Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมกันแดดเนื้อฟลูอิด ด้วยเทคโนโลยี UVMUNE 400 จาก La Roche-Posay Anthelios รุ่น Invisible fluid

คราวก่อนทางเพจเคยนำเสนอพรีวิว La Roche-Posay Anthelios UVMUNE400 สูตร Oil control fluid (ตั้งชื่อเล่นว่า น้องป้ายเขียว) ที่ทำมาเอาใจคนผิวมันโดยเฉพาะ

วันนี้เลยขอหยิบเอาน้องสูตร Invisible fluid มารีวิวกันแบบละเอียดเจาะลึก พร้อมเล่าเรื่องรังสี UV และการป้องกันรังสี UV เสริมด้วยนิดหน่อย

สำหรับสูตร Invisible fluid (ขอตั้งชื่อเล่นว่า น้องป้ายส้ม) มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ขอพาน้องออกมาเที่ยวเอาท์ดอร์ท้าแดดซักหน่อย

สำหรับแพคเกจก็จะคล้ายคลึงกับสูตร Oil control fluid นะคะ มีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์

สังเกตชื่อน้องใช้ป้ายส้ม เลยเรียกว่าน้องป้ายส้ม

เนื้อเป็นแบบ Fluid/Liquid ค่อนข้างเหลว ก่อนใช้งานก็แนะนำให้เขย่าก่อนค่ะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที น้องก็จะเซ็ตตัวแล้วเกือบจะมลายหายไปจากผิว ไม่ทิ้งคราบใดๆ

สัมผัสบางเบา รู้สึกถึงความชุ่มชื้นเคลือบอยู่ แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ ยังให้ความรู้สึกสบายผิว

ก่อนไปดูส่วนผสม ขอเล่าถึงเรื่องของรังสี UV สักเล็กน้อย

ว่าด้วยรังสี UV นั้นก็เป็นรังสีหนึ่งจากแสงแดดที่มีความสำคัญในการทำร้ายทำลายผิว และก่อผลเสียหลายๆ อย่าง ตั้งแต่แค่ผิวคล้ำไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง

รังสี UV อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 200 – 400 nm แบ่งออกได้เป็น 3 คลื่นความถี่หลักๆ ได้แก่

  • UVC ช่วง 200 – 290 nm
  • UVB ช่วง 290 – 320 nm
  • UVA ช่วง 320 – 400 nm

โดย UVC นั้นถูกกรองด้วยชั้นโอโซนไป เลยไม่ได้มีการพูดถึงในวงการความงามเท่าไหร่ ส่วนที่ลงมาบนผิวโลกและกระทบกับเราก็จะเป็น UVA และ UVB

          UVB จะกระทบกับบริเวณหนังกำพร้า และบริเวณที่สร้างเม็ดสี หลักๆ ก็จะทำให้ผิวคล้ำขึ้น แต่ก็สามารถปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำลายผิว และอาจก่อมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

          ส่วน UVA นั้นจะลงไปที่ชั้นหนังแท้ ไปทำลายพวกคอลลาเจน และเส้นใยและสารอื่นในกลุ่ม  Extracellular matrix (ECM) ทำให้เกิดพวกริ้วรอยต่างๆ ตามมา

แต่ที่น่ากลัว คือ ทั้ง UVA และ UVB นั้นสามารถก่อให้เกิดมะเร็งผ่านการกลายพันธ์ที่ระดับของ DNA ได้ และกดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppression) ได้เหมือนๆ กัน (Kappes et al., J Invest Dermatol. 2006;126(3):667-675) ไม่ว่าจะ A จะ B ก็น่ากลัวทั้งคู่แหละ กันไว้เป็นดีที่สุด

ในสมัยก่อน เราแบ่ง UVA เป็น 2 ช่วงย่อยๆ คือ UVA1 (340 – 400 nm) และ UVA2 (320 – 340 nm) แต่เดี๋ยวนี้เรามีชื่อเรียกให้กับน้องๆ ใหม่อีก คือ UVA2 เรียกเป็น Short UVA และ UVA1 แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ Long UVA (340 – 380 nm) และ Ultra-long UVA (380 – 400 nm)

          สำหรับสารกันแดดนั้นเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

  • Physical หรือ Mineral sunscreen ได้แก่ Zinc oxide และ Titanium dioxide อาศัยการสะท้อนและกระเจิงรังสี UV กลับออกไป แม้ว่าหลังๆ มา จะมีรายงานมาบอกว่าเจ้าพวกนี้มันก็ดูดซับรังสีไว้เหมือนกัน เราก็ยังใช้เรื่องของการสะท้อนและกระเจิงแสงอยู่
  • Chemical sunscreen จะดูดซับรังสีเอาไว้ และสารแต่ละชนิดจะดูดซับรังสีได้แตกต่างกันไป บางตัวไปซับ UVB บางตัวไปซับ UVA แต่น้อยตัวนักที่จะซับได้ยาวถึง 400 nm

โดยเครือ L’Oréal ได้ให้ความสนใจกับเรื่องการปกป้องผิวจากอันตรายของแสงแดด และพยายามศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการป้องกันอันตรายจากรังสี UV และตีพิมพ์ผลงานวิจัยมาพักใหญ่ๆ เกี่ยวกับเรื่องผลเสียของ UVA1 อย่างงานหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานของ Marionnet และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Dermatological Science เมื่อปี 2018 เป็นการทดสอบผลของ UVA1 ทั้งในระดับผิวหนังจำลอง และในอาสาสมัคร เพื่อที่จะบอกว่ายิ่งเราสามารถปกป้องผิวจาก UVA1 ได้กว้างมากเท่าไหร่ (คือเข้าใกล้ 400 nm มากเท่าไหร่) ก็จะสามารถปกป้องชั้นผิวหนัง ทั้งชั้นหนังกำพร้า และหนังแท้ ไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV ได้ดีมากขึ้นไปด้วย (Marionnet et al., J Dermatol Sci. 2018;91(3):337-340) ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่เรียกว่าเป็น ‘board spectrum’ คือ กันได้กว้างๆ ครบทั้ง UVA/UVB ก็จะดี

และเมื่อปี 2022 ทาง L’Oréal ก็เจอสารกันแดดที่สามารถดูดซับรังสีได้ยาวถึง 400 nm หรือ กัน Ultra-long UVA ได้ นั่นก็คือเจ้า Mexoryl 400 (Methoxypropylamino Cyclohexenylidene Ethoxyethylcyanoacetate) นั่นเอง และได้จดสิทธิบัตรไว้ (Behrens M. (2022). https://www.cosmeticsandtoiletries.com/formulas-products/sun-care/news/22249181/loreal-loral-breaks-the-ultralong-uva-code-with-uvmune-400)

โดยว่ากันว่า Ultra-long UVA นั้นมีปริมาณสูงถึง 30% เมื่อเทียบกับรังสี UV ทั้งหมดทั้งมวลที่สาดส่องลงมาเจอกับผิวเรา ดังนั้นหลายๆ คน เลยเจอปัญหาว่า เอ๊ะ เราก็ทากันแดดแล้วนะ ทำไมยังมีปัญหาผิวต่างๆ อีก นั่นก็เพราะว่า สารกันแดดเคมีอาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้ง Spectrum ของรังสี UV นั่นเอง

และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดตัวแรกทางเครือ L’Oréal เดบิวต์ออกมาสู่ท้องตลาดก็คือ ….. น้อง La Roche-Posay Anthelios UVMune 400 น้องป้ายส้มของเราที่ทางเพจหยิบเอามาวิเคราะห์ส่วนผสมในวันนี้นี่เองค่ะ และด้วยความที่ Mexoryl 400 นั้นยังติดสิทธิบัตรก็เลยกล่าวได้ว่า ในเครือ L’Oréal เท่านั้นที่สามารถใช้ได้ คงจะไม่เกินจริงถ้าจะพูดตามแบรนด์เคลมว่า “น้องเป็นกันแดดหนึ่งเดียวที่ปกป้องผิวได้ถึง Ultra-long UVA”

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในระดับหลอดทดลอง และในอาสาสมัครว่ามีประโยชน์หลายประการ นอกเหนือไปจากคุณสมบัติป้องกันแสงแดดทั่วไป เช่น

  • ลดการเกิดรอยดำจากรังสี UV
  • ลดการสร้างเอนไซม์ MMP1 และ MMP3 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน และ Matrix ต่างๆ ในหนังแท้ เมื่อฉายแสง UVA1
  • ปกป้องผิวหนังทั้งชั้นหนังกำพร้า และหนังแท้ โดยป้องกันการเกิด Sunburn cell (เซลล์ที่เสียหายเพราะรังสี UV) และปกป้องไฟโบรบลาสต์
  • ลดความเสียหายของเบสในสาย DNA (ปกป้องสาย DNA ไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV)
  • ด้วยส่วนผสมของ Antioxidant ในสูตร เมื่อทดสอบด้วยการฉายรังสีอินฟราเรด (ชนิด IRA) ลงไป มีความสามารถลดการสร้างเอนไซม์ MMP ลงได้
  • ลดการเกาะติดของฝุ่นละอองและ Pollution ต่างๆ บนผิว

พัฒนามาในเบสที่กันน้ำ กันเหงื่อ ไม่ใส่น้ำหอม และผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ทำให้แสบตา ทาแล้วซึมไวไม่เหนอะหนะ ไม่ทิ้งปื้นขาว พร้อมเสริมทัพมาด้วย Net-lock technology ที่ช่วยให้สารกันแดดเกาะติดผิวได้ยาวนานยิ่งขึ้น พร้อมเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันผิวจากรังสี UV

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของส่วนผสมนั้นเรียกได้ว่าพัฒนามาได้ค่อนข้างเรียบง่าย มีสารกันแดดชนิดเคมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดที่ช่วยเสริมกันในการกรองแสง UV ได้ครบทั้ง Spectrum

ส่วนของสารกันแดดแทนด้วยอักษรสีน้ำเงิน

  • Ethylhexyl Salicylate (EHS) น้องเด่นในการกรอง UVB ที่มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine หรือ BEMT รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Tinosorb S กรองได้ทั้ง UVA และ UVB โดยมีจุดที่ดูดกลืนแสงสูงสุด (Peak absorption) อยู่ 2 จุด ที่ 310 nm (UVB) และ 345 nm (UVA) เมื่อใช้ร่วมกับการแดดตัวอื่น เช่น Ethylhexyl triazone จะเสริมประสิทธิภาพกันให้ดียิ่งขึ้น
  • Ethylhexyl triazone หรือ Uvinul T 150 เด่นในการกรอง UVB และเสริมประสิทธิภาพให้สารกันแดดอื่นๆ ในสูตร
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane หรือ Avobenzone เด่นในเรื่องการกรอง UVA เป็นหลัก แต่ไม่ค่อยคงตัว ซึ่งในสูตรก็มีกันแดดตัวอื่นมาเสริมให้คงตัวยิ่งขึ้น
  • Methoxypropylamino Cyclohexenylidene Ethoxyethylcyanoacetate; MCE คือ Mexoryl 400 พระเอกของเราในวันนี้ น้องเป็น Ultralong UVA filter (380 – 400 nm) peak อยู่ที่ 385 nm มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี และมีความเป็นมิตรกับปะการัง มีงานวิจัยที่ศึกษาในอาสาสมัครรองรับถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิว (Marionnet, et al. JID Innovation. 2022;2(1):100070)
  • Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate หรือ Uvinul A+ กรองรังสีในช่วง UVA
  • Drometrizole trisiloxane รู้จักกันในนาม Mexoryl XL สารกันแดดที่กรองรังสีได้ในช่วงกว้างทั้ง UVB และ UVA มีจุด Peak 2 จุดในช่วง UVB (303 nm) และ UVA (344 nm) ใช้ร่วมกับ Mexoryl SX จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกรองรังสี UV ได้มากขึ้น
  • Terephthalylidene dicamphor sulfonic acid หรือ Mexoryl SX เด่นที่การกรองรังสี UVA มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี และเมื่อใช้คู่กับ Mexoryl XL จะได้ประสิทธิภาพในการกรองรังสีที่ดีขึ้น

สรุปได้ประมาณภาพนี้ค่ะ

จะเห็นว่าส่วนผสมของสารกันแดดที่ใช้นั้นกันได้ค่อนข้างครบแบบ broad spectrum

ในส่วนของ Antioxidant นั้นมีวิตามินอี ในรูปแบบธรรมชาติ หรือ Tocopherol เข้ามา และมีสารควบคุมความมันให้ผิว 2 ตัว คือ Silica และ Perlite สำหรับ Perlite นั้นมีความน่าสนใจตรงที่น้องจะเด่นเรื่องของการซับน้ำและน้ำมัน พร้อมให้ความรู้สึกสดชื่นไม่แห้งตึงจนระคายเคือง

ในภาพรวมก็คือเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่ทำมาได้ค่อนข้างดี ส่วนผสมดีเลิศ ไม่เหนอะหนะหนักผิว การมี Alcohol ในสูตรก็จะช่วยลดความเหนอะหนะให้กับเนื้อได้และช่วยให้ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารกันแดด ในด้านของสารกันแดด นอกเหนือไปจากพระเอก Mexoryl 400 ที่เด่นเรื่องการกรอง Ultralong UVA ได้ถึง 400 nm จนสุด Spectrum แล้ว สารกันแดดอื่นๆ ที่เลือกใส่มาก็เสริมกันได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ของการเสริมความคงตัวหรือเสถียรภาพให้แก่สูตร และเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องจากรังสี UV ไปพร้อมๆ กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ มีการเลือกใช้สารควบคุมความมัน และ Polymer ที่เข้ามาสร้าง Net-lock technology ที่ช่วยให้สารกันแดดเกาะอยู่บนผิวได้ยาวนานขึ้น เสริมการปกป้องผิวไปอีก 1 ขั้นตอน แม้ว่าสารบำรุงอาจจะน้อยไปนิด แต่เราก็สามารถบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาทากันแดด และในสูตรมี Alcohol แต่ส่วนตัวแม้จะมีผิวผสม/แห้ง ก็สามารถใช้ได้ ไม่ได้เกิดการระคายเคือง หรือไม่สบายผิวในระหว่างวันแต่อย่างใด ขอหักคะแนนเรื่อง Alcohol เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมีผิวผสมค่อนข้างแห้ง ถ้าเทียบกับสูตร Oil control fluid (ป้ายเขียว) ที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้า ตัวเองชอบรุ่นนี้มากกว่านะ ในแง่ของการเกลี่ย ความรู้สึกขณะเกลี่ย ความรู้สึกหลังใช้ และในระหว่างวัน น้องจะสบายผิวมากกว่า มีบางวันที่ต้องเดินกลางแดดจัดๆ นานๆ หลังออกแดดวันนั้นก็ไม่ได้มีอาการแดง หรือเคืองแต่อย่างใด เรื่องของกลิ่นก็เป็นกลิ่นตามธรรมชาติของสารกันแดด ซึ่งไม่ได้ติดใจอะไร โดยรวมก็คือส่วนตัวค่อนข้างชอบ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay สาขาประเทศไทยที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่พัฒนาสูตรมาได้อย่างลงตัว พร้อมการศึกษาทางคลินิกรองรับมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

ทางไปช้อปปิ้ง

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7KgyIsKOD6

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.HzGg7?cc

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสเปรย์บำรุงดูแลผิวกายที่มีปัญหาสิว Derma:B AC Control Body Mist

สิวอก สิวหลัง นี่มันก็กวนใจคนที่เป็นไม่ใช่น้อยเลยนะคะ

สำหรับคอนเทนท์นี้ขอนำเอาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกชิ้นจากไลน์ AC Control ของ Derma:B มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันต่อนะคะ

โดยก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสม AC Control body wash ของทางแบรนด์ไปแล้ว ท่านที่พลาดสามารถติดตามได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2023/11/09/dermab-accontrol-wash/

วันนี้เราลองมาดูตัว Mist บำรุงเพื่อดูแลปัญหาสิวกายหลังล้างทำความสะอาดผิวกันเรียบร้อยแล้ว

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

หน้าตาของฝาสเปรย์

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้รางวัลที่ 1 ของปี 2023 จากแอพ HwaHae Beauty Award ของประเทศเกาหลี น้องไม่ได้มาเล่นๆ

ตัวผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความพึงพอใจในอาสาสมัครโดยบริษัทที่เป็น 3rd party (บริษัทภายนอกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางแบรนด์) คือ บริษัท Global Medical Research Center, GMRC ในอาสาสมัครจำนวน 20 คน พบว่า ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ นั้น

  • 100% ลดสิวเกิดใหม่บริเวณหน้าอกและแผ่นหลัง
  • 100% ผิวกลับมานุ่มและเรียบเนียน
  • 95% สิวบริเวณหน้าอกและแผ่นหลังลดลง
  • 95% รอยสิวจางลง
  • 95% ผิวดูสว่างกระจ่างใสยิ่งขึ้น

อีกการทดสอบหนึ่งโดยบริษัทสกินเมด พบว่า อาสาสมัครที่ใช้ Body AC mist เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีความมันบนผิวลดลง

(Image from Derma:B Thailand)

ตัวเนื้อสเปรย์เป็นเนื้อบางเบา มีกลิ่นหอมในโทนเย็นสดชื่นจากมินท์ สเปรย์แล้วแห้งค่อนข้างไว ไม่ทิ้งคราบ ไม่เหนอะหนะ และไม่หนักผิว แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งจนเกินไป ยังรู้สึกถึงความเคลือบผิวอยู่

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 ซึ่งเหมาะในการดูแลปัญหาสิว

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่นอกจากจะดูแลปัญหาสิว ผลัดผิว ดูแลการอุดตัน แล้วยังเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื้นไปพร้อมๆ กัน เสริมมาด้วยสารบำรุงที่ดูแลเรื่องรอยแดง รอยดำ

ในกลุ่มของการผลัดผิว ลดการอุดตันนั้น มีส่วนผสมของ BHA, PHA, LHA ใช้สีน้ำเงินในรายการส่วนผสม

  • Salicylic acid จัดเป็น BHA ที่เด่นในเรื่องของการลดการอุดตัน
  • Capryloyl salicylic acid จัดเป็น LHA ที่ละลายได้ดีในไขมัน ผลัดผิวได้อ่อนๆ และ มีประโยชน์ในแง่ของรอยดำ
  • Gluconolactone เป็น PHA ที่เด่นในแง่ของการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน และดูแลเรื่องสิว

ตบมาด้วยตัวแม่แห่งวงการดูแลสิวพร้อมมอบประโยชน์ให้ผิวหลายประการอย่าง Niacinamide ที่ดีกับผิวในหลายๆ ด้าน นอกจากเรื่อง Barrier ผิวแข็งแรง ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง น้องยังให้ประโยชน์เรื่องรอยดำ รอยแดงได้ไปพร้อมๆ กัน

ต่อมาเป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว ประกอบด้วย Hyaluronic acid และอนุพันธ์อีกหลายชนิด ขนกันมาทั้งครอบครัว ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวเคลือบ ตัวประจุบวก มีอย่างน้อย 6 ตัว (เพราะบางตัวใช้ชื่อ INCI name เดียวกัน) ตัวที่น่าสนใจจะเป็นตัวประจุบวก Hydroxypropyltrimonium Hyaluronate ที่เกาะกับผิวได้ยาวนาน ล้างน้ำก็ไม่หลุด ถ้าไม่ไปอาบน้ำ

  • นอกจาก Hyaluron แล้ว อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ Hydrolyzed Glycosaminoglycans ตัวนี้เป็น Glycosaminoglycans ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ก็มีความเด่นเรื่องการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน
  • เสริมทัพมากับ Glyceryl glucoside ที่มีคุณสมบัติในการเสริมการสร้างโปรตีนเก็บน้ำ Aquaporin ให้กับผิว และเมื่อใช้คู่กับ Glycerin ประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นก็จะเพิ่มขึ้น

เสริมไขมันทดแทนให้แก่ผิวด้วย Grape seed oil และ Shea butter

ดูแลเรื่องการระคายเคืองด้วย Panthenol + Allantoin

เติมสารสกัดจากมินท์ และน้ำมันหอมระเหยจากมินท์ เพื่อความสดชื่น

ปิดท้ายด้วยสารสกัดจากใบ Loquat เกาหลี (Eriobotrya Japonica Leaf Extract) ที่ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า ให้ประโยชน์ในด้านของการเป็น Whitening และเป็น Antioxidant (Ref: TDS Loquat Leaf Extract by The Garden of Naturalsolution Co., Ltd.)

น้องมาในเบสแบบน้ำ ที่เหมาะกับการสเปรย์ลงไปบนผิวกายหลังจากอาบน้ำเสร็จ

แม้จะมีส่วนผสมของ alcohol แต่ก็จะให้ประโยชน์ในด้านของความรู้สึกเย็น สดชื่น ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และส่วนตัวก็ได้ลองใช้ดู ก็ไม่เจอว่าผิวแห้งหรือระคายเคืองนะ

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสิวผ่านหลายๆ กลไก ไม่ว่าจะเป็นด้านของการลดการอุดตัน ผลัดผิว ดูแลการระคายเคือง รอยแดง รอยดำจากสิว แต่จะขาดในส่วนของสารบำรุงที่ต่อต้านพวกจุลินทรีย์ก่อสิว อาจจะหวังผลจาก Peppermint oil ได้นิดหน่อย แต่คิดว่ายังไม่ชัด ให้ไป 4 ฟลาสก์ แต่จากผลทดสอบในอาสาสมัครก็คือดูแลและลดจำนวนสิวได้อยู่
  2. เบสหรือเนื้อหลัก มีส่วนผสมของ Alcohol ที่อาจจะระคายเคืองได้ในผู้ใช้บางราย แต่ส่วนใหญ่คนที่เป็นสิวมักจะผิวมัน การมี Alcohol ก็จะให้ข้อดีในด้านของความรู้สึกเย็น สดชื่น ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่เหนอะหนะ และตัวเองได้ทดลองใช้ก็ไม่ได้ระคายเคือง หรือไม่สบายผิวแต่อย่างใด ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

Shopping link https://shope.ee/9KHqfDk3oT

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Mini-Review/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มวิตามินบี 3 จาก Foré (ฟอร์เร่) Niacinamide 10% concentrate serum

ก่อนหน้านี้ทางเพจเคยนำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มปังๆ จากแบรนด์ไทยอย่าง Foré (ฟอร์เร่) ไปอยู่ด้วยกัน 3 ชิ้น

โดยชิ้นที่น่าสนใจที่ได้นำมาวิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียดไปก่อนหน้านั้น คือ สูตรสีม่วง 4 White Melasma correcting serum ท่านที่พลาดไปสามารถติดตามรับชมได้ทางลิงค์นี้นะคะ

>>Click อ่านรีวิว Foré 4 White melasma correcting serum<<

วันนี้ขอหยิบเอาน้องคนสุดท้องจากบ้าน ฟอร์เร่ มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันอีกซักตัวนะคะ

น้องมีชื่อว่า Niacinamide 10% concentrate serum ที่ออกแบบมาอย่างน่าสนใจ โดยเลือกใช้ส่วนผสมที่ดูแลผิวเสริมเข้ามาจาก Niacinamide ซึ่งจะเด่นไปทางการดูแลผิวมัน ผิวที่มีปัญหาสิว พร้อมดูแลเรื่องการระคายเคือง

ด้วยประโยชน์จาก Niacinamide ที่ดูแลผิวได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น

💙ดูแลเรื่องการระคายเคือง = ได้ประโยชน์เรื่องรอยแดง

💙เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว = ผิวแข็งแรง

💙ยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (ยับยั้ง Melanosome transfer) = ได้ประโยชน์ด้าน Whitening และรอยดำจากสิว

💙ควบคุมความมัน ซึ่งจะส่งประโยชน์ไปดูแลเรื่องรูขุมขนอีกต่อหนึ่ง

 ส่วนผสมอื่นๆ ที่ทางแบรนด์เลือกมาได้แก่

💚Zinc PCA น้องเป็นสารลูกผสมของ Zinc กับ Pyrollidone carboxylic acid (PCA) ซึ่ง PCA ปกติทำหน้าทีเป็น Natural moisturizing factor (NMF) ที่ช่วยอุ้มน้ำให้กับผิวตามธรรมชาติ ส่วน Zinc ก็เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน และเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์บางชนิดในผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว พร้อมควบคุมความมัน และให้ความรู้สึกสดชื่นกับผิว เสริมทัพมาด้วยสารสกัดจาก Witch hazel และ สารสกัดจากเห็ด Fomes officinalis ควบคุมความมัน และกระชับรูขุมขนให้อีกชั้นหนึ่ง

ตัวสารสกัดจากเห็ด Fomes นั้นไปตรงกับชุดส่วนผสม Propanediol (and) Aqua (and) Fomes Officinalis (Mushroom) Extract ชื่อทางการค้า PORE REDUCTYL-NT นำเข้าจากประเทศสเปน ซึ่งมีผลการทดสอบในอาสาสมัคร ว่ากระชับรูขุมขน และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

💚Dipotassium Glyclycyrrhizate ดูแลเรื่องการระคายเคือง

จากที่พูดมาดูเหมือนจะคุมจนแห้งเนาะ ไม่หรอก ทางแบรนด์คิดมาแล้วเลยปิดจบด้วย

💚สารสกัดจาก Black oat (Avena strigosa seed extract) ที่มาในคอมบิเนชั่นร่วมกับ Lecithin และสารอื่นๆ น่าจะเป็นชุดส่วนผสมของ AquarichTM ที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าสารบำรุงชุดนี้เป็น Epidermal moisture ally ให้ฟีลมิตรแท้สำหรับเก็บกักน้ำ เพื่อความฉ่ำ และดูแลผิวแห้ง ลดการเกิดขุยผิว

ในภาพรวมก็คือ ใครกำลังมองหาเซรั่มวิตามินบี 3 ที่เด่นไปในด้านของการดูแลสิว กระชับรูขุมขน แต่ไม่แห้งตึง และราคาไม่แรงมาก ตัวนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ

ส่วนผสมแบบเต็มเป็นดังนี้

Water, Propanediol, Niacinamide, Glycerin, Phenoxyethanol, Ammonium Acryloyldimethyltaurate/VP Copolymer, Chlorphenesin, Xanthan Gum, Disodium EDTA, Dipotassium Glycyrrhizate, Zinc PCA, Hamamelis Virginiana (Witch Hazel) Water, Butylene Glycol, Fomes Officinalis (Mushroom) Extract, Avena Strigosa (Black Oat) Seed Extract, Lecithin, Potassium Sorbate, Citric Acid, PEG-40 Hydrogenated Castor Oil, Benzoic Acid.

จากส่วนผสมเต็มก็คือ น้องมาในเซรั่มเบสน้ำ ที่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว สมกับคอนเซปท์สกินแคร์สายคลีนของทางแบรนด์

Disclaimer: Sponsored item/self-opinion

#FORE #ฟอร์เร่ #เซรั่มวิตามินบี3

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินเอ Retinal Intense Serum จาก ISDIN แบรนด์เวชสำอางชั้นนำจากสเปน

เชื่อว่าหลายๆ ท่าน เคยได้เห็นผลิตภัณฑ์เซรั่ม Retinaldehyde ของ ISDIN มาบ้างแล้ว น้องทำมาได้น่าสนใจมากเลยทีเดียว ใน Blog นี้ก็เลยขอหยิบเอามาวิเคราะห์ส่วนผสมพร้อมทั้งเล่ารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้กัน

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า ISDINCEUTICS Retinal Intense Serum ที่มาในกล่องหรูหราสีดำทอง

บรรจุภัณฑ์หลักจะเป็นขวดปั๊ม ที่แบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน หรือ compartment ที่ชัดเจน

ชั้นบนจะเป็นเนื้อน้ำนมบางเบา ส่วนชั้นล่างจะเป็นเนื้อ Emollient oil ที่ไม่เหนอะหนะ ที่เขาแยกออกจากกันส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาความคงตัวของสารสำคัญเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

โดยทางแบรนด์จะเรียกส่วนของน้ำนมเนื้อบางเบา ว่าเป็น Aqueous phase ซึ่งจะประกอบด้วยส่วนผสมของ Niacinamide, Vit-A Tech, Symsitive®, Tetrepeptide-7 และ SynchrolifeTM ส่วนของ Oil phase จะมี Retinaldehyde 0.1%, Melatonin และ Bakuchiol สารบำรุงแต่ละตัวมีประโยชน์อย่างไรเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังอีกทีค่ะ

(Image from ISDIN Thailand)

เวลาใช้งานทางแบรนด์แนะนำให้ปั๊มออกมา 2 ปั๊ม ซึ่งจะออกมาในรูปแบบประมาณนี้

ก่อนใช้งานให้วอร์มผสมกันจนได้ครีมเนื้อเดียวกัน ก่อนทาแล้วนวดเบาๆ บนใบหน้า ใช้แค่วันละครั้งเดียว ก่อนนอน

**พอบำรุงผิวตอนเช้าวันรุ่งขึ้นก็อย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด และหลีกเลี่ยงแดดจัดนะคะ

เนื้อสัมผัสค่อนข้างดี เกลี่ยง่าย ซึมง่าย ไม่ทิ้งความมัน ความเหนอะหนะ

ถ้าเป็น ISDIN เรามั่นใจได้เลย ว่าทางแบรนด์ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครทั้งในแง่ของ Safety-Efficacy มาเรียบร้อยแล้ว และ Serum ชิ้นนี้ก็เช่นกัน

สำหรับผลิตภัณฑ์ Serum ชิ้นนี้นั้น มีผลการวิจัยรองรับอยู่ 4 งานวิจัย ซึ่งเป็นการทดสอบในระดับ Pre-clinic 1 ชิ้น และทดสอบใน Clinical trial 3 ชิ้น มีชิ้นที่ได้รับคัดเลือกให้ไปนำเสนอในที่ประชุมแพทย์ผิวหนังสเปนด้วย

1 ในงานทดสอบที่น่าสนใจ คือ ทางแบรนด์ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์กับอาสาสมัครช่วงอายุ 41 – 70 ปี จำนวน 34 คน ทุกสภาพผิว รวมทั้งคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Sensitive skin) โดยให้ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 4 สัปดาห์พบว่า

  • ริ้วรอยดูลดลง 43%
  • ความยืดหยุ่น (Elasticity) เพิ่มขึ้น 14%

และเมื่อใช้เป็นเวลา 3 เดือน แล้วให้ประเมินความพึงพอใจผ่านแบบสอบถาม พบว่า

  • ร้อยละ 90 ของอาสาสมัครรู้สึกว่าผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ขึ้น เหมือนได้ผิวใหม่ (Renewed)
  • ร้อยละ 97 ของอาสาสมัครรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้น

(Image from ISDIN Official Website)

คนที่ไม่เคยใช้กลุ่มวิตามินเอ มาก่อน ให้เริ่มดังนี้ เพื่อลดการเกิดระคายเคือง

  • สัปดาห์แรกใช้แค่อาทิตย์ละ 2 คืน
  • สัปดาห์ต่อมาลองใช้วันเว้นวัน และดูว่ามีอาการระคายเคืองไหม ถ้าไม่มีก็ขยับมาใช้ทุกวันได้เลยในสัปดาห์ที่ 3
  • ถ้าเกิดอาการผิวแห้ง ลอก ระคายเคือง ก็ให้ปรับลดความถี่ในการทาลงได้
  • และอย่าลืมว่า ทาเฉพาะตอนกลางคืน เนื่องจาก Retinaldehyde นั้นไวต่อแสง

ส่วนผสมเป็นดังนี้

โดย Concept หลักของผลิตภัณฑ์นี้ก็จะเป็น Renew-Repair-Soothe

ส่วนผสมวันนี้ขอแบ่งดังนี้ค่ะ

กลุ่มวิตามินรวม ใช้อักษรสีเขียว

วิตามินเอ ในรูปแบบของ Retinaldehye ซึ่งเป็นพระเอกหลักของผลิตภัณฑ์นี้

ปกติ เวลาเราได้รับวิตามินเอเข้าไปในร่างกาย ถ้าอยู่ในรูปแบบ Retinol ester หรือ Retinol ร่างกายจะแปรสภาพก่อน

สำหรับ Retinol นั้นถ้าร่างกายเราไม่พร้อมใช้ ร่างกายเราจะเอาไปจับกับกรดไขมัน เปลี่ยนเป็น Retinyl ester แล้วเก็บสะสมไว้ แต่ถ้าต้องการใช้เมื่อไหร่ เขาก็จะเปลี่ยนกลับมาเป็น Retinol ก่อน Oxidize ให้เป็น Retinal หรือ Retinaldehyde ก่อนเปลี่ยนเป็น Retinoic acid ที่ไปออกฤทธิ์ได้

แต่ตัว Retinoic acid ซึ่งออกฤทธิ์ได้เลยนั้นจัดเป็นยาตาม พ.ร.บ. ยา ซึ่งในทางเครื่องสำอางนั้นเราสามารถใช้กลุ่ม Retinol, Retinyl ester และ Retinal ได้

ประโยชน์ของวิตามินเอ นั้นค่อนข้างกว้าง เพราะว่าการออกฤทธิ์ของ Retinoic acid นั้นจะไปจับกับตัวรับในนิวเคลียส แล้วไปเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนหลายชนิด จึงให้ผลที่ดีกับผิวหลายประการ ตั้งแต่ระดับชั้นหนังกำพร้า ผ่านการปรับสมดุลการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) สมดุลการผลัดผิว ปรับสมดุลการสร้างและย่อยสลายคอลลาเจน และพวก Matrix ต่างๆ จึงให้ประโยชน์รวมๆ ทั้งในด้านของริ้วรอย และ ความหนาของชั้นผิว

นางมีประโยชน์และประสิทธิภาพจริง แต่ข้อเสียของนางคือ เรื่องของการระคายเคือง และการไวต่อแสง ดังนั้นในช่วงเริ่มใช้ใหม่ๆ อาจจะต้องค่อยๆ เริ่ม ตามที่ได้แนะนำไปด้านบน และห้ามใช้กลางวัน นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์

แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการขึ้นสูตรที่มีพวกวิตามินเอ คือ น้องค่อนข้าง Sensitive เสื่อมง่าย ถูกทำลายง่าย โดยทางแบรนด์ก็พัฒนาตำรับมาด้วยเทคนิคการแยก Phase เอา Retinaldehyde ออกมาจากน้ำ และออกแบบตำรับให้ปกป้องการเสื่อมสลายของ Retinaldehyde ในสูตรได้ โดยได้ผ่านการทดสอบแล้วว่า สามารถปกป้อง Retinaldehyde ให้อยู่ได้ถึง 6 เดือนหลังเปิดใช้งานเลยทีเดียว

ส่วนของวิตามินอื่นๆ ได้แก่

  • วิตามินซี มาในรูปแบบ Ascorbic acid มีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจน ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และลดการอักเสบระคายเคือง
  • วิตามินบี 3 มีประโยชน์กับผิวหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวแข็งแรง ผ่านการเสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก
  • วิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน ใช้ทั้งรูปแบบธรรมชาติอย่าง Tocopherol และรูป Ester อย่าง Tocopheryl acetate

สีม่วง เป็นสารบำรุงที่ให้ประโยชน์ในการดูแลเรื่องของริ้วรอย และการชะลอวัย

  • Melatonin จัดเป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง การใช้ Melatonin ในรูปแบบทาภายนอก มีคุณสมบัติหลายประการ และมีการศึกษารองรับอยู่หลายชิ้น ในภาพรวม Melatonin เป็น antioxidant ทางอ้อม (Indirect antioxidant) โดยมีผลไปเสริมสร้างเอนไซม์ที่เป็น Antioxidant ตามธรรมชาติของผิว สาร Metabolites ต่างๆ ที่เกิดจากการแปรสภาพ Melatonin มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ลดการอักเสบระคายเคือง ลดการสร้างเอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนทำให้เกิดริ้วรอยตามมา โดยในภาพรวมน้องมีประโยชน์ในด้านของการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิว (J Drugs Dermatol. 2018;17(8):966-969.)

ทำไมถึงต้องทา Melatonin ตอนกลางคืน?

ส่วนหนึ่งเพราะว่า ระบบ Melatoninergic antioxidative system (MAS) ที่อาศัย Melatonin เป็นตัวรักษาสมดุลและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน นั้นเหมือนจะถูกเปิดสวิตช์ให้ทำงานตอนกลางคืนค่ะ

สำหรับ Combination ของ Retinaldehyde กับ Melatonin ในความเข้มข้นที่ทางแบรนด์เลือกใช้นี้ อิงตามสิทธิบัตรเลขที่ EP2649986A2 (มีสิทธิบัตรคุ้มครอง)

  • Bakuchiol น้องเป็นสารในกลุ่มของ Meroterpene ที่พบได้ในพืชสมุนไพร มีการออกฤทธิ์คล้ายกับ Vitamin A ซึ่งมีการศึกษาในผิวหนังจำลอง พบว่าให้คุณสมบัติในการสังเคราะห์คอลลาเจน โปรตีนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความกระชับผิว รวมไปถึง Aquaporin-3 ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บกักน้ำและสารโมเลกุลเล็กเช่น Glycerol ก่อนนำไปทดสอบในอาสาสมัคร โดยให้ทาที่บริเวณตีนกาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol มีประโยชน์ในการลดริ้วรอย เพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่น รวมถึงปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น (Chaudhuri and Bojanowski. Int J Cosmet Sci. 2014;36(3):221-30.) ต่อมามีการทดสอบในอาสาสมัครอีกครั้งในปี 2018 เทียบกับ Retinol พบว่าให้ผลในด้านของการลดเลือนริ้วรอย และปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ เช่นเดียวกัน แต่อาสาสมัครกลุ่มที่ใช้ Bakuchiol มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า (Dhaliwal, et al. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.)

ถัดมาจะเป็น Combination ของ Glycerin (and) Pentylene Glycol (and) Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Leaf Extract (and) Palmitoyl Tetrapeptide-7 (and) Chrysin คือ SynchrolifeTM ที่เป็นวัตถุดิบของบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Croda ซึ่งมาในคอนเซปท์ที่ค่อนข้างล้ำ คือ เรื่องของ Neurobeauty และ Well-being โดยดูแลเรื่องการ ‘Digital Detox’ ลดลักษณะปรากฏที่ทำให้ใบหน้าแลดูเหนื่อย ดูล้า ผ่านการปรับสมดุลการทำงานต่างๆ ในระบบร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของ Melatonin ระบบ Circadian rhythm การฟื้นฟูตนเองตามธรรมชาติของผิวในช่วงที่เรานอนหลับ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบระคายเคือง รวมไปถึงดูแลเรื่องรอยคล้ำ รอยบวมใต้ตา (Ref: TDS SyncrholifeTM by Croda)

     มีผลทดสอบจากทางบริษัททั้งในระดับของเซลล์เพาะเลี้ยง และในอาสาสมัครอยู่หลายชุด ขอเลือกมานำเสนอบางรายการนะคะ

ในส่วนของการทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า สูตรผสมของ Synchrolife

  • ลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจน
  • ลดการสร้างอนุมูลอิสระ และลดการเกิด Lipid peroxidation
  • ลดการสร้างสารก่อการอักเสบกลุ่ม IL-6 และ PGE2
  • เสริมการสร้างคอลลาเจน Hyaluronic acid และ Fibronectin
  • การทดสอบกับ Blue light พบว่าสารดังกล่าวสามารถปกป้อง Mitochondria ของเซลล์ให้ได้รับความผิดปกติจาก Blue light ลดลง

ส่วนของการทดสอบในอาสาสมัครนั้น ทำกับอาสาสมัครจำนวน 27 คน อายุเฉลี่ย 38 ปี โดยให้ใช้ Synchrolife เป็นเวลา 2 เดือน เทียบกับครีมเบส พบว่า

  • ความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น เมื่อวัดด้วยเครื่อง Cutometer®
  • ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น
  • ผิวมีความ Glow/Radiance เพิ่มขึ้น
  • ริ้วรอยดูเรียบมากขึ้น

ส่วนผสมชุดสีน้ำเงิน สารสกัดจากถั่ว Moth bean (Vigna aconitifolia seed extract) รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Vit-A-Like™ LS 9898 เป็นวัตถุดิบจากบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง BASF มีข้อมูลทดสอบในระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร ว่ามีประสิทธิภาพที่ดีในการดูแลริ้วรอย โดยมีการทดสอบในอาสาสมัครเทียบกับ Retinol พบว่าให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

(Image from BASF)

ปิดท้ายด้วยกลุ่มสารที่ดูแลด้านการระคายเคือง ซึ่งมีด้วยกัน 2 ชนิด

  • 4-t-Butylcyclohexanol มีชื่อทางการค้าว่า Symsitive® ลดความรู้สึกระคายเคืองผิว ผ่านการลดความไวในการตอบสนองที่ระบบประสาทรับความรู้สึกร้อน TRPV-1 ทำให้เรารู้สึกสบายผิว มีการทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol ในการลดการระคายเคืองของผู้ที่มีอาการผิวอักเสบบริเวณรอบปาก โดยให้ทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าอาการอักเสบระคายเคืองนั้นดีขึ้น และยังได้ประโยชน์ในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้นผิว และมีการระเหยของน้ำออกจากผิว (TEWL) ลดลง แสดงให้เห็นอ้อมๆ ว่า ผิวกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2020;19(6):1409-1414) อีกงานหนึ่ง ได้ทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol กับ acetyl dipeptide-1 cetyl ester ในการลดการระคายเคืองจาก Capsaicin ในผู้ที่มีปัญหา Sensitive skin โดยให้อาสาสมัครทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 3 วัน แล้วมาทดสอบประสิทธิภาพในการลดการระคายเคืองหลังจากทา Capsaicin พบว่า 4-t-Butylcyclohexanol ลดการระคายเคืองได้ตั้งแต่ช่วง 1 – 2 นาทีแรก และให้ผลไม่ต่างจากครีมที่มี acetyl dipeptide-1 cetyl ester (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • Hydroxyacetophenone มีชื่อทางการค้าว่า Symsave H เป็นสาร Muti-functional ให้ประโยชน์เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย ให้คุณสมบัติเสริมในด้านการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant

ในภาพรวม น้องเป็นเซรั่มดูแลริ้วรอยที่อาศัยสารบำรุงหลายชนิดเข้ามาร่วมกันอย่างลงตัว โดยมีพระเอกหลักเป็น Retinaldehyde เสริมมาด้วย Bakuchiol, Melatonin SynchrolifeTM และ Vit-A-Like™ มี Antioxidant เสริมจากวิตามินซีและอี ได้ประโยชน์เรื่อง Whitening เสริมเข้ามา พร้อมกับมีสารบำรุงที่ดูแลเรื่องการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น

สำหรับเนื้อเบสหลักก็ทำมาได้ค่อนข้างดี แต่อาจจะมีติดส่วนผสมของ Alcohol เข้ามาเล็กน้อย ส่วนผสมอื่นๆ นั้นเลือกมาได้ค่อนข้างดี และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี โดยเด่นไปในด้านของการดูแลริ้วรอยจาก Retinaldehyde เป็นหลัก เสริมเอาสารอื่นๆ ที่ดูแลริ้วรอย และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากอนุมูลอิสระ และความเครียด ดูแลผิวที่อ่อนล้าตามวัย พร้อมทั้งดูแลเรื่องการระคายเคือง และได้ประโยชน์ด้าน Whitening เข้ามาด้วย โดยรวมให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี แต่มีส่วนผสมของ Alcohol อยู่นิดหน่อย ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณเกือบเดือน ก็พบว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่จำเป็นต้องหักคะแนนเหลือ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของประสิทธิภาพ ตนเองเป็นคนที่เชื่อมั่นใน Retinoids อยู่แล้ว และก็ใช้ Retinol อยู่เป็นประจำ พอได้น้องมาก็คือ ใช้ต่อเนื่องเลย ก่อนนอน ทุกคืน ไม่เจอด้านการระคายเคือง และเรื่องของการไวต่อแสง ในด้านของประสิทธิภาพด้านริ้วรอย อาจจะต้องรอเวลาอีกสักระยะ และตอนนี้ตนเองก็ไม่ได้มีปัญหาด้านริ้วรอยที่กังวล แต่ที่รู้สึกได้ก็จะเป็นเรื่องของความนุ่ม แน่น เฟิร์ม กระชับของผิว ที่รู้สึกว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.K4a4r?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/2qBF8nYE2K

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เจลอาบน้ำสุดฉ่ำสำหรับดูแลผิวกายที่มีปัญหาสิว จากแบรนด์ Derma:B สูตร AC Control Body Wash

สิวนั้นไม่ได้กวนเราแค่ที่ใบหน้า แต่อาจเกิดที่แผ่นหลัง หรือหน้าอกก็ได้ วันนี้เลยขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่อัดแน่นด้วยส่วนผสมบำรุงและดูแลผิวกายที่มีปัญหาสิว

และผ่านการทดสอบแล้วว่าดูแลสิวที่ผิวกายได้ดี ผ่านการรับรองจาก KFDA (องค์กรอาหารและยาประเทศเกาหลีใต้)

โปรยซะขนาดนี้ น้องก็คือ AC Control Body Wash จากแบรนด์ Derma:B นั่นเองค่ะ

Derma:B เป็นแบรนด์ในเครือ Neopharm เครือใหญ่เครือหนึ่งของประเทศเกาหลี เจ้าของเทคโนโลยีสิทธิบัตร MLE และอีกหลายๆ นวัตกรรมทางเครื่องสำอาง โดยแบรนด์นี้เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลร่างกายค่ะ

สำหรับไลน์ AC control นั้น ทางแบรนด์พัฒนาออกมาด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สบู่เหลวอาบน้ำ บอดี้มิสท์ และ โลชั่น

วันนี้ขอเริ่มจากการวิเคราะห์ส่วนผสมตัวสบู่เหลวอาบน้ำก่อนเลย

น้องมาในหน้าตาประมาณนี้

เนื้อสบู่เหลวพอเหมาะ มีกลิ่นหอมในโทนสดชื่น ฟองพอเหมาะ หลังล้างให้ความรู้สึกดี

ค่า pH ของฟองหลังละลายน้ำแล้ว อยู่ที่ประมาณ 6 ค่ะ

สำหรับผลิตภัณฑ์นี้ ทางแบรนด์เองก็ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาแล้ว

โดยพบว่าผลิตภัณฑ์นี้ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในอาสาสมัคร

และสามารถผลัดผิวในอาสาสมัครได้ดี โดยลดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้ถึง 83% ในการอาบเพียงครั้งเดียว

(Images from Derma:B Thailand)

และเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ อาสาสมัครก็มีความมันบนผิวลดลง

(Images from Derma:B Thailand)

มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันดีกว่า

ส่วนผสมเป็นดังนี้

เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่จัดส่วนผสมมาค่อนข้างเต็ม

เนื่องด้วยเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดเลยขอเริ่มวิเคราะห์จากส่วนผสมที่เป็นสารทำความสะอาดก่อน

สารทำความสะอาดแทนด้วยสีเขียว

  • ในภาพรวมเป็นกลุ่มของ Sulfate free มีทั้งชนิดประจุลบ สองประจุ (Amphoteric) และไม่มีประจุ และเลือกใช้สารทำความสะอาดมาได้ค่อนข้างอ่อนโยน และให้ฟองที่ดี ทำความสะอาดได้ดี

สารที่ดูแลสิว แทนด้วยสีฟ้า จัดมาเต็มทั้ง BHA, LHA, PHA

  • Salicylic acid จัดเป็น BHA ที่เด่นในเรื่องของการลดการอุดตัน
  • Capryloyl salicylic acid จัดเป็น LHA ที่ละลายได้ดีในไขมัน ผลัดผิวได้อ่อนๆ และ มีประโยชน์ในแง่ของรอยดำ
  • Gluconolactone เป็น PHA ที่เด่นในแง่ของการผลัดผิวอย่างอ่อนโยน และดูแลเรื่องสิว

สารทดแทนไขมันคืนให้ผิว (Superfat agent) เป็นสีเขียวมะกอก

  • เวลาเราทำความสะอาด สารทำความสะอาดจะแยกไม่ได้หรอกว่าอันไหนไขมันดี อันไหนสิ่งสกปรก นางจะดึงออกหมด การมีพวกสารทดแทนไขมันคืนให้ผิวในสูตรก็จะดี ในที่นี้มีส่วนผสมของ Shea butter และ Grape seed oil เข้ามาดูแลในจุดนี้

สารเติมน้ำให้ผิว ใช้สีน้ำเงิน

  • Glyceryl glucoside ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของ Glycerin ที่จับกับน้ำตา Glucose มีรายงานว่ากระตุ้นการสังเคราะห์ Aquaporin-3 ที่ช่วยเก็บน้ำและ Glycerin เข้าผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
  • Hyaluronate และอนุพันธ์ รวม 7 รูปแบบ มีทั้งตัวใหญ่ ตัวเคลือบ ตัวเล็ก ที่เบลนด์ผสมกันมาได้อย่างลงตัว แม้ว่าตัวเล็กๆ อาจจะละลายไปกับสายน้ำเมื่อเราล้างออก แต่ตัวเคลือบมีแนวโน้มที่จะเกาะติดผิวได้อยู่ โดยเฉพาะตัว Hya ที่ทำให้มีประจุบวกอย่าง Hydroxypropyltrimonium Hyaluronate ที่มีความน่าสนใจเพราจะเกาะกับโปรตีนบนผิวได้นาน และไม่ค่อยหลุดตอนล้างด้วยน้ำเปล่า
  • Hydrolyzed Glycosaminoglycans ตัวนี้เป็น Glycosaminoglycans ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง ก็มีความเด่นเรื่องการเติมน้ำให้ผิวเช่นกัน

กลุ่มสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง แทนด้วยสีม่วง

  • Hydroxyacetophenone มีประโยชน์หลายอย่างทั้งในแง่ของการเสริมฤทธิ์สารกันเสียในสูตร รวมไปถึง Antioxidant และ ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 เด่นในแง่ของการเพิ่มความชุ่มชื้น และดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง

สารบำรุงอื่นๆ แทนด้วยสีชมพู ซึ่งจัดมาด้วยกันหลายชนิด ให้ประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายอย่าง เช่น เพิ่มความชุ่มชื้น เป็น Antioxidant และดูแลเรื่องสิว

ในภาพรวมก็คือ เป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำรูปแบบเจลใส ที่มีส่วนผสมของสารทำความสะอาดที่อ่อนโยนกับผิว แต่งกลิ่นด้วยเมนทอล และน้ำมันหอมระเหยจากพืชและสมุนไพรธรรมชาติ เสริมสารทดแทนไขมันคืนให้แก่ผิว มีสารเติมน้ำ สารดูแลปัญหาสิว และสารบำรุงอีกหลายชนิด

แม้ว่าผลิตภัณฑ์พวกนี้จะใช้แล้วล้างออก สัมผัสผิวแค่เดี๋ยวเดียวก็ล้างออกไป แต่การมีสารบำรุงผสมอยู่ ก็น่าจะดีกว่าไม่มีเลย

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด ใช้สารทำความสะอาดกลุ่ม Sulfate free ที่ทุกตัวมีความอ่อนโยน ทำความสะอาดได้ดี และให้ฟองที่ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุง ในแง่ของการดูแลสิวก็คงหนีไม่พ้น BHA, LHA, PHA เป็นตัวหลัก เสริมมาด้วยสารสกัดจากธรรมชาติที่ให้ประโยชน์กับผิวหลายประการ และมีสารเติมน้ำ สารทดแทนไขมันคืนให้แก่ผิวอยู่ครบถ้วน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermaBThailand

Shopping link

แอพส้ม https://shope.ee/1fqgdeUvvb

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Derma:B สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมกันแดดตัวปังตัวใหม่จาก ISDIN Fotoprotector Fusion Water Magic ออกแบบมาได้บางเบาสะใจ ตอบโจทย์คนผิวมัน

Pain point อย่างหนึ่งของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่กัน UV ได้ดีๆ และเสถียร นั้นจะต้องอาศัยสารกันแดดหลากหลายชนิด ซึ่งสารกันแดดเหล่านี้มักจะละลายในน้ำมัน ทำให้พัฒนาสูตรออกมาแล้วเหนอะหนะ รำคาญใจคนผิวมันไปเสียหมด

แต่เดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีกันแดดดีๆ ที่ไม่เหนอะหนะออกมาบ้างแล้วค่ะ

อย่างคอนเทนท์นี้ก็จะหยิบเอาผลิตภัณฑ์กันแดดที่น่าสนใจ พัฒนามาได้ในเนื้อบางเบา ด้วยเทคโนโลยี Fusion water จากแบรนด์ ISDIN รุ่นใหม่ ที่มีชื่อว่า ISDIN Fotoprotector Fusion Water Magic (ย่อว่า FWM) ที่มาในขวดสีฟ้าแบบนี้ค่ะ

ถ้าพูดถึงความนวัตกรรมในด้านของเนื้อสัมผัสแล้ว เรียกได้ว่าเทคโนโลยี Fusion Water ของ ISDIN ก็คือดีงามใช่เล่น

โดยเทคโนโลยีนี้จะทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างบางเบา โดยการพัฒนาสูตรและผลิตตำรับให้มีลักษณะการไหลแบบพิเศษที่ในทางเภสัชกรรมเรียกว่า Thixotropy หมายความว่า ความหนืดของตำรับจะเปลี่ยนไปตามแรงที่ให้ คือ ถ้าเราไปเกลี่ยไปทา ตัวตำรับจะมีความหนืดลดลงทำให้เราเกลี่ยได้ง่าย แต่พอตั้งทิ้งไว้เฉยๆ ตัวความหนืดจะกลับขึ้นมาคืนค่าเดิมไม่ให้ไหลหกเลอะเทอะ

โดยสูตร Fusion water จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในปริมาณที่สูงกว่า และจะมีความหนืดมากกว่า ถ้าเทียบกับตัวสูตรที่พัฒนามาในรูปแบบของ Fusion fluid เช่น รุ่น Active Unify

เนื้อกันแดดทำออกมาในรูปแบบน้ำนม เกลี่ยได้ง่าย มีความวาวๆ ผิวนิดหน่อยเมื่อทาครั้งแรก แต่พอทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที ก็จะซึม/แห้งไป ไม่วาว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และมีคุณสมบัติเสริมความชุ่มชื้น พร้อมกับการควบคุมความมันให้ผิวไปพร้อมๆ กัน

หลังเกลี่ยแล้วทิ้งไว้ 1 นาทีก็แทบจะไม่เหลือความมันตกค้างบนผิว

ถ้าขึ้นชื่อว่า ISDIN ทางแบรนด์จะค่อนข้างเด่นเรื่องการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัคร ตัวกันแดดชิ้นนี้ก็มีข้อมูลด้านของประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้นผิวให้แก่อาสาสมัครอยู่ด้วย

ซึ่งเป็นการวัดความชุ่มชื้นของผิวอาสาสมัครที่ทาสูตร FWM โดยทดสอบในอาสาสมัครที่มีผิวแห้ง จำนวน 24 คน เทียบกับบริเวณที่ไม่ได้ทา ให้อาสาสมัครทาไปก่อน 4 วัน และลองวัดผิวหลังทา พบว่าสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ถึง 12 ชั่วโมง

(Image from ISDIN official website)

ในเรื่องของความรู้สึกของกลุ่มอาสาสมัครที่ใช้ก็พบว่า อาสาสมัครที่ใช้ไป 4 สัปดาห์ รู้สึกดังนี้

  • ทุกคน (100%) บอกว่ากันแดดเนื้อบางเบา ดูดซึมง่าย ไม่เหนอะหนะ
  • 97% บอกว่าไม่ระคายเคืองดวงตา
  • 93% บอกว่าไม่ทำให้ผิวมันเยิ้ม
  • 90% รู้สึกว่าผิวสดชื่น

(Image from ISDIN official website)

ผลิตภัณฑ์สูตรนี้ได้ผ่านการทดสอบเรื่องการอุดตัน ว่าไม่ทำให้อุดตันผิว และสามารถใช้ได้กับผิวบอบบางแพ้ง่าย

นอกจากนี้ในการพัฒนาสูตรยังมีความเอาใจใส่ในเรื่องของความเป็นมิตรกับท้องทะเลด้วย

มาดูส่วนผสมดีกว่าค่ะ

ในด้านของส่วนผสม ขอเริ่มที่สารกันแดดที่แทนด้วยสีม่วง

  • Ethylhexyl Salicylate เป็น Chemical sunscreen ที่กรอง UVB เป็นหลัก และทำหน้าที่ช่วยละลายสารกันแดดเคมีชนิดอื่นเข้ามาในเนื้อเบส ตัวสารกันแดดในกลุ่ม Salicylate นี้ค่อนข้างปลอดภัย และคงตัว
  • Ethylhexyl triazone (EHT) เป็น Chemical sunscreen ที่กรอง UVB ว่ากันว่าเป็น UVB absorber ที่มีความคงตัวสูงติดอันดับต้นๆ รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Uvinul T 150
  • Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine หรือ BEMT รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Tinosorb S โดดเด่นด้วยช่วงกว้างที่กรองได้ทั้ง UVB UVA มีจุดที่ดูดกลืนแสงสูงสุด (Peak absorption) อยู่ 2 จุด ที่ 310 (ปลายๆ UVB) และ 345 nm (UVA) ตัวนี้ก็ค่อนข้างคงตัวดี และเมื่อใช้คู่กับ EHT จะช่วยบูสท์เพิ่มค่าความสามารถในการป้องกันแสงไปได้อีก
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane รู้จักกันในนาม Avobenzone เด่นในเรื่องการกรอง UVA เป็นหลัก มี Peak อยู่ที่ 360 nm แต่ว่าไม่ค่อยคงตัว ต้องอาศัย Chemical sunscreen อื่นๆ มาเสริม
  • Phenylbenzimidazole Sulfonic Acid ตัวนี้เป็นกันแดดเคมีที่ละลายในน้ำ เลยมีฟีลลิ่งที่ค่อนข้างเบา เมื่อเทียบกับกันแดดเคมีอื่นๆ ที่ละลายในน้ำมัน น้องกัน UVB เป็นหลัก กัน UVA ได้นิดหน่อย แต่มีประโยชน์คือไปเพิ่ม ความคงตัว ให้ Avobenzone ได้ดี

สรุปก็คือ เป็นกันแดดเคมี ที่กันได้ครบทั้ง UVB UVA และมีการใส่สารกันแดดเสริมกันและกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UV และ เสริมความคงตัวให้แก่ตัวสารกันแดดเอง

สีเขียว เป็น Antioxidant มีด้วยกัน 2 ตัว ได้แก่

  • วิตามินอี ซึ่งเด่นในแง่ของการปกป้องไขมันในผิวไม่ให้ถูกออกซิไดส์
  • Porphyridium cruentum extract คือ สารสกัดจากสาหร่ายชนิดหนึ่งที่พบได้ในทะเลแถบเมดิเตอเรเนียน มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี (IOP Conf. Series: Materials Science and Engineering 980 (2020) 012042) ประกอบด้วยสารในกลุ่ม phycoerythrin และ exopolysaccharides ที่สามารถปกป้องผิวจากอันตรายต่างๆ ใน สิ่งแวดล้อม ที่ในวงการเครื่องสำอางเรียกเหมารวมว่า ‘Exposome’ เช่นพวกมลภาวะ ความเครียด รังสี UV และเสริมความสามารถของผิวในการป้องกันตนเองจาก Exposome เพื่อให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ซึ่งทางแบรนด์ได้มีการทดสอบเพิ่มสารตัวนี้เข้าในกันแดดเปรียบเทียบกับไม่ได้ใส่พบว่าสามารถปกป้องผิวได้มากขึ้นจากรังสี UVA, แสงสีฟ้า และ มลภาวะ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สีชมพูอ่อน Hydroxyacetophenone มีชื่อทางการค้าว่า Symsave H เป็นสาร Muti-functional ให้ประโยชน์เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพของสารกันเสีย ให้คุณสมบัติเสริมในด้านการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant

สีฟ้า ได้แก่ กรดอะมิโน Arginine และ Sodium hyaluronate ที่เติมน้ำให้ผิว

สีน้ำเงิน ได้แก่ Silica ซึ่งเป็นตัวที่เด่นในแง่ของการดูดซับน้ำมันส่วนเกิน ควบคุมความมัน และมี Hydrated silica ที่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับได้เหมือนกัน หรืออาจจะแค่ใส่มาปรับ Texture เพิ่มความหนืดให้แก่ผลิตภัณฑ์

ในส่วนของสารอื่นๆ ก็พัฒนามาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ตัว Polymer/สารก่อฟิล์มตัวหนึ่งที่น่าสนใจ คือ VP/Eicosene Copolymer ซึ่งให้ฟิล์มที่กันน้ำ เคลือบปกป้องผิว พร้อมให้ฟีลลิ่งนุ่ม คล้ายไหม (Silky) ปรับเนื้อกันแดดให้เกลี่ยง่าย และเรียงตัวสม่ำเสมอบนผิว บูสท์ค่า SPF ได้นิดหน่อย (TDS Unimer U-15, Givaudan)

ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่พัฒนามาได้ค่อนข้างดี เลือกใช้สารกันแดดเคมีที่เสริมกันแล้วมีประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA UVB ได้ครบ และมีความคงตัว พร้อมทั้งมี Antioxidant และสารก่อฟิล์มที่ช่วยบูสท์ค่า SPF ได้อีก 1 ขั้น

ให้คะแนน

  1. สารกันแดดและสารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดี ปกป้องผิวจากแสงแดดได้ค่อนข้างครบ แต่อาจจะต้องไปหาทา Antioxidant และกลุ่ม Anti-inflammation จากสกินแคร์ชิ้นอื่นก่อนอีกนิดหน่อย แต่ถ้ารีบ ก็ใช้ตัวนี้ตัวเดียวจบได้แบบสวยๆ ให้ไป 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และสาร Polymer ที่ใส่มาก็มีประโยชน์ในการเสริมด้านการป้องกันแสงแดด ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมีผิวผสม/แห้ง ลองใช้ผลิตภัณฑ์นี้มาเกือบ 1 สัปดาห์ รู้สึกว่าไม่ได้แห้งมาก แม้จะมีเคลมเรื่องของการควบคุมความมัน กำลังดี ไม่แห้งไป ไม่น้อยไป ระหว่างวันส่วนตัวไม่ค่อยได้ออกแดดมากนัก แต่ก็มีวันที่เดินไปเดินมากลางแดด ก็ไม่ได้รู้สึกระคายผิวแต่อย่างใด โดยรวมก็คือค่อนข้างชอบ แต่จะตินิดเดียวก็คือเรื่องของกลิ่น ซึ่งมันก็เป็นธรรมชาติของสารกันแดด อันนี้เข้าใจได้ ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

“Flagship Store” ShopeeMall: https://shope.ee/A9qIHtLHN4

“Flagship Store” LazMall : https://s.lazada.co.th/s.PFd2O?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มบูสเตอร์ที่ดูแลผิวที่มีปัญหาสิวอย่างครบวงจร กับ Sheen gentle skin refining booster จาก the Labatorian

เมื่อไม่นานมานี้แบรนด์ the Labatorian ได้ออกสินค้าใหม่เพื่อการดูแลสิวแบบครบวงจร ซึ่งน้องผ่านการพัฒนาสูตรเคี่ยวเข็ญออกมาอย่างหนักหน่วง จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ แถมเปิดตัวมาแค่แป๊บเดียวก็ Sold out แบบสับ เป็นที่น่าฮือฮามาก

แต่ ทางเพจเราก็ได้มา 1 ชุด จึงขอหยิบมาวิเคราะห์ส่วนผสมและเล่าให้ฟังถึงความน่าสนใจของสินค้าชิ้นนี้ให้ได้ฟังกัน

โดยผลิตภัณฑ์นี้ก็คือ Sheen by the Labatorian ซึ่งมีหน้าตาเป็นแบบนี้

แพคเกจมาในขวดคล้าย Vial พร้อม Applicator ใน 1 กล่องจะประกอบด้วย 2 ชุด

เวลาใช้งานเราจะถอดฝาออก แล้วประกบ Applicator ลงไปแทน ก็จะได้หน้าตาแบบนี้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5

เนื้อผลิตภัณฑ์จะมาในรูปแบบใส มีสีเขียวอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีจาก Malachite extract ที่เป็นส่วนประกอบ น้องจะมีประโยชน์อย่างไร เดี๋ยวไปเล่าให้ฟัง ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

ในด้านของส่วนผสม ถือว่าจัดเต็มเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับคอนเซปท์ของการดูแลสิวของผลิตภัณฑ์นี้ คือมาในคอนเซปท์ 4P ไม่ใช่ Marketing mix Product Price Place Promotion แต่เป็น

  • Pre หมายถึง ระยะที่สิวยังอยู่ใต้ผิว เรายังมองไม่เห็น อาจจะกำลังเริ่มมีการอุดตันเกิดขึ้น โดยอาศัย Salicylic acid ที่ไปย่อยสลายเศษซากโคมีโดนอุดตัน (Comedolytic) ในความเข้มข้นตาม Guideline ที่ 2% ร่วมกับ HEPES (Hydroxyethylpiperazine ethane sulfonic acid)
  • Present หมายถึง ระยะที่สิวโผล่ขึ้นมาแล้ว ด้วย Oligopeptide-10
  • Post หมายถึง การดูแลสิวหลังจากสิวหายไปแต่ทิ้งรอยเอาไว้ ด้วย sh-Oligopeptide-1
  • Prevent หมายถึง การดูแลเพื่อไม่ให้สิวโผล่มาใหม่ ด้วยการปรับสมดุลให้แก่ผิว ได้แก่ Alpha-glucan oligosaccharide และ Salicylic acid

สำหรับบทวิเคราะห์ส่วนผสมโดยละเอียดก็จะเป็นดังนี้

เนื่องด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิว เลยจะขอหยิบเอาส่วนผสมที่เด่นในแง่ของดูแลสิวมากล่าวถึงก่อน

โดยส่วนผสมที่มีประโยชน์ในการดูแลผิวที่มีปัญหาสิว แทนด้วยสีน้ำตาล

  • Salicylic acid จัดเป็น BHA ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในความเข้มข้น 2% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ในการลดการอุดตัน (Comedolytic)
  • Salix Alba Bark Extract ประกอบด้วย สาร salicin ซึ่งเป็น Salicylic acid ในรูปแบบธรรมชาติที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ (เรียก Glycoside) ผิวเราจะสามารถย่อยน้ำตาลตรงนี้ แล้วได้ Salicylic acid กลับมา
  • Hydroxyethylpiperazine Ethane Sulfonic Acid หรือ HEPES ลักษณะโครงสร้างเป็น Organosulfur acid มีความเป็นกรดน้อยๆ มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น เป็นบัฟเฟอร์ ช่วยควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่ เติมน้ำให้ผิว มีคุณสมบัติในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ ผ่านการทำให้โปรตีนเคราตินบนผิวนุ่ม เกาะกันหลวมลง และหลุดออกไปได้ง่ายตามธรรมชาติ อาจกล่าวโดยอ้อมๆ ว่า ลดการอุดตันได้อีกทาง
  • Oligopeptide-10 เป็นเปปไทด์สายสั้นๆ ที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ มีรายงานว่าเมื่อใช้ร่วมกับ Salicylic acid จะได้ประสิทธิภาพในการดูแลสิวที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยดูแลเรื่องรอยแดง โดยไปยับยั้งพวกสารก่อการระคายเคืองจากแบคทีเรีย ดูแลการระคายเคือง และจุดด่างดำไปพร้อมๆ กัน

สีชมพู เน้นไปที่ด้าน Whitening เพื่อดูแลรอยดำ มีส่วนผสม 2 ชนิด ได้แก่

  • วิตามินบี 3 ซึ่งให้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ลดการสร้างน้ำมันส่วนเกิน ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลเรื่องรอยแดง และให้ประโยชน์เรื่องสิว
  • Nonapeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมน MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี Melanocyte ให้เกิดการสร้างเมลานินออกมาในระยะต่อไป เมื่อ MSH ถูกยับยั้งไป การสร้างเม็ดสีก็จะน้อยลง โดยปกติการอักเสบที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสิว ก็จะไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงาน จนเกิดเป็นรอยดำ (Post-inflammatory hyperpigmentation) ตัวนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์ในการดูแลรอยดำจากสิว

สารสีเหลืองส้ม ดูแลเรื่อง Microbiome นั่นคือ Alpha-glucan oligosaccharide ซึ่งเป็นสารอาหารกลุ่ม prebiotic ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดี หรือ probiotic บนผิว ให้ผิวแข็งแรง ดูแลเรื่องการเกิดสิวอ้อมๆ

สีน้ำเงิน มี sh-Oligopeptide-1 ที่เด่นเรื่องของการดูแลริ้วรอย โดยเป็น Epidermal growth factor (EGF) เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของผิว ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์อ้อมๆ ในการดูแลหลุมสิว ซึ่งมีการศึกษารองรับอยู่หลายชิ้น ส่วนหนึ่งได้แก่ คุณสมบัติในการลดการเกิดสิวและสิวอักเสบ รวมไปถึงเพิ่มความชุ่มชื้นและควบคุมความมันของอาสาสมัคร (Int J Dermatol. 2014;53(8):1031-6.) ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)

สีม่วง เป็นกลุ่มไขมันและสารที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง ได้แก่ Ceramide NP, Ceramide AP, Ceramide EOP, Phytosphingosine, และ Cholesterol มากันแบบฉ่ำใจ

สีฟ้า เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นหลัก ขอหยิบเอาบางตัวที่น่าสนใจมาเล่า ได้แก่

  • Glyceryl glucoside เปิดมาก็ไม่ธรรมดาเลย น้องเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดน้ำให้ผิว มีรายงานวิจัยรองรับถึงความสามารถในการฟื้นฟู Barrier ของผิว ประสิทธิภาพนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ Glycerin สารนี้ยังสามารถกระตุ้นการสร้างโมเลกุลของโปรตีนที่ชื่อ Aquaporin-3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งผ่านของน้ำและ Glycerin เข้าสู่ผิว (Skin Pharmacol Physiol. 2012;25(4):192-9.)
  • Panthenol หรือ Provitamin B5 นอกจากประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้นแล้ว นางยังเด่นในด้านของการดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ชองผิว
  • Acetamide MEA เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ดีไม่แพ้ Glycerin แต่ไม่เหนอะหนะ อาจจะได้เรื่องความสบายผิว (Soothing) อยู่ด้วย
  • Sodium polyglutamate เป็นรูปเกลือของ Polyglutamic acid (PGA) ที่ได้จากการหมักถั่วหมักนัตโตะ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมทั้งอาจเพิ่มปริมาณของ สารจับน้ำตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor; NMF) ในผิว และมีการเคลมเกี่ยวกับเรื่องการดูแลการระคายเคืองผิว
  • Cocamidopropyl PG-Dimonium Chloride Phosphate น้องชื่อยาวๆ นี่ เป็น Phospholipid ที่ดัดแปลงมาจากน้ำมันมะพร้าว ที่เคลือบ/เกาะติดผิวได้ดี มีความอ่อนโยน ช่วยปรับสภาพผิวให้นุ่มนวล และเพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมดูแลเรื่องการระคายเคือง

กลุ่มสีเขียว สารบำรุงที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคืองผิว มีด้วยกันหลายชนิดเช่นกัน ขอหยิบเอาบางตัวมาพูดถึง

  • สารสกัดจากใบบัวบกที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ เช่น การเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิว เป็น Antioxidant ที่ดี เสริมกระบวนการสมานผิวตามธรรมชาติ ซึ่งอาจจะได้ประโยชน์เรื่องหลุมสิว
  • Biosaccharide gum-2 เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพ ประกอบด้วยน้ำตาล Rhamnose เป็นหลัก ซึ่งสามารถไปจับกับตัวรับบนผิว Keratinocyte ที่เกิดความเสียหายจากการอักเสบ หรือความเครียด มอบ Soothing effect และให้ประโยชน์ในการดูแลรอยแดง
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester เป็นเปปไทด์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง ให้ความรู้สึกสบายผิว และดูแลเรื่องความรู้สึกระคายเคือง
  • Allantoin, Betaine, สารสกัดจาก Boswellia เด่นในแง่ของการดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ Soothing effect

สารสีแดงส้ม เป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะเด่นด้าน Antioxidant ได้แก่

  • Chlamydomonas reinhardtii extract เป็นสารสกัดจากสาหร่าย Microalgae ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่ม Carotenoid อย่าง lutein และ neoxanthin อยู่เยอะ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติต่อต้านกระบวนการ ‘Inflam-aging’ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปฏิกิริยาการอักเสบ ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ และทำให้เอนไซม์ MMP ไปย่อยสลายคอลลาเจน และองค์ประกอบอื่นๆ จนเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมา นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการผลัดผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Malachite extract สารที่เตรียมได้จากการบดและย่อยหิน Malachite ที่ประกอบด้วยทองแดงด้วยกรด และสะเทินกลับด้วย Sodium bicarbonate ประกอบด้วยแร่ธาตุทองแดง (Copper) อยู่มาก มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ปกป้องผิวจากมลภาวะ ความเครียด และรังสี UV และมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมเรื่องของการดูแลริ้วรอย
  • สารสกัดจากใบ Blackcurrant (Ribes Nigrum Leaf Extract) มีรายงานการวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการอักเสบระคายเคือง (Tabart et al. Food Chem. 2012;131(4):1116-1122.)
  • ตัวเบลนด์กันระหว่าง Glycerin (and) Ribes nigrum (blackcurrant) leaf extract (and) Rubus idaeus (raspberry) leaf extract น่าจะหมายถึงสารที่มีชื่อทางการค้าว่า Seboxyl® ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากทางฝั่งฝรั่งเศส เด่นเรื่องของการปกป้องผิว ในคนที่มีผิวมันเป็นพิเศษ โดยจะไปป้องกันไม่ให้ Squalene ใน Sebum บนผิวถูกออกซิไดส์ (หรือ ที่เรียกว่าเกิด Lipid peroxidation) ด้วยอนุมูลอิสระ หรือความเครียด หรือรังสียูวี  ตรงนี้มีเรื่องเล่าเพิ่มค่ะ

ใน Sebum ของคนเราจะมีไขมันชนิดพิเศษหลายชนิดที่ไม่เจอบริเวณอื่น 1 ในนั้น คือ Squalene ซึ่งมีความอิ่มตัวสูงมาก โดยแค่น้องออกมาภายนอกแล้วโดย UV ฉายใส่แป๊บเดียว ก็จะถูกออกซิไดส์ ได้เป็น Squalene peroxides (ขอเรียกย่อว่า SP) หลายชนิด 1 ในนั้นที่มีความสำคัญในการเกิดสิว คือ Squalene monoperoxide ซึ่ง มีการทดลองในระดับเซลล์พบว่า Squalene monoperoxide นั้นเป็นพิษกับเซลล์ผิว (Keratinocyte) ไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบ และมีผลในการกระตุ้นให้เกิดการอุดตัน (Comedogenic)

มีการศึกษาพบว่า ยิ่งถ้ามีระดับของ SP มาก ก็จะยิ่งมีขนาดของเม็ด Comedone ที่อุดตันอยู่ภายในปากปล่องของรูขุมขนใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ Sebocyte ในต่อมไขมันมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง Sebum ออกมามากขึ้น

SP ยังไปกระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อยสารก่อการอักเสบกลุ่ม IL-6 ออกมา ซึ่งไปทำให้เกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ ต่อไป โดยปกติใน Sebum จะมีวิตามินอี ที่คอยมาจัดการเจ้า SP แต่ถ้ากระบวนการ Lipid peroxidation เกิดขึ้นมาก ปริมาณของวิตามินอีใน Sebum ก็จะน้อยลง และก็พบว่ามีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของสิวด้วย โดยถ้าสิวมีความรุนแรงมาก Squalene ก็จะเกิดการ Oxidized ไปมากด้วย และวิตามินอีก็จะลดลงมากด้วย (Ottaviani et al. Mediators of inflammation. 2010:858176.)

เราสามารถสรุปความร้ายกาจของ SP ได้ประมาณภาพนี้ค่ะ

ทีนี้เจ้า Seboxyl® น้องไปยับยั้งการเกิด Lipid peroxidation ของ Squalene ก็เลยไม่เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตามมา ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

ตรงนี้มีแบบเป็น วีดีโอ ด้วยนะคะ

คลิปวีดีโอเรื่องของ Lipid peroxidation ของ squalene ใน sebum กับการเกิดสิว
  • Phalaenopsis sogo yukidian extract สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ ซึ่งเป็น Antioxidant และอาจจะได้ประโยชน์เรื่อง Whitening ด้วยนิดหน่อย

สรุป คือ ในภาพรวมของสารบำรุงผิวที่ใส่มาคือ ดิฉันอยากเทอาบ ไม่ใช่สิ

เอาใหม่ ในภาพรวมของสารบำรุงผิวที่ใส่มาเรียกได้ว่าดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิวได้ครบทั้งวงจร ในทุกสเต็ปของการเกิดสิว ตามคอนเซปท์ 4P ที่แบรนด์เสนอมา คือ Pre ลดการอุดตันก่อนสิวจะโผล่มาก่อกวน Present ดูแลสิวที่มากวนใจอยู่ Post ดูแลรอยสิว แบบครบจบทั้งรอยแดง รอยดำ รอยหลุม คือสารบำรุงมาครบ และ Prevent ปรับสมดุล Microbiome พร้อมผลัดผิวอย่างๆ อ่อนๆ ป้องกันการอุดตันใหม่

ซึ่งนอกจากเรื่อง 4P แล้ว ที่เด่นชัดมากคือ เรื่องของการดูแลเรื่องการอักเสบและระคายเคืองผิวที่มาแบบจัดเต็ม เสริมกันจนแทบจะกลบทุกกลไก ดูแล Barrier ผิวไปด้วยพร้อมๆ กัน ชนิดที่ว่าถ้าไม่ฉ่ำวันนี้จะฉ่ำวันไหน

ส่วนผสมอื่นๆ ก็คือเลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดีสำหรับผิวพรรณที่มีปัญหาสิว ซึ่งมักจะพบกับปัญหาหลายๆ อย่างมากวนใจ เช่น การระคายเคือง รอยแดง รอยดำ พอใช้ยาสิวผิวก็จะแห้ง ระคายเคืองง่ายไปอีก น้องทำมาได้ตอบโจทย์และดูแลได้อย่างครอบคลุม ดังที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก/Base ทำมาในเบสน้ำ ที่เหมาะกับคนผิวมัน มีสารเสริมความชุ่มชื้นอยู่หลายตัว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง/Additive ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

ด้วยความที่ช่วงนี้ไม่มีสิว เลยไม่ได้ให้คะแนนด้านการใช้งาน แต่จะบอกว่า เนื้อน้องบางเบามาก ไม่เหนอะหนะ และตัวเองมีผิวผสม/แห้ง เห็นส่วนผสมก็อยากใช้เลย ลองใช้ในขั้นตอนของ Essence ลงก่อนใช้สกินแคร์อื่น ก็คือชอบมากๆ ที่เด่น ก็คือ ด้านของความรู้สึกไม่สบายผิวในระหว่างวันมันลดลงไปเยอะ จะติก็แค่อย่างเดียว คือ ดิฉันพกพาไปใช้ตอนเดินทางไม่ได้

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ the Labatorian ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ the Labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Mini-Review/วิเคราะห์ส่วนผสม เซรั่มสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาสิวจาก Foré (ฟอร์เร่) Acne soothing intense serum

วิเคราะห์ส่วนผสมแบบรวบตึง เซรั่มดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิวจากแบรนด์ Foré (ฟอร์เร่)

ซึ่งน้องเป็นแบรนด์สกินแคร์สายคลีนแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจ พัฒนาสูตรตามเทรนด์ Minimal หรือ Less is more ให้เป็นมิตรกับผิว โดยเลือกใช้ส่วนผสมตามงานวิจัยในปริมาณที่หวังผลได้

ก่อนหน้าทางเพจได้นำเสนอรีวิวเซรั่มสูตร 4 White Melasma correcting serum สำหรับดูแลฝ้า และน้องวิตซีที่น่าสนใจจากทางแบรนด์ไป (สำหรับท่านที่พลาดสามารถรับชมได้ที่ลิงค์นี้ >>Click<<)

วันนี้ขอหยิบเอาเซรั่มดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิวมาวิเคราะห์ส่วนผสมกันบ้างค่ะ

โดยเซรั่มสูตรนี้มีชื่อว่า Acne soothing intense serum มาในขวดสีฟ้า ทางแบรนด์เลือกใช้ส่วนผสมหลักที่เน้นดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิวได้ตรงตามความต้องการของผิวเลย

สำหรับรุ่นนี้มีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ขวดข้างในเป็นขวดแก้วแบบมีดรอปเปอร์

ส่วนผสมเต็มเป็นดังนี้ค่ะ

Water, Propanediol, Glycerin, Niacinamide, Salicylic Acid, Amylopectin, Xanthan Gum, Dextrin, Ammonium Acryloyldimethyltaurate/VP Copolymer, Mannitol, Phenoxyethanol, Glycolic Acid, Triethanolamine, Ammonium Glycyrrhizate, Chlorphenesin, Disodium EDTA, Caffeine, Zinc Gluconate, Zinc PCA, Aesculus Hippocastanum (Horse Chestnut) Seed Extract, Centella Asiatica (CICA) Extract, Avena Strigosa (Black Oat) Seed Extract, Lecithin, Potassium Sorbate, Citric Acid, Sodium Benzoate.

ในด้านของสารบำรุงก็คือเปิดมาด้วย

  • Salicylic acid ซึ่งจัดเป็น BHA ในความเข้มข้นตามที่แนะนำในวงการผิวพรรณ คือ 2% ดูแลเรื่องการอุดตัน เสริมมากับ Niacinamide 2% ที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง พร้อมทั้งควบคุมความมัน เป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้าง Barrier ผิวให้แข็งแรง ตรงนี้ก็จะได้เรื่องการดูแลรอยดำไป 1
  • เติม AHA อย่าง Glycolic acid เข้ามา 0.5%

และมีสารบำรุงอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกดังนี้

  • Zinc PCA ซึ่งเป็นสารที่เตรียมมาจาก Zinc ที่เด่นในด้านของการควบคุมความมันกระชับรูขุมขน กับ PCA ที่เป็น natural moisturizing factor (NMF) ที่ช่วยผิวอุ้มน้ำตามธรรมชาติ ตัวนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีรายงานการวิจัยพูดถึงการปกป้องผิวจากเอนไซม์ MMP-1 ที่ไปย่อยคอลลาเจนจนเกิดริ้วรอยได้อีก 1 (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.) ดูๆ เป็นแนวๆ ได้ว่า น่าจะได้ประโยชน์เรื่องรอยสิว และเน้นคุมมันด้วย Zinc อีก 1 รูปแบบคือ Zinc gluconate
  • สารสกัดจาก Horse chestnut (Aesculus hippocastanum seed extract) ซึ่งเป็น Antioxidant และมีประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่ชื่อ Aescin และ Escin มีประโยชน์ในการดูแลการอักเสบ (Int J Cosmet Sci. 1999;21(6):437-47.) จับคู่มากับ  Ammonium Glycyrrhizate ที่ดูแลด้านการอักเสบระคายเคืองเหมือนกัน
  • สารสกัดจากบัวบก Centella asiatica extract หรือ Cica ที่ดูแลเรื่องรอยต่างๆ เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • มี Caffeine ที่มีประโยชน์กับผิวหลายด้าน รวมทั้งได้เรื่อง Antioxidant
  • ปิดท้ายด้วยสารสกัดจาก Black oat (Avena strigosa seed extract) ที่มาในคอมบิเนชั่นกับ Lecithin และสารอื่นๆ น่าจะเป็นชุดส่วนผสมของ Aquarich ที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าสารบำรุงชุดนี้เป็น Epidermal moisture ally อารมณ์แบบมิตรแท้ในการอุ้มน้ำของผิว โดยมีผลการทดสอบสารสกัดชุดนี้ในอาสาสมัครโดยทางบริษัท พบว่าช่วยเสริมการกักเก็บน้ำให้อยู่ในผิวได้นานขึ้นถึง 24 ชั่วโมง และ ลดการเกิดอาการแห้ง ลอกเป็นขุยของผิวหนัง เมื่อให้อาสาสมัครใช้เป็นเวลา 14 วัน

ในภาพรวมก็คือ เซรั่มขวดนี้ประกอบด้วยสารบำรุงที่ดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิวได้หลายจุด ไม่ว่าจะเป็นต้นเรื่อง คือ ควบคุมความมัน ลดการอุดตัน ต่อเนื่องมายังรอยแดง รอยดำ และรอยสิว พร้อมให้ความรู้สึกสบายผิว ส่วนตัวว่าค่อนข้างครบ

ส่วนของเบส น้องมาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

เนื้อเซรั่มก็จะข้นนิดหน่อย แต่ก็เกลี่ยง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

ทางไปชอปปิ้ง

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.PGIda?cc

แอพส้ม https://shope.ee/7UpEDVc1ej

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Foré การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Update] เซรั่มวิตามินซีสายมินิมอลจาก Foré Vitamin C Brightening Booster Serum

#BeautyUpdate #เซรั่มวิตซี

ก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอเซรั่มดูแลฝ้าสายคลีน อย่าง 4 White Melasma correcting serum จาก Foré (ฟอร์เร่) แบรนด์ไทยน้องใหม่ ที่มีปรัชญาในการดูแลผิวหน้าด้วยเทรนด์ Minimal หรือ Less is more ด้วยการพัฒนาสูตรให้เป็นมิตรกับผิว โดยเลือกใช้ส่วนผสมตามงานวิจัยในปริมาณที่หวังผลได้ไป

ท่านที่พลาดไปสามารถติดตามรับชมได้บนลิงค์นี้เลยค่ะ

<<Click review/วิเคราะห์ส่วนผสม Foré 4 White Melasma correcting serum>>

อยากบอกว่าเซรั่มบำรุงผิวจากแบรนด์ ฟอร์เร่ ไม่ได้เด่นแค่สูตร Melasma สีม่วงนะคะ

สูตรวิตามินซีก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย

หน้าตาน้องเป็นแบบนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมที่ทางแบรนด์เลือกมาก็เรียกได้ว่าค่อนข้างลงตัว

ในด้านของวิตามินซี ทางแบรนด์เลือกใช้ Ethyl ascorbic acid (EtOVC) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี L-ascorbic acid (LAA) ที่ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีความคงตัวที่ดีขึ้น ทนเบสน้ำ ทนต่อค่า pH ที่สูงขึ้นได้

ในด้านของประสิทธิภาพก็คือจะได้เหมือนวิตามินซี คือ เป็น Antioxidant, เป็น Whitening และปกป้องผิวจากรังสี UV

สำหรับตัว EtOVC ส่วนตัวมองว่ามีความน่าสนใจในด้านของ Whitening เป็นพิเศษ โดยน้องมีกลไกพิเศษเสริมเพิ่มมาผ่านหลากหลายกลไก โดยไปยับยั้งการทำงานของ MSH ที่เป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้น Tyrosinase อีกทอดหนึ่ง และ ยังไปทำให้เกิดการทำลายตัวเอง (Autophagy) ของถุงเก็บเม็ดสี หรือ Melanosome (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021;173:151-169) ทำให้น่าจะมีประสิทธิภาพที่ดีในด้าน Whitening ที่เด่นขึ้นค่ะ

ส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจและเลือกมาผสมร่วมกับวิตามินซีได้อย่างลงตัวก็จะเป็น

  • Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 ซึ่งเป็น Whitening ได้อีกช่องทางหนึ่งผ่านการยับยั้ง Melanosome transfer และมีประโยชน์ในการดูแลการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง
  • Centella asiatica extract หรือที่มีชื่อเล่นในวงการว่า Cica ก็ให้ประโยชน์กับผิวในหลายๆ ด้าน โดยเด่นไปในด้านของการชะลอวัย ดูแลริ้วรอย
  • สารสกัดจากชะเอม ดูแลเรื่องการระคายเคือง และเป็น Whitening ที่ใช้ Dipotassium glycyrrhizate ซึ่งพบในรากชะเอมเช่นกัน โดยตัวนี้จะเด่นเรื่องการให้ความรู้สึกสบายผิว และดูแลเรื่องการระคายเคือง เสริมมาอีก 1 กรุบ
  • สารสกัดจาก Black oat (Avena strigosa seed extract) ที่มาในคอมบิเนชั่นร่วมกับ Lecithin และสารอื่นๆ น่าจะเป็นชุดส่วนผสมของ AquarichTM ที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าสารบำรุงชุดนี้เป็น Epidermal moisture ally ให้ฟีลมิตรแท้สำหรับเก็บกักน้ำ เพื่อความฉ่ำ และดูแลผิวแห้ง ลดการเกิดขุยผิว

ในภาพรวมจึงเป็นเซรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจ และดูเด่นไปในทาง Whitening ควบคู่ไปกับความสามารถในการเป็น Antioxidant พร้อมทั้งดูแลเรื่องความระคายเคืองผิวไปพร้อมๆ กัน

สำหรับส่วนผสมแบบเต็มจะเป็นดังนี้ค่ะ

Water, Propanediol, Glycerin, Ethyl Ascorbic Acid, Ammonium Acryloyldimethyltaurate/VP Copolymer, Phenoxyethanol, Disodium EDTA, Chlorphenesin, Sodium Citrate, Xanthan Gum, Citric Acid, Niacinamide, Dipotassium Glycyrrhizate, Centella Asiatica (CICA) Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Avena Strigosa (Black Oat) Seed Extract, Lecithin, Potassium Sorbate, Butylene Glycol, Ethylhexylglycerin, Sodium Benzoate.

ซึ่งน้องจะมาในเซรั่มเบสน้ำ ที่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว สมกับคอนเซปท์สกินแคร์สายคลีน

ตามไปชอปปิ้ง:

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.PGrLM?cc

แอพส้ม https://shope.ee/600QQOCorM

Disclaimer: Sponsored item/self-opinion

#FORE #ฟอร์เร่ #เซรั่มวิตามินซี

Image

[Basic Cosmetic Science] Skin barrier: องค์ประกอบของ Barrier ผิว

ระดับความยาก: ปานกลาง

“But first, skin barrier”–LadyMiyeon, 2023

ผิวจะดีได้ Barrier ต้องดีก่อน

ผิวหนังของคนเรามีหลายหน้าที่ แต่หน้าที่หนึ่งที่สำคัญมาก คือการเป็นกำแพงที่คอยปกป้องไม่ให้สิ่งอันตรายจากข้างนอกเข้ามาภายในผิว และป้องกันไม่ให้ของดีๆ ในผิวเราหลุดออกไปข้างนอก

หน้าที่นี้เราเรียกว่า Barrier function 

โดยชั้นที่ทำหน้าที่หลักในการปกป้องผิว หรือเป็น Barrier นี้จะเป็นผิวหนังชั้นนอกสุด หรือ Epidermis และส่วนที่สำคัญในการทำหน้าที่นี้จตะอยู่ที่ชั้นขี้ไคล หรือ Stratum corneum

การเป็น Barrier function ของ Stratum corneum

ส่วนของหนังกำพร้าทำหน้าที่เป็นปราการ หรือที่เรียกกันว่า Barrier คอยปกป้องไม่ให้สารต่างๆ จากข้างนอกเข้ามาข้างใน และปกป้องไม่ให้สารจากข้างในออกไปข้างนอก

ปกติแล้วผิวหนังเรามีกลไกหลัก 3 อย่างในการเป็นปราการปกป้องผิว ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารกลุ่ม Natural Moisturizing factor (NMF) ที่มีทั้งในเซลล์ และในช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่ดูดน้ำเอาไว้ ไม่ให้ไปไหน
  3. การเรียงตัวอันซับซ้อนของเซลล์ผิวในชั้น Stratum corneum ซึ่งเป็นผิวชั้นบนสุด และองค์ประกอบโปรตีน Keratin ในผิว

องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้แลดูคล้ายกับก้อนอิฐที่เรียงกันและฉาบเชื่อมกันด้วยปูน ก็เลยมีผู้เสนอ Model เพื่ออธิบายการเป็น Barrier ของผิวว่าเป็นกำแพงอิฐ (Brick-wall model) ดังรูป

ส่วนของก้อนอิฐก็คือเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุด หรือที่มีชื่อว่า Corneocyte ส่วนของปูนก็คือไขมันที่เป็น Lipid lamellar นั่นเอง ว่ากันว่า Lipid lamellar นั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ให้ผิว

นอกจากองค์ประกอบหลักทั้ง 3 นี้แล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เสริม เช่น Corneocyte envelope หรือ Cornified envelope, Aquaporin, Tight junction ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

รายละเอียดแต่ละองค์ประกอบของ Barrier ผิวมีดังนี้

ไขมันของผิว

ไขมันที่เป็น Barrier ผิว นั้นอยู่ภายใต้ผิวหนัง เป็นคนละอันกับน้ำมันที่ทำให้ผิวเรามันเยิ้มที่เรามองเห็นข้างนอก ไขมันในผิวเรียงตัวซ้อนกันเป็นผนังสองชั้น วางทับกันอีกหลายๆ ชั้นในแนวขนาน เรียกว่า Lipid lamellar นั่นเอง ดังภาพ

การเรียงตัวของ Lipid lamellar นั้นเกิดขึ้นจากไขมันหลักๆ 3 ชนิด ได้แก่ เซราไมด์ (Ceramides) คอเลสเตอรอล (Cholesterol) และกรดไขมัน (Fatty acid) ถ้าคิดโดยน้ำหนักจะพบว่าปริมาณของ Ceramide นั้นเกือบจะครึ่งหนึ่งของไขมันทั้งหมด แต่ความมหัศจรรย์อยู่ที่สัดส่วนของไขมันทั้ง 3 ชนิดนี้ ถ้าคิดโดยโมล จะพบว่าไขมันทั้ง 3 จะมีสัดส่วนเท่ากันคือ 1:1:1 ภาษาทางเคมีเรียกว่า Equimolar 

โมลเป็นการวัดปริมาณสารในเชิงเคมี โดยคำนวณจากน้ำหนักของสาร หารด้วยน้ำหนักโมเลกุล

ผิวหนังเราสามารถสร้างไขมันบางชนิดได้เอง แต่บางชนิดต้องได้รับจากอาหาร หรือจากการทาเข้าไป เมื่อสร้างเสร็จไขมันจะถูกเก็บสะสมในรูปแบบของถุงที่มีชื่อว่า Lamellar body ในเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าที่มีชีวิต เมื่อถึงเวลาก็จะปล่อยเอาถุงนี้ออกมาจากเซลล์ ไขมันที่บรรจุอยู่ในถุงที่ถูกผลักออกมาจากเซลล์จะถูกแปรสภาพออกมาและมาเรียงตัวกลายเป็นชั้นไขมันที่เป็น Barrier ผิวต่อไป

Ceramides

Ceramides ในผิวหนังมีมากมายด้วยกันหลายชนิด ว่ากันว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบมามากกว่า 300 ชนิด แต่สามารถแบ่งได้เป็น 11 กลุ่มหลักๆ ชนิดที่มีความแข็งแรงมากที่สุดคือชนิด Ceramide 1 หรือ Ceramide EOS ชนิดที่พบมากที่สุดในผิวคือชนิด Ceramide 3 หรือ ceramide NP

Ceramide แต่ละชนิดกันก็จะทำให้เกิดโครงสร้างของ Lipid lamellar ได้คนละแบบกัน และมีความแข็งแรงแตกต่างกัน โดยเชื่อว่าLipid lamellar ที่มี Ceramide 1 ในปริมาณที่พอเหมาะนั้นเป็น Barrier ที่มีความแข็งแรงมากที่สุด

เครื่องสำอางที่เป็น Moisturizer หลายๆ แบรนด์ก็มีการใส่ Ceramide เข้ามาเพื่อหวังให้ไปทดแทน Ceramide ในผิว เพื่อช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวหนังแข็งแรง ลดความเสี่ยงในการแพ้จากสารอื่นๆ ภายนอกได้

ตัวอย่าง Ceramide ที่มีการใช้ในเครื่องสำอางคือ Ceramide 1, 2, 3, และ 6 ชนิดที่พบบ่อยที่สุดจะเป็น Ceramide 3 ทั้งนี้คิดว่าการที่วงการเครื่องสำอางเลือกใช้ Ceramide 3 เป็นหลัก อาจจะเพราะความคงตัวของ Ceramide 3 นั้นมีมาก และปริมาณของ Ceramide 3 ในผิวนั้นก็มีมาก ถ้าหากได้รับเกินความจำเป็นก็น่าจะไม่มีผลกระทบด้านลบต่อผิว

Ceramide นั้นมีความจำเป็นต่อการเรียงตัวเป็นชั้นขนานแบบ Lamellar structure โดยเชื่อว่า Ceramide 1 ที่มีส่วนของกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid) ในโครงสร้าง ทำหน้าที่เสมือนเข็มที่เป็นตัวเย็บเอาชั้นไขมันแต่ละชั้นให้เกาะติดกัน และเนื่องจากร่างกายเราไม่สามารถสร้าง Linoleic acid ขึ้นมาได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร หรือการทาภายนอก นักวิทยาศาสตร์พบว่าในคนที่ขาดกรดไขมันจำเป็นชนิด Linoleic acid ผิวจะสร้าง Oleic acid เข้ามาแทนที่ โดย Ceramide ที่มี Oleic acid นั้นไม่ได้แข็งแรงเท่า Linoleic acid Barrier ผิวของคนที่ขาดกรดไขมันจำเป็นจึงอ่อนแอกว่า ส่งผลให้ผิวบอบบางกว่า และแห้งได้ง่ายกว่า

Linoleic acid นั้นพบได้ในน้ำมันจากพืชหลายชนิด ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และมีรายงานว่าการกินน้ำมันพืชที่มี Linoleic acid สามารถเพิ่มปริมาณของ Linoleic acid ในผิวได้จริง ถ้าหากใครผิวแห้งมากๆ อาจจะลองทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้น้ำมันจากพืช เช่น Evening primrose oil หรือ Borage oil ก็จะช่วยให้ผิวแข็งแรงและชุ่มชื้นได้มากขึ้น แต่ข้อเสียของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มนี้คือ อาจจะทำให้บางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

Cholesterol

Cholesterol จัดเป็นไขมันที่มีโครงสร้างเป็น Steroid เรามักจะเข้าใจกันว่า Cholesterol นี้ไม่ดี เพราะเวลามี Cholesterol ในกระแสเลือดมากๆ จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย แต่ Cholesterol ในผิวเป็นสิ่งที่ดี เพราะ Cholesterol นั้นจะมาอยู่รวมกับ Ceramide และกรดไขมันเกิดเป็น Barrier ผิวขึ้นมา

Cholesterol ยังไม่ค่อยมีการใช้เป็น Active ingredients ในทางเครื่องสำอางมากนัก ส่วนใหญ่จะเอามาใช้ในการเป็นสารปรุงแต่งเสียมากกว่า เพราะ Cholesterol นั้นเมื่ออยู่รวมกับ Phospholipids หรือสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) บางชนิดจะเกิดการเรียงตัวเป็นถุงทรงกลมๆ ที่เรียกว่า Liposome หรือ Niosome ทำหน้าที่เก็บกักสารและช่วยพาสารเอาไปในผิวได้มากขึ้น นอกจากนี้ Cholesterol ยังทำหน้าที่เป็น Emulsifier ช่วยเป็นตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันได้ด้วยในสูตรครีม เมื่อใช้เป็น Active ingredient Cholesterol นั้นนอกจากมีคุณสมบัติในการฟื้นฟู Barrier ผิวแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในผิว และยังช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UV ได้ด้วย*

*(Reference: Bhyn et al. J Dermatol Sci. 2012;65 (2) :110-7)

Fatty acid

กรดไขมันนั้นมีหลายชนิด และมีความสำคัญหลายๆ อย่าง ทั้งเป็นส่วนประกอบในการสร้าง Lipid lamella ยังเป็นสารตั้งต้นของไขมันชนิดอื่นๆ ในผิว กรดไขมันบางชนิดผิวหนังสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่บางชนิดนั้นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น เมื่อผิวขาดไขมันก็มักจะแสดงอาการแห้ง และเหี่ยวตามมา

การเพิ่มไขมันจำเป็นในผิวทำได้ทั้งการทา และการรับประทาน โดยสิ่งที่เป็นแหล่งของกรดไขมันก็คือ น้ำมันและไขมันจากพืชชนิดต่างๆ และไขมันจากสัตว์บางชนิด

Natural moisturizing factor

Natural moisturizing factor หรือ ชื่อย่อ NMF เป็นสารโมเลกุลเล็กๆ ที่พบในชั้นหนังกำพร้า ทั้งภายในเซลล์ Corneocyte และในช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่ดูดและอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ออกไปไหนจึงมีผลทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นและมียืดหยุ่น

NMF ในผิวมีด้วยกันหลายตัว แต่ที่พบมากที่สุดนั้นเป็นกลุ่มของกรดอะมิโน และอนุพันธ์ เช่น Pyrollidone carboxylic acid หรือ PCA ที่มักจะอยู่ในรูปแบบของเกลือ Sodium PCA พบในปริมาณเกือบครึ่งของ NMF ทั้งหมด

ผิวเราสามารถสร้าง NMF ได้เองจากกระบวนการต่างๆ เช่น

  • กรดอะมิโนและ PCA มาจากการสลายตัวของโปรตีนที่ชื่อ ฟิลแลกกริน (Filaggrin)
  • Lactate มาจากเหงื่อ
  • น้ำตาลมาจากการย่อยสลายของ Glucosyl ceramide เป็นต้น

เนื่องจาก NMF เป็นสารที่ละลายน้ำ ถ้าเราสัมผัสกับน้ำบ่อยๆ NMF ก็สามารถที่จะละลายหลุดออกไปกับน้ำได้

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายๆ ชนิดก็มีการใส่ NMF ชนิดกรดอะมิโน แต่ส่วนมากมักจะหวังผลอื่นของกรดอะมิโน เช่น การให้เป็นสารตั้งต้นเพื่อให้ผิวสร้างโปรตีน

ปัจจุบันนี้การ Claim เรื่อง NMF เริ่มกลับมาโด่งดัง มีผลิตภัณฑ์หลายๆ ชิ้นจากทางฝั่งญี่ปุ่นที่ใช้คำว่า NMF เป็นส่วนหนึ่งในชื่อของผลิตภัณฑ์ นับเป็นการสร้างจุดเด่นในทางการตลาดได้เป็นอย่างดี โดยตัวที่เห็นบ่อยจะเป็น Sodium PCA และกรดอะมิโน

สำหรับประสิทธิภาพของสารกลุ่ม NMF นั้นขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ ในช่วงที่อากาศแห้ง หรือในพื้นที่แห้งแล้ง การใช้ร่วมกับสารกลุ่มไขมันจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

NMF ที่เป็นน้ำตาล

น้ำตาลที่ให้ผลด้านความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว ได้แก่ Glucose, Fructose, Sucrose และ Sorbitol

NMF ที่เป็นกรดอะมิโน

กรดอะมิโนเป็นหน่วยเล็กที่สุดของโปรตีน มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด บางชนิดร่างกายก็สร้างได้ แต่บางชนิดจำเป็นต้องได้รับจากภายนอก เนื่องจากกรดอะมิโนมีขนาดเล็กจึงสามารถดูดซึมลงไปในผิว และให้ผลด้านริ้วรอยได้ด้วย

นอกจากนี้กรดอะมิโนบางชนิดยังมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น

  • Serine ผิวหนังสามารถเอาไปใช้ในการสร้าง Ceramide ได้
  • Arginine ผิวหนังสามารถเอาไปสร้าง Nitric oxide ที่มีบทบาทเกี่ยวกับการขยายหลอดเลือด ผิวจึงได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น และดูสุขภาพดีมีเลือดฝาด

Corneocyte และโปรตีน Keratin

Corneocyte เป็นชื่อของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นบนสุดของหนังกำพร้าที่มีชื่อว่า Stratum corneum เซลล์ Corneocyte และโปรตีน Keratin เป็นองค์ประกอบอย่างสุดท้ายของ Barrier ผิว

กล่าวกันว่าชั้น Lipid lamella ของไขมันนั้นแม้จะแข็งแรง แต่ก็มีความเปราะโดนทำลายง่าย ต้องอาศัยโครงสร้างของโปรตีน Keratin ที่อัดกันแน่นในเซลล์ Corneocyte ซึ่งมีความคงตัวค่อนข้างมาก เรียงตัวสานกันเป็นโครงสร้างสลับซับซ้อนแบบร่างแห ทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะกำบังในการปกป้อง Lipid lamella ให้คงรูปอยู่ได้แม้อากาศจะแห้งมากแค่ไหนก็ตาม

การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารผลัดผิวบ่อยๆ เช่นพวก AHA หรือ Peeling gel ที่มีชื่อเล่นในตลาดว่า เจลขัดขี้ไคล หรือการไปทำทรีทเมนท์ที่มีการผลัดลอกผิวบ่อยๆ จะทำให้เซลล์ผิวพวกนี้บางลง ส่งผลให้ Barrier ผิวเกิดความเสียหายได้ง่ายขึ้น จึงควรระวังไม่ควรทำทรีทเมนท์และใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถี่จนเกินไป ซึ่งในส่วนถัดไปจะกล่าวถึงการแบ่งตัวของเซลล์ผิวและผลิตภัณฑ์ผลัดผิว (Peeling product) อีกครั้งหนึ่ง

องค์ประกอบอื่นๆ ของผิวที่ช่วยเรื่องการเก็บกักน้ำ

นอกจากองค์ประกอบหลักทั้ง 3 ที่ได้กล่าวไปแล้ว ผิวเรายังมีส่วนอื่นๆ ที่คอยอุ้มน้ำไว้อีก เช่น Aquaporin, Tight junction, Corneocyte envelope เป็นต้น

Aquaporin

Aquaporin เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งบนผิวเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนด่านตรวจที่คัดเลือกให้เฉพาะน้ำและสารโมเลกุลเล็กๆ บางชนิดผ่านเข้าออกได้ เป็นตัวควบคุมไม่ให้น้ำและสารตัวเล็กๆ อย่าง Glycerol กับ Urea สูญเสียออกไปสู่ภายนอกผิว

Aquaporin นั้นไม่ได้มีแค่ในผิว แต่เจอในเนื้อเยื่ออื่นๆ ทั่วร่างกาย มีประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นการปกป้องเนื้อเยื่อนั้นๆ ไม่ให้รับความเสียหายจากสภาวะกดดันต่างๆ เช่น ในสมอง Aquaporin นั้นสามารถปกป้องสมองไม่ให้บวมจากความเครียดได้ด้วย

Aquaporin ที่พบในผิวมีหลายชนิด แต่ชนิดที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญ คือ Aquaporin 3 (AQP3) ซึ่งในวงการเครื่องสำอาง ก็จับเอามาเป็นจุดขายเรียบร้อยไปแล้ว

AQP3 ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการแพร่ของน้ำและ Glycerol เข้าออกผิว มีการค้นพบว่าหนูที่ขาด AQP3 นั้นจะมีการเคลื่อนที่ของ น้ำ และ Glycerol เข้าออกผิวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้หนูพวกนี้มีผิวที่แห้ง เหี่ยว และการสมานแผล (Wound healing) เกิดขึ้นได้ไม่ดี นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า AQP3 นั้นมีบทบาทเกี่ยวกับการรักษาความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และการสมานแผลของผิว

สารที่ค้นพบว่าสามารถเพิ่มการสร้าง AQP3 ได้ก็คือ Glyceryl glucoside สารนี้มีงานวิจัยรองรับว่าสามารถเพิ่มการสร้าง AQP3 ในผิวได้ ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้น และลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้*สารนี้เมื่อใช้ร่วมกับ Ceramide และ NMF จะช่วยเสริมประสิทธิภาพกันอย่างมากในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบสารนี้ระบุว่าประสิทธิภาพของสารนี้มีค่อนข้างมาก และเทียบเท่ากับการใช้สารในกลุ่ม Hyaluron ได้เลย

*Reference: Schrader et al., Skin Pharmacol Physiol 2012;25:192–199.

ปัจจุบันวงการเครื่องสำอางยังมีการ Claim ว่า ในผิวเราก็มี Aquaporin 8 หรือ AQP8 อยู่ด้วย โดยเจ้า AQP8 นี้ว่ากันว่าทำหน้าที่ดูแลการแพร่ของน้ำและ Ammonium ion ซึ่งผิวเราเอามาใช้สร้าง Urea ที่เป็น NMF ตัวสำคัญตัวหนึ่งที่ช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น

ในวงการเครื่องสำอางมีสารสกัดจากพืชอวบน้ำที่ชื่อ Salicornia herbacea สารสกัดนี้สามารถกระตุ้นให้ผิวสร้าง AQP8 ได้มากขึ้น ผู้ผลิตวัตถุดิบยัง Claim อีกว่าสารสกัดนี้ยังมีผลเพิ่มการสร้าง AQP3, Filaggrin และไขมันที่เป็นส่วนประกอบของ Lipid lamella ได้ดีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสารนี้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว และช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้

Tight junction

Tight junction หรือเรียกย่อๆ ว่า TJs เป็นช่องแคบๆ ที่อยู่ระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่เสมือนตัวกั้นไม่ให้สารต่างๆ และน้ำ เข้าออกได้อย่างอิสระ มีผลช่วยรักษาน้ำให้อยู่ในผิว

TJs ในผิวมีด้วยกันหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญและเริ่มมีการพูดถึงกันในวงการเครื่องสำอางคือ Claudins โดยพบว่าผิวหนังที่สัมผัสกับสาร Benzopyrene ซึ่งเป็นสารกลุ่มมลพิษ (Pollutant) ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์นั้น มีจำนวนของ Claudins ในผิวลดลง ส่งผลให้ผิวมีการสูญเสียน้ำมากขึ้น Barrier ของผิวอ่อนแอลง และยังมีผลให้เกิดริ้วรอยต่างๆ มากมาย

ตัวอย่างสารที่สามารถเพิ่มการสังเคราะห์ TJs ในผิวได้ คือ Colloidal oatmeal ซึ่งเป็นสารดั้งเดิมที่มีใช้กันมาเนิ่นนาน อาจจะเกินร้อยปีด้วยซ้ำ โดยพบว่าสารสกัดจาก Colloidal oatmeal สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ TJs เพิ่มการสังเคราะห์ไขมันในผิว และเหนี่ยวนำให้ผิวเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) กลายเป็นผิวที่สมบูรณ์เต็มวัย*

*Reference: Ilnytska O. et al. J Drugs Dermatol. 2016;15 (6) :684-90.

Colloidal oatmeal มีใช้ในเครื่องสำอางอยู่อย่างแพร่หลาย จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย ไม่แข็งแรง

Corneocye envelope

Corneocye envelope หรือเรียกย่อๆ ว่า CE เป็นเสมือนเปลือกอีกชั้นหนึ่งที่ห่อหุ้มเซลล์ผิวชั้นนอกสุด (Corneocyte) เอาไว้ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวหนัง

ในผิวที่โตเต็มที่โครงสร้างของ CE จะมีความแข็งแรงกว่าผิวที่อยู่ด้านในหรือยังโตไม่เต็มที่ ในผิวหนังนั้นการสร้าง CE เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อกันโดยใช้เอนไซม์ในผิว (Cross-linked) ของโปรตีนหลายๆ ชนิด หลายๆ ชั้น จนมาเป็นเปลือกที่แข็งแรงและมีความคงตัวสูงขึ้นมา โดยโปรตีนตัวหนึ่งที่อยู่เป็นเปลือก CE นั้นมีชื่อว่า Filaggrin

Filaggrin นั้นได้จากการสลายตัวของโปรตีนตัวใหญ่กว่าที่ชื่อ Profilaggrin ที่ผิวชั้นล่างๆ เราสร้างไว้และเก็บไว้ในถุง (Keratohyalin granules) เมื่อเซลล์ผิวเราแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อเคลื่อนตัวออกมาข้างนอก ถุงนี้ก็จะแตกออก ทำให้ Profilaggrin นั้นโดนย่อยกลายเป็น Filaggrin ซึ่งมีชะตากรรม 2 อย่าง อย่างแรกคือ ไปโดน Cross-linked เป็นเปลือก CE ทำให้ผิวแข็งแรง กับอีกอย่างคือ Filaggrin นั้นโดนย่อยสลายต่อกลายเป็น NMF

ในการย่อยสลายของ Profilaggrin และ Filaggrin ไปเป็น NMF นั้นมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง คือ Caspase-14 ส่งผลให้ผิวเรามีปริมาณของ NMF ที่มากขึ้น สุดท้ายแล้วก็คือทำให้ผิวหนังสามารถอุ้มน้ำไว้ได้ดีขึ้นในวงการเครื่องสำอางมีสารอยู่ชนิดหนึ่งที่มีผลกับ Caspase-14 สารนี้ก็คือ Galactomyces ferment filtrate; GFF หรือที่รู้จักกันในนามว่า Pitera นั่นเอง โดยมีการศึกษาพบว่า GFF นั้นช่วยให้ Caspase-14 ทำงานได้ดีขึ้น* ผิวจึงแข็งแรงมากขึ้นและมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

*Reference: Kataoka S., et al. Arch Dermatol Res. 2013;305 (8) :683-9.

สำหรับตอนนี้ในวงการเครื่องสำอาง ก็มีเครื่องสำอางที่มาจับองค์ประกอบเหล่านี้ครบเลยค่ะ

ซึ่งเราสามารถสรุปกลไก และตัวอย่างสารบำรุงที่ดูแล Barrier ผิวได้ดังนี้

  • ไขมันที่เป็น Barrier ผิว: Ceramides, MLE, MVE, Fatty acids, Natural oil, Cholesterol
  • NMF: กลุ่มน้ำตบที่มีกรดอะมิโน/น้ำตาล/ไฮโดรไลส์คอลลาเจน/ไฮยาลูรอน
  • Aquaporin: เช่น Glyceryl glucoside
  • Tight junction: Colloidal oatmeal
  • Corneocyte envelope: ทางฝั่งญี่ปุ่นให้ความสนใจกับ Corneocyte envelope ค่อนข้างเยอะค่ะ และเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตร รวมถึงพิเทร่า ที่ดูแลเรื่อง Corneocyte envelope เช่น เทคโนโลยี HA stabilizing ของ d Program ในเครือ Shiseido