Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม แชมพูสูตรธรรมชาติ ที่ผสมสาร 18-MEA ช่วยชะลอความแก่ของเส้นผม จาก Lolane nature code

สวัสดีค่ะ

มี่ได้ไปรู้จักกับแชมพูและครีมนวดผม Lolane Nature code จากงาน ASEAN beauty ที่ผ่านมาค่ะ

Lolane nature code เป็นผลิตภัณฑ์สูตรธรรมชาติที่น่าสนใจ อัดแน่นมาด้วยส่วนผสมบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะที่นำเข้ามาจากหลายๆประเทศ

วันนี้มี่ขอเริ่มรีวิวที่ตัวแชมพูนะคะ

แชมพูของทางแบรนด์มีด้วยกัน 3 สูตรค่ะ

 

sham 2

คือ สูตรสำหรับผมแห้งเสีย ขอเรียกว่าสูตรผมแห้ง สูตรสำหรับผมมีรังแคและคัน ขอเรียกว่าสูตรรังแค และสูตรสำหรับผมและหนังศีรษะมัน ขอเรียกว่าสูตรผมมัน นะคะ

เนื้อแชมพูสูตรผมแห้ง สูตรผมแห้ง ผมมัน จะเป็นแชมพูแบบใสค่ะ ส่วนสูตรรังแคจะเป็นแชมพูเนื้อน้ำนม

sham 6.jpg

กลิ่นของทั้ง 3 สูตรจะต่างกันเล็กน้อยค่ะ

สูตรผมแห้ง จะมีกลิ่นหอมหวานคล้ายข้าวโพด

สูตรผมมัน จะมีกลิ่นออกส้มๆผสมสมุนไพร

สูตรรังแค จะมีกลิ่นออกแนวสมุนไพร

เนื้อฟองจะมาแนวคล้ายๆกัน ฟองเล็กละเอียด นุ่มดีค่ะ

sham 7

ตอนเอาลงสระผมจริงๆจะฟองเยอะกว่านี้ค่ะ

วัดค่า pH ซักหน่อย

sham 1

อยู่ที่ราวๆ 6 – 7 ค่ะ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าแชมพูทั่วไป ที่จะอยู่ราวๆ 8 ตรงนี้ก็คือดี เพราะถ้าแชมพูเป็นด่างมากไปผมจะแห้งกรอบ

 

ทางแบรนด์มีการทดสอบความอ่อนโยนของตัวแชมพูด้วยค่ะ

โดยทดสอบกับผมย้อมสี โดยมีสมมติฐานว่า แชมพูที่ชะเอาเม็ดสีออกมาได้มากกว่าจะมีความรุนแรงกว่า

โดยแบ่งเส้นผมของอาสาสมัครออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายสระด้วยแชมพูยี่ห้อ S และฝั่งขวาสระด้วยแชมพู Lolane ขอยืมรูปจากทางแบรนด์เลยนะคะ

lo 1

lo 2

lo 3

 

พบว่าฝั่งขวามีเม็ดสีออกมาน้อยกว่า จึงสรุปว่าแชมพู Lolane มีความอ่อนโยนกว่า เนี่ยเป็นอีกจุดที่มี่ชอบ คือส่วนตัวมี่เองก็ทำสีผมค่ะ ทำไปทำมาจนเม็ดสีนี่หายหมด ถ้าสีที่ย้อมหลุด ก็จะเหลือแค่ผมสีซีดๆ พอมาใช้โลแลน สีผมก็ติดผมดีขึ้น ซึ่งก็ตรงกับที่ทางแบรนด์บอกว่าเป็นแชมพูถนอมสีผมสำหรับคนที่กำลังมองหาแชมพูที่อ่อนโยนไม่ทำลายสีผมให้หลุดเร็ว

ตรงนี้ต้องกราบ

 

แชมพูทั้ง 3 สูตรมีส่วนของสารบำรุงคล้ายๆกันค่ะ เลยขอยกส่วนผสมของสูตรผมแห้งมาเป็นนางเอกในการวิเคราะห์ส่วนผสมในวันนี้นะคะ

ส่วนผสม:

สผส shampoo

ส่วนของส่วนผสมมี่ทำเป็นสีๆไว้ให้ค่ะ

  • สีฟ้า: กลุ่มสารทำความสะอาดหลัก
  • สีม่วง: กลุ่มสารบำรุง
  • สีเขียว: สารปรับสภาพเส้นผมให้ผมนุ่ม เงาสลวย หวีง่ายไม่พันกัน
  • สีแดง: parabens ซึ่งดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่

 

เริ่มกันที่สีฟ้าค่ะ

สารทำความสะอาดตัวหลักคือ Sodium lauryl ether sulfate หรือ SLES ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดประจุลบ ทำความสะอาดได้ดี ฟองเยอะ เสริมมาด้วย Cocamidopropyl betaine กับ Disodium cocoyl glutamate (ขอย่อว่า DCG) ซึ่งมีความอ่อนโยน และ cocamide DEA ที่ช่วยเพิ่มฟองค่ะ

ตัว DCG นี้ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ เพราะนางดีงามอยู่ค่ะ สารทำความสะอาดตัวนี้ผลิตจากกรดอะมิโนกลูตาเมท และ กรดไขมันจากมะพร้าว จึงมีความเป็นธรรมชาติอยู่ในตัว สารทำความสะอาด DCG นี้มีความอ่อนโยนสูง และยังมีความสามารถพิเศษ คือ นอกจากความอ่อนโยนของนางแล้วนางจะช่วยลดการเกาะติดของ SLES บนเส้นผม จึงช่วยเพิ่มความอ่อนโยนให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้ และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้อีก (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

 

ต่อมา สีม่วง

ถึงจะเป็นแชมพู ที่สัมผัสผมแป๊บเดียว นางก็ใส่ใจ ใส่สารบำรุงมาด้วย สารบำรุงที่ใส่มามีหลายตัวค่ะ

  • Propanediol เป็นวัตถุดิบเพิ่มความชุ่มชื้นที่ผลิตได้จากการหมัก Corn sugar ตัวนี้มีความอ่อนโยนสูงค่ะ ช่วยให้เส้นผมอ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น
  • C10-40 Isoalkylamidopropylethyldimonium ethosulfate ตัวนี้คือน้ำมัน 18-MEA ที่นำมาทำให้อยู่ในรูปแบบของประจุบวกค่ะ ตัวนี้เรื่องมันยาวค่ะ ต้องมาลงรายละเอียดกันซักหน่อย

18-MEA เป็นน้ำมันตามธรรมชาติชนิดหนึ่งที่อยู่บนเส้นผมของคนเราค่ะ ช่วยให้ผมเงางาม ว่ากันว่า เวลาเราอายุเพิ่มขึ้น น้ำมันนี้จะลดลง ผมคนที่มีอายุเพิ่มขึ้นเลยไม่เงางามไม่สุขภาพดีเหมือนผมเด็กๆ ทางแบรนด์จึงเคลมว่า 18-MEA นี่เป็นเสมือนดัชนีชี้ความอ่อนเยาว์ของเส้นผม

ทีนี้ทำไมต้องประจุบวก ??

จริงอยู่ที่มีหลายๆแบรนด์ใส่ 18-MEA มาในสูตร แต่หลายๆแบรนด์ ไม่ได้ใช้ในรูปแบบประจุบวก เหมือนของแบรนด์นี้ สาเหตุที่ต้องเป็นประจุบวกเพราะว่า ผมเสียของเราจะมีประจุลบ พอเจอสารประจุบวก ก็จะจับกันได้แน่น ไม่หลุดออกไปได้ง่ายๆ ดังนั้น 18-MEA ที่เป็นประจุบวกก็จะเกาะติดบนเส้นผมได้นาน แม้จะล้างแชมพูออกไปแล้ว (เหตุผลนี้ใช้กับพวกสารประจุบวกในสูตรครีมนวดผมด้วย คือ ประจุบวกจะไปเคลือบติดบนเส้นผม)

ตามภาพเลยค่ะ

pantene

(ที่มา: http://www.myfatpocket.com/beauty-news/pantene-launches-colour-perm-lasting-care-range.html)

 

  • สารสกัดจากข้าวหอมนิล (ตามที่เคลมไว้ข้างขวด) ข้าวหอมนิลอุดมด้วยสารสีที่เป็น Antioxidant ที่ดี จึงสามารถปกป้อง 18-MEA ตามธรรมชาติบนเส้นผมไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ
  • ส่วนผสมของ Apigenin, Oleanolic acid และ Biotinoyl tripeptide-1 คือ วัตถุดิบ Procarpil ของประเทศฝรั่งเศส ให้ผลเสริมฤทธิ์กันอย่างลงตัว โดยช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงเส้นผม ต่อต้านการทำงานของเอนไซม์ 5α-reductase ที่เป็นเอนไซม์เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายให้มีฤทธิ์แรงขึ้น มีผลทำให้รากผมมีขนาดเล็กลง และฝ่อไปในที่สุด สารนี้จึงมีคุณสมบัติช่วยให้รากผมของเรามีความแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่าย

 

hair 6

(ที่มา: Sederma)

  • สารสกัดจาก Celery ตัวนี้น่าจะหมายถึงวัตถุดิบ Apiscalp ที่นำเข้าจากฝรั่งเศส ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า คืนความชุ่มชื้น ปรับสมดุลการผลิตน้ำมันของหนังศีรษะให้เหมาะสม ฟื้นฟูความเสียหายและความเสื่อมที่หนังศีรษะ และให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing effect)

 

ส่วนของสารสีเขียวเป็นกลุ่มของสารประจุบวกตามที่เล่าให้ฟังว่าจับกับผมเสียที่เป็นลบและช่วยให้ความเงางาม

และสีแดงคือสารกันเสียในกลุ่ม parabens ที่ดูเหมือนจะไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก แต่แชมพูพวกนี้สัมผัสผมแค่ชั่วคราวแล้วก็ล้างออก จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนผสมอีกสองสูตรที่เหลือก็จะคล้ายๆกันนะคะ

ถ้าเป็นสูตรผมมันจะมีการเพิ่มสารสกัดจากพืชตระกูล Citrus เข้ามา ทางแบรนด์ Claim ว่าเป็น Balance care technology ที่ใช้สารสกัดจาก Citrus ร่วมกับ Celery ในการปรับสมดุลความมันของหนังศีรษะและเส้นผม และคืนความแข็งแรงให้แก่เส้นผม โดยเพิ่มการยึดเกาะของเส้นผมกับหนังศีรษะให้แน่นขึ้น ผมจึงไม่หลุดร่วง นอกจากนี้ยังใช้น้ำมัน Tea tree ที่เก็บกักไว้ในระบบนำส่งแบบแคปซูล ช่วยควบคุมความมันบนหนังศีรษะ ให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing effect) และช่วยให้หนังศีรษะชุ่มชื้น มีสุขภาพดี นอกจากนี้ Tea tree oil ยังมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถลดการเกิดรังแค อาการคัน และความมันของหนังศีรษะในอาสาสมัครได้ดี โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ (J Am Acad Dermatol. 2002;47(6):852-5.)

ถ้าเป็นสูตรรังแค จะมีการเพิ่ม  Zinc pyrithione ที่ให้ผลดีต่อรังแค น้ำมันสกัดจากไพล หรือ Plaitanoid มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและราที่ก่อให้เกิดรังแค ช่วยให้รู้สึกสบายหนังศีรษะ และลดอาการคันหนังศีรษะและรังแค นอกจากนี้น้ำมันจากไพลยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบและระคายเคืองได้ด้วย และ สารสกัดจากเปลือกไม้สน เข้าใจว่าเป็นวัตถุดิบของทางฝรั่งเศส มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมความมัน และลดการสะสมตัวของเชื้อก่อโรคบนหนังศีรษะ หนังศีรษะจึงมีสุขภาพดี

ตารางสรุปซักนิดก่อนไปให้คะแนน อันนี้ขอยืมมาจากทางแบรนด์เลยนะคะ

คุณลักษณะ แชมพูทั่วไป แชมพู Lolane nature code
1. ความเป็นมิตรกับไขมันตามธรรมชาติบนเส้นผม สารทำความสะอาดมักขจัดเอาไขมันตามธรรมชาติของเส้นผมออกมา ทำให้เส้นผมหยาบกระด้าง ไม่เงางาม มีการเสริม 18-MEA ให้แก่เส้นผม โดย 18-MEA ก็เป็นเสมือนดัชนีบ่งชี้ความอ่อนเยาว์ของเส้นผม
2. สารทำความสะอาด ใช้สารทำความสะอาด SLES เป็นตัวหลัก ซึ่งไม่ได้อ่อนโยนมากนัก ใช้สารทำความสะอาด SLES ร่วมกับสารทำความสะอาดชนิดอ่อนโยนในตระกูล Glutamate ซึ่งมีผลลดการระคายเคือง SLES
3. สารบำรุง มักไม่มีสารบำรุง หรือถ้ามีส่วนมากก็จะเป็นกลุ่มของสารที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ มีสารบำรุงอยู่หลายชนิด และเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น Corn sugar, procarpil, Apiscalp และสารสกัดจากข้าวหอมนิล
4. อื่นๆ ผ่านการทดสอบการระคายเคืองและความปลอดภัยจากสถาบัน Dermscan Asia

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้มี่แบ่งเป็น 4 หัวข้อนะคะ ตั้งแต่สารทำความสะอาด สารบำรุง ส่วนผสมอื่นๆ และ การใช้งาน

  1. สารทำความสะอาด นอกจาก SLES แล้วก็มีการเสริมสารทำความสะอาดเข้ามาอีกหลายชนิด โดยเฉพาะสารทำความสะอาดกลุ่ม Glutamate ที่มีความอ่อนโยน และมีคุณสมบัติลดการเกาะติดของ SLES บนเส้นผมได้จึงช่วยลดการระคายเคืองจากสารทำความสะอาดหลักได้ นอกจากนี้ก็ยังใช้สารกลุ่ม betaine ที่มีความอ่อนโยนเช่นกัน ตรงนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุง แชมพูตัวนี้มีสารบำรุงอยู่หลายตัวเหมือนกันโดยรวมให้คุณสมบัติหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผมร่วง ผมบาง ความชุ่มชื้น ความเงางาม ช่วยเรื่อง Hair aging ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ของวงการเครื่องสำอาง โดยการใช้ 18-MEA เพื่อช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้เส้นผม และช่วยปรับสมดุลของเส้นผมและหนังศีรษะ ครบถ้วนทุกจุดความต้องการบนหัวเลยทีเดียว ถึงแม้แชมพูจะสัมผัสผมเราแค่แป๊บเดียว แต่มีก็ดีกว่าไม่มี รับไป 5 ฟลาสก์
  3. ส่วนผสมอื่นๆ สารองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่ใส่มาก็มีประโยชน์หมด แต่ตัวที่น่าเสียดายคือ parabens ที่อาจจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก ถึงแชมพูจะสัมผัสผมเราไม่นาน แต่มีก็คือมี หักคะแนนไป 1 คะแนน รับไป 4 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ผมแห้ง หนังศีรษะมันค่ะ ลองใช้ทั้ง 3 สูตร ชอบสูตรรังแคมากที่สุด รู้สึกว่าสระแล้วผมนุ่มสุด แล้วให้ความรู้สึกเบาสบายหัว ส่วนสูตรผมแห้งกับผมมัน มี่ว่ามันแห้งไปนิดค่ะสำหรับผมมี่ กลิ่นก็มาเป็นแนวธรรมชาติค่ะ ตรงนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์นะคะ ถ้ารีวิวแค่สูตรรังแค นี่จะให้ 5 เต็ม

 

คะแนน lolabe

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Lolane ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้กับทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/LolaneThailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Lolane การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เจลลดรอยแผลเป็นผสมสารสกัดจาก Dragon’s blood กับ Puricas Dragon’s blood scar gel

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวเจลลดรอยแผลเป็นดีๆที่น่าสนใจมาฝากกัน ด้วยความที่กล่องเขาสวยและมีความหรูหราวันนี้เราก็เลยจะมาเริ่มตั้งแต่แกะกล่อง ยันไปถึงการใช้งาน

เป็นเจลลดรอยแผลเป็นจากแบรนด์ Puricas กับ Puricas Dragon’s blood scar gel ค่ะ

ซึ่งเป็นแบรนด์แรกที่มีการนำเอาสารสกัดจาก Dragon’s blood มาใช้เป็นเจลแต้มแผลเป็นนะคะ

pu 1

วันก่อนนี้มี่พึ่งเอารีวิวเจลแต้มสิวของทางแบรนด์มาฝากให้ได้ชมกันแล้ว (>>>ลิงค์เจลแต้มสิว<<<)

วันนี้เลยขอเล่าเรื่อง Dragon’s blood ให้ฟังอีกรอบนะคะ

Dragon’s blood เป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ว่ากันว่าเป็นต้นไม้มหัศจรรย์ที่ชาวเดินป่าใช้รักษาแผลอักเสบที่เกิดจากอุบัติเหตุ แมลงสัตว์กัดต่อย ฆ่าเชื้อต่างๆ สาเหตุที่นางได้ชื่อว่า Dragon’s blood ก็เพราะว่า นางมียางไม้ที่มีสีแดงเหมือนเลือดนั่นเองค่ะ

drop_of_dragons_blood_main_-_zoe_helene

(ที่มา: Helen, Z. http://www.medicinehunter.com/dragons-blood)

 

ทางแบรนด์เคลมว่า มีการใช้นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี ที่มีชื่อเรียกว่า Herbanano Action Technology หรือ HNAช่วยให้ได้สารสกัดขนาดเล็ก จึงดูดซึมได้ดี และเกิดการเสริมฤทธิ์แบบที่เรียกว่า Synergistic effect ทำให้ได้ผลประโยชน์ต่อผิวหนังมากมาย

pu 10

และด้วยความนวัตกรรมนี้เอง ทางแบรนด์จึงกล้าเคลมว่าเจลของนางสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ เมื่อใช้วันละ 3 – 4 ครั้ง

และสามารถใช้ได้กับแผลเป็นทั้ง 7 ชนิด คือ

  • แผลเป็นใหม่และแผลเป็นเก่า
  • แผลเป็นจากสิว
  • แผลเป็นนูนและแผลเป็นลึก
  • แผลผ่าตัด
  • แผลคีลอยด์
  • แผลอุบัติเหตุ
  • แผลอีสุกอีใส

 

จากกล่องเมื่อครู่ ถ้าเราเปิดมาจะเจอกับแผ่นโฆษณาชั้นแรกค่ะ

pu 2

ในแผ่นจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับสารบำรุง และประสิทธิภาพของตำรับค่ะ

เปิดมาอีกชั้นทางด้านซ้ายจะเป็นรูปต้น Dragon’s blood นางเอกของผลิตภัณฑ์ค่ะ

pu 3

ส่วนทางด้านขวาก็จะเจอกับเจลลดรอยแผลเป็น Puricas วางอยู่อย่างสวยงาม

pu 4

ที่มี่ได้มาจะเป็นหลอดขนาด 20 กรัมนะคะ

pu 5

เนื้อเจลเป็นเจลสีส้มอ่อนๆ มีกลิ่นของสารสกัดจากหัวหอมค่อนข้างชัดค่ะ ดีใจได้ ใส่มาเยอะแน่ๆ

pu 6

เกลี่ยได้ง่าย ซึมผิวไว ไม่เหนอะหนะค่ะ

pu 7

ทิ้งไว้สักครู่ก็จะซึมไปจนหมด ไม่ทำให้ผิวเป็นสีส้มตามสีเนื้อเจลแต่อย่างใด และไม่ติดเสื้อผ้า

pu 8

วัด pH ซักหน่อยนะคะ พอเป็นพิธี

pu 9

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

 

เจลตัวนี้ทางแบรนด์มีความใส่ใจในด้านความปลอดภัยนะคะ เลยเอาไปทดสอบกับสถาบัน DermScan Asia ซึ่งเป็นสถาบันตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเครื่องสำอางชื่อดังด้วยหละ

pu 11

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส scar gel

จากส่วนผสม มี่ทำสีของสารบำรุงไว้เป็นสีม่วงนะคะ จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วในหลอด มีแต่สารบำรุงทั้งนั้นเลย มีส่วนของสารอื่นๆเข้ามาเท่าที่จำเป็นให้เกิดเป็นเนื้อเจลได้

รายละเอียดของสารบำรุงแต่ละตัวเป็นดังนี้นะคะ

  • สารสกัดจากหัวหอม (Allium cepa extract) มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ทดสอบในผู้หญิงผ่าท้องคลอดที่ทาเจลทดสอบที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอมเข้มข้น 12% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ารอยแผลเป็นมีความนูนลดลง มีสีจางลง และมีความเจ็บปวดบริเวณแผลลดลง (Dermatol Res Pract. 2012; 2012:212945.)
  • สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ลดการอักเสบระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • สารสกัดจากใบบัวบก มีประโยชน์ด้านการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัยลดริ้วรอย และลดการอักเสบ
  • นางเอกของเรา Dragon’s blood มีประโยชน์ด้านการสมานแผล กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดการเกิดแผลเป็น ช่วยให้การสร้างเนื้อเยื่อให้เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ช่วยให้ผิวเรียบเนียนเสมอกัน
  • สารสกัดจากผักบุ้งทะเล (Ipomoea pes-caprae extract) มีประโยชน์ลดการอักเสบและระคายเคือง
  • Arginine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง มีประโยชน์เพิ่มความชุ่มชื้น ว่ากันว่าเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สาร Nitric oxide ในร่างกาย ซึ่งมีผลขยายหลอดเลือดเพิ่มการไหลเวียนของเลือด สารอาหารต่างๆจึงมาเลี้ยงผิวได้มากขึ้น ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี
  • Methylsilanol hydroxyproline aspartate มีชื่อทางการค้าว่า Hydroxyprolisilane CN ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้สามารถกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่หลังจากเกิดแผล กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวชนิดต่างๆ ให้ทำงานได้ดีขึ้นจึงช่วยสมานแผลและเติมเต็มแผลเป็นที่ยุบไปให้สมบูรณ์ขึ้นมา
  • Allantoin ลดการอักเสบและระคายเคือง

ส่วนของส่วนผสมอื่นๆที่เหลือก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอยู่เลย

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่าจัดเต็มไปที่ปัญหาแผลเป็นโดยเฉพาะ สารบำรุงที่ใส่มาหลายตัวมีข้อมูลและงานวิจัยรองรับว่ามีประสิทธิภาพในการลดแผลเป็นได้ นอกจากเรื่องแผลเป็นสารบำรุงยังมีประโยชน์อื่นๆเสริม ไม่ว่าจะเป็นด้านการชุ่มชื้น ชะลอวัยลดริ้วรอย และลดการอักเสบระคายเคืองของผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. สารส่วนผสมอื่นๆ มีอยู่เท่าที่จำเป็น และไม่มีสารไหนที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เป็นเจลลดรอยแผลเป็นที่ทำมาได้น่าสนใจมาก เนื้อเจลค่อนข้างนุ่มลื่น เกลี่ยง่าย ซึมผิวไวไม่เหนอะหนะ ทาแล้วแต่งตัวได้เลยไม่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้า แต่แรกๆกลิ่นอาจจะติดจมูกนิดหน่อย ใช้ทาบนหน้าก็ได้ค่ะ แต่ถ้าทาใกล้จมูกมากก็อาจจะต้องทนกลิ่นซักพัก เจลนี้ให้ผลครอบคลุมได้เกือบทุกปัญหาจากแผลเป็น โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบ และเป็นเจลแผลเป็นที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยทีเดียว ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน

ในส่วนของราคานั้นถือว่าไม่ได้แรงมาก ราคาของหลอด 20 กรัม อยู่ที่ 690 บาท คิดเป็น 34.95 บาท/กรัม ค่ะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Puricas ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจ Puricas โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/puricas/

http://puricas.com/th/home

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Puricas การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแบบละเอียด กับเซรั่มเพื่อผิวขาวกระจ่างใส จากแบรนด์ Scitifique กับเซรั่ม White Theory เซรั่มสุดชิคที่มี Scientific data รองรับ

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวครีมเพื่อผิวขาวกระจ่างใสจากแบรนด์ Scitifique มาฝากกันนะคะ

เป็นครีมที่มีชื่อเต็มๆว่า Scitifique White theory Day to night wear Intensive whitening skin regeneration cream ค่ะ

แบรนด์ Scitifique นี้เป็นเวชสำอางแบรนด์ไทยที่คิดค้นและพัฒนาสูตรโดยเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยระดับปริญญาเอกตามกระบวนการคิดและหลักการทางวิทยาศาสตร์ (scientific) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ ส่วนผสมที่ใช้ต้องมีงานวิจัยรองรับและมีความปลอดภัยสูง

เวลาสั่งของนาง นางก็จะแพคมาน่ารักกุ๊กกิ๊ก ดูสวยงามดีค่ะ

sci 7.jpg

แกะออกมาด้านในก็จะเจอแบบนี้ค่ะ

sci 8.jpg

จริงๆมี่ได้กันแดดมาด้วย ไว้เดี๋ยวเอามาอวดอีกทีเนอะ

หน้าตาเซรั่ม White Theory เป็นแบบนี้นะคะ

sci 1

ด้านในจะเป็นครีมแบบกระปุกกดนะคะ เอ๊ะยังไงครีมแบบกระปุกกด ??

sci 2

คือเราต้องกดที่ฝาด้านใน เพื่อให้เนื้อครีมออกมาทางด้านบนค่ะ

กระปุกแบบนี้ก็จะมีข้อดีคือ ป้องกันการปนเปื้อนของเนื้อครีมจากสิ่งแวดล้อม และจากนิ้วมือของเรานั่นเอง (เพราะบนผิวของเราทุกคนล้วนมีเชื้อจุลินทรีย์อาศัยอยู่ค่ะ)

พอกดแล้วเนื้อครีมก็จะออกมาตามช่องด้านบนค่ะ

sci 3

ครีมเป็นครีมที่มีลักษณะเป็นกึ่งๆเจลกึ่งๆครีม สีขาวขุ่น กลิ่นหอมอ่อนๆ

sci 4

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมผิวไว ไม่เหนอะหนะ ถ้าใช้กลางวันก็แต่งหน้าได้เลยไม่ต้องรอนาน

sci 5

วัด pH ซักหน่อยนะคะ

sci 6

pH อยู่ที่ราวๆ 6 ค่ะ ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

มาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่า

สผส sci

วันนี้เรามารีวิวกันแบบละเอียด แจงจัดหนักทุกส่วนผสมเลยนะคะ

ถ้าเราพิจารณากันจะพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Actives คือ สารบำรุง เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี รวมไปถึงมีประโยชน์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อหลักของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ และมีความปลอดภัย

 

ในส่วนของสารบำรุงมี่ได้ทำสีม่วงไว้ให้ค่ะ ถ้าดูแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นสีม่วงหมดเลย

สารบำรุงของทางแบรนด์ที่เป็นพวกกลุ่มของสารสกัดพืชจะเป็นสารสกัดที่นำเข้าจากเกาหลีเสียส่วนใหญ่นะคะ ยกเว้น Astaxanthin ที่ได้มาจากสาหร่ายสีแดงนั้นจะนำเข้ามาจากแถบสแกนดิเนเวียค่ะ

 

มาดูรายละเอียดของสารแต่ละตัวกันเลยดีกว่า

  1. กลุ่ม Actives มี่แทนด้วยสีม่วงนะคะ เรียกได้ว่ามีกันเยอะหลายชนิดเลยทีเดียว
  • Niacinamide คือรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ทางแบรนด์เคลมว่าใส่มา 5% เลยทีเดียว ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่าสารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261) มีการทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพเทียบเท่า Clindamycin ในการรักษาสิว (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.) การทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพในการลดฝ้าไม่แตกต่างกับ Hydroquinone 4% แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า (Dermatol Res Pract. 2011;2011:379173.) จึงสรุปได้ว่า ในความเข้มข้น 5% ที่เขาใส่มานี่ มีประโยชน์เรื่องสิวกับเป็น Whitening ได้จริงไม่อิงนิยาย
  • Astaxanthin เป็นสารสีแดงชนิดหนึ่ง พบในพืชหลายๆชนิด มีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดี และมีส่วนช่วยในการเป็น Whitening ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UV และช่วยชะลอวัยลดริ้วรอย Astaxanthin นางก็แอบใส่มาเยอะนะ เคลมว่าใส่มาจัดเต็ม 3% กันเลยทีเดียว
  • Arbutin เป็นสารตามธรรมชาติที่พบในพืชหลายๆชนิด เช่น Bearberry มีประโยชน์ในการเป็น Whitening โดยไปลดการสร้างเม็ดสีผิว ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase (Biol Pharm Bull. 2013;36(11):1722-30.)
  • Sodium hyaluronate มีบทบาทเรื่องเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • Diospyros kaki leaf extract สารสกัดจากใบ Persimmon ญี่ปุ่น มีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Chem Toxicol. 2011 ;49(10):2689-96.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้มีประโยชน์เป็น Antioxidant และยังให้ผลดีในการลดการอักเสบระคายเคือง และเป็น Whitening ด้วย
  • Camellia sinensis leaf extract สารสกัดจากใบชา เป็นที่รู้จักกันในคุณสมบัติการเป็น Antioxidant ที่ดี และในใบชายังมี Tannin ที่มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สารประกอบกลุ่ม Catechin ที่พบในใบชายังมีประโยชน์ทางชีวภาพมากมาย ให้ประโยชน์ได้หลายด้านไม่ว่าจะเป็น การชะลอวัยลดริ้วรอย ลดการอักเสบระคายเคือง และ Whitening (Skinmed. 2012;10(6):352-5.)
  • Opuntia humifusa extract สารสกัดจากพืชในตระกูลกระบองเพชร มีรายงานว่าสามารถปกป้องผิวจากรังสี UV (Pharm Biol. 2017;55(1):1032-1040.)
  • Castanea crenata extract สารสกัดจากเกาลัด เปลือกด้านในประกอบด้วยสารในกลุ่ม Flavonoid หลายๆชนิด เป็น Antioxidant ที่ดี (Antioxidants (Basel). 2017 May 5;6(2). pii: E31.) และมีคุณสมบัติต่อต้านการแพ้ โดยไปยับยั้ง Mast cell degranulation (Arch Pharm Res. 1999 Jun;22(3):320-3.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่ามีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง Antioxidant และเป็น Whitening
  • Allantoin สารที่พบในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)
  1. Base ส่วนของเนื้อหลัก ประกอบด้วยน้ำและน้ำมัน ดังนี้
    • ส่วนของน้ำ ประกอบด้วย น้ำ Glycerin และ Butylene glycol ซึ่งเป็นตัวดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    • ส่วนของน้ำมัน ประกอบด้วย Squalane และ Caprylic/capric triglycerides ที่ช่วยเป็นไขมันทดแทนให้กับผิว
  2. Additives สารองค์ประกอบอื่นๆ ได้แก่
    • สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium polyacrylate ช่วยเพิ่มความหนืดและผสานน้ำกับน้ำมันช่วยขึ้นเนื้อครีม
    • สารจับโลหะ ได้แก่ Sodium EDTA ช่วยเพิ่มความคงตัวและเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol และ Methylisothiazolinone

 

ให้คะแนน แบ่งเป็น 3 หัวข้อนะคะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่านอกจาก Whitening ตามเคลมของผลิตภัณฑ์แล้ว สารบำรุงที่ใส่มายังมีประโยชน์รองๆในด้าน Antioxidant ช่วยชะลอวัย ลดการอักเสบระคายเคือง และปกป้องผิวจากผลเสียของรังสี UV ไปพร้อมๆกัน ด้วยความที่มีสารลดการอักเสบ นอกจากจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดดแล้ว ก็จะให้ผลดีจากจุดด่างดำจากสิวได้ด้วย เลยให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ส่วนผสมอื่นๆที่ใส่มาไม่ได้มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมี่เป็นคนผิวแห้ง เลยรู้สึกว่าครีมนี้อาจจะเบาไปนิดหน่อยสำหรับผิวมี่ แต่ถ้าสำหรับคนผิวธรรมดา หรือผิวมันน่าจะชื่นชอบเบสแบบนี้อยู่ค่ะ ในด้านของความชุ่มชื้น มี่ว่าไม่หนักผิวดี และในด้านของรอยดำรอยแดงจากสิว รวมถึงจุดด่างดำจากแสงแดด ก็ถือว่าให้ผลเป็นที่พอใจค่ะ โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

คะแนน sci

ครีมตัวนี้มีราคาอยู่ที่ 680 บาท บรรจุ 30 ml ตกเป็น 22.67 บาท/ml ค่ะ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Scitifique โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/scitifique/

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Scitifique ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Scitifique การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบไฟโตเอสโตรเจนจากถั่วเหลือง จาก Naturalist Soybean PhytoGen Moisture Essence

ห่างหายไม่ได้อัพรีวิวผลิตภัณฑ์ของ Naturalist ไปเสียนานเลย

Naturalist เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจนะคะ ทั้งในแง่ส่วนผสม Packaging design รวมไปถึงเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์

รวมถึงวันนี้ ผลิตภัณฑ์ของ Naturalist ที่มี่ได้มามีทั้งหมด 3 ชิ้นค่ะ

naturalist.JPG

สองตัวซ้ายกับขวา มี่อัพรีวิวไว้แล้วนะคะ เผื่อใครที่พลาดชม สามารถติดตามได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้เลยค่ะ

Perfect BHA clear (>>>Click<<<)

Duo B moisture essence (>>>Click<<<)

 

วันนี้ก็ถึงเวลาของตัวสุดท้ายแล้วค่ะ กับ Naturalist soybean PhytoGen Moisture Essence ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

soy 1.JPG

เป็นแพคเกจที่มีดีไซน์หรูหราไฮโซเช่นกับพี่น้องที่เคยอัพรีวิวไป

เอสเซนส์ตัวนี้เน้นส่วนผสมของสารสกัดจากถั่วเหลือง เน้นเติมน้ำ คืนความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบระคายเคืองผิว และฟื้นฟูให้ผิวอ่อนเยาว์ กระจ่างใสค่ะ

เรียกได้ว่าเน้นเรื่อง Anti-aging กับ Brightening ไปควบคู่กันค่ะ

เนื้อเอสเซนส์จะเป็นน้ำตบใส หนืดนิดๆ และเนื่องจากไม่ได้ใส่น้ำหอมเราจะได้กลิ่นของวัตถุดิบอยู่จางๆค่ะ มี่ว่าคล้ายๆถั่วๆ ออกดินๆหน่อยค่ะ

soy 2

เกลี่ยง่าย ลื่นผิว เวลาเกลี่ยจะไม่ได้ซึมหมด หรือแห้งหายไปหมดในทันที เราจะตบๆนิดหน่อยนางก็จะซึมหมดค่ะ ผิวจะรู้สึกนุ่ม ไม่เหนอะหนะ

soy 3

สำหรับวิธีใช้ ตัวนี้เราจะหยดลงบนฝ่ามือ วอร์มนิดหน่อยแล้วค่อยๆกดๆลงไปบนผิวหน้าจนซึมจนหมด อย่าลืมทาคอด้วยนะคะ

วัดค่า pH เช่นเคย

soy 4

pH อยู่ที่ราวๆ 5 ใกล้เคียงกับผิวเราดีค่ะ

ดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

สผส soybean

วันนี้มี่แบ่งส่วนผสมของสารบำรุงให้เป็น 2 กลุ่มค่ะ คือ กลุ่มสีฟ้า กับ กลุ่มสีม่วง

จากส่วนผสมนี่คือ สารส่วนใหญ่คือสารบำรุง ถ้าดูเนื้อ หรือ Base จะเห็นว่าเป็นเบสน้ำ ไม่มีน้ำมัน ไม่มี Alcohol และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

มาดูรายละเอียดของสารบำรุงแต่ละตัวกันดีกว่าค่ะ

  • สารสกัดจากถั่วเหลือง เป็นนางเอกในเอสเซนส์ตัวนี้นะคะ ถั่วเหลืองนั้นเรียกได้ว่ามีประโยชน์ค่อนข้างกว้างค่ะ เพราะให้ผลทั้งด้านความชุ่มชื้นโดยการเติมน้ำให้ผิว เป็น antioxidant ที่ดี และมีส่วนประกอบของ Isoflavone ที่ช่วยให้ผิวดูนุ่มฟู เปล่งปลั่ง ถ้าสกัดด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสมจะได้สารในกลุ่มเอนไซม์ Protease inhibitor ที่ไปยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปข้างนอก เราก็จะไม่เห็นเป็นสีผิว ผิวจึงดูขาวกระจ่างใสและสีสม่ำเสมอขึ้น

ทำไมต้องเอสโตรเจน???

นั่นก็เพราะว่าในผิวเราจะมีตัวรับของเอสโตรเจนอยู่ ทั้งหญิงและชาย

ซึ่งเมื่อเอสโตรเจนในร่างกายไปจับกับตัวรับเอสโตรเจนนี้ จะให้ผลดีกับผิว ผิวจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน มีความแข็งแรง และมีผิวที่หนาสมบูรณ์ ชุ่มชื้น แต่พอเราอายุเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนลดลง ผิวก็จะเริ่มบางลง แห้งง่ายขึ้น

แต่เราจะเอาเอสโตรเจนมาทาหน้าเลยก็คงไม่ดี หาจากธรรมชาติน่าจะปลอดภัยกว่า

ในพืชหลายชนิดก็มีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนได้ อย่างเช่นในถั่วเหลืองมีสารกลุ่มไอโซฟลาโวนที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน เราเลยเรียกว่าเป็น Phytoestrogen ค่ะ (คำว่า Phyto- เป็นคำขยายที่แปลว่าพืชนั่นเอง)

  • สารสกัดจากราก Gentian ตัวนี้ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารสกัดให้ผลเป็น Antioxidant, Anti-inflammatory และ ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ตรงกับ Brand claim เรื่องลดการอักเสบระคายเคือง
  • Allantoin, Raffinose, Panthenol และ Betaine เป็นสารจากธรรมชาติ ที่เด่นเรื่องการลดการอักเสบระคายเคืองในผิว ให้ความรู้สึกสบายผิวเช่นกัน
  • กลุ่มสารเติมน้ำอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น Urea, Hydrolyzed collagen และ Sodium hyaluronate

กลุ่มสีม่วงจะเป็น Whitening ค่ะ

  • Tranexamic acid สารนี้เดิมทีใช้เป็นยาช่วยให้เลือดแข็งตัว ยาห้ามเลือด แต่พบว่าสารสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ช่วยให้สีผิวขาวขึ้น จึงมีการนำมาใช้ในรูปแบบทาผิว
  • Raspberry ketone เหมือนเป็น signature ของทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์เลย นอกจากมีการศึกษารองรับผลด้าน Whitening แล้ว ข้อมูลจากทางแบรนด์บอกว่ามีผลต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย นอกจากนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจึงให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์จากเชื้อ
  • สารสกัดจากชะเอม ก็เป็น Whitening และลดการอักเสบระคายเคืองในผิวได้ไปพร้อมๆกัน

 

โดยรวมก็ถือว่านอกจากเน้นเรื่อง Antiaging และ Brightening ตามที่เขียนไว้บนขวดแล้ว ก็จะมีประโยชน์ในด้านของการเติมน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิวไปด้วย

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสม ส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นสารบำรุงผิว มีคุณสมบัติโดดเด่นหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Antiaging (ชะลอวัย) ไวท์เทนนิ่ง เติมน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว หรือ Soothing effect ไปพร้อมกันๆ ในส่วนของเบสหลักเป็นเบสน้ำ ไม่มีทั้งน้ำมัน ซิลิโคน และแอลกอฮอล์ ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ใช้เอสเซนส์ทั้งเช้าและเย็น จะตบๆ หลังจากทา BHA กับ Duo B เสร็จค่ะ (BHA ระยะหลังมานี่มี่ใช้แค่กลางคืน) ตอนที่ใช้พร้อมกัน 3 อย่างจะรู้สึกว่าผิวนุ่มฟูขึ้น และมีความยืดหยุ่น เวลาเอามือตบๆบนผิวเราจะรู้สึกว่ามันเด้งๆ เหมือนตบลูกโป่งใส่น้ำ ก็จะรู้สึกดีกับผิวตัวเอง ให้ไป 5 ฟลาสก์เช่นกัน

คะแนน soy

เอสเซนส์ถั่วเหลือง PhytoGen ตัวนี้สนนราคาอยู่ที่ 890 บาท/100 ml ตกเป็น 8.9 บาท/ml ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Naturalist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามกับทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/NaturalistTH/

LINE : @naturalist.th

 

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Naturalist beauty การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เจลแต้มสิวนวัตกรรมใหม่ ผสมสารสกัดจาก Dragon’s blood เข้มข้น จากแบรนด์ Puricas

วันนี้มี่มีรีวิวเจลแต้มสิวที่น่าสนใจมาฝากค่ะ

เป็นเจลแต้มสิวจากแบรนด์ Puricas ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจาก Dragon’s blood เข้มข้น และยังมีนวัตกรรมที่ให้ประโยชน์ในการลดและป้องกันสิวได้ครบวงจรเลยหละ เดี๋ยวค่อยมาดูรายละเอียดกันอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

แบรนด์ Puricas เป็นแบรนด์สกินแคร์กึ่งเวชสำอางที่เอาสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง Dragon’s blood ของประเทศสเปน และป่าแถบอะเมซอน มาผสานกับเทคโนโลยีอื่นๆได้อย่างลงตัวค่ะ

เป็นแบรนด์แรกของประเทศไทยที่ใช้สารสกัดจาก Dragon’s blood ในการฟื้นฟูและบำรุงเลยทีเดียว

เริ่มจากหน้าตากันก่อนเลยค่ะ

pu 1

ตัวแพคเกจเป็นหลอดแบบเรียวเล็ก ใช้สะดวก บีบออกมานิดเดียวก็แต้มสิวได้แล้ว แต่ตอนช่วงเปิดครั้งแรก มันจะกะปริมาณยากหน่อยๆค่ะ

หลอดนี้พกสะดวกเหมือนกัน สำหรับคนชอบเดินทางบ่อยแบบมี่

pu 2

เนื้อเจลจะมาในรูปแบบน้ำนม สีเหลืองอมส้ม กลิ่นหอมจางๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็นกลิ่นของน้ำมัน Tea tree

pu 3

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย นุ่มลื่น ไม่หนักผิว

pu 4

พอแห้งแล้วจะมีฟิล์มบางๆเคลือบอยู่ค่ะ

pu 5

ตรงนี้จะเป็นข้างหลังกล่องนะคะ

pu 7

วัด pH ซักหน่อยพองาม

pu 6

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

เอาหละ มาดูส่วนผสมกันดีกว่า

สผส puricas acne

จากส่วนผสมมี่ทำสีไว้ให้แล้วนะคะ ลองมาแมทช์กับที่ทางแบรนด์ Claim ไว้เนอะ

 

7% Triple action ที่ประกอบด้วย 3% Acnadiol BG ร่วมกับ 2% Salicylic acid และ 2% Cytobiol Iris ที่ทำงานเสริมฤทธิ์กันแบบ Synergistic effect (คำนี้เป็นศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ค่ะ แปลง่ายๆว่าการเสริมฤทธิ์กันแล้วให้ผลดีกว่าเดิม แบบ 1 + 1 ได้ผลมากกว่า 2)

 

  • Acnadiol BG ประกอบด้วย 10-Hydroxydecanoic acid, Sebacic acid และ 1,10-Decanediol ว่ากันว่าแยกสกัดได้จากนมผึ้ง หรือ Royal jelly มีคุณสมบัติลดการสร้างน้ำมันของผิวโดยผ่านการยับยั้งเอนไซม์ 5alpha-reductase ที่เป็นต้นตอของการสร้างน้ำมัน หรือ Sebum ในรูขุมขน และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ จึงให้ผลดีด้านสิว บริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบกล้า Claim ว่า ถ้าใช้ตาม Dose ที่กำหนดจะลดการหลั่งน้ำมันได้รวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง
  • Salicylic acid ที่ความเข้มข้น 2% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่มีรายงานว่าให้ผลดีสำหรับการดูแลสิว
  • Cyobiol Iris เป็นวัตถุดิบของฝรั่งเศส ประกอบด้วย Iris florentina Root Extract ร่วมกับ Zinc Sulfate และ Retinyl Palmitate ช่วยลดการสร้างน้ำมันในรูขุมขน ยับยั้งเชื้อสิว ช่วยควบคุมการอุดตัน ผู้ผลิตวัตถุดิบยังเคลมว่า มีประโยชน์ด้านการลดริ้วรอย และกระชับรูขุมขนเสริมเข้ามาอีก

 

อีกตัวที่เป็นเสมือนนางเอกของแบรนด์ Puricas คือ สารสกัดจาก Dragon’s blood หรือ Croton lechleri resin extract

เดี๋ยวๆเห็นชื่อแบบนี้ ไม่ได้เป็นนิยายแฟนตาซีนะคะ เพราะใช่เลือดมังกรจริงๆค่ะ แต่เป็นสารสกัดของยางไม้ของต้นที่มีชื่อว่า Dragon’s blood (ชื่อวิทยาศาสตร์ Croton lechleri) นั่นเอง

603b3580a861a307dc6dbe2db2bb8236.jpg

(ที่มา: https://ctesthetic.com/tag/skin-care/)

 

ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะว่า ยางของต้นนางเป็นสีแดงเหมือนเลือดนั่นเอง

drop_of_dragons_blood_main_-_zoe_helene

(ที่มา: Helen, Z. http://www.medicinehunter.com/dragons-blood)

สารสกัดนี้มีประโยชน์อย่างไร ???

  • Dragon’s blood extract เป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์ในการช่วยเร่งการสมานแผล ลดการอักเสบ ต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยเป็น Barrier ปกป้องน้ำระเหยออกจากผิวได้ด้วย ว่ากันว่าสีแดงในน้ำยางมาจากสารกลุ่ม Proanthocyanidins ที่พบในองุ่น และ เปลือกสน ก็เป็น Antioxidant ที่ดี ตามที่เขา Claim มา

 

สารบำรุงอื่นๆ

  • Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า และยังเป็น Antioxidant ด้วย (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261) มีการทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพเทียบเท่า Clindamycin ในการรักษาสิว เลยทีเดียว (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.) ถ้าเราพิจารณาจากลำดับส่วนผสมแล้ว น่าจะพอเดาได้ว่า คงใส่มาเยอะอยู่ เพราะมาในลำดับที่ 2 เลยทีเดียว
  • สารสกัดจากใบบัวบก มีประโยชน์เด่นด้าน Antioxidant ช่วยเรื่องการสมานแผล ลดการเกิดแผลเป็น และให้ประโยชน์ไปถึงการชะลอวัย ลดริ้วรอย
  • สารสกัดจากเปลือกมังคุด ที่โดดเด่นเรื่องการยับยั้งเชื้อก่อสิว และยังมีประโยชน์เสริมในด้านลดการอักเสบและระคายเคือง รวมถึงเป็น Antioxidant ได้อีก
  • น้ำมันจาก Tea tree ที่มีประโยชน์ในการยับยั้งเชื้อก่อสิว เช่นกัน
  • Horse fat หรือ ไขมัน/น้ำมันม้า มีคุณสมบัติลดการอักเสบในผิวได้ และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทดแทนไขมันคืนให้ผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง

 

แอบมี Alcohol ติดมาในลำดับท้ายๆ หลัง EDTA ซึ่งปกตินิยมใช้ที่ 0.1% เข้าใจว่าน่าจะมากับวัตถุดิบซักตัวนึง น้อยขนาดนี้ไม่น่าจะมีผลอะไร ส่วนตัวมี่เองก็ใช้ได้มาเกือบสองสัปดาห์ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะคะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ วันนี้ขอให้คะแนนเป็น 3 หัวข้อนะคะ

  1. สารบำรุง สมกับเป็นเจลแต้มสิว เพราะอัดแน่นมาด้วยส่วนผสมที่ให้ประโยชน์ในเรื่องสิวได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดการอุดตัน ลดการอักเสบ ควบคุมความมัน ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และยังมีผลดีไปถึงแผลเป็น รอยดำ รอยแดงจากสิวได้อีก ยังไม่พอ ยังมีสารบำรุงเสริมด้านชุ่มชื้น กับชะลอวัย ป้องกันริ้วรอยเสริมมาอีก ถึงจะเป็น Brand ไทย แต่สารบำรุงส่วนมากก็นำเข้าจากต่างประเทศ เยอะขนาดนี้เอาคะแนนไปเถอะค่ะ 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ นอกจากแอลกอฮอล์ที่ติดมาในลำดับท้ายๆ ก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวอีกเลย แต่มีก็คือมี ก็ต้องขอหักคะแนนเพื่อความยุติธรรมค่ะ ให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน เป็นเจลแต้มสิวที่มีกลิ่นหอมของน้ำมัน Tea tree เนื้อเจลนุ่มลื่น ใช้ง่าย ใช้ได้ทั้งเช้าเย็น บ่ายๆเจ็บสิวคว้ามาเติมก็ยังได้ (ทางแบรนด์แนะนำว่าใช้วันละ 1 – 3 ครั้ง) มีประโยชน์ดีทั้งรอยสิว รอยดำ รอยแดง สิวอักเสบ สิวหัวดำ หัวขาว สิวเสี้ยนก็ยังใช้ได้ ประมาณ 1 – 2 วันก็ยุบแล้วค่ะ เก็บยาทาสิวอันแสนระคายเคืองและแสบหน้าขึ้นหิ้งไปเลย เอาใจอิชั้นไปเลย 5 ฟลาสก์

คะแนน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Puricas ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางเพจ Puricas โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/puricas/

http://puricas.com/th/home

 

พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Puricas การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Talks] เรื่อง(ไม่)ลับ ของ Alcohol ในทางเครื่องสำอาง

Revised 14 ก.พ. 2568

ถ้าพูดถึงคำว่า Alcohol

นิยามของ Alcohol ในทางเครื่องสำอางนั้นจะแตกต่างกับ Alcohol ตามนิยามทางเคมีนิดหน่อย

Blog นี้เราจะมาดูรายละเอียดของ Alcohol กันนะคะ

BTT alcohol.jpg

หลายๆ คน แค่เจอคำว่า Alcohol บนฉลากก็เหวี่ยงผลิตภัณฑ์ทิ้งไม่เอาแล้ว แต่จริงๆแล้ว Alcohol ทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายไปซะหมดนะคะ

ปกติตามนิยามทางเคมี สารในกลุ่ม Alcohol ก็จะหมายถึงสารอะไรก็ตามที่มีหมู่ฟังก์ชัน -OH (Hydroxyl) อยู่เป็นหมู่ฟังก์ชั่นหลักในโครงสร้างค่ะ

แต่ในทางเครื่องสำอาง คำว่า “Alcohol” สั้นๆ ที่ปรากฎบนฉลาก จะหมายถึง Ethyl alcohol หรือ Ethanol ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ชนิดที่เป็นส่วนประกอบในไวน์ เหล้า เบียร์ ที่เรารับประทานกัน

เมื่อพิจารณาจากกลุ่มสาร ประโยชน์ และการใช้งานแล้ว

เราสามารถแบ่ง Alcohol ในทางเครื่องสำอางได้เป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือ Alcohol สายสั้นๆ หรือ Short chain alcohol พวกนี้จะละลายได้ดีในน้ำ ละลายไขมันได้บ้าง ตัวอย่าง เช่น

Methanol หรือ Methyl alcohol ตัวนี้มีคาร์บอน 1 ตัว เป็นแอลกอฮอล์ที่ต้องห้าม ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง เพราะมีความเป็นพิษ และอาจจะทำให้ตาบอดได้ บางครั้งอาจจะปนเปื้อนมา เพราะจุลินทรีย์ที่ติดมากับผลิตภัณฑ์สร้างขึ้นก็ได้

Ethanol หรือ Ethyl alcohol ตัวนีี้มีคาร์บอน 2 ตัว เป็น Alcohol ที่ใช้กันทั่วไปในวงการเครื่องสำอาง มีคุณสมบัติเพิ่มการละลายสาร เพิ่มการดูดซึมสารต่างๆเข้าผิว ช่วยขจัดความมันและสิ่งสกปรกอุดตัน ให้ความรู้สึกเย็นตอนทา ช่วยให้ผลิตภัณฑ์แห้งไวตอนทา ลดความเหนอะหนะให้เนื้อครีม และมีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขน แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้ผิวแห้ง และระคายเคืองได้ในบางคน

แต่ทั้งนี้การตอบสนองแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน โดยคนที่มีผิวมัน มีแนวโน้มจะทนต่อ alcohol และชอบฟีลลิ่งของผลิตภัณฑ์ที่ใส่ alcohol ลงไปลดความเหนอะหนะให้เนื้อครีม

และการระคายเคืองขึ้นกับความเข้มข้นในสูตร ถ้ามีน้อยๆ แทบจะไม่ต้องกังวลเลย

ตัวต่อมา Propanol หรือ Propyl alcohol มีคาร์บอน 3 ตัว เป็น Alcohol ที่ปัจจุบันไม่ค่อยเจอในตำรับ แต่อาจพบได้ในโทนเนอร์ และ Aftershave สำหรับผู้ชาย ตัวนี้มีกลิ่นแรง และละลายไขมันดีมากๆ จนทำให้ผิวแห้งได้มาก

กลุ่มถัดมา เป็นกลุ่ม Alcohol สายยาวๆ หรือ Long chain alcohol พวกนี้พอมีจำนวนคาร์บอนเยอะขึ้น จะละลายน้ำได้น้อยลงเรื่อยๆ กลายเป็นสารไขมัน ที่เรียกกันว่า Fatty alcohol เวลาเอามาใส่ในสูตรครีม ก็จะให้ผลเพิ่มความคงตัวให้ผลิตภัณฑ์ เพิ่มเนื้อให้ครีม และสามารถเคลือบบนผิวให้ผลในด้านของความชุ่มชื้น และสัมผัสนุ่มผิว ที่เรียกว่าเป็น Emollient effect ได้ค่ะ

ตัวอย่าง Fatty alcohol เช่น Cetyl alcohol, Stearyl alcohol, Cetearyl alcohol, Behenyl alcohol

ส่วน กลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่ม Alcohol อื่นๆ มักจะเป็นพวกสารที่มีกลิ่นหอม เช่น Benzyl alcohol เจอในมะลิ Phenethyl alcohol เจอในกุหลาบ

พวกนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผิวแห้งเหมือนกัน มีประโยชน์ใช้เป็นสารกันเสียทางเลือกในตำรับเครื่องสำอางได้ค่ะ

จะเห็นว่า Alcohol ดีๆและมีประโยชน์ก็มีนะคะ

ด้วยรัก

xoxo

หญิงมี่

Image

มาช้าดีกว่าไม่มา–รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบข้าวหมักเกาหลีที่ชอนซงอีใช้ในเรื่อง You who came from the star กับ Hanyul rice essential skin softener

อู๊ย ชื่อ Blog จะยาวไปไหน

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่มีรีวิวน้ำตบข้าวหมักเกาหลีที่นางเอก ชอนซงอีใช้ในเรื่อง you who came from the star ให้ชมกันนะคะ

มาช้าซะแบบว่าซีรี่ส์จบนานจนลืมเรื่องราวหมดแล้ว แต่ก็ดีกว่าไม่มานะเออ

เอารูปจากซีรี่ส์มาโชว์เรียกความจำกันซักหน่อย

1-2.jpg

(Image from: kpoptown.com)

 

ขวดนี้ราคาจะแอบแรงนิดนึงนะคะ อยู่ที่ 35000 วอน (ประมาณ 1050 บาท) ที่เกาหลีจะมีวางในร้าน Aritaum ที่จำหน่ายสินค้าจากบ.ในเครือ Amorepacific ค่ะ

จริงๆมี่ซื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้วละค่ะ แต่พึ่งได้ฤกษ์เปิดใช้ จะไม่รีวิวก็ไม่ได้ เห็นแบบนี้ขึ้นแท่นลูกรักบ้านมียอนปีนี้เลยทีเดียว

han 1

เป็นขวดรุ่นเก่าค่ะ ถ้าเป็นรุ่นใหม่จะปรับขวดเป็นสีชมพูแบบนี้ค่ะ

c_a04

(Image from Hanyul)

นางได้รางวัลสายเกาเยอะอยู่นะเออ

เนื้อน้ำตบเป็นแบบหนืดๆเล็กน้อยค่ะ

han 4

 

กลิ่นโสมชัดมาก จริงๆมี่ไม่ชอบกลิ่นโสมนะคะ แรกเริ่มเดิมทีที่ซื้อมาก็แอบคิดว่า จะใช้ได้ไหม แต่เอาเข้าจริงๆกลับใช้ได้ และชอบมาก

นางจะเกลี่ยง่ายหน่อย และเคลือบผิวนิดๆ แต่แอลกอฮอล์แอบเยอะนะคะ ใครไม่ถูกกับแอลกอฮอล์ควรทดสอบก่อน

han 5

ส่วนตัวมี่ใช้แล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ รู้สึกว่าผิวเนียนละเอียดขึ้นมากกกกกกก เตรียมมอบมงลูกรักปี 2017 ให้เลย

วัดค่า pH ซักหน่อยพอเป็นพิธี

han 6

อยู่ที่ราวๆ 5 ก็ใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้าง

สผส hanyul

ส่วนผสมจะเห็นว่ามี alcohol มาเป็นอันดับ 2 เลย และแน่นอนว่าขนาดมี่ไม่ใช่เจนก็สัมผัสได้ว่า แอลแรงจริงๆ

สารบำรุงมี่แทนด้วยสีฟ้าค่ะ ดูกันเรียงตัวไปเลยละกันนะคะ

  • Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
  • Monascus/Rice ferment อันนี้น่าจะเป็นนางเอกของขวดนี้ คือข้าวหมักราแดง หรือเรียกว่าข้าวแดงนั่นเองค่ะ เชื้อ Monascus เป็นยีสต์ชนิดหนึ่ง มีชื่อสามัญว่า Red Yeast ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารจีนหลายๆอย่าง มีประโยชน์หลายๆอย่างต่อสุขภาพ มีการวิจัยระบุว่าการหมักด้วยเชื้อ Monascus ทำให้ฤทธิ์ Antioxidant และ Cytoprotective (ปกป้องเซลล์) เพิ่มสูงขึ้น (J Biosci Bioeng. 2013; 115(4):418-23.) แต่ไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบโดยการทาผิว สำหรับในข้าวมีพฤกษเคมีหลายๆชนิด เมื่อหมักแล้วก็จะทำให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า Bioconversion ที่ไปย่อยพฤกษเคมีให้มีโมเลกุลเล็กลง ทำให้สารซึมเข้าผิวและออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น
  • Lactobacillus/soybean ferment extract ในถั่วเหลืองมีพวก Glycoside ของ Flavonoid ที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง (Phytoestrogen) เมื่อหมักด้วยจุลินทรีย์ จะทำให้พวก Glycoside โดนย่อย เหลือเพียง Flavonoid ตัวเล็กๆ (ชื่อทางพฤกษเคมีว่า Aglycone) จึงมีฤทธิ์ที่ดีกว่าการใช้สารสกัดธรรมดา สำหรับฤทธิ์ของ Flavonoid นี้ก็คือ ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความหนาของชั้นผิวหนัง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว แต่การหมักด้วย Lactobacillus จะได้ผลิตภัณฑ์เป็น Lactic acid เสมอ ซึ่งทำหน้าที่เป็น AHA ถ้ามีมากเกินไปอาจจะให้ผลในการผลัดเซลล์ผิวได้ด้วย
  • Saccharomyces/Barley seed ferment filtrate เป็นข้าวบาร์เล่ย์หมัก อันนี้ไม่แน่ใจว่าน่าจะเด่นเรื่องชุ่มชื้นเป็นหลัก
  • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้น และการเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
  • สารสกัดจาก Angelica acutiloba root มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันจากสารประกอบ Polysaccharide ที่พบในราก (Immunology. 1982; 47(1):75-83.)
  • สารสกัดจาก Cnidium officinale (ยาจีนชนิดหนึ่ง) มีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี (Pharmacogn Mag. 2010; 6(24): 323–) ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า สารสกัดนี้สามารถปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV ได้
  • สารสกัดจากถั่วเหลือง ปกติในถั่วเหลืองมีสารกลุ่ม Flavonoid ที่ให้ผลเป็น Phytoestrogen ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น หนาตัวและเรียบเนียนขึ้น
  • สารสกัดจาก Cocoa ซึ่งมีสารในกลุ่ม Theobromine ให้ผลคล้ายๆ Caffeine คือช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด
  • Adenosine Claim กันว่าเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP ก็จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอย (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)

 

โดยรวมก็ได้หลายด้านเหมือนกันเนอะ ไม่ว่าจะเป็นชะลอวัย ลดริ้วรอย ชุ่มชื้น และก็ Whitening

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสม เรียกได้ว่ามีสารบำรุงอยู่หลายตัวเหมือนกัน มีประโยชน์โดยรวมในการชะลอวัย ลดริ้วรอย ชุ่มชื้น และก็ Whitening ก็ถือว่าให้ผลหลายอย่างนะคะ แต่จุดที่ต้องติคือ alcohol ที่ดูเหมือนจะแรงไปหน่อย ขอให้ 4 ฟลาสก์ค่ะ
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบน้ำตบตัวนี้นะคะ ไม่ได้หวังว่าใช้แล้วจะสวยแบบซุปตาร์ แต่ก็ใช้แล้วรู้สึกผิวเนียนนุ่มจริงอะไรจริงค่ะ นอกจากเรื่องนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ แต่แค่ผิวเรานุ่มเราก็สบายใจแล้วหล่ะ ขอให้ 5 ฟลาสก์

คะแนน han

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสถัดไปนะคะ สวัสดีค่ะ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Gel-cream จากสารสกัดน้ำยางพารามา Nuceara Beauty several effects facial youthful radiant cream

สวัสดีค่ะ

ยางพารานี่เป็นเสมือนพืชมหัศจรรย์เลยนะคะ ราคาน้ำยางดิบตกต่ำ ก็ยังมีการค้นคว้าวิจัยเอามาสกัดทำเครื่องสำอางได้อีก

ว่าแล้ววันนี้มี่ก็มีรีวิวเจลครีม “Gel-cream” จากสารสกัดน้ำยางพารามาฝากกันค่ะ

กับ Nuceara Beauty several effects facial youthful radiant cream ค่ะ

nu 1

ตัวกล่องจะเป็นเงาๆแบบเมทัลลิคค่ะ ดูสวยหรูไปอีกแบบ

 

เปิดมาครั้งแรกจะเจอกับคำว่า “Miratier experience”

nu 2

เอ๊ะ Miratier คืออะไร

Miratier ก็คือ ชื่อทางการค้า (ยี่ห้อ) ของสารสกัดจากเซรั่ม (น้ำใสที่อยู่ในน้ำยาง) ของยางพารา ที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยมามากมาย และที่สำคัญ คือ เป็นวัตถุดิบฝีมือคนไทยด้วยนะคะ

เซรั่มของน้ำยางพารานี้ประกอบด้วยคุณสมบัติที่ดีกับผิวหนังหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

  • ด้าน Whitening เพราะมีส่วนประกอบของ Protease inhibitor ที่ช่วยยับยั้งการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาเห็นเป็นสีผิว
  • กรดอินทรีย์ทั้ง AHA และ BHA ที่ช่วยเรื่องการผลัดผิว ลดการอักเสบ ลดการอุดตัน
  • กลุ่มของน้ำตาล และกรดอะมิโน ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • แร่ธาตุ Zinc ที่มีประโยชน์เรื่องควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน
  • สารประกอบเชิงซ้อนของ Zinc กับกรดอะมิโนต่างๆ เช่น Zinc-aspartate ที่ให้ผลดีเกี่ยวกับด้านสิว
  • เบต้ากลูแคน ที่ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว

 

เกริ่นไปซะยืดยาว เปิดฝากล่องออกด้านในจะพบกับกระปุกครีมค่ะ

nu 3

ตัวกระปุก เป็นกระปุกสีครีม ฝาสีเงิน

 

เนื้อครีมด้านในจะมีสีครีม เนื้อจะดูหยุ่นๆแบบเจล แต่ลักษณะปรากฏจะเป็นสีน้ำนมแบบครีม เลยมีชื่อเรียกว่า Gel-cream

nu 4

ตัวเจลเนื้อบางเบา ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

 

nu new 1.jpg

มีกลิ่นหอม ทาแล้วทิ้งไว้ซักพักเราจะรู้สึกตึงๆ อารมณ์แบบประคบเย็นแล้วรูขุมขนกระชับ

nu new 2.jpg

วัดค่า pH กันซักหน่อย

nu 7

อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีนะคะ

 

 

มาดูส่วนผสมบ้างดีกว่าค่ะ

สผส nuceara

ครีมตัวนี้ทางแบรนด์ Claim เรื่องส่วนประกอบที่ช่วยเสริมความกระจ่างใสให้ผิว ที่ทำงานได้ถึง 5 ระดับของวงจรการเกิดเมลานิน ลดการสร้างเมลานิน เพื่อทำให้รอยดำจางลงอย่างรวดเร็ว ด้วยสารสกัดจากสมุนไพร 5 ชนิด จัดการกับ 5 ระดับกระบวนการผลิตสีผิวที่ผิดปกติ

  • หยุดการเกิด เมลานินขั้นที่ 1 : ป้องกันไม่ให้เซลล์ผิวส่งสัญญาณไปเพื่อผลิตเมลานิน ด้วยสารสกัดธรรมชาติ Scutellaria
  • หยุดการเกิด เมลานินขั้นที่ 2 :ลดการกระตุ้นการผลิตเมลานิน ด้วยสารสกัดธรรมชาติ Licorice Flavonoid
  • หยุดการเกิด เมลานินขั้นที่ 3: ขัดขวางการออกฤทธิ์ของเอนไซน์ทีใช้ผลิตเมลานิน ด้วยสารสกัดธรรมชาติ Mulberry extract
  • หยุดการเกิด เมลานินขั้นที่ 4 : ยับยั้งการส่งเมลานินไปยังเซลล์ผิว ด้วยสารสกัดธรรมชาติ Artemisia Capillaris
  • หยุดการเกิด เมลานินขั้นที่ 5 : ช่วยกระตุ้นการผลัดผิวและสลัดเมลานินออกไป ด้วยสารสกัด ธรรมชาติ Jujube

เดี๋ยวลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

 

ในส่วนของสารบำรุงมี่ทำไว้ 3 สีค่ะ สีน้ำตาล คือ พระเอกของครีมตัวนี้ คือ สารสกัดจากเซรั่มน้ำยางพารา หรือ Miratier ที่มี่ได้เล่าให้ฟังในด้านบนนั่นเอง

สีเขียว Xylitylglucoside, Anhydroxylitol และ Xylitol เป็นวัตถุดิบที่นำเข้าจากฝรั่งเศส ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าให้ผลช่วยให้ผิวแข็งแรง เพิ่มการเก็บกักน้ำให้ผิว เพิ่มการสร้าง Hyaluron และไขมันที่เป็น Barrier ตามธรรมชาติของผิว

 

สีฟ้าเป็นกลุ่มของสารบำรุงเช่นกันค่ะ นอกจากสารบำรุงตาม 5 Step ที่ได้เล่าไว้ในด้านบนแล้วก็ยังมี

  • Lactobacillus/Nelumbo Nucifera Seed Ferment Filtrate ตัวนี้เป็นสารสกัดที่ได้จากการหมักเมล็ดบัวของญี่ปุ่น หรือ Byakuren อันนี้มี Story ค่ะ ว่ากันว่า ดร.โอกะ ได้ค้นพบเมล็ดบัวในจังหวัดชิบะ อายุ 2000 ปี และเมื่อนำมาเพาะแล้วยังสามารถเติบโต ผลิบานได้อยู่ ทำให้เมล็ดบัวจึงเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตจากธรรมชาติ ปกติเวลาหมักจุลินทรีย์จะย่อยสลายสารองค์ประกอบในเม็ดบัวให้มีขนาดเล็กลง สารเหล่านี้จึงซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้น และออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น
    สารสกัดนี้ผู้ผลิตเคลมว่ามีบทบาทเกี่ยวกับการชะลอวัย ลดริ้วรอย ช่วยปรับตาข่ายผิวให้ดูเรียบเนียนเหมือนวัยสาว ช่วยให้ผิวชั้นนอกแข็งแรง และประกอบด้วย Lactic acid จากธรรมชาติช่วยส่งเสริมการผลัดผิวออก ให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • Tetrasodium Tetracarboxymethyl Naringeninchalcone วัตถุดิบของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นสารที่ดัดแปลงมาจากพืชตระกูลส้ม มีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง เป็น Antioxidant และช่วยให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรง

ตัว Tetrasodium Tetracarboxymethyl Naringeninchalcone นี้ทางแบรนด์มี Concept เกี่ยวกับ การช่วยลดผิวหมองคล้ำจากโทนแดง ที่เป็นโทนผิวหมองคล้ำระหว่างวัน ที่จะหมองคล้ำขึ้นเมื่ออากาศร้อน หรือช่วงเที่ยงของวัน ใครที่ออกแดดเดินไปเดินมาแล้วแก้มแดงๆ หน้าแดงๆ หรือรู้สึกรองพื้นดูหมองๆ ตัวนี้จะเพอร์เฟคมาก

ในส่วนของเบสหรือเนื้อผลิตภัณฑ์ดูคล้ายกับเบสแบบ Gel เพราะมีส่วนผสมของสารก่อเจล และมีส่วนผสมของสารน้ำมันสังเคราะห์อย่าง Isononyl isononanoate ที่มีความเบา ไม่เหนอะหนะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. ส่วนผสม: ในส่วนของสารบำรุงนั้นค่อนข้างมาเต็ม เพราะนอกจากเซรั่มน้ำยางพาราสารพัดประโยชน์แล้ว ยังเสริมมาด้วยส่วนผสมที่เป็น Whitening ที่ออกฤทธิ์เสริมกันได้เป็นอย่างดี ครอบคลุมแทบจะทุกขั้นตอนของการสร้างเม็ดสีผิว และยังมีสารที่ให้ผลเกี่ยวกับความแดงอีก สารบำรุงนอกจากเซรั่มน้ำยางพารา Miratier ของคนไทยแล้ว ก็ยังมีทั้งนำเข้าจากญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศสถ้าไม่ให้คะแนนเต็ม 5 ฟลาสก์ ก็คงจะไม่ได้
  2. การใช้งาน เจลครีมตัวนี้น่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว ใช้ตอนเช้าเป็น Primer ก่อนลงกันแดด และแต่งหน้าก็ดีค่ะ มี่รู้สึกว่ามันจะคุมมันได้หน่อยๆ แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งจนเกินไป ในด้านของรอยแดงระหว่างวันมี่ว่าตัวนี้เวิร์คนะคะ ไม่ค่อยเห็น Concept แบบนี้เท่าไหร่ ดูมีเอกลักษณ์ดีค่ะ ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบนะคะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

คะแนน nu

สำหรับสนนราคาของครีม Nuceara several effects facial youthful radiant cream ตอนนี้ทางแบรนด์จัดโปรอยู่ที่ราคา 450 บาท/30 ml จากราคา 690 บาท ตก 15บาท/ml ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Nuceara beauty ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook : https://www.facebook.com/nucearaThailand/

Line : @nuceara

 

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Nuceara การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

อัพเดทตลาดเกาหลีกับบ้านมียอน ช่วงต้นเดือนพค 60 >> คอลเลคชั่น Bono Bono จาก A’pieu กับ Simpsons จาก The face shop

นั่งทำงานมากไปก็เลยเบื่อ เลยไปส่องเวบเกาหลีให้หายเบื่อ บังเอิญไปเจอคอลเลคชั่นใหม่ๆจากแบรนด์ A’pieu กับ The face shop เลยเอามาอวดยั่วเงินในกระเป๋ากันค่ะ

สงครามคาแรคเตอร์ยังไม่จบค่ะ หลังจากแผ่วมาซักพัก ทาง The face shop ก็ออกคอลเลคชั่น Trolls ออกมาต้าน แบรนด์อื่นๆก็เลยเริ่มปล่อยของกันมาบ้าง

เริ่มประเดิมด้วยคอลเลคชั่น Bono Bono ของ A’pieu ค่ะ

bono 2.jpg

(Image from A’pieu)

Bono Bono นี่เป็นการ์ตูนของทางญี่ปุ่นนะคะ ในบ้านเราน่าจะยังไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ส่วนตัวมี่ว่าน่ารักดีค่ะ

(รายละเอียดการ์ตูน >>wikipedia)

ในหน้าเวบไซต์ของ A’pieu ก็จะมีคลิปน่ารักๆ เอา product แต่ละตัวมาอวดกัน

คอลเลคชั่นนี้ก็จะมี product อยู่ประมาณนี้ค่ะ

bono 3.jpg

(Image from A’pieu)

เปิดมาด้วยบลัชเนื้อครีมลายมุ้งมิ้ง

20170428175035_avufette

(Image from A’pieu)

Cream Tint ในหลอดดีไซน์รูปตัวเอกจากซีรี่ส์ Bono Bono

20170428175034_eickiplg

(Image from A’pieu)

Lip pencil ดีไซน์น่ารักๆ

20170428175034_amlkcqzw

(Image from A’pieu)

และปิดคอลเลคชั่นด้วย Eyeshadow palette ค่ะ

20170428175034_okkzcrhy

(Image from A’pieu)

ตัว Palette มีสีโทนน้ำตาล-ส้ม ที่ใช้เป็น Everyday look ได้เลยค่ะ

ราคานั้นก็เปิดมาไม่ได้โหดมาก และแน่นอนว่า ร้านพรีร้านหิ้วก็จะต้องฟันกำไรกันจนหัวหลุด

ราคา 1ราคา 2ราคา 3

ราคาแต่ละตัวตามรูปเลยค่า 🙂

  • Cream Tint 6000 วอน (ประมาณ 180 บาท)
  • Lip pencil 5800 วอน (ประมาณ 174 บาท)
  • Cream blush 4500 วอน (ประมาณ 135 บาท)
  • อายชาโดว์พาเลตต์ 18000 วอน (ประมาณ 540 บาท) << อันนี้แอบราคาแรง

 

ส่วนทางแบรนด์ Thefaceshop ก็จัดคอลเลคชั่น Simpsons มาได้ไม่น้อยหน้ากันเลยค่ะ

simpson

(Image from The face shop)

คอลเลคชั่นนี้มี่เห็นบนไอจีของแบรนด์ได้ซักพักแล้วค่ะ

(Image from The face shop)

คอลเลคชั่นนี้ส่วนมากดูเหมือนจะเน้นไปที่กันแดดค่ะ

มีมาสค์หน้าลายตัวละครของ The simpsons ด้วย

mask 1mask 2mask 3

(Image from The face shop)

ตอนเข้าไปในเวบของแบรนด์ก็เจอคูชั่นคอลเลคชั่นของ Kung Fu panda ด้วยค่ะ ไม่รู้มีมานานหรือยัง

ะดห

(Image from The face shop)

สำหรับวันนี้ก็มายั่วน้ำลายแต่เพียงเท่านี้ค่ะ  พบกันใหม่โอกาสถัดไปนะคะ สวัสดีค่ะ

Disclaimers: Images are from A’pieu and TheFaceShop Korea official website.

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบวิตามินบี3 บี5 สุดเลอค่าจากแบรนด์ Naturalist กับ Duo B Hydrabright essence

สวัสดีค่ะ

วันก่อนมี่ได้อัพรีวิวโทนเนอร์ BHA จากแบรนด์ Naturalist ไป (เผื่อใครอยากตาม <<<จิ้ม>>> ได้เลยค่า) แล้วทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าเราใช้ตัว BHA ร่วมกับโทนเนอร์วิตามินบี จะสามารถแบ่งหยดอย่างละครึ่งสำลีแล้วเช็ดไปพร้อมๆกันได้เลย

วันนี้เลยจะมาต่อกันที่ตัวโทนเนอร์วิตามินบีที่ว่าค่ะ

ชื่อเต็มๆก็คือ Duo B Hydrabright essence ค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ

b 1

มาในขวดคล้ายๆกับ BHA ดีไซน์ดูหรูหราและอินเตอร์เช่นกันค่ะ ก็ยังคงบอกเค้าไปว่าชั้นชอบดีไซน์แพคเกจเค้า (ขอใช้ภาษาวิบัติเพื่ออรรถรสในการอ่าน)

จุดเด่นของเจ้าเอสเซนส์ Duo B ตัวนี้คือ ใช้วิตามิน B 2 ชนิด คือ Vitamin B3 + B5 รวมกันถึง 15% จึงช่วยบำรุงผิวได้ดี

จุดสำคัญอีกจุดคือ ทางแบรนด์ Claim ว่าเลือกใช้ B3 หรือ Niacinamide เกรด USP ตามเภสัชตำรับอเมริกาเลยทีเดียว ถ้าพูดง่ายๆคือ มีความบริสุทธิ์ระดับยา ที่จะมากกว่าเกรดเครื่องสำอางทั่วไป และมีความปลอดภัย ประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น

แค่นั้นยังไม่พอยังเสริมมาด้วยส่วนผสมบำรุงผิวอีกหลายๆตัวเลย เดี๋ยวเรามาต่อกันอีกทีในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

ก่อนหน้านั้นมาดูเนื้อสัมผัสของเอสเซนส์ตัวนี้กันค่ะ

b 2

เป็นเอสเซนส์แบบน้ำใส ไม่มีสี ไม่มีน้ำหอมเลยจะได้กลิ่นจางๆของส่วนผสม

ตัวนี้วิธีใช้ข้างขวดคือ หยดลงบนฝ่ามือ แล้วตบเบาๆบนใบหน้า เหมือนอารมณ์น้ำตบค่ะ

แต่ถ้ามี BHA ด้วย เอามาใส่สำลีคู่กันเลยค่ะ อย่างละครึ่งแผ่น แล้วเช็ดไปพร้อมกัน มันจะดีงามมาก

เกลี่ยง่าย ซึมผิวไวมาก ให้สัมผัสนุ่มนวลผิว ไม่แห้งตึง แต่ก็ไม่ถึงกับเหนอะหนะ

b 3

วัด pH กันซักหน่อยค่ะ

b 4

pH อยู่ที่ราวๆ 5 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

ถึงคิวของส่วนผสมบ้างนะคะ

สผส b

ที่ส่วนผสมจะมีส่วนของสีฟ้ากับสีเขียวค่ะ

สีฟ้า คือ Isopentyldiol ที่มีประโยชน์เป็นสารที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอื่นๆเข้าผิวค่ะ (มีชื่อเรียกแบบสวยๆว่า Percutaneous absorption enhancer)

ส่วนสีเขียวคือสารบำรุงค่ะ มากันแบบตัวแม่เลย

  • เริ่มต้นกันมาที่ Niacinamide ตัวนี้จัดมาเต็ม 10% เลยทีเดียว มีงานวิจัยรองรับถึงประโยชน์เยอะมากจริงอะไรจริง เรียกได้ว่าเกือบจะครอบจักรวาล
    1. Whitening: ช่วยยับยั้งการส่งผานของเม็ดสีผิวที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ส่งผ่านมาด้านบน เลยไม่เห็นเป็นสีผิว ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสมากขึ้น
    2. ลดการเกิดสิว: มีการทดสอบเชิงคลินิกพบว่า Niacinamide ที่ความเข้มข้น 4% มีประสิทธิภาพเทียบเท่า Clindamycin ในการรักษาสิว (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.) และยังช่วยลดความมันบนใบหน้า
    3. ชะลอวัย: ช่วยให้ผิวละเอียด กระชับรูขุมขน และละเอียดมากขึ้น ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
    4. ผิวแข็งแรง: ช่วยเสริมสร้างไขมัน Ceramide และ Hyaluronic Acid ในผิวหนัง
  • Acetyl glucosamine จัดหนักมาที่ 4% ตัวนี้เป็นเสมือนคู่หูคู่ขวัญกับบี 3 เพราะส่งเสริมกันและกันไม่ว่าจะเป็นในด้านริ้วรอย และ Whitening สารตัวนี้ยังเป็นส่วนประกอบในการสังเคราะห์ Hyaluronic Acid ของผิวหนัง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นได้
  • ต่อมาคือโปรวิตามินบี 5 หรือ Panthenol ที่จัดมา 1% ซึ่งมีบทบาทในการเพิ่มการชุ่มชื้นและลดการอักเสบของผิว
  • Telmesteine เป็นสารที่มีคุณสมบัติเด่นอยู่ 2 ด้าน คือ
    • ด้านลดริ้วรอย: สารนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนในชั้นผิว และเป็น Antioxidant
    • ด้านลดการอักเสบ และระคายเคือง
  • Raspberry ketone เป็น Whitening ได้โดยไปยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสี (Int J Mol Sci. 2011;12(8):4819-35.) ข้อมูลจากทางแบรนด์บอกว่ามีผลต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย นอกจากนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจึงให้ผลปกป้องผลิตภัณฑ์จากเชื้อ

โดยรวมจึงจะเห็นได้ว่า Duo B เอสเซนส์นี้มีวิตามินที่เข้มข้นมาก (รวมกันถึง 15%) ซึ่งมีประโยชน์มากมายกับผิว ไม่ว่าจะเป็น Whitening ลดการเกิดสิว ซึ่งกลไกของ Niacinamide นั้นไม่ได้เหมือนกับยาปฏิชีวนะหรือ Antibiotic ที่เราใช้กันทั่วไป อย่าง Clindamycin หรือ Erythromycin ดังนั้นมี่จึงไม่แปลกใจเลยค่ะที่ทางแบรนด์ Claim เรื่องตัว Duo B นี้ ว่าใช้ได้กับสิวทุกประเภท รวมทั้งสิวที่เกิดจากเชื้อดื้อยา เพราะเราใช้ยาปฏิชีวนะแบบไม่ถูกวิธี ใครเป็นสิวบ่อยๆ ทาอะไรไม่หายซักที ตัวนี้น่าจะตอบโจทย์ค่ะ นอกจากนี้ Niacinamide ก็ยังมีส่วนช่วยในการชะลอวัยลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และให้เรารู้สึกสบายผิว

มาให้คะแนนดีกว่านะคะ

  1. ส่วนผสม ถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์มากมายหลายด้านตามที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน และยังไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว รับไปเลยค่ะจากความครอบจักรวาลนี้ 5 ฟลาสก์เต็มๆ
  2. การใช้งาน ส่วนตัวมี่พึ่งมาเริ่มใช้หลังจาก BHA ของแบรนด์ประมาณ 1 สัปดาห์ ตัวนี้มี่ใช้ทั้งเช้าและเย็นค่ะ ใช้แบบน้ำตบ พอใช้ร่วมกับ BHA ในตอนกลางคืน เลยมาลองใช้พร้อมกัน หยดแล้วเช็ดทีเดียวเลย ประหยัดทั้งเวลา และยังช่วยลดการแห้งจาก BHA ด้วยค่ะ หน้านุ่มฟูมากขึ้น และรอยด่างดำก็ดูกลืนไปกับสีผิวค่ะ รับไป 5 ฟลาสก์เช่นกัน

คะแนน b

ตัวนี้ทางแบรนด์จัดโปรเปิดตัวถึงสิ้นเดือนนี้ ราคาจะอยู่ที่ 1290 บาท/100 ml จากราคาปกติ 1890 ตกเป็น 12.9 บาท/ml ค่ะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทางแบรนด์ Naturalist ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามกับทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/NaturalistTH/

LINE : @naturalist.th

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Naturalist beauty การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ