบี 5 หรือ Panthenol มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Biotin นางเป็นหนึ่งในวิตามินกลุ่มวิตามินบี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างและสลายไขมัน รวมทั้งไขมันในเซลล์ผิว การได้รับ Biotin จึงมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ในผิวให้เป็นไปอย่างปกติ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง ลดริ้วรอย มีรายงานจากผู้ผลิตวัตถุดิบว่า ถ้าใช้ร่วมกับวิตามินซี และบี3 จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติการเป็น Whitening และลดเลือนริ้วรอยได้ดีขึ้น
  1. สารบำรุงอื่นๆ
  • สารสกัดจากเห็ด Fomes officinalis ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าให้คุณสมบัติในเชิงกระชับรูขุมขน
  • Astaxanthin สารในกลุ่ม Carotenoid ที่เป็นรงควัตถุชนิดหนึ่ง มีสีแดงเข้ม พบในพืชหลายๆชนิด มีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดี
  • Arbutin และ Alpha-arbutin เป็นสารที่มีคุณสมบัติในเชิง Whitening โดยการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase
  • Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่ได้จากชะเอม มีคุณสมบัติลดการอักเสบและระคายเคืองของผิว
  • Glutathione เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติเป็น Whitening
  • Hydrolyzed yeast extract มีประโยชน์ด้านความชุ่มชื้น
  • Allantoin ช่วยลดการอักเสบและระคายเคือง
  • Threonine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง มีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบสมดุลโปรตีนในร่างกาย สามารถเปลี่ยนสภาพเป็น Glycine กับ Serine ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า Threonine ช่วยส่งเสริมการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คอลลาเจน อิลาสติน ให้แข็งแรงยืดหยุ่น และช่วยส่งเสริมการสมานผิว
  • กรดไขมันจำเป็น Linoleic acid และ Linolenic acid ช่วยทดแทนไขมันให้กับผิวหนัง

 

โดยรวมจึงเห็นว่าสารบำรุงในมาสค์นี้มากันครบถ้วนเลยทีเดียวค่ะ

ถ้าพิจารณาด้าน Whitening อย่างเดียว ถือว่า มีส่วนเสริมฤทธิ์กันครบทั้ง 3 Step คือ

  • ก่อนการสร้างเม็ดสี อาศัยพวก Antioxidant และสารลดการอักเสบ
  • ยับยั้ง Tyrosinase ไม่ให้สร้างเม็ดสี ด้วยสารบำรุงหลายๆตัว
  • ลดการส่งผ่านของเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วด้วย B3

ในด้านเบส ดูเหมือนจะเป็นแบบประเภทอิมัลชั่นแบบเนื้อครีม ประกอบด้วยส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน มีส่วนผสมของ Alcohol มาในลำดับท้ายๆ ซึ่งน่าจะติดมากับวัตถุดิบสารบำรุง

 

ให้คะแนน

  1. Actives หรือ สารบำรุง ถ้ามองเฉพาะด้าน Whitening ก็ถือว่าจัดส่วนผสมมาได้ค่อนข้างครบทั้ง 3 ระดับของการสร้างเม็ดสี นอกจากด้าน Whitening แล้วในเนื้อครีมก็ยังมีส่วนของสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ไปในเชิงด้านความชุ่มชื้น Antioxidant ช่วยชะลอวัย ป้องกันริ้วรอย ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว ควบคุมความมัน มากันขนาดนี้ก็คงต้องให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เนื้อเบสมาในรูปแบบของเนื้อครีม มีทั้งส่วนของน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน ไม่มีน้ำมันที่เสี่ยงอุดตันผิว แต่มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่ในลำดับท้ายๆ เข้าใจว่าติดมากับพวกสารสกัด ในจุดนี้ส่วนตัวมี่ก็ใช้มาร่วม 2 อาทิตย์ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีก็ต้องหักคะแนนเพื่อความยุติธรรม รับไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผิวผสมไปทางแห้ง บริเวณ T-zone จะมัน และบริเวณแก้มจะแห้งค่ะ ถ้าลองดูเนื้อมาสค์ จริงๆเนื้อมันก็ไม่ได้หนักมากถึงขั้นต้องใช้แค่ก่อนนอน เอามาทาตอนเช้าก่อนลงกันแดดก็พอไหวอยู่นะคะ เรื่อง Feeling ของมาสค์ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี มีสัมผัสเบา ไม่เหนอะหนะหนักผิว และก็ไมได้แห้งจนเกินไป ถ้ามองด้านความชุ่มชื้นถือว่าทำมาได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ส่วนด้านของ Whitening ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี นางจะค่อยๆปรับผิวให้มีสีสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแบบว่าขาวใสชั่วข้ามคืน ส่วนตัวถือว่าค่อนข้างชอบและค่อนข้างพอใจนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน dna

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DNAh ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเฟสบุคของแบรนด์ DNAh ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/deenahthailand

 

ช่องทางการจำหน่าย

เพจ DNAh

Line @ : DNAhThailand

qr

 

Shop store :ร้านยา ฟาร์มาคาเฟ่ จ.เชียงใหม่, ร้านยาธัญลักษณ์เภสัช กรุงเทพ, ร้านยาเยอะแยะ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน

 

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DNAh การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ