Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาสก์หน้าน้องใหม่สุดน่ารักจากเกาหลี กับแบรนด์ Ponybrown Plus Skin Hue Face Mask ตอนที่ 1

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวมาสก์หน้าสุดน่ารักจากแบรนด์เกาหลีจากแบรนด์ Ponybrown มาฝากกันค่ะ

Ponybrown เป็นแบรนด์มาสก์สัญชาติเกาหลี ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเน้นส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพ ภายใต้สโลแกน Happy skin, Happy life โดยทางแบรนด์ก็มีความใส่ใจในตัวสินค้า และมีการตรวจสอบความปลอดภัยต่อผิวหนัง หรือ Dermatologically tested จากเยอรมัน และ SGS จากยุโรปค่ะ ซึ่งในกลุ่มทดสอบมีทั้งอาสาสมัครที่มีผิวธรรมดา รวมไปถึงผิวแบบ sensitive และ eczema

มาสก์หน้าในไลน์ Skin Hue ของ Ponybrown มีด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ มาสก์หน้าแบบแผ่นขาว และ มาสก์หน้าแบบแผ่นดำ หรือ Black mask ค่ะ

ซึ่งมี่ขอเริ่มรีวิวจากสูตรแผ่นขาว นะคะ

po 1

ในสูตรแผ่นขาว ทางแบรนด์ทำมาด้วยกัน 4 สูตร ค่ะ ได้แก่

รุ่นซองสีฟ้า สูตร Hydrating ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นมาสก์หน้าจากเส้นใยไม้ไผ่ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ด้วยนวัตกรรมที่ชื่อว่า HydromanilTM ค่ะ

po 4

รุ่นซองสีขาวเขียว สูตร Soothing ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นมาสก์หน้าจากเส้นใยไม้ไผ่ มีประโยชน์ในการ Soothing หรือให้ความรู้สึกสบายผิว ด้วยสารสกัดจากพืชหลายชนิด

po 3

รุ่นซองสีเขียวมินท์ สูตร Aquaring ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นมาสก์หน้าจากเส้นใยผลไม้ มีประโยชน์ในการเสริมความชุ่มชื้น ตัวนี้มี Ceramide อยู่ด้วยค่ะ

po 5

รุ่นซองสีขาวชมพู สูตร Radiance ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นมาสก์หน้าจากเส้นใยผลไม้ มีประโยชน์ในเชิงผิวขาวกระจ่างใสค่ะ

po 2

ที่บนซองจะเห็น Mascot ของแบรนด์ คือ น้อง Mariffe นะคะ น่ารักก็ตรงน้องนี่แหละ

แผ่นมาสก์จะมีความบางเบา และแนบสนิทไปกับผิวค่ะ

po 7

น้ำมาสก์เป็นแบบน้ำใส บางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียว ไม่ลื่น

po 6

ค่า pH ของสูตร Aquaring อยู่ที่ราวๆ  5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

pH po

ในด้านของส่วนผสมในภาพรวมของทั้ง 4 สูตร เป็นมาสก์ที่มาในเบสน้ำ มีสารบำรุงตัวหลักอยู่คล้ายกัน คือ มีสารสกัดพืชอยู่ 3 ชนิด ร่วมกับน้ำผึ้ง Manuka ที่ทางแบรนด์เรียกว่า Skin rest complex ค่ะ

ประกอบด้วย สารสกัดจาก Rheum undulatum (Rhubarb), Phaseolus radiatus (ถั่วเขียว) และ parsley ค่ะ ซึ่งดูแลเสริมกันและกัน

กล่าวถึงสารสกัดจากถั่วเขียว ถั่วเขียวเป็นพืชหนึ่งที่ทางเกาหลีชอบนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เพราะมีโปรตีน กรดอะมิโน ฟลาโวนอยด์หลายๆชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า สารสกัดจากถั่วเขียวสามารถปรับสภาพผิวให้ผิวนุ่มนวลเนียนและกระจ่างใสค่ะ

 

นอกจาก Skin rest complex แล้วก็จะเสริมสารบำรุงอื่นๆตามสูตรค่ะ

 

วันนี้มี่ขอยกส่วนผสมสูตรที่มี่ชอบที่สุดมาเป็นตัวแทนในการวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

เป็นสูตร Aquaring ค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สผส po aqua

จากส่วนผสมมี่ทำสีของสารบำรุงไว้ด้วยสีฟ้า เขียว และ ชมพู นะคะ

  • สารบำรุงสีฟ้า คือ Ceramide NP หรือ Ceramide 3 ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Barrier ผิว มีประโยชน์ในการทดแทนไขมันคืนให้ผิว
  • สารบำรุงสีเขียว จะเป็น Hyaluron ที่ทางแบรนด์เลือกมาสองขนาด มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
  • สารบำรุงสีชมพู ได้แก่
    • สูตรผสม Skin rest complex ของทางแบรนด์ ซึ่งมีประโยชน์ในภาพรวมเชิง Soothing effect ให้ความรู้สึกสบายผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และลดความรู้สึกระคายเคือง
    • Coconut water และ Corn flower water ประกอบด้วยวิตามินและสารอาหารหลายชนิด นอกจากคุณสมบัติในด้านความชุ่มชื้นแล้ว ก็อาจจะมีประโยชน์บำรุงผิวจากวิตามินและสารอาหารอื่นๆ รวมไปถึงด้าน Soothing และ การลดการอักเสบระคายเคือง

 

สารส่วนผสมอื่นๆที่ใส่มาก็เลือกมาได้อย่างดี แม้แต่เจ้า Triethanolamine ที่หลังๆไม่ค่อยดี ทางแบรนด์ก็ไม่ใส่ หันไปใส่ Tromethamine ที่มีราคาแพงกว่าแทน

 

ในภาพรวมถือเป็นมาสก์ที่มีความน่าสนใจ ด้วยส่วนผสมของ Hyaluron 2 ขนาด ร่วมกับ Ceramide และสารบำรุงอื่นๆ ที่เด่นไปในเชิงด้าน Moisturizing และ Soothing

 

ถึงเวลาของคะแนนค่ะ

  1. สารบำรุง ถือว่าเป็นมาสค์ที่ทำมาได้ค่อนข้างดีสำหรับคุณสมบัติในด้าน Moisturizing + Soothing แต่ถ้าลองพิจารณาแล้ว สารบำรุงอาจจะยังน้อยชนิดไปหน่อย อาจจะต้องมีสารบำรุงอื่นๆมาประกอบอยู่ จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ก็ถือว่าเลือกมาได้อย่างดี ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวมาสก์มาในเบสแบบน้ำ เวลาแปะจะรู้สึกเย็น ชุ่มชื้น เมื่อดึงมาสก์ออกจะไม่เหนอะหนะ ไม่เหนียว แต่ถ้าคนผิวแห้งแบบมี่ หลังลอกมาสก์ซัก 2 – 3 ชั่วโมง อาจจะต้องเสริม Moisturizer ทับอีกชั้นหนึ่ง เพื่อกักเก็บความชื้นจากมาสก์ให้ผิวเรานุ่มฟู จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

 

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Ponybrown ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

แล้วเรามาต่อกันกับ Black mask ในภาค 2 นะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: PonybrownThailand

https://www.facebook.com/PonyBrownTH/

Instagram: PonybrownTH

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มบำรุงผิวตัวดังจากเกาหลี แบรนด์ Scinic กับ Peptide 95 Ampoule และ Propolis 95 Ampoule มาแบบเบิ้ลๆ

เรียกได้ว่าตอนนี้กำลังวอแวอยู่กับ 2สูตร Ampoule ของไซน์นิค เลยอยากมารีวิวให้ได้ชมกันค่ะ

แบรนด์ไซน์นิค (Scinic) เป็นเครื่องสำอางของทางเกาหลี มี่เองก็ใช้ของเขามาหลายชิ้นก็รู้สึกว่าเขาทำมาได้ดีนะคะ

อย่าง Ampoule 2 สูตรที่เข้าไทยมา เป็นสูตร Peptide 95 Ampoule และ Propolis 95 Ampoule ค่ะ หน้าตาประมาณนี้นะคะ

 

am 1

เริ่มกันที่ตัว Peptide 95 Ampoule มาในกล่องสีน้ำตาลค่ะ

pep 3

ด้านในเป็นขวดแก้วสวยงามแบบมีหลอดหยด

pep 4

สูตรนี้ เนื้อเซรั่มมาในเนื้อเจลข้นๆ สีน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นหอมสะอาดๆ

pep 1

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไว แห้งไว ให้ความฉ่ำวาวนิดๆ ไม่เหนอะหนะ

pep 2

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ค่ะ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

pH pep

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

pep ing

ตัวส่วนผสมเปิดมาด้วย Peptide solution (สารละลายของเปปไทด์) ที่ข้างกล่องเขียนว่าเป็นสารละลายเข้มข้น 1 ppm ใส่มาจัดเต็มที่ 95% อันนี้ลองคำนวณดู ก็จะได้เนื้อแท้ของ Acetyl hexapeptide หรือ argireline อยู่ที่ ราวๆ 0.095% ก็ถือว่าอยู่ในช่วงที่ไม่น่าเกลียดนะคะ

ถัดมาก็จะเป็นกลุ่มของวิตามินและสารสกัดจากพืชอีกหลายชนิดที่เสริมทัพกันเพื่อบำรุงผิวได้อย่างลงตัว ดูแลผิวที่มีปัญหา Aging ได้อย่างลงตัว ให้ประโยชน์กับผิวในด้านความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง Antioxidant ลดการระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว และ Whitening

นอกจากสารสกัดจากพืชและวิตามินแล้ว ก็ยังมีส่วนผสมของน้ำมันจากพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันจาก Borage, Almond, Macadamia, ทานตะวัน และ Rapeseed ซึ่งน้ำมันจากพืชเหล่านี้ก็มีประโยชน์ในการคืนไขมันทดแทนให้แก่ผิวเรานั่นเอง

 

 

อีกตัวเป็น Propolis Ampoule นะคะ มาในกล่องสีเหลือง หน้าตาประมาณนี้ค่ะ

prop 3

ด้านในเป็นขวดแก้วสวยหรูแบบมีหลอดหยด

prop 4

เนื้อเป็นเนื้อเจล ออกขุ่นเล็กน้อย มีกลิ่นหอมจางๆออกไปทางเฟรชๆสดชื่น

prop 1

เกลี่ยได้ง่าย รู้สึกหนึบกว่าสูตรสีน้ำตาล แต่ก็ยังแห้งไว ซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่ยังมีความผิวฉ่ำๆสไตล์เกาหลีอย่างที่เห็น

prop 2

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 เช่นกันค่ะ

pH prop

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

prop ing

เปิดส่วนผสมมาด้วย Propolis extract และส่วนผสมอื่นจากผึ้งแบบครบเซ็ต ไม่ว่าจะเป็น Royal jelly และน้ำผึ้ง เติมมาด้วยสารสกัดจากพืชอีกมากมาย ที่ให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง Antioxidant กระชับรูขุมขน ลดการระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว Whitening ช่วยให้ผิวใสเรียบเนียนรวมไปถึงให้ประโยชน์ในเชิงสิว และที่เนื้อเบสออกขุ่นหน่อยก็เพราะมีน้ำมันจากพืชอยู่อีก 5 ชนิด คือ น้ำมันจาก Borage, Almond, Macadamia, ทานตะวัน และ Rapeseed ซึ่งน้ำมันจากพืชเหล่านี้ก็มีประโยชน์ในการคืนไขมันทดแทนให้แก่ผิวเรานั่นเอง

มี Silicone อยู่บ้างประปรายเพื่อให้สัมผัสนุ่มนวล ลื่นผิว

 

 

 

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

ขอหยิบยกเอา Peptide 95 Ampoule มาเป็นตัวแทนในการให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง อย่างที่ได้เล่าให้ฟังในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสม ว่า ใน ampoule นี้นอกจาก Argireline ที่เป็น peptide ตัวเอกของสินค้าแล้ว ยังมีส่วนผสมของสารบำรุงอีกหลายชนิด ดูแลผิวที่มีปัญหา Aging ได้อย่างลงตัว ให้ประโยชน์กับผิวในด้านความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง Antioxidant ลดการระคายเคืองให้ความรู้สึกสบายผิว และช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบเนื้อของเซรั่มตัวนี้นะคะ ในด้านของสัมผัสระหว่างใช้ การเกลี่ย สัมผัสหลังใช้ ถือว่าทำมาได้ดี คิดว่าน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว แต่คนที่มีผิวแห้งมากๆแบบมี่ อาจจะต้องเสริม moisturizer ตัวอื่นเข้ามาอีก ทาทับอีกซักชั้น ส่วนเรื่องกลิ่นมี่ค่อนข้างรู้สึกเฉยๆ แต่เอาให้แม่ใช้ แม่กลับชอบ ก็นานาจิตตังนะคะ ส่วนเรื่องประสิทธิภาพในการลดริ้วรอย ตอนนี้มี่ยังไม่ค่อยมีริ้วรอยเลยขอข้ามประเด็นนี้ไป แต่ในด้านของผิวนุ่ม เรียบเนียน และให้สัมผัสเด้งๆ ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน pep

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางแบรนด์ Scinic Thailand ด้วยนะคะที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scinic โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/SCINICThailand/

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scinic การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม DermArtlogy Ageless cream สูตรปรับปรุงใหม่ กับ ampoule ทั้ง 5 สูตร พร้อมแบบสอบถามวิเคราะห์สภาพผิวตาม Baumann skin typing system

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่เอารีวิวครีม Ageless ตัวดังตัวใหม่ สูตรปรับปรุงจากแบรนด์ DermArtlogy มาฝากทุกคนกันค่ะ

DermArtlogy เป็นแบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ในเครือของบริษัท Neopharm ประเทศเกาหลี ที่ผลิตครีมชื่อดังอย่าง Atopalm นั่นเองค่ะ

โดยตัว Ageless cream นี้ ก็มีการใช้เทคโนโลยี MLE (Multi-lamella emulsion) แบบแบรนด์ Atopalm ชื่อดังค่ะ

ในสูตรใหม่นี้ ทางแบรนด์เคลมว่า มีการเพิ่มส่วนผสมที่เสริมกระบวนการ Autophagy ของผิว เป็น 2 เท่ากันเลยค่ะ

หน้าตาของ Ageless cream สูตรใหม่เป็นแบบนี้ค่ะ

derm 1

ตัวแพคเกจจะดูหรูหรามากขึ้นกว่าสูตรเก่า เปลี่ยนจากขวดพลาสติก มาเป็นแบบพลาสติกอคริลิก ชนิด airless pump ที่มีความสวยงาม สีม่วงลาเวนเดอร์

ด้านตัวกล่องก็ปรับใหม่ค่ะ มาในความเรียบหรูและสวยงามมากขึ้น

derm 7

ที่ด้านหลังจะมีคำเคลมพร้อมกับส่วนผสมอยู่ค่ะ

derm 9

ก็จะพูดถึงเรื่องของ Aquatide กับ Technology MLE ซึ่งเดี๋ยวมี่มาเล่าให้ฟังอีกทีตอนถึงช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ และทำให้ครีม Ageless เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสาว(และหนุ่ม)ผิวแพ้ง่ายก็คือเรื่องของการพัฒนาสูตรมาเป็นแบบ 10 non-added formula

derm 10

ซึ่งสารเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยเป็นมิตรกับผิวเท่าไหร่ค่ะ

ล่าสุด Phenoxyethanol ที่เขาว่า safeๆ กัน ก็เริ่มเจอว่าทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บ้างแล้วหล่ะ เรียกได้ว่าทางแบรนด์ก็เกาะกระแสตัดออกไปเป็นรายแรกๆเลย

มาดูตัวครีมกันบ้างนะคะ

เนื้อครีมจะคล้ายๆกับสูตรเดิมค่ะ

derm 2

เกลี่ยง่าย ลื่นๆหน่อย แห้งไว ไม่เหนอะหนะและหนักผิว

derm 3

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ค่ะ ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

derm 4

ในด้านของส่วนผสม เป็นดังนี้ค่ะ

สผส ageless ใหม่

ว่าแต่อะไรคือ Autophagy?

Autophagy เป็นศัพท์เทคนิคทางชีววิทยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่เซลล์ในร่างกายทำลายเซลล์อีกเซลล์หนึ่ง แล้วนำเอาองค์ประกอบภายในเซลล์ที่โดนทำลายไป ไป Recycle สร้างเซลล์ใหม่ออกมาทดแทน เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

ที่ผิวหนังพบว่าการ Autophagy ของเซลล์ผิวหนังจะทำให้เซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น มี Barrier ที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้ดี ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น (ค่า TEWL ลดลง)

โดยทางแบรนด์เคลมว่าส่วนผสมที่เสริมการเกิด Autophagy นี้ก็คือเจ้า Aquatide กับ Caprylamide MEA ค่ะ

 

ถ้าเราลองดูส่วนผสมจะมีส่วนของสารไขมันทดแทนผิว ร่วมกับ Pseudoceramides เปปไทด์ 1 ชนิด และ hyaluron ค่ะ

โดยสีม่วง จะเป็นกลุ่มของไขมันทดแทนผิวนะคะ

สีเขียว คือ Pseudoceramides ที่เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรของเครือ Neopharm เขา

  • Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PC-9S เป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ PC-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015 Nov;307(9):781-92.)
  • ส่วนผสม Caprylamide MEA กับ Hexacarboxymethyl dipeptide-12 คู่นี้ทางแบรนด์ Claim ว่าเป็นคู่ที่ช่วยส่งเสริมการเกิดกลไก Autophagy ของผิว ซึ่ง Autophagy เป็นกลไกในการซ่อมแซมตนเองของร่างกาย โดยกำจัดชิ้นส่วนที่มีความเสื่อมออกไป เอาชิ้นส่วนไป recycle เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูและสร้างชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบใหม่ๆขึ้นมาทดแทนส่วนเก่าที่เสื่อมสภาพไป ช่วยให้ผิวกลับคืนสู่สมดุล ลดความเครียด และลดความเสื่อมสภาพของผิว

 

สีฟ้า: Hexacarboxymethyl dipeptide-12 มีชื่อทางการค้าว่า Aquatide ของบริษัท incospharm ประเทศเกาหลีเช่นกัน สารตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกเป็น “Skin vaccine” เป็นวัคซีนผิวที่ทาลงไปแล้วให้ผิวแข็งแรง โดยสารมีคุณสมบัติเพิ่มการทำงานของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมลภาวะ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลให้แก่ผิว

มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า ระบบนำส่งสารรูปแบบ MLE นี้สามารถเพิ่มการนำส่งสารเข้าสู่ผิว และสามารถลดและป้องกันผลเสียของสเตียรอยด์ในการทำให้เกิดอาการผิวบางได้ (Ann Dermatol. 2013 Feb;25(1):5-11.) ผลตรงนี้จึงน่าจะเอามาประมาณการณ์ได้คร่าวๆว่า ผลิตภัณฑ์แบบ MLE น่าจะมีประโยชน์ในการฟื้นฟูผิวที่ผ่านสเตียรอยด์มา

 

Ageless cream นี้ทางแบรนด์ก็จะเอามาใช้ร่วมกับ Ampoule อีก 5 สูตร ซึ่งมี่เคยรีวิวไว้แค่ 4 สูตร วันนี้เลยขอเอามารวบใหม่อีกรอบเลยนะคะ

derm 6

จะเห็นว่า Ampoule มี 5 สูตร  เราจะเลือกใช้อย่างไร ก็ต้องวัดกันจาก Baumann skin typing system ค่ะ

derm 5

อะไรคือ Baumann skin typing system??

Baumann skin typing system

การแบ่งสภาพผิวแบบนี้มีแนวคิดมาจาก คุณหมอ Leslie Baumann แพทย์ผิวหนัง และนักวิจัยระดับโลกที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทาง Dermatology มากมาย รวมถึงหนังสือตำราอีกหลายเล่ม

นางคิดว่า สภาพผิวคน แค่ 4 อย่าง คือ Normal, Dry, Oily, Combination เนี่ย ไม่พอหรอก นางเลยจัดสรรการแบ่งสภาพผิวใหม่ โดยแบ่งผิวออกเป็น 16 ชนิด ตามปัจจัย 4 ด้าน

คือ

  1. การสร้างน้ำมันของผิว ถ้าผิวสร้างน้ำมันไม่เพียงพอ จะทำให้ผิวแห้ง จะจัดเป็นสภาพผิว D คือ Dry แต่ถ้าผิวไม่แห้ง จะเป็น O คือ Oily
  2. ความทนทานของผิว คือ ผิวบอบบาง คือ S หรือ Sensitive skin และ ผิวแข็งแรง คือ R หรือ Resistant
    • ผิวบอบบางไม่ได้มีแค่การแพ้อย่างเดียว แต่ผิวบอบบางมีด้วยกันถึง 4 ประเภทค่ะ ได้แก่ ผิวที่เป็นสิวได้ง่าย ผิวที่มีความแดง ผิวที่ระคายเคือง และ ผิวที่เกิดการแพ้ค่ะ (ถ้าสนใจอ่านเรื่อง sensitive skin เพิ่ม สามารถตามไปได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click เพื่ออ่านเรื่อง sensitive skin<<)
  3. สีผิว สีผิวสม่ำเสมอ คือ N หรือ Non-pigmented ถ้ามีสีผิวไม่สม่ำเสมอ จะเป็น P หรือ Pigmented
  4. ริ้วรอย ถ้ามีริ้วรอย หรือ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอย เช่น ทำงานกลางแดด สูบบุหรี่ ชอบอาบแดด จะจัดเป็น W หรือ Wrinkle แต่ถ้าไม่มี หรือ อายุน้อย จะจัดเป็น T คือ Tight

เอาสภาพผิวพวกนี้มาทำเป็นตาราง 4 * 4 ก็จะได้สภาพผิว 16 ชนิดนั่นเองค่ะ

baumann

ทีนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเป็นผิวแบบไหน ทางแบรนด์เค้าก็มีแบบสอบถามสำหรับตรวจสภาพผิวมาให้ค่ะ มี่เลยขอแปลเป็นไทยให้ทุกท่านทำไปด้วยกันนะคะ ^^

เราจะทำไปด้วยกันทีละข้อเลยนะคะ และเอามาเรียงกันเพื่อเลือก ampoule ตามสภาพผิวค่ะ

q 1q 2q 3q 4

(All questionnaires were translated and adapted from dermArtlogy)

อย่างของมี่ จะเป็นแบบ DSNT นะคะ

  • Step1: D/O – D or O ถ้าผิวแห้งเลือก Ampoule Hydrating ถ้าผิวมันเลือก Ampoule Oil control
  • Step2: S/R – ผิวแดง ระคายเคืองง่ายหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Ampoule Calming
  • Step3: P/N – มีปัญหาผิวจุดด่างดา ผิวหมองคล้ำหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Whitening Ampoule
  • Step4: W/T – มีปัญหาริ้วรอยหรือผิวหย่อยคล้อยหรือไม่ ถ้าใช่พิจารณาเพิ่ม Revitalizing Ampoule (ถ้าอยากชะลอวัยก็สามารถใช้ Revitalizing ampoule เสริมได้นะคะ)

พอเราได้ Ampoule ตามที่เหมาะกับสภาพผิวที่เราต้องการแล้วก็ให้นำเอา Ampoule มาผสมกับ Ageless cream ในอัตราส่วน 1:1 แล้วทาทั่วใบหน้า เช้า/เย็น โดยใช้แค่อย่างเดียวขั้นตอนเดียวก็พอ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา (แต่กลางวันก็อย่าลืมทากันแดดนะคะ)

ลองดูส่วนผสมของ ampoule แต่ละสูตรกันอีกซักรอบนะคะ

สีน้ำเงิน: Hydrating

สผส hydra

ตัวนี้อาศัย Hya เป็นตัวชูโรงหลัก โดยทำหน้าที่ดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให่ผิว

 

สีเขียวแก่: oil-control

สผส oil

มีส่วนผสมของ Enantia chlorantha bark extract กับ Oleanolic acid สองตัวนี้คือวัตถุดิบ Evermat ของประเทศฝรั่งเศส มีคุณสมบัติควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และให้ผลดีเรื่องสิว โดยไปมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งเป็นตัวสร้างฮอร์โมนเพศชายชนิด Dihydrotestosterone ที่มีฤทธิ์แรงขึ้น เป็นสาเหตุของสิว ผิวมัน และผมร่วง

นอกจากคู่นี้ก็ยังมี Zinc PCA ที่มีผลควบคุมความมัน และมี Hyaluron กับ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีเขียวอ่อน: Calming

สผส calm

ตัวนี้อาศัย Madecassoside ที่เป็นสารพฤกษเคมีที่พบในใบบัวบก เป็นตัวชูโรง สารนี้มีคุณสมบัติลดอักเสบ เป็น Anti-oxidant มีผลชะลอวัย กระตุ้น Fibroblast ให้สังเคราะห์ Collagen ได้ดีขึ้น และส่งเสริมกระบวนการสมานผิว ร่วมกับ Zinc gluconate ที่นอกจากจะเป็นสารฆ่าเชื้อ ลดการเกิดสิวแล้วมีประโยชน์หลายๆอย่างกับผิว เช่น ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และส่งเสริมการสมานผิว

ตัวอื่นๆที่เสริมมาจะเป็น hyaluron และกรดอะมิโน Arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

สีม่วง: Revitalizing

สผส revi

เป็นสูตรที่อัดแน่นมาด้วย Peptide และสารที่มีประโยชน์ด้านริ้วรอย เช่น

  • sh-oligopeptide-1 เป็น Growth factor ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า EGF มีคุณสมบัติเด่นในการลดริ้วรอย โดยมีรายงานการวิจัยรองรับว่ามีประโยชน์ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและช่วยปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)
  • Palmitoyl pentapeptide-4 มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl ออกฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับถึงประสิทธิภาพ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)
  • Adenosine ก็เด่นเรื่องริ้วรอยเช่นกัน
  • Biotinoyl hexapeptide-2 amide เปปไทด์เชิงซ้อนของเกาหลี มีชื่อทางการค้าว่า Biotide ซึ่งเป็น peptide เชิงซ้อนที่จับกับวิตามิน Biotin ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยให้ผิวนุ่มฟูโดยมีผลเพิ่มการสะสมไขมันเฉพาะที่ และลดการอักเสบในผิว

นอกจากสารกลุ่ม peptide เหล่านี้แล้วก็เสริมมาด้วย hyaluron และ กรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว มีวิตามินอีเป็น Antioxidant และปิดท้ายด้วย Beta-glucan ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และปรับสมดุลผิวให้แข็งแรง

และสูตรสีน้ำตาล

สผส white

ส่วนผสมจะค่อนข้างเรียบง่าย แต่จัดมาหนัก ในด้าน Whitening นั้น นางอาศัยผลจาก Ascorbic acid หรือ วิตามินซี ร่วมกับ Arbutin เป็นหลัก เสริมมาด้วยกลุ่มของ Antioxidant อย่าง Ferulic acid ที่ได้จากธรรมชาติ และ วิตามินอี

ดูไปก็แอบคลับคล้ายคลับคลาว่า ส่วนผสมของ Ascorbic acid + Ferulic acid + Vitamin E นี่มันก็แอบเสริมฤทธิ์กันอยู่นะคะ

นอกจากนั้นยังเสริมเอา Allantoin กับ Panthenol เข้ามาเพื่อให้คุณสมบัติด้านการลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว และมี Arginine เป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

เบสมาในเบสน้ำ ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

 

ว่าแล้วก็มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง: เป็นการเลือกใช้ Ageless cream เป็นตัวเบสหลัก แล้วให้เสริม Ampoule สูตรตามปัญหาผิวที่ต้องการ ในตัวของ Ageless cream ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ใช้สวนผสมที่มีนวัตกรรม และสิทธิบัตร รวมถึงมีงานวิจัยรองรับ เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทีนี้พอ Barrier เราแข็งแรง ปัญหาผิวต่างๆก็จะค่อยๆหายไปเอง และการเลือกใช้คู่กับ ampoule จะตอบปัญหาผิวได้ค่อนข้างหลากหลาย การใช้ร่วมกันก็ประหยัดเวลาในการดูแลผิวได้เยอะเลย ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนปัจจุบันค่ะ และด้วยความน่าสนใจ และแปลกใหม่ของเทคโนโลยี Autophagy ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้วย จุดนี้คงต้องขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน จากช่วงก่อนส่วนตัวมี่จะชอบผสม Ageless cream คู่กับแอมพูลสีม่วง Revitalizing แต่ตอนนี้เราพัฒนาขึ้นค่ะ เราผสม Ageless cream สูตรใหม่กับ แอมพูลสีม่วง และสีน้ำเงินไปพร้อมๆกัน เนื้อสัมผัสของสูตรใหม่ไม่ค่อยต่างกับสูตรเดิมเท่าไหร่ค่ะ สูตรชุดนี้มี่จะเน้นเสริม Hyaluron เข้ามาช่วยเติมน้ำให้ผิวอีกทาง จะเติมแต่น้ำมันก็คงไม่เหมาะ เลยต้องเติมน้ำเข้ามาเสริมด้วย หลังจากใช้สูตรผสมชุดนี้เกือบเดือน สิ่งที่พบเลยก็คือ ผิวจะไม่ลอกเป็นขุย แม้ตอนนี้เชียงรายจะเริ่มหนาวมาก ปากแตกไปแล้ว แต่หน้ายังอยู่ หน้านุ่ม ชุ่มชื้น ฟู และเวลาเราตบๆมันจะมีความเด้งค่ะ เหมือนตบลูกโป่งน้ำ (ตบเบาๆนะคะ เดี๋ยวเจ็บ 55) โดยรวมมี่ก็ยังค่อนข้างชอบนะคะ ป่านนี้นางคงรอขึ้นแท่นลูกรักปีนี้ไปละ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางเพจ Dermskinstore และทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้าและไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมเสริม Barrier ผิวจากเกาหลี Real barrier intense moisture cream

1st edition: September 7, 2017

Revised edition: November 8, 2020

วันนี้มี่เอารีวิวครีมเสริม Barrier ผิวให้แข็งแรงของเกาหลี จากแบรนด์ Atopalm มาฝากกันค่ะ

สูตรที่มี่เอามาเป็นสูตรสีฟ้าเป็นรุ่น Real barrier intense moisture cream ค่ะ

ที่มี่ยังไม่เคยเห็นในบ้านเรานะคะ มี่สั่งออนไลน์มาจากเว็บ Gmarket ค่ะ

มาดูหน้าตากันก่อนเลยค่ะ

rb-1

แพคเกจด้านนอกเป็นกล่องกระดาษเงาๆสีขาวสลับฟ้าค่ะ

ด้านในเป็นกระปุก มาพร้อมไม้พายเล็กๆ 1 อัน

rb-3

Revised:

Package ปัจจุบันจะแยกตัวออกมาเป็นแบรนด์ Real barrier ของตัวเอง ไม่ได้ใช้ชื่อภายใต้ Atopalm แล้วนะคะ ส่วนนี้จะเป็นหน้าตาของกระปุกแบบใหม่ค่ะ

RB intense

เนื้อครีมเป็นสีขาว มีกลิ่นหอมแนวๆอโรม่า โทนดินๆ เย็นๆ อาจจะด้วยกลิ่นของ Vetiver หรือ หญ้าแฝก ออกจะค่อนข้างแรงค่ะ

ato 5

เกลี่ยง่าย ซึมผิวได้ปานกลาง ให้ความชุ่มชื้นสูง มีออยล์อยู่พอตัวเลย แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะมาก แต่จะรู้สึกลื่นๆนิดหน่อย

ส่วนตัวมี่มีผิวผสม/แห้ง กลางคืนมี่ก็จะละเลงทั้งหน้า แต่กลางวันจะลงแค่แก้มกับมุมปาก ที่ชอบแห้งและลอก และก็คอค่ะ

ato 6

สำหรับจุดเด่นของ Atopalm real barrier ตัวนี้คือเทคโนโลยี MLE นะคะ

โดยมี่เคยได้กล่าวถึงตัวเทคโนโลยีของ MLE ไว้แล้วในรีวิว Atopalm body lotion ค่ะ ถ้าท่านใดสนใจสามารถไปตามที่ลิงค์ด้านข้างนี้ได้ค่ะ >>Click<<

ซึ่งงาน MLE และ ครีมนี้มีสิทธิบัตรรองรับถึง 3 รายการนะคะ

rb-2
  1. สิทธิบัตรเกาหลี เลขที่ 10-0527346
  2. สิทธิบัตรอเมริกา เลขที่ US6221371B1
  3. สิทธิบัตรญี่ปุ่น เลขที่ JP3887182B

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สผส ato

เริ่มที่ตัว Real barrier ซึ่งผลิตโดยใช้ MLE technology ให้มีลักษณะเป็น Liquid crystal เหมือนไขมันในผิวเราจริงๆ

เซราไมด์สังเคราะห์ หรือ Pseudoceramides ตัว Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S ตัวนี้เป็นสารสิทธิบัตร US patent US6221371B1 ของปี 2001 จากบริษัท Aekyung เกาหลี ซึ่งมีประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายสารไขมันอีกตัวที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คือ Dihydroxyisopropyl Capryloylcaprylamide หรือ Ceramide-5SP ที่เคลมว่าจะเข้าไปสอดแทรกในจุดที่ Barrier ผิวแหว่งไปแล้วทำหน้าที่แทน Barrier ผิวเรา

C1FA321225184FE5A0404E9B4EB38CC7

(Image from Neopharm Korea)

สารไขมันที่เหลือที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นมี่แทนด้วยสีม่วงในส่วนผสมค่ะPhytosterol ที่ใส่มายังมีประโยชน์ด้านลดการอักเสบในผิวได้ด้วย

อีกจุดที่แบรนด์ claim คือ ส่วนของ Three-Calming complex  จาก Panthenol, madecassoside และ Allantoin

real_calming

(Image from Neopharm Korea)

มาดูรายละเอียดแต่ละตัวซักหน่อยเนอะ

  • Panthenol เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นเป็นหลัก และยังช่วยเรื่องลดการอักเสบในผิวได้
  • Madecassoside เป็นสารที่แยกได้จากใบบัวบก ดูแล้วน่าจะมีคุณค่าราคาค่างวดอยู่ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เป็น Anti-oxidant และสามารถเพิ่มการสังเคราะห์ Collagen ในผิว
  • Allantoin ช่วยลดการอักเสบและให้ความรู้สึกสบายผิวเช่นกัน

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. Actives กลุ่มของสารบำรุงผิว เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวด้วยส่วนผสมไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันสังเคราะห์อย่าง Ceramide-9S และ Ceramide-5SP ซึ่งเป็นนวัตกรรมสิทธิบัตร ทางแบรนด์ Claim ว่าช่วยฟื้นฟูและทดแทน Barrier ผิว เสริมมาด้วยสารอื่นๆที่ให้ผลด้านชุ่มชื้น ลดการอักเสบ ระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) ส่วนของวิตามินอีที่ใส่มาน่าจะช่วยเรื่องปกป้องน้ำมันในกระปุกครีมไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอากาศมากกว่าจะเหลือรอดมาถึงผิว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base กลุ่มของเนื้อหลัก มาในรุปแบบครีม ที่ดูมีส่วนผสมของน้ำมันค่อนข้างเยอะ มีทั้งสารดูดน้ำให้ผิว สารไขมันทดแทนผิว และสารเคลือบปกป้องผิว ไม่มีที่ให้หักคะแนน เอาไป 5 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่ ส่วนผสมของ Orange oil อาจจะทำให้เกิดการแพ้แดดได้ง่ายขึ้น ถ้าใช้กลางวันควรทากันแดด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัดๆเป็นเวลานานๆ ขอให้ 4 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน อย่างที่เล่าให้ฟัง คือ มี่ค่อนข้างชอบครีมตัวนี้มาก ด้วยสัมผัสที่ดี เกลี่ยง่าย ลดการแสบผิวจากยาทาสิวที่ใช้อยู่ และลดการแห้งแตกลอกของผิวมี่ได้ เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
คะแนน ato

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์ฟื้นฟู Barrier ผิวกาย สูตร MLE จากแบรนด์ Atopalm กับ moisturizing body lotion รุ่นสีแดง

สวัสดีค่ะ

วันนี้มี่มีรีวิวมอยส์เจอร์สำหรับฟื้นฟู Barrier ผิวจากแบรนด์ Atopalm มาฝากกันนะคะ โดยเจ้า Atopalm เป็นแบรนด์เกาหลีค่ะ ที่เกาหลีจะสามารถหาสอยได้ตาม Watson, Boons หรือ LOBs นะคะ ในบ้านเราก็จะมีวางอยู่ในร้านยาทั่วไป และ Drugstore อย่างร้านสีเขียว สีน้ำเงินค่ะ

แบรนด์นี้ผลิตจากบริษัท Neopharm ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่ง และมีแบรนด์ลูกในเครือหลายแบรนด์ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี MLE ค่ะ ซึ่งในจุดนี้เราจะมาเล่าให้ฟังอีกทีในส่วนของการวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

จริงๆที่เกาหลีมีสูตรใหม่ที่ดูหรูหราและเลอค่ากว่าสูตรสีแดงด้วยนะคะ แต่ว่า ณ ขณะที่เขียนรีวิวนี้ยังไม่เข้ามาในบ้านเราค่ะ

เพราะงั้น เราก็จำเป็นต้องใช้สีแดงกันไปก่อนที่จะได้ฤกษ์ไปหิ้วจากเกาหลีค่ะ

มาดูหน้าตากันซักหน่อยเนอะ

น้องมาในดีไซน์แบบ Minimal สีขาวแดงค่ะ

atopalm-re

ตัวนี้เป็นสูตร Body นะคะ

แต่มี่เอามาใช้ทาหน้าค่ะ เพราะลองดูส่วนผสมแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไร และเนื้อจะบางเบากว่าสูตรที่เขาทำมาเป็น Facial ด้วยค่ะ แต่ถ้ามีผิวบอบบางก็ไม่แนะนำนะคะ เพราะการตอบสนองแต่ละคนไม่เหมือนกัน และครีมที่เขาพัฒนามาสำหรับทาตัว อาจจะไม่ได้เหมาะกับผิวหน้าค่ะ

เนื้อครีมเป็นครีมสีขาว มีกลิ่นแนวๆ น้ำมันหอมระเหย มีกลิ่นของน้ำมันอยู่จางๆ

atopalm 2-re

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกเย็น สูตรสำหรับผิวตัว จะซึมไวมากค่ะ และไม่ค่อยเหนอะหนะเท่าไหร่

ถ้าผิวแห้งมากๆ อาจจะยังเอาไม่อยู่นะคะ

atopalm 3-re

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สผส atopalm

ครีม Atopalm เป็นครีมที่มีเคลม เกี่ยวกับการเสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier function ของผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรง

ในด้านของส่วนผสมจะเห็นว่ามีการใช้เซราไมด์สังเคราะห์ หรือ Pseudoceramides ตัว Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ตัวนี้เป็นสารสิทธิบัตร US patent US6221371B1 ของปี 2001 จากบริษัท Aekyung เกาหลี ซึ่งมีประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย

ทางแบรนด์กล่าวว่าใช้เทคโนโลยี MLE (Multi lamella emulsion) formula ซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารต่างๆเข้าสู่ผิวได้ดี

ตรงนี้มี่เข้าใจว่า เทคโนโลยี MLE ก็คือรูปแบบของ Liquid crystal รูปแบบหนึ่งค่ะ ซึ่งเป็นระบบนำส่งสารเข้าสู่ผิว ด้วยความที่โครงสร้างของ Liquid crystal นั้นคล้ายคลึงกับไขมันที่เป็น Barrier ผิว มันก็สามารถจะผสมกับไขมันในผิวและช่วยเพิ่มการนำส่งสารเข้าผิวได้ดีขึ้น

real_mleimage1

(Image from Atopalm Korea official website)

สาเหตุที่มี่คิดว่า MLE ของทางบริษัท เหมือนกับเทคโนโลยี Liquid crystal คือ มี่ลองเทียบลักษณะ MLE ของ Atopalm กับ Liquid crystal จากน้ำมันดอกคำฝอยในงานวิจัยของ Rocha-Filho และคณะดู จะพบว่าคล้ายกันมากมายค่ะ

liquid crystal 2

(รูปของ Liquid crystal จากน้ำมันดอกคำฝอย Image from Rocha-Filho, et al. Molecules 2016, 21(6), 680)

เพราะฉะนั้น เรื่องการนำส่งสารเข้าผิว คิดว่าน่าจะออกมาในรูปแบบที่คล้ายๆกัน เพราะนอกจากโครงสร้างของ Liquid crystal ที่ให้ประโยชน์ในเชิงการฟื้นฟู Barrier ผิวแล้วยังสามารถใช้เก็บกักสารบำรุงไว้ภายในเพื่อเสริมการนำส่งสารเข้าผิวได้ด้วยค่ะ

ทีนี้ลองมาดูส่วนผสมกันนะคะ

ส่วนผสมของสารไขมันทดแทน มี่ทำสีม่วงไว้ให้นะคะ ถือว่ามากันครบทั้ง Phytosterols ซึ่งผิวเราสามารถเอาไปเปลี่ยนเป็น Cholesterol ได้ มีกรดไขมันจำเป็นจากน้ำมันพืช และมี Pseudoceramides ค่ะสารบำรุงอื่นๆ มี่แทนด้วยสีฟ้าค่ะ เช่น

  • Sodium Hyaluronate มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้นผิว
  • สารสกัดจาก Portulaca มีประโยชน์ในด้านการฟื้นฟูปรับสภาพผิว และช่วยสมานแผล (Wound healing)
  • Hydrolyzed extensin ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าเป็น Collagen จากแครอท ให้ผลในแง่ของความชุ่มชื้นเช่นกัน
  • Allantoin มีประโยชน์ในเชิงการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  • Arginine ตัวนี้เป็นกรดอะมิโน ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น โดยเป็น NMF (Natural moisturizing factor) ช่วยผิวจับน้ำเอาไว้

โดยรวมจึงเห็นว่าช่วยเป็น Moisturizer พร้อมๆกันทั้งในด้านเติมไขมัน และเติมน้ำให้ผิวเลยทีเดียว

ประเด็นที่แอบปลื้มเล็กน้อย คือ ตัวนี้เขาพัฒนามาสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย ในผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมของ Propylene glycol เพราะสารนี้หลังๆมีรายงานว่าทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองได้บ่อย ทางแบรนด์เลือกไปใช้ propanediol แทน ก็ถือว่าทำมาได้ดี และใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย

มาดูคะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง หรือ Actives นอกจากส่วนผสมของสารไขมันที่ทดแทน Barrier ผิวแล้ว ยังมีส่วนผสมของสารที่ช่วยเรื่องการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น ปรับสภาพผิว เป็นหลัก ถ้าเราวัดๆกันที่การเป็นมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อฟื้นฟู Barrier ผิวแล้ว ขอเทใจให้ไปเลย 5 ฟลาสก์ แต่ในใจก็ยังอยากให้มีพวก antioxidant เสริมๆมาซักหน่อย
  2. เนื้อผลิตภัณฑ์ หรือ Base เป็นรูปแบบครีม ซึ่งมีส่วนผสมครบถ้วนทั้ง สารดูดน้ำให้ผิว สารเคลือบผิวกันน้ำระเหย และสารไขมันทดแทนให้ผิว ไม่มี Alcohol ไม่มี Mineral oil ไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่งอื่นๆ หรือ Additives มีอยู่ค่อนข้างน้อยชนิด และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน เป็นครีมที่มีความมันเหนอะหนะน้อย แต่ให้ความชุ่มชื้นได้ดี เหมาะมากกับช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้งๆ ส่วนตัวมี่เอาสูตรนี้มาทาหน้าเลยด้วยซ้ำ เนื้อครีมค่อนข้างซึมไว มีความเนียน มีกลิ่นที่ดูเป็นธรรมชาติ ยิ่งใช้คู่กับยาทาสิวยิ่งเวิร์ค ลดการแสบร้อน และลดการผิวลอกจากยาทาสิวได้ดีเลยหล่ะ ให้ไปเต็มๆ 5 ฟลาสก์

คะแนน atopalm

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคลและผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ