Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเสริมผิวแข็งแรง Ultimune Power Infusing Concentrate จาก Shiseido

ยอมรับก่อนเลยว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่รีวิวยากมากชิ้นหนึ่งในปี 2024 นี้เลย กับ Ultimune Power Infusing Concentrate จาก Shiseido

ด้วยความที่ทางแบรนด์มีเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ซับซ้อนผ่านการวิจัยมานาน และน่าสนใจมาก เลยทำให้ Ultimune serum มีความน่าสนใจมาก

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากกล่าวถึงเรื่องของ Lifeblood Research™ ของทางแบรนด์ก่อน

Lifeblood Research™ เป็นการศึกษาถึงศาสตร์แห่งการไหลเวียนของเลือด (Blood flow science) ซึ่งเกิดจากการสั่งสมความรู้และประสบการณ์จากงานวิจัยมากว่า 120 ปี ของทางแบรนด์

โดยทางแบรนด์พบว่า ความงามของผิวขึ้นอยู่กับระบบการไหลเวียนภายในผิว ที่ผนังของเส้นเลือดฝอย หรือ บริเวณ Endothelial ถ้าบริเวณนี้มีความแข็งแรง ก็จะทำให้นำส่งสารอาหารมายังผิวได้ดี ส่งผลให้ผิวสวยและแข็งแรง

(Image from Shiseido International Website)

ซึ่งประเด็นนี้ก็มีงานวิจัยจาก 3rd party (คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแบรนด์) มาสนับสนุน เช่น ทีมวิจัยของ Fewkes และคณะ พบว่า ถ้าการไหลเวียนเลือดไม่ดี จะทำให้มีการสะสมตัวของ Advanced glycation end products (AGEs) ในผิวมากขึ้น (Cardiovasc Diabetol. 2024;23(1):332.)

(Image from Shiseido International Website)

ปัจจัยที่ทำให้ผนังเส้นเลือดอ่อนแอลง ได้แก่ รังสี UV สภาวะผิวแห้ง ความเครียด และ Aging

โดยใน Ultimune จะใช้สารสกัดจากพลูคาว (Houttuynia Cordata Extract) ซึ่งทาง Shiseido มีผลวิจัยพบว่า ช่วยขยายหลอดเลือด ส่งเสริมกระบวนการไหลเวียนของเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผนังหลอดเลือด ส่งผลต่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันดูแลผิวได้อย่างทั่วถึง ผิวจึงแข็งแรง

(Image from Shiseido International Website)

ยังมีอีกโมเลกุลหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือด คือ APJ (angiotensin domain type 1 receptor-associated protein) ซึ่งเป็น Softness sensor โมเลกุลนี้จะจับสัญญาณว่า เส้นเลือดมีความแข็งเกร็ง (Stiff) ไม่ยืดหยุ่นหรือไม่ โมเลกุลนี้จะอยู่ข้างๆ หลอดเลือดฝอย โดยพบว่าในผิวที่มีอายุเยอะ หรือ ผิวที่เส้นเลือดขาดความยืดหยุ่น ปริมาณของ APJ จะลดลง เส้นเลือดฝอยมีความเปราะ และไม่สมบูรณ์ ส่งผลสืบเนื่องไปสู่ Aging

อีกโมเลกุลหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ VE-cadherins ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะผนังหลอดเลือดฝอยเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งถ้า VE-cadherins น้อยลง จะทำให้ผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง ส่งผลให้ผิวทำงานได้น้อยลง และเกิดปัญหาต่างๆ ในเชิง Aging ตามมา

โดยสารสกัดจากพลูคาว สามารถเพิ่มปริมาณ VE-cadherins ได้

เสริมมาด้วยกระเจี๊ยบแดงที่ผ่านกระบวนการหมัก (Lactobacillus/hibiscus sabdariffa flower ferment filtrate) ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันตัวหนึ่งที่ชื่อ NK cell โดยปกติแล้ว NK cells จะเป็นตัวกำจัดเซลล์ซอมบี้ หรือ Senescent cells ในผิว แต่เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ NK cells จะลดลง ทำให้เซลล์ซอมบี้สะสมตัว และซอมบี้พวกนี้สามารถปล่อยสารที่ไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ข้างเคียงเป็นเซลล์ซอมบี้ไปด้วย ทางแบรนด์เรียกกระบวนการนี้ว่า “Zombification”

(Image from Shiseido International Website)

อีก Mechanism หนึ่งของการกำจัดเซลล์ซอมบี้ หรือ Senescent cells คือ ผ่าน CD4 T cells โดยจะไปกำจัด Senescent cells ผ่าน HCMV receptor บนผิวเซลล์ซอมบี้

คอมบิเนชั่นของกระเจี๊ยบแดงและพลูคาว ทางแบรนด์เรียกเป็น Double inner defense

มาค่ะ เกริ่นไปยืดยาว เข้าบทรีวิวของเรากัน

Ultimune Power Infusing Concentrate มาในหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้จะเป็นกล่องของผลิตภัณฑ์

เนื้อเป็นเนื้อแบบกึ่งๆ เจล สีครีม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

โดยในส่วนของกลิ่นหอม ทางแบรนด์เคลมว่า เป็นกลิ่นในโทน Green floral ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และมีเทคโนโลยี ImuCalm Compound™ ที่เบลนด์กลิ่นมาบำบัด เพื่อช่วยลดความเครียดทางอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งความเครียดก็จะนำไปสู่การปลดปล่อย Cortisol ที่มีผลทำให้เกิดกระบวนการอักเสบของผิวต่อไป

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสลื่น ชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนผสมมีสารบำรุงอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีรองรับอยู่พอควร ซึ่งทางนี้มองว่า ทางทีมวิจัยของ Shiseido นั้นมีความเข้มแข็งมาก และมีการจดสิทธิบัตร เผยแพร่ผลงานวิจัยอยู่สู่สาธารณะอยู่เรื่อยๆ

มาเริ่มที่เทคโนโลยีหลักของแบรนด์ คือ Double inner defense ที่เป็นการเบลนด์ Fermented hibiscus กับ พลูคาว

  • สารสกัดจากพลูคาว (Houttuynia Cordata Extract) ซึ่งทาง Shiseido มีผลวิจัยพบว่า ช่วยขยายหลอดเลือด ส่งเสริมกระบวนการไหลเวียนของเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผนังหลอดเลือดผ่านกระบวนการเพิ่มปริมาณ VE-cadherins ที่เป็นตัวยึดเกาะของ Endothelial ส่งผลให้ทั้งอาหารมาเลี้ยง และนำเซลล์ภูมิคุ้มกันมาดูแลผิวได้อย่างทั่วถึง ผิวจึงแข็งแรง (เข้าใจว่าเลยมีคำพ้องของคำว่า Immune ที่แปลว่าภูมิคุ้มกัน ในชื่อผลิตภัณฑ์นั่นเอง)
  • Fermented hibiscus extract (Lactobacillus/hibiscus sabdariffa flower ferment filtrate) ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันตัวหนึ่งที่ชื่อ NK cell โดยปกติแล้ว NK cells มีหลายหน้าที่ หนึ่งในนั้นคือ การกำจัด Senescent cells หรือเซลล์ซอมบี้ในผิว แต่เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ NK cells จะลดลง ทำให้เซลล์ซอมบี้สะสมตัว และซอมบี้พวกนี้สามารถปล่อยสารที่ไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ข้างเคียงเป็นเซลล์ซอมบี้ไปด้วย ทางแบรนด์เรียกกระบวนการนี้ว่า “Zombification” ซึ่งเมื่อให้ Fermented hibiscus extract เข้าไป จะทำให้กระบวนการทำงานของ NK cells ดีขึ้น และกำจัดพวก senescent cells ออกไป (เรียกกระบวนการนี้ว่า Senolytics)

สารสกัดอีกตัวที่มีนวัตกรรมอลังการโฉ่งฉ่างไม่แพ้กัน ก็คือ wild thyme หรือ Thymus serpyllum extract

กลับมาที่เซลล์ภูมิคุ้มกันอีกรอบ คราวนี้มาดู Macrophage ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ปกติน้องจะทำหน้าที่กินเชื้อแปลกปลอม เวลานางเข้ามาในร่างกายเรา โดย Macrophage มี 2 ชนิด คือ M1 และ M2

  • M1 เด่นในแง่การเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ (pro-inflammatory) และ M2 เด่นในแง่ลดการอักเสบ (anti-inflammatory)
  • เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น M1 จะเพิ่มขึ้น นำไปสู่สภาวะเสียสมดุลทางภูมิคุ้มกัน และเกิดเป็น “Inflammaging” โดยคอลลาเจนจะสลายตัวไปด้วยเป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการอักเสบ
  • ในปี 2022 Shiseido ค้นพบว่าเวลาเราอายุเพิ่มขึ้น จะมีปริมาณของสาร Cytokine ชนิด IL-34 ลดลงซึ่งไปทำให้ M1 เพิ่มขึ้น

  • ผลวิจัยจากทางแบรนด์พบว่า สารสกัดจาก wild thyme ไปเพิ่มปริมาณ IL-34 ซึ่งจะนำไปสู่
    การปรับสมดุลชนิดของ Macrophage M1/M2 ทำให้ผิวแข็งแรง ลดกระบวนการ
    อักเสบ และปกป้องคอลลาเจนในผิวต่อไป

ลองมาดูสารบำรุงอื่นๆ กันนะคะ

  • Lotus (Nelumbo nucifera) germ extract มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการเปิดระบบ Autophagy เพื่อกำจัดโปรตีนที่ไม่ฟังก์ชั่นใน mitochondria ซึ่งเป็นเหมือนโรงพลังงานของเซลล์ และสามารถกระตุ้น Senescent fibroblast ให้กลับมาทำงานสร้างคอลลาเจนได้อีก (Aging (Albany NY). 2022;14(19):7662-7691.)
  • Sanguisorba officinalis root extract มีรายงานถึงความสามารถในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในหลอดทดลอง และลดริ้วรอยในอาสาสมัคร (Biosci Biotechnol Biochem. 2008;72(2):303-11.)  ยับยั้งการสลาย Hyaluronan ในระดับหลอดทดลอง และการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าอาสาสมัครมีริ้วรอยลดลงเมื่อเทียบกับครีมเบส (Int J Cosmet Sci. 2019;41(1):12-20.) ลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2011;134(1):11-7.)
  • สารสกัดจากเห็ดหลินจือ (Ganoderma Lucidum (Mushroom) Stem Extract) มีงานวิจัยอยู่ค่อนข้างมากถึงประโยชน์ของเห็ดหลินจือ ซึ่งให้ประโยชน์ต่อผิวค่อนข้างกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Soothing, ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน เป็น antioxidant เป็น whitening
  • Sodium carboxymethyl beta-glucan มีข้อมูลอยู่ว่าสามารถก่อฟิล์มบนผิว และมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Hydroxyproline เป็นหน่วยย่อยของคอลลาเจน นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้วอาจจะมีประโยชน์ในด้านของการเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Trehalose เป็นน้ำตาลที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

นอกจากนี้จะมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชที่มีกลิ่นหอม ร่วมกับสารหอมอยู่หลายชนิด โดยอาจเบลนด์เข้ากันเพื่อสร้างกลิ่นในโทน Green floral ที่ให้ความผ่อนคลายตามเคลมของ Imucalm technology

จริงๆ ในส่วนผสมจะมีคู่ของ PEG/PPG-17/4 Dimethyl Ether และ PEG/PPG-14/7 Dimethyl Ether ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นในด้านของการทำสูตร และในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และเป็นสารเอกลักษณ์ที่ทาง Shiseido ใช้ในหลายๆ ผลิตภัณฑ์

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง หลักๆ ในภาพรวมจะเน้นไปที่ด้านของการปรับสมดุลระบบการไหลเวียนเลือดในผิว ให้ผิวแข็งแรงและทำงานได้ดี ร่วมกับการเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อเนื่องไปในด้านของการชะลอวัย ดูแลปัญหาการอักเสบระคายเคือง และ inflammaging เสริมมาด้วยการเติมน้ำ และการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีส่วนผสมของ Alcohol แต่ส่วนตัวใช้ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไร หักไป 1 คะแนน เหลือ 4 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวชอบทั้งในแง่ของกลิ่นผลิตภัณฑ์ เนื้อสัมผัส การเกลี่ย และความรู้สึกหลังทา ในภาพรวมเซรั่ม Ultimune ทำมาได้ค่อนข้างดี ตอบโจทย์ และการใช้งานมานานเกินปี รู้สึกว่าน้องช่วยให้ผิวแข็งแรง และชะลอปัญหาผิวต่างๆ ให้เกิดขึ้นช้าลง พร้อมทั้งให้ผิวเราทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ พบกันใหม่คอนเทนท์ถัดไป สวัสดีค่ะ

ทางไปชอปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/1LPjJTlFw5

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.HCOWV?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[My Fav] ลูกรักบ้านมียอนปี 2563 และ ครึ่งปีแรกของ 2564

Blog นี้จะเป็นการรวมเอาผลิตภัณฑ์ที่ชอบเป็นการส่วนตัวมารวมเอาไว้นะคะ

ช่วงปี 63 กับครึ่งปีแรกของปี 64 เรียกได้ว่า เป็นช่วงแห่งวิกฤติเลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าโรคระบาด กับการ Lock-down เลยทำให้โพลล์ของ product ต่างๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากปีก่อนนัก เรียกได้ว่าอะไรที่ใช้มาแล้วชอบก็ยังคงใช้ต่อไป

ผลิตภัณฑ์ที่ชอบในช่วงปีครึ่งนี้ก็รวมไว้ในรูปด้านล่างนี้เลยค่ะ

กลุ่มโทนเนอร์/น้ำตบที่เลือกมา เป็น 2 ตัวนี้

Rose water ของ Mamonde

ตัวนี้เป็นโทนเนอร์ที่ค่อนข้างชุ่มผิว และด้วยกลิ่นหอมของกุหลาบ ช่วยให้ผ่อนคลายเป็นอย่างดีเลยหละ

T’else Jeju Artemisia ture essence

Essence จาก Artemisia (พืชใน Genus เดียวกับจิงจูฉ่าย) ของแบรนด์ T’else ส่วนตัวใช้เป็นน้ำตบ หลังเช็ดโทนเนอร์ค่ะ

ตัวนี้เคยรีวิวไว้คู่กับ Essence Kombucha จากแบรนด์เดียวกันค่ะ >>Link review

ส่วนสารพัด Skincare ที่เลือกมาในชุดนี้ ไม่ได้ใช้พร้อมกันทั้งหมดใน Routine เดียวกันนะคะ บางตัวก็ใช้พร้อมกัน บางตัวก็แยกใช้ในบางช่วงที่อีกตัวขาด ประมาณนั้น

Eye cream all about eye rich จากแบรนด์ Clinique

ส่วนตัวผิวค่อนข้างแห้ง เนื้อของ AAE rich เลยตอบโจทย์ความแห้งของใต้ตาได้เป็นอย่างดีเลยหละ

Vita A cream สูตร PhD จากแบรนด์ Dr.Different

ตัวนี้เอาจริงๆ ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ตัวเบาสุด มาตัว Forte มายันตัว PhD ยอมรับว่าหลายคนทักว่าผิวดีขึ้น รักน้องมากๆ

Link review >>Click

Serum จาก Dermartlogy ที่คว้ามาจะเป็น 2 สูตรใหม่ คนพี่ที่ออกมาก่อนจะเป็นตัว Ageless Barrier rejuvenating serum เนื้อจะออกเป็นเซรั่มสีโปร่งแสง นัวๆ ไม่ขุ่นไม่ใส ส่วนตัวชอบสูตรของคนพี่มากกว่ารุ่นคนน้องนะคะ

ส่วนคนน้องที่พึ่งออกมาทีหลัง มีชื่อว่า Ageless potent rejuvenating serum ขวดทางซ้ายมือในภาพ เป็นเนื้อน้ำนมบางเบา ส่วนผสมจัดเต็มมาเช่นเคยค่ะ

Review >>Click

ส่วน 2 ชิ้นด้านขวาสุดเป็น Skincare มาจากทางฝั่งญี่ปุ่น อย่าง d Program ส่วนตัวชอบสูตร Urban damage care concentrate กับ Emulsion สูตรสีม่วง

d Program นี้ล่าสุดเห็นนางพึ่ง repackage แล้วพูดถึง Microbiome เลยไม่แน่ใจว่าส่วนผสมเปลี่ยนด้วยไหม ถ้ามีโอกาสซื้อใหม่จะตั้งใจทำรีวิวแล้วค่ะ

สำหรับครีมบำรุงขอยกมาอยู่ในอีกภาพนะคะ ยังคงเป็น Real Barrier เจ้าเก่า ช่วงปี 62 ชอบสูตร Intense แต่ช่วงหลังนี้ชอบสูตร Extreme มากกว่าค่ะ

เคยรีวิวไว้แต่สูตร Intense นะคะ

Review >>Click

ส่วนกันแดด จะแยกน้องไปอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายในอีกภาพก็สงสารน้อง เลยเอามาวางคู่กับครีมบำรุง

เป็น Everyday aqua sun cream จากแบรนด์ Mamonde เจ้าเดิมค่ะ

กลุ่ม Base makeup จะเป็นแป้งของ Cezanne กับ รองพื้น Synchro skin self-refreshing ของ Shiseido ค่ะ

ปิดท้ายด้วยกลุ่ม Body ทั้งคู่มาจาก แบรนด์ Derma:B แบรนด์ในเครือของ Neopharm ที่ใช้เทคโนโลยี MLE ในการดูแลผิวเช่นกัน จะเป็นครีมทามือ ที่เหมาะมากตอนมือแห้งเพราะล้างมือบ่อย และ Body lotion ที่แม้จะใช้หน้าร้อนก็ไม่เหนอะหนะหรือเหนียวจนเกินไป

สำหรับในช่วงปีครึ่งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ชอบก็จะมีประมาณนี้ค่ะ ส่วนใครชอบตัวไหนไม่ชอบตัวไหนมาคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ 🙂

Image

[Cosme-Diagnosis] วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์ต้านมลภาวะและเกสรดอกไม้ตัวดัง Shiseido IHADA aller screen EX

สวัสดีค่ะ

ถ้าพูดถึงสเปรย์ต้านมลภาวะตัวดัง เชื่อว่าหลายๆท่านคงต้องเคยเห็นเจ้า IHADA aller screen EX ของเครือ Shiseido แน่ๆ

อ๊ะๆ เผื่อจะนึกไม่ออก หน้าตาน้องเป็นแบบนี้จ้า

SHOHIN_PL_C1_E07502_L.jpg

ที่ญี่ปุ่นนางมีจำหน่ายในร้านขายยาค่ะ ราคากรุบๆไม่แพงเลยจริงๆ

นางเป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และพัฒนาขึ้นมาจากงานวิจัยหลายๆชิ้น และแน่นอนว่าเป็นขวัญใจของ Blogger/Influencer หลายๆท่าน เลย

ยิ่งทำให้เราสนใจตัวนี้มากขึ้นเลยลองไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมมาค่ะ

 

ก่อนจะไปดูส่วนผสม อยากเล่าให้ฟังถึงเรื่องเกสรดอกไม้กับผิวหนังซักหน่อย

เราอาจจะคุ้นเคยว่า เวลาช่วงที่ในอากาศมีละอองเกสรมากๆ คนที่เป็นภูมิแพ้ก็จะมีอาการจาม น้ำมูกไหลเนอะ

หลังๆมานี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ละอองเกสรนี่ มันไม่ได้แค่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจนะ

หลายคณะ นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและการแพทย์ เจอว่าโปรตีนหรือเปปไทด์จากละอองเกสรดอกไม้ต่างๆหรือ ดอกหญ้าบางชนิด สามารถซึมผ่านผิวหนังที่มี Barrier ไม่สมบูรณ์ เช่น ผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ อย่าง Atopic dermatitis หรือ Eczema แล้วลงไปเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ขึ้นมา ทำให้อาการของโรคผิวหนังแย่ลง

นอกจากเรื่องการแพ้แล้ว ก็มีการศึกษาพบว่าละอองเกสร สามารถไปลดความสามารถในการเป็น Barrier ของผิวได้อีก

จากนั้นก็มีการศึกษามาเป็นระยะๆว่าการทามอยส์เจอไรเซอร์บางกลุ่มสามารถลดการดูดซึมของโปรตีนจากละอองเกสรเหล่านี้ได้ และช่วยลดอาการแพ้ที่ผิวหนังได้ค่ะ

 

กลับมาที่ผลิตภัณฑ์ของเรา

Product ตัวนี้ออกมาได้หลายปีแล้วนะคะ ซึ่งตอนที่นางออกมาใหม่ๆ นางก็เป็นข่าวฮือฮาในเว็บ Cosmetics-design แล้วตั้งแต่เมื่อปี 2015

shi 2

(แหล่งข่าว https://www.cosmeticsdesign-asia.com/Article/2015/05/14/Shiseido-sees-opportunity-in-Japan-s-pollen-concerns)

 

หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาอีกว่า Shiseido เจอว่า ละอองเกสรนี่ทำร้าย Barrier ผิวได้ด้วยนะ นอกจากเหนี่ยวนำให้เกิดการแพ้

shi 1

(แหล่งข่าว https://www.cosmeticsdesign-europe.com/Article/2016/02/10/Shiseido-finds-pollen-can-damage-skin-barrier)

 

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมาสู่ตลาดซักพักแล้ว จนเริ่มมาดังในบ้านเรา เมื่อ Blogger หลายๆท่านมีการกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ตัวนี้มากขึ้น ทำให้เราอยากได้อยากลองอยากมีไปด้วย เลยไปลองค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่านางทำมาได้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวหละ

 

โดยกลไกการออกฤทธิ์ที่ทางแบรนด์เขา Claim ไว้ คือ นางจะไปสร้างเกราะที่มีประจุไฟฟ้า และสามารถผลักเอาละอองเกสร ฝุ่นละออง ชนิด PM 2.5 รวมถึงพวกไวรัส ไม่ให้เข้ามาสัมผัสผิวเราได้

ihada 2

(Image from Shiseido)

 

และโชคดีมาก ที่ในเว็บของทางแบรนด์เค้ามีส่วนผสมมาให้ เลยลองใช้ Google แปล + Miyeon เดา มาแกะส่วนผสมดูค่ะ

สผส ihada

แนบแบบภาษาญี่ปุ่นมาให้ด้วย เผื่อท่านใดอ่านได้ และมี่แปลผิดจะได้ช่วยแก้ไขในรายละเอียด

 

ดูจากส่วนผสมจะเห็นว่า มีสารประจุบวก อยู่ 2 ชนิด คือ เจ้า Polyquaternium-51 ซึ่งตัวนี้มีสูตรโครงสร้างคล้ายๆกับ Phospholipid ที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเขาเลยเคลมว่า สามารถเรียงตัวบนผิวได้ และเสริมเรื่องความชุ่มชื้น กับ Barrier ผิว

ส่วนอีกตัวคือ Distearyl dimonium chloride นางจัดเป็นสารประจุบวกในกลุ่มของ Cationic surfactant ซึ่งเดิมทีเราจะใช้สารในกลุ่มนี้เป็นครีมนวดผม เพราะสามารถจับกับผมเสียที่มีประจุเป็นลบ และช่วยปรับสภาพเส้นผมให้นุ่มสลวยสวยเงางาม

เช่นเดียวกัน นางสามารถเกาะกับองค์ประกอบในโปรตีนบนผิวที่มีประจุลบ ทำให้ติดบนผิวได้ยาวนาน

 

เจ้านี่เองที่สร้างเกราะทางไฟฟ้า มาช่วยเคลือบปกป้องผิวเราจากละอองเกสร และฝุ่นละอองต่างๆ

 

เรียกได้ว่าเป็นการใช้วัตถุดิบทางเครื่องสำอางได้อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่า เกือบจะต้องกราบแนบตักเลยทีเดียว

 

ส่วนในเบสก็มีสารในกลุ่มของ Fatty alcohol และน้ำมัน Mineral oil เพื่อช่วยให้ผิวไม่แห้ง และให้สัมผัสนุ่มลื่น ส่วนแอลกอฮอล์อย่าง Ethanol กับ Isopropanol ที่ใส่มาก็เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แห้งไว และช่วยให้สารเหล่านี้แผ่กระจายเรียงตัวเป็นฟิล์มสวยๆได้นั่นเอง

ส่วนความกังวลเรื่องความระคายเคือง ถ้าดูจากวิธีการใช้งาน เราสเปรย์ที่ชั้นนอกสุดของผิว หลังจากบำรุงต่างๆมามากมาย และแต่งหน้าแล้ว จึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่นะคะ เว้นแต่คนที่ Sensitive มากๆ อาจจะต้องลองทดลองดูว่าทนไหวไหม เพราะการตอบสนองของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

 

สำหรับราคาที่ญี่ปุ่นก็ถือว่าไม่ได้แพงนะคะ

ขวด 50 กรัม 972 เยน (ราวๆ 291 บาท)

ขวด 100 กรัม 1728 เยน (ราวๆ 518 บาท)

 

ด้วยความที่เป็นขวดแบบบรรจุแก๊ส ให้ละอองแบบไมโคร ในการใช้งาน 1 ครั้ง จึงไม่ได้เปลืองมาก น่าจะใช้ทนอยู่

 

Disclaimer: บทความนี้เป็นการเขียนวิเคราะห์ส่วนผสมในเชิงวิชาการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และมีส่วนที่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และใช้ในเชิงการศึกษา ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า ขอสงวนลิขสิทธิ์ในตัวบทความทั้งหมด และห้ามนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการค้า โปรดใช้วิจารณญานในการรับชม

For educational purpose only

 

References

 

  1. Meinke et al. Skin Pharmacol Physiol. 2016;29(2):71-5. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27027785
  2. Fölster-Holst et al. Clin Cosmet Investig Dermatol. 2015;8:539 -48. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26604810
  3. Kumamoto et al. Arch Dermatol Res. 2016;308(1):49-54.https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26498292
  4. https://www.cosmeticsdesign-europe.com/Article/2016/02/10/Shiseido-finds-pollen-can-damage-skin-barrier
  5. https://www.cosmeticsdesign-asia.com/Article/2015/05/14/Shiseido-sees-opportunity-in-Japan-s-pollen-concerns
  6. https://www.shiseido.co.jp/cms/onlineshop/ih/bn/asex/