Image

อัพเดทข้อมูลใหม่ กันแดดดีท็อกซ์ ที่ปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อมได้ในทุกมิติ จาก Bioderma Photoderm XDefense Ultra-Fluid

หลังจากได้ลองใช้กันแดด Bioderma Photoderm XDefense Ultra-Fluid มาพักใหญ่ๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม มาตอนนี้ก็ 6 เดือนกว่าๆ วันนี้ก็เลยอยากมาอัพเดทจุดแข็งของกันแดดตัวนี้อีกรอบค่ะ

เริ่มจากความสามารถในการปกป้องแบบ Global protection ที่ได้ทั้ง UVA-UVB + Visible light + Infrared + Pollution และ ความสามารถในการทำให้ผิวแข็งแกร่งขึ้น ผ่านการเสริมความสามารถในการดีท็อกซ์ตัวเองของผิว ซึ่งส่วนผสมไหนทำอะไร เดี๋ยวมีเล่าต่อด้านล่างค่ะ

ก่อนไปดูรายละเอียด เรามาดูหน้าตาของกันแดดสูตรนี้อีกครั้ง

ส่วนนี้จะเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ค่ะ

สำหรับส่วนนี้จะเป็นภาพเนื้อสัมผัสของกันแดดรุ่นนี้นะคะ

มารีแคปส่วนผสมกันอีกซักรอบพร้อมอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ ที่น่าสนใจกันนะคะ

ในด้านของสารกันแดด น้องก็คือทำมาได้ครบสยบทั้ง UVA-UVB และเสริมสารที่เป็น SPF booster กับตัวที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้ระบบกันแดดในสูตร 

กลุ่มสารกันแดด

  • bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine หรือ Tinosorb S เป็นสารกันแดดที่มีความคงตัวดี กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVA-UVB
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane เด่นกรองรังสี UVA เป็นหลัก
  • Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate หรือ Uvinul A+ เป็นตัวกรอง UVA ที่เด่นเรื่องการปกป้องการเกิดอนุมูลอิสระจากรังสี UV ในผิว มีความคงตัวดี

จะเห็นว่าเป็นการเลือกใช้สารกรองรังสี UV 3 ชนิด ที่มีความปลอดภัย เบลนด์กันในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อลดการสัมผัสสารที่ไม่จำเป็น แล้วได้ค่า SPF (กัน UVB) และ PPD (กัน UVA) ที่สูง ครอบคลุม ภายใต้คอนเซปท์ “Balance of filter coverage and stability”

สารที่ใช้เป็นมิตรกับผิว รวมถึงผ่านการทดสอบแล้วว่าเป็นมิตรกับท้องทะเล และเป็นตัวที่ได้รับการยอมรับจาก USFDA

ส่วนตัวเสริมกันแดดจะมี

  • Ethylhexyl methoxycrylene ตัวนี้จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ (Singlet oxygen quencher) และตัวมันยังดูดซับรังสี UVA ได้ด้วย
  • Methoxyphenylimino dimethylcyclohexenyl ethyl glycinate ตัวนี้เป็นโมเลกุลจากธรรมชาติพบได้ในสาหร่าย ปกป้องผิวได้จากทั้งรังสี UVA, UVB และบูสท์ค่า SPF ให้ตำรับ

ในสูตรเสริม antioxidants ที่ช่วยปกป้องผิวจาก IR, Visible light และ มลภาวะ ซึ่งก็มีข้อมูลอยู่ว่าการใช้สารกรองรังสีเสริม antioxidants จะสามารถปกป้องผิวจากความเสียหายได้มากขึ้นกว่าการใช้สารกรองรังสีเพียงอย่างเดียว โดยตัวที่เป็นนางเอกในหมวดนี้คือ MAA-like (Methoxyphenylimino Dimethylcyclohexenyl Ethyl Glycinate) น้องมีชื่อเล่นในวงการว่า “natural photoprotector” ซึ่งมีข้อมูลว่ามีฤทธิ์ antioxidant สูงกว่าวิตามินอี 10 เท่า และ มีคุณสมบัติในการยับยั้ง MMP-2 ที่จะไปย่อยคอลลาเจน IV ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชั้นเชื่อมต่อระหว่าง epidermis-dermis ที่เรียกว่า Dermal-epidermal junction หรือ DEJ ซึ่งถ้าชั้นนี้แข็งแรง โอกาสเกิดริ้วรอยลึกจะมีน้อย

เสริมการปกป้องมลภาวะด้วยชั้นฟิล์มของ Glycofilm (Biosaccharide gum-4)

การเอาคู่นี้มาอยู่ด้วยกันจึงเป็นเสมือนการปกป้องผิวทั้งจากภายในและภายนอก พร้อมทั้งให้ประโยชน์ในเชิง anti-aging จากการปกป้อง Collagen IV

จากผลการทดสอบพบว่า สามารถปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้เสียหายจากแสงแดดได้ Full spectrum (UV+IR+VIS) รวมทั้งมลภาวะ ได้สูงมากถึง 99%

นวัตกรรมดีท็อกซ์ด้วย TMBA (Trimethoxybenzyl acetylsinapate) คู่กับสารกันแดด มีผลทดสอบว่าสามารถเสริมการสังเคราะหยีน MT1G (Metallothionein 1G) ซึ่งเป็นหนึ่งในยีนที่ใช้สร้างโปรตีนในกลุ่ม Metallothionein (MTs) ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่มีปริมาณกรดอะมิโนซีสเทอีน (cysteine) สูง ใน cysteine นี้จะมีโครงสร้างของหมู่ Sulfhydryl (-SH) อยู่ จึงทำให้โมเลกุลของ MTs มี -SH อยู่อย่างหนาแน่น ส่งผลให้ MTs มีความสามารถพิเศษหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็น Antioxidant รวมไปถึงการจับอิออนโลหะที่จะนำไปสู่การสร้างอนุมูลอิสระใหม่ๆ ผ่าน Fenton reaction

โดยปกติแล้วการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ Nrf2 ซึ่งเป็นระบบ natural antioxidant system จะเหมือนการทำงานแบบต้นน้ำ-ปลายน้ำ

ที่เมื่อระบบ Nrf2 เปิดแล้วมีผลดีหลายอย่างในด้านการดีท็อกซ์ ปกป้องตัวเองของผิว และทำให้มีการสร้าง MTs (รวมถึงโมเลกุลที่มีประโยชน์ต่อผิวต่างๆ) ออกมามาก ทำให้ผิวเราแกร่งขึ้น ปกป้องตัวเองและทำลายอนุมูลอิสระได้มากขึ้น

และนอกจากนี้ยังให้ผลในเชิงด้านของกระบวนการลดการอักเสบผ่านการลดการปลดปล่อยพวกสารก่อการอักเสบบางชนิด เช่น IL-6 และ IL-1 รวมถึงลดการทำลายของคอลลาเจนจากรังสี UV

แต่อย่างไรก็ดีการทำงานของ Nrf2 ยังมีความขัดแย้งกันบ้างในบางจุด แต่ในภาพรวมส่วนตัวมองว่าค่อนข้างเด่นไปในเชิงการป้องกันตัวเอง-หรือการดีท็อกซ์

ซึ่งจากข้อมูลการทดสอบของทางแบรนด์พบว่าคอมบิเนชั่นนี้สามารถเสริมประสิทธิภาพในการดีท็อกซ์ผิวได้สูงถึง 164% เมื่อเทียบกับตัวทำละลาย หรือ control

นอกจากนี้ยังมีผลเทสต์ในอาสาสมัครว่าเพิ่มความกระจ่างใส (Radiance) ของผิวได้ถึง 43%

ซึ่งจากที่ตัวเองได้ใช้มาร่วม 6 เดือนเศษๆ ก็คือค่อนข้างชอบทั้งในด้านของเนื้อสัมผัส ด้านของความสบายผิว แมทท์ แต่ยังคงความชุ่มชื้นเอาไว้ คือ ทา 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็นยังดีอยู่ (แบรนด์เคลมชุ่มชื้น 8 ชั่วโมง) และระหว่างวันไม่ดรอป ตกค่ำมาหน้าไม่แดง ไม่หมองคล้ำ

ด้วยความที่เราแต่งหน้าไม่เยอะ ทาแค่รองพื้น ก็สามารถเติมระหว่างวันได้ โดยไม่ทำให้รองพื้นเลอะเลือนไป

สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงที่ https://bit.ly/BiodermaBA

และสามารถไปทดลองผลิตภัณฑ์ได้ที่ร้านค้าชั้นนำ เช่น Boots Beautrium EVEANDBOY Konvy Watsons

และสามารถช้อปปิ้งได้ผ่านระบบ Shopee, Lazada

Shopee https://s.shopee.co.th/6fYN0Un1nC

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZabdnH?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Bioderma ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#BIODERMA #PhotodermXdefense #กันแดดดีท็อกซ์ #เพิ่มอานุภาพดีท็อกซ์164%

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มดูแลปัญหาริ้วรอย Ultimate Anti-Wrinkle and Brightening Booster Serum สูตรไม่มี retinol ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Baobab callus culture lysate

ทางเพจเคยนำเสนอรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์ Youth-Full จากแบรนด์ LaLaaCram ไปเมื่อช่วงก่อน ตามลิงค์นี้นะคะ

>>Click<<

วันนี้ขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์น้องใหม่ของแบรนด์ ที่ได้ไปซุ่มเงียบทดลองใช้มาเดือนเศษๆ น้องเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาเพื่อดูแลริ้วรอยและชะลอวัย โดยเลือกใช้ส่วนผสมได้อย่างลงตัว

น้องมีชื่อว่า Ultimate Anti-Wrinkle and Brightening Booster Serum 

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้มีความน่าสนใจในการเลือกใช้ส่วนผสม และทางแบรนด์ก็ได้นำเอาไปทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาด้วย โดยทำการทดสอบในอาสาสมัครอายุ 40 – 60 ปี จำนวน 33 คน โดยสถาบัน DermScan ASIA ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำ

ผลพบว่า

  • 88% ของผู้ใช้รู้สึกว่าผิวดูกระจ่างใสขึ้นใน 7 วัน
  • 96% ของผู้ใช้รู้สึกว่าริ้วรอยแลดูจางลงใน 14 วัน
  • การประเมินด้วยเครื่องมือ Primos พบว่า 100% ของอาสาสมัครมีริ้วรอยร่องลึกจางลงอย่างเห็นได้ชัดเจนใน 28 วัน

ก็คือ ถือว่าน่าสนใจมาก

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อน้ำนม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยง่าย บางเบา แค่ยังชุ่มชื้นผิวอยู่ ให้ความรู้สึกเย็นและสบายผิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมคือเป็นเซรั่มชะลอวัยตัวตึงที่อัดส่วนผสมมาเยอะมาก เพื่อดูแลปัญหาที่เกิดจากอายุ มีการเลือกใช้กรดอะมิโนหลากหลายชนิด ซึ่งทำหน้าที่เป็น NMF (Natural moisturizing factor) จับน้ำให้ผิว โดยเวลาเราอายุเพิ่มขึ้น สัดส่วนของ NMF ก็จะเปลี่ยนแปลงไป ถ้ามีการเติม NMF ลงไป ก็น่าจะได้ประโยชน์เรื่องผิวชุ่มชื้นและแข็งแรงได้อีกทาง นอกจากนี้ผิวอาจหยิบเอากรดอะมิโนไปใช้ได้ตามความต้องการ

ในส่วนของการเติมน้ำ นอกจาก NMF แล้ว ยังเสริมมาด้วย Hyaluronic acid และอนุพันธ์หลากหลายฟอร์ม มากันทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ตัวเคลือบ ตัวเกาะ เพื่อเสริมกระบวนการเก็บน้ำให้ผิว

แล้วช่วยฟื้นฟู Barrier ด้วย Ceramides complex ที่เบลนด์ Ceramides หลากหลายชนิดเข้ารวมกับ Cholesterol + Phytosphingosine

พร้อม Soothing แบบฉ่ำๆ ด้วย Cica + Bisabolol + Panthenol + Dipotassium glycyrrhizate

มาถึงกลุ่มของสารที่ดูแลปัญหา Aging

มาถึงกลุ่มของสารที่ดูแลปัญหา Aging

  • Adansonia digitata callus culture lysate (2%) ตัวนี้น่าสนใจมาก มาในชื่อ BaoliftTM จาก Vyrtus biotech ที่กลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ ภายใต้คอนเซปท์ Fit-Skin concept โดยไปออกฤทธิ์ผ่าน Exerkines เหมือนเราไปออกกำลังมา แล้วผิวดี กวาดรางวัลมามากมายจากหลากหลายงานแฟร์ทางด้านเครื่องสำอาง

โดยนวัตกรรมนี้พูดถึงเรื่อง “Skin-Fascia-Muscle axis” ซึ่งปกติเวลาเราออกกำลังจะมีพวกสาร Exerkines ที่ให้ประโยชน์กับผิวหลายๆ ทาง โดยเฉพาะเรื่องความกระชับของผิว

     ทางผู้ผลิตวัตถุดิบมีการพูดถึง extracellular ATP หรือ eATP ที่เวลาออกกำลังกาย นางจะออกมาแล้วไปมีผลต่อหลายๆ กลไก ทั้งการปลดปล่อยสารสื่อประสาท ฮอร์โมน รวมไปถึงการสื่อสารระหว่างชั้นหนังกำพร้ากับ Fibroblast และมีประโยชน์ในการกระตุ้นเส้นใย extracellular matrix ให้กระชับ

     นอกจากนี้เวลาออกกำลังกายจะมีการปลดปล่อย mitochondria derived peptides หรือ MOTS-C ที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ในขณะเดียวกันจะมีประโยชน์กับผิวโดยไปเพิ่มคอลลาเจนให้ผิวแน่นขึ้น

     ผลเทสต์ในอาสาสมัครพบว่า ผิวมีความกระชับขึ้น และมีริ้วรอยลดเลือนลง

  • Bakuchiol ที่ความเข้มข้น 1% สารนี้จัดเป็นสารในกลุ่ม meroterpene พบได้ในพืช เช่น Psoralea corylifolia มีรายงานถึงความสามารถในการออกฤทธิ์คล้ายวิตามินเอ (Int J Cosmet Sci. 2014 Jun;36(3):221-30.) มีการทดสอบชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ ทดสอบในกลุ่มอาสาสมัครที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย โดยให้ทา Bakuchiol 1% วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าให้ประโยชน์ในการดูแลปัญหาด้าน aging ได้ดี โดยไม่พบอาการระคายเคือง (J Drugs Dermatol. 2020;19(12):1181-1183.) มีอีกชิ้นที่น่าสนใจ อยากเล่า เป็นงานตีพิมพ์เมื่อปี 2019 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Bakuchiol 0.5% ทาวันละ 2 ครั้ง และ Retinol 0.5% ทาวันละครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ให้ประสิทธิภาพไม่ต่างกัน แต่พบว่ากลุ่มที่ทา Retinol มีความรู้สึกว่าผิวแห้ง และพบการระคายเคืองได้มากกว่า (Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.)
  • Double peptide complex ที่เบลนด์ Acetyl hexapeptide-8 ที่ให้ผลคลายริ้วรอยชั่วคราว ร่วมกับ Palmitoyl pentapeptide-4 ที่เสริมสร้างการผลิตคอลลาเจนและเส้นใยใน dermis ให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ไม่หย่อนคล้อย เมื่อใช้ร่วมกัน ในทางทฤษฎีก็จะช่วยคลายริ้วรอยชั่วคราวในระยะสั้น และค่อยๆ ซัพพอร์ตการสร้างเส้นใยออกมาในระยะยาว
  • เสริม Niacinamide อีก 5% ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ NADH, NADPH ที่ใช้ทำหน้าที่หลายอย่าง จึงให้ประโยชน์ในเชิงการชะลอวัย ดูแลปัญหาริ้วรอย พร้อมๆ ไปกับการดูแลเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ ความแข็งแรงของชั้นผิว ดูแลและลดการระคายเคือง

พัฒนามาในเบสที่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนเซรั่มกัน

  1. สารบำรุง เซรั่มตัวนี้มาในส่วนผสมนวัตกรรมอย่าง Baolift ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกฤทธิ์ผ่าน Skin-Fascia-Muscle axis ที่คิดว่าค่อนข้างใหม่ คือ ทำให้ผิวกระชับ ให้ประโยชน์คล้ายกับการออกกำลังกาย เสริมมาด้วย Bakuchiol เปปไทด์ เพื่อดูแลปัญหาริ้วรอยได้อย่างลงตัว มาพร้อมสารบำรุงอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์ได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีผิวไม่สม่ำเสมอ การระคายเคือง ความชุ่มชื้นของผิว และผิวแข็งแรง ครบทุกปัญหาที่เรามักพบเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ตัวเซรั่มมาในเนื้อที่บางเบาไม่หนักมาก เลเยอร์ลงรูทีนง่าย ในด้านของความชุ่มชื้น สำหรับคนผิวผสม-แห้ง อาจจะต้องมีครีมมาทับอีกชั้น ในด้านของการใช้งานส่วนตัวมองว่าเซรั่มนี้ทำมาได้ค่อนข้างดี ผิวนุ่มเนียนขึ้น และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้เซรั่มที่ไม่มีเรตินอยด์ ให้ไป 5 ฟลาสก์

และอยากบอกว่า ถ้าใช้เซรั่มกับครีมคู่กัน จะยิ่งเริ่ดขึ้นไปอีกนะคะ

ทาเซรั่มก่อน แล้วทาครีมทับเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ LaLaaCram ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/lalaacramthailand

ทางไปช้อปปิ้งเซรั่ม

Shopee https://s.shopee.co.th/4q6ei5FVof

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ABOBo?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มไฮยาตึงตึงสายกวาดรางวัลจากเกาหลี จาก Torriden DIVE IN Serum

Blog นี้จะมารีวิวเซรั่มไฮยาตัวตึงจาก Torriden กันนะคะ

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Dive In Low Molecular Hyaluronic Acid Serum

ตัวตึงในหมู่พส.เกาหลี กวาดรางวัล Olive Young Awards หมวด Essence/Serum มา 2 ปี ซ้อน

และความน่าสนใจคือ ไฮยาที่ใช้เป็นไฮยาเกรด Vegan และได้รับ certified vegan ด้วย

อันนี้จะเป็นหน้าตาของน้องนะคะ

ส่วนนี้จะเป็นกล่องค่ะ

เซรั่มมาในเนื้อกำลังดี ไม่หนืดไป ไม่เหลวไป

เวลาเกลี่ย น้องจะให้ฟีลลื่นๆ ในช่วงแรก ก่อนจะเซ็ตตัวเป็นฟิล์มบางๆ ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ชุ่มชื้น และเย็นสบายผิว

ตัวผลิตภัณฑ์มีผลทดสอบในอาสาสมัครด้วยในเรื่องของการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวหลายๆ ระดับ และประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นที่ยาวนาน

(Image from Torriden Official Shopee Mall)

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมพระเอกของผลิตภัณฑ์ก็เป็น ไฮยา 5 ชนิด ซึ่งจะมีทั้งตัวที่เคลือบ ตัวที่เกาะผิว ตัวที่ซึม เพื่อดูดจับน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวในหลายๆ ระดับไปพร้อมๆ กัน

สำหรับสารบำรุงอื่น ที่เข้ามาเสริมเรื่องการจับน้ำ จะเป็นน้ำตาล Trehalose ที่จับน้ำได้เก่งเหมือนกัน ควบคู่ไปกับ Beta-glucan ซึ่งตัวนี้มีคุณสมบัติเป็น prebiotic เป็นอาหารให้แก่จุลินทรีย์ดีๆ บนผิว ให้ผิวแข็งแรงได้อีกทาง

ดูแล Barrier ผิวให้แข็งแรงเก็บกักน้ำได้ดีขึ้นด้วย Ceramide NP และ Cholesterol

เสริมสารสกัดที่เด่นเรื่อง Soothing หลายชนิด ได้แก่

  • Madecassoside + Madecassic acid ที่แยกได้จากบัวบก มีประโยชน์ต่อผิวหลายประการ รวมทั้ง Soothing
  • Panthenol ที่ดูแลผิวไปพร้อมๆ กับเพิ่มความชุ่มชื้น และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ผิวตามธรรมชาติ
  • Allantoin
  • Betaine
  • สารสกัดจาก Portulaca Oleracea Extract มีประโยชน์ต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลการระคายเคือง ความชุ่มชื้น และ มีคุณสมบัติ antioxidant เสริม
  • สารสกัดจาก Paeonia Suffruticosa Root Extract ก็มีประโยชน์ต่อผิวหลายอย่างเช่นกัน เช่น antioxidant รวมไปถึง soothing, whitening
  • Scutellaria Baicalensis Root Extract ซึ่งประกอบด้วยพฤกษเคมีที่ประโยชน์หลายชนิด และมีรายงานวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ ทั้งในระดับหลอดทดลอง และในหนูทดลอง และมีคุณสมบัติในการกดสาร cytokines ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแพ้ (J Ethnopharmacol. 2012; 141(1):345-9.)

เสริม Antioxidant ด้วยสารสกัดจาก Malachite

มี Witch hazel อยู่อีกนิดๆ คุมมัน กระชับรูขุมขน

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ในภาพรวม สารบำรุงเด่นด้วยไฮยาหลายชนิดที่ไล่ระดับกันมาช่วยเติมน้ำให้ผิว มาพร้อมการพร้อม Soothing จากสารบำรุงอื่นๆ พร้อมดูแลฟื้นฟู Barrier ให้แข็งแรง ด้วย Ceramide + Cholesterol มี AOX นิดๆ จาก Malachite เสริม โดยรวมขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ตัวเซรั่มจะมีความลื่นนิดๆ แต่จะชอบเวลาเกลี่ย และเมื่อเซ็ตตัวให้ความรู้สึกเคลือบเป็นฟิล์มบางๆ ที่รู้สึกเย็นสบายผิว ผิวนุ่มลื่น ทาครีมทับอีกชั้นก็สบายผิวได้ทั้งวัน ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยนะคะ ที่ติดตามรับชมมาจนจบ

ขออนุญาตแนบทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/2VhVLuaRu6

https://s.lazada.co.th/s.zgUF7?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันแดดถั่วเขียวเย็นผิว beplain Mung Bean Cooling Moisture Sunscreen SPF50+ PA++++

Blog นี้เราจะมีรีวิวกันแดดถั่วเขียวที่ลดอุณหภูมิผิวได้ 10.5 องศาภายหลังการใช้งาน มาในคอนเซปท์ว่า ถ้าลดอุณหภูมิภายในผิวได้ รูขุมขนก็จะเปลี่ยนแปลงไป เออ อันนี้น่าสน ที่สำคัญเขาว่าฮิตในหมู่พส.เกาหลีด้วย

ตัวผลิตภัณฑ์เป็นของแบรนด์ beplain มีชื่อว่า Mung bean cooling moisture sunscreen มีค่า SPF50+ PA++++

รางวัลฉ่ำหลากหลายหมวด

(Image from beplain Korea Official Website)

คำแปลค่าต่างๆ จากภาพนะคะ เป็นความเห็นจากผู้ใช้จริง

  • 100% บอกว่าซึมไว
  • 98% รู้สึกว่าไม่อุดตัน
  • 97% รู้สึกเย็น
  • 95% บอกว่าหลังใช้แล้วเมคอัพติดทนมากขึ้น
  • 94% บอกว่าไม่แสบตา

อีกการทดสอบ อาสาสมัคร 24 คน โดยสถาบัน Human Skin Clinical Trial Center ทุกคนบอกว่า ทาแล้วรู้สึกผิวเย็น และ รู้สึกว่า soothing ทันที

มีเคลมเรื่องกันฝุ่นละออง

และในการทดสอบก็คือมีผลในการลดรอยแดง กับ ลดอุณหภูมิผิวได้ถึง 10.5 องศา

ส่วนนี้เป็นหน้าตาของน้องค่ะ

ตัวกล่อง

จุดเด่นคือเนื้อสัมผัสที่ชุ่มชื้นเหมือนมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ทาแล้วกลืนไปกับผิวแต่ก็ไม่ทำให้เหนอะหนะ

หลังเกลี่ย

เชคฟินิชอีกทีด้วยแสงแฟลช ก็คือจะมีความวาวนิดๆ ภายใต้แสงแฟลช

ด้านส่วนผสมก็คืออัดแน่นมาเช่นเคยตามสไตล์ beplain เขาล่ะ

ในภาพรวมน้องเป็นกันแดดเคมี ที่ผสมสารกรองรังสี UVA UVB มาครบเครื่อง เสริมด้วยสารสกัดจากพืชอีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ในการ Soothing/Calming ให้ความรู้สึกสบายผิว แต่งสีเขียวนวลๆ ด้วย pigment Chromium oxide greens ซึ่งเขียวกับแดงเป็นสีคู่ตรงข้ามกันใน Artist color wheel เมื่อมาเจอกันก็จะช่วยกลืนสีแดงไป ช่วยกลบรอยแดงได้แบบนิดๆ

มาเริ่มกันที่สารกันแดดในสูตร

  • Ethylhexyl triazone ว่ากันว่าเป็นตัวกรองรังสี UVB ที่มีความคงตัวสูง
  • Drometrizole trisiloxane น้องสารกันแดดที่กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVB และ UVA มีจุด Peak 2 จุดในช่วง UVB (303 nm) และ UVA (344 nm)
  • Terephthalylidene dicamphor sulfonic acid เก่งกรอง UVA-1 (320–400 nm) ความคงตัวสูง ละลายน้ำได้ดี เลยให้ฟีลไม่เหนอะหนะ ใช้คู่กับ Drometizole trisiloxane ยืนหนึ่งกวาดเก็บ UVA แบบฉ่ำ
  • Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate หรือรู้จักกันในนาม Uvinul A+ ตัวกรอง UVA ที่เด่นเรื่องการปกป้องการเกิดอนุมูลอิสระจากรังสี UV ในผิว มีความคงตัวดี
  • bis-Ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine หรือ Tinosorb S กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVA-UVB มีค่า Peak 310 และ 345 nm และมีฤทธิ์เสริมและบูสต์ค่า SPF เมื่อใช้คู่กับสารกันแดดอื่น เช่น Ethylhexyl triazone
  • บูสท์ค่า SPF ด้วย Butyloctyl salicylate ที่มาในสัมผัสบางเบา

ภาพรวมการกรองรังสีจะประมาณนี้นะคะ

สูตรนี้ไม่มี Avobenzone แต่ยังตึงด้าน UVA อยู่

ในด้านสารบำรุงที่ใส่เสริมเข้ามาจะเน้นไปในเชิง Soothing ด้วยสารสกัดจากถั่วเขียว ร่วมกันสารสกัดพืชอีกหลายชนิด เสริม Adenosine ที่ดูแลเรื่องริ้วรอย

คอมบิเนชั่น Iced mung beanTM Complex ของทางแบรนด์ ได้แก่ Vigna radiata seed extract, Laminaria japonica extract, Ulmus davidiana root extract, Aloe barbadensis leaf extract, Viola mandshurica flower extract, Dioscorea japonica root extract เคลมว่าลดอุณหภูมิผิวได้

ใช้ Methyl diisopropyl propionamide เป็นตัวให้ความรู้สึกเย็นแบบละมุนนี เย็นนาน

มาให้คะแนนกัน

  1. สารกันแดด ทำมาได้ค่อนข้างดี ครบจบทั้ง UVA-UVB และมีความคงตัวดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในด้านสารบำรุง มีกลุ่มของสารที่เน้น Soothing อยู่ และตัวเบสทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อที่ไม่หนักเกินไป นุ่มนวลดี แต่ก็ไม่แห้งจนเกินไป มีฟิล์มเคลือบอยู่นิดๆ เป็นฟิล์มที่แห้งสบายผิว แต่ก็ไม่แห้งจนตึงเกินไป วันที่ต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ เติมทับเมคอัพได้ ด้วยเราไม่ได้แต่งหน้าเยอะมาก จะมีหนักก็แค่รองพื้น ตอนเติมกันแดดก็ไม่ได้ละลายรองพื้นออกมา ในภาพรวมให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบนะคะ

แนบทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/1BC9MCRnK3

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ และไม่ได้รับค่าตอบแทนในการรีวิว โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

อัพเดทไอเทมใหม่ Face & Body care soothing cream ที่พัฒนาสูตรโดยอิงตามหลักแผนจีนผสานกับเทคโนโลยีตะวันตกได้อย่างลงตัว

มีไอเทมใหม่น่าสนใจมาแนะนำค่ะ ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์เมียวฝู ในชื่อ Face & Body care soothing cream

น้องเป็นครีมที่ออกแบบโดยแพทย์แผนจีนและเภสัชกร โดยเลือกใช้สารสกัดจากสมุนไพรในตำรับแผนจีน เบลนด์เข้ากับเทคโนโลยีแผนตะวันตก เพื่อดูแลปัญหาผิวได้อย่างลงตัว

เนื้อครีมทำมาได้ค่อนข้างชุ่มชื้น เหมาะมากกับผิวแห้ง แต่งกลิ่นนวลๆ หวานๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งทางแบรนด์เบลนด์ขึ้นมาเอง ใน theme กลิ่นดอกไม้ในป่า ภายใต้ชื่อน้ำหอม Mi Mei Xiang (หมี่เม่ยเซียง)

ภายในความเป็นมอยส์ส่วนผสมมีออยล์เคลือบจาก Petrolatum เป็นหลัก ตัวนี้เคลือบดี กันน้ำระเหยจากผิวได้ดี เบลนด์ผสมกับ Ceramides และไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว เสริมวิตามินอี ที่เป็น antioxidant ที่ดี

ในด้านสารบำรุง Hero Ingredients เลย เป็นตำรับ ซานหวง (3 หวง) ทางแบรนด์กระซิบมาบอกว่า เราห่วงมาก เลย ใส่มาให้ 3 หวง เลย! We Carex3 🙂

สารสกัดหวงฉิน (Scutellaria baicalensis extract) – มีสารฟลาโวนอยด์ Baicalin กับ wogonin ที่มีประโยชน์ในการดูแลกระบวนการอักเสบของผิว ยับยั้งการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ย่อยสลายพวกเส้นใยต่างๆ เช่นคอลลาเจน ในกลุ่มของ MMP จากรังสี UV ก็เหมือนปกป้องผิวจากรังสีได้ในอีกนัยยะ (Eur J Pharmacol. 2011; 661(1-3):124-32.) มีงานวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการลดการอักเสบ (J Ethnopharmacol. 2012; 141(1):345-9.)

• สารสกัดหวงเหลียน (Coptis chinensis extract) – มีคุณสมบัติเป็น antioxidant และมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติในการดูแลการระคายเคือง

สารสกัดต้าหวง (Rheum palmatum extract) – ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติในการดูแลการระคายเคือง เช่นกัน

สมุนไพร 3 หวง ในทางตำรับแผนจีน ถือว่ามีความเด่นด้าน ความขมและความเย็น จึงใช้ในการ ขับชื้น ขับพิษ ขับร้อน ขับไฟ จึงให้ประโยชน์ในการดูแลการระคายเคืองของผิวและให้ความรู้สึกสบายผิว

ผลิตที่โรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

มาในราคาน่ารัก ทาได้ทั้งหน้าและตัว ทางนี้ชอบมากเวลาหยิบมาทาเป็น hand cream

เผื่อสนใจสามารถตามไปดูได้ที่

https://s.shopee.co.th/5L1V7ykZaK

Disclaimer: sponsored item, self-opinion

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมเพื่อผิวแห้งจนเป็นขุย Zeroid Richenic Cream Urea 5% สูตรนี้มี MLE + Defensamide

นี่คือครีมที่ขอให้นิยามว่า ที่ผ่านมาดิฉันทำอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่ได้ลองตัวนี้ มองข้ามไปตลอดเลย

น้องคนนี้ก็คือ Richenic Cream Urea 5% จากบ้าน Zeroid ค่ะ

สำหรับแบรนด์ Zeroid นี้ชื่อเขาก็มีที่มานะคะ

โดยมาจากคำว่า Zero steroid ซึ่งเท่าที่เข้าใจคือ สินค้าในแบรนด์นี้ ทำออกมาเพื่อดูแลปัญหาผิวต่างๆ ซึ่งปกติมักจะต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์มาแก้ไข แต่ผลิตภัณฑ์นี้เน้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และ Barrier ผิวให้แข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ Steroid นั่นเองค่ะ

(Image form Zeroid Korea official website)

สำหรับซีรี่ส์สีเขียวจะเป็นรุ่น Intensive ที่เน้นดูแลปัญหาผิวแห้งมาก โดยตัวที่หยิบมาวิเคราะห์ส่วนผสมในวันนี้จะเหมาะมากกับผิวแห้งมาก แห้งจนหยาบกระด้าง หรือผิวลอก เป็นขุย ด้วยส่วนผสมของ Urea จะดูแลปัญหานี้ได้ค่อนข้างดี โดยน้องมาในหลอดหน้าตาแบบนี้นะคะ

ส่วนนี้เป็นกล่องค่ะ

น้องมาในเนื้อแบบครีม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลยจะได้กลิ่นวัตถุดิบจางๆ นะคะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ในช่วงแรกจะเหมือนหนัก แต่เมื่อเกลี่ยจนเซ็ตตัวจะให้สัมผัสเรียน นุ่ม คล้ายไหม และทิ้งไว้อีกสักพักจะให้ความรู้สึกเรียบเนียน ความรู้สึกนี้อยู่ค่อนข้างนาน เท่าที่ลองมาคือไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบการอุดตันมาแล้วว่าก่อให้เกิดการอุดตันได้น้อย โดย AMA Lab, USA

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมของส่วนผสม น้องมาในเนื้อครีมที่มีทั้งออยล์บำรุง และออยล์เคลือบ

ในส่วนของสารเคลือบปกป้องผิวที่น่าสนใจในสูตรนี้ คือ C30-45 alkyl cetearyl dimethicone crosspolymer ซึ่งเป็น Polymer ระหว่างสายซิลิโคนกับสายไขมัน มีประโยชน์ในการเคลือบปกป้องผิว พร้อมกับให้สัมผัสที่นุ่มนวล เรียบ คล้ายไหม มาจับคู่กับ Caprylyl methicone ที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ เลยทำให้เนื้อออกมาค่อนข้างดี

ในด้านของสารบำรุง ก็จะมีคีย์เทคโนโลยีของแบรนด์อย่าง MLE Technology ซึ่งประกอบด้วยสารหลายชนิด นำมารวมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมตามสิทธิบัตรของทาง Neopharm จนเกิดเป็น Liquid crystal เหมือนไขมัน Lipid lamellar ที่เป็น Barrier ผิวตามธรรมชาติ

(Image from Zeroid)

  • Ceramide-9S หรือ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ Ceramide-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015;307(9):781-92.)

นอกจาก MLE ยังมีสารอีกตัวที่น่าสนใจคือ Defensamide® หรือ Methyl caprooyl tyrosinate มีรายงานว่าไปกระตุ้นเอนไซม์ Sphingosine Kinase 1 (SPHK1) ที่ Keratinocyte (เซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า) ซึ่งไปมีผลเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ และเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ผิว (Ref: Medchem Express; J Dermatol Sci. 2015;79(3):229-34.; J Immunol. 2018; 200(1 Supplement):170.14) นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ไปพร้อมๆกัน

เสริมมาด้วยตัวหลักอีกตัวในสูตรนี้นั่นก็คือ Urea ที่ความเข้มข้น 5% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่ยังเหมาะสมสำหรับการใช้บริเวณใบหน้าในกรณีที่ผิวแห้งมาก หยาบกร้าน (แต่ให้หลีกเลี่ยงรอบดวงตา และริมฝีปาก) โดย Urea นั้นถือว่าเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ถือว่าเป็น Gold standard สำหรับดูแลผิวแห้ง และยังเป็น Natural moisturizing factor (NMF) หรือ สารจับน้ำตัวหนึ่งที่พบได้ในผิวเรา โดยสาร Urea เป็นสารโมเลกุลเล็กที่ดึงน้ำเข้าหาตัวได้ (hygroscopic) นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ยังพอจะมีข้อมูลว่า Urea นั้นมีคุณสมบัติในการเสริม Barrier ผิว โดยไปควบคุมการเจริญ-เปลี่ยนแปลงตัวเองของเซลล์ขี้ไคลให้โตเต็มวัยแข็งแรง (Differentiation) และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสารกลุ่ม Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว (Dermatol Ther (Heidelb). 2021;11(6):1905–1915.)

คอมบิเนชั่นชุดนี้ถือว่าเหมาะมากในการดูแลผิวแห้ง บอบบาง แห้งมากจนเป็นขุย

เสริม Hyaluron เพื่อเติมน้ำ

ในด้านของการดูแลการระคายเคือง ในสูตรจะมีส่วนผสมของ Panthenol ที่เสริมกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของผิวได้ในตัว ร่วมกับ Bisabolol + Allantoin ที่มีคุณสมบัติเด่นในด้าน Soothing/Calming และ Phytosterols ที่อยู่ใน MLE ก็มีคุณสมบัติในการดูแลการอักเสบระคายเคืองด้วยอีกทาง

แถมมาด้วยสารสกัดจาก Cica และตัว Madecassoside ที่เป็นสารแอคทีฟในใบบัวบก มีคุณสมบัติที่ดีในการดูแลผิวหลายประการ

ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เน้นไปที่การดูแลปัญหาผิวแห้งมาก แห้งจนเป็นขุย ด้วยการใช้ Urea ที่ความเข้มข้น 5% มีคุณสมบัติผลัดผิวแบบอ่อนๆ พร้อมเติมน้ำ ใช้ MLE + Defensamide เข้ามาปรับสมดุลความแข็งแรงของผิว และมีส่วนผสมของสารที่ดูแลด้านการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ส่วนตัวว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ จริงๆ ถือว่าเขาทำเนื้อมาได้ดีมาก ตอนทาครั้งแรกจะได้เนื้อหนักๆ หน่อย แต่เมื่อเกลี่ยไป จะได้ฟินิชที่ออกมาเกือบแมทท์ ให้ความรู้สึกนุ่มคล้ายไหม แล้วทิ้งไว้สักพัก จะไม่เหลือความเหนอะหนะ เหลือแค่ความนุ่มนวล ถ้าช่วงไหนผิวแห้งมาก ผิวเป็นขุย ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์มาก ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/2LNisN8dEO

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#Zeroid #ZeroidUreaCream  

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม beplain Cicaterol toner โทนเนอร์วีแกนตัวตึงด้านการปลอบประโลมผิวพร้อมคุมมันได้ในตัว

ช้อปปิ้งโทนเนอร์ตัวใหม่มาแล้วชอบ เลยอยากเอามาอวด

น้องเป็นของแบรนด์ beplain ประเทศเกาหลี เจ้าของโฟมล้างหน้าถั่วเขียวที่ขึ้นชื่อนั่นเองค่ะ

โทนเนอร์สูตรที่ดิฉันสอยมา มีชื่อว่า Cicaterol toner มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

เนื้อโทนเนอร์มีสีธรรมชาติของสารสกัดจาก Cica (Centella asiatica; บัวบก) มีกลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบ

เวลาใช้งาน ลองใช้ทั้งแบบเทใส่สำลีแล้วเช็ด และแบบเทใส่มือวอร์มแล้วกดๆ ได้ ทั้ง 2 แบบ แต่ชอบแบบสำลีมากกว่า ตัวเนื้อมันจะมาแบบมีความลื่นๆ นิดๆ ชุ่มหน่อยๆ ไม่ได้เช็ดแล้วเป็นน้ำแบบสลายหายไป ให้ความรู้สึกเย็นสบายผิว

ตัวนี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาด้วย ว่าควบคุมความมัน และกระชับรูขุมขน

จากการวิเคราะห์พบว่า จำนวนของรูขุมขนต่อหน่วยพื้นที่ลดลง 28% ขนาดเล็กลง 19% และปริมาตรของรูขุมขนลดลง 16%

และลดรอยแดงบริเวณแก้มได้ด้วย เพราะมีส่วนผสมของ Beta-sitosterol ซึ่งเป็น Phytosterol ที่เด่นในการดูแลปัญหาการระคายเคือง

สำหรับส่วนผสมก็คือมาแบบ Less is more มีแค่ 5 ingredients only

และที่มาของชื่อ Cicaterol ก็คือ Cica + Beta-sitosterol ก็คือเก๋มาก

และได้รับการรับรอง 100% Vegan จากองค์กร eve Vegan ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ตัว Cica ก็มาจากกระบวนการปลูกที่แบรนด์เคลมว่าเป็น “Smart cica” คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และลดการปลดปล่อยคาร์บอนออกสู่สิ่งแวดล้อม

โดยตัว Cica หรือ Centella asiatica หรือ บัวบก มีการศึกษาทั้งในโมเดลหลอดทดลอง เซลล์เพาะเลี้ยง สัตว์ทดลอง และในอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ต่อผิวหลายประการ ในภาพรวมสารสกัดจากบัวบก มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการสมานแผล เสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจน และเส้นใย matrix ต่างๆ ใน Dermis มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant และ Soothing ดูแลปัญหาการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

เมื่อมาจับคู่กับ Beta-sitosterol ซึ่งเป็น Phytosterol ก็คือเด่นมากในการดูแลปัญหาการระคายเคืองผิว

โดยการใช้ Beta-sitosterol มีการทดสอบในหนูทดลองพบว่าไปลดการสร้าง Thymic stromal lymphopoietin (TSLP) (Han et al., Exp Biol Med (Maywood). 2014;239(4):454-64.) ซึ่งเป็น Cytokine ชนิดหนึ่ง ออกฤทธิ์คล้าย IL-7 เกี่ยวข้องกับอาการคันในโรคผิวหนังบางประเภท

โดยสาเหตุที่ KC จะสร้าง TSLP ออกมานั้นยังไม่ชัดเจน 1 ในนั้นก็คือเวลา Barrier เสียสมดุล KC จะปล่อยตัวนี้ออกมา (Kumar et al., J Allergy Clin Immunol. 2016;138(5):1461-1464.e6) พอออกมาแล้วก็อักเสบแบบวนลูป ในระยะยาวส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบ

ซึ่งพอ Beta-sitosterol ไปลดการสร้าง TSLP ได้ ก็น่าจะมีประโยชน์ในการดูแลการอักเสบของผิวได้อีกทาง

ในภาพรวมก็ถือว่าเป็นโทนเนอร์สายคลีนที่ทำมาได้ค่อนข้างดี เลือกส่วนผสมชัด และมีผลเทสต์ในอาสาสมัคร

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.shopee.co.th/5VKfZsoCTb

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มผลัดผิว พีลลิ่งพีลใจ Y.O.U 6% Acid Renewal Peeling Serum ราคาจุ๊บจิ๊บส่วนผสมใหญ่โต

การมีเซรั่มผลัดผิว พีลลิ่งพีลใจซักชิ้นในหมวดสเปเชียลแคร์ประจำสัปดาห์ มันดีนะคะ โดยเฉพาะสำหรับคนวัย 30 ขึ้นไปที่วงจรการสร้าง-ผลัดออกของผิว (Skin cycle) จะเริ่มยาวนานขึ้นจาก 28 วัน ในช่วงวัยรุ่น เป็น 30 – 35 วัน และพบว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น Skin cycle จะยาวขึ้นเรื่อยๆ เพราะผิวสร้างออกมาได้น้อยลงด้วยส่วนหนึ่ง

ถ้าเรามีพวก Peeling เบาๆ มาเสริมให้ผิวผลัดได้ตามปกติ ก็เป็นการดูแลผิวให้มีความ Glass Glow ได้ เพียงแต่ต้องใช้ด้วยความใจเย็น และระมัดระวัง อย่าไปผลัดเยอะเกิน (Over exfoliate) จนผิวบอบบางแพ้ง่าย

ไหนๆ จะ พีลแล้ว ก็พีลให้คุ้มค่า เลือกอันที่ส่วนผสมปังๆ ก็น่าสนใจดีค่ะ

Blog นี้เลยขอหยิบเอาเซรั่มผลัดผิวของ Y.O.U 6% Acid Renewal Peeling Serum จริงๆ ทางแบรนด์มี 2 ความเข้มข้น คือ 6% กับ 12% แต่ส่วนตัวเลือกใช้อัน 6%

น้องมาในขวดแก้วหน้าตาแบบนี้นะคะ

ส่วนตัวจะชอบ YOU ตรงเขาทำ mapping เพื่ออธิบายประโยชน์ที่จะได้จากผลิตภัณฑ์ อันนี้ชอบมาก

อย่างตัวสูตร 6% นี่ถ้าดูตาม mapping คือ เขาจะเคลมเรื่องสิว (12% เคลมเรื่องริ้วรอย) รองลงมาจะเป็นเรื่องสิวเสี้ยน + ดูแลรูขุมขนกว้าง ต่อมาจะเป็นเรื่องกระจ่างใส และปรับให้ผิวเรียบเนียน และแถมกรุบกริบเรื่อง Barrier ผิว

สำหรับผลิตภัณฑ์นี้ก็จะมีผลทดสอบในอาสาสมัครด้วย

(ภาพจาก Y.O.U Official Shopee Mall)

ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์กลุ่ม Peeling มีผลเทสต์ว่าลดรอยแดงได้ ซึ่งตัวนี้ก็มีผลเทสต์ว่าลดรอยแดงได้ 35% นะคะ

ส่วนผลทดสอบในด้านอื่นๆ ทดสอบในอาสาสมัคร 33 คน ให้ใช้ผลิตภัณฑ์จำนวน 3 ครั้ง ประเมินด้วยกล้อง VISIA พบว่า

  • ปรับสภาพผิวที่ไม่เรียบเนียนได้ 65%
  • ลดขนาดรูขุมขนกว้างได้ 60%
  • ลดเลือนริ้วรอยได้ 23%
  • ปริมาณน้ำมันลดลง 27%

ส่วนผสมของน้องเป็นดังนี้

ในภาพรวมก็คือสารบำรุงจัดมาค่อนข้างฉ่ำ ถ้าในกลุ่มของ Organic acids จะแบ่งได้ 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

  • AHA เป็นตัวเบลนด์ของกรดอินทรีย์หลายชนิด ได้แก่ Malic acid, Mandelic acid, Glycolic acid, Lactic acid, Citric acid, Tartaric acid เบลนด์มาที่แต่ละตัวจะมีขนาดโมเลกุลแตกต่างกันไป เหมือนเป็นการบาลานส์ระดับการผลัดผิวและความอ่อนโยน (คหสต.) รวมกันแล้วอยู่ในระดับความเข้มข้น 4.85%
  • BHA คือ salicylic acid เด่นในแง่ของการลดการอุดตันในรูขุมขน ใส่มาที่ 1.08%
  • PHA เป็นตัว Gluconolactone ที่เด่นในแง่ของการดูแลสิว และ Lactobionic acid ผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ใส่มาที่ 0.07%

รวมเป็น 6% Acids ตามฉลาก และยังเสริมสารผลัดผิวอย่าง HEPES (Hydroxyethylpiperazine Ethane Sulfonic Acid) เข้ามาอีกตัว

มีกรดผลัดผิวแล้ว มาดูกลุ่มของตัวดูแลอาการระคายเคืองกันบ้าง ในส่วนผสมชุดนี้เลือกใช้ Symsitive® (4-t-Butylcyclohexanol) ที่เด่นเรื่องการลดอาการระคายเคือง เสริมมาด้วย Panthenol + Dipotassium Glycyrrhizate ที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคือง Betaine ที่เติมน้ำให้ผิวได้ด้วย มาพร้อม สารสกัดจาก Aloe ชะเอม คาโมมายล์ และ Cica

ผลัดแล้ว Barrier ยังแข็งแรง เพราะมี Ceramides หลากหลายตัว (Ceramide NP, Ceramide NS, Ceramide AP, Ceramide AS, Ceramide EOP) + Cholesterol + Phytosphingosine

แถมๆ phospholipids เป็นน้ำมันบำรุงที่ซึมผิวได้มานิดนึง

เติมน้ำด้วย Hyaluronic acid และอนุพันธ์ หลากหลายฟอร์ม

ในส่วนของสารบำรุงอื่น ที่น่าสนใจได้แก่

  • Carnosine ได้ประโยชน์เรื่อง Anti-glycation ดูแลปัญหาผิวเสียจากน้ำตาล
  • Palmitoyl Tripeptide-5 เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • ได้ประโยชน์ด้าน Whitening ดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ จาก Alpha-arbutin และ Tranexamic acid

ในภาพรวมก็คือน้องไม่ใช่แค่ Peeling ธรรมดา แต่มาในสารบำรุงแบบครบถ้วน ดูแลผิวได้หลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของริ้วรอย สีผิวไม่สม่ำเสมอ การดูแลปัญหาสิว และมีตัวดูแลเรื่องอาการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้น มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง AHA 4% ก็สามารถออกฤทธิ์ในการผลัดผิวได้ในค่า pH ที่เหมาะสม เสริม BHA ในความเข้มข้นที่ยังให้ผลดูแลปัญหาการอุดตัน มีตัวลดการระคายเคือง เสริม Barrier ให้แข็งแรง พร้อมเติมน้ำ และสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในเชิงริ้วรอย และสีผิวไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นจะมาเป็น Peeling เหมือนกันไม่ได้! เอาไปเลย 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวจะใช้สัปดาห์ละครั้ง ตอนกลางคืน ในวันที่ใช้จะไม่ใช้ Retinoids อื่น เพื่อเลี่ยงปัญหาระคายเคืองผิว โดยรวมมองว่าน้องทำมาได้ดี ตอบโจทย์ ดูแลปัญหาผิวให้ผิวมีความเรียบเนียนได้ดี ส่วนเรื่องสิวตัวเองไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ในภาพรวมก็คือค่อนข้างชอบในเนื้อสัมผัส และฟินิชผิวที่ได้หลังใช้ไปซักระยะ ผิวจะโกลว์สวยขึ้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทุกท่านนะคะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

แนบลิงค์ไปช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/6VD9qpLVqd

Lazada https://s.lazada.co.th/s.B2dHG?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Snail retinol ขั้นกว่าของเรตินอล คือ เรตินอลผสมเมือกหอยทาก จาก Dr.G

Blog นี้ขอมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Retinol จากแบรนด์ Dr.G กัน

น้องเป็นเซรั่มเรตินอลที่ผสมเมือกหอยทากลงไปด้วย เอาจริงๆ คือ เมือกหอยทากนี่เหมือนจะดูเอาท์ แต่ว่ามันก็มีงานวิจัยอยู่หลายฉบับที่บอกว่าเมือกหอยทากที่นำมาจากหอยทากสายพันธุ์ Cryptomphalus aspersa มีประโยชน์ในการดูแลผิวหลายประการ และมีการทดสอบในอาสาสมัครถึงประสิทธิภาพด้านริ้วรอยอยู่ เมื่อเอามาจับมือกับเรตินอล เลยกลายเป็นคู่หู perfect pair ที่น่าสนใจอีกคู่หนึ่ง

เซรั่มมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ส่วนกล่องเราแอบประทับใจตรงที่มีอักษรเบรลล์พิมพ์ปั๊มนูนอยู่ด้วย อันนี้คือน่ารักมากอ่ะ

ตัวผลิตภัณฑ์นี้เคลมว่ามีการใช้เทคโนโลยี Double Liposome ซึ่งปกติ Liposome เป็นระบบการนำส่งแบบถุงผนังสองชั้นที่เตรียมจาก phospholipid เป็นสารหลัก มีการจัดเรียงโครงสร้างคล้ายเยื่อหุ้มเซลล์ เลยมีประโยชน์ในการเสริมการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิว

เนื้อเซรั่มสีออกครีมๆ มีกลิ่นหอม

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้นสูง

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในผู้หญิงอายุ 30 – 59 คน จำนวน 21 คน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยสถาบัน P&K Skin Clinical Research Center (Ref: Dr.G Korea Official Website) โดยทางนี้เลือกมา 2 parameters คือ ริ้วรอยบนหน้าผาก กับ ร่องแก้ม

พบว่า ให้ผลดีอยู่นะคะ โดยเมื่อให้กลุ่มอาสาสมัครหญิงอายุ 30 – 59 ใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ อาสาสมัครจะมีริ้วรอยบริเวณหน้าผากตื้นขึ้น 108.7% และร่องแก้มตื้นขึ้น 128.3% คือถือว่าดีงามมาก

และก็มีอีกจุดที่ประทับใจ คือ เราไม่ค่อยเห็นว่ามีการทดสอบการเสริมฤทธิ์กันระหว่าง product อื่นในไลน์เดียวกัน เมื่อใช้ร่วมกัน แต่ Dr.G ทำค่ะ พบว่า ใช้ Ampoule คู่กับครีมได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นทั้งในด้านชุ่มชื้น ริ้วรอยรอบดวงตา ดูแลสีผิวไม่สม่ำเสมอ และในภาพด้านล่างคือ ผลการยกกระชับ (Lifting)

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ส่วนผสมก็คืออัดแน่นอัดฉ่ำตามสไตล์เกาหลี

ในด้านสารบำรุงก็มีอยู่หลายตัวเหมือนกัน

สำหรับกลุ่ม Retinoids จะมีด้วยกัน 2 ตัว คือ HPR กับ Retinol ซึ่ง HPR สามารถออกฤทธิ์ได้เลย และ Retinol เวลาลงผิวจะถูกแปรสภาพก่อน จึงจะออกฤทธิ์ได้

ประโยชน์ของ Retinoid ค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ปรับสมดุลการสร้าง-เจริญของผิวในหนังกำพร้า เสริมการสร้างคอลลาเจน และเส้นใยที่เป็นประโยชน์ในการดูแลด้านความกระชับ ผิวเรียบเนียน รวมไปถึงเรื่องปรับสมดุลความมัน ดูแลปัญหาสิว และได้ประโยชน์เรื่องปรับสมดุลเม็ดสีด้วยอีกทาง

ในส่วนของวิตามินและสารกลุ่มใกล้เคียงในตำรับ ได้แก่

  • Niacinamide ดูแลผิวได้หลายประการ ทั้งในด้านของสีผิว การระคายเคือง ผิวแข็งแรง
  • Tocopherol หรือ วิตามินอี เป็น antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน
  • Hydroxydecyl Ubiquinone มีอีกชื่อว่า Idebenone เป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบ Coenzyme Q10 มีขนาดเล็กกว่า จึงมีการเคลมว่าดูดซึมได้ดีกว่า เป็น antioxidant อีกตัวที่ละลายได้ในไขมัน

สารที่มีประโยชน์อื่นในการดูแลด้านริ้วรอยและชะลอวัย ได้แก่

  • Snail secretion filtrate หรือ เมือกหอยทาก เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ มีประวัติการใช้มาเนิ่นนาน มีงานวิจัยตีพิมพ์มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010s โดยในเมือกหอยทากจะประกอบด้วยสารในกลุ่ม Glycosaminoglycans (GAGs) ที่เด่นในเรื่องความชุ่มชื้น และมีประโยชน์อื่นๆ กับผิว อย่างข้อมูลที่มีจะเป็นทั้งในด้านของการสมานแผล, antioxidant, มีผลต่อการแบ่งตัวของ fibroblast จึงให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย รวมไปถึงการดูแลสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ (mentioned in Nguyen et al. J Cosmet Dermatol. 2020;19(7):1555-1569.)
  • Dioscorea Japonica Root Extract สารสกัดจาก Glutinous yam ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีคุณสมบัติเป็น antioxidant และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • Adenosine มีประโยชน์ในการดูแลปัญหาริ้วรอย
  • Ferulic acid เป็น antioxidant ที่ดี ข้อมูลจาก Systematic review (ซึ่งเป็นการรวบรวมงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้ามาวิเคราะห์) ล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. 2025 กล่าวว่า Ferulic acid มีศักยภาพที่ดีในการนำมาใช้ในทางเครื่องสำอาง มีฤทธิ์ลดการอักเสบระคายเคือง เพื่อดูแลปัญหารอยแดง สีผิวไม่สม่ำเสมอ ยับยั้งเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยคอลลาเจน พร้อมๆ กับสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย (Roux et al. J Clin Aesthet Dermatol. 2025;18(5):38-42.) และมีผลทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงว่า เมื่อใช้คู่กับ Retinol สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลปัญหา Photoaging และกระบวนการอักเสบ จากรังสี UVB ได้ (Aging (Albany NY). 2024;16(8):7153-7173.)
  • Palmitoyl Pentapeptide-4 เป็นเปปไทด์จากกรดอะมิโน 5 ตัว ที่มาจับกับกรดไขมัน palmitic เพื่อให้ดูดซึมได้ดีขึ้น มีประโยชน์ในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน อิลาสติน และ Glycosaminoglycan ในผิว และมีโครงสร้างที่คล้ายกับ Precursor ของ Collagen type I ตัวนี้มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการรองรับ (Int J Cosmet Sci. 2005;27(3):155-60)

Soothing/Calming ดูแลการระคายเคืองด้วยส่วนผสมหลายชนิด เช่น Beta-glucan, Biosaccharide gum-1, Allantoin, Betaine และ Cica

เสริมไขมันที่เป็นน้ำมันบำรุงผิวจากธรรมชาติ และมีคอลลาเจน + ไฮยา ที่เติมน้ำให้ผิว

ส่วนของเบสมาแบบซับซ้อน ให้เนื้อสัมผัสที่ดี แห้งไวแต่ยังคงชุ่มชื้นอยู่ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นเซรั่มที่เลือกเอาสารที่โดดเด่นในการดูแลริ้วรอย ชะลอวัย เข้ามาด้วยกัน ทั้งในส่วนของการเลือกใช้ Retinol + HPR มาจับคู่กับเมือกหอยทาก และ Ferulic acid มาพร้อมกับตัวที่ดูแลการระคายเคือง ไขมันทดแทนผิว และสารเพิ่มความชุ่มชื้น ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างครบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ในด้านเนื้อสัมผัสค่อนข้างทำมาได้ดี เกลี่ยง่ายให้ความชุ่มชื้นสูง ใช้แล้วสบายผิว แต่ส่วนตัวคิดว่ากลิ่นออกมาแรงไปนิดนึง แต่ก็ไม่เคยหักคะแนน้ำหอมนะ ส่วนในด้านประสิทธิภาพ ตัวเองก็ใช้เรตินอยด์มานานมาก ตัวนี้ก็คือเมนเทนผิวได้ดี ก็คือชอบ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

แนบลิงค์ช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/AUjDnObWlc

Lazada https://s.lazada.co.th/s.BahvV?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเพื่อผิวกระจ่างใส LumiLYS[C] จาก So’Bio Etic แล้วจะอึ้งเหมือนดิฉัน ว่า Certified organic แต่ mechanism เริ่ดมงลง 10 10

สำหรับ Blog นี้จะมาวิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่มที่พึ่งออกใหม่ในไลน์ Lumilys [C] ของ So Bio Etic กัน

โดยน้องมาในหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้เป็นแพคเกจ จะมีความเหลือบรุ้งแวววาว ทำไมต้องเหลือบรุ้งแวววาว เดี๋ยวมาดูกัน

เนื้อเซรั่มมาในเบสแบบน้ำนม มีกลิ่นหอมนวลๆ

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้นสูง

เซรั่มตัวนี้มีสารบำรุงหลายชนิดที่เสริมกันได้อย่างลงตัว เพื่อดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ เสริมความกระจ่างใสตามธรรมชาติของผิว

ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร หญิง จำนวน 21 คน จากคะแนนความพึงพอใจพบว่า

  • เมื่อใช้ได้ 2 สัปดาห์ ผิวสว่างกระจ่างใสมากขึ้น
  • 4 สัปดาห์ จุดด่างดำดูจางลง
  • 8 สัปดาห์ 90% ของอาสาสมัคร รู้สึกว่าจุดด่างดำจางลงอย่างชัดเจน

จากผลการประเมินในห้องปฏิบัติการ พบว่า

  • 4 สัปดาห์ จุดด่างดำสีจางลง 11.5% และ สีผิวสม่ำเสมอมากขึ้น 24.5%
  • 8 สัปดาห์ จุดด่างดำสีจางลง 29.5% และ สีผิวสม่ำเสมอมากขึ้น 56.6%

ในด้านของส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องมาในเบสแบบน้ำนม มีส่วนผสมของน้ำมันบำรุงผิวจากธรรมชาติ ส่วนผสมที่เลือกมาค่อนข้างเป็นมิตรทั้งกับผิวและกับสิ่งแวดล้อม สูตรนี้ได้รับการรับรอง Certified Organic จาก Cosme Bio ประเทศฝรั่งเศส

ในด้านสารบำรุงที่เด่นเรื่อง Whitening จะมี Highlight ingredient เป็น สารสกัดจากสาหร่ายสีรุ้ง Cystoseira tamariscifolia extract แบรนด์เคลมว่าเก็บด้วยมือจากพื้นที่ทะเลฝรั่งเศส และได้รับเคลม Organic ในส่วนของการออกฤทธิ์ กลไกการออกฤทธิ์ครบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ของกระบวนการสังเคราะห์เม็ดสี

  • ต้นน้ำ: ลด POMC ซึ่งเป็นโปรตีนตั้งต้นของ MSH ที่เป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) ทำงานต่อไป  นอกจากนี้สารสกัดยังไปกระตุ้น AGRP gene ยีนนี้จะสร้าง AGRP ออกมา แล้วไป Block การจับของ MSH กับ Melanocortin ทำให้เม็ดสีไม่สร้าง ผลรวมก็คือ melanocyte ไม่โดนกระตุ้น
  • กลางน้ำ: ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และชะลอไม่ให้ถุง melanosome ใน melanocyte เจริญจนเป็นถุงพร้อมส่งออกไปหนังกำพร้า
  • ปลายน้ำ: ลดการส่งผ่าน melanosome ที่มีเม็ดสีไม่ให้ออกมายังหนังกำพร้า พร้อม กระตุ้นการสลายตัวของถุงเม็ดสีในหนังกำพร้า

พอเป็นสาหร่ายสีรุ้งก็เลยมีแพคเกจเหลือบแวววาวสีสวยแบบนี้ค่ะ

สำหรับสารบำรุงอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์ในด้านการดูแลสีผิวไม่สม่ำเสมอก็จะมี

  • Ascorbyl glucoside (AA2G) เป็นวิตามินซีฟอร์มที่ละลายน้ำได้ดี ความคงตัวดีทั้งต่ออุณหภูมิ และ ทน pH ได้ในช่วงกว้าง (Huang et al., Bioorg Med Chem Lett 2013;23(6):1583-1587.) ดูดซึมผ่านผิวได้ เมื่อลงผิวจะกลายร่างเป็น Ascorbic acid (AA) ได้ บางการศึกษาว่าการว่า AA2G มีฤทธิ์ยาวนานกว่า AA เพราะมาจากผิวเราค่อยๆ ตัด Glucose ออก ได้ AA มาทีละน้อยๆ ในด้านของประสิทธิภาพ นั้น มีผลการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิดต่างๆ พบว่า AA2G มีคุณสมบัติเป็น Whitening โดยไปลดการสร้างเม็ดสี กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ประสิทธิภาพเหมือน LAA แต่ออกฤทธิ์ได้นานกว่า ปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UVB ได้ดีตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น (Dose dependent) และลดการอักเสบที่เกิดต่อเนื่องมาจากรังสี UV และ เป็น Antioxidant ที่ดี (Enescu et al., J Cosmet Dermatol. 2022;21:2349–2359; Kumano, et al., J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo) 1998;44(3):345-359.) ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าใช้อยู่ที่ความเข้มข้น 3%
  • สารสกัดจากหัวและดอก Lily (Lilium candidum) ซึ่งมีสารในกลุ่ม Polyphenol สูง เป็น antioxidant และ ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่สร้างเม็ดสี จึงได้ทั้งประโยชน์ในเชิงการชะลอวัย และดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ

นอกจากนี้ยังเสริม Witch hazel leaf water ที่เด่นเรื่องของการกระชับรูขุมขน (astringent) ว่านหางจระเข้ ดูแลเรื่องความชุ่มชื้น และการระคายเคือง และกรดอะมิโน arginine ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว

ในส่วนของการปรับเนื้อให้มีความไม่มันเยิ้มนั้นใช้ ผงจากแกลบข้าว (Rice hull powder) ซึ่งช่วยดูดซับน้ำมันและความมันส่วนเกิน และปรับ finish ให้ matte พร้อมนุ่มนวลขึ้นอีก 1 เสต็ป ด้วย Lauroyl lysine

สำหรับน้ำหอมนั้นแบรนด์เคลมว่าเป็น 100% natural fragrance ค่ะ

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง ในด้าน Whitening การดูแลสีผิวไม่สม่ำเสมอนั้น ถือว่าจัดมาได้ครบทั้งกระบวนการสร้าง-ส่งออกเม็ดสี ด้วยสารสกัดจากสาหร่ายสีรุ้ง เสริม ascorbyl glucoside และ สารสกัดจาก Lily เสริมคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลการระคายเคือง และดูแลเรื่องความมันบนผิวได้อีกหน่อย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ เอาจริงๆ ทางนี้ว่า น้องเหมาะมากสำหรับการใช้กลางคืน แล้วใช้คู่กับตัวไนท์ครีมของเขาด้วยนะ คือ ฉ่ำมาก ได้แน่เลยคือ ความชุ่มชื้น ส่วนด้านผิวกระจ่างใส มันจะแบบว่าเสริมออร่า เสริมความสว่าง แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ขาวแบบหวือหวา แต่สวย จนคนทักว่าผิวดูดี ในส่วนของกลางวัน ถ้าอากาศร้อนมากๆ หรือชื้นมากๆ คิดว่าน้องชุ่มชื้นไปหน่อย แต่ถ้าใครผิวแห้งน่าจะชอบ ถ้านับแค่ใช้กลางคืนก็ขอให้ไปเลย 5 ฟลาสก์

ไหนๆ ก็เมนชั่นถึงไนท์ครีมแล้ว

มาค่ะ ซักนิด ตัวไนท์ครีมมีชื่อว่า Gentle peeling cream มาในหน้าตาแบบนี้

เนื้อครีมจะมีความหนักขึ้นมาเล็กน้อย

ตอนเกลี่ยจะขึ้นขาวได้เล็กน้อยซึ่งเป็นลักษณะปกติของการขึ้นเนื้อครีมด้วยสารที่ certified natural/organic นะคะ เมื่อเกลี่ยเสร็จแล้วจะได้ฟินิชที่ชุ่มชื้นดี

สำหรับส่วนผสมของสูตรครีมเป็น

ในภาพรวมก็คือสารบำรุงชุดหลักจะเหมือนตัว Serum แต่จุดที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ

  • สารสกัดจาก Sea fennel (Crithmum maritimum extract) อันนี้แบรนด์เคลมเรื่องผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ดูแลเรื่องความกระจ่างใส และดูแลริ้วรอย
  • เพิ่มน้ำมันบำรุงผิว โดยมีส่วนผสมของน้ำมันทานตะวัน Castor, Shea butter เข้ามา

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ So’Bio ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาในกลไกใหม่ๆ แปลกตา มาให้ได้รู้จัก และได้เปิดหูเปิดตาว่า สูตร Certified organic สามารถทำอะไรที่มันมีกลไกการออกฤทธิ์แบบซับซ้อนได้จริง และมาพร้อมผลทดสอบในอาสาสมัคร อันนี้ชอบมาก

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ So’Bio เลยนะคะ

https://www.facebook.com/tipchapter35

ทางไปช้อปปิ้ง

https://s.lazada.co.th/s.yOjCS?cc

https://s.shopee.co.th/8AL1X6YQJO

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ