Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันแดดเนื้อบางเบา Fresh Hydrolotion จาก the Labatorian สูตร Broad spectrum SPF50+ PA++++

สำหรับ Blog นี้ เราจะมาวิเคราะห์ส่วนผสม ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดน้องใหม่ล่าสุดจากครอบครัว the Labatorian กัน

โดยน้องคนสุดท้องนี้มีชื่อว่า Fresh ซึ่งเป็นกันแดดที่ออกแบบมาสำหรับคนที่มีผิวเป็นสิวง่าย รวมถึงผิวบอบบางและคนผิวมัน ในธีม กันแดดรีเฟรชผิว

มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวหลอดเป็นหลอดบีบ ฝาหลอดออกแบบมาให้สามารถตั้งวางบนโต๊ะเครื่องแป้งได้พอดี

เนื้อของน้อง Fresh จะออกมาเป็นกันแดดสีขาว ด้วยส่วนผสมของ Physical sunscreen ในสูตร และทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมเลยจะได้กลิ่นตามธรรมชาติของส่วนผสมอยู่จางๆ

ฟีลตอนเกลี่ยจะไม่ได้ลื่นปรี๊ด แต่จะให้ความรู้สึกมีน้ำมีเนื้อมากขึ้น และพอทิ้งไว้สักครู่จะแห้งไป ไม่เหลือความเหนอะหนะใดๆ

ถ่ายเนื้อกันแดดด้วยแสงแฟลช ดูเหมือนจะเงาวาว แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะ

บางคนอาจจะกังวลว่าน้องมีส่วนผสมของ Titanium dioxide จะทิ้งคราบขาว หน้าเป็นปื้น หน้าเทาไหม สูตรนี้หลังจากที่ได้ลองแล้วไม่เทา ไม่มีคราบขาวค่ะ

พร้อมกันนี้ทางแบรนด์ได้พัฒนาสูตรมาด้วยความเอาใจใส่ด้วยค่ะ

  • มั่นใจ 1 ด้วยผลการทดสอบแบบ in vitro SPF 50+ PA++++
  • มั่นใจ 2 เพราะผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังว่าไม่ก่อการระคายเคือง
  • มั่นใจ 3 เป็นมิตรกับผิวบอบบางแพ้ง่าย และผิวที่เป็นสิวง่าย ไม่รบกวนผิวที่เป็นสิว
  • มั่นใจ 4 ผลิตโดยโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน ASEAN GMP, ISO 9001:2005 และ ISO 22716:2007

ก่อนไปดูส่วนผสม ขอเล่าถึงเรื่องของรังสี UV สักเล็กน้อย

ว่าด้วยรังสี UV นั้นก็เป็นรังสีหนึ่งจากแสงแดดที่มีความสำคัญในการทำร้ายทำลายผิว และก่อผลเสียหลายๆ อย่าง ตั้งแต่แค่ผิวคล้ำไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง

รังสี UV อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 200 – 400 nm แบ่งออกได้เป็น 3 คลื่นความถี่หลักๆ ได้แก่

  • UVC ช่วง 200 – 290 nm
  • UVB ช่วง 290 – 320 nm
  • UVA ช่วง 320 – 400 nm

โดย UVC นั้นถูกกรองด้วยชั้นโอโซนไป เลยไม่ได้มีการพูดถึงในวงการความงามเท่าไหร่ ส่วนที่ลงมาบนผิวโลกและกระทบกับเราก็จะเป็น UVA และ UVB

     UVB จะกระทบกับบริเวณหนังกำพร้า และบริเวณที่สร้างเม็ดสี หลักๆ ก็จะทำให้ผิวคล้ำขึ้น แต่ก็สามารถปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำลายผิว และอาจก่อมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

     ส่วน UVA นั้นจะลงไปที่ชั้นหนังแท้ ไปทำลายพวกคอลลาเจน และเส้นใยและสารอื่นในกลุ่ม  Extracellular matrix (ECM) ทำให้เกิดพวกริ้วรอยต่างๆ ตามมา

แต่ที่น่ากลัว คือ ทั้ง UVA และ UVB นั้นสามารถก่อให้เกิดมะเร็งผ่านการกลายพันธ์ที่ระดับของ DNA ได้ และกดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppression) ได้เหมือนๆ กัน (Kappes et al., J Invest Dermatol. 2006;126(3):667-675) สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะ A จะ B ก็น่ากลัวทั้งคู่แหละ กันไว้เป็นดีที่สุด

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

เนื่องจากน้องเป็นกันแดด เลยจะขอเริ่มที่สารกันแดดก่อนเลยนะคะ

สารกันแดดแทนด้วยสีเขียวอ่อน

  • Ethylhexyl methoxycinnamate หรือ รู้จักกันในชื่อย่อ OMC น้องเด่นเรื่องกรอง UVB
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine หรือ BEMT รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Tinosorb S กรองได้ทั้ง UVA และ UVB โดยมีจุดที่ดูดกลืนแสงสูงสุด (Peak absorption) อยู่ 2 จุด ที่ 310 nm (UVB) และ 345 nm (UVA) เมื่อใช้ร่วมกับการแดดตัวอื่น เช่น Ethylhexyl triazone จะเสริมประสิทธิภาพกันให้ดียิ่งขึ้น
  • Ethylhexyl triazone หรือ Uvinul T 150 เด่นในการกรอง UVB และเสริมประสิทธิภาพให้สารกันแดดอื่นๆ ในสูตร
  • Physical sunscreen 2 ตัว ได้แก่ Titanium dioxide และ Zinc oxide ซึ่งออกฤทธิ์สะท้อน กระเจิงรังสี UV ออกไปหมดทั้ง UVB UVA แม้จะมีข้อมูลออกมาหลังๆ บ้าง ว่า Titanium dioxide และ Zinc oxide นางก็ออกฤทธิ์ผ่านการดูดซับรังสีนะ และมีข้อมูลว่า Titanium dioxide จะเด่นในช่วง UVB และ Zinc oxide จะเด่นในช่วง UVA

สรุปได้ว่า น้องเป็นกันแดดที่ Broad spectrum กันได้หมดจดทั้ง UVB UVA

ถัดมาจะเป็นส่วนของสารบำรุง และสารอื่นที่มีประโยชน์ในการดูแลผิว

เริ่มที่สารกรองรังสี High-energy visible (HEV) blue light ในสูตรนี้ คือ Melanin มาภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Liposheild® HEV melanin น้องเป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรที่ปรับโครงสร้างของ Melanin ซึ่งเป็นสารปกป้องผิว กรอง HEV blue light ตามธรรมชาติของเรา ให้อยู่ในรูปแบบ Fractionated แล้วกรองแสงสีน้ำเงินได้ดีขึ้น โดยช่วงการดูดกลืนรังสีอยู่ที่ 400 – 500 nm

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า วัตถุดิบ Liposheild® HEV melanin นี้สามารถกรอง HEV light ได้ดีกว่า Melanin แบบธรรมชาติ โดยอาศัยการจัดเรียงโครงสร้างแบบพิเศษตามสิทธิบัตรของเขา

(Image from Vantage group)

ซึ่งแสงสีน้ำเงินนั้นสามารถกระตุ้น/เหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระในผิว แล้วนำไปสู่ริ้วรอย สีผิวผิดปกติได้คล้ายๆ กับ UV

  • สารที่ให้ประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิว ได้แก่ Polymethyl Methacrylate และ Silica ซึ่งสามารถดูดซับน้ำมันจากผิวได้
  • สารที่ดูแลสิว ในที่นี้คือ Chamaecyparis Obtusa Leaf Extract คือ สารสกัดจากใบสน Hinoki ซึ่งเด่นในแง่ของการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และยังพอมีงานวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากใบนี้ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่ม Flavonoid, polyphenol ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และ ยับยั้งการสร้างเอนไซม์ MMP เมื่อสัมผัสรังสี UV ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พร้อมให้คุณสมบัติเสริมการสร้างคอลลาเจน และเอนไซม์ Superoxide dismutase ที่เป็น Antioxidant enzyme ตามธรรมชาติของผิว (Jang et al., Medicina (Kaunas). 2023;59(4):755.)
  • กลุ่มที่ให้คุณสมบัติดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) แทนด้วยสีชมพู
    • วิตามินบี 3 จริงๆ น้องก็ให้ประโยชน์หลายอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่อง Soothing แต่ยังได้ประโยชน์ในด้านของ Whitening, ควบคุมความมัน พร้อมดูแลปัญหาสิวไปได้อีก 1 กรุบ
    • สารสกัดจากคาโมมายล์ และ Dipotassium glycyrrhizate ก็เด่นในแง่ของการดูแลเรื่องของการระคายเคืองผิว
  • เสริม Barrier ผิว ด้วย Ceramide NP ที่เป็นเซราไมด์ที่พบได้มากที่สุดในผิว
  • เติมน้ำด้วย Arginine ที่เป็นกรดอะมิโน และ Sodium hyaluronate
  • ตัดจบด้วย Tocopheryl acetate ที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินอีที่เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ปกป้องชั้นไขมันของผิวจากอนุมูลอิสระ

ส่วนของเบสทำมาในรูปแบบของอิมัลชั่นที่ไม่ได้หนักมาก รวมถึงสารที่ใช้ก็ค่อนข้างเป็นมิตร และไม่อุดตันผิว

ให้คะแนน

  1. สารกันแดด/สารบำรุง โดยสรุป กันแดดหลอดนี้เป็นแบบ Physical + Chemical ที่กันได้ครบทั้ง UVA UVB (Broad spectrum) ด้วยการเบลนด์กันของสารกันแดดหลายชนิดที่มีความเสถียร เสริมมาด้วย Liposheild® HEV melanin ที่ปกป้องผิวจาก HEV blue light อีก 1 ขั้นตอน ในด้านของสารบำรุงอื่นๆ ทางแบรนด์พยายามพัฒนาสูตรมาให้เป็นมิตรกับคนที่มีปัญหาผิวมัน เป็นสิวง่าย มีทั้งตัวคุมมัน ดูแลสิว และให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในส่วนของเบสนั้น เรียกได้ว่าพัฒนามาให้ตอบโจทย์ และเอาใจคนผิวมันที่มี pain point กับกันแดดกันน้ำที่ล้างออกยาก แล้วอาจจะล้างไม่สะอาดหรืออย่างใด จนนำไปสู่สิวอุดตัน สิวซ้ำซาก โดยพัฒนาสูตรไม่กันน้ำออกมา ให้เหมาะกับ Everyday use และส่วนผสมอื่นๆ นั้น ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ เอาจริง คือ ตัวเองเป็นคนผิวผสม/แห้ง ยอมรับเลยว่าน้องเป็นกันแดดที่แห้ง แต่ก็ไม่ได้แห้งจนแบบตึง หรือทรมาณ ถ้าเราปูมอยส์ไว้ดี ตัวกันแดดให้อารมณ์เป็นความแห้ง แบบยังให้ฟีลลิ่งที่ยังดีกับผิว ระหว่างวันฟีลลิ่งก็ยังดี สบายผิวไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องการคุมมันส่วนตัวยังตอบไม่ได้ เพราะว่าไม่ค่อยเจอปัญหาหน้ามันระหว่างวัน อันนี้คิดว่าตอบโจทย์กันแดดรีเฟรชผิวเพื่อคนผิวมัน แต่คนผิวแห้งก็ใช้ได้อยู่ (ที่แปลว่าใช้ได้) รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ the Labatorian ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : https://www.facebook.com/thelabatorian

ทางไปช้อปปิ้ง

แอพส้ม https://shope.ee/9exmZojVdy

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.LogPH?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ the Labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Isdin Hyaluronic moisture ครีม สูตร Sensitive

Blog นี้ขอหยิบเอาครีม Hyaluronic acid สูตรที่พัฒนาและออกแบบมาสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายจากแบรนด์ ISDIN ที่มีชื่อว่า Hyaluronic moisture สูตร Sensitive skin (รุ่นกระปุกสีชมพู)

โดยใน Blog นี้จะขอย่อชื่อน้องว่า HMS นะคะ

น้องมีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวครีมมีแพคเกจเป็นกระปุก

ซึ่งซีรี่ส์ Hyaluronic moisture ทั้ง 2 สูตรนี้มีความรักษ์โลกตรงที่สามารถรีฟิลได้ค่ะ

(Image from ISDIN official website)

ท้าพิสูจน์ ลองแกะดู ก็แกะได้ไม่ยาก

ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ ISDIN โดยฉพาะในไลน์ ISDINCEUTICS ก็คือมั่นใจได้เลยว่าผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาแล้วแน่นอน น้อง HMS ก็เช่นกัน

โดยทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครเพศหญิงจำนวน 30 คน ให้ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ประเมินผลด้วยแพทย์ผิวหนังและแบบสอบถามให้อาสาสมัครประเมินตนเอง (Self-assessment questionnaire)

พบว่า

  • 97% ของอาสาสมัครมีผิวที่มีสุขภาพดีขึ้น
  • 93% ของอาสาสมัครพบว่า รอยแดงลดลงได้ทันทีในหลังทา
  • 93% ของอาสาสมัครรู้สึกสบายผิว

ผลการทดสอบด้านการลดอาการแดงของผิว

(Image from ISDIN Thailand)

     ก็คือสามารถลดรอยแดงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อให้อาสาสมัครใช้วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์

จากความเด่นในการลดรอยแดง และดูแลการระคายเคืองนี้เอง ที่ทำให้เราสามารถเอาน้องมา Mix & Match เข้ากับ ISDIN retinal intense เพื่อดูแลการระคายเคืองที่อาจจะเกิดได้อย่างลงตัว

ทางไปอ่านรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Retinal intense >>Click<<

ในด้านของเนื้อครีม น้องเป็นครีมที่ออกแบบมาให้มี Texture ที่คล้ายๆ อิมัลชั่นเจล อารมณ์แบบลูกผสม เจล-ครีม

มีกลิ่นหอมเป็นโทนดอกไม้หวานๆ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความชุ่มชื้นสูง ให้ความรู้สึกเย็น และสบายผิว ใช้เวลาสักนิดในการซึม/แห้ง ฟีลลิ่งหลังใช้ผิวนุ่ม ไม่เหนอะหนะ

ด้วย Texture แบบนี้เอามาทำ Retinol sandwich ส่วนตัวรู้สึกว่า ก็ดีอยู่ ไม่หนักผิวเท่าไหร่

ลองมาดูส่วนผสมกันบ้าง

ในส่วนของแบรนด์เคลม แบรนด์ได้เคลมส่วนผสมไว้ 3 กลุ่ม ดังนี้

  • Tri-moisture complex ที่เป็นการเบลนด์ Hya ขนาดกลาง และเล็ก เข้ากับ Pro-vitamin B5 และ Moisturizing biopolymers
  • Multi-protection complex ที่เป็นการเบลนด์ Vitamin E, Exo-P และ VitA-Tech เพื่อให้สมบัติ Antioxidant, Anti-pollution และ Anti-aging ไปพร้อมๆ กัน
  • Redness relief complex ด้วย Niacinamide และสารบำรุงอื่นๆ

เราลองมาดูรายละเอียดของสารบำรุงที่น่าสนใจโดยละเอียดกันค่ะ

ด้วยความที่น้องมีชื่อว่า Hyaluronic moisture ก็เลยขอเริ่มที่ Moisturizer ในกลุ่มสีฟ้า

  • Medium and Low molecular weight hyaluronic acid ที่เติมน้ำให้ผิวในหลากหลายระดับความลึกของชั้นหนังกำพร้า ให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ทั้งในแง่ของการเสริมความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิวที่เกิดความเสียหาย และดูแลการระคายเคือง โดยตัว Panthenol นั้น มีข้อมูลสนับสนุนว่า สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer ที่ดี เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยผิวกักเก็บน้ำโดยไปลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ให้ผิวนุ่ม ยืดหยุ่น เสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ลดการอักเสบระคายเคือง ลดรอยแดง (Ebner et al., Am J Clin Dermatol. 2002;3(6):427-33.)
  • Trehalose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เติมน้ำให้ผิวได้อย่างยาวนาน
  • Urea เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ได้รับการยอมรับในวงการผิวพรรณอีกตัวหนึ่ง น้องเป็น Natural moisturizing factor (NMF) ที่ช่วยจับน้ำให้ผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และมีรายงานสนับสนุนว่า Urea เสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ Keratinocyte ในชั้นหนังกำพร้า ให้ผิวมีความแข็งแรง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว และเสริมภูมิคุ้มกันของผิว โดยไปเสริมการสร้าง Peptide ที่มีฤทธิ์ต่อต้านจุลชีพตามธรรมชาติบนผิว (Dirschka, Int J Clin Pract. 2020;(74, S187):e13569
  • Serine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็น NMF เช่นกัน สำหรับ Serine นั้นผิวอาจหยิบไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ Ceramide ได้

ถัดมา เรามาดูกลุ่ม Multi-protection complex กัน

  • Alteromonas Ferment Extract หรือ ที่รู้จักในชื่อการค้าว่า Exo-P ซึ่งเป็น Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากมลภาวะ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • Vigna aconitifolia Seed Extract หรือสารสกัดจากถั่ว Moth bean ตัวนี้ถ้าดูองค์ประกอบที่มี Maltodextrin ด้วย จะเข้ากันได้กับวัตถุดิบ Vit-A-Like® PW LS 9898 ของ BASF ประเทศเยอรมัน ซึ่งมีผลการทดสอบทั้งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง ผิวหนังจำลอง และในอาสาสมัคร โดยพบว่า สารสกัดนี้ สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมกระบวนการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ซึ่งเหมาะกับผิวแพ้ง่าย และลดเลือนริ้วรอยในอาสาสมัคร (Ref: TDS Vit-A-Like® PW LS 9898)
  • Tocopherol และ Tocopheryl acetate เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ปกป้ององค์ประกอบของไขมันในผิวไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอนุมูลอิสระ

ต่อมาเป็นกลุ่ม Soothing แทนด้วยสีบานเย็น

  • 4-t-Butylcyclohexanol หรือที่รู้จักกันในนาม Symsitive ซึ่งให้ประโยชน์ในการลดการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Hydroxyphenyl Propamidobenzoic Acid หรือ Oat avenanthramide ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่พบในข้าวโอ๊ต มีคุณสมบัติเด่นในการลดการระคายเคือง ดูแลการแพ้ การคัน และให้ความรู้สึกสบายผิว

ปิดจ๊อบด้วย Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว เสริมการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง ลดการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปสู่ภายนอก และชะลอวัย

ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง: ถึงแม้ชื่อจะมาด้วย Hyaluronic moisture แต่ส่วนผสม Beyond เกินไปกว่านั้น เพราะว่านอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ในสูตรยังเสริมสารบำรุงที่ดูแลการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะ และ ดูแลปัญหาริ้วรอย หรือ ปัญหาผิวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามอายุไปได้พร้อมๆ กัน ส่วนตัวว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ: ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: ในแง่ของการ Formulate น้อง HMS ทำมาได้ค่อนข้างดี เลือกใช้สารเพื่อมาเสริมกันได้อย่างลงตัว ในด้านเนื้อสัมผัส น้องมาในเนื้อแบบครีมเจล กลิ่นหอมแนวดอกไม้หวานๆ เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว ส่วนตัวผิวผสม-แห้ง รู้สึกว่าชุ่มชื้นพอดี ไม่เหนอะหนะและไม่หนักผิวเกินไป แต่ก็คงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี ให้คะแนนความชอบ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้เรียนรู้ เปิดหูเปิดตา และรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.oJBGf?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/8KUlV8JjhS

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาส์กหน้าเติมน้ำเพื่อความโกลวฉ่ำ Barulab Hydroasis

เรียกได้ว่าเป็นอีก 1 mask sheet ที่สร้างความโกลว์ให้ผิวได้แบบสับแบบฉ่ำ เหมาะกับการเตรียมผิวสำหรับวันสำคัญ และ ฟื้นฟูผิวหลังหมดวัน

เป็น มาสก์หน้าที่มีชื่อว่า Hydroasis จากแบรนด์ Barulab นั่นเองค่ะ

ซึ่งคราวก่อนทางเพจนำเสนอรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Vegan mask sheet series ไป วันนี้ขอหยิบเอาสูตร Hydroasis มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมบ้างนะคะ

สำหรับท่านที่สนใจตามไปอ่าน Vegan mask sheet series สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

น้ำมาส์กจะเป็นเนื้อคล้ายเซรั่ม มีความหนืดนิดหน่อย

ค่า pH ของน้ำมาส์กอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

คำถาม ตุ๊กตา Cinderella ข้างกระดาษวัด pH นี่คืออะไรคะหญิง?

คำตอบ คือ จะบอกว่า น้องเป็น Mask sheet ที่สามารถพลิกผิวนางซินให้เป็นเจ้าหญิงพร้อมออกงาน และฟื้นฟูสภาพผิวหลังจบงานได้ดีค่ะ เลยขอมอบตุ๊กตานางซินให้นาง

แผ่นมาสก์ค่อนข้างบาง และแนบสนิทกับผิว

แผ่นมาส์กอุ้มน้ำได้ค่อนข้างดี ซึ่งก็ไม่ค่อยแปลกใจค่ะ เพราะว่าตัวแผ่นทำมาได้ค่อนข้างดี เป็นเส้นใยที่ถักทอมาอย่างดี มีรูพรุน เลยอุ้มน้ำมาส์กที่พัฒนาสูตรมาให้มีความหนืดเล็กน้อยได้ดี

(ภาพนี้ถ่ายหลังจากใช้งานเสร็จ แล้วปล่อยให้แห้งเพื่อสังเกตเส้นใยของแผ่นมาส์ก)

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชุดนี้จะเน้นไปที่การเติมน้ำให้ผิวด้วย Hyaluron 6 รูปแบบ และ ใช้สารบำรุงที่ดูแลด้านการระคายเคือง ร่วมกับสกัดจากพืช ที่เมื่อเชคกับฐานข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบสารสกัดรายใหญ่ หลายๆ เจ้า จากเกาหลี สารสกัดทุกชนิดจะให้ข้อมูลไปในทางเดียวกัน คือ เรื่องของ การต่อต้านการอักเสบ และลดการระคายเคือง ซึ่งเมื่อมาจับมือกับ Panthenol ก็จะได้ทั้งเรื่องของความชุ่มชื้น ดูแลปัญหาการระคายเคือง และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ตามธรรมชาติ

เราลองมาดูสารบำรุงกันนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 เปิดนำมาด้วยการเพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ผิวตามธรรมชาติ
  • Hyaluron 6 รูปแบบ ซึ่งมีประโยชน์ในการเติมน้ำในหลากหลายระดับชั้นผิว (ชั้น Epidermis) และเคลือบผิว เพื่อเสริมกระบวนการอุ้มน้ำให้ผิว
  • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant ที่ดี และยังมีประโยชน์เด่นๆ ในด้านของการดูแลกระบวนการอักเสบ และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สารสกัดจากชะเอม (Glycyrrhiza glabra) ที่นอกจากจะดูแลเรื่องการระคายเคือง แล้วยังได้ประโยชน์ในเชิง Whitening ด้วยนิดหน่อย จับมือมากับ Dipotassium glycyrrhizate ซึ่งเป็นสารที่พบในชะเอม เด่นเรื่องการดูแลการอักเสบระคายเคืองเช่นกัน
  • พืชหลากหลายชนิดที่พบได้ในเกาหลี ข้อมูลจากผู้ผลิตเกาหลี ระบุไปในทางเดียวกัน หลักๆ จะเป็น Anti-inflammatory รองๆ จะเป็น Antioxidant ซึ่งพืชเหล่านี้ประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น Flavonoid
  • สารสกัดจากขิง (Zingiber officinale extract) เป็น Antioxidant
  • สารสกัดจากเมล็ด Grapefruit พอมีข้อมูลอยู่ในแง่ของการยับยั้งจุลินทรีย์บางชนิด

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ในภาพรวมเอาเป็นว่าน้องเป็นแผ่นมาส์กที่เน้นเติมน้ำแบบฉ่ำ พร้อมทั้งให้ความรู้สึกสบายผิว ด้วยการดึงเอา Hya 6 รูปแบบ มาจับมือกับ Panthenol และสารสกัดจากพืช รวมถึงสารบำรุงอีกหลายชนิด เหมาะมากกับการดูแลผิวในวันที่เหนื่อยล้า หรือเตรียมผิวไว้ให้พร้อมรับวันหนักๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Mask sheet รุ่นนี้ ได้ลองใช้เตรียมผิวคืนก่อนไปออกงาน และใช้ฟื้นฟูผิวหลังจากออกงาน ส่วนตัวว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์นะคะ มอบความโกลว์ฉ่ำ เอาไปเลยไม่ต้องพูดเยอะ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Barulab ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และได้ทดลองใช้ทันวันอีเวนท์ใหญ่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 67 ที่ผ่านมาพอดี

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของแบรนด์เลยนะคะ

https://www.facebook.com/barulabTH

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ovsPO?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/6zzWJS9EsS

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Barulab สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Curecode the series ภาค Ultra Soothing Radiance Gel และ Intensive CalmAGE ointment

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์และแอบเล็งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากทาง Curecode กันอยู่

วันนี้ขอข้ามช็อต มารีวิวไลน์ใหม่ของ Curecode ที่พึ่งออกมาในปี 2024 นี้โดยมีอยู่ด้วยกัน 2 สูตร คือ Ultrasoothing Radiance Gel ขอย่อว่า RG และ Intensive ClamAGE Ointment ขอย่อว่า CO

ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ว่าด้วยคอนเซปท์และนวัตกรรมของแบรนด์ Curecode กันก่อนนะคะ

แบรนด์ Curecode นั้นเป็นแบรนด์ที่พัฒนาโดย Dr.Raymond Park ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวแพ้ง่ายและบอบบางระดับโลก ซึ่ง Dr. นั้นได้รับรางวัลมาการันตีความสามารถมากมายเลยค่ะ

  • ได้รับรางวัลหนึ่งในนักพัฒนาสูตรชั้นสูงระดับโลก Master Skin Care Formulators in Professional Beauty เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2014
  • ผู้นํา นวัตกรรมและเทคโนโลยี นักวิจัยด้านปราการผิวและผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • งานวิจัยตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 50 ชิ้น
  • จดสิทธิบัตรมากกว่า 50 ชิ้น
  • ได้รับรางวัล Albert Nelson Marquis Lifetime Achievement Award ในปี 2021

ไม่เบาเลยนะคะ

โดยทางแบรนด์ Curecode จะเด่นด้านนวัตกรรม Neuromide Skin-Biome® Science และ Crystal Lamella MES® Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรค่ะ

มาทำความรู้จักกับ Neuromide® ก่อนนะคะ น้องมีชื่อ INCI name ว่า N-palmitoyl serinol ซึ่งเป็นสารที่จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อ Probiotics เชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเรา สร้างขึ้น (เรียกได้ว่าเป็น Metabolite ของ probiotic หรือที่ในวงการเรียกว่าเป็น Postbiotic นั่นเอง)

สำหรับ N-palmitoyl serinol (ย่อว่า NPS) นั้นเป็น Analog ของ N-palmitoyl ethanolamine ซึ่งเป็นสารที่จับกับตัวรับ endocannabinoid system แล้วให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง เช่น การเสริมการสังเคราะห์ Ceramide

นั้นมีงานวิจัยที่น่าสนใจอยู่ 2 ชิ้นค่ะ

  • การศึกษาในปี 2021 พบว่าการทา NPS ในโมเดลหนูทดลองที่เป็นโรค Atopic dermatitis โดยให้หนูทาตำรับ 0.5% NPS วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า NPS เร่งการฟื้นฟู Barrier ผิว และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ได้ (Wen et al., Can J Vet Res. 2021;85(3):201-204.)
  • การศึกษาอีกชิ้น ทำในผิวหนังเพาะเลี้ยง NPS นั้น สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ผ่าน Receptor CB-1 ของระบบ endocannabinoid system โดยเฉพาะ Ceramide สายยาว (long-chain fatty acids (FAs) (C22-C24)) ที่มีความสามารถในการเป็น Barrier ที่แข็งแรง (Int J Mol Sci. 2021;22(15):8302.)

การใช้ Pre-Pro-Post biotics ร่วมกัน เราอาจเรียกได้ว่าเป็น Tri-biotics โดยทาง Curecode มีการเลือกใช้ Tribiotics ดังภาพ

(Image from Curecode)

  • Prebiotics 2 ชนิด โดย เลือก N-acetyl glucosamine ที่เป็นอาหารเลี้ยง probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose ที่เป็นอาหารเลี้ยง probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
  • Probiotics ใช้เป็น Bifida ferment lysate
  • Postbiotics ใช้เป็น Neuromide (N-palmitoyl serinol) ซึ่งเป็นสารที่จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อ Probiotics เชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเราสร้างขึ้นมาค่ะ

สำหรับตัวเทคโนโลยีอีกชิ้น คือ Microencapsulation system หรือ MES® technology นั้นทางแบรนด์เป็นการเตรียมตำรับให้อยู่ในรูปแบบของ Multiple lamellar delivery system ที่จะมีลักษณะของไขมันที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ มีช่องว่างให้น้ำแทรกอยู่ แล้วบรรจุเอาสารบำรุงหลายชนิด โดยที่ละลายน้ำได้จะอยู่ในส่วนของช่องว่าง และ ที่ละลายในไขมัน จะอยู่ในชั้นของไขมัน ดังภาพ

ภาพซ้ายจะเป็น Emulsion แบบปกติ และภาพขวาจะเป็น MES

(Image from Curecode)

ซึ่งการเรียงตัวแบบ MES นี้ ถ้าส่องดูด้วย Polarized microscope จะพบว่าเป็นการเรียงตัวแบบเดียวกับไขมันที่เป็น Barrier ผิว จึงมีประโยชน์ในการนำส่งสาร และดูแลฟื้นฟู Barrier ให้แข็งแรง

ดังนั้น Core concept สูตรของ Cure code คือ จะมี องค์ประกอบหลัก 3 ชนิด ได้แก่

  • Microbiome science (Tri-biotics)
  • Neuromide เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และดูแลการระคายเคือง + Soothing (ให้ความรู้สึกสบายผิว)
  • MES technology เพื่อฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง

จากนั้นจึงมาผสมกับสารเสริมเพื่อให้ตอบความต้องการตามแต่ละสูตร

สำหรับ Blog นี้ขอเริ่มที่ Ultrasoothing Radiance Gel ก่อนเลยนะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แพคเกจเป็นแบบหลอดบีบ

เนื้อเป็นแบบ Emulsion gel หรือ ครีมเจล คล้ายครีม แต่จะบางเบากว่า

เกลี่ยได้ง่าย มีความชุ่มชื้นดี แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ก่อนไปดูส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยแลปที่ได้รับมาตรฐาน และเป็น 3rd party (คือไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เพื่อลด bias ในผลการทดสอบ) มาเรียบร้อยแล้วนะคะ

  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในอาสาสมัครทดสอบ ช่วงอายุ 20 – 40 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อเกิดการระคายเคือง ทดสอบด้วยวิธี patch test ในอาสาสมัครทดสอบ ช่วงอายุ 20 – 60 ปี (ค่าคะแนนเฉลี่ยของการระคายเคือง หรือ MII = 0.00 หมายถึงไม่ระคายเคือง)
  • ในด้านของประสิทธิภาพ
    • พบว่าสามารถควบคุมความมันในอาสาสมัครได้ด้วย โดยผลในการควบคุมความมันเห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรก และเมื่อใช้ไปต่อเนื่องจนครบ 4 สัปดาห์ ก็มีประสิทธิภาพควบคุมความมันได้เพิ่มขึ้น อันนี้น่าสนใจค่ะ เพราะเวลาเราพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่ดูแล Barrier ผิว เรามักจะเจอว่าน้องไปทำให้ผิวมันขึ้น ด้านความสว่างกระจ่างใสของผิว เริ่มเห็นผลว่าความกระจ่างใสของผิวเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 และเพิ่มขึ้นได้อีกเมื่อใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์
    • ส่วนผลด้านความชุ่มชื้น-ผิวแข็งแรงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสมชุดนี้ทำไว้หลายสีอยู่เหมือนกัน

ขอเริ่มที่ Combination signature ของแบรนด์ Curecode ตัวแรก Tribiotics ได้แก่

  • Prebiotics: N-acetyl glucosamine (NAG) เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
    • โดย NAG มีประโยชน์กับผิวอีกหลายอย่างเลยจะหยิบมาพูดอีกรอบ
  • Probiotics: Bifida ferment lysate (BFL) ที่มีประโยชน์หลายประการ เด่นๆ น้องจะ ฟื้นฟูและปรับสภาพ สมดุลผิวผ่านหลายๆ กลไก ล่าสุดงานวิจัยของ Wang และคณะ ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วเจอว่า BFL ปรับสภาพสมดุลผิวผ่านหลาย Gene หลายกลไก ผลโดยรวมคือ ผิวแข็งแรง ลดการระคายเคือง และเสริมความต้านทานของผิวให้ผิวเราทนทานมากขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2023;22(12):3427-3435.)
  • Postbiotics: Neuromide® หรือ N-palmitoyl serinol ให้ผิวแข็งแรงเช่นกัน

ถัดมาเป็นเทคโนโลยี MES ที่บรรจุสารไว้หลายชนิด ที่น่าสนใจ คือ Phytosterol และ Ceramide NP (Ceramide 3) เอาไว้ เสริม Barrier ผิวอีก 1 กรุบ

เนื่องจากสูตรนี้จะเด่นเรื่องความกระจ่างใสด้วย โดยสารที่ให้ประโยชน์ด้าน Whitening จะมีด้วยกันหลายตัวเหมือนกันค่ะ

  • Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก รวมไปถึงด้านการดูแลการอักเสบระคายเคือง Antioxidant เสริมการสร้าง Barrier ผิว และควบคุมความมัน
  • NAG ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล และเป็นหน่วยย่อยในสาย Hya มีรายงานว่า NAG สามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี ควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) มีการศึกษาโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • Resveratrol สาร Antioxidant ตัวแม่ตัวหนึ่งในวงการ นอกจากคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant แล้ว ยังมีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Whitening และ Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก เช่น การทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Palmitoyl Tetrapeptide-10 ตัวนี้ถ้าพิจารณาดูจาก Breakdown ส่วนผสมแล้วน่าจะหมายถึง Crystalide™ ของ Sederma ซึ่งมีการออกฤทธิ์ที่เป็นเอกลักษณ์ผ่านโปรตีน α-Crystallin ปรับสมดุลความชุ่มชื้น การผลัดผิว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ให้ได้ Corneocyte ที่สมบูรณ์ และช่วยให้ผิวแลดู Glow มีผลการทดสอบในอาสาสมัครรองรับโดยบริษัท (Ref: Crystalide™)

ลดการระคายเคืองผิวด้วย Symsitive® (4-t-Butylcyclohexanol) ที่จูงมือมากับ Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester, Allantoin, สารสกัดจากบัวบก และ St.John’s Wort (Hypericum perforatum Flower Extract)

เติมน้ำ และเสริมความชุ่มชื้นให้ผิว

  • Panthenol ที่ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมกระบวนการฟื้นฟู barrier ผิว
  • Sodium Hyaluronate ตัวแม่แห่งวงการเติมน้ำ
  • Ethyl linoleate ปรับสมดุลความชุ่มชื้นผิว นำพาเอากรดไขมันจำเป็น Linoleic acid ลงไปในผิว แล้วผิวเราจะย่อยออกมาได้ Linoleic acid ที่เอาไปใช้ต่อได้ (Ref: TDS Synovea® EL)

ในภาพรวมก็คือ เป็นมอยส์ที่พัฒนามาได้ค่อนข้างดี และตอบโจทย์ทั้งด้านการดูแลผิวให้แข็งแรง ปกป้องผิวให้มีความต้านทาน ทนทานต่อการระคายเคือง พร้อมได้ประโยชน์ด้านผิวกระจ่างใส

ถัดมาจะเป็น Intensive ClamAGE Ointment ที่มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แพคเกจจะเป็นแบบหลอดเช่นกัน

เนื้อคล้ายบาล์ม ไม่มีกลิ่น เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

การเกลี่ยอาจจะฝืดๆ หน่อย ตามลักษณะของเนื้อครีมแบบบาล์มแบบนี้ เรื่องของความชุ่มชื้นคือฉ่ำมาก แต่ไม่ถึงกับเหนียวเหนอะหนะ หรือเยิ้ม ทิ้งไว้สักพักก็จะซึมและให้ความรู้สึกสบายผิว

ก่อนไปดูส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยแลปที่ได้รับมาตรฐาน และเป็น 3rd party (คือไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เพื่อลด bias ในผลการทดสอบ) มาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในอาสาสมัครทดสอบ 20 คน อายุเฉลี่ย 34.15 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อเกิดการระคายเคือง ทดสอบด้วยวิธี patch test ในอาสาสมัครทดสอบ 32 คน อายุเฉลี่ย 47.53 ปี (ค่าคะแนนเฉลี่ยของการระคายเคือง หรือ MII = 0.00 หมายถึงไม่ระคายเคือง)
  • ในด้านของประสิทธิภาพ
    • ประสิทธิภาพในการลดรอยแดงในอาสาสมัคร เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ และได้ผลดีขึ้นเมื่อใช้เป็นเวลาต่อเนื่อง 4 สัปดาห์
    • ประสิทธิภาพในการเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้
    • ประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอย เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ เช่นกัน
    • ส่วนผลด้านความชุ่มชื้น-ผิวแข็งแรงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมก็จะมี Combination signature ของแบรนด์ Curecode ได้แก่ Tribiotics + Neuromide + MES technology ที่มาพร้อมหน้า และเสริมมาด้วยสารที่ดูแลริ้วรอย โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะเด่นในเชิงการป้องกันริ้วรอยใหม่ โดยเหมาะกับคนที่ไม่สามารถทนต่อ Retinoids ได้ หรืออยากชะลอวัยไว้ก่อนมันจะมา 

  • สารสกัดจากเปลือกส้ม (Citrus reticulata (Tangerine) Extract) ซึ่งประกอบด้วย Flavonoids หลายชนิด ที่เป็น Antioxidant ที่ดี และบางตัวมีคุณสมบัติด้าน Whitening
  • Soy isoflavone ที่ไม่ได้มาในรูปแบบของ soybean extract แต่มาในชื่อ Soy isoflavone ซึ่งจะมีความบริสุทธิ์ของเนื้อ Isoflavone อยู่สูง ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen มีประโยชน์ในการดูแลเรื่อง Antioxidant, การระคายเคือง และให้ผิวยืดหยุ่น กระชับ และนุ่มนวล
  • Resveratrol ตัวแม่แห่งวงการ antioxidant ที่ชะลอวัยได้ดี และมีรายงานในการเป็น Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก
  • ส่วนของ Acetyl glucosamine ก็ดูแลเรื่องริ้วรอย และความชุ่มผิวได้เช่นกัน

จะมีส่วนของ Alcohol เข้ามา ซึ่งคิดว่าเอามาปรับ Feel ให้ไม่เหนอะหนะ และส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณ เดือนครึ่ง ใช้ก่อนนอน ก็ไม่ได้มีปัญหาระคายเคืองใดๆ

สำหรับการให้คะแนนวันนี้จะขอหยิบเอา Ultra Soothing Radiance Gel มาเป็นตัวแทนในการให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง: ส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดี เน้นการฟื้นฟู Barrier ผิวในทุกมิติ รวมถึงปรับสมดุล Microbiome ของผิว ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว พร้อมทั้งให้ประโยชน์ด้าน Whitening เพื่อให้ผิวกระจ่างใส และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบส่วนตัว ทางนี้ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์มาประมาณ 1 เดือน ในด้านของผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น รอยแดง ถือว่าทำมาได้ดีมาก และตอบโจทย์ ถ้าเทียบกับ Ampoule น้องจะชุ่มชื้นขึ้นและเด่นเรื่อง Whitening เพิ่มขึ้น โดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาเรื่องของสีผิวที่ผิดปกติ เลยจะยังตอบคำถามตรงนี้ไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าให้ความชอบ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Curecode สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Curecode โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/curecodeth

ทางไปตำ Radiance gel

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.osdP3?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/7UvgcTRGIi

ทางไปตำ Intensive CalmAGE ointment

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.osdMt?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/9f0BCU58zY

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Curecode สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเรตินอยด์เจ็นใหม่ จาก Her Hyness รุ่น Bio-retinal melatonin advanced repair serum

อย่าพึ่งกลัว Retinoids ถ้ายังไม่ได้ลองสิ่งนี้

ขอมอบคำโปรยนี้ไว้ให้แก่ Her Hyness Bio-retinal melatonin advanced repair serum หรือน้อง Her Hyness ขวดม่วงนั่นเองค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวแพคเกจด้านในจะมาในขวดแบบปั๊มที่เป็นอคริลิก แลดูหรูหรา

ในส่วนของเนื้อนั้นจะเป็นเนื้อน้ำนมที่ค่อนข้างบางเบา ส่วนหนึ่งที่ทำได้เบาขนาดนี้จะมาจากส่วนผสมของสารกลุ่มน้ำมันที่เขาเลือกใช้จะเป็นตัวที่ระเหยได้ เลยค่อนข้างให้สัมผัสที่ดี ไม่หนักและเหนอะหนะผิว

ตรงนี้เป็นอย่างไร สารตัวไหน เดี๋ยวมาเล่าอีกที

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยอาจจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่บ้าง

ซึมไวแห้งไวให้สัมผัสบางเบา

ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic)

ส่วนผสมที่เลือกมาก็คือเบลนด์กันได้อย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะด้านริ้วรอยและการชะลอวัย

รายการส่วนผสม

ทางแบรนด์มีเคลมถึงการใช้ Retinoid complex 3.8% ซึ่งได้แก่

  • Retinoids 1% แบ่งเป็น Retinal 0.5% และ Hydroxypinacolone retinoate 0.5%
  • 2.8% Natural retinoic acid booster แบ่งเป็น Novoretin® 2% ร่วมกับ Phyto-retinol 0.8%

เสริมประสิทธิภาพในการชะลอวัยด้วย Melatonin และดูแลการระคายเคือง ด้วยสารบำรุงที่มีประสิทธิภาพในชุด Defensil® plus

ในส่วนของรายละเอียดแบบเจาะลึก ขอแบ่งสารมาพูดถึงเป็นส่วนๆ โดยเริ่มจากส่วนของ Retinoids และสารเสริม Retinoids ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ก็คือ เรียกได้ว่า เบลนด์กันได้อย่างดี เติม Retinoids ลงไป และปกป้องไม่ให้ Retinoids ในผิวสลายตัวไปโดยง่าย ดังนี้

  • Retinal หรือ Retinaldehyde ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความแรงเพิ่มขึ้นจาก Retinol โดยประโยชน์ของ Retinoids ที่มีต่อผิวนั้นค่อนข้างกว้างค่ะ โดยจะเด่นไปในทางด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ตัว Retinoids จะออกฤทธิ์ที่หลายระดับชั้นผิว จึงให้ประโยชน์หลายด้าน ถ้าเป็นที่ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เราจะได้เรื่องของการปรับสมดุลการสร้าง-แบ่งตัว-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่และการผลัดออกของผิว (เซลล์ Keratinocyte) ในหนังกำพร้า รวมถึงลดการอุดตันผ่านการปรับสมดุลการสร้าง-ผลัดออกของ Keratinocyte ภายในรูขุมขน ถ้าเป็นที่หนังแท้ (Dermis) ก็จะไปเสริมการสร้างพวกเส้นใยไฟเบอร์ต่างๆ ที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้ รวมถึงไปลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปทำลายคอลลาเจน

ตามทฤษฎีแล้ว Retinoids ถือว่าเป็นสารที่วงการแพทย์ยอมรับตัวหนึ่งในด้านของการเป็น Anti-aging

ในส่วนของ Metabolism ของ Retinoids เมื่อเข้าสู่ผิว เราจะสามารถสรุปได้ดังภาพนี้ค่ะ

โดย Retinal เมื่อลงผิว จะถูก Oxidize 1 Step แล้วได้ฟอร์มที่ออกฤทธิ์ได้เลย แต่ถ้าใช้ ฟอร์มอย่าง Ester อาจจะถูกเก็บไว้ก่อน ก่อนถูกเปลี่ยนเป็น Retinol หรือจะเปลี่ยนเลย อันนี้แล้วแต่ความต้องการของผิว ส่วนถ้าเป็น Retinol ก็จะถูก Oxidize ต่อ 2 Step ถึงออกฤทธิ์ได้

    

สำหรับ Retinal ที่ทางแบรนด์ใช้ แบรนด์เคลมว่าเป็น Retinal ที่ได้จากธรรมชาติ สร้างโดย Halobacterium ซึ่งเป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่เจริญได้ในสภาวะแวดล้อมที่มีเกลือสูง เช่น ในมหาสมุทร

Retinoids และ Booster อื่นๆ ได้แก่

  • Hydroxypinacolone Retinoate หรือ HPR ตัวนี้รู้จักกันในวงการว่า Granactive retinoids ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Retinoic acid น้องมีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยที่ดี มีความคงตัวดี และมีความระคายเคืองต่อผิวน้อย ข้อมูลจากบทความตีพิมพ์ในวารสาร Journal of American Academy of Dermatology ตีพิมพ์เมื่อปี 2018 ระบุว่า HPR นั้นสามารถจับกับ Receptor ของ Retinoids แล้วออกฤทธิ์ได้เลย และมีผลการทดสอบประสิทธิภาพในผิวหนังจำลอง (Ruth and Mammone, J Am Acad Derm. 2018;73(3 Suppl 1):AB44.)
  • Silybin เป็นสารประกอบกลุ่ม flavonolignan ที่พบในเมล็ดของ milk thistle plants (Silybum marianum) โดยตัวที่ทางแบรนด์ใช้นั้น เป็นรูปแบบของ Phytosome ที่เป็นผนังสองชั้น เตรียมขึ้นจาก Phospholipid เพื่อช่วยในการนำส่งสารเข้าผิว และรักษาความคงตัวของสาร (Food Biosci. 2016;15:126–35.) สาร Silybin นี้ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีเคลมว่า กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวและการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนัง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ Hyaluronic Acid ยับยั้งการการทำงานของระบบ AP-1 ได้เหมือน Retinoids ซึ่งเมื่อระบบ AP-1 ถูกกระตุ้นจะนำไปสู่ การสร้างเอนไซม์ MMP มาย่อยสลายคอลลาเจน และกระบวนการอักเสบต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ

โดยมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Silybin สามารถลดเลือนริ้วรอยได้ดีกว่า Bakuchiol และ Retinol

  • สารสกัดจาก Pistacia Lentiscus (Mastic) Gum หรือ Novoretin® น้องเป็นวัตถุดิบที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงาน In-cosmetics ASIA 2022 โดยมีกลไกการออกฤทธิ์คือไปยับยั้งเอนไซม์ CYP26 ที่เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลาย Retinoic acid (RA) ในเซลล์ให้หมดฤทธิ์ เมื่อไปยับยั้งจะทำให้ RA ในเซลล์ไม่โดนย่อยสลาย จึงทำให้ RA ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้น

   ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Novoretin® สามารถเพิ่มการสะสมตัวของ RA ในเซลล์ได้ถึง 720% และยังสามารถ ออกฤทธิ์ที่ Retinoid receptor ให้ประโยชน์คล้าย Retinoids

  • Melatonin เป็นสาร Antioxidant ที่ดี ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวม Melatonin นั้นมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว รวมทั้งดูแลให้ผิวแข็งแรง (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

สารบำรุงอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

  • Combination ของ Defensil® Plus ที่มีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในระดับอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ที่ดีในการลดการอักเสบ การแพ้ Soothing (ปลอบประโลมให้ความรู้สึกสบายผิว) ลดรอยแดง ช่วยเสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว โดยตรวจจากการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ลดลง (Ref: TDS Defensil® Plus)
  • Niacinamide ซึ่งก็มีประโยชน์กับผิวหลายด้านเช่นกัน ในด้านการชะลอวัย น้องเป็นสารที่เสริมกระบวนการทำงานของผิวผ่านหลายๆ กลไก หนึ่งในนั้นคือ เป็นส่วนหนึ่งของ Cofactor NAD, NADP ซึ่งช่วยในการทำงานต่างๆ ของผิว ผลโดยรวมคือ ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก ต่อต้านการเกิด Glycation และยังเป็น Antioxidant
  • Palmitoyl tripeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว glycine, histidine, lysine มาจับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเสริมการดูดซึม น้องเป็นเสมือน Messenger เพื่อเสริมกระบวนการฟื้นฟูและปรับสภาพผิว และมีข้อมูลว่าเสริมกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนและโปรตีนอื่นใน Extracellular matrix ของหนังแท้ ให้ผิวมีความกระชับ ไม่หย่อนคล้อย
  • เพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Hyaluronic acid สารสกัดจากน้ำผึ้ง และน้ำผึ้ง
  • Propolis สารพังกาวที่ได้จากรังผึ้ง มีคุณสมบัติที่ดีในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ ลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Propolis มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และ การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Propolis ปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV (Biomed Pharmacother. 2017;95:47-54.)  
  • Royal jelly หรือ นมผึ้ง ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น 10-hydroxy-2-decenoic acid (10-HDA), antibacterial protein ที่ชื่อ apisin ในภาพรวมมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ เป็น Antioxidant ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน (Int J Mol Sci. 2024;25(11):6023.)

ส่วนของเบส จะเห็น Isohexadecane ที่เป็นสารไขมันกลุ่ม Alkane ที่ระเหยได้ จึงให้เนื้อบางเบาไม่เหนอะหนะ และ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว สมกับคำเคลมเรื่องของความคลีน

สรุปและให้คะแนน

  1. สารบำรุง: เป็นเซรั่ม Retinoids ที่อัพเกรดมาอีกขั้น ตามคำเคลม #TheNextGenOfRetinol เลือกใช้สารบำรุงเข้ามาผสานกันได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการเอา Retinal มาจับกับ HPR เพื่อเติมลงไปให้ผิว พร้อม Block การสลายตัวของ RA ในผิวไม่ให้เสื่อมสลายไปโดยไว และเสริมสารบำรุงอื่นๆ เข้ามา เพื่อดูแลด้านการระคายเคืองที่อาจเกิด เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ประโยชน์ได้ค่อนข้างครบ ไม่ใช่แค่ดูแลด้านริ้วรอย แต่ยังครอบคลุมไปถึงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดูแลสิว ผิวหมองคล้ำ ผิวไม่เรียบเนียน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่น: ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: อย่างแรกเลย ชอบด้านการ Formulate สูตรทั้งในแง่ของส่วนผสมของสารบำรุง และในแง่ของสารขึ้นเนื้อครีม ที่เลือกตัวเบาๆ ได้เหมาะกับสภาพอากาศและผิวของคนบ้านเรา การใช้งาน เนื้อเซรั่มค่อนข้างเบา เอาประยุกต์เข้า Routine ได้ง่าย ไม่เหนอะหนะไม่หนักไม่กวนการ Layer skincare ต่างๆ ให้ไปเลย 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Her Hyness นะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/herhynessbeauty

อยากบอกว่าทางแบรนด์มีโปรบ่อยมากค่ะ มีจำหน่ายทั้งในร้านชั้นนำทั่วไป อาทิเช่น Watsons, Eve and Boy, Beautrium, Firster, All About You, และทางออนไลน์ค่ะ

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.oKhOK?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/2LDVdDDNvG

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Her Hyness การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมวิปโฟมสูตรผสมชาโคลและ Clay จาก Bifesta สูตร Deep clear foaming whip

ถูกและดียังมีในโลก ขอมอบคำโปรยนี้ให้แก่น้องวิปโฟมจาก Bifesta

Blog นี้ขอหยิบเอาวิปโฟมของ Bifesta รุ่นสีเทา สูตร Deep clear foaming whip มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

โฟมฟองของน้องค่อนข้างนุ่มแน่น มีสีเทาจากส่วนผสมของ Charcoal ที่เป็นองค์ประกอบ

ทางแบรนด์เคลมว่า ใน 1 ปั๊มนั้นประกอบด้วยอนุภาคไมโครโฟม ถึง 40ล้านอนุภาค ซึ่งจะแทรกซึมลงไปทำความสะอาดในรูขุมขน และส่วนผสมของ Clay เองก็สามารถดูดซับสิ่งสกปรกและความมันเอาไว้กับตัวได้

(Image from Bifesta Singapore Official Website)

รุ่นนี้มีส่วนผสมของน้ำมันผิวส้มอยู่ แต่เวลาใช้งานจริงจะไม่ได้กลิ่นค่ะ

ค่า pH ของฟองน่าจะอยู่ที่ราวๆ 6 แต่ด้วยตัวโฟมมีผงชาโคลเลยบดบังการอ่านสีของกระดาษวัด pH เลยยังไม่กล้าคอนเฟิร์มค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

มาดูส่วนผสมกัน

ในด้านของสารทำความสะอาด

ตัวหลักจะเป็นสาร Sodium cocoyl glutamate ที่ได้จากกรดอะมิโน Glutamic acid ซึ่งมีความอ่อนโยนต่อผิว มีปริมาณฟองที่ดี ให้ฟองเล็กละเอียด เสริมมาด้วย Polyglyceryl-10 myristate ตัวนี้จะเป็นสารในกลุ่ม Polyglyceryl fatty acid ester ที่มีความอ่อนโยนเช่นกัน และ Lauryl glucoside ที่มีความอ่อนโยนเหมือนกัน

สำหรับส่วนผสมที่เสริมมา ได้แก่ กลุ่มของพวก Clay อย่าง Bentonite ซึ่งอนุภาพของพวก Clay จะมีรูพรุน สามารถดูดซับความมันและสิ่งสกปรกได้ จึงให้ประโยชน์ในการทำความสะอาดผิว เช่นเดียวกับพวก Charcoal

ภาพจำลองของการแทรกซึมของไมโครโฟม และ Clay ลงไปในรูขุมขนเพื่อทำความสะอาด

(Image from Bifesta Singapore Official Website)

และในซีรี่ส์วิปโฟมของ Bifesta จะเป็น Carbonated whip foam ที่มีส่วนผสมของ Carbonate ซึ่งได้จากการละลายน้ำของ Carbon dioxide โดยว่ากันว่า การใช้พวก Carbonate นี้จะช่วยเสริมการไหลเวียนเลือดในผิว และให้ประโยชน์ในการ Detox ผิว

ในวงการสปาเองก็มีการใช้ Carbonated water (จะเรียกว่าน้ำโซดาก็คงไม่เกินจริง) เพื่อ Detox หนังศีรษะด้วยนะคะ

มาให้คะแนนแบบเรียบง่ายกัน

  1. สารทำความสะอาด: น้องมาด้วย Glutamate ที่มีความอ่อนโยน ให้ฟองที่นุ่มนวล ไม่กระด้าง เสริมมาด้วย Polyglyceryl-10 myristate เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำความสะอาด และ Lauryl glucoside ที่เสริมด้านฟองและปรับเนื้อ ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างลงตัว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ: ส่วนตัวชอบคอนเซปท์เรื่องของ Carbonated whip foam และสูตรนี้ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: ส่วนตัวเป็นคนชอบฟองเยอะๆ ดังนั้นตัวนี้ตอบโจทย์ หลังล้างให้ฟีลที่ค่อนข้างดี ไม่แห้งตึงเอี๊ยด แต่ก็ไม่ได้มีเมือกมาเคลือบ ซึ่งส่วนตัวก็โอเค เพราะหลังล้างหน้าจะไปสกินแคร์ต่อเลย ก็เลยไม่ได้ติดใจอะไร และใช้งานง่าย แค่กดปั๊มออกมาก็ได้โฟมฟองนุ่มแน่นแล้ว ช่วงแรกๆ อาจจะกะยากนิดนึง ว่าควรกดประมาณไหน ถึงจะไม่เหลือทิ้ง แต่ใช้ไปใช้มาก็จะชินว่าต้องกดประมาณไหน ให้ไป 5 ฟลาสก์

ทางไปตำ

ลิงค์จะเป็นขวดใหญ่ขนาด 216 กรัมค่ะ

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.ooX2R?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/6KjbE2nlmI

Disclaimer: Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูและครีมนวดผมในไลน์ Scalp control จากแบรนด์ Kamedis ที่พัฒนามาด้วยคอนเซปท์การบูรณาการผสมผสานแพทย์แผนจีนและเทคโนโลยีปัจจุบันได้อย่างลงตัว

สำหรับ Blog นี้จะขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะและปัญหารังแคจากแบรนด์ Kamedis มาฝากกันนะคะ

ถ้าพูดถึงแบรนด์ Kamedis ทางแบรนด์พึ่งรีแบนด์ รีแพคเกจใหม่ไปสักพัก เรียกได้ว่า mood and tone ชุดใหม่นี้แลดูน่ารัก น่าใช้ทุกตัวเลยค่ะ

Intro นิดหน่อย

แบรนด์ Kamedis อ่านว่า Kamedis (Kuh meh dis)

ซึ่งคำว่า Ka มีรากฐานมาจาก 开 (ไค) ภาษาจีน ที่แปลว่า เปิด เริ่มต้น และยังสามารถสื่อถึงการถ่ายทอดนวัตกรรมได้อีกด้วย Medis แสดงถึงลักษณะทางยาของผลิตภัณฑ์ และสะท้อนถึงภูมิหลังทางวิทยาศาสตร์ของแบรนด์ เมื่อรวมกันแล้ว Kamedis คือ “นวัตกรรมทางยา”

ที่มาของแบรนด์ก็น่าสนใจนะคะ เริ่มมาจากคุณ Roni Kramer แพทย์แผนจีนด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี สมุนไพรจีนหลายชนิดมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ค่อยมีการใช้ในเท่าไหร่ แต่ในทางการแพทย์แผนตะวันตกมีสเตียรอยด์ ซึ่งมีประสิทธิภาพจริง แต่ผลข้างเคียงก็เยอะเหมือนกัน เราเลยจะเห็นว่าแบรนด์จะเคลมว่า “No steroid” เพราะอันนี้เป็น pain point ของสเตียรอยด์ที่เธอมองเป็นจุดหลักเลยค่ะ

ในที่สุดทางแบรนด์ก็แสวงหาวิธีการแก้ปัญหาผิวพรรณ รวมทั้งหนังศีรษะ โดยการบูรณาการความรู้จากศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เลยกลายเป็นผลิตภัณฑ์ของ Kamedis ขึ้นมาค่ะ

สำหรับ Blog นี้จะขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ในไลน์ Scalp control 2 ชิ้น ได้แก่ Dandruff shampoo และ Nourishing conditioner มารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

โดยจะขอเริ่มจาก Dandruff shampoo ที่มีหน้าตาประมาณนี้

ขวดด้านในเป็นฝาแบบ Flip

ตัวเนื้อแชมพูเป็นแชมพูแบบขุ่น

ฟองค่อนข้างนุ่ม เล็กละเอียดคล้ายครีม เกลี่ยและกระจายตัวบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ง่าย

หลังล้างไม่ได้รู้สึกว่าผมแห้งกระด้างจนเกินไป

วิธีใช้ที่ทางแบรนด์แนะนำคือ ใช้สัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง เวลาสระให้นวดๆ บนหนังศีรษะประมาณ 2 – 3 นาที

ค่า pH ของฟองอยู่ที่ราวๆ 5 – 6

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากเล่าถึงการเกิดรังแค และสมดุล Microbiome บนหนังศีรษะซักเล็กน้อย

บนหนังศีรษะของเราก็มีจุลินทรีย์ต่างๆ อาศัยอยู่ร่วมกัน ชุมชนของจุลินทรีย์เหล่านี้เราเรียกกันว่า Microbiome โดยเจ้าตัวเล็กเหล่านี้จะทำให้หนังศีรษะของเราแข็งแรง ไม่อักเสบ ไม่ระคายเคือง และยังช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคเติบโตเพิ่มจำนวนจนมากเกินไปแล้วก่อโรคขึ้นมาค่ะ

โดยหนึ่งในจุลินทรีย์ที่มีความสำคัญบนหนังศีรษะคือ Malassezia spp. yeast นั่นเอง ซึ่งตัวยีสต์นี้ มีหลาย species ย่อย บางตัวก็ดี บางตัวก็ไม่ดี

โดยเจ้ายีสต์ Malassezia spp. นี้นางมีเอนไซม์ Lipase ที่ไปย่อย Triglycerides ที่ต่อมไขมันเราสร้างมา ได้พวกกรดไขมันต่างๆ แล้วนางกินแต่กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นอาหาร และนางจะยังเลือกไม่กิน Oleic acid นะ

ทีนี้ปัญหาเลยอยู่ว่า พอ Oleic acid มันเยอะไป มันจะไปทำให้ Barrier บนหนังศีรษะอ่อนแอ และนำไปสู่การระคายเคือง รวมทั้งปัจจัยจากความเครียดเอย และสิ่งแวดล้อม เช่น รังสี UV

ทำให้เกิดความผิดปกติในหลายๆ ระดับ ตั้งแต่เรื่องการสร้าง-เจริญ-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่-ผลัดออกทิ้ง เมื่อกระบวนการนี้ผิดปกติไป มันก็เลยเห็นเศษเซลล์เป็นแผ่นๆ เป็นรังแค

กล่าวถึง Microbiome อีกนิดหน่อย งานวิจัยล่าสุดของปีนี้ พบว่าในหนังศีรษะของคนที่เป็นรังแค จะมีสัดส่วนของ ยีสต์ M. restricta และ แบคทีเรีย Staphylococcus capitis สูงกว่าคนปกติ ในขณะที่ Cutibacterium acnes (หรือ C. acnes เจ้าเก่าชื่อเดิม P. acnes ของเรา) น้อยกว่าคนปกติ แบบนี้ก็คือ Microbiome ผิดไป (Int J Cosmet Sci. 2024. doi: 10.1111/ics.12933.)

โดยนัง M. restricta นี่แหละ เป็นตัวสร้าง Lipase มาย่อยไขมัน แล้วเหลือ Oleic acid ทิ้งไว้จน Barrier ผิวเราอ่อนแอ

รังแคอาจมีได้หลายรูปแบบ อาจจะมีสีขาว สีเทา หรือสีเหลืองก็ได้ถ้ามีพวกน้ำมันอยู่มาก

ในภาพรวม เราสามารถสรุปกลไกในการเกิดรังแคได้ดังนี้ค่ะ

ทางแบรนด์มี VDO น่ารักๆ ด้วยค่ะ สามารถไปรับชมได้นะคะ (ภาษาอังกฤษ)

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากบอกว่า ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบทางคลินิก และพบว่าสามารถลดรังแคที่มองเห็นได้ 100% และอาสาสมัคร 90% พึงพอในในการทดสอบผลิตภัณฑ์

(Image from Kamedis official website)

เรามาดูส่วนผสมของ Kamedis Scalp control dandruff shampoo กัน

พอเป็นแชมพู เราเลยอยากหยิบเอาสารทำความสะอาด/surfactant มาวิเคราะห์ก่อน

ในกลุ่มของ Surfactant แทนด้วยสีฟ้า มีดังนี้

  • Ammonium lauryl sulfate คู่กับ Ammonium laureth sulfate หรือ ALS/ALES 2 ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดประจุลบที่ทำความสะอาดได้ดี ให้ฟองเยอะ แต่บางคนอาจจะมองว่าน้องแรงไปนิด ทางแบรนด์ก็เลยใช้อีก 2 ตัวเข้ามาปรับทำให้สูตรมีความอ่อนโยนขึ้น ได้แก่
  • Cocamidopropyl betaine น้องเป็นสารทำความสะอาดชนิดสองประจุ มีความอ่อนโยนที่ดี
  • Sodium lauroyl sarcosinate เป็นสารทำความสะอาดประจุลบอีกตัว ที่ดัดแปลงโครงสร้างจากกรดอะมิโน มีความอ่อนโยนสูง ฟองดี ฟองละเอียด

ลดผมพันกันด้วย Polyquaternium-10 ซึ่งจะเคลือบปิดเกล็ดผม และลดการเกิดไฟฟ้าสถิตบนเส้นผม ลดผมชี้ฟู

ในส่วนของสารขจัดรังแค ใช้ 3 ตัว แทนด้วยสีชมพู ได้แก่

  • Salicylic acid เป็นตัวมาตรฐานตัวหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับจาก USFDA ว่ามีประสิทธิภาพในการขจัดรังแค มีประโยชน์ในการผลัดผิว และมีคุณสมบัติลดการอักเสบได้หน่อยๆ
  • Piroctone Olamine เป็นสารมาตรฐานอีกตัวที่ใช้ในการขจัดรังแค ออกฤทธิ์โดยไปฆ่าเชื้อยีสต์ Malassezia spp. และปรับกระบวนการสร้าง-ผลัดทิ้ง (Turnover) ของ Keratinocyte บนหนังศีรษะให้ช้าลง ทำให้การเกิดรังแคลดลง การศึกษาในอาสาสมัครที่พึ่งตีพิมพ์เมื่อต้นปี พบว่า การใช้แชมพูที่มี Piroctone Olamine เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สามารถปรับสมดุล Microbiome และลดการเกิดรังแค (Int J Cosmet Sci. 2024. doi: 10.1111/ics.12933.)
  • Climbazole เป็นสารขจัดรังแคอีกตัวหนึ่ง ออกฤทธิ์โดยการฆ่าเชื้อยีสต์ Malassezia spp. และมีงานวิจัยในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Climbazole ทำให้ Keratinocyte แข็งแรงขึ้น โดยไปเพิ่มความแข็งแรงของ Cornified envelope ทำให้ปกป้องหนังศีรษะจากสารก่อการระคายเคืองได้ดีขึ้น (ลดอักเสบอ้อมๆ) (Int J Cosmet Sci. 2014;36(5):419-26)

การใช้ Piroctone Olamine คู่กับ Climbazole มีรายงานวิจัยรองรับอยู่ค่ะ โดยเป็นการศึกษาประสิทธิภาพของแชมพูที่มีส่วนผสมของ 0.5% piroctone olamine และ 0.45% climbazole พบว่ามีประสิทธิภาพในการขจัดรังแค และไม่ทำให้ผมแห้ง กระด้าง (Int J Cosmet Sci. 2011;33(3):276-82.)

ในส่วนของสารสกัดจากพืชมีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่

  • Soap nut (Sapindus mukurossi extract) ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอักเสบระคายเคือง และมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์
  • Indigo (Indigofera tinctoria extract) ปรับสมดุลกระบวนการสร้าง-ผลัดทิ้ง (Turnover) ของ Keratinocyte บนหนังศีรษะให้ช้าลง ทำให้การเกิดรังแคลดลง

สรุปสารบำรุงที่ใส่มาตามคอนเซปท์ของแบรนด์ ก็คือการคัดสรรเลือกเบลนด์นวัตกรรม Botaniplex® จากสารสกัดพืช เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และดูแลรังแคที่หลายกลไก และให้ความสำคัญกับเรื่องสมดุล Microbiome เพื่อให้มีหนังศีรษะที่ดี

พัฒนาสูตรมาเป็นอย่างดี ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด ตัวที่เป็นสารทำความสะอาดหลักคือ ALS/ALES ที่สร้างฟองได้ดี ให้ฟองเยอะ ทำความสะอาดดี แต่อาจจะทำให้ผมแห้ง เลยตัดเอา cocamidopropyl betaine กับ Sodium lauroyl sarcosinate เข้ามาเพื่อความอ่อนโยน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุง ส่วนตัวชอบความเบลนด์เอาสมุนไพรเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งสารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกใส่มาก็คือ เสริมกันในการดูแลรังแคได้อย่างลงตัว ผ่านหลายๆ กลไก หลักๆ จะเน้นไปที่การปรับสมดุลของการสร้าง-ผลัดเซลล์ผิว (Turnover) ปรับสมดุล Microbiome และกำจัดยีสต์ Malassezia spp. ตบๆ มาด้วย สารสกัดสมุนไพรที่ลดระคายเคืองหนังศีรษะเข้ามาอีก 1 กรุบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่เราเป็นคนชอบฟอง น้องถือว่าทำมาตอบโจทย์มาก ฟองนุ่ม ละเอียด และฟองลื่นเกลี่ยง่ายบนเส้นผม ตีฟองขึ้นเร็ว หลังใช้ผมไม่แห้งกระด้างมาก ใช้คู่กับครีมนวดต่อเลยคือฉ่ำพอดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

ถัดมาเราจะมาดูรีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมของครีมนวดผมกันนะคะ

ครีมนวดผม Nourishing conditioner มาในหลอดแบบบีบหน้าตาแบบนี้

จุดที่น่ารักจุดหนึ่งของแพคเกจคือ ตอนเราซื้อมา เขาจะมี Seal ที่ปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้โดนแกะก่อนมาถึงมือเราอยู่ค่ะ

เนื้อจะออกคล้ายๆ บาล์ม มีสีเหลืองอ่อนๆ ซึ่งทางแบรนด์ไม่ได้ใช้สี สีนี้เป็นสีจากวัตถุดิบสารสกัดจากธรรมชาติค่ะ

ค่า pH ของครีมนวดผมหลังละลายน้ำอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในส่วนของครีมนวดผมก็เรียกได้ว่าทำมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันกับแชมพูเลยทีเดียว

โดยอาศัย Cetrimonium chloride ซึ่งเป็นสาร Surfactant ประจุบวก จะทำหน้าที่จับกับผมเสียที่มีประจุเป็นลบ ลดการชี้ฟู และเคลือบปิดเกล็ดผมเอาไว้ พร้อมทั้งทำหน้าที่เหมือนปูพื้นให้สารบำรุงบางชนิด มาเกาะบนเส้นผมได้ง่ายขึ้น

ในส่วนของสารบำรุงที่เป็นสารสกัดจากพืช กลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม Botaniplex® มีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่

  • Soap nut (Sapindus mukorossi Fruit Extract) ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอักเสบระคายเคือง และมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์
  • Amor cork tree (Phellodendron Chinense Bark Extract) หรือ ชื่อจีน Huang Bai มีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งจะช่วยลดการเกิดรังแค และปรับสมดุล Microbiome แบบอ้อมๆ
  • Chrysanthemum Indicum Flower Extract หรือ ดอกเก๊กฮวย ที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคือง

เสริมมาด้วย

  • โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) ที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความชุ่มชื้น
  • Sodium hyaluronate เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Ethylhexyl methoxycinnmate เป็นสารดูดซับรังสี UVB ถ้าเคลือบอยู่บนเกล็ดผม ก็จะช่วยปกป้องเส้นผมจากรังสี UV ได้อีกทาง
  • Tocopheryl acetate เป็น Antioxidant

ในภาพรวม ครีมนวดถ้าดูจากส่วนผสม จะดูเหมือนค่อนข้างเบา ผมเสียมากๆ ผมทำสี ผมเส้นเล็กแบบดิฉันจะไหวไหม แต่พอได้ลองใช้จริงก็คือแบบ เออ ไหวอ่ะ น้องทำถึงมาก เคลือบผมให้เงางาม และนุ่มมีน้ำหนัก แต่ไม่เยิ้ม

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง รวมสารปรับสภาพเส้นผม น้องใช้ Cationic surfactant เป็นตัวปรับสภาพเส้นผม ร่วมกับซิลิโคน และ Shea butter เพื่อเสริมความเงาวาวให้เส้นผม เสริมสารสกัดจากพืชตามเทคโนโลยี Botaniplex® ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และสารบำรุงอื่นๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน อย่างที่เกริ่นไปว่า ถ้าดูจากส่วนผสม ส่วนตัวจะคิดว่า น้องน่าจะเบา คนผมเส้นเล็ก ผมแห้งมาก เสียมาก ทำสีมา น่าจะเอาไม่อยู่ แต่ผิดคาด นางไหว นางทำถึงมาก ผมนุ่มสวย มีน้ำหนัก และเงางามตามท้องเรื่อง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kamedis สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/Kamedisth

ทางไปตำแชมพู

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.Mrvj1?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/qNva39KyC

ทางไปตำครีมนวด

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.p9hXf?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/4pu4LJ0er7

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kamedis สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์เซรั่มดูแลสิว Acniben® Night Concentrate Anti-Blemish serum จาก ISDIN

วันนี้ขอหยิบเอาเซรั่มดูแลสิวที่น่าสนใจมาวิเคราะห์ส่วนผสมเล่าสู่กันฟัง

โดยเซรั่มนี้มีชื่อว่า Acniben® Night Concentrate Anti-Blemish serum จากแบรนด์ ISDIN ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้

เจ้า Acniben® Night Concentrate ที่ว่า มีหน้าตาประมาณนี้

ด้านในจะเป็นหลอดที่มีเทคโนโลยีแอบแฝงอยู่ด้วยค่ะ

นวัตกรรมแบบใด?

คือ ตรงก้นหลอดจะมีซีลอะลูมิเนียมปิดผนึกอยู่ ให้แกะออก แล้วกดตรงก้น คล้ายๆ แบบจับปากกา ตัว Retinaldehyde จะออกมาพร้อมกับเนื้อเบส ทำให้ได้ Retinaldehyde ที่มีความคงตัวและเหมือนเราได้ผสมสดใหม่ในทุกหยดที่เรากดค่ะ

วิธีใช้ก็คือ กด 5 ปั๊ม วอร์มบนมือ แล้วลูบไล้ให้ทั่วใบหน้า

เนื้อเซรั่มจะมีสีเหลืองอ่อน ซึ่งเป็นสีตามธรรมชาติของ Retinaldehyde มีกลิ่นในโทนสดชื่น แนว Herb + Green

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ฟีลนุ่มลื่น ก่อนซึม/แห้งไปจนไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้บนผิว ซึ่งเรียกได้ว่าค่อนข้างตอบโจทย์คนที่มีปัญหาสิว ซึ่งมักจะเป็นคนที่มีสภาพผิวมัน

อารัมภบทเล็กน้อยก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสม

Acniben® Night Concentrate เป็นเซรั่มดูแลสิวที่มีการนำเสนอผลการวิจัยและการทดสอบประสิทธิภาพในการประชุมวิชาการแพทย์ผิวหนัง EADV Congress ปี 2023 ณ กรุงเบอร์ลิน (EADV ย่อมาจาก European Academy of Dermatology and Venereology)

โดยน้องมีความน่าสนใจและผ่านการทดสอบประสิทธิภาพกลุ่มอาสาสมัครที่มีปัญหาสิวดื้อ สิวเรื้อรัง พบว่าให้ประสิทธิภาพในการลดสิวเรื้อรังในกลุ่มอาสาสมัครลงได้ 45% เมื่อใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์

และด้วยความเป็น ISDIN เราไม่ต้องกังวลเลย เพราะทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพของตัวผลิตภัณฑ์ทั้งระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร ขอเลือกเฉพาะบางผลการทดสอบมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

  • ยับยั้งการเกาะติดของเชื้อสิว Cutibacterium acnes (C. acnes) บนผิว ได้ถึง 99% เมื่อทดสอบในผิวหนังที่เพาะเลี้ยง (Skin explants) ซึ่งให้ผลเทียบเท่า Benzoyl peroxide หรือ BP

(ภาพจาก ISDIN Thailand)

  • ยับยั้งการปลดปล่อยสารก่อการอักเสบชนิด IL-1alpha ได้ถึง 61%
  • ความมันบนใบหน้าลดลง 37.6% ใน 4 สัปดาห์
  • รอยแดงลดลง 30.4% ใน 12 สัปดาห์

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องเป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำนม (Emulsion) มีส่วนผสมของสารบำรุงที่เน้นไปในทางการควบคุมความมัน ผลัดผิวแบบอ่อนๆ ดูแลการระคายเคือง และใช้ Retinaldehyde เป็นสารบำรุงสำหรับดูแลสิว

ลองมาดูส่วนผสมของสารต่างๆ ในสูตรกัน

  • Retinal (Retinaldehyde) เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ ที่มีความแรงสูงกว่า Retinol เมื่อลงผิวจะแปรสภาพ 1 ขั้นตอน ได้ Retinoic acid ที่ออกฤทธิ์ได้เลย สำหรับประโยชน์ของ Retinal ที่ดีในด้านสิว ก็ได้แก่ การควบคุมและปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน-ผลัดเซลล์ผิวเพื่อลดการอุดตันทั้งในระดับของ Comedone (สิวอุดตันที่เกิดมาแล้ว) และ Microcomedone (การอุดตันน้อยๆที่รอวันเกิดออกมาจากรูขุมขน) ควบคุมความมัน และดูแลเรื่องการอักเสบ
    • มีรายงานว่าการใช้ Retinal สามารถเสริมกับยาในทางการแพทย์ เช่น กรณีศึกษาของ Morel และ คณะ (1999) พบว่าการใช้ Retinal 0.1% สามารถเสริมฤทธิ์กับ Erythromycin ที่เป็นยาปฏิชีวนะในอาสาสมัครที่มีสิวรุนแรงน้อย – ปานกลางได้เป็นอย่างดี (Clinical and Experimental Dermatology. 1999;24(5):354-357.)
  • กลุ่มสารลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) ได้แก่
    • 4-t-Butylcyclohexanol มีชื่อทางการค้าว่า Symsitive® ลดความรู้สึกระคายเคืองผิว ผ่านการลดความไวในการตอบสนองที่ระบบประสาทรับความรู้สึกร้อน TRPV-1 ทำให้เรารู้สึกสบายผิว มีการทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol ในการลดการระคายเคืองของผู้ป่วยที่มีอาการผิวอักเสบบริเวณรอบปาก โดยให้ทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น รวมถึงมีค่าความชุ่มชื้น และมีการระเหยของน้ำออกจากผิว (TEWL) ลดลง แสดงให้เห็นว่า Barrier ผิวกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2020;19(6):1409-1414)
    • Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว น้องยังช่วยปรับฟีลเนื้อสัมผัสให้ครีม และดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • กลุ่มสารควบคุมความมัน ได้แก่
    • Silica ด้วยความที่อนุภาคของ Silica มีรูพรุน น้องเลยดูดซับน้ำมันได้ ให้ผลดูดซับ Sebum ที่ผิวเราปลดปล่อยออกมาในระหว่างวันZinc PCA ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว (Humectant) ระงับเชื้อบางชนิด ควบคุมความมัน ลดริ้วรอยและชะลอวัย (Ref: TDS Ajidew® ZN-100, Ajinomoto Ltd.)
    • Bixa Orellana Seed Extract สารสกัดจากคำแสด ส่วนของเม็ดมีสารสีแดง ใช้เป็นสารแต่งสี มีสารจำพวก Carotenoids ที่เป็น Antioxidant มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant ที่ดี (J Appl Pharm Sci. 2014;4(2):101-106) คอมบิเนชั่นของ Bixa Orellana Seed Extract กับ Maltodextrin มีชื่อทางการค้าว่า BIX’ACTIV® BC10050 เป็นวัตถุดิบจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง BASF มีข้อมูลสนับสนุนอยู่หลายประการว่า สารสกัดนี้ให้ประโยชน์ในการควบคุมความมัน โดยไปบล็อกไม่ให้เซลล์ไขมัน (Sebocyte) ในต่อมไขมันเจริญจนเป็นตัวเต็มวัยสมบูรณ์ และลดการสร้างไขมันใหม่ บล็อกการทำงานของ IGF-1 ที่จะไปกระตุ้นให้เซลล์ในหนังกำพร้ามีจำนวนมากขึ้น (Hyper-keratinization) รวมไปถึงยับยั้งเชื้อ C. acnes (Ref: TDS BIX’ACTIV® BC10050, BASF)
  • Hydrolyzed Opuntia Ficus Indica Flower Extract รู้จักในนามชื่อทางการค้า Exfolactive® มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการผลัดผิว โดยไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการผลัดผิวตามธรรมชาติ เพิ่มความเรียบเนียน ชุ่มชื้น และความสว่างกระจ่างใส ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งระดับเซลล์เพาะเลี้ยง และในอาสาสมัคร (Ref: Silab)
  • Sphingomonas Ferment Extract ตัวนี้เข้าใจว่าอาจจะมาจาก Silab เหมือนกับ Exfolactive น้องมีชื่อทางการค้าว่า REVILIENCE® เป็นสารสกัดจาก Sphingomonas panaciterrae ซึ่งมีคุณสมบัติเสริมกระบวนการ Metabolism ของผิว ให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และมีสุขภาพดี (Ref: Silab)
  • เสริม Antioxidant ด้วย Vitamin E 2 form คือ Tocopherol, Tocopheryl acetate และ วิตามินซีในรูป Ascorbic acid

ในภาพรวม สารบำรุงที่ใส่มานั้นดูแลสิวได้อย่างครบวงจร ตามทางแบรนด์เคลม เก็บเรียบ ดูแลหมดทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ รอยแดง รอยดำ และควบคุมความมัน

ส่วนผสมอื่นๆ ก็เลือกใช้มาได้ค่อนข้างดี จะมีติด Alcohol มานิดหน่อย เข้าใจว่าลดความเหนอะหนะให้กับเบส เพื่อให้เหมาะกับคนผิวมันมากขึ้น

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง (Active) ทางแบรนด์เลือกใช้สารบำรุงหลายชนิด โดยมี Retinal เป็นพระเอก เพื่อให้ทำงานร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ ได้อย่างลงตัวเพื่อดูแลปัญหาสิว ผิวมัน และผิวมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย รวมถึงกลุ่มร่องรอยหลังจากสิวหาย เช่น รอยแดง รอยดำ และอาจจะได้ถึงพวกรอยหลุมสิว รอยแผลเป็นด้วย เพราะ Retinal เองก็เสริมการสร้างคอลลาเจน และปรับสมดุลการทำงานของเอนไซม์ MMP-TIMP ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสมานแผลของผิวอยู่อีกทาง โดยรวมให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เบส (Base) เลือกมาได้ค่อนข้างดี และไม่อุดตัน ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ยกเว้นมี Alcohol ติดมาอยู่ ซึ่งในจุดนี้ก็ถือว่าได้อยู่ เพราะว่า Alcohol จะช่วยลดความเหนอะหนะให้กับเนื้อครีม และให้สัมผัสเบาสบายตอนทา ส่วนตัวเองแม้ว่าจะไม่ได้มีสิว ก็ลองทามาแล้วประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนนอน (อย่าลืมงด Retinoids อื่น เพราะในสูตรมี Retinal) ก็ไม่ได้รู้สึกระคายเคืองอะไร แม้จะมีผิวแห้งค่ะ แต่ขออนุญาตหักไป 1 คะแนน เพื่อให้แฟร์ๆ กับทุกผลิตภัณฑ์ที่เคยรีวิวไป รับไป 4 ฟลาสก์
  3. ส่วนผสมอื่นๆ (Additive) ไม่มีสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้เรียนรู้ เปิดหูเปิดตา และรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.MJgab?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/9KMSYgUBtZ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมคลีนซิ่งบาล์ม Hello clean จาก Biobalance

สำหรับ Blog นี้เราจะมาวิเคราะห์ส่วนผสมของ Cleansing balm จาก Biobalance เวชสำอางสายคลีน ที่มีชื่อว่า Hello clean กันนะคะ

Hello clean เป็น Cleansing balm ที่มาในกระปุกสีเหลืองสดใส พร้อมคำเคลมเรื่องการล้างเครื่องสำอางกันน้ำ ทั้งบนใบหน้า ตา ปาก และ “กันแดด” กันน้ำ

ซึ่งทางหญิงก็มองว่า เราไม่ค่อยเห็นใครเคลมเรื่องการล้างกันแดดกันน้ำเท่าไหร่ เลยคิดว่าน่าสนใจดีค่ะ

น้องมีหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวแพคเกจด้านในเป็นกระปุกพลาสติกสีเหลืองสดใส

น้องเป็น Cleansing balm เนื้อนุ่ม แว่บแรกที่เปิดกระปุกมา ดูเหมือนจะแข็งนะคะ แต่เอาช้อนตักเข้าไปคือนุ่มมาก เหมือนไอศกรีมเลย ตามที่แบรนด์เคลมว่าเป็นคลีนซิ่งบาล์มเนื้อเชอร์เบท (Sherbet-like balm)

ในส่วนของการทำความสะอาดนั้น ส่วนตัวได้ลองใช้ทำความสะอาดลิปแดงที่ใช้เป็นประจำ ก็คือทำความสะอาดได้ดี ให้ฟีลที่เกลี่ยง่าย หลอมละลายไปบนผิว

ส่วนตัวแนะนำให้ใช้เป็นเทคนิค Double clean นะคะ นวดๆ วนๆ จนฉ่ำใจ แล้วไปล้างด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าต่ออีกครั้ง ผิวจะนุ่มและให้ความรู้สึกที่ดี

ความน่ารักของผลิตภัณฑ์นี้อยู่ที่ เราไม่ค่อยเห็นใครเคลมเกี่ยวกับการล้าง Sunscreen บนพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเท่าไหร่ แต่น้อง Hello clean เคลมว่าทำได้ค่ะ ก็ถือเป็นอะไรที่ดูน่าสนใจ

มาดูส่วนผสมกันนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม Hello clean เป็น Cleansing balm ที่มีส่วนผสมของวิตามินซีในฟอร์ม L-Ascorbic acid ซึ่งเป็นฟอร์มดั้งเดิมตามธรรมชาติ ร่วมกับสารสกัดจากดอก Porcelain (Hoya lacunosa flower extract) เข้าใจว่าน่าจะหมายถึง Crodarom® Porcelain Flower (INCI: Caprylic/Capric Triglyceride (and) Hoya Lacunosa Flower Extract) ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมไปในเชิงของการให้ความรู้สึกสบายผิว ลดความระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้นและเป็น Antioxidant

ส่วนของสารทำความสะอาดเป็นตัว PEG-20 glyceryl triisostearate ที่มีความอ่อนโยนและมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดที่ดี

สำหรับเบสหลักจะเป็น Caprylic/capric triglycerides ที่ให้ฟีลลิ่งไม่หนักผิวมากอยู่แล้ว มาผนวกรวมกับ Dicaprylyl carbonate ที่มีความบางเบายิ่งกว่า เบลนด์เข้ากับ wax จาก Candelilla wax (Euphorbia cerifera) ให้มีความแข็งพอเหมาะ จุดหลอมเหลวพอเหมาะที่จะหลอมละลายได้เมื่อสัมผัสผิว

เสริมความคงตัวให้แก่สารพัดน้ำมันด้วย Vitamin E ที่เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในน้ำมัน (Lipophilic antioxidant)

ในภาพรวมก็คือเป็นสูตรที่ทำมาได้ค่อนข้างดี สารที่ใช้เป็นมิตรกับผิว และเสริมสารบำรุงเข้ามา แม้ว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มคลีนซิ่งจะสัมผัสผิวไม่นาน แต่การมีสารบำรุงอยู่ ก็น่าจะดีกว่า

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.MmQbY?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/5AWop0OS9K

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Niacinamide G Super serum จาก Biobalance

Blog นี้เราจะมาวิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่มบำรุงผิวในไลน์ Super serum ของ Biobalance เวชสำอางสายคลีน ที่พึ่งเข้าไทยมาเมื่อต้นปีนี้ค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจอยากรู้จักแบรนด์ Biobalance ให้มากขึ้น สามารถตามอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/08/26/brandintro-biobalance/

โดยก่อนหน้านี้ ทางแบรนด์ได้นำเอาสินค้าในกลุ่ม Super serum เข้าไทยมาแล้ว 2 ชิ้น คือ เซรั่มวิตามินซี และ เซรั่มวิตามินเอ สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

>>review serum vitamin c และ vitamin a ของ Biobalance

วันนี้ขอหยิบเอาน้องใหม่ในไลน์ Super Serum อีกตัวที่เข้าไทยมา คือ Niacinamide G ที่เป็นตัวเบลนด์ของ Niacinamide 15% + Glycolic acid 5% ค่ะ

ตัวแพคเกจด้านในจะเป็นขวดแก้วสีชา ที่มาพร้อมกับดรอปเปอร์

น้องเป็นเซรั่มที่มีความหนืดนิดๆ ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ฟีลลื่น เคลือบ และชุ่มชื้น

ส่วนตัวก็เคยใช้พวก AHA มาอยู่บ้าง เลยไม่ได้รู้สึกยิบๆ เท่าไหร่ แต่สำหรับมือใหม่ อาจจะมีอาการยิบๆ ได้ ตามธรรมชาติของ AHA ซึ่งอาการยิบๆ จะเป็นอยู่ชั่วคราว ไม่นาน และผิวเราจะปรับตัวได้ค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเป็นค่า pH ที่ทำให้ Glycolic acid อยู่ในรูปแบบกรด (Free acid) ที่เป็นฟอร์มที่ active ออกฤทธิ์ในการผลัดผิวได้

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมก็คือ สมเป็นแบรนด์สกินแคร์สายคลีน มีส่วนผสมอยู่ไม่มากนัก โดยมี Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 เป็นสารบำรุงหลัก ร่วมกับ Glycolic acid และ ดูแลปัญหาการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วย Panthenol

  • Niacinamide มีประโยชน์กับผิวมากมายหลายอย่าง เนื่องจากน้องเป็นองค์ประกอบในโคเอนไซม์ NAD และ NADP ที่ช่วยในการทำงานหลายอย่างของผิวหนัง และยังออกฤทธิ์ผ่านอีกหลายกลไก มีประโยชน์ทั้งในด้านการควบคุมความมัน ลดกระบวนการอักเสบและการระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ Ceramide ที่เป็น Barrier ผิว จริงๆ มีการศึกษาเกี่ยวกับ Niacinamide ค่อนข้างเยอะนะคะ แต่งานหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานของ Bisset และคณะ ได้ทดสอบประสิทธิภาพของ Niacinamide 5% ในอาสาสมัครหญิงที่มีภาวะ Photoaging เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครมีริ้วรอยลดลง จุดด่างดำลดลง รอยแดง รอยเหลือง ลดลง และความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Dermatol Surg. 2005;31(7 Pt 2):860-5; discussion 865.)
  • Glycolic acid เป็น AHA ที่มีประโยชน์ในการผลัดผิว ลดเลือนริ้วรอยตื้นๆ ปรับสีผิวให้กระจ่างใสขึ้น ในสูตรนี้มีค่า pH ราวๆ 3 ถึง 4 ทำให้ AHA นี้อยู่ในรูปที่ active
  • Panthenol ด้วยความที่ AHA อาจจะระคายเคืองได้ เลยเอา Panthenol มาดูเรื่องการระคายเคือง คู่กับ B3 และ Panthenol เองก็ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นของผิวได้อีกทาง

ในภาพรวมก็คือเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีปัญหาจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ และน่าจะได้ประโยชน์สำหรับดูแลริ้วรอยตื้นๆ และปัญหารูขุมขนกว้าง

โดยมีข้อแนะนำว่าควรใช้แค่ตอนกลางคืน เช้าตื่นมาก็ให้ทากันแดด และหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะว่า AHA จะเพิ่มความไวต่อแสงได้ค่ะ และถ้ารู้สึกระคายเคืองมากไป ก็ปรับลดความถี่ เหลือวันเว้นวันได้ตามความสะดวกและคอนเซปท์ Listen to your skin

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.MP6ez?cc

แอพส้ม https://shope.ee/6fLZLvmzM9

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ