Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Coconut anti-hair loss Hair tonic ดูแลปัญหาผมร่วง ผสานนวัตกรรมภูมิปัญญาไทยและสารบำรุงระดับโลก

Blog นี้มีรีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสม Hair tonic ดูแลปัญหาผมร่วงที่น่าสนใจมาฝากกัน

ถ้าพูดถึงแบรนด์ Tropicana หลายๆ ท่านอาจเป็นลูกค้าประจำของทางแบรนด์อยู่แล้ว เพราะว่าแบรนด์นี้มีชื่อเสียงมากเรื่องน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่ส่งออกไปนานาประเทศทั่วโลกเลยก็ว่าได้

ตอนนี้ทางแบรนด์มีผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์ และ ดูแลเส้นผมออกมาหลายชิ้น

วันนี้เลยได้โอกาสขอหยิบเอา Hair tonic ที่ทางแบรนด์พึ่งพัฒนาออกมามาวิเคราะห์ส่วนผสมกันสักหน่อย

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Coconut anti-hair loss hair tonic

ซึ่งมาในขวดสเปรย์ที่มีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ผลิตภัณฑ์มาในเนื้อแบบใส มีสีเหลืองอ่อนๆ นวลๆ โดยทางแบรนด์ไม่ได้ใช้สี ดังนั้นนี่เป็นสีของสารบำรุงในตำรับเลยค่ะ และแต่งกลิ่นมาหอมดี

ตัวสเปรย์ เวลาใช้งานลงบนหนังศีรษะ ไม่ทำให้ผมพันกัน ไม่รู้สึกแห้งหรือว่าระคายเคือง และให้กลิ่นที่หอม

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5

ก่อนไปดูส่วนผสม ขอเล่าเรื่องการเจริญของผมหน่อยนะคะ

ผลของคนเรามีระยะการเจริญอยู่ 3 ระยะหลักๆ ได้แก่

  1. Anagen เป็นระยะที่เส้นผมกำลัง Active เป็นระยะที่ผมเรางอกยาวออกมา เซลล์ต่างๆ ในรากผมทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง
  2. Catagen เป็นระยะที่เส้นผมเริ่มหยุดสร้างตัวเอง กลายร่างเป็น Club hair
  3. Telogen เป็นระยะสุดท้ายที่ผมนั้นพร้อมหลุดออกไปได้เมื่อมีแรงมากระทำ

ซึ่งในคนปกติที่สุขภาพดี เมื่อถึง Telogen แล้ว รากผมก็จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ Anagen อีกรอบค่ะ ทำให้เรามีผมตลอดเวลาไม่มีระยะผลัดขนเหมือนสัตว์บางชนิด

     โดยในปัจจุบันมีการเพิ่มชื่อระยะเข้ามาอีกนิดหน่อยค่ะ ที่สำคัญมี 2 คำ ได้แก่

  • Exogen เป็นระยะหลัง Telogen ที่ผมหลุดออกไป แล้วรากผมนั้นก็จะเข้าสู่อีกระยะหนึ่ง ที่เรียกว่า
  • Kenogen ซึ่งเป็นระยะที่รากผมยังไม่มีผมเส้นใหม่ออกมา ภายในนั้นยังว่าง ก่อนเข้าสู่ Anagen ใหม่

โดยมีการพบว่า ในสภาวะที่ผมร่วงแบบผิดปกติบางชนิด เช่น ผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ Kenogen ยาวนานขึ้น ผมอยู่ใน Telogen เยอะขึ้น และมีสัดส่วนของ Anagen ลดลง

และอีกเรื่องจะเป็นเรื่องของเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ไปเปลี่ยน Testosterone ให้กลายเป็นฮอร์โมน Dihydrotestosterone (DHT) ที่มีฤทธิ์แรงขึ้น ทำให้ผมร่วงผ่านหลายๆ กลไก รวมทั้งทำให้รากผมมีขนาดเล็กลง (Hair follicular miniaturization) ถ้าเป็นที่ต่อมไขมัน DHT จะทำให้มีการสร้างไขมัน (Sebum) ออกมามากขึ้น

ป่ะ มาดูส่วนผสมกัน

สำหรับส่วนผสมที่ให้ประโยชน์ในด้านการดูแลผมร่วงและเสริมกระบวนการงอกใหม่/เจริญของผม ได้แก่

  • Eclipta prostata leaf extract หรือ ในชื่อไทย ใบกะเม็ง ในทางอายุรเวทเรียกว่า Bhringraj ใช้เพื่อประโยชน์หลายประการ รวมทั้งดูแลผมร่วง (Biomolecules. 2021 Nov; 11(11): 1738.) ในส่วนของข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบหลายเจ้า ระบุว่า สารสกัดนี้มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเจริญของผม ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ลดการขาดหลุดร่วง มีรายงานการวิจัยในหนูทดลองพบว่าสารสกัดเสริมกระบวนการงอกของผม ปรับการเจริญของผมให้กลับมาสู่ Anagen phase (ระยะที่ผมเจริญ) ผ่านการกระตุ้น FGF-7 ทำให้รากผมเข้าสู่ Anagen (Lee et al., Pharm Biol. 2019;57(1):105-111.)
  • Serenoa rapens fruit extract หรือ สารสกัดจาก Saw palmetto ซึ่งมีรายงานถึงฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ 5alpha-reductase ซึ่งเมื่อไปยับยั้งแล้วจะช่วยดูแลภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย พร้อมทั้งควบคุมความมันของหนังศีรษะไปได้อีกทาง
  • Emblica officinalis extract หรือ สารสกัดจากมะขามป้อม ที่เด่นในแง่ของการเป็น Antioxidant และมีการใช้ในตำรับแผนไทยและอายุรเวทเพื่อดูแลผิวพรรณ และเส้นผมหลายตำรับ รวมทั้งมีการเก็บไว้ในระบบนำส่งรูปแบบ transfersomes พบว่าสามารถนำส่งสารเข้าไปในรากผม และกระตุ้นการเจริญของรากผมได้ในระดับหลอดทดลอง (J Oleo Sci. 2022;71(7):1085-1096.) ในส่วนของการทดสอบทางคลินิก เป็นการทดสอบในรูปแบบรับประทานในกลุ่มอาสาสมัครหญิงที่มีปัญหา Female androgenic alopecia พบว่าการทานสารสกัดมะขามป้อมช่วยเสริมการงอกของผมโดยไปเพิ่มสัดส่วนของผมในระยะ Anagen (J Ethnopharmacol. 2024;318(Pt A):116958.)
  • Panax ginseng root extract สารสกัดจากโสม ประกอบด้วยพฤกษเคมีในกลุ่ม Ginsenoside หลายชนิดที่มีรายงานว่ามีประโยชน์ในกระบวนการเสริมการเจริญของเส้นผม รวมทั้งมีรายงานถึงคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ 5alpha-reductase
  • Biotin และ Panthenol เป็นวิตามินที่เด่นในแง่ของการเสริมกระบวนการเจริญของเส้นผม
  • น้ำมะพร้าว ประกอบด้วยวิตามินและสารบำรุงหลายชนิด ที่นอกจากจะช่วยให้หนังศีรษะชุ่มชื้น อาจจะให้ประโยชน์ในเรื่องของการให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing)

สารบำรุงอื่นๆ มีที่น่าสนใจอีกหลายชนิด ได้แก่

  • Hydrolyzed soy protein เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่หนังศีรษะ
  • Zinc PCA ควบคุมความมันของหนังศีรษะ
  • Niacinamide และ Pyridoxine (B6) ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง
  • Arginine และ Citrulline มีการค้นพบว่าในโครงสร้างส่วนของ Medulla และ inner root sheath ของเส้นผมจะมีโปรตีนที่มีองค์ประกอบพิเศษกว่าบริเวณอื่น โดยมี Arginine อยู่มาก เมื่อเส้นผมเจริญจะเกิดกระบวนการ transamidase เปลี่ยนจาก Arginine เป็น Citrulline ในส่วนของ trichohyalin granules (Biochim Biophys Acta. 1977;495(1):159-75.) ซึ่งคาดการณ์ว่าการเสริม Arginine-citrulline อาจจะมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเจริญของเส้นผมก็เป็นได้

Combination ของ Zinc และ Arginine มีการทดสอบในอาสาสมัครอยู่ชิ้นหนึ่ง โดยแบ่งอาสาสมัคร 40 คน เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ใช้โลชั่นที่มี Zinc และ Arginine อีกกลุ่มเป็นเบส เป็นเวลา 23 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับ Zinc และ Arginine มีการทำงานของเอนไซม์ 5alpha-reductase ในรากผมน้อยกว่า เส้นผมหลุดร่วงยากกว่าเมื่อทดสอบด้วย Pull test และมีสัดส่วนของรากผมที่เป็น Anagen มากกว่ากลุ่มที่ได้รับโลชั่นเบส (Ital J Dermatol Venerol. 2022;157(1):78-83.)

ในส่วนของเบสมีส่วนผสมของสารเพิ่มความชุ่มชื้น (Humectant) หลายตัว และไม่มีส่วนผสมของ Alcohol

รวมทั้งใช้สาร Dimethyl isosorbide (DMI) เป็นตัวเสริมการดูดซึมสารผ่านหนังศีรษะ (Penetration enhancer)

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ส่วนผสมที่ทางแบรนด์เลือกมา ดูแลเรื่องผมร่วงผ่านหลายๆ กลไกไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการบล็อกผลของฮอร์โมนผ่านการยับยั้งเอนไซม์ 5alpha-reductase เสริมการเจริญโดยปรับให้รากผมเข้าสู่ Anagen เสริมความแข็งแรงให้แก่รากผมและเส้นผม ควบคุมความมันของหนังศีรษะ ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้คะแนน 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในด้านของการทำสูตร มองว่าเลือกคอมบิเนชั่นของสารสกัดจากสมุนไพรในตำรับแผนโบราณทั้งไทยและอายุรเวทมารวมกันได้อย่างลงตัว ผสานด้วยสารบำรุงสมัยใหม่ และเสริม DMI เพื่อเพิ่มการดูดซึม ฟอร์มูเลทมาในเบสที่ดี ในด้านของการใช้งานตัว Hair tonic มีกลิ่นหอม ส่วนตัวใช้ก่อนนอน สเปรย์แล้วแห้งไว ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ผมไม่จับตัวเป็นลิ่มๆ ไม่ระคายเคือง ในด้านของผมหลุดร่วง ส่วนตัวรู้สึกว่าหลังจากใช้มาประมาณ 2 อาทิตย์ ตอนสระกับตอนหวีหลุดร่วงลงมาให้เห็นน้อยลงกว่าเดิม โดยรวมถือว่าประทับใจ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Tropicana ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และได้เรียนรู้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/tropicanaoilfanpage

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.KV6WK?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/VnK2IKfa8

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Tropicana การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันแดดในตำนาน ISDIN สูตรปรับปรุงใหม่ Fotoultra 100 จัดเต็ม 2 สูตร Spot prevent และ Active Unify

Blog นี้ขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดของ ISDIN รุ่น Fotoultra 100 มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกัน

โดยสูตรที่หยิบมาจะเป็นสูตรที่พึ่งปรับใหม่ปี 2024 นี้ค่ะ

จัดเต็มทั้ง 2 สูตร คือ Active Unify และ Spot prevent

เริ่มต้นที่ Spot prevent

เนื้อเป็นแบบน้ำนม มีความหนืดปานกลาง

เกลี่ยได้ง่าย ไม่หนักผิว ด้วยความที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมเลยจะได้กลิ่นของวัตถุดิบจางๆ และด้วยความมี non-nano Titanium dioxide เนื้อเลยจะติดสีออกขาวนิดหน่อย

เก็บภาพฟินิชให้ดูด้วยแสงแฟลช

สูตร Spot prevent มี Claim ว่าปกป้องผิว 4 ระดับ

  • กัน UV ได้ 99%
  • กัน HEV light ได้ 66%
  • กัน Pollution (PM2.5) ได้ 90%
  • ป้องกันการสร้างเม็ดสีใหม่ได้ 74% (ทดสอบผ่านผิวหนังจำลอง)

สำหรับสูตร Spot prevent นี้ ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัครมาแล้ว โดยพบว่า

  • อาสาสมัครทุกคน (100%) ไม่พบฝ้า กระขึ้นใหม่
  • 90% รู้สึกว่าผิวขาวกระจ่างใสขึ้น
  • 94% รู้สึกว่าภาพรวมสุขภาพผิวดีขึ้น
  • กันน้ำ กันเหงื่อ
  • ไม่อุดตันรูขุมขน
  • สูตรอ่อนโยน และ Hypoallergenic (ก่อการแพ้ได้ต่ำ)

สูตรนี้เหมาะกับใคร

  • สตรีมีครรภ์ ซึ่งอิทธิฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนจะทำให้จุดด่างดำ ฝ้า ขึ้นง่ายขึ้น (ทั้งนี้ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์อีกครั้ง)
  • ผิวที่มีแนวโน้มเกิดจุดด่างดำ/สีผิวผิดปกติได้ง่ายเมื่อโดนแดด
  • คนที่ใช้ยาที่ไวต่อแสง หรืออยู่ระหว่างการรักษาด้วย Treatment ที่ไวต่อแสง
  • ก่อน-หลังหัตถการ โดยให้รอแผลแห้งและตกสะเก็ดก่อน

สูตร spot prevent มีส่วนผสมดังนี้

ส่วนผสมของสารกันแดดเป็นสีน้ำเงิน ได้แก่

  • Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate หรือ Uvinul A+ เด่นเรื่องกรองช่วง UVA 320 – 400 nm มีช่วง peak อยู่ 354 nm มีข้อมูลสนับสนุนถึงประโยชน์ในการลดการเกิดอนุมูลอิสระภายในผิว และมีความคงตัวที่ดี
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine หรือ Tinosorb S กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVA-UVB มีค่า Peak 310 และ 345 nm และมีฤทธิ์เสริมและบูสต์ค่า SPF เมื่อใช้คู่กับสารกันแดดอื่น เช่น Ethylhexyl triazone
  • Ethylhexyl salicylate เด่นกรอง UVB ข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี ดูดซึมเข้าผิวน้อย
  • Ethylhexyl triazone หรือ Uvinul T150 เด่นกรอง UVB มีความคงตัวสูง
  • Titanium dioxide [nano] สารกันแดดชนิดกายภาพ สะท้อนรังสี UV ออกไป แต่ข้อมูลบางแหล่งกล่าวว่าในช่วงท้ายๆ ของ UVA ประสิทธิภาพน้องจะดรอปลง
  • Titanium dioxide ในรูปแบบ non-nano อันนี้สามารถสะท้อนรังสีได้กว้างขึ้น ข้ามผ่านทั้ง UVB UVA จนมาถึงช่วง HEV light

ในภาพรวมสารกันแดดเป็นชนิดกายภาพผสมเคมี กรองได้ครบทั้ง UVA-UVB และการเลือกใช้ non-nano Titanium dioxide ช่วยลากยาวสเปกตรัมจนมาถึง HEV light

ส่วนของสารบำรุงที่เด่นๆ ในสูตรนี้จะเป็น

  • Sclareolide เป็นสารพฤกษเคมีในกลุ่ม sesquiterpene lactone ที่พบในพืชหลายชนิด ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าสารนี้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดจุดด่างดำจากมลภาวะ รังสี UV และ HEV light และเพิ่มความสว่างกระจ่างใสให้แก่ผิว (Ref: TDS SymBright® 2036) เมื่อใช้ร่วมกับ Niacinamide จะทำให้ประสิทธิภาพในการเป็น Whitening ดีขึ้น
  • Niacinamide ที่นอกจากจะเป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีไม่ให้ออกมาภายนอกแล้ว ยังมีประโยชน์ในการดูแลการระคายเคือง ควบคุมความมัน และดูแลปัญหาสิว

สาร Antioxidant

  • วิตามินอี ในรูปแบบ Tocopheryl acetate ซึ่งเป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน
  • Diethylhexyl Syringylidenemalonate หรือ Oxynex® ST ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่างในสูตร โดยไปเสริมความคงตัวให้สารกันแดดในตำรับ ในด้านของการเป็นสารบำรุง นางจะช่วยเสริมความสามารถของผิวในการปกป้องผิวจากมลภาวะ

Silica นอกจากจะใส่มาในแง่ของการขึ้นเนื้อ ยังมีประโยชน์ในด้านการควบคุมความมัน

อีกสูตรที่มาคู่กันวันนี้คือ Active Unify สูตรปรับใหม่

เนื้อเหมือนจะเหลวกว่าสูตร Spot prevent นิดหน่อย

เรื่องการเกลี่ย กลิ่น และความขาวนิดหน่อยนั้นไม่แตกต่างกัน

เก็บฟินิชลุตด้วยแสงแฟลช

สูตรนี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัครที่เป็นฝ้า โดยพบว่า

  • 90% รู้สึกว่ารอยฝ้าดูจางลง
  • 90% รู้สึกว่าผิวหน้าสว่างขึ้น
  • 86.7% รู้สึกว่าสีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น
  • ไม่อุดตันรูขุมขน
  • สูตรอ่อนโยน และ Hypoallergenic (ก่อการแพ้ได้ต่ำ)

สูตร Active Unify มี Claim ว่าปกป้องผิว 4 ระดับ

  • กัน UV ได้ 99%
  • กัน HEV light ได้ 66%
  • กัน Pollution (PM2.5) ได้ 73%
  • ป้องกันการสร้างเม็ดสีใหม่ได้ 99% (ทดสอบผ่านผิวหนังจำลอง)

สูตรนี้เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ

เปรียบเทียบ Finish ของทั้ง 2 สูตร

ส่วนผสมของสูตร Active Unify เป็นดังนี้

สำหรับสารกันแดดจะเป็นคอมบิเนชั่นเดียวกันกับสูตร Spot prevent คือ เป็นชนิดกายภาพผสมเคมี กรองได้ครบทั้ง UVA-UVB และการเลือกใช้ non-nano Titanium dioxide ช่วยลากยาวสเปกตรัมจนมาถึง HEV light

ในด้านของสารบำรุง เรียกได้ว่าจัดเต็มมาในส่วนของ Whitening เพื่อเอาอกเอาใจคนเป็นฝ้าโดยเฉพาะ

  • Sclareolide ที่คุยกันไปก่อนหน้า ว่าป้องกันการสร้างเม็ดสี ไม่ให้เกิดจุดด่างดำจากมลภาวะ รังสี UV และ HEV light และเพิ่มความสว่างกระจ่างใสให้แก่ผิว
  • Niacinamide ยับยั้งการส่งผ่านถุงเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก
  • สารสกัดจากถั่วลันเตา ที่ดูจาก Breakdown แล้วคิดว่าน่าจะใช่ Actiwhite™ PW ของ BASF ออกฤทธิ์เป็น Whitening ผ่าน 2 กลไก คือ ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่สร้างเม็ดสี และยับยั้งระบบยีน PMEL-17 ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีชนิดสีเข้ม (Eumelanin) มำให้สีผิวสว่างขึ้น (Ref: TDS Actiwhite™ PW)

Antioxidant มาครบ ทั้ง Vitamin E และ Oxynex® ST

แถมโบนัส ดูแลริ้วรอยและเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิว ด้วย Combination ของ Palmitoyl Tripeptide-1 และ Palmitoyl Tetrapeptide-7 ร่วมกับสารอื่นบางตัวในสูตร คือ Matrixyl® 3000 เป็นการใช้ Matrikine peptide 2 ตัวรวมกัน เพื่อปรับสมดุล Metabolism ของผิว ดูแลการฟื้นฟูและเสริมสร้างพวกเส้นในต่างๆ ที่เสียหายไปเพราะรังสี UV มีประโยชน์ให้ริ้วรอยตื้นขึ้น และเสริมความยืดหยุ่นของผิว (Ref: TDS Matrixyl® 3000)

ทีนี้มาดูคะแนนกันนะคะ

ขอหยิบเอาลูกรัก(กว่า) อย่าง Active Unify มาเป็นตัวแทนในการให้คะแนนค่ะ

  1. สารกันแดด ในด้านของสารกันแดดเป็นชนิดกายภาพผสมเคมี ที่นอกจากจะป้องกัน UVA-UVB ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความคงตัว มีข้อมูลความปลอดภัยที่ดีแล้ว ยังเสริมการป้องกันผิวจาก Blue light ได้ด้วยการใช้ non-nano Titanium dioxide ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่นๆ ในด้านของการดูแลเรื่องเม็ดสี คือ ปังปุ มาครบ มาเต็ม ทุกสเต็ป ตั้งแต่เม็ดสียังไม่เกิด ไปจนถึงเม็ดสีเกิดมาแล้วก็เก็บเรียบไม่ให้ออกมาลืมตาดูโลกภายนอก และเสริมโบนัสเรื่องการดูแลริ้วรอยเข้ามาอีก 1 กรุบ มาในเบสที่เป็นอิมัลชั่นชนิดเบสน้ำ (o/w) ที่เบาบางสบายผิว ไม่เหนอะหนะ เสริม Silica เข้ามาคุมมัน ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ชอบแรก คือ น้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในกลุ่มอาสาสมัครที่เป็นฝ้าจริง ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพกันน้ำ ก็คือ กันน้ำได้ในระดับหนึ่ง (แช่น้ำได้ 40 นาที) ไม่อุดตัน และ Hypoallergenic ก่อการแพ้น้อย เนื้อค่อนข้างเบา เพื่อแลกมาซึ่งความสามารถในการกัน HEV light เราอาจจะได้ความขาวจาก Titanium dioxide มา แต่ตัวเองใช้กับรองพื้นก็คือไม่ได้ต่างอะไรกับแบบไม่มี Titanium dioxide ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้เรียนรู้ เปิดหูเปิดตา และรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

Spot prevent

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.p2LMv?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/20bZ4yEMRO

Active Unify

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.qYykQ?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/6pgoptGwg1

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์ AHA•BHA•PHA 30 Days Miracle Toner จาก Some by Mi

Some by Mi เป็นอีกแบรนด์ที่ส่วนตัวค่อนข้างชอบ และในเกาหลีจะมีสินคล้าหลายไลน์ที่ในไทยไม่ได้นำเข้ามา อยากให้มีในบ้านเราบ้างค่ะ

หลังจากน้องรีแบรนด์ใหม่ด้วยคอนเซปท์ “New cleanical solution” ก็คือเรียกได้ว่าอินเทรนด์มากๆ ตอบรับเทรนด์ Clean beauty และ Cleanical beauty (= Clean + Clinical efficacy) ซึ่งเลือกใช้ส่วนผสมที่ทั้งมีความปลอดภัย (Clean ingredients) และมีประสิทธิภาพ (Clinical efficacy)

Blog นี้เลยขอหยิบเอา Miracle toner ซึ่งเป็นโทนเนอร์ตัวดังของแบรนด์มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

โดยหน้าตาน้องหลังรีแบรนด์แล้วเป็นแบบนี้ค่ะ

ซึ่งบ้านเราจะมี Pack สุดพิเศษที่เรียกว่าเป็น New exclusive edition ที่มีหน้าตาแบบนี้นะคะ

โดยในเซ็ตจะเป็นเซ็ตที่ซื้อขนาดปกติ (150 ml) แถมไซส์เล็ก 30 ml ซึ่งเหมาะกับสาวน้อยนักเดินทางแบบเรา พกพาสะดวก

เนื้อของโทนเนอร์จะเป็นเนื้อเหลว มีกลิ่นในโทนเย็นสดชื่นของทีทรีและน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินท์ที่เป็นส่วนประกอบ

ซึ่งค่า pH ที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 5

ซึ่งทางเราและทีมงานก็มีความสงสัย เพราะ AHA ควรจะออกฤทธิ์ที่ pH ประมาณ 3.8 – 4.0 แต่ใดๆ คือ การวัดด้วยกระดาษอาจจะไม่แม่นยำ และคลาดเคลื่อนได้ และทางแบรนด์ก็มีผลการทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิก ทั้งในด้านของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับ

ในด้านของการทดสอบประสิทธิภาพนั้นพบว่า การให้อาสาสมัครใช้โทนเนอร์ร่วมกับเซรั่มและครีมในไลน์ AHA•BHA•PHA พบว่าปริมาณความมัน หรือน้ำมันบนผิว (Sebum) ลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรก และที่ 4 สัปดาห์ลดลงถึง 43.41% เมื่อเทียบกับก่อนใช้

และยังผ่านการทดสอบการระคายเคือง (คะแนนค่าเฉลี่ยการระคายเคือง = 0.00 แปลว่าไม่ระคายเคือง) และ ผ่านการทดสอบว่าไม่อุดตันรูขุมขน

ในด้านของส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของสารบำรุงนั้น เปิดมาด้วย Niacinamide (แบรนด์เคลม 2%) ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง และให้ประโยชน์ในการดูแลผิวมัน ผิวที่มีปัญหาสิว

เสริมมาด้วยสารบำรุงอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์ในผิวมัน และผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ได้แก่

กลุ่มผลัดผิว

  • BHA เป็นตัว Salicylic acid ที่ใส่มาในความเข้มข้น 100 ppm (คำนวณกลับมาได้ 0.01%)
  • PHA ใช้ตัว Lactobionic acid ที่ความเข้มข้น 100 ppm (0.01%)
  • AHA เป็น Citric acid ที่ความเข้มข้น 500 ppm (0.05%)
  • สารสกัดจากมะละกอ ที่มีเอนไซม์ให้ประโยชน์ในการย่อยโปรตีน ช่วยผลัดผิวแบบอ้อมๆ

กลุ่มดูแลผิวอื่นๆ

  • สารสกัดจาก Tea tree (10,000 ppm หรือ 1%) ที่มีข้อมูลถึงคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับสิว ร่วมกับ Raspberry ketone ที่ในสูตรเป็นสารเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย แต่ตัวมันเองก็มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดได้
  • Lens esculenta seed extract หรือ สารสกัดจากถั่วเลนทิล ไม่แน่ใจว่าใช่ p-RefinylTM ของ Silab ไหม ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าเป็น Oligosaccharide ที่ได้จากถั่วเลนทิล มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเรียบเนียน ผ่านการลดการปลดปล่อยน้ำมันส่วนเกิน กระตุ้นการสร้าง collagen I และ เสริมกระบวนการ Maturation ของ Keratinocyte ทำให้สมดุลการสร้าง-เจริญ-ผลัดทิ้งของเซลล์หนังกำพร้าสมบูรณ์ ในภาพรวมก็คือ ดูแลเรื่องกระชับรูขุมขน (Ref TDS, Silab)

ในส่วนของภาพนี้เป็นประสิทธิภาพในการกระชับรูขุมขนของสาร p-Refinyl ของบริษัท Silab

  • Witch hazel extract ที่มีประโยชน์ในการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน
  • Adenosine ที่อาจให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย เสริมการทำงานของผิวตามธรรมชาติ
  • สารสกัดจากดอกบัว และ Allantoin ดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว

กลุ่มเติมน้ำ ได้แก่ สารสกัดจากรังนก, Fructan, Hydroxyethyl urea และ Xylitol

ในสูตรมี Buffer ที่เป็นคู่ของ Citric acid + Sodium citrate ที่ช่วยควบคุมค่า pH ให้คงที่

ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง แม้ว่าสารที่ใส่มาจะไม่ได้จัดมาในความเข้มข้นที่สูงมาก แต่ตัวที่ทางแบรนด์เลือกใช้ก็คือทำมาได้ตอบโจทย์สำหรับคนผิวมัน และมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ทั้งในส่วนของการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และการผลัดผิว เสริมมาด้วยการเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื้น จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในด้านของเนื้อสัมผัส ส่วนตัวคิดว่าเอามาเช็ดเป็นโทนเนอร์ที่เอามาทำความสะอาดผิวหลังล้างหน้าเสร็จแล้ว และเตรียมผิวได้ดีตัวหนึ่ง ไม่แห้งตึง และส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาระคายเคือง หรือยุบยิบอะไร และด้วยความเข้มข้นที่ไม่สูงมาก คิดว่าน่าจะเหมาะกับมือใหม่ที่อยากเริ่มพวก peeling ตั่งต่าง ในด้านของกลิ่น เอาจริงตัวเองไม่ได้แฟนซีกับกลิ่นของทีทรี แต่เมื่อเขาเอามาผสมกับมินท์ คิดว่ามันสดชื่นดีและลงตัวมากๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

แนบลิงค์ทางไปตำ

จากการสำรวจ ณ วันที่ 28 ก.ค. 67 บนแอพฟ้า แพค New Exclusive ซื้อ 1 แถม 1 นะคะ

https://s.lazada.co.th/s.LHsOZ?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

เติมน้ำ เติมออยล์ เติมความโกลว์ [รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม] มาสก์หน้า SteamSheet จาก Barulab

Blog ที่แล้วเราวิเคราะห์ส่วนผสม Barulab Hydroasis ไป Blog นี้ขอเอาตัวตึงอีกชิ้น อย่าง SteamSheet มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สำหรับท่านที่สนใจอยากกลับไปอ่านรีวิว Barulab Hydroasis เชิญได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<

วันนี้มายลโฉม SteamSheet กัน น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวซองมาสก์จะมี 2 ส่วน

ส่วนแรก แผ่นมาสก์ OILLOCKTM sheet mask ใช้วัสดุ Lyocell ซึ่งเป็นกลุ่มของ Cellulose ได้มาจากเยื่อไม้ ทางแบรนด์เคลมว่าไม่ระคายเคืองผิว และผ่านการทดสอบทางผิวหนังว่าไม่ระคายเคือง และได้รับ certified vegan

อีกส่วนจะเป็นแผ่นเคลือบมาสก์ INFINITIMETM cover ซึ่งเป็น Plastic ที่ทำให้เกิดสภาวะ Occlusive (เคลือบปิด) ผิวเอาไว้

โดยคอมบิเนชั่นระหว่าง สูตร แผ่นมาสก์ OILLOCKTM sheet mask และแผ่นเคลือบมาสก์ INFINITIMETM cover ผ่านการค้นคว้าและวิจัยโดย Barulab research team มาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เพื่อให้ได้มาสก์ที่มีประสิทธิภาพในการ Occlusive และให้ความอบอุ่นกับผิว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้การดูดซึมเพิ่มขึ้น และรูขุมขนเปิดออก

ตอนใช้งานก็จะประมาณนี้ค่ะ

วางแผ่น OILLOCKTM sheet mask ให้สัมผัสกับผิว ใช้มือลูบๆ ให้ตัวแผ่นแนบสนิทไปกับใบหน้า ก่อนวางแผ่นเคลือบมาสก์ INFINITIMETM cover ลงไป แล้วทิ้งไว้ประมาณ 25 – 30 นาที ก่อนแกะออก แล้วกดๆ เบาๆ ให้น้ำมาสก์ซึมเข้าผิว

ตัวผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการทดสอบการใช้ในอาสาสมัคร (Human application test)

โดยผลการ Occlusive เป็นดังภาพค่ะ

โดยสังเกตว่าอุณหภูมิผิวจะสูงขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น และรูขุมขนที่เปิดออก

นอกจากนี้การทดสอบการใช้ในอาสาสมัคร ช่วงอายุ 19 – 60 ปี จำนวน 20 คน โดยสถาบัน GCS anti-aging Lab พบว่า

  • 100% ของอาสาสมัครมีผิวที่สว่าง และ กระจ่างใสขึ้น
  • 100% รู้สึกว่าผิว Glow
  • 100% มีผิวที่ชุ่มชื้นขึ้น

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม น้ำมาสก์เป็นแบบน้ำนม มีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติอยู่ด้วย

สำหรับสารบำรุงที่เด่นๆ ตามชื่อสูตร Oil lock ก็จะเป็นกลุ่มน้ำมันธรรมชาติ 3 ชนิด ได้แก่

  • มะพร้าว มะกอก และ Jojoba ซึ่งในน้ำมันจากธรรมชาติจะมีกรดไขมันที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และมีส่วนประกอบของพฤกษเคมีอื่นๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ เช่น Jojoba oil จะมีพวก  wax esters เป็นองค์ประกอบหลัก (97%) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของ fatty acids กับ fatty alcohols มีพวก sterols ที่เด่นเรื่องคุณสมบัติ Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว และมีวิตามินอี (Ayman. Braz J Food Technol Campinas. 2007;10:198-204.)
  • Phytosterols มีคุณสมบัติ Soothing ให้ความรู้สึกสบายผิว และมีประโยชน์ในการดูแลการอักเสบระคายเคือง

เติมออยล์แล้วต้องเติมน้ำ ในสูตรมี Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่จับน้ำให้ผิวได้ และ Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน ที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคือง ให้คุณสมบัติ Soothing และปรับฟีลให้เนื้อผลิตภัณฑ์นุ่มน่าใช้

เสริม Adenosine ที่อาจจะให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย และ Niacinamide ที่มีประโยชน์หลายประการกับผิว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องการระคายเคือง เสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบใน Barrier ผิว ลดการอักเสบระคายเคือง anti-aging และ เป็น whitening

แต่ในสูตรจะมี Alcohol ติดมาอยู่ เข้าใจว่าน่าจะเอามาปรับฟีลไม่ให้หนักผิวเกินไป ส่วนผสมอื่นที่เหลือ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ถ้าดูตามชื่อและเคลม เรื่องของ Moisture shield การเป็นมอยส์เจอร์ของน้องคือทำมาได้น่าสนใจ เน้นการคืนน้ำมันธรรมชาติเข้าสู่ผิว พร้อมทั้งดูแลการระคายเคือง และการมีอยู่ของวิตามินบี 3 ก็ถือว่า ให้ประโยชน์ได้หลายอย่าง แต่เอาจริงส่วนตัวรู้สึกว่ายังไม่สุดเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะว่าสูตรเป็น Vegan จะให้ใส่ Hya ลงมาคงไม่ได้เพราะ Hya นั้นไม่เจ ขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่น ตัวเบสเป็นเบสแบบน้ำนม ใช้สารขึ้นเนื้อและสารทำอิมัลชั่น (Emulsifier) ที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผิว แต่ติดตรงมี Alcohol เข้ามา ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าน่าจะต้องการปรับเนื้อให้เบาลง ไม่หนักผิวมาก ตัวน้ำมันมะพร้าวอาจจะอุดตันได้ในบางคน แต่การอุดตันขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ใช้ ถ้าดูตามลำดับคิดว่าไม่น่าห่วง แต่พอมีผล Occlusive พ่วงเข้ามาก็เลยอาจจะเพิ่มขึ้นได้นิดหน่อย ซึ่งน้ำมันมะพร้าวก็มีประโยชน์กับผิวหลายอย่าง ถ้าให้ชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยง-ประโยชน์ (Risk vs Benefits) ส่วนตัวว่าประโยชน์ยังดีกว่า ทั้งนี้ตอนได้ลองใช้มา วีคละแผ่น เป็นเวลา 3 วีค ใช้ได้ให้ความรู้สึกนุ่มผิวดี ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในด้านของการใช้วัตถุดิบแผ่นมาสก์ การใช้แผ่นพลาสติกมาเคลือบ ตามทฤษฎี จะให้ผล Occlusive 100% จึงเพิ่มอุณหภูมิผิว และความชื้นผิวตามเคลม SteamSheetTM ตอนได้ลองใช้จริง ครั้งแรกๆ อาจจะรู้สึกแบบอึดอัดผิวนิดนึง แต่พอใช้ไปสักพัก ไม่ต้องใช้บ่อย วีคละแผ่นก็พอ หรือเก็บไว้ใช้ในการเตรียมผิวก่อนออกงาน หรือฟื้นผิวที่เหนื่อยล้า อันนี้ตอบโจทย์มากๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Barulab ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และได้ทดลองใช้ทันวันอีเวนท์ใหญ่พอดี

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของแบรนด์เลยนะคะ

https://www.facebook.com/barulabTH

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.LKO2C?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7fFkdAZbNx

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Barulab สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันแดดเนื้อบางเบา Fresh Hydrolotion จาก the Labatorian สูตร Broad spectrum SPF50+ PA++++

สำหรับ Blog นี้ เราจะมาวิเคราะห์ส่วนผสม ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดน้องใหม่ล่าสุดจากครอบครัว the Labatorian กัน

โดยน้องคนสุดท้องนี้มีชื่อว่า Fresh ซึ่งเป็นกันแดดที่ออกแบบมาสำหรับคนที่มีผิวเป็นสิวง่าย รวมถึงผิวบอบบางและคนผิวมัน ในธีม กันแดดรีเฟรชผิว

มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวหลอดเป็นหลอดบีบ ฝาหลอดออกแบบมาให้สามารถตั้งวางบนโต๊ะเครื่องแป้งได้พอดี

เนื้อของน้อง Fresh จะออกมาเป็นกันแดดสีขาว ด้วยส่วนผสมของ Physical sunscreen ในสูตร และทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอมเลยจะได้กลิ่นตามธรรมชาติของส่วนผสมอยู่จางๆ

ฟีลตอนเกลี่ยจะไม่ได้ลื่นปรี๊ด แต่จะให้ความรู้สึกมีน้ำมีเนื้อมากขึ้น และพอทิ้งไว้สักครู่จะแห้งไป ไม่เหลือความเหนอะหนะใดๆ

ถ่ายเนื้อกันแดดด้วยแสงแฟลช ดูเหมือนจะเงาวาว แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะ

บางคนอาจจะกังวลว่าน้องมีส่วนผสมของ Titanium dioxide จะทิ้งคราบขาว หน้าเป็นปื้น หน้าเทาไหม สูตรนี้หลังจากที่ได้ลองแล้วไม่เทา ไม่มีคราบขาวค่ะ

พร้อมกันนี้ทางแบรนด์ได้พัฒนาสูตรมาด้วยความเอาใจใส่ด้วยค่ะ

  • มั่นใจ 1 ด้วยผลการทดสอบแบบ in vitro SPF 50+ PA++++
  • มั่นใจ 2 เพราะผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังว่าไม่ก่อการระคายเคือง
  • มั่นใจ 3 เป็นมิตรกับผิวบอบบางแพ้ง่าย และผิวที่เป็นสิวง่าย ไม่รบกวนผิวที่เป็นสิว
  • มั่นใจ 4 ผลิตโดยโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน ASEAN GMP, ISO 9001:2005 และ ISO 22716:2007

ก่อนไปดูส่วนผสม ขอเล่าถึงเรื่องของรังสี UV สักเล็กน้อย

ว่าด้วยรังสี UV นั้นก็เป็นรังสีหนึ่งจากแสงแดดที่มีความสำคัญในการทำร้ายทำลายผิว และก่อผลเสียหลายๆ อย่าง ตั้งแต่แค่ผิวคล้ำไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง

รังสี UV อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 200 – 400 nm แบ่งออกได้เป็น 3 คลื่นความถี่หลักๆ ได้แก่

  • UVC ช่วง 200 – 290 nm
  • UVB ช่วง 290 – 320 nm
  • UVA ช่วง 320 – 400 nm

โดย UVC นั้นถูกกรองด้วยชั้นโอโซนไป เลยไม่ได้มีการพูดถึงในวงการความงามเท่าไหร่ ส่วนที่ลงมาบนผิวโลกและกระทบกับเราก็จะเป็น UVA และ UVB

     UVB จะกระทบกับบริเวณหนังกำพร้า และบริเวณที่สร้างเม็ดสี หลักๆ ก็จะทำให้ผิวคล้ำขึ้น แต่ก็สามารถปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำลายผิว และอาจก่อมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

     ส่วน UVA นั้นจะลงไปที่ชั้นหนังแท้ ไปทำลายพวกคอลลาเจน และเส้นใยและสารอื่นในกลุ่ม  Extracellular matrix (ECM) ทำให้เกิดพวกริ้วรอยต่างๆ ตามมา

แต่ที่น่ากลัว คือ ทั้ง UVA และ UVB นั้นสามารถก่อให้เกิดมะเร็งผ่านการกลายพันธ์ที่ระดับของ DNA ได้ และกดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppression) ได้เหมือนๆ กัน (Kappes et al., J Invest Dermatol. 2006;126(3):667-675) สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะ A จะ B ก็น่ากลัวทั้งคู่แหละ กันไว้เป็นดีที่สุด

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

เนื่องจากน้องเป็นกันแดด เลยจะขอเริ่มที่สารกันแดดก่อนเลยนะคะ

สารกันแดดแทนด้วยสีเขียวอ่อน

  • Ethylhexyl methoxycinnamate หรือ รู้จักกันในชื่อย่อ OMC น้องเด่นเรื่องกรอง UVB
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine หรือ BEMT รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Tinosorb S กรองได้ทั้ง UVA และ UVB โดยมีจุดที่ดูดกลืนแสงสูงสุด (Peak absorption) อยู่ 2 จุด ที่ 310 nm (UVB) และ 345 nm (UVA) เมื่อใช้ร่วมกับการแดดตัวอื่น เช่น Ethylhexyl triazone จะเสริมประสิทธิภาพกันให้ดียิ่งขึ้น
  • Ethylhexyl triazone หรือ Uvinul T 150 เด่นในการกรอง UVB และเสริมประสิทธิภาพให้สารกันแดดอื่นๆ ในสูตร
  • Physical sunscreen 2 ตัว ได้แก่ Titanium dioxide และ Zinc oxide ซึ่งออกฤทธิ์สะท้อน กระเจิงรังสี UV ออกไปหมดทั้ง UVB UVA แม้จะมีข้อมูลออกมาหลังๆ บ้าง ว่า Titanium dioxide และ Zinc oxide นางก็ออกฤทธิ์ผ่านการดูดซับรังสีนะ และมีข้อมูลว่า Titanium dioxide จะเด่นในช่วง UVB และ Zinc oxide จะเด่นในช่วง UVA

สรุปได้ว่า น้องเป็นกันแดดที่ Broad spectrum กันได้หมดจดทั้ง UVB UVA

ถัดมาจะเป็นส่วนของสารบำรุง และสารอื่นที่มีประโยชน์ในการดูแลผิว

เริ่มที่สารกรองรังสี High-energy visible (HEV) blue light ในสูตรนี้ คือ Melanin มาภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Liposheild® HEV melanin น้องเป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรที่ปรับโครงสร้างของ Melanin ซึ่งเป็นสารปกป้องผิว กรอง HEV blue light ตามธรรมชาติของเรา ให้อยู่ในรูปแบบ Fractionated แล้วกรองแสงสีน้ำเงินได้ดีขึ้น โดยช่วงการดูดกลืนรังสีอยู่ที่ 400 – 500 nm

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า วัตถุดิบ Liposheild® HEV melanin นี้สามารถกรอง HEV light ได้ดีกว่า Melanin แบบธรรมชาติ โดยอาศัยการจัดเรียงโครงสร้างแบบพิเศษตามสิทธิบัตรของเขา

(Image from Vantage group)

ซึ่งแสงสีน้ำเงินนั้นสามารถกระตุ้น/เหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระในผิว แล้วนำไปสู่ริ้วรอย สีผิวผิดปกติได้คล้ายๆ กับ UV

  • สารที่ให้ประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิว ได้แก่ Polymethyl Methacrylate และ Silica ซึ่งสามารถดูดซับน้ำมันจากผิวได้
  • สารที่ดูแลสิว ในที่นี้คือ Chamaecyparis Obtusa Leaf Extract คือ สารสกัดจากใบสน Hinoki ซึ่งเด่นในแง่ของการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และยังพอมีงานวิจัยกล่าวว่า สารสกัดจากใบนี้ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่ม Flavonoid, polyphenol ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และ ยับยั้งการสร้างเอนไซม์ MMP เมื่อสัมผัสรังสี UV ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พร้อมให้คุณสมบัติเสริมการสร้างคอลลาเจน และเอนไซม์ Superoxide dismutase ที่เป็น Antioxidant enzyme ตามธรรมชาติของผิว (Jang et al., Medicina (Kaunas). 2023;59(4):755.)
  • กลุ่มที่ให้คุณสมบัติดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) แทนด้วยสีชมพู
    • วิตามินบี 3 จริงๆ น้องก็ให้ประโยชน์หลายอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่อง Soothing แต่ยังได้ประโยชน์ในด้านของ Whitening, ควบคุมความมัน พร้อมดูแลปัญหาสิวไปได้อีก 1 กรุบ
    • สารสกัดจากคาโมมายล์ และ Dipotassium glycyrrhizate ก็เด่นในแง่ของการดูแลเรื่องของการระคายเคืองผิว
  • เสริม Barrier ผิว ด้วย Ceramide NP ที่เป็นเซราไมด์ที่พบได้มากที่สุดในผิว
  • เติมน้ำด้วย Arginine ที่เป็นกรดอะมิโน และ Sodium hyaluronate
  • ตัดจบด้วย Tocopheryl acetate ที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินอีที่เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ปกป้องชั้นไขมันของผิวจากอนุมูลอิสระ

ส่วนของเบสทำมาในรูปแบบของอิมัลชั่นที่ไม่ได้หนักมาก รวมถึงสารที่ใช้ก็ค่อนข้างเป็นมิตร และไม่อุดตันผิว

ให้คะแนน

  1. สารกันแดด/สารบำรุง โดยสรุป กันแดดหลอดนี้เป็นแบบ Physical + Chemical ที่กันได้ครบทั้ง UVA UVB (Broad spectrum) ด้วยการเบลนด์กันของสารกันแดดหลายชนิดที่มีความเสถียร เสริมมาด้วย Liposheild® HEV melanin ที่ปกป้องผิวจาก HEV blue light อีก 1 ขั้นตอน ในด้านของสารบำรุงอื่นๆ ทางแบรนด์พยายามพัฒนาสูตรมาให้เป็นมิตรกับคนที่มีปัญหาผิวมัน เป็นสิวง่าย มีทั้งตัวคุมมัน ดูแลสิว และให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในส่วนของเบสนั้น เรียกได้ว่าพัฒนามาให้ตอบโจทย์ และเอาใจคนผิวมันที่มี pain point กับกันแดดกันน้ำที่ล้างออกยาก แล้วอาจจะล้างไม่สะอาดหรืออย่างใด จนนำไปสู่สิวอุดตัน สิวซ้ำซาก โดยพัฒนาสูตรไม่กันน้ำออกมา ให้เหมาะกับ Everyday use และส่วนผสมอื่นๆ นั้น ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ เอาจริง คือ ตัวเองเป็นคนผิวผสม/แห้ง ยอมรับเลยว่าน้องเป็นกันแดดที่แห้ง แต่ก็ไม่ได้แห้งจนแบบตึง หรือทรมาณ ถ้าเราปูมอยส์ไว้ดี ตัวกันแดดให้อารมณ์เป็นความแห้ง แบบยังให้ฟีลลิ่งที่ยังดีกับผิว ระหว่างวันฟีลลิ่งก็ยังดี สบายผิวไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องการคุมมันส่วนตัวยังตอบไม่ได้ เพราะว่าไม่ค่อยเจอปัญหาหน้ามันระหว่างวัน อันนี้คิดว่าตอบโจทย์กันแดดรีเฟรชผิวเพื่อคนผิวมัน แต่คนผิวแห้งก็ใช้ได้อยู่ (ที่แปลว่าใช้ได้) รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ the Labatorian ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : https://www.facebook.com/thelabatorian

ทางไปช้อปปิ้ง

แอพส้ม https://shope.ee/9exmZojVdy

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.LogPH?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ the Labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Isdin Hyaluronic moisture ครีม สูตร Sensitive

Blog นี้ขอหยิบเอาครีม Hyaluronic acid สูตรที่พัฒนาและออกแบบมาสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายจากแบรนด์ ISDIN ที่มีชื่อว่า Hyaluronic moisture สูตร Sensitive skin (รุ่นกระปุกสีชมพู)

โดยใน Blog นี้จะขอย่อชื่อน้องว่า HMS นะคะ

น้องมีหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวครีมมีแพคเกจเป็นกระปุก

ซึ่งซีรี่ส์ Hyaluronic moisture ทั้ง 2 สูตรนี้มีความรักษ์โลกตรงที่สามารถรีฟิลได้ค่ะ

(Image from ISDIN official website)

ท้าพิสูจน์ ลองแกะดู ก็แกะได้ไม่ยาก

ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ ISDIN โดยฉพาะในไลน์ ISDINCEUTICS ก็คือมั่นใจได้เลยว่าผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาแล้วแน่นอน น้อง HMS ก็เช่นกัน

โดยทางแบรนด์มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครเพศหญิงจำนวน 30 คน ให้ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ประเมินผลด้วยแพทย์ผิวหนังและแบบสอบถามให้อาสาสมัครประเมินตนเอง (Self-assessment questionnaire)

พบว่า

  • 97% ของอาสาสมัครมีผิวที่มีสุขภาพดีขึ้น
  • 93% ของอาสาสมัครพบว่า รอยแดงลดลงได้ทันทีในหลังทา
  • 93% ของอาสาสมัครรู้สึกสบายผิว

ผลการทดสอบด้านการลดอาการแดงของผิว

(Image from ISDIN Thailand)

     ก็คือสามารถลดรอยแดงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อให้อาสาสมัครใช้วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์

จากความเด่นในการลดรอยแดง และดูแลการระคายเคืองนี้เอง ที่ทำให้เราสามารถเอาน้องมา Mix & Match เข้ากับ ISDIN retinal intense เพื่อดูแลการระคายเคืองที่อาจจะเกิดได้อย่างลงตัว

ทางไปอ่านรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Retinal intense >>Click<<

ในด้านของเนื้อครีม น้องเป็นครีมที่ออกแบบมาให้มี Texture ที่คล้ายๆ อิมัลชั่นเจล อารมณ์แบบลูกผสม เจล-ครีม

มีกลิ่นหอมเป็นโทนดอกไม้หวานๆ เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความชุ่มชื้นสูง ให้ความรู้สึกเย็น และสบายผิว ใช้เวลาสักนิดในการซึม/แห้ง ฟีลลิ่งหลังใช้ผิวนุ่ม ไม่เหนอะหนะ

ด้วย Texture แบบนี้เอามาทำ Retinol sandwich ส่วนตัวรู้สึกว่า ก็ดีอยู่ ไม่หนักผิวเท่าไหร่

ลองมาดูส่วนผสมกันบ้าง

ในส่วนของแบรนด์เคลม แบรนด์ได้เคลมส่วนผสมไว้ 3 กลุ่ม ดังนี้

  • Tri-moisture complex ที่เป็นการเบลนด์ Hya ขนาดกลาง และเล็ก เข้ากับ Pro-vitamin B5 และ Moisturizing biopolymers
  • Multi-protection complex ที่เป็นการเบลนด์ Vitamin E, Exo-P และ VitA-Tech เพื่อให้สมบัติ Antioxidant, Anti-pollution และ Anti-aging ไปพร้อมๆ กัน
  • Redness relief complex ด้วย Niacinamide และสารบำรุงอื่นๆ

เราลองมาดูรายละเอียดของสารบำรุงที่น่าสนใจโดยละเอียดกันค่ะ

ด้วยความที่น้องมีชื่อว่า Hyaluronic moisture ก็เลยขอเริ่มที่ Moisturizer ในกลุ่มสีฟ้า

  • Medium and Low molecular weight hyaluronic acid ที่เติมน้ำให้ผิวในหลากหลายระดับความลึกของชั้นหนังกำพร้า ให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ทั้งในแง่ของการเสริมความชุ่มชื้น ฟื้นฟู Barrier ผิวที่เกิดความเสียหาย และดูแลการระคายเคือง โดยตัว Panthenol นั้น มีข้อมูลสนับสนุนว่า สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer ที่ดี เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยผิวกักเก็บน้ำโดยไปลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ให้ผิวนุ่ม ยืดหยุ่น เสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ลดการอักเสบระคายเคือง ลดรอยแดง (Ebner et al., Am J Clin Dermatol. 2002;3(6):427-33.)
  • Trehalose เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เติมน้ำให้ผิวได้อย่างยาวนาน
  • Urea เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ได้รับการยอมรับในวงการผิวพรรณอีกตัวหนึ่ง น้องเป็น Natural moisturizing factor (NMF) ที่ช่วยจับน้ำให้ผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และมีรายงานสนับสนุนว่า Urea เสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ Keratinocyte ในชั้นหนังกำพร้า ให้ผิวมีความแข็งแรง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว และเสริมภูมิคุ้มกันของผิว โดยไปเสริมการสร้าง Peptide ที่มีฤทธิ์ต่อต้านจุลชีพตามธรรมชาติบนผิว (Dirschka, Int J Clin Pract. 2020;(74, S187):e13569
  • Serine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็น NMF เช่นกัน สำหรับ Serine นั้นผิวอาจหยิบไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ Ceramide ได้

ถัดมา เรามาดูกลุ่ม Multi-protection complex กัน

  • Alteromonas Ferment Extract หรือ ที่รู้จักในชื่อการค้าว่า Exo-P ซึ่งเป็น Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากมลภาวะ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • Vigna aconitifolia Seed Extract หรือสารสกัดจากถั่ว Moth bean ตัวนี้ถ้าดูองค์ประกอบที่มี Maltodextrin ด้วย จะเข้ากันได้กับวัตถุดิบ Vit-A-Like® PW LS 9898 ของ BASF ประเทศเยอรมัน ซึ่งมีผลการทดสอบทั้งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง ผิวหนังจำลอง และในอาสาสมัคร โดยพบว่า สารสกัดนี้ สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมกระบวนการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ซึ่งเหมาะกับผิวแพ้ง่าย และลดเลือนริ้วรอยในอาสาสมัคร (Ref: TDS Vit-A-Like® PW LS 9898)
  • Tocopherol และ Tocopheryl acetate เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ปกป้ององค์ประกอบของไขมันในผิวไม่ให้เสื่อมสภาพเพราะอนุมูลอิสระ

ต่อมาเป็นกลุ่ม Soothing แทนด้วยสีบานเย็น

  • 4-t-Butylcyclohexanol หรือที่รู้จักกันในนาม Symsitive ซึ่งให้ประโยชน์ในการลดการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Hydroxyphenyl Propamidobenzoic Acid หรือ Oat avenanthramide ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่พบในข้าวโอ๊ต มีคุณสมบัติเด่นในการลดการระคายเคือง ดูแลการแพ้ การคัน และให้ความรู้สึกสบายผิว

ปิดจ๊อบด้วย Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว เสริมการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง ลดการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปสู่ภายนอก และชะลอวัย

ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง: ถึงแม้ชื่อจะมาด้วย Hyaluronic moisture แต่ส่วนผสม Beyond เกินไปกว่านั้น เพราะว่านอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ในสูตรยังเสริมสารบำรุงที่ดูแลการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะ และ ดูแลปัญหาริ้วรอย หรือ ปัญหาผิวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามอายุไปได้พร้อมๆ กัน ส่วนตัวว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ: ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: ในแง่ของการ Formulate น้อง HMS ทำมาได้ค่อนข้างดี เลือกใช้สารเพื่อมาเสริมกันได้อย่างลงตัว ในด้านเนื้อสัมผัส น้องมาในเนื้อแบบครีมเจล กลิ่นหอมแนวดอกไม้หวานๆ เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว ส่วนตัวผิวผสม-แห้ง รู้สึกว่าชุ่มชื้นพอดี ไม่เหนอะหนะและไม่หนักผิวเกินไป แต่ก็คงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี ให้คะแนนความชอบ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้เรียนรู้ เปิดหูเปิดตา และรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.oJBGf?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/8KUlV8JjhS

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมาส์กหน้าเติมน้ำเพื่อความโกลวฉ่ำ Barulab Hydroasis

เรียกได้ว่าเป็นอีก 1 mask sheet ที่สร้างความโกลว์ให้ผิวได้แบบสับแบบฉ่ำ เหมาะกับการเตรียมผิวสำหรับวันสำคัญ และ ฟื้นฟูผิวหลังหมดวัน

เป็น มาสก์หน้าที่มีชื่อว่า Hydroasis จากแบรนด์ Barulab นั่นเองค่ะ

ซึ่งคราวก่อนทางเพจนำเสนอรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Vegan mask sheet series ไป วันนี้ขอหยิบเอาสูตร Hydroasis มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมบ้างนะคะ

สำหรับท่านที่สนใจตามไปอ่าน Vegan mask sheet series สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

น้ำมาส์กจะเป็นเนื้อคล้ายเซรั่ม มีความหนืดนิดหน่อย

ค่า pH ของน้ำมาส์กอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

คำถาม ตุ๊กตา Cinderella ข้างกระดาษวัด pH นี่คืออะไรคะหญิง?

คำตอบ คือ จะบอกว่า น้องเป็น Mask sheet ที่สามารถพลิกผิวนางซินให้เป็นเจ้าหญิงพร้อมออกงาน และฟื้นฟูสภาพผิวหลังจบงานได้ดีค่ะ เลยขอมอบตุ๊กตานางซินให้นาง

แผ่นมาสก์ค่อนข้างบาง และแนบสนิทกับผิว

แผ่นมาส์กอุ้มน้ำได้ค่อนข้างดี ซึ่งก็ไม่ค่อยแปลกใจค่ะ เพราะว่าตัวแผ่นทำมาได้ค่อนข้างดี เป็นเส้นใยที่ถักทอมาอย่างดี มีรูพรุน เลยอุ้มน้ำมาส์กที่พัฒนาสูตรมาให้มีความหนืดเล็กน้อยได้ดี

(ภาพนี้ถ่ายหลังจากใช้งานเสร็จ แล้วปล่อยให้แห้งเพื่อสังเกตเส้นใยของแผ่นมาส์ก)

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชุดนี้จะเน้นไปที่การเติมน้ำให้ผิวด้วย Hyaluron 6 รูปแบบ และ ใช้สารบำรุงที่ดูแลด้านการระคายเคือง ร่วมกับสกัดจากพืช ที่เมื่อเชคกับฐานข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบสารสกัดรายใหญ่ หลายๆ เจ้า จากเกาหลี สารสกัดทุกชนิดจะให้ข้อมูลไปในทางเดียวกัน คือ เรื่องของ การต่อต้านการอักเสบ และลดการระคายเคือง ซึ่งเมื่อมาจับมือกับ Panthenol ก็จะได้ทั้งเรื่องของความชุ่มชื้น ดูแลปัญหาการระคายเคือง และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ตามธรรมชาติ

เราลองมาดูสารบำรุงกันนะคะ

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 เปิดนำมาด้วยการเพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ผิวตามธรรมชาติ
  • Hyaluron 6 รูปแบบ ซึ่งมีประโยชน์ในการเติมน้ำในหลากหลายระดับชั้นผิว (ชั้น Epidermis) และเคลือบผิว เพื่อเสริมกระบวนการอุ้มน้ำให้ผิว
  • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant ที่ดี และยังมีประโยชน์เด่นๆ ในด้านของการดูแลกระบวนการอักเสบ และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • สารสกัดจากชะเอม (Glycyrrhiza glabra) ที่นอกจากจะดูแลเรื่องการระคายเคือง แล้วยังได้ประโยชน์ในเชิง Whitening ด้วยนิดหน่อย จับมือมากับ Dipotassium glycyrrhizate ซึ่งเป็นสารที่พบในชะเอม เด่นเรื่องการดูแลการอักเสบระคายเคืองเช่นกัน
  • พืชหลากหลายชนิดที่พบได้ในเกาหลี ข้อมูลจากผู้ผลิตเกาหลี ระบุไปในทางเดียวกัน หลักๆ จะเป็น Anti-inflammatory รองๆ จะเป็น Antioxidant ซึ่งพืชเหล่านี้ประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น Flavonoid
  • สารสกัดจากขิง (Zingiber officinale extract) เป็น Antioxidant
  • สารสกัดจากเมล็ด Grapefruit พอมีข้อมูลอยู่ในแง่ของการยับยั้งจุลินทรีย์บางชนิด

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ในภาพรวมเอาเป็นว่าน้องเป็นแผ่นมาส์กที่เน้นเติมน้ำแบบฉ่ำ พร้อมทั้งให้ความรู้สึกสบายผิว ด้วยการดึงเอา Hya 6 รูปแบบ มาจับมือกับ Panthenol และสารสกัดจากพืช รวมถึงสารบำรุงอีกหลายชนิด เหมาะมากกับการดูแลผิวในวันที่เหนื่อยล้า หรือเตรียมผิวไว้ให้พร้อมรับวันหนักๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Mask sheet รุ่นนี้ ได้ลองใช้เตรียมผิวคืนก่อนไปออกงาน และใช้ฟื้นฟูผิวหลังจากออกงาน ส่วนตัวว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์นะคะ มอบความโกลว์ฉ่ำ เอาไปเลยไม่ต้องพูดเยอะ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Barulab ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และได้ทดลองใช้ทันวันอีเวนท์ใหญ่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 67 ที่ผ่านมาพอดี

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจของแบรนด์เลยนะคะ

https://www.facebook.com/barulabTH

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ovsPO?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/6zzWJS9EsS

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Barulab สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Curecode the series ภาค Ultra Soothing Radiance Gel และ Intensive CalmAGE ointment

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์และแอบเล็งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากทาง Curecode กันอยู่

วันนี้ขอข้ามช็อต มารีวิวไลน์ใหม่ของ Curecode ที่พึ่งออกมาในปี 2024 นี้โดยมีอยู่ด้วยกัน 2 สูตร คือ Ultrasoothing Radiance Gel ขอย่อว่า RG และ Intensive ClamAGE Ointment ขอย่อว่า CO

ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ว่าด้วยคอนเซปท์และนวัตกรรมของแบรนด์ Curecode กันก่อนนะคะ

แบรนด์ Curecode นั้นเป็นแบรนด์ที่พัฒนาโดย Dr.Raymond Park ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวแพ้ง่ายและบอบบางระดับโลก ซึ่ง Dr. นั้นได้รับรางวัลมาการันตีความสามารถมากมายเลยค่ะ

  • ได้รับรางวัลหนึ่งในนักพัฒนาสูตรชั้นสูงระดับโลก Master Skin Care Formulators in Professional Beauty เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2014
  • ผู้นํา นวัตกรรมและเทคโนโลยี นักวิจัยด้านปราการผิวและผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • งานวิจัยตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 50 ชิ้น
  • จดสิทธิบัตรมากกว่า 50 ชิ้น
  • ได้รับรางวัล Albert Nelson Marquis Lifetime Achievement Award ในปี 2021

ไม่เบาเลยนะคะ

โดยทางแบรนด์ Curecode จะเด่นด้านนวัตกรรม Neuromide Skin-Biome® Science และ Crystal Lamella MES® Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรค่ะ

มาทำความรู้จักกับ Neuromide® ก่อนนะคะ น้องมีชื่อ INCI name ว่า N-palmitoyl serinol ซึ่งเป็นสารที่จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อ Probiotics เชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเรา สร้างขึ้น (เรียกได้ว่าเป็น Metabolite ของ probiotic หรือที่ในวงการเรียกว่าเป็น Postbiotic นั่นเอง)

สำหรับ N-palmitoyl serinol (ย่อว่า NPS) นั้นเป็น Analog ของ N-palmitoyl ethanolamine ซึ่งเป็นสารที่จับกับตัวรับ endocannabinoid system แล้วให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง เช่น การเสริมการสังเคราะห์ Ceramide

นั้นมีงานวิจัยที่น่าสนใจอยู่ 2 ชิ้นค่ะ

  • การศึกษาในปี 2021 พบว่าการทา NPS ในโมเดลหนูทดลองที่เป็นโรค Atopic dermatitis โดยให้หนูทาตำรับ 0.5% NPS วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า NPS เร่งการฟื้นฟู Barrier ผิว และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ได้ (Wen et al., Can J Vet Res. 2021;85(3):201-204.)
  • การศึกษาอีกชิ้น ทำในผิวหนังเพาะเลี้ยง NPS นั้น สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ Ceramide ผ่าน Receptor CB-1 ของระบบ endocannabinoid system โดยเฉพาะ Ceramide สายยาว (long-chain fatty acids (FAs) (C22-C24)) ที่มีความสามารถในการเป็น Barrier ที่แข็งแรง (Int J Mol Sci. 2021;22(15):8302.)

การใช้ Pre-Pro-Post biotics ร่วมกัน เราอาจเรียกได้ว่าเป็น Tri-biotics โดยทาง Curecode มีการเลือกใช้ Tribiotics ดังภาพ

(Image from Curecode)

  • Prebiotics 2 ชนิด โดย เลือก N-acetyl glucosamine ที่เป็นอาหารเลี้ยง probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose ที่เป็นอาหารเลี้ยง probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
  • Probiotics ใช้เป็น Bifida ferment lysate
  • Postbiotics ใช้เป็น Neuromide (N-palmitoyl serinol) ซึ่งเป็นสารที่จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อ Probiotics เชื้อเจ้าบ้านบนผิวของเราสร้างขึ้นมาค่ะ

สำหรับตัวเทคโนโลยีอีกชิ้น คือ Microencapsulation system หรือ MES® technology นั้นทางแบรนด์เป็นการเตรียมตำรับให้อยู่ในรูปแบบของ Multiple lamellar delivery system ที่จะมีลักษณะของไขมันที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ มีช่องว่างให้น้ำแทรกอยู่ แล้วบรรจุเอาสารบำรุงหลายชนิด โดยที่ละลายน้ำได้จะอยู่ในส่วนของช่องว่าง และ ที่ละลายในไขมัน จะอยู่ในชั้นของไขมัน ดังภาพ

ภาพซ้ายจะเป็น Emulsion แบบปกติ และภาพขวาจะเป็น MES

(Image from Curecode)

ซึ่งการเรียงตัวแบบ MES นี้ ถ้าส่องดูด้วย Polarized microscope จะพบว่าเป็นการเรียงตัวแบบเดียวกับไขมันที่เป็น Barrier ผิว จึงมีประโยชน์ในการนำส่งสาร และดูแลฟื้นฟู Barrier ให้แข็งแรง

ดังนั้น Core concept สูตรของ Cure code คือ จะมี องค์ประกอบหลัก 3 ชนิด ได้แก่

  • Microbiome science (Tri-biotics)
  • Neuromide เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และดูแลการระคายเคือง + Soothing (ให้ความรู้สึกสบายผิว)
  • MES technology เพื่อฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง

จากนั้นจึงมาผสมกับสารเสริมเพื่อให้ตอบความต้องการตามแต่ละสูตร

สำหรับ Blog นี้ขอเริ่มที่ Ultrasoothing Radiance Gel ก่อนเลยนะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แพคเกจเป็นแบบหลอดบีบ

เนื้อเป็นแบบ Emulsion gel หรือ ครีมเจล คล้ายครีม แต่จะบางเบากว่า

เกลี่ยได้ง่าย มีความชุ่มชื้นดี แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ก่อนไปดูส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยแลปที่ได้รับมาตรฐาน และเป็น 3rd party (คือไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เพื่อลด bias ในผลการทดสอบ) มาเรียบร้อยแล้วนะคะ

  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในอาสาสมัครทดสอบ ช่วงอายุ 20 – 40 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อเกิดการระคายเคือง ทดสอบด้วยวิธี patch test ในอาสาสมัครทดสอบ ช่วงอายุ 20 – 60 ปี (ค่าคะแนนเฉลี่ยของการระคายเคือง หรือ MII = 0.00 หมายถึงไม่ระคายเคือง)
  • ในด้านของประสิทธิภาพ
    • พบว่าสามารถควบคุมความมันในอาสาสมัครได้ด้วย โดยผลในการควบคุมความมันเห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรก และเมื่อใช้ไปต่อเนื่องจนครบ 4 สัปดาห์ ก็มีประสิทธิภาพควบคุมความมันได้เพิ่มขึ้น อันนี้น่าสนใจค่ะ เพราะเวลาเราพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่ดูแล Barrier ผิว เรามักจะเจอว่าน้องไปทำให้ผิวมันขึ้น ด้านความสว่างกระจ่างใสของผิว เริ่มเห็นผลว่าความกระจ่างใสของผิวเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 และเพิ่มขึ้นได้อีกเมื่อใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์
    • ส่วนผลด้านความชุ่มชื้น-ผิวแข็งแรงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ส่วนผสมชุดนี้ทำไว้หลายสีอยู่เหมือนกัน

ขอเริ่มที่ Combination signature ของแบรนด์ Curecode ตัวแรก Tribiotics ได้แก่

  • Prebiotics: N-acetyl glucosamine (NAG) เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Lactobacillus spp. ร่วมกับ Sialyl lactose เป็นอาหาร probiotics กลุ่ม Bifidobacterium spp.
    • โดย NAG มีประโยชน์กับผิวอีกหลายอย่างเลยจะหยิบมาพูดอีกรอบ
  • Probiotics: Bifida ferment lysate (BFL) ที่มีประโยชน์หลายประการ เด่นๆ น้องจะ ฟื้นฟูและปรับสภาพ สมดุลผิวผ่านหลายๆ กลไก ล่าสุดงานวิจัยของ Wang และคณะ ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วเจอว่า BFL ปรับสภาพสมดุลผิวผ่านหลาย Gene หลายกลไก ผลโดยรวมคือ ผิวแข็งแรง ลดการระคายเคือง และเสริมความต้านทานของผิวให้ผิวเราทนทานมากขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2023;22(12):3427-3435.)
  • Postbiotics: Neuromide® หรือ N-palmitoyl serinol ให้ผิวแข็งแรงเช่นกัน

ถัดมาเป็นเทคโนโลยี MES ที่บรรจุสารไว้หลายชนิด ที่น่าสนใจ คือ Phytosterol และ Ceramide NP (Ceramide 3) เอาไว้ เสริม Barrier ผิวอีก 1 กรุบ

เนื่องจากสูตรนี้จะเด่นเรื่องความกระจ่างใสด้วย โดยสารที่ให้ประโยชน์ด้าน Whitening จะมีด้วยกันหลายตัวเหมือนกันค่ะ

  • Niacinamide ที่มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาด้านนอก รวมไปถึงด้านการดูแลการอักเสบระคายเคือง Antioxidant เสริมการสร้าง Barrier ผิว และควบคุมความมัน
  • NAG ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล และเป็นหน่วยย่อยในสาย Hya มีรายงานว่า NAG สามารถยับยั้งการ Glycosylation เพื่อเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี ควบคุมการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น (Int J Cosmet Sci. 2010;32(3):234.) มีการศึกษาโดย Kimball และคณะเมื่อปี 2010 ให้อาสาสมัครทาครีมที่มีส่วนผสมของ Niacinamide 4% + NAG 2% ในอาสาสมัครจำนวน 101 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เทียบกับครีมเปล่าที่ไม่มี B3+NAG พบว่ากลุ่มที่ได้รับครีม B3+NAG มีสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น จุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลง (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • Resveratrol สาร Antioxidant ตัวแม่ตัวหนึ่งในวงการ นอกจากคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant แล้ว ยังมีงานวิจัยกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Whitening และ Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก เช่น การทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Palmitoyl Tetrapeptide-10 ตัวนี้ถ้าพิจารณาดูจาก Breakdown ส่วนผสมแล้วน่าจะหมายถึง Crystalide™ ของ Sederma ซึ่งมีการออกฤทธิ์ที่เป็นเอกลักษณ์ผ่านโปรตีน α-Crystallin ปรับสมดุลความชุ่มชื้น การผลัดผิว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ให้ได้ Corneocyte ที่สมบูรณ์ และช่วยให้ผิวแลดู Glow มีผลการทดสอบในอาสาสมัครรองรับโดยบริษัท (Ref: Crystalide™)

ลดการระคายเคืองผิวด้วย Symsitive® (4-t-Butylcyclohexanol) ที่จูงมือมากับ Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester, Allantoin, สารสกัดจากบัวบก และ St.John’s Wort (Hypericum perforatum Flower Extract)

เติมน้ำ และเสริมความชุ่มชื้นให้ผิว

  • Panthenol ที่ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมกระบวนการฟื้นฟู barrier ผิว
  • Sodium Hyaluronate ตัวแม่แห่งวงการเติมน้ำ
  • Ethyl linoleate ปรับสมดุลความชุ่มชื้นผิว นำพาเอากรดไขมันจำเป็น Linoleic acid ลงไปในผิว แล้วผิวเราจะย่อยออกมาได้ Linoleic acid ที่เอาไปใช้ต่อได้ (Ref: TDS Synovea® EL)

ในภาพรวมก็คือ เป็นมอยส์ที่พัฒนามาได้ค่อนข้างดี และตอบโจทย์ทั้งด้านการดูแลผิวให้แข็งแรง ปกป้องผิวให้มีความต้านทาน ทนทานต่อการระคายเคือง พร้อมได้ประโยชน์ด้านผิวกระจ่างใส

ถัดมาจะเป็น Intensive ClamAGE Ointment ที่มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แพคเกจจะเป็นแบบหลอดเช่นกัน

เนื้อคล้ายบาล์ม ไม่มีกลิ่น เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

การเกลี่ยอาจจะฝืดๆ หน่อย ตามลักษณะของเนื้อครีมแบบบาล์มแบบนี้ เรื่องของความชุ่มชื้นคือฉ่ำมาก แต่ไม่ถึงกับเหนียวเหนอะหนะ หรือเยิ้ม ทิ้งไว้สักพักก็จะซึมและให้ความรู้สึกสบายผิว

ก่อนไปดูส่วนผสม ผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครโดยแลปที่ได้รับมาตรฐาน และเป็น 3rd party (คือไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท เพื่อลด bias ในผลการทดสอบ) มาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในอาสาสมัครทดสอบ 20 คน อายุเฉลี่ย 34.15 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อเกิดการระคายเคือง ทดสอบด้วยวิธี patch test ในอาสาสมัครทดสอบ 32 คน อายุเฉลี่ย 47.53 ปี (ค่าคะแนนเฉลี่ยของการระคายเคือง หรือ MII = 0.00 หมายถึงไม่ระคายเคือง)
  • ในด้านของประสิทธิภาพ
    • ประสิทธิภาพในการลดรอยแดงในอาสาสมัคร เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ และได้ผลดีขึ้นเมื่อใช้เป็นเวลาต่อเนื่อง 4 สัปดาห์
    • ประสิทธิภาพในการเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้
    • ประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอย เห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้ เช่นกัน
    • ส่วนผลด้านความชุ่มชื้น-ผิวแข็งแรงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมก็จะมี Combination signature ของแบรนด์ Curecode ได้แก่ Tribiotics + Neuromide + MES technology ที่มาพร้อมหน้า และเสริมมาด้วยสารที่ดูแลริ้วรอย โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะเด่นในเชิงการป้องกันริ้วรอยใหม่ โดยเหมาะกับคนที่ไม่สามารถทนต่อ Retinoids ได้ หรืออยากชะลอวัยไว้ก่อนมันจะมา 

  • สารสกัดจากเปลือกส้ม (Citrus reticulata (Tangerine) Extract) ซึ่งประกอบด้วย Flavonoids หลายชนิด ที่เป็น Antioxidant ที่ดี และบางตัวมีคุณสมบัติด้าน Whitening
  • Soy isoflavone ที่ไม่ได้มาในรูปแบบของ soybean extract แต่มาในชื่อ Soy isoflavone ซึ่งจะมีความบริสุทธิ์ของเนื้อ Isoflavone อยู่สูง ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Phytoestrogen มีประโยชน์ในการดูแลเรื่อง Antioxidant, การระคายเคือง และให้ผิวยืดหยุ่น กระชับ และนุ่มนวล
  • Resveratrol ตัวแม่แห่งวงการ antioxidant ที่ชะลอวัยได้ดี และมีรายงานในการเป็น Anti-aging ผ่านหลายๆ กลไก
  • ส่วนของ Acetyl glucosamine ก็ดูแลเรื่องริ้วรอย และความชุ่มผิวได้เช่นกัน

จะมีส่วนของ Alcohol เข้ามา ซึ่งคิดว่าเอามาปรับ Feel ให้ไม่เหนอะหนะ และส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณ เดือนครึ่ง ใช้ก่อนนอน ก็ไม่ได้มีปัญหาระคายเคืองใดๆ

สำหรับการให้คะแนนวันนี้จะขอหยิบเอา Ultra Soothing Radiance Gel มาเป็นตัวแทนในการให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง: ส่วนผสมทำมาได้ค่อนข้างดี เน้นการฟื้นฟู Barrier ผิวในทุกมิติ รวมถึงปรับสมดุล Microbiome ของผิว ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว พร้อมทั้งให้ประโยชน์ด้าน Whitening เพื่อให้ผิวกระจ่างใส และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบส่วนตัว ทางนี้ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์มาประมาณ 1 เดือน ในด้านของผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น รอยแดง ถือว่าทำมาได้ดีมาก และตอบโจทย์ ถ้าเทียบกับ Ampoule น้องจะชุ่มชื้นขึ้นและเด่นเรื่อง Whitening เพิ่มขึ้น โดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาเรื่องของสีผิวที่ผิดปกติ เลยจะยังตอบคำถามตรงนี้ไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าให้ความชอบ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Curecode สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Curecode โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/curecodeth

ทางไปตำ Radiance gel

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.osdP3?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/7UvgcTRGIi

ทางไปตำ Intensive CalmAGE ointment

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.osdMt?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/9f0BCU58zY

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Curecode สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเรตินอยด์เจ็นใหม่ จาก Her Hyness รุ่น Bio-retinal melatonin advanced repair serum

อย่าพึ่งกลัว Retinoids ถ้ายังไม่ได้ลองสิ่งนี้

ขอมอบคำโปรยนี้ไว้ให้แก่ Her Hyness Bio-retinal melatonin advanced repair serum หรือน้อง Her Hyness ขวดม่วงนั่นเองค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวแพคเกจด้านในจะมาในขวดแบบปั๊มที่เป็นอคริลิก แลดูหรูหรา

ในส่วนของเนื้อนั้นจะเป็นเนื้อน้ำนมที่ค่อนข้างบางเบา ส่วนหนึ่งที่ทำได้เบาขนาดนี้จะมาจากส่วนผสมของสารกลุ่มน้ำมันที่เขาเลือกใช้จะเป็นตัวที่ระเหยได้ เลยค่อนข้างให้สัมผัสที่ดี ไม่หนักและเหนอะหนะผิว

ตรงนี้เป็นอย่างไร สารตัวไหน เดี๋ยวมาเล่าอีกที

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยอาจจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่บ้าง

ซึมไวแห้งไวให้สัมผัสบางเบา

ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic)

ส่วนผสมที่เลือกมาก็คือเบลนด์กันได้อย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะด้านริ้วรอยและการชะลอวัย

รายการส่วนผสม

ทางแบรนด์มีเคลมถึงการใช้ Retinoid complex 3.8% ซึ่งได้แก่

  • Retinoids 1% แบ่งเป็น Retinal 0.5% และ Hydroxypinacolone retinoate 0.5%
  • 2.8% Natural retinoic acid booster แบ่งเป็น Novoretin® 2% ร่วมกับ Phyto-retinol 0.8%

เสริมประสิทธิภาพในการชะลอวัยด้วย Melatonin และดูแลการระคายเคือง ด้วยสารบำรุงที่มีประสิทธิภาพในชุด Defensil® plus

ในส่วนของรายละเอียดแบบเจาะลึก ขอแบ่งสารมาพูดถึงเป็นส่วนๆ โดยเริ่มจากส่วนของ Retinoids และสารเสริม Retinoids ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ก็คือ เรียกได้ว่า เบลนด์กันได้อย่างดี เติม Retinoids ลงไป และปกป้องไม่ให้ Retinoids ในผิวสลายตัวไปโดยง่าย ดังนี้

  • Retinal หรือ Retinaldehyde ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความแรงเพิ่มขึ้นจาก Retinol โดยประโยชน์ของ Retinoids ที่มีต่อผิวนั้นค่อนข้างกว้างค่ะ โดยจะเด่นไปในทางด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ตัว Retinoids จะออกฤทธิ์ที่หลายระดับชั้นผิว จึงให้ประโยชน์หลายด้าน ถ้าเป็นที่ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เราจะได้เรื่องของการปรับสมดุลการสร้าง-แบ่งตัว-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่และการผลัดออกของผิว (เซลล์ Keratinocyte) ในหนังกำพร้า รวมถึงลดการอุดตันผ่านการปรับสมดุลการสร้าง-ผลัดออกของ Keratinocyte ภายในรูขุมขน ถ้าเป็นที่หนังแท้ (Dermis) ก็จะไปเสริมการสร้างพวกเส้นใยไฟเบอร์ต่างๆ ที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้ รวมถึงไปลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปทำลายคอลลาเจน

ตามทฤษฎีแล้ว Retinoids ถือว่าเป็นสารที่วงการแพทย์ยอมรับตัวหนึ่งในด้านของการเป็น Anti-aging

ในส่วนของ Metabolism ของ Retinoids เมื่อเข้าสู่ผิว เราจะสามารถสรุปได้ดังภาพนี้ค่ะ

โดย Retinal เมื่อลงผิว จะถูก Oxidize 1 Step แล้วได้ฟอร์มที่ออกฤทธิ์ได้เลย แต่ถ้าใช้ ฟอร์มอย่าง Ester อาจจะถูกเก็บไว้ก่อน ก่อนถูกเปลี่ยนเป็น Retinol หรือจะเปลี่ยนเลย อันนี้แล้วแต่ความต้องการของผิว ส่วนถ้าเป็น Retinol ก็จะถูก Oxidize ต่อ 2 Step ถึงออกฤทธิ์ได้

    

สำหรับ Retinal ที่ทางแบรนด์ใช้ แบรนด์เคลมว่าเป็น Retinal ที่ได้จากธรรมชาติ สร้างโดย Halobacterium ซึ่งเป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่เจริญได้ในสภาวะแวดล้อมที่มีเกลือสูง เช่น ในมหาสมุทร

Retinoids และ Booster อื่นๆ ได้แก่

  • Hydroxypinacolone Retinoate หรือ HPR ตัวนี้รู้จักกันในวงการว่า Granactive retinoids ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Retinoic acid น้องมีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยที่ดี มีความคงตัวดี และมีความระคายเคืองต่อผิวน้อย ข้อมูลจากบทความตีพิมพ์ในวารสาร Journal of American Academy of Dermatology ตีพิมพ์เมื่อปี 2018 ระบุว่า HPR นั้นสามารถจับกับ Receptor ของ Retinoids แล้วออกฤทธิ์ได้เลย และมีผลการทดสอบประสิทธิภาพในผิวหนังจำลอง (Ruth and Mammone, J Am Acad Derm. 2018;73(3 Suppl 1):AB44.)
  • Silybin เป็นสารประกอบกลุ่ม flavonolignan ที่พบในเมล็ดของ milk thistle plants (Silybum marianum) โดยตัวที่ทางแบรนด์ใช้นั้น เป็นรูปแบบของ Phytosome ที่เป็นผนังสองชั้น เตรียมขึ้นจาก Phospholipid เพื่อช่วยในการนำส่งสารเข้าผิว และรักษาความคงตัวของสาร (Food Biosci. 2016;15:126–35.) สาร Silybin นี้ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีเคลมว่า กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวและการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนัง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ Hyaluronic Acid ยับยั้งการการทำงานของระบบ AP-1 ได้เหมือน Retinoids ซึ่งเมื่อระบบ AP-1 ถูกกระตุ้นจะนำไปสู่ การสร้างเอนไซม์ MMP มาย่อยสลายคอลลาเจน และกระบวนการอักเสบต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ

โดยมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Silybin สามารถลดเลือนริ้วรอยได้ดีกว่า Bakuchiol และ Retinol

  • สารสกัดจาก Pistacia Lentiscus (Mastic) Gum หรือ Novoretin® น้องเป็นวัตถุดิบที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงาน In-cosmetics ASIA 2022 โดยมีกลไกการออกฤทธิ์คือไปยับยั้งเอนไซม์ CYP26 ที่เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลาย Retinoic acid (RA) ในเซลล์ให้หมดฤทธิ์ เมื่อไปยับยั้งจะทำให้ RA ในเซลล์ไม่โดนย่อยสลาย จึงทำให้ RA ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้น

   ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Novoretin® สามารถเพิ่มการสะสมตัวของ RA ในเซลล์ได้ถึง 720% และยังสามารถ ออกฤทธิ์ที่ Retinoid receptor ให้ประโยชน์คล้าย Retinoids

  • Melatonin เป็นสาร Antioxidant ที่ดี ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวม Melatonin นั้นมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว รวมทั้งดูแลให้ผิวแข็งแรง (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

สารบำรุงอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

  • Combination ของ Defensil® Plus ที่มีเคลมเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เสริมสร้างและฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการทดสอบทั้งในระดับหลอดทดลอง และในระดับอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ที่ดีในการลดการอักเสบ การแพ้ Soothing (ปลอบประโลมให้ความรู้สึกสบายผิว) ลดรอยแดง ช่วยเสริมความแข็งแรงของ Barrier ผิว โดยตรวจจากการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ลดลง (Ref: TDS Defensil® Plus)
  • Niacinamide ซึ่งก็มีประโยชน์กับผิวหลายด้านเช่นกัน ในด้านการชะลอวัย น้องเป็นสารที่เสริมกระบวนการทำงานของผิวผ่านหลายๆ กลไก หนึ่งในนั้นคือ เป็นส่วนหนึ่งของ Cofactor NAD, NADP ซึ่งช่วยในการทำงานต่างๆ ของผิว ผลโดยรวมคือ ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก ต่อต้านการเกิด Glycation และยังเป็น Antioxidant
  • Palmitoyl tripeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว glycine, histidine, lysine มาจับกับกรดไขมัน Palmitic acid เพื่อเสริมการดูดซึม น้องเป็นเสมือน Messenger เพื่อเสริมกระบวนการฟื้นฟูและปรับสภาพผิว และมีข้อมูลว่าเสริมกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนและโปรตีนอื่นใน Extracellular matrix ของหนังแท้ ให้ผิวมีความกระชับ ไม่หย่อนคล้อย
  • เพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Hyaluronic acid สารสกัดจากน้ำผึ้ง และน้ำผึ้ง
  • Propolis สารพังกาวที่ได้จากรังผึ้ง มีคุณสมบัติที่ดีในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ ลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล มีรายงานการวิจัยกล่าวว่า Propolis มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และ การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Propolis ปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV (Biomed Pharmacother. 2017;95:47-54.)  
  • Royal jelly หรือ นมผึ้ง ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น 10-hydroxy-2-decenoic acid (10-HDA), antibacterial protein ที่ชื่อ apisin ในภาพรวมมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ เป็น Antioxidant ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน (Int J Mol Sci. 2024;25(11):6023.)

ส่วนของเบส จะเห็น Isohexadecane ที่เป็นสารไขมันกลุ่ม Alkane ที่ระเหยได้ จึงให้เนื้อบางเบาไม่เหนอะหนะ และ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว สมกับคำเคลมเรื่องของความคลีน

สรุปและให้คะแนน

  1. สารบำรุง: เป็นเซรั่ม Retinoids ที่อัพเกรดมาอีกขั้น ตามคำเคลม #TheNextGenOfRetinol เลือกใช้สารบำรุงเข้ามาผสานกันได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการเอา Retinal มาจับกับ HPR เพื่อเติมลงไปให้ผิว พร้อม Block การสลายตัวของ RA ในผิวไม่ให้เสื่อมสลายไปโดยไว และเสริมสารบำรุงอื่นๆ เข้ามา เพื่อดูแลด้านการระคายเคืองที่อาจเกิด เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน และให้ประโยชน์ได้ค่อนข้างครบ ไม่ใช่แค่ดูแลด้านริ้วรอย แต่ยังครอบคลุมไปถึงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดูแลสิว ผิวหมองคล้ำ ผิวไม่เรียบเนียน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่น: ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: อย่างแรกเลย ชอบด้านการ Formulate สูตรทั้งในแง่ของส่วนผสมของสารบำรุง และในแง่ของสารขึ้นเนื้อครีม ที่เลือกตัวเบาๆ ได้เหมาะกับสภาพอากาศและผิวของคนบ้านเรา การใช้งาน เนื้อเซรั่มค่อนข้างเบา เอาประยุกต์เข้า Routine ได้ง่าย ไม่เหนอะหนะไม่หนักไม่กวนการ Layer skincare ต่างๆ ให้ไปเลย 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Her Hyness นะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/herhynessbeauty

อยากบอกว่าทางแบรนด์มีโปรบ่อยมากค่ะ มีจำหน่ายทั้งในร้านชั้นนำทั่วไป อาทิเช่น Watsons, Eve and Boy, Beautrium, Firster, All About You, และทางออนไลน์ค่ะ

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.oKhOK?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/2LDVdDDNvG

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Her Hyness การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมวิปโฟมสูตรผสมชาโคลและ Clay จาก Bifesta สูตร Deep clear foaming whip

ถูกและดียังมีในโลก ขอมอบคำโปรยนี้ให้แก่น้องวิปโฟมจาก Bifesta

Blog นี้ขอหยิบเอาวิปโฟมของ Bifesta รุ่นสีเทา สูตร Deep clear foaming whip มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

โฟมฟองของน้องค่อนข้างนุ่มแน่น มีสีเทาจากส่วนผสมของ Charcoal ที่เป็นองค์ประกอบ

ทางแบรนด์เคลมว่า ใน 1 ปั๊มนั้นประกอบด้วยอนุภาคไมโครโฟม ถึง 40ล้านอนุภาค ซึ่งจะแทรกซึมลงไปทำความสะอาดในรูขุมขน และส่วนผสมของ Clay เองก็สามารถดูดซับสิ่งสกปรกและความมันเอาไว้กับตัวได้

(Image from Bifesta Singapore Official Website)

รุ่นนี้มีส่วนผสมของน้ำมันผิวส้มอยู่ แต่เวลาใช้งานจริงจะไม่ได้กลิ่นค่ะ

ค่า pH ของฟองน่าจะอยู่ที่ราวๆ 6 แต่ด้วยตัวโฟมมีผงชาโคลเลยบดบังการอ่านสีของกระดาษวัด pH เลยยังไม่กล้าคอนเฟิร์มค่ะ

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

มาดูส่วนผสมกัน

ในด้านของสารทำความสะอาด

ตัวหลักจะเป็นสาร Sodium cocoyl glutamate ที่ได้จากกรดอะมิโน Glutamic acid ซึ่งมีความอ่อนโยนต่อผิว มีปริมาณฟองที่ดี ให้ฟองเล็กละเอียด เสริมมาด้วย Polyglyceryl-10 myristate ตัวนี้จะเป็นสารในกลุ่ม Polyglyceryl fatty acid ester ที่มีความอ่อนโยนเช่นกัน และ Lauryl glucoside ที่มีความอ่อนโยนเหมือนกัน

สำหรับส่วนผสมที่เสริมมา ได้แก่ กลุ่มของพวก Clay อย่าง Bentonite ซึ่งอนุภาพของพวก Clay จะมีรูพรุน สามารถดูดซับความมันและสิ่งสกปรกได้ จึงให้ประโยชน์ในการทำความสะอาดผิว เช่นเดียวกับพวก Charcoal

ภาพจำลองของการแทรกซึมของไมโครโฟม และ Clay ลงไปในรูขุมขนเพื่อทำความสะอาด

(Image from Bifesta Singapore Official Website)

และในซีรี่ส์วิปโฟมของ Bifesta จะเป็น Carbonated whip foam ที่มีส่วนผสมของ Carbonate ซึ่งได้จากการละลายน้ำของ Carbon dioxide โดยว่ากันว่า การใช้พวก Carbonate นี้จะช่วยเสริมการไหลเวียนเลือดในผิว และให้ประโยชน์ในการ Detox ผิว

ในวงการสปาเองก็มีการใช้ Carbonated water (จะเรียกว่าน้ำโซดาก็คงไม่เกินจริง) เพื่อ Detox หนังศีรษะด้วยนะคะ

มาให้คะแนนแบบเรียบง่ายกัน

  1. สารทำความสะอาด: น้องมาด้วย Glutamate ที่มีความอ่อนโยน ให้ฟองที่นุ่มนวล ไม่กระด้าง เสริมมาด้วย Polyglyceryl-10 myristate เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำความสะอาด และ Lauryl glucoside ที่เสริมด้านฟองและปรับเนื้อ ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างลงตัว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ: ส่วนตัวชอบคอนเซปท์เรื่องของ Carbonated whip foam และสูตรนี้ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ: ส่วนตัวเป็นคนชอบฟองเยอะๆ ดังนั้นตัวนี้ตอบโจทย์ หลังล้างให้ฟีลที่ค่อนข้างดี ไม่แห้งตึงเอี๊ยด แต่ก็ไม่ได้มีเมือกมาเคลือบ ซึ่งส่วนตัวก็โอเค เพราะหลังล้างหน้าจะไปสกินแคร์ต่อเลย ก็เลยไม่ได้ติดใจอะไร และใช้งานง่าย แค่กดปั๊มออกมาก็ได้โฟมฟองนุ่มแน่นแล้ว ช่วงแรกๆ อาจจะกะยากนิดนึง ว่าควรกดประมาณไหน ถึงจะไม่เหลือทิ้ง แต่ใช้ไปใช้มาก็จะชินว่าต้องกดประมาณไหน ให้ไป 5 ฟลาสก์

ทางไปตำ

ลิงค์จะเป็นขวดใหญ่ขนาด 216 กรัมค่ะ

แอพฟ้า: https://s.lazada.co.th/s.ooX2R?cc

แอพส้ม: https://s.shopee.co.th/6KjbE2nlmI

Disclaimer: Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ