Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โลชั่นบำรุงผิวกายสำหรับผิวที่เป็นสิวง่าย AC control body lotion จาก Derma:B

ก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในไลน์ AC Control จาก Derma:B แบรนด์ในเครือ Neopharm ประเทศเกาหลีไปแล้ว 2 ชิ้น

ใครที่พลาดไป สามารถติดตามรับชมรีวิวได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยค่ะ

Body wash >>Click https://miyeonthereviewer.com/2023/11/09/dermab-accontrol-wash/

Body mist >>Click https://miyeonthereviewer.com/2023/12/08/dermab-ac-mist/

3 ชิ้นนี้ ถ้าเรียง Regimen ก็จะได้ว่า

ล้างด้วย Body wash ➡️ ต่อด้วย Body mist ➡️ ปิดจบด้วย Body lotion

Blog นี้เลยว่ากันด้วยบทวิเคราะห์ส่วนผสมของ Body lotion ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกชิ้นในไลน์ AC Control

น้องเป็น Body lotion ที่มาในหน้าตาและโทนสีที่คุมโทนสำหรับไลน์ AC Control

เนื้อโลชั่นบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีกลิ่นหอมเย็นของมินท์

เกลี่ยง่าย ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ไม่เหนอะหนะหนักผิว

เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที ก็จะซึม/แห้งไปจนหมด

จุดนี้ ส่วนตัวมองว่าทางแบรนด์พัฒนามาได้ตอบโจทย์คนที่มีปัญหาสิวที่ตัว ซึ่งมักจะมาคู่กับผิวมัน พอใช้โลชั่นบางตัวก็จะเหนอะหนะหนักผิวไป จนรู้สึกไม่อยากใช้ บางคนผิวมันก็จริง แต่หลังอาบน้ำผิวแห้ง พอใช้โลชั่นแล้วก็ต้องรอนานกว่าจะซึมไป ถึงจะแต่งตัวได้

สำหรับเทคโนโลยีเด่นของผลิตภัณฑ์ตามแบรนด์เคลม ได้แก่

  • MLE ซึ่งช่วยฟื้นฟู Barrier ให้ผิวแข็งแรง เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น
  • Mentha arvensis acidTM เป็นคอมบิเนชั่นของ Mint + Acid 4 โมเลกุล ได้แก่ AHA + BHA + PHA + LHA ที่ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร ว่าลดขุยผิวได้ถึง 97%

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ รวมถึงการแพ้และการระคายเคืองในอาสาสมัครเรียบร้อย โดยได้คะแนนค่าเฉลี่ยการแพ้ = 0.00 คือ ไม่มีอาสาสมัครคนใดเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการทดสอบผลิตภัณฑ์ (ข้อมูลจาก Derma:B Thailand)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับสารบำรุงนั้นเรียกได้ว่าจัดมาเต็ม และมีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้นผ่านทั้งการเติมน้ำ ทดแทนไขมัน มี MLE เสริมผิวแข็งแรง พร้อมทั้งดูแลเรื่องการอุดตัน สิว และรอยดำ รอยแดงจากสิว ไปพร้อมๆ กัน

กลุ่มแรก แทนด้วยอักษรสีส้ม เป็นกลุ่มของสารดูแลสิว จำพวก Organic acids 4 ตัว ตามแบรนด์เคลม ได้แก่

  • AHA ในที่นี้ใช้เป็น Citric acid เราไม่ค่อยเจอการใช้ Citric acid เพื่อการผลัดผิวเท่าไหร่ ส่วนมากเอามาใช้เป็นตัวปรับ pH ในสูตร หรือ เอามาเป็นตัวจับอิออนโลหะ แต่น้องก็มีความเป็น AHA อยู่
  • BHA คือ Salicylic acid เด่นในเรื่องของการลดการอุดตัน ละลายไขมันได้ดี ลงไปย่อยพวก comedone ในปากปล่องรูขุมขน (Comedolytic)
  • LHA คือ Capryloyl salicylic acid จัดเป็น LHA ที่ละลายได้ดีในไขมัน ผลัดผิวได้อ่อนๆ และ มีประโยชน์ในแง่ของรอยดำเสริมมาอีกทาง
  • PHA คือ Gluconolactone เด่นในแง่ของการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน และดูแลเรื่องสิว

ซึ่ง Organic acids ทั้ง 4 นี้ จะมีประโยชน์ในเรื่องของการผลัดผิว ลดการอุดตัน ซึ่งจะให้ประโยชน์ในเรื่องของการดูแลสิวอุดตันต่างๆ

คอมบิเนชั่นของสารสกัดจากมินท์กับ Organic acid นี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Mentha arvensis acidTM เพื่อดูแลปัญหาสิว

ส่วนของสารไขมันทดแทนผิว แทนด้วยอักษรสีม่วง จะมี Pseudoceramide ตัว PC-9S (Myristoyl/Palmitoyl Oxostearamide/Arachamide MEA) ที่สามารถฟอร์มเป็น MLE เพื่อดูแล Barrier ผิว ร่วมกับสารไขมันจากธรรมชาติ อย่าง Shea butter, Grape seed oil และกรดไขมัน 2 ชนิด คือ Stearic acid, Palmitic acid

กลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคือง แทนด้วยอักษรสีเขียว กลุ่มนี้อาจจะให้ประโยชน์ในการดูแลรอยแดงจากสิว ได้แก่

  • Betaine ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน ที่ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) ลดความรู้สึกระคายเคือง และปรับฟีลให้รู้สึกดี
  • Allantoin ยืนหนึ่งเรื่อง Soothing และลดการอักเสบระคายเคือง
  • Beta-glucan ที่มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น เป็น prebiotic ที่ช่วยเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ probiotic ดูแลเรื่อง microbiome บนชั้นผิว ให้ผิวแข็งแรง และมีประโยชน์ด้านการลดการระคายเคือง
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่นอกจากจะดูแลเรื่องการระคายเคืองแล้ว ยังได้เรื่องเพิ่มความชุ่มชื้นเข้ามา รวมทั้งช่วยเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิวได้อีกทาง

กลุ่มของ Whitening แทนด้วยอักษรสีน้ำเงิน น้องให้ประโยชน์ในการดูแลรอยดำจากสิว มีด้วยกัน 2 ตัวหลักๆ

  • Niacinamide ที่นอกจากด้าน Whitening แล้ว ยังให้ประโยชน์อื่นๆ เพื่อดูแลสิวด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และควบคุมการสร้าง Sebum
  • สารสกัดจากใบ Loquat เกาหลี (Eriobotrya Japonica Leaf Extract) ที่ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ให้ประโยชน์ในด้านของการเป็น Whitening และเป็น Antioxidant (Ref: TDS Loquat Leaf Extract by The Garden of Natural Solution Co., Ltd.)

กลุ่มของสารเติมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น แทนด้วยอักษรสีฟ้า ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว

  • Hyaluronic acid และอนุพันธ์อีกหลายชนิด ขนกันมาทั้งครอบครัว ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวเคลือบ ตัวประจุบวก มีอย่างน้อย 6 ตัว (เพราะบางตัวใช้ชื่อ INCI name เดียวกัน) ตัวที่น่าสนใจจะเป็นตัวประจุบวก Hydroxypropyltrimonium Hyaluronate ที่เกาะกับผิวได้ยาวนาน ล้างน้ำก็ไม่หลุด ถ้าไม่ไปอาบน้ำ
  • นอกจาก Hyaluron แล้ว อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ Hydrolyzed Glycosaminoglycans ตัวนี้เป็น Glycosaminoglycans ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ก็มีความเด่นเรื่องการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน
  • กรดอะมิโน Arginine เป็น สารจับน้ำตามธรรมชาติให้ผิว (Natural moisturizing factor; NMF)

เสริมทัพมากับ Glyceryl glucoside ที่มีคุณสมบัติในการเสริมการสร้างโปรตีนเก็บน้ำ Aquaporin ให้กับผิว และเมื่อใช้คู่กับ Glycerin ประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นก็จะเพิ่มขึ้น

ส่วนของเบสก็เป็นเนื้อโลชั่นที่ดูแล้วไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง หรือ Actives ทำมาได้ดีในแง่ของการดูแลสิว แบบครบ ทั้งสิวอุดตัน สิวที่เริ่มอักเสบนิดหน่อย รอยดำ รอยแดง พร้อมเสริมประโยชน์ในการฟื้นฟู Barrier ผิว ด้วย MLE ให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก หรือ Base มาในเบสแบบอิมัลชั่น ที่พัฒนามาให้มีเนื้อค่อนข้างเบาโดยการเลือกใช้สารไขมันอย่าง Isohexadecane ซึ่งระเหยได้ เมื่อลงผิวแล้วน้องจะระเหยไป ไม่เหลือความเหนอะหนะ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://shope.ee/6KgOjxCETJ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.mr4p8?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำตบและแอมพูล Kombucha เวอร์ชั่นใหม่ จาก T’esle

ใครเป็นแฟนน้ำตบ Kombucha ของ T’else บ้าง

น้องกลับมาแล้ว มาในโฉมใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

กลับมาคราวนี้ในซีรี่ส์ Kombucha มาด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์ค่ะ

ซึ่ง Blog นี้จะหยิบเอาเอสเซนส์กับแอมพูลมาวิเคราะห์ส่วนผสมก่อนนะคะ

โดยซีรี่ส์นี้ตัวใบชาอัสสัมที่เขาเลือกมา คือเป็นเกรดที่ดีที่สุด ที่สมาคมนักดื่มชารู้จักกันในนาม FTGFOP หรือ “Finest Tippy Golden Flowery Orange Pekoe”

‘Orange Pekoe’ เป็นการกล่าวถึงชาทั้งใบ (whole leaf tea) โดยคำว่า Pekoe มีที่มาจากการแปลภาษาจีนผิดในช่วงแรกๆ โดยสื่อความหมายถึง White hair บนยอดอ่อนใบชา ส่วนคำว่า Orange มาจาก Dutch royal House of Orange-Nassau ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการซื้อ-ขายชาในยุคศตวรรษที่ 17

ส่วนอีก 3 คำ

Tippy หมายถึง ยอดอ่อนของใบชา

Golden สื่อถึงสีทองของยอดอ่อนใบชา

Flowery เป็นการเน้นย้ำว่ายอดอ่อนของใบชายังอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Whole leaves tea นั้นๆ (Reference: Australian Tea Centre)

ในใบชาเกรด FTGFOP จะประกอบด้วยสารพฤกษเคมีสำคัญๆ หลายชนิด ดังภาพ

(Image from T’else Korea Official)

ซึ่งก็เป็นไปตามงานวิจัยว่าในการหมักชาจะได้สารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์หลายชนิด รวมทั้ง Glucuronic acid ออกมาด้วย (Bishop et al., Beverages 2022, 8(3), 45)

ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่า ผ่านกรรมวิธีสกัดด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Slow brewing technology สกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ 20 องศาเซลเซียส อย่างช้าๆ เป็นเวลา 336 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดจากคอมบูชาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีสารเติมแต่งอื่นๆ

สำหรับผลิตภัณฑ์ในซีรี่ส์นี้ ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาแล้วว่า

  • ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ใน 2 สัปดาห์

(Image from T’else Korea official website)

โดยขอเริ่มที่ตัว Essence กันก่อน น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวแพคเกจมาในขวดพลาสติกที่เป็นพลาสติกรักษ์โลกชนิด 30% PCR (Post-consumer recycled material) ซึ่งช่วยลด Carbon footprint ให้กับแบรนด์ ตรงตามคอนเซปท์ eco-friendly ของแบรนด์

บนฝากล่องด้านในก็จะมีอธิบายวิธีการแยกรีไซเคิลหล และรายละเอียดพลาสติกว่าเป็น 30% PCR ด้วย

เนื้อเอสเซนส์จะเป็นแบบใส มีความหนืดเล็กน้อย มีกลิ่นหอมจางๆ จากน้ำมันหอมระเหย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว ไม่หนึบผิว แต่ยังให้ความชุ่มชื้น และให้ความโกลว์สมชื่อ

ใช้แสงแฟลชเก็บภาพความโกลว์ หลังทาเกลี่ย แล้วทิ้งไว้ 1 นาทีค่ะ

ในส่วนของค่า pH นั้นอยู่ที่ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมในภาพรวม ที่ดูเด่นจะเป็นคอมบิเนชั่นของตัว Kombucha ที่ผ่านกระบวนการหมัก และสารสกัดจากจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Bifida ferment filtrate, Lactobacillus ferment และ Lactobacillus ferment lysate ที่ดูแลเรื่อง Microbiome ของผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรง

สำหรับการใช้ Kombucha จากชาดำแบบทาภายนอกในเชิงเครื่องสำอางนั้น แบบเอามาทาตรงๆ ตอนที่ค้นใน Pubmed เมื่อ 18 ก.พ. 67 ยังไม่พบ แต่จะเจอการใช้สารสกัดจาก Kombucha มาใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Intradermal) ในหนูทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มปริมาณคอลลาเจน และการทำงานของผิวหนังผ่านการเสริมระบบ NAD+ /NADH level ซึ่งจะช่วยให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น และอาการของริ้วรอยต่างๆ ดีขึ้นต่อไป (Pakravan, et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.) แต่ถ้าเป็น Kombucha ที่เอามาหมักร่วมกับพืชอื่นก็พอมีอยู่หลายฉบับ

จากองค์ประกอบของสารพฤกษเคมีใน Kombucha ที่มีรายงาน เราอาจจะอนุมานได้ว่า Kombucha นั้นจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีประโยชน์ในการชะลอวัยของผิวพรรณ

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ส่วนผสมอื่นๆ ก็จะเน้นสารกลุ่ม Humectant solvent ตัวที่ให้ฟีล rich แบบชุ่มฉ่ำเข้ามา ที่เหลือก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ส่วนผสมอื่นๆ ก็จะเน้นสารกลุ่ม Humectant solvent ตัวที่ให้ฟีล rich แบบชุ่มฉ่ำเข้ามา ที่เหลือก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

ส่วนตัว Ampoule นั้น ก็จะทำมาคล้ายๆ กับ เอสเซนส์

หน้าตาเป็นแบบนี้

ตัวแพคเกจเป็นขวดดรอปที่ทำจาก 30% PCR plastic เช่นเดียวกัน

เนื้อแอมพูลจะมีความข้นหนืดกว่าเอสเซนส์ มีกลิ่นจางๆ ของน้ำมันหอมระเหย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย จะให้ฟีลเคลือบลื่น และชุ่มผิวมากกว่าเอสเซนส์

มีความโกลว์เช่นเดียวกัน

ภาพถ่ายความโกลว์ด้วยแสงแฟลช หลังทาเกลี่ย แล้วทิ้งไว้ 1 นาที

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 เช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ส่วนผสมจะคล้ายๆ กับตัว Essence นะคะ เพียงแต่จะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย

  • Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน นอกจากเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้น น้องยังให้ประโยชน์ในการดูแลด้านการระคายเคืองผิว
  • Malt extract ถ้าเป็นสารสกัดจากบริษัท Dermalab ประเทศเกาหลีจะมีเคลมเกี่ยวกับการดูแลผิวที่อักเสบระคายเคืองง่ายอยู่
  • Curcuma longa root extract สารสกัดจากขมิ้นชัน ที่เป็น Antioxidant ที่ดี และอาจจะให้ประโยชน์ในแง่ของ Whitening
  • Corallina officinalis extract สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง เป็น Antioxidant

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

สำหรับ Blog นี้ขอหยิบเอาตัวเอสเซนส์มาเป็นตัวที่ให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง เลือกใช้มาค่อนข้างดี นอกจาก Kombucha แล้ว ยังเสริมพวก Probiotic/Postbiotic ที่ปรับสมดุลดูแลไมโครไบโอมให้ผิวแข็งแรงไปอีก 1 กรุบ เมื่อเอามาใช้ร่วมกับ Hya ก็จะดูแลให้ผิวชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี โดยรวมก็คือทำมาได้ครบสมกับที่ Kombucha essence ชิ้นหนึ่งพึงจะมี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หักคะแนนเรื่องของ Citrus oil ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการไวต่อแสง (Photosensitivity) แต่อย่างที่ได้เล่าให้ฟังว่า ในตลาดเครื่องสำอางมีการสกัดเอาสารไวต่อแดดอย่าง Furocoumarin ออก ได้เป็น Citrus oil เกรด FCF ซึ่งจุดนี้คิดว่าแบรนด์คงเลือกมาดีแล้ว แต่ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของฟีลลิ่ง จะค่อนข้างชุ่มชื้น ใช้ได้ทั้งกับสำลี และกับมือ แต่ตอนใช้กับสำลี เนื้อจะไม่ค่อยซับกับสำลีเท่าไหร่ ใช้กับมือวอร์มๆ แล้วทาจะฟินกว่า ในด้านของการดูแลผิว ส่วนตัวคิดว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ในแง่ของผิวนุ่ม ชุ่มชื้น ส่วนเรื่องรูขุมขนทางนี้ลองมา 2 สัปดาห์ และไม่ได้เป็นคนรูขุมขนกว้าง เลยยังตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ก็รู้สึกว่ารองพื้นกับแป้งตกร่อง ตกรูได้น้อยลง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ทางไปตำ Essence

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.mQN1s?cc

แอพส้ม https://shope.ee/4AbeqXvyJl

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมบำรุงฟื้นฟูผิวสูตรปรับปรุงใหม่ Cicaplast Baume B5+ จาก La Roche-Posay ด้วยนวัตกรรม Tribioma

ถ้าพูดถึงมอยส์เจอไรเซอร์ที่น่าสนใจแล้ว กลุ่มซีรี่ส์ Cicaplast น่าจะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นอีกผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์ที่ดูแลฟื้นฟูปรับสภาพผิวท็อปฮิตชิ้นหนึ่งของทาง La Roche-Posay เลยทีเดียว

ดังนั้น ใน Blog นี้จึงขอหยิบเอาน้อง Cicaplast Baume B5+ (อ่านว่า ซิคาพลาส โบม บี5+) รุ่นปรับปรุงใหม่มาวิเคราะห์ส่วนผสมซักหน่อย

น้องจะมาในกล่องหน้าตาแบบนี้นะคะ

ชื่อเต็มๆ ของน้องคือ Cicaplast Baume B5+ Ultra-repairing soothing balm

แพคเกจด้านในเป็นแบบหลอด ขนาดที่ทางนี้ใช้อยู่จะอยู่ที่ 40 ml ค่ะ ซึ่งในท้องตลาดจะมีจำหน่ายอยู่ที่ 3 ขนาด คือ 15 ml, 40 ml และ 100 ml

ข้อดีของน้องก็คือ ใช้ได้ทั้งกับใบหน้าและผิวกายไปเลย

เนื้อมาในครีมข้นคล้ายบาล์ม

เกลี่ยเสร็จแล้วจะให้ความรู้สึกสบายผิว มีชั้นฟิล์มเคลือบผิว และให้ความชุ่มชื้นค่อนข้างมาก แต่ไม่เหนียว เหนอะหนะ

สำหรับผลิตภัณฑ์นี้ ทางแบรนด์มีผลการทดสอบรองรับถึงประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวที่เสียหาย และลดโอกาสเกิดแผลเป็น ในระดับของหลอดทดลองและในอาสาสมัคร 21 รอยโรค ทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และหลังจากการทำหัตถการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Laser, peeling, dermabrasion, cryotherapy รวมไปถึงอาการไม่สบาย/ระคายเคืองผิวหลังหัตถการ

สูตรใหม่นี้ Formulate มาด้วย หลักการ Microbiome science เน้นปรับสมดุล Microbiome ของผิวภายใต้เทคโนโลยี Tribioma เป็น Prebiotic complex ที่เป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์ La Roche-Posay ผ่านการค้นคว้าวิจัยจนได้คอมบิเนชั่นที่เหมาะสมและผ่านการทดสอบว่าช่วยสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่ดีอย่าง Streptococcus epidermidis ที่เป็นสายรีแพร์ผิว (Pro-repair bacteria) และยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรค จึงเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ และทำให้ผิวเรามีสุขภาพดี ผ่านการทดสอบว่าสามารถฟื้นฟู Barrier ผิวได้ตั้งแต่วันแรกที่ทา

นอกจากนี้ก็ยังเสริมสารบำรุงเข้ามาอีกหลายชนิด ที่ทางแบรนด์เลือกมาให้เสริมกันอย่างลงตัว ซึ่งจะได้เล่าต่อไปในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสม

ส่วนตัวไม่ได้ทำหัตถการอะไร ปัญหาผิวของเราที่รู้สึกว่าน้องตอบโจทย์ คือถ้ามีฝุ่นเยอะ ช่วงแก้มจะแดงและรู้สึกไม่สบายผิว หรืออย่างตอนนี้ที่อากาศแห้ง ผิวลอกเป็นขุย เราก็เลือกใช้น้องเป็น Everyday moisturizer ทางนี้จะทาในช่วงก่อนนอน อารมณ์เหมือนเป็นตัวป้องกันไม่ให้ผิวมันเคืองขึ้นมา ก็คือเวิร์ค ชอบ ฉ่ำ

มาดูบทวิเคราะห์ส่วนผสมอย่างละเอียดดีกว่าค่ะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้ทำไว้หลากหลายสีเลยค่ะ

โดยส่วนแรกคอมบิเนชั่นนวัตกรรม Tribioma นั้นมีเคลมเกี่ยวกับการสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่ดีอย่าง Streptococcus epidermidis ที่เป็นสายรีแพร์ผิว (Pro-repair bacteria) และยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรค จึงเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ และทำให้ผิวเรามีสุขภาพดี น้อง Cicaplast Baume B5+

ซึ่งถ้าดูที่ส่วนผสมเราจะเจอสารที่มีประโยชน์ในการปรับสมดุลและดูแล Microbiome อยู่ค่ะ

  • Alpha-glucan oligosaccharides ซึ่งเป็น Prebiotics ที่เสริมการเจริญของจุลินทรีย์เจ้าบ้าน จุลินทรีย์ที่ดีบนผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Vitreoscilla ferment เป็นสิทธิบัตรของทาง L’oreal ชิ้นหนึ่งที่เราจะคุ้นหูในเครือของ Biotherm ซึ่งน้องมีประโยชน์กับผิวหลายประการเลยทีเดียว ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งเมื่อปี 2013 ทดสอบประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ Vitreoscilla filiformis ที่เลี้ยงในน้ำแร่ลาโรช พบว่าให้ประโยชน์ในการเพิ่มสาร Antioxidant และเอนไซม์ที่ช่วยปกป้องและ Detox ตนเองของผิวในระดับผิวหนังจำลอง (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2013; 6:191-6.) ซึ่งแปลความได้ว่า น้องมีประโยชน์ในการการเสริมสร้างระบบป้องกันตัวเองของผิวให้แข็งแรงขึ้น
  • Lactobacillus เป็น Probiotic ที่สำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งจะช่วยป้องกันการเจริญของเชื้อที่ไม่ดี และช่วยปรับภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น

นอกจากเรื่อง Microbiome แล้ว ยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่บำรุงและมีประโยชน์ต่อผิวอีกหลายชนิด ได้แก่

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่ใส่มาถึง 5% เพื่อเน้นฟื้นฟูผิวที่เกิดความเสียหาย หรือระคายเคือง โดยตัว Panthenol นั้น มีข้อมูลสนับสนุนว่า สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer ที่ดี เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยผิวกักเก็บน้ำโดยไปลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ให้ผิวนุ่ม ยืดหยุ่น เสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ลดการอักเสบระคายเคือง ลดรอยแดง (Ebner et al., Am J Clin Dermatol. 2002;3(6):427-33.)
  • สารสกัดจากบัวบก และสารพฤกษเคมี Madecassoside ซึ่งพบในบัวบก มีประโยชน์หลายประการกับผิว มีรายงานถึงคุณสมบัติในด้านการลดการอักเสบ Anti-oxidant ชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย เสริมกระบวนการสังเคราะห์ Collagen และการสมานแผล มีผลการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงว่าลดโอกาสเกิดแผลเป็น (Burns. 2012; 38(5):677-84.)
  • Shea butter เพิ่มความชุ่มชื้น และมีสารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีคุณสมบัติในการดูแลการอักเสบระคายเคืองผิว
  • Polymnia sonchifolia root juice เข้าใจว่าหมายถึง Nutrimel® Skin ของบริษัท Solabia ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีเคลมว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม fructose, oligofructoses และพวก polyphenol ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และเสริมกระบวนการฟื้นฟูตนเองของผิวเมื่อเกิด Stress หรือความเสียหายขึ้น
  • แร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ Zinc, Manganese, Magnesium ซึ่งมีประโยชน์ในการทำงานต่างๆ ของผิว โดยทางแบรนด์มีเคลมเกี่ยวกับ Zinc/Manganese ว่า สามารถลดการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโรคบางชนิดได้
  • Capryloyl Glycine ตัวนี้เป็นกรดอะมิโน Glycine ที่จับกับกรดไขมัน เพื่อเสริมการดูดซึม มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ในด้านของการนำส่งเอา Glycine ลงไปในผิวเพื่อให้ผิวเราหยิบไปสังเคราะห์โปรตีน หรือเพิ่มความชุ่มชื้น และมีเคลมจากผู้ผลิตวัตถุดิบว่าสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5α-reductase จึงให้ประโยชน์ในเรื่องของการควบคุมความมัน ดูแลปัญหาสิว

สามารถสรุปกลไกของสารบำรุงที่สำคัญในผลิตภัณฑ์ได้ประมาณนี้ค่ะ

คนผิวมันอาจจะกังวล เพราะเนื้อครีมดูเหมือนจะค่อนข้างหนัก จะอุดตันไหม จะหนักหน้าไปไหม แต่จากส่วนผสมที่ทางแบรนด์หยิบมายำใส่ด้วยกัน คือคิดมาแล้วแบบดี ดีมาก คือ

  • ไม่มีส่วนผสมที่เสี่ยงอุดตัน (Comedogenic agent)
  • Capryloyl glycine ควบคุมความมัน 1 กรุบ ตบด้วย Zinc gluconate ก็ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน
  • Corn starch ปรับฟีลให้เบสไม่เหนอะหนะมากไป และอาจจะให้ประโยชน์ในการควบคุมความมัน เพราะน้องดูดซับน้ำมันได้อยู่

ความน่าสนใจอีกนิดหน่อย คือ การเลือกใช้ Propanediol ที่เป็นมิตรกับผิวมากกว่า มาทดแทน Propylene glycol ที่อาจจะทำให้เกิดการแพ้/ระคายเคืองได้บ่อยกว่า และใช้ Hydrogenated Polyisobutene ร่วมกับ Dimethicone เพื่อทดแทน Mineral oil

ส่วนตัวมองว่าทำมาได้ดีและเอาใจใส่ในแทบทุกรายละเอียด

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง นอกจากเรื่องของการปรับสมดุล Microbiome ด้วยเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ Tribioma เพื่อให้ผิวมีสุขภาพที่ดี เสริมกระบวนการรีแพร์ฟื้นฟูตัวเองของผิวตามธรรมชาติแล้ว ตัวสารบำรุงอื่นๆ ที่ใส่มาก็คือเน้นไปที่การดูแลการระคายเคือง การอักเสบ และฟื้นฟู ปรับสภาพผิวได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งมอบความชุ่มชื้นให้กับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทางแบรนด์พัฒนาสูตรมาได้อย่างดี เอาใจใส่ในรายละเอียดปลีกย่อย เล็กๆ น้อยๆ ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนผิวผสม/แห้ง และระคายเคืองง่ายอยู่แล้ว ส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาได้ค่อนข้างดี ชุ่มชื้น แต่ไม่หนัก ไม่เหนียว ไม่แวววาวมากไป และในด้านของการลดความรู้สึกระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว คิดว่า น้อง Cicaplast Baume B5+ ตอบโจทย์ความต้องการของเรา เราสามารถหยิบมาปรับใช้เป็น Routine care ได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของผิวในแต่ละวันได้เลย ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay สาขาประเทศไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่น่าสนใจ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนถึงจุดนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

หรือท่านที่จะตามไปส่องสินค้าบน Official Mall ก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

LazMall https://s.lazada.co.th/s.snuyt?cc

Shopee Mall https://s.shopee.co.th/4AjNOlQ3q9

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

 #LaRochePosayTH #Cicaplast #ลาโรชโพเซย์ #ซิคาพลาส

Image

[Beauty Update] The rebirth of T’else

แบรนด์ T’else ลูกรักของใครหลายๆ คน รีแบรนด์แล้วกลับมาใหม่แล้วนะคะ ภายใต้คอนเซปท์ใหม่ สวยหรูฉ่ำมงลง

จากเดิม T’else มาจากคำว่า Tea + Else

ตอนนี้ทางแบรนด์ได้รีแบรนด์ใหม่ เป็น Terra + Else

(Image from T’else Korea Official Website)

เน้นการผสมผสานสารจากธรรมชาติ มาใช้ร่วมกับสารจากงานวิจัยได้อย่างลงตัว ขานรับเทรนด์ Cleanical (clean + clinical) Beauty

ภายใต้คอนเซปท์ Balance ธรรมชาติ สุขภาพผิว และคุณภาพชีวิต “ผิวดี ชีวิตดี รักษ์โลก”

โดยใส่ใจตั้งแต่กระบวนการผลิต ลดการปลดปล่อย CO2 ออกสู่บรรยากาศ 33% และลดการใช้พลังงาน 33%

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ออกมาหลังรีแบรนด์ใหญ่คราวนี้ มีด้วยกัน 3 Line

Kombucha x Hyaluronic acid มาใน Palette สีน้ำตาล ทางแบรนด์เคลมว่าได้คัดเลือกเอาใบชาอัสสัมคุณภาพสูงจากอินเดีย มาใช้ร่วมกับ Hya หลากหลายโมเลกุล เน้นความโกลวแบบสับแบบฉ่ำ

โดยใน Kombucha นั้นจะเป็นชาดำที่ผ่านกระบวนการหมัก ซึ่งได้สารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ซึ่งจะได้เล่าถึงกรรมวิธีการสกัดและการได้มาของใบชาต่อไป

ป้ายยาคีย์เวิร์ดไว้ก่อน “Slow brewing technology

สำหรับพระเอกของไลน์ ดิฉันแอบเล็ง Hydroglow essence ไว้ค่ะ

น้อง Certified vegan ด้วยนะคะ

(Image from T’else Korea Official Website)

Red orange x Niacinamide มาใน Palette สีส้ม เลือกเอา Blood orange ออร์แกนิกจากอิตาลี่ มาจับคู่กับ Niacinamide ได้ย่างลงตัว

ใน Blood orange ประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายชนิดที่มีประโยชน์กับผิว เมื่อใช้คู่กับ Niacinamide ก็จะให้ประโยชน์ในการดูแลรอยดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอได้อย่างลงตัว

โดยตัวเซรั่มในไลน์ พึ่งมายังไม่ทันไร ก็กวาดรางวัลจากพส.เกาหลีไปเรียบร้อยแล้ว

(Image from T’else Korea Official Website)

นอกจากเซรั่มแล้ว ตัว Toner ก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะนอกจากสารสกัดจาก blood orange แล้ว น้องยังเสริมวิตามินมาอีกหลายชนิด ที่ให้ประโยชน์บำรุงผิวได้หลายอย่างเลย มีผลเทสต์ปรับผิวขาว ลดผิวเหลือง ใน 7 วัน มาในคอนเซปท์ #7DayToneUpToner

Blue Agave x Hyaluronic acid มาใน Palette สีน้ำเงิน หยิบเอา Blue agave ที่เจริญเติบโตได้อย่างสง่างามในภูมิอากาศทะเลทรายอันแห้งแล้ง มาใช้ร่วมกับ Hya เพื่อเติมปรับสมดุลความชุ่มชื้น พร้อมเติมน้ำให้ผิว

น้องคนนี้ก็ไม่เบานะคะ ตัวครีมก็คว้ารางวัลจากพส.เกาหลีไปแล้วเช่นกัน

(Image from T’else Korea Official Website)

สินค้าทุกไลน์วางจำหน่ายแล้ว วันนี้

ทางไปตำ

(Red orange niacinamide toner)

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.micRO?cc

แอพส้ม https://shope.ee/8pNO48dwWI

#telse#kombucha#redorange#blueagave

ในโอกาสถัดไป ทางเพจจะมานำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในแต่ละไลน์ต่อไปนะคะ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Pure Niacinamide 10 Serum 1 ในตัวแม่เซรั่มพลังโมเลกุล จาก La Roche-Posay

Blog นี้ขอหยิบเอาเซรั่มวิตามินบี 3 ซึ่งเป็นเซรั่มตัวดัง ในซีรี่ส์เซรั่มพลังโมเลกุล จากแบรนด์ La Roche-Posay มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกัน

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Pure Niacinamide 10 Serum มาในขวดสีม่วงแบบนี้ค่ะ

ซึ่งเวลาเราไปซื้อใน Drug Store เราจะเจอน้องมาในกล่องหุ้มหน้าตาแบบนี้

สูตรนี้จะมาในเนื้อน้ำนมนะคะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น มีฟีลเคลือบผิวเบาๆ เอาไว้

ขึ้นชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของลาโรช ทางนี้ค่อนข้างมั่นใจเรื่องประสิทธิภาพ เพราะทางแบรนด์จะทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครก่อนเสมอ

สำหรับเซรั่มตัวนี้นั้นทางแบรนด์ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครหลากหลายเชื้อชาติ ทุกสีผิว และทุกสภาพผิว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 105 คน ในเรื่องของจุดด่างดำตามอายุ (Age spot) จุดด่างดำจากรังสี UV (Sun spot) รอยดำจากสิว จากการอักเสบ (Post-inflammatory hyperpigmentation; PIH) โดยพบว่า

  • หลังทาทันที รู้สึกชุ่มชื้น สีผิวดูกระจ่างใส (Radiance) สม่ำเสมอมากขึ้น อันนี้เป็นไปได้ไหม เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังใน
  • ช่วงวิเคราะห์ส่วนผสม
  • 4 สัปดาห์ จุดด่างดำดูดีขึ้น ทั้งมีขนาดเล็กลง สีดูจางลง สีผิวโดยรวมสม่ำเสมอมากขึ้น
  • ครบ 8 สัปดาห์ แล้วติดตามการใช้ที่ 11 สัปดาห์ พบว่าลดการกลับเป็นซ้ำของจุดด่างดำเมื่อหยุดใช้ไปแล้ว 3 สัปดาห์ และประสิทธิภาพในด้านสีผิวสม่ำเสมอยังคงอยู่

ก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสมอยากเล่าถึงสีผิว การเกิดสีผิว และทำไมเวลาเราเป็นสิว ถึงมักจะทิ้งรอยดำเอาไว้

เรื่องสีผิว อันนี้เชื่อว่าหลายท่านน่าจะทราบแล้วว่า การสร้างเม็ดสีผิว เกิดที่ Melanocyte ที่ชั้นล่างสุดของหนังกำพร้า โดยอาศัยเอนไซม์ Tyrosinase เปลี่ยนกรดอะมิโน Tyrosine หลายขั้นตอนจนได้เป็นเม็ดสี Melanin

ทีนี้เวลา Melanocyte มันได้เมลานินแล้ว มันจะไปเก็บรวมในถุง Melanosome ก่อนส่งผ่านออกไปที่เซลล์หนังกำพร้า (Keratinocyte; KC) ชั้นที่อยู่เหนือกว่า เราก็จะค่อยๆ เริ่มเห็นเป็นสีผิว เมื่อ KC พวกนี้มันเคลื่อนที่ออกมา

เรียกกระบวนการนี้ว่า Melanosome transfer

ทีนี้ถ้าไม่มีอะไรไปกวนมัน เราก็จะมีสีผิวอ่อนเข้มแตกต่างกันไปตามกรรมพันธุ์ของเรา

แต่ถ้ามีอะไรไปกวนมัน เช่น รังสี UV อนุมูลอิสระ ความเครียด ฮอร์โมน และการอักเสบ เจ้าบริเวณที่โดนกระตุ้นมันก็จะเกิดเป็นจุดที่มีสีผิวเข้มกว่ารอบข้าง กลายเป็นจุดด่างดำให้เราเห็นนั่นเองค่ะ

วันนี้จะเน้นไปที่การอักเสบเป็นพิเศษ

โดยเวลาเกิดการอักเสบขึ้น เช่น มีสิว มันจะส่งสัญญาณไปที่ KC แล้วเวลา KC โดนกระตุ้น มันจะปลดปล่อยพวกสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบหลายตัวเลยค่ะ เช่น IL-1, IL-6, TNF-a, Prostaglandins เช่น PGE2, Leukotrienes ฯลฯ (Maghfour et al. Pigment Cell & Melanoma Research. 2022;35(3):320-327.) ซึ่งเอาจริง บางตัวมันดีนะ มันจำเป็นในการปกป้องตัวเองของ KC และเซลล์อื่นๆ ไม่ให้เสื่อมสภาพไปจากการอักเสบ

แต่ว่าสารก่อการอักเสบพวกนี้ไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงานมากขึ้นผ่านหลายกลไก ไม่ว่าจะเป็น กระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิว และไปกระตุ้นกระบวนการ Melanosome transfer ซึ่งในที่สุดผิวก็จะเข้มขึ้นค่ะ แต่มันใช้เวลาเนาะ กว่าจะสร้าง กว่าจะส่งออกมาจนเรามองเห็น

เวลาเป็นสิว ผิวบริเวณที่เป็นสิวก็จะเกิดการอักเสบ เวลาสิวหาย รอยดำก็เลยเกิดในจุดที่เคยเป็นสิว เลยเรียกว่า รอยดำหลังการอักเสบ หรือ Post-inflammatory hyperpigmentation; PIH

มาดูส่วนผสมกัน ว่าทำไมน้องถึงจัดเต็มจัดฉ่ำเรื่องรอยดำจากสิวได้ดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้

จากส่วนผสมและแบรนด์เคลม

น้องพัฒนามาโดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Kigman’s formula ซึ่งเป็นสูตรยาที่แพทย์ผิวหนังใช้ในการรักษาฝ้า เป็นคอมบิเนชั่นของ Hydroquinone (ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว) + Steroid (ลดการอักเสบ) + Retinoic acid (ผลัดผิว) โดยอาศัยสารที่มีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายกัน แต่มีความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในวงการเครื่องสำอาง ได้แก่ Phenyl resorcinol; PHE-resorcinol (ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว) + Niacinamide (ลดการอักเสบ) + HEPES (ผลัดผิว)

ถือว่า แบบ เยี่ยม ว้าวมากค่ะ

โดยคอนเซปท์ของผลิตภัณฑ์นี้ก็คือ การดูแลรอยดำได้ครบทั้งวงจร ตั้งแต่ก่อนเริ่มเกิดรอยดำไปจนป้องกันไม่ให้กลับมาใหม่

  • ผลัด รอยดำฝังลึกที่ชั้นผิว ด้วย HEPES
  • จัดการ สัญญาณการสร้างรอยดำจากสิว โดยใช้ PHE-resorcinol
  • ป้องกัน รอยดำเกิดใหม่ พร้อมดูแลการอักเสบระคายเคืองผิว ด้วย Niacinamide

มาดูส่วนผสมกันนะคะ

  • Niacinamide (10%) หรือ วิตามินบี 3 ที่เรารู้จักกัน น้องมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายๆ ด้าน โดยน้องเป็นส่วนหนึ่งในโคแฟคเตอร์ NADP และ NAD ซึ่งจำเป็นในการทำงานหลายๆ อย่างของผิว มีรายงานถึงคุณสมบัติในการรบกวนกระบวนการ Melanosome transfer ยับยั้งส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก ลดการอักเสบ เพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Hydroxyethylpiperazine ethane sulfonic acid หรือ HEPES (5%) น้องมีบทบาทหลายอย่างในสูตรตำรับ เดิมทีใช้เป็นสารกลุ่มบัฟเฟอร์ที่ช่วยปรับและคุมค่า pH ให้คงที่เพื่อเสริมความคงตัวให้สูตร แต่ก็มีการค้นพบว่า HEPES นั้นมีประโยชน์ในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ โดยไปย่อยสลายส่วนของโปรตีน Corneodesmosome ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะเอาเซลล์ขี้ไคลเอาไว้ด้วยกัน ผ่านการกระตุ้น Protease enzyme จึงไปย่อยสลายเซลล์ขี้ไคลให้หลุดออกไปตามธรรมชาติ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ในสูตรนี้ทางแบรนด์ใช้ HEPES ที่ความเข้มข้น 5% โดยทดสอบว่ามีประสิทธิภาพในการผลัดผิวเทียบเท่า Glycolic acid 10%
  • Phenylethyl resorcinol หรือ PHE-resorcinol น้องมีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเมลานิน มีรายงานการศึกษาในอาสาสมัคร โดยให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้กับสาร Whitening อื่นๆ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีสีผิวที่แลดูขาวขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2013;12(1):12-7.)
  • เติมความชุ่มชื้นด้วย Sodium hyaluronate
  • เสริมวิตามินอีเข้ามาเป็น Antioxidant อาจจะปกป้องสารในเนื้อสูตร และปกป้องผิว

ความพิเศษอีกจุดของสูตรนี้ ที่ได้เกริ่นไปว่า ทาแล้วกระจ่างใสทันที มาจากการที่ทางแบรนด์พัฒนาสูตรได้อย่างชาญฉลาดโดยใช้ Pigment (เม็ดสี) ที่เข้ามาช่วยบดบังสีเดิม และให้ความสว่างแวววาว (ชุด Tin oxide, Titanium dioxide, Mica ซึ่งอาจเป็น Pearlescent pigment ที่ผ่านการเคลือบ Mica) ให้สีแวววาวแบบเป็นธรรมชาติ อำพรางริ้วรอยตื้นๆ และให้สีผิวดูกระจ่างใสขึ้น

สรุปกลไกของสารบำรุงในสูตรได้ประมาณนี้ค่ะ

แต่สูตรนี้มี Alcohol ซึ่งข้อดีของน้องก็คือ ช่วยลดความเหนอะหนะให้กับเนื้อครีมได้ และมี Isopropyl myristate (IPM) ที่อาจจะเสี่ยงอุดตันได้ แต่ว่าน้องมาในลำดับท้ายๆ ซึ่งการอุดตันนั้นขึ้นอยู่กับความเข้มข้นในสูตร และความไวในการตอบสนองของแต่ละคนด้วยค่ะ ในที่นี้ดูจากลำดับแล้ว อยู่หลัง EDTA ที่เป็นตัวจับโลหะ ปกตินิยมใช้กันประมาณ 0.1% คิดว่าไม่ sig ไม่กระทบกับผิวค่ะ และส่วนตัวก็ใช้ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้ง alcohol และ IPM

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง เอาจริง คือ ชอบคอนเซปท์การเอา Kligman’s formula มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำสูตรมาก และส่วนผสมที่เลือกมาก็คือเรียกได้ว่าลงตัว Block การสร้างเม็ดสี และ Block การส่งออกเม็ดสี พร้อมลดการอักเสบระคายเคือง add on สำหรับดูแล ป้องกันรอยดำจากสิวไปในตัว และยังจะเอามาใช้ในเชิง whitening หรือ เสริมผิวแข็งแรง หรือ จะเอามาชะลอวัยก็ไม่เกินจริง เอาไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ แอบเสียใจที่ต้องหักคะแนนน้องออก 2 คะแนน ด้วยความ Alcohol ซึ่งจริงๆ ก็มีข้อดีแหละ ในการลดความเหนอะหนะ ปรับฟีล และ Isopropyl myristate (IPM) ที่อาจจะเสี่ยงอุดตันได้ แต่ว่าน้องมาในลำดับหลังจาก EDTA ก็อาจจะมีแค่ราวๆ หรือน้อยกว่า 0.1% ซึ่งการอุดตันนั้นขึ้นอยู่กับความเข้มข้นในสูตร และความไวในการตอบสนองของแต่ละคนด้วยค่ะ ส่วนตัวก็ใช้ได้ไม่ได้เจอปัญหาอะไรค่ะ เหลือคะแนน 3 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวไม่ค่อยมีสิวแล้ว แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นก็คือความเสี่ยงในการเกิดพวก PIH จะมากขึ้นด้วย และเอามาเน้นเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Age spot/Sun spot คิดว่าน้องทำมาได้ดี เมื่อได้ลองประมาณ 1 สัปดาห์ ก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในสภาพที่ดีขึ้น ในด้านของผิวชุ่มชื้น แข็งแรง รู้สึกเรื่องรอยแดง กับการระคายเคืองผิวจะดีขึ้น ส่วนเรื่องความกระจ่างใส กับพวกรอยดำยังไม่ค่อยชัดค่ะ คิดว่าน่าจะซัก 1 – 3 เดือน น่าจะตอบโจทย์ได้ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand

(https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

หรือท่านที่จะตามไปส่องสินค้าบน Official Mall ก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

LazMall https://s.lazada.co.th/s.mW6Qe?cc

Shopee Mall https://shope.ee/40HqvW4v3g

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#LaRochePosayTH #PureNiacinamide10

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม สเปรย์ดูแลผมบางผมร่วง Vichy Dercos Technique Densi-Solutions Hair mass recreating concentrate

ในส่วนของ Blog นี้จะขอวิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูและบาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะของ Vichy Dercos Technique รุ่น Densi-solutions

โดยผลิตภัณฑ์ในไลน์ของ Densi-solutions นั้น ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาผมเส้นเล็ก ลีบแบน เพื่อเพิ่มวอลุ่ม และช่วยให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ซึ่งมีด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์

ซึ่งใน Blog ก่อนหน้านี้ ได้หยิบเอาบาล์มบำรุงเส้นผม และแชมพูมาวิเคราะห์ส่วนผสมไปแล้ว

ท่านที่พลาดไปสามารถติดตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้ได้เลย

>>Click<<

Blog นี้เลยขอเอาสเปรย์บำรุงหนังศีรษะที่มีชื่อว่า Hair mass recreating concentrate มาวิเคราะห์ส่วนผสมต่อ

ซึ่งน้องมาในหน้าตาแบบนี้

ตัวผลิตภัณฑ์มาในคอนเซปท์ 3 ประการ คือ “เพิ่ม คืน และ บำรุง” ออกแบบมาสำหรับผู้มีปัญหาผมขาดหลุดร่วงดูลีบแบน เพื่อเส้นผมที่ดูหนาขึ้นใน 6 สัปดาห์

  1. เพิ่ม ความหนาให้ผมใหม่
  2. คืน วอลลุ่มให้ผมลีบแบน ดูสุขภาพดี
  3. บำรุง หนังศีรษะและเส้นผมให้แข็งแรง

โดยส่วนผสมหลักที่เป็นเหมือน Hero มีด้วยกัน 3 อย่าง คือ Stemoxydine + Resveratrol + Rhamnose

หน้าตาน้องแบบมีกล่องเป็นแบบนี้ค่ะ

(Image from Vichy UK)

ก่อนไปเล่าถึงกลไกของสารบำรุงในผลิตภัณฑ์ อยากเล่าเรื่องการเจริญของผมเล็กน้อย

ผลของคนเรามีระยะการเจริญอยู่ 3 ระยะหลักๆ ได้แก่

  1. Anagen เป็นระยะที่เส้นผมกำลัง Active เป็นระยะที่ผมเรางอกยาวออกมา เซลล์ต่างๆ ในรากผมทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง
  2. Catagen เป็นระยะที่เส้นผมเริ่มหยุดสร้างตัวเอง กลายร่างเป็น Club hair
  3. Telogen เป็นระยะสุดท้ายที่ผมนั้นพร้อมหลุดออกไปได้เมื่อมีแรงมากระทำ

ซึ่งในคนปกติที่สุขภาพดี เมื่อถึง Telogen แล้ว รากผมก็จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ Anagen อีกรอบค่ะ ทำให้เรามีผมตลอดเวลาไม่มีระยะผลัดขนเหมือนสัตว์บางชนิด

     ในปัจจุบันมีการเพิ่มชื่อระยะเข้ามาอีกนิดหน่อยค่ะ ที่สำคัญมี 2 คำ ได้แก่

  • Exogen เป็นระยะหลัง Telogen ที่ผมหลุดออกไป แล้วรากผมนั้นก็จะเข้าสู่อีกระยะหนึ่ง ที่เรียกว่า
  • Kenogen ซึ่งเป็นระยะที่รากผมยังไม่มีผมเส้นใหม่ออกมา ภายในนั้นยังว่าง ก่อนเข้าสู่ Anagen ใหม่

โดยมีการพบว่า ในสภาวะที่ผมร่วงแบบผิดปกติบางชนิด เช่น ผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ Kenogen ยาวนานขึ้น ผมอยู่ใน Telogen เยอะขึ้น และมีสัดส่วนของ Anagen ลดลง

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับสารบำรุงแรก ก็จะเป็น Stemoxydine ซึ่ง Story ต้องมาแล้วนิดหน่อย

Stemoxydine มีชื่อกลางทางเครื่องสำอาง (INCI name) ว่า Diethyllutidinate มีสูตรโครงสร้างดังภาพ

(Image from Wikipedia)

น้องมีชื่อทางเคมีว่า Diethyl pyridine-2,4-dicarboxylate

Stemoxydine เป็นสารนวัตกรรมสิทธิบัตรของเครือ L’Oréal ซึ่งส่วนตัวเองก็มีโอกาสได้สัมผัสกับสารตัวนี้มาหลายปีแล้ว โดยเริ่มจากน้อง Vichy รุ่น Vichy’s dercos technique neogenic hair renewal treatment ซึ่งออกมาสู่ตลาดนานมากแล้ว (ถ้าอิงจากบทความบนเว็บ Cosmetic design Europe ก็คือ ออกมาในเดือน เมษายน ปี 2012 Ref: McDougall A. (2012). https://www.cosmeticsdesign-europe.com/Article/2012/06/21/L-Oreal-to-launch-new-active-to-increase-hair-density) จุดเด่นที่สะดุดตาก็คงเป็นนวัตกรรม Package ที่ดีไซน์ออกมาได้ให้ประสบการณ์ใหม่กับผู้บริโภค

รูปตั้งแต่สมัยนั้น ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

โดยเราต้องเสียบหลอด vial ของเขาเข้าไปใน Dispenser ตัวนี้ แล้วก็บีบใช้งาน ตัวสารละลายก็จะไหลออกมาจาก จงอยปากที่เป็นสีเงิน

ต่อมาก็มาเจอกับน้องอีกรอบใน Serioxyl denser hair จาก L’Oréal ขวดน้ำเงินแบบนี้ ตัวนี้ใช้ Stemoxydine 5% + Resveratrol เพื่อเป็น Antioxidant โดยมีการศึกษาในอาสาสมัครพบว่าเมื่อใช้ไป 6 สัปดาห์ จะมีผมขึ้นใหม่ 1000 เส้น ก็ใช้กันมาได้ขวดครึ่ง จนมาเจอกับน้อง Densi-solution ขวดนี้แหละ

จะขออวยยศตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ Stemoxydine ก็คงไม่น่าจะเกินจริง

สำหรับคุณสมบัติและกลไกการออกฤทธิ์ของ Stemoxydine นั้นก็คือแปลก เด่น และน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

  • การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Stemoxydine ไปยับยั้งเอนไซม์ prolyl-4-hydroxylase (P4H) ที่อยู่ในบริเวณ Outer root sheath (ORS) ในบริเวณรากผม ซึ่งเอนไซม์นี้จะไปสลาย hypoxia-inducible transcription factor (HIF1) ซึ่งปกติ HIF1 จะจำเป็นในการทำงานของ Stem cell ที่ ORS ทำให้เกิดการแบ่งตัว และเส้นผมก็เจริญออกมา การมี P4H จะไปทำลาย HIF1 ทำให้ Stem cell ที่บริเวณรากผมทำงาน แบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้น้อยลง ผมเลยไม่เกิดใหม่ แต่พอให้ Stemoxydine เข้าไป ทำให้ HIF1 ยังคงอยู่ Stem cell เหล่านี้ก็เลยเกิดการแบ่งตัวออกมาเป็นเส้นผม (Oral presentation O10. Int J Trichology. 2014; 6(3): 113–139.)
  • งานวิจัยของ Raygagne เมื่อปี 2014 พบว่า Stemoxydine ที่ความเข้มข้น 5% สามารถเพิ่มความหนาแน่นของผมในกลุ่มอาสาสมัครที่เป็นโรคศีรษะล้านจากฮอร์โมนเพศชาย (Androgenic alopecia, AGA) เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน และลดระยะเวลาของ Kenogen ลง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เบสที่ไม่มี Stemoxydine (Oral presentation O11. Int J Trichology. 2014; 6(3): 113–139.)
  • ต่อมา งานวิจัยของ Juchaux และคณะ เมื่อปี 2020 ได้ศึกษาผลของ Stemoxydine (Diethyl pyridine-2,4-dicarboxylate) คู่กับ Resveratrol ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง ก่อนจะเอาไปศึกษาต่อในอาสาสมัคร ผลการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Stemoxydine เสริมฤทธิ์กับ Resveratrol ในการเสริมการทำงานของ hypoxic inducible factor-1 (HIF1) ต่อมาเอาสูตรผสมของ Stemoxydine กับ Resveratrol ไปศึกษาในอาสาสมัครเพศหญิง พบว่า ผมหนาขึ้นในช่วง 1 เดือนครึ่ง (Juchaux et al. Int J Cosmet Sci. 2020;42(2):167-173.)

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Resveratrol คือ สารจากธรรมชาติกลุ่ม stilbenoids ที่จัดเป็น Polyphenol พบได้ในพืชหลายชนิด รวมถึง เปลือกและเมล็ดขององุ่นแดง และในไวน์แดง เป็น Antioxidant ที่ดี มีรายงานถึงคุณสมบัติในการลดการอักเสบ มีการทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถกระตุ้นการเจริญของขนในหนูได้ และเปลี่ยนผมระยะ Telogen กลับเป็น Anagen มากขึ้น การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Resveratrol ไปเสริมให้เซลล์ Dermal papilla ที่เป็นเหมือนห้องอาหารของเส้นผมทั้งเส้นแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น และปกป้องไม่ให้ Dermal papilla ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ (Zhang et al., Clin Cosmet Investig Dermatol. 2021;14:1805-1814.)
  • Rhamnose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด และใน Microalgae บางสายพันธุ์ รวมถึงได้จากกระบวนการทาง Biotechnology (การหมัก) ส่วนของน้ำตาล Rhamnose มีรายงานทางด้านการใช้ในผิวพรรณเป็นส่วนใหญ่ ถ้าในระดับของงานวิจัย มีข้อมูลอยู่ว่า Rhamnose น้องเด่นทั้งในด้านของการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน 1 และคอลลาเจน 4 ที่ชั้น Dermis และ Dermal-epidermal junction ในผิวหนังจำลอง (Int J Cosmet Sci. 2019;41(3):213-220.) ส่วนหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับการยึดเกาะของตัวโครงสร้างรากผม กับชั้นผิว ถ้ามีคอลลาเจนหนาแน่น รากผมก็จะแข็งแรง จึงให้ประโยชน์ด้านการดูแลเรื่องการขาดหลุดร่วงของเส้นผม ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Rhamnose นั้นสามารถให้ประโยชน์ในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการดูดน้ำให้ผิว เสริมการแบ่งตัวของเซลล์ผิวที่ชั้นหนังกำพร้า ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และเด่นเรื่อง Soothing effect ให้ความรู้สึกสบาย ในด้านของการดูแลเส้นผมก็จะช่วยเรื่องของความสบายหนังศีรษะ และอาจได้ประโยชน์เรื่องอาการคันเข้ามาอีกทาง
  • น้ำมันหอมระเหยจาก Peppermint (Mentha piperita oil) ก็น่าจะให้ประโยชน์เสริมเรื่องของการไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงที่เซลล์แม่ Dermal papilla ในรากผม เสริมการเจริญของผม ให้ผมแข็งแรงอีกทางหนึ่ง

ส่วนผสมอีกชิ้นหนึ่งที่ไปเจอจากเว็บไซต์ Official ของ Vichy UK คือ ในสูตรนี้มีการใช้น้ำแร่ Vichy ด้วย ซึ่งก็มีประโยชน์ในการบำรุงหนังศีรษะที่ดี เนื่องจากส่วนประกอบของแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในน้ำแร่ Vichy นั้นเคลมว่ามีอยู่ถึง 15 ชนิด

สำหรับ Alcohol ที่ใส่มานั้นจะช่วยเสริมการดูดซึมเข้าไปยัง Hair follicle เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ซึ่งน้องก็มีความจำเป็นอยู่ ถ้าจะทำสูตรที่ใช้เสริมการเจริญของผม ถ้าลงไปไม่ได้ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ส่วนตัวได้ทดลองใช้ก็ไม่มีปัญหาใดๆ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาเป็นของขวัญ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแชมพู และบาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศรีษะ ในไลน์ Densi-Solutions จาก Vichy Dercos Technique

ในส่วนของ Blog นี้ขอวิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูและบาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะของ Vichy Dercos Technique รุ่น Densi-solutions กัน

โดยผลิตภัณฑ์ในไลน์ของ Densi-solutions นั้น ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาผมเส้นเล็ก ลีบแบน เพื่อเพิ่มวอลุ่ม และช่วยให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ซึ่งมีด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์

ได้แก่ แชมพู บาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ และสเปรย์บำรุงหนังศีรษะ

โดย Blog นี้จะเน้นที่แชมพู และบาล์มก่อน

ตัวแชมพูจะมาในขวดปั๊ม หน้าตาแบบนี้

แชมพูมีเนื้อใส สีเหลืองอ่อน ความหนืดพอเหมาะ มีกลิ่นที่ปรุงมาได้ค่อนข้างหรูหราซับซ้อน มีความหอมสดชื่น นำด้วยกลิ่นแนว Herb เจือมาด้วยกลิ่นหวานๆ ของดอกไม้ ปิดนิดๆ ด้วยความเย็นสดชื่นของมินท์

ในด้านของฟองก็คือทำมาได้ดีเลย ฟองเล็กละเอียดสาใจคนรักฟองแบบดิฉันมาก

pH ของฟองหลังละลายน้ำอยู่ที่ประมาณ 6 ค่ะ

ส่วนผสมของแชมพู เป็นดังนี้

สำหรับแชมพูนี้ส่วนผสมของสารทำความสะอาดจะมีพวก SLES/SLS เป็นตัวหลัก แต่ก็เสริมมาด้วยสารทำความสะอาดอื่นๆ เพื่อปรับให้มีความอ่อนโยนเพิ่มขึ้น และสารเคลือบเส้นผมเพื่อให้ผมไม่แห้ง ไม่ชี้ฟู และไม่พันกัน

ในด้านของจุดเด่นของแชมพูนี้หลักๆ ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็น เทคโนโลยี Filloxane®

จากที่ลองสังเกต และดูจากผลิตภัณฑ์อื่นในเครือ L’Oréal ที่เคลมเรื่องเทคโนโลยี Filloxane® เหมือนกัน ก็พอจะจับความได้ว่าน่าจะหมายถึง Aminopropyl Triethoxysilane ซึ่งเป็น Aminosilicone ที่อาจอยู่ในรูปของประจุบวกในบางสภาวะ เมื่อเป็นบวกก็จะสามารถเกาะกับเส้นผมที่เสีย ซึ่งมีประจุเป็นลบได้ดี และทาง L’Oréal ได้เคลมว่า เทคโนโลยี Filloxane® นี้ตัวเริ่มต้นเป็นของเหลว (Sol) ที่แทรกซึม (ที่มาของคำว่า Fill) เติมเต็มเข้าไปในเกล็ดผม แล้วเรียงตัวใหม่ได้เป็นเจลแข็งๆ (Gel) ในเกล็ดผม เพิ่มวอลุ่ม และให้คุณสมบัติปกป้องเส้นผมได้ เรียกเทคนิคนี้ว่าเป็น Sol-Gel transformation ซึ่งจะเหมาะกับผมเส้นบาง เล็ก หมองคล้ำ และเสีย

ซึ่งถ้าถามว่ามันเป็นไปได้ไหม ก็พอจะมีงานวิจัยรองรับอยู่ว่า Aminosilicone บางชนิดนั้น ถ้าพัฒนาสูตรให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะแทรกซึมเข้าไปในชั้นของเกล็ดผม (Cuticle) แล้วปกป้องเส้นผม (Berthiaume, et al. J. Soc. Cosmet. Chem. 1995;46:231-245) ซึ่งการแทรกซึมเข้าไปนั้น ก็จะให้ประโยชน์ในการเคลือบปิดเกล็ดผมให้ดูสวยเงางาม และเพิ่มการติดทนของสีผมได้

ส่วน Polyquaternium-67 นั้นเป็น Polymer ประจุบวกที่ดัดแปลงจากเซลลูโลส ข้อดีของน้องคือ น้องเคลือบผมให้นุ่ม เงางามได้ โดยไม่เกิดการสะสมตัวจนทำให้ผมเป็นเมือก (Build-up) และไม่ทำให้ผมลีบ (Ref: TDS SoftCAT™ Polymer SL-5)

สำหรับสารบำรุงที่ใส่มาในแชมพูนี้ได้แก่

  • Rhamnose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด และใน Microalgae บางสายพันธุ์ รวมถึงได้จากกระบวนการทาง Biotechnology (การหมัก) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบในทางที่เกี่ยวกับผม นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้ว Rhamnose อาจจะให้ประโยชน์เรื่องของให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing effect) ดูแลเรื่องการระคายเคือง และอาจได้ประโยชน์เรื่องอาการคันเข้ามาอีกทาง
  • Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้ว ก็ยังให้ประโยชน์เรื่องของการลดการอักเสบระคายเคืองและให้ผล Soothing effect ไปในตัว
  • Salicylic acid เมื่อเอามาใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมและหนังศีรษะจะให้ประโยชน์ในการดูแลรังแคเข้ามา
  • Piroctone Olamine เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อยีสต์บางชนิด เช่น Malassezia spp. ซึ่งเป็นยีสต์ที่อาศัยอยู่บนหนังศีรษะของเรา น้องกินไขมัน (Sebum) เป็นอาหาร ถ้ามีมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดรังแคได้ การใช้ Piroctone Olamine ก็จะช่วยดูแลรังแคได้อีกทาง ผ่านการยับยั้งยีสต์ในกลุ่ม Malassezia spp. (J Clin Aesthet Dermatol. 2014; 7(3): 37–41.)
  • ข้อมูลจาก Official website ของ Vichy UK บอกว่า มีส่วนผสมของน้ำแร่ Vichy อยู่ด้วยค่ะ

เรามาลองดูบาล์มบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมกันบ้างนะคะ

น้องมีชื่อว่า Restoring thickening balm มาในรูปแบบหลอดที่ใช้งานง่ายดีค่ะ

เนื้อค่อนข้างข้นสมชื่อบาล์ม กลิ่นเป็นกลิ่นในโทนเดียวกับแชมพู

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของสารปรับสภาพเส้นผม ลดการพันกัน มีสารประจุบวกอยู่ 2 ตัว

  • Behentrimonium chloride เป็น Cationic surfactant ที่ปรับสภาพเส้นผมได้ดี มีความอ่อนโยน
  • Quaternium-87 เป็นสารประจุบวกที่ให้ผมนุ่ม ลื่น หวีง่าย ฟีลตอนสัมผัสดี แต่ไม่ทำให้ผมลีบแบน

สารไขมันที่น่าสนใจ คือ 2-Oleamido-1,3-Octadecanediol เป็นสารสิทธิบัตรของเครือ L’Oréal มีชื่อเล่นว่า Ceramide R ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Ceramide ที่ช่วยดูแล Barrier ผิวของหนังศีรษะให้แข็งแรง และให้เส้นผมมีความเงางาม

สารบำรุงอื่นๆ มี Rhamnose และ น้ำแร่ Vichy ซึ่งได้เล่าไปแล้วในช่วงของแชมพู

อีกส่วนผสมหนึ่งที่ดูเหมือนจะใช้เป็นตัวขึ้นเนื้อครีม คือ อนุพันธ์ของแป้ง อย่าง Hydroxypropyl Starch Phosphate ตัวนี้จริงๆ แล้ว นอกจากขึ้นเนื้อยังช่วยปรับฟีล และเคลือบบนเส้นผมให้ความรู้สึกนุ่ม ลื่นได้อีกทาง

ในภาพรวมก็คือเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยค่ะ แต่จุดที่น่าสนใจและอาจจะทำใจยากสักนิดในช่วงแรกก็คือ การทาบาล์มนี้บนหนังศีรษะ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่า เอ ผมจะลีบแบนไหมนะ แต่พอได้ลองจริงๆ ก็คือ รู้สึกว่าหนังศีรษะมันไม่แห้ง ไม่คันในระหว่างวัน แต่อย่าใส่เยอะ เพราะหัวจะลีบได้ ให้วอร์มๆ บนมือ ลูบบริเวณปลายผมก่อน สางผมที่พันกันให้เรียบร้อย แล้วค่อยมาลูบบนหนังศีรษะ จากโคนสู่ปลาย

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาเป็นของขวัญ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โลชั่นทาตัว Cute press Ci-Lab Sensitiv Moisture Repair Body Lotion

Blog นี้ขอหยิบเอาโลชั่นทาตัวที่น่าสนใจจากแบรนด์ Cute press รุ่น Ci-Lab Sensitiv Moisture Repair Body Lotion มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันค่ะ

น้องมีทั้งแบบหลอด และแบบขวดปั๊ม

แบบขวดปั๊มมีหน้าตาประมาณนี้

เนื้อไม่หนักมาก ทางแบรนด์พัฒนาสูตรมาให้เหมาะกับอากาศแบบบ้านเรา

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ ไม่เป็นเมือกลื่นเวลาเหงื่อออก

จุดเด่นที่ทางแบรนด์ Claim

  • เพิ่มความชุ่มชื้น 24 ชั่วโมง
  • Sub-micron barrier rescue complex ที่ดึงเอา ceramide และสารบำรุงที่ฟื้นฟู Barrier เข้ามารวมกันในอนุภาคขนาดเล็กเพื่อเสริมการฟื้นฟู Barrier ผิว
  • ผ่านการทดสอบการระคายเคืองจากสถาบัน Dermscan
  • น้ำหอมที่ใช้เป็นเกรด Allergen-free ที่มีโอกาสในการเกิดการแพ้น้อย

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมที่น่าสนใจเป็นประมาณนี้ค่ะ

ถ้าเราพิจารณาประเภทของสารที่เป็นส่วนผสมใน Moisturizer แล้ว จะประกอบด้วย 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มของสารเคลือบผิว (Occlusive) สารไขมันทดแทนผิว และทำให้ผิวนุ่ม (Emollient) และสารดูดจับน้ำให้ผิว (Humectant)

โลชั่นตัวนี้ทำมาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ในการเป็น Moisturizer ที่ดีชิ้นหนึ่ง

  • Occlusive ทางแบรนด์เลือกใช้ Dimethicone กับ Petrolatum มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะแบบ Dimethicone มันคือ สารในกลุ่มซิลิโคนนี่นา จะดีหรอ เอาจริงๆ Dimethicone เป็นสารที่ได้รับการยอมรับให้เป็น Over-the-Counter (หรือ OTC) ในประเทศอเมริกา ว่ามีคุณสมบัติปกป้องผิวหนัง (Skin protectant) ค่ะ น้องสามารถลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้
  • Emollient เป็นสารไขมันธรรมชาติหลากหลายชนิด ซึ่งตัวที่สำคัญอย่าง Phytosphingosine และ Ceramide NG ก็สามารถดูแลเรื่องของ Barrier ผิวได้ และมีสารไขมันอื่นๆ อีกหลายตัว เช่น Shea butter, Caprylic/capric triglycerides, hydrogenated lecithin ซึ่งดูแลให้ผิวนุ่มนวลได้
  • Humectant ที่เด่นๆ ก็จะเป็น Trehalose ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่จับและช่วยผิวกักเก็บน้ำไว้ได้ค่อนข้างยาวนาน เสริมมาด้วย Sorbitol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลเช่นกัน และมี Hydrolyzed hyaluronic acid มาเติมน้ำอีก 1 ตัว เสริมมาด้วยโปรวิตามินบี 5 ที่นอกจากจะเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ยังดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคืองให้ผิวด้วยอีก 1 ชั้น

สารบำรุงอื่นๆ ก็จะเด่นเรื่องของการให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) และดูแลเรื่องการระคายเคือง มีทั้งว่านหางจระเข้ Bisabolol และ Betaine

ในภาพรวมก็คือเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ทำมาได้น่าสนใจ มีราคาไม่แพงมาก ให้ครบทั้งเติมน้ำ ทดแทนไขมัน และเคลือบผิวเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ เสริมมาด้วยสารที่ให้ความรู้สึกสบายผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี ครบถ้วนสมบูรณ์ตามเกณฑ์การเป็น Moisturizer ที่ดี คือมีทั้ง สารเคลือบผิว (Occlusive) สารไขมันทดแทนผิว และทำให้ผิวนุ่ม (Emollient) และสารดูดจับน้ำให้ผิว (Humectant) เสริมมาด้วยสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวชอบแบบหลอด พกพาสะดวกเวลาเดินทาง ทำมาได้สมคำเคลมว่าเป็นมอยส์เจอร์ที่ดีสำหรับเมืองร้อน ด้วยฟีลลิ่งที่ไม่เหนอะหนะมาก ใช้ได้ทั้งเช้า-ก่อนนอน เหงื่อออกก็ไม่เยิ้ม ไม่รู้สึกเป็นเมือกๆ ลื่นๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สำหรับใครที่สนใจอยากชอปปิ้งมาลองใช้งาน สามารถไปแอบส่องดูโปรได้ตามช่องทางต่างๆ ได้เลยนะคะ

แอพส้ม

https://shope.ee/7KXBvgxXda

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมกันแดดเนื้อฟลูอิด ด้วยเทคโนโลยี UVMUNE 400 จาก La Roche-Posay Anthelios รุ่น Invisible fluid

คราวก่อนทางเพจเคยนำเสนอพรีวิว La Roche-Posay Anthelios UVMUNE400 สูตร Oil control fluid (ตั้งชื่อเล่นว่า น้องป้ายเขียว) ที่ทำมาเอาใจคนผิวมันโดยเฉพาะ

วันนี้เลยขอหยิบเอาน้องสูตร Invisible fluid มารีวิวกันแบบละเอียดเจาะลึก พร้อมเล่าเรื่องรังสี UV และการป้องกันรังสี UV เสริมด้วยนิดหน่อย

สำหรับสูตร Invisible fluid (ขอตั้งชื่อเล่นว่า น้องป้ายส้ม) มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ขอพาน้องออกมาเที่ยวเอาท์ดอร์ท้าแดดซักหน่อย

สำหรับแพคเกจก็จะคล้ายคลึงกับสูตร Oil control fluid นะคะ มีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์

สังเกตชื่อน้องใช้ป้ายส้ม เลยเรียกว่าน้องป้ายส้ม

เนื้อเป็นแบบ Fluid/Liquid ค่อนข้างเหลว ก่อนใช้งานก็แนะนำให้เขย่าก่อนค่ะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที น้องก็จะเซ็ตตัวแล้วเกือบจะมลายหายไปจากผิว ไม่ทิ้งคราบใดๆ

สัมผัสบางเบา รู้สึกถึงความชุ่มชื้นเคลือบอยู่ แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ ยังให้ความรู้สึกสบายผิว

ก่อนไปดูส่วนผสม ขอเล่าถึงเรื่องของรังสี UV สักเล็กน้อย

ว่าด้วยรังสี UV นั้นก็เป็นรังสีหนึ่งจากแสงแดดที่มีความสำคัญในการทำร้ายทำลายผิว และก่อผลเสียหลายๆ อย่าง ตั้งแต่แค่ผิวคล้ำไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง

รังสี UV อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 200 – 400 nm แบ่งออกได้เป็น 3 คลื่นความถี่หลักๆ ได้แก่

  • UVC ช่วง 200 – 290 nm
  • UVB ช่วง 290 – 320 nm
  • UVA ช่วง 320 – 400 nm

โดย UVC นั้นถูกกรองด้วยชั้นโอโซนไป เลยไม่ได้มีการพูดถึงในวงการความงามเท่าไหร่ ส่วนที่ลงมาบนผิวโลกและกระทบกับเราก็จะเป็น UVA และ UVB

          UVB จะกระทบกับบริเวณหนังกำพร้า และบริเวณที่สร้างเม็ดสี หลักๆ ก็จะทำให้ผิวคล้ำขึ้น แต่ก็สามารถปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำลายผิว และอาจก่อมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

          ส่วน UVA นั้นจะลงไปที่ชั้นหนังแท้ ไปทำลายพวกคอลลาเจน และเส้นใยและสารอื่นในกลุ่ม  Extracellular matrix (ECM) ทำให้เกิดพวกริ้วรอยต่างๆ ตามมา

แต่ที่น่ากลัว คือ ทั้ง UVA และ UVB นั้นสามารถก่อให้เกิดมะเร็งผ่านการกลายพันธ์ที่ระดับของ DNA ได้ และกดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppression) ได้เหมือนๆ กัน (Kappes et al., J Invest Dermatol. 2006;126(3):667-675) ไม่ว่าจะ A จะ B ก็น่ากลัวทั้งคู่แหละ กันไว้เป็นดีที่สุด

ในสมัยก่อน เราแบ่ง UVA เป็น 2 ช่วงย่อยๆ คือ UVA1 (340 – 400 nm) และ UVA2 (320 – 340 nm) แต่เดี๋ยวนี้เรามีชื่อเรียกให้กับน้องๆ ใหม่อีก คือ UVA2 เรียกเป็น Short UVA และ UVA1 แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ Long UVA (340 – 380 nm) และ Ultra-long UVA (380 – 400 nm)

          สำหรับสารกันแดดนั้นเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

  • Physical หรือ Mineral sunscreen ได้แก่ Zinc oxide และ Titanium dioxide อาศัยการสะท้อนและกระเจิงรังสี UV กลับออกไป แม้ว่าหลังๆ มา จะมีรายงานมาบอกว่าเจ้าพวกนี้มันก็ดูดซับรังสีไว้เหมือนกัน เราก็ยังใช้เรื่องของการสะท้อนและกระเจิงแสงอยู่
  • Chemical sunscreen จะดูดซับรังสีเอาไว้ และสารแต่ละชนิดจะดูดซับรังสีได้แตกต่างกันไป บางตัวไปซับ UVB บางตัวไปซับ UVA แต่น้อยตัวนักที่จะซับได้ยาวถึง 400 nm

โดยเครือ L’Oréal ได้ให้ความสนใจกับเรื่องการปกป้องผิวจากอันตรายของแสงแดด และพยายามศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการป้องกันอันตรายจากรังสี UV และตีพิมพ์ผลงานวิจัยมาพักใหญ่ๆ เกี่ยวกับเรื่องผลเสียของ UVA1 อย่างงานหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานของ Marionnet และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Dermatological Science เมื่อปี 2018 เป็นการทดสอบผลของ UVA1 ทั้งในระดับผิวหนังจำลอง และในอาสาสมัคร เพื่อที่จะบอกว่ายิ่งเราสามารถปกป้องผิวจาก UVA1 ได้กว้างมากเท่าไหร่ (คือเข้าใกล้ 400 nm มากเท่าไหร่) ก็จะสามารถปกป้องชั้นผิวหนัง ทั้งชั้นหนังกำพร้า และหนังแท้ ไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV ได้ดีมากขึ้นไปด้วย (Marionnet et al., J Dermatol Sci. 2018;91(3):337-340) ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่เรียกว่าเป็น ‘board spectrum’ คือ กันได้กว้างๆ ครบทั้ง UVA/UVB ก็จะดี

และเมื่อปี 2022 ทาง L’Oréal ก็เจอสารกันแดดที่สามารถดูดซับรังสีได้ยาวถึง 400 nm หรือ กัน Ultra-long UVA ได้ นั่นก็คือเจ้า Mexoryl 400 (Methoxypropylamino Cyclohexenylidene Ethoxyethylcyanoacetate) นั่นเอง และได้จดสิทธิบัตรไว้ (Behrens M. (2022). https://www.cosmeticsandtoiletries.com/formulas-products/sun-care/news/22249181/loreal-loral-breaks-the-ultralong-uva-code-with-uvmune-400)

โดยว่ากันว่า Ultra-long UVA นั้นมีปริมาณสูงถึง 30% เมื่อเทียบกับรังสี UV ทั้งหมดทั้งมวลที่สาดส่องลงมาเจอกับผิวเรา ดังนั้นหลายๆ คน เลยเจอปัญหาว่า เอ๊ะ เราก็ทากันแดดแล้วนะ ทำไมยังมีปัญหาผิวต่างๆ อีก นั่นก็เพราะว่า สารกันแดดเคมีอาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้ง Spectrum ของรังสี UV นั่นเอง

และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดตัวแรกทางเครือ L’Oréal เดบิวต์ออกมาสู่ท้องตลาดก็คือ ….. น้อง La Roche-Posay Anthelios UVMune 400 น้องป้ายส้มของเราที่ทางเพจหยิบเอามาวิเคราะห์ส่วนผสมในวันนี้นี่เองค่ะ และด้วยความที่ Mexoryl 400 นั้นยังติดสิทธิบัตรก็เลยกล่าวได้ว่า ในเครือ L’Oréal เท่านั้นที่สามารถใช้ได้ คงจะไม่เกินจริงถ้าจะพูดตามแบรนด์เคลมว่า “น้องเป็นกันแดดหนึ่งเดียวที่ปกป้องผิวได้ถึง Ultra-long UVA”

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัครว่ามีประโยชน์หลายประการ นอกเหนือไปจากคุณสมบัติป้องกันแสงแดดทั่วไป เช่น

  • ลดการเกิดรอยดำจากรังสี UV
  • ลดการสร้างเอนไซม์ MMP1 และ MMP3 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน และ Matrix ต่างๆ ในหนังแท้ เมื่อฉายแสง UVA1
  • ปกป้องผิวหนังทั้งชั้นหนังกำพร้า และหนังแท้ โดยป้องกันการเกิด Sunburn cell (เซลล์ที่เสียหายเพราะรังสี UV) และปกป้องไฟโบรบลาสต์
  • ลดความเสียหายของเบสในสาย DNA (ปกป้องสาย DNA ไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV)
  • ด้วยส่วนผสมของ Antioxidant ในสูตร เมื่อทดสอบด้วยการฉายรังสีอินฟราเรด (ชนิด IRA) ลงไป มีความสามารถลดการสร้างเอนไซม์ MMP ลงได้
  • ลดการเกาะติดของฝุ่นละอองและ Pollution ต่างๆ บนผิว

พัฒนามาในเบสที่กันน้ำ กันเหงื่อ ไม่ใส่น้ำหอม และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ทำให้แสบตา ทาแล้วซึมไวไม่เหนอะหนะ ไม่ทิ้งปื้นขาว พร้อมเสริมทัพมาด้วย Net-lock technology ที่ช่วยให้สารกันแดดเกาะติดผิวได้ยาวนานยิ่งขึ้น พร้อมเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันผิวจากรังสี UV

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของส่วนผสมนั้นเรียกได้ว่าพัฒนามาได้ค่อนข้างเรียบง่าย มีสารกันแดดชนิดเคมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดที่ช่วยเสริมกันในการกรองแสง UV ได้ครบทั้ง Spectrum

ส่วนของสารกันแดดแทนด้วยอักษรสีน้ำเงิน

  • Ethylhexyl Salicylate (EHS) น้องเด่นในการกรอง UVB ที่มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine หรือ BEMT รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Tinosorb S กรองได้ทั้ง UVA และ UVB โดยมีจุดที่ดูดกลืนแสงสูงสุด (Peak absorption) อยู่ 2 จุด ที่ 310 nm (UVB) และ 345 nm (UVA) เมื่อใช้ร่วมกับการแดดตัวอื่น เช่น Ethylhexyl triazone จะเสริมประสิทธิภาพกันให้ดียิ่งขึ้น
  • Ethylhexyl triazone หรือ Uvinul T 150 เด่นในการกรอง UVB และเสริมประสิทธิภาพให้สารกันแดดอื่นๆ ในสูตร
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane หรือ Avobenzone เด่นในเรื่องการกรอง UVA เป็นหลัก แต่ไม่ค่อยคงตัว ซึ่งในสูตรก็มีกันแดดตัวอื่นมาเสริมให้คงตัวยิ่งขึ้น
  • Methoxypropylamino Cyclohexenylidene Ethoxyethylcyanoacetate; MCE คือ Mexoryl 400 พระเอกของเราในวันนี้ น้องเป็น Ultralong UVA filter (380 – 400 nm) peak อยู่ที่ 385 nm มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี และมีความเป็นมิตรกับปะการัง มีงานวิจัยที่ศึกษาในอาสาสมัครรองรับถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิว (Marionnet, et al. JID Innovation. 2022;2(1):100070)
  • Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate หรือ Uvinul A+ กรองรังสีในช่วง UVA
  • Drometrizole trisiloxane รู้จักกันในนาม Mexoryl XL สารกันแดดที่กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVB และ UVA มีจุด Peak 2 จุดในช่วง UVB (303 nm) และ UVA (344 nm) ใช้ร่วมกับ Mexoryl SX จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกรองรังสี UV ได้มากขึ้น
  • Terephthalylidene dicamphor sulfonic acid หรือ Mexoryl SX เด่นที่การกรองรังสี UVA มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี และเมื่อใช้คู่กับ Mexoryl XL จะได้ประสิทธิภาพในการกรองรังสีที่ดีขึ้น

สรุปได้ประมาณภาพนี้ค่ะ

จะเห็นว่าส่วนผสมของสารกันแดดที่ใช้นั้นกันได้ค่อนข้างครบแบบ broad spectrum

ในส่วนของ Antioxidant นั้นมีวิตามินอี ในรูปแบบธรรมชาติ หรือ Tocopherol เข้ามา และมีสารควบคุมความมันให้ผิว 2 ตัว คือ Silica และ Perlite สำหรับ Perlite นั้นมีความน่าสนใจตรงที่น้องจะเด่นเรื่องของการซับน้ำและน้ำมัน พร้อมให้ความรู้สึกสดชื่นไม่แห้งตึงจนระคายเคือง

ในภาพรวมก็คือเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่ทำมาได้ค่อนข้างดี ส่วนผสมดีเลิศ ไม่เหนอะหนะหนักผิว การมี Alcohol ในสูตรก็จะช่วยลดความเหนอะหนะให้กับเนื้อได้และช่วยให้ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารกันแดด ในด้านของสารกันแดด นอกเหนือไปจากพระเอก Mexoryl 400 ที่เด่นเรื่องการกรอง Ultralong UVA ได้ถึง 400 nm จนสุด Spectrum แล้ว สารกันแดดอื่นๆ ที่เลือกใส่มาก็เสริมกันได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ของการเสริมความคงตัวหรือเสถียรภาพให้แก่สูตร และเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องจากรังสี UV ไปพร้อมๆ กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีการเลือกใช้สารควบคุมความมัน และ Polymer ที่เข้ามาสร้าง Net-lock technology ที่ช่วยให้สารกันแดดเกาะอยู่บนผิวได้ยาวนานขึ้น เสริมการปกป้องผิวไปอีก 1 ขั้นตอน แม้ว่าสารบำรุงอาจจะน้อยไปนิด แต่เราก็สามารถบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาทากันแดด และในสูตรมี Alcohol แต่ส่วนตัวแม้จะมีผิวผสม/แห้ง ก็สามารถใช้ได้ ไม่ได้เกิดการระคายเคือง หรือไม่สบายผิวในระหว่างวันแต่อย่างใด ขอหักคะแนนเรื่อง Alcohol เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมีผิวผสมค่อนข้างแห้ง ถ้าเทียบกับสูตร Oil control fluid (ป้ายเขียว) ที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้า ตัวเองชอบรุ่นนี้มากกว่านะ ในแง่ของการเกลี่ย ความรู้สึกขณะเกลี่ย ความรู้สึกหลังใช้ และในระหว่างวัน น้องจะสบายผิวมากกว่า มีบางวันที่ต้องเดินกลางแดดจัดๆ นานๆ หลังออกแดดวันนั้นก็ไม่ได้มีอาการแดง หรือเคืองแต่อย่างใด เรื่องของกลิ่นก็เป็นกลิ่นตามธรรมชาติของสารกันแดด ซึ่งไม่ได้ติดใจอะไร โดยรวมก็คือส่วนตัวค่อนข้างชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay สาขาประเทศไทยที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่พัฒนาสูตรมาได้อย่างลงตัว พร้อมการศึกษาทางคลินิกรองรับมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

ทางไปช้อปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7KgyIsKOD6

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.HzGg7?cc

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์บำรุงดูแลผิวกายที่มีปัญหาสิว Derma:B AC Control Body Mist

สิวอก สิวหลัง นี่มันก็กวนใจคนที่เป็นไม่ใช่น้อยเลยนะคะ

สำหรับคอนเทนท์นี้ขอนำเอาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกชิ้นจากไลน์ AC Control ของ Derma:B มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันต่อนะคะ

โดยก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสม AC Control body wash ของทางแบรนด์ไปแล้ว ท่านที่พลาดสามารถติดตามได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2023/11/09/dermab-accontrol-wash/

วันนี้เราลองมาดูตัว Mist บำรุงเพื่อดูแลปัญหาสิวกายหลังล้างทำความสะอาดผิวกันเรียบร้อยแล้ว

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

หน้าตาของฝาสเปรย์

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้รางวัลที่ 1 ของปี 2023 จากแอพ HwaHae Beauty Award ของประเทศเกาหลี น้องไม่ได้มาเล่นๆ

ตัวผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความพึงพอใจในอาสาสมัครโดยบริษัทที่เป็น 3rd party (บริษัทภายนอกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางแบรนด์) คือ บริษัท Global Medical Research Center, GMRC ในอาสาสมัครจำนวน 20 คน พบว่า ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ นั้น

  • 100% ลดสิวเกิดใหม่บริเวณหน้าอกและแผ่นหลัง
  • 100% ผิวกลับมานุ่มและเรียบเนียน
  • 95% สิวบริเวณหน้าอกและแผ่นหลังลดลง
  • 95% รอยสิวจางลง
  • 95% ผิวดูสว่างกระจ่างใสยิ่งขึ้น

อีกการทดสอบหนึ่งโดยบริษัทสกินเมด พบว่า อาสาสมัครที่ใช้ Body AC mist เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีความมันบนผิวลดลง

(Image from Derma:B Thailand)

ตัวเนื้อสเปรย์เป็นเนื้อบางเบา มีกลิ่นหอมในโทนเย็นสดชื่นจากมินท์ สเปรย์แล้วแห้งค่อนข้างไว ไม่ทิ้งคราบ ไม่เหนอะหนะ และไม่หนักผิว แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งจนเกินไป ยังรู้สึกถึงความเคลือบผิวอยู่

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 ซึ่งเหมาะในการดูแลปัญหาสิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่นอกจากจะดูแลปัญหาสิว ผลัดผิว ดูแลการอุดตัน แล้วยังเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื้นไปพร้อมๆ กัน เสริมมาด้วยสารบำรุงที่ดูแลเรื่องรอยแดง รอยดำ

ในกลุ่มของการผลัดผิว ลดการอุดตันนั้น มีส่วนผสมของ BHA, PHA, LHA ใช้สีน้ำเงินในรายการส่วนผสม

  • Salicylic acid จัดเป็น BHA ที่เด่นในเรื่องของการลดการอุดตัน
  • Capryloyl salicylic acid จัดเป็น LHA ที่ละลายได้ดีในไขมัน ผลัดผิวได้อ่อนๆ และ มีประโยชน์ในแง่ของรอยดำ
  • Gluconolactone เป็น PHA ที่เด่นในแง่ของการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน และดูแลเรื่องสิว

ตบมาด้วยตัวแม่แห่งวงการดูแลสิวพร้อมมอบประโยชน์ให้ผิวหลายประการอย่าง Niacinamide ที่ดีกับผิวในหลายๆ ด้าน นอกจากเรื่อง Barrier ผิวแข็งแรง ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง น้องยังให้ประโยชน์เรื่องรอยดำ รอยแดงได้ไปพร้อมๆ กัน

ต่อมาเป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว ประกอบด้วย Hyaluronic acid และอนุพันธ์อีกหลายชนิด ขนกันมาทั้งครอบครัว ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวเคลือบ ตัวประจุบวก มีอย่างน้อย 6 ตัว (เพราะบางตัวใช้ชื่อ INCI name เดียวกัน) ตัวที่น่าสนใจจะเป็นตัวประจุบวก Hydroxypropyltrimonium Hyaluronate ที่เกาะกับผิวได้ยาวนาน ล้างน้ำก็ไม่หลุด ถ้าไม่ไปอาบน้ำ

  • นอกจาก Hyaluron แล้ว อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ Hydrolyzed Glycosaminoglycans ตัวนี้เป็น Glycosaminoglycans ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ก็มีความเด่นเรื่องการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน
  • เสริมทัพมากับ Glyceryl glucoside ที่มีคุณสมบัติในการเสริมการสร้างโปรตีนเก็บน้ำ Aquaporin ให้กับผิว และเมื่อใช้คู่กับ Glycerin ประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นก็จะเพิ่มขึ้น

เสริมไขมันทดแทนให้แก่ผิวด้วย Grape seed oil และ Shea butter

ดูแลเรื่องการระคายเคืองด้วย Panthenol + Allantoin

เติมสารสกัดจากมินท์ และน้ำมันหอมระเหยจากมินท์ เพื่อความสดชื่น

ปิดท้ายด้วยสารสกัดจากใบ Loquat เกาหลี (Eriobotrya Japonica Leaf Extract) ที่ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ให้ประโยชน์ในด้านของการเป็น Whitening และเป็น Antioxidant (Ref: TDS Loquat Leaf Extract by The Garden of Naturalsolution Co., Ltd.)

น้องมาในเบสแบบน้ำ ที่เหมาะกับการสเปรย์ลงไปบนผิวกายหลังจากอาบน้ำเสร็จ

แม้จะมีส่วนผสมของ alcohol แต่ก็จะให้ประโยชน์ในด้านของความรู้สึกเย็น สดชื่น ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และส่วนตัวก็ได้ลองใช้ดู ก็ไม่เจอว่าผิวแห้งหรือระคายเคืองนะ

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสิวผ่านหลายๆ กลไก ไม่ว่าจะเป็นด้านของการลดการอุดตัน ผลัดผิว ดูแลการระคายเคือง รอยแดง รอยดำจากสิว แต่จะขาดในส่วนของสารบำรุงที่ต่อต้านพวกจุลินทรีย์ก่อสิว อาจจะหวังผลจาก Peppermint oil ได้นิดหน่อย แต่คิดว่ายังไม่ชัด ให้ไป 4 ฟลาสก์ แต่จากผลทดสอบในอาสาสมัครก็คือดูแลและลดจำนวนสิวได้อยู่
  2. เบสหรือเนื้อหลัก มีส่วนผสมของ Alcohol ที่อาจจะระคายเคืองได้ในผู้ใช้บางราย แต่ส่วนใหญ่คนที่เป็นสิวมักจะผิวมัน การมี Alcohol ก็จะให้ข้อดีในด้านของความรู้สึกเย็น สดชื่น ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และตัวเองได้ทดลองใช้ก็ไม่ได้ระคายเคือง หรือไม่สบายผิวแต่อย่างใด ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

Shopping link https://shope.ee/9KHqfDk3oT

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ