Image

[Beauty Update] เซรั่มวิตามินซีสายมินิมอลจาก Foré Vitamin C Brightening Booster Serum

#BeautyUpdate #เซรั่มวิตซี

ก่อนหน้านี้ทางเพจได้นำเสนอเซรั่มดูแลฝ้าสายคลีน อย่าง 4 White Melasma correcting serum จาก Foré (ฟอร์เร่) แบรนด์ไทยน้องใหม่ ที่มีปรัชญาในการดูแลผิวหน้าด้วยเทรนด์ Minimal หรือ Less is more ด้วยการพัฒนาสูตรให้เป็นมิตรกับผิว โดยเลือกใช้ส่วนผสมตามงานวิจัยในปริมาณที่หวังผลได้ไป

ท่านที่พลาดไปสามารถติดตามรับชมได้บนลิงค์นี้เลยค่ะ

<<Click review/วิเคราะห์ส่วนผสม Foré 4 White Melasma correcting serum>>

อยากบอกว่าเซรั่มบำรุงผิวจากแบรนด์ ฟอร์เร่ ไม่ได้เด่นแค่สูตร Melasma สีม่วงนะคะ

สูตรวิตามินซีก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย

หน้าตาน้องเป็นแบบนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมที่ทางแบรนด์เลือกมาก็เรียกได้ว่าค่อนข้างลงตัว

ในด้านของวิตามินซี ทางแบรนด์เลือกใช้ Ethyl ascorbic acid (EtOVC) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี L-ascorbic acid (LAA) ที่ผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่ามีความคงตัวที่ดีขึ้น ทนเบสน้ำ ทนต่อค่า pH ที่สูงขึ้นได้

ในด้านของประสิทธิภาพก็คือจะได้เหมือนวิตามินซี คือ เป็น Antioxidant, เป็น Whitening และปกป้องผิวจากรังสี UV

สำหรับตัว EtOVC ส่วนตัวมองว่ามีความน่าสนใจในด้านของ Whitening เป็นพิเศษ โดยน้องมีกลไกพิเศษเสริมเพิ่มมาผ่านหลากหลายกลไก โดยไปยับยั้งการทำงานของ MSH ที่เป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้น Tyrosinase อีกทอดหนึ่ง และ ยังไปทำให้เกิดการทำลายตัวเอง (Autophagy) ของถุงเก็บเม็ดสี หรือ Melanosome (Chen et al., Free Radic Biol Med. 2021;173:151-169) ทำให้น่าจะมีประสิทธิภาพที่ดีในด้าน Whitening ที่เด่นขึ้นค่ะ

ส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจและเลือกมาผสมร่วมกับวิตามินซีได้อย่างลงตัวก็จะเป็น

  • Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 ซึ่งเป็น Whitening ได้อีกช่องทางหนึ่งผ่านการยับยั้ง Melanosome transfer และมีประโยชน์ในการดูแลการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง
  • Centella asiatica extract หรือที่มีชื่อเล่นในวงการว่า Cica ก็ให้ประโยชน์กับผิวในหลายๆ ด้าน โดยเด่นไปในด้านของการชะลอวัย ดูแลริ้วรอย
  • สารสกัดจากชะเอม ดูแลเรื่องการระคายเคือง และเป็น Whitening ที่ใช้ Dipotassium glycyrrhizate ซึ่งพบในรากชะเอมเช่นกัน โดยตัวนี้จะเด่นเรื่องการให้ความรู้สึกสบายผิว และดูแลเรื่องการระคายเคือง เสริมมาอีก 1 กรุบ
  • สารสกัดจาก Black oat (Avena strigosa seed extract) ที่มาในคอมบิเนชั่นร่วมกับ Lecithin และสารอื่นๆ น่าจะเป็นชุดส่วนผสมของ AquarichTM ที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าสารบำรุงชุดนี้เป็น Epidermal moisture ally ให้ฟีลมิตรแท้สำหรับเก็บกักน้ำ เพื่อความฉ่ำ และดูแลผิวแห้ง ลดการเกิดขุยผิว

ในภาพรวมจึงเป็นเซรั่มวิตามินซีที่น่าสนใจ และดูเด่นไปในทาง Whitening ควบคู่ไปกับความสามารถในการเป็น Antioxidant พร้อมทั้งดูแลเรื่องความระคายเคืองผิวไปพร้อมๆ กัน

สำหรับส่วนผสมแบบเต็มจะเป็นดังนี้ค่ะ

Water, Propanediol, Glycerin, Ethyl Ascorbic Acid, Ammonium Acryloyldimethyltaurate/VP Copolymer, Phenoxyethanol, Disodium EDTA, Chlorphenesin, Sodium Citrate, Xanthan Gum, Citric Acid, Niacinamide, Dipotassium Glycyrrhizate, Centella Asiatica (CICA) Extract, Glycyrrhiza Glabra (Licorice) Root Extract, Avena Strigosa (Black Oat) Seed Extract, Lecithin, Potassium Sorbate, Butylene Glycol, Ethylhexylglycerin, Sodium Benzoate.

ซึ่งน้องจะมาในเซรั่มเบสน้ำ ที่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว และไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว สมกับคอนเซปท์สกินแคร์สายคลีน

ตามไปชอปปิ้ง:

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.PGrLM?cc

แอพส้ม https://shope.ee/600QQOCorM

Disclaimer: Sponsored item/self-opinion

#FORE #ฟอร์เร่ #เซรั่มวิตามินซี

Image

[Basic Cosmetic Science] Skin barrier: องค์ประกอบของ Barrier ผิว

ระดับความยาก: ปานกลาง

“But first, skin barrier”–LadyMiyeon, 2023

ผิวจะดีได้ Barrier ต้องดีก่อน

ผิวหนังของคนเรามีหลายหน้าที่ แต่หน้าที่หนึ่งที่สำคัญมาก คือการเป็นกำแพงที่คอยปกป้องไม่ให้สิ่งอันตรายจากข้างนอกเข้ามาภายในผิว และป้องกันไม่ให้ของดีๆ ในผิวเราหลุดออกไปข้างนอก

หน้าที่นี้เราเรียกว่า Barrier function 

โดยชั้นที่ทำหน้าที่หลักในการปกป้องผิว หรือเป็น Barrier นี้จะเป็นผิวหนังชั้นนอกสุด หรือ Epidermis และส่วนที่สำคัญในการทำหน้าที่นี้จตะอยู่ที่ชั้นขี้ไคล หรือ Stratum corneum

การเป็น Barrier function ของ Stratum corneum

ส่วนของหนังกำพร้าทำหน้าที่เป็นปราการ หรือที่เรียกกันว่า Barrier คอยปกป้องไม่ให้สารต่างๆ จากข้างนอกเข้ามาข้างใน และปกป้องไม่ให้สารจากข้างในออกไปข้างนอก

ปกติแล้วผิวหนังเรามีกลไกหลัก 3 อย่างในการเป็นปราการปกป้องผิว ได้แก่

  1. ไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ หรือ Lipid lamellar
  2. สารกลุ่ม Natural Moisturizing factor (NMF) ที่มีทั้งในเซลล์ และในช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่ดูดน้ำเอาไว้ ไม่ให้ไปไหน
  3. การเรียงตัวอันซับซ้อนของเซลล์ผิวในชั้น Stratum corneum ซึ่งเป็นผิวชั้นบนสุด และองค์ประกอบโปรตีน Keratin ในผิว

องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้แลดูคล้ายกับก้อนอิฐที่เรียงกันและฉาบเชื่อมกันด้วยปูน ก็เลยมีผู้เสนอ Model เพื่ออธิบายการเป็น Barrier ของผิวว่าเป็นกำแพงอิฐ (Brick-wall model) ดังรูป

ส่วนของก้อนอิฐก็คือเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุด หรือที่มีชื่อว่า Corneocyte ส่วนของปูนก็คือไขมันที่เป็น Lipid lamellar นั่นเอง ว่ากันว่า Lipid lamellar นั้นสำคัญที่สุดในการเป็น Barrier ให้ผิว

นอกจากองค์ประกอบหลักทั้ง 3 นี้แล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เสริม เช่น Corneocyte envelope หรือ Cornified envelope, Aquaporin, Tight junction ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

รายละเอียดแต่ละองค์ประกอบของ Barrier ผิวมีดังนี้

ไขมันของผิว

ไขมันที่เป็น Barrier ผิว นั้นอยู่ภายใต้ผิวหนัง เป็นคนละอันกับน้ำมันที่ทำให้ผิวเรามันเยิ้มที่เรามองเห็นข้างนอก ไขมันในผิวเรียงตัวซ้อนกันเป็นผนังสองชั้น วางทับกันอีกหลายๆ ชั้นในแนวขนาน เรียกว่า Lipid lamellar นั่นเอง ดังภาพ

การเรียงตัวของ Lipid lamellar นั้นเกิดขึ้นจากไขมันหลักๆ 3 ชนิด ได้แก่ เซราไมด์ (Ceramides) คอเลสเตอรอล (Cholesterol) และกรดไขมัน (Fatty acid) ถ้าคิดโดยน้ำหนักจะพบว่าปริมาณของ Ceramide นั้นเกือบจะครึ่งหนึ่งของไขมันทั้งหมด แต่ความมหัศจรรย์อยู่ที่สัดส่วนของไขมันทั้ง 3 ชนิดนี้ ถ้าคิดโดยโมล จะพบว่าไขมันทั้ง 3 จะมีสัดส่วนเท่ากันคือ 1:1:1 ภาษาทางเคมีเรียกว่า Equimolar 

โมลเป็นการวัดปริมาณสารในเชิงเคมี โดยคำนวณจากน้ำหนักของสาร หารด้วยน้ำหนักโมเลกุล

ผิวหนังเราสามารถสร้างไขมันบางชนิดได้เอง แต่บางชนิดต้องได้รับจากอาหาร หรือจากการทาเข้าไป เมื่อสร้างเสร็จไขมันจะถูกเก็บสะสมในรูปแบบของถุงที่มีชื่อว่า Lamellar body ในเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าที่มีชีวิต เมื่อถึงเวลาก็จะปล่อยเอาถุงนี้ออกมาจากเซลล์ ไขมันที่บรรจุอยู่ในถุงที่ถูกผลักออกมาจากเซลล์จะถูกแปรสภาพออกมาและมาเรียงตัวกลายเป็นชั้นไขมันที่เป็น Barrier ผิวต่อไป

Ceramides

Ceramides ในผิวหนังมีมากมายด้วยกันหลายชนิด ว่ากันว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบมามากกว่า 300 ชนิด แต่สามารถแบ่งได้เป็น 11 กลุ่มหลักๆ ชนิดที่มีความแข็งแรงมากที่สุดคือชนิด Ceramide 1 หรือ Ceramide EOS ชนิดที่พบมากที่สุดในผิวคือชนิด Ceramide 3 หรือ ceramide NP

Ceramide แต่ละชนิดกันก็จะทำให้เกิดโครงสร้างของ Lipid lamellar ได้คนละแบบกัน และมีความแข็งแรงแตกต่างกัน โดยเชื่อว่าLipid lamellar ที่มี Ceramide 1 ในปริมาณที่พอเหมาะนั้นเป็น Barrier ที่มีความแข็งแรงมากที่สุด

เครื่องสำอางที่เป็น Moisturizer หลายๆ แบรนด์ก็มีการใส่ Ceramide เข้ามาเพื่อหวังให้ไปทดแทน Ceramide ในผิว เพื่อช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวหนังแข็งแรง ลดความเสี่ยงในการแพ้จากสารอื่นๆ ภายนอกได้

ตัวอย่าง Ceramide ที่มีการใช้ในเครื่องสำอางคือ Ceramide 1, 2, 3, และ 6 ชนิดที่พบบ่อยที่สุดจะเป็น Ceramide 3 ทั้งนี้คิดว่าการที่วงการเครื่องสำอางเลือกใช้ Ceramide 3 เป็นหลัก อาจจะเพราะความคงตัวของ Ceramide 3 นั้นมีมาก และปริมาณของ Ceramide 3 ในผิวนั้นก็มีมาก ถ้าหากได้รับเกินความจำเป็นก็น่าจะไม่มีผลกระทบด้านลบต่อผิว

Ceramide นั้นมีความจำเป็นต่อการเรียงตัวเป็นชั้นขนานแบบ Lamellar structure โดยเชื่อว่า Ceramide 1 ที่มีส่วนของกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid) ในโครงสร้าง ทำหน้าที่เสมือนเข็มที่เป็นตัวเย็บเอาชั้นไขมันแต่ละชั้นให้เกาะติดกัน และเนื่องจากร่างกายเราไม่สามารถสร้าง Linoleic acid ขึ้นมาได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร หรือการทาภายนอก นักวิทยาศาสตร์พบว่าในคนที่ขาดกรดไขมันจำเป็นชนิด Linoleic acid ผิวจะสร้าง Oleic acid เข้ามาแทนที่ โดย Ceramide ที่มี Oleic acid นั้นไม่ได้แข็งแรงเท่า Linoleic acid Barrier ผิวของคนที่ขาดกรดไขมันจำเป็นจึงอ่อนแอกว่า ส่งผลให้ผิวบอบบางกว่า และแห้งได้ง่ายกว่า

Linoleic acid นั้นพบได้ในน้ำมันจากพืชหลายชนิด ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และมีรายงานว่าการกินน้ำมันพืชที่มี Linoleic acid สามารถเพิ่มปริมาณของ Linoleic acid ในผิวได้จริง ถ้าหากใครผิวแห้งมากๆ อาจจะลองทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้น้ำมันจากพืช เช่น Evening primrose oil หรือ Borage oil ก็จะช่วยให้ผิวแข็งแรงและชุ่มชื้นได้มากขึ้น แต่ข้อเสียของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มนี้คือ อาจจะทำให้บางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

Cholesterol

Cholesterol จัดเป็นไขมันที่มีโครงสร้างเป็น Steroid เรามักจะเข้าใจกันว่า Cholesterol นี้ไม่ดี เพราะเวลามี Cholesterol ในกระแสเลือดมากๆ จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย แต่ Cholesterol ในผิวเป็นสิ่งที่ดี เพราะ Cholesterol นั้นจะมาอยู่รวมกับ Ceramide และกรดไขมันเกิดเป็น Barrier ผิวขึ้นมา

Cholesterol ยังไม่ค่อยมีการใช้เป็น Active ingredients ในทางเครื่องสำอางมากนัก ส่วนใหญ่จะเอามาใช้ในการเป็นสารปรุงแต่งเสียมากกว่า เพราะ Cholesterol นั้นเมื่ออยู่รวมกับ Phospholipids หรือสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) บางชนิดจะเกิดการเรียงตัวเป็นถุงทรงกลมๆ ที่เรียกว่า Liposome หรือ Niosome ทำหน้าที่เก็บกักสารและช่วยพาสารเอาไปในผิวได้มากขึ้น นอกจากนี้ Cholesterol ยังทำหน้าที่เป็น Emulsifier ช่วยเป็นตัวประสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันได้ด้วยในสูตรครีม เมื่อใช้เป็น Active ingredient Cholesterol นั้นนอกจากมีคุณสมบัติในการฟื้นฟู Barrier ผิวแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในผิว และยังช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UV ได้ด้วย*

*(Reference: Bhyn et al. J Dermatol Sci. 2012;65 (2) :110-7)

Fatty acid

กรดไขมันนั้นมีหลายชนิด และมีความสำคัญหลายๆ อย่าง ทั้งเป็นส่วนประกอบในการสร้าง Lipid lamella ยังเป็นสารตั้งต้นของไขมันชนิดอื่นๆ ในผิว กรดไขมันบางชนิดผิวหนังสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่บางชนิดนั้นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น เมื่อผิวขาดไขมันก็มักจะแสดงอาการแห้ง และเหี่ยวตามมา

การเพิ่มไขมันจำเป็นในผิวทำได้ทั้งการทา และการรับประทาน โดยสิ่งที่เป็นแหล่งของกรดไขมันก็คือ น้ำมันและไขมันจากพืชชนิดต่างๆ และไขมันจากสัตว์บางชนิด

Natural moisturizing factor

Natural moisturizing factor หรือ ชื่อย่อ NMF เป็นสารโมเลกุลเล็กๆ ที่พบในชั้นหนังกำพร้า ทั้งภายในเซลล์ Corneocyte และในช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่ดูดและอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ออกไปไหนจึงมีผลทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นและมียืดหยุ่น

NMF ในผิวมีด้วยกันหลายตัว แต่ที่พบมากที่สุดนั้นเป็นกลุ่มของกรดอะมิโน และอนุพันธ์ เช่น Pyrollidone carboxylic acid หรือ PCA ที่มักจะอยู่ในรูปแบบของเกลือ Sodium PCA พบในปริมาณเกือบครึ่งของ NMF ทั้งหมด

ผิวเราสามารถสร้าง NMF ได้เองจากกระบวนการต่างๆ เช่น

  • กรดอะมิโนและ PCA มาจากการสลายตัวของโปรตีนที่ชื่อ ฟิลแลกกริน (Filaggrin)
  • Lactate มาจากเหงื่อ
  • น้ำตาลมาจากการย่อยสลายของ Glucosyl ceramide เป็นต้น

เนื่องจาก NMF เป็นสารที่ละลายน้ำ ถ้าเราสัมผัสกับน้ำบ่อยๆ NMF ก็สามารถที่จะละลายหลุดออกไปกับน้ำได้

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายๆ ชนิดก็มีการใส่ NMF ชนิดกรดอะมิโน แต่ส่วนมากมักจะหวังผลอื่นของกรดอะมิโน เช่น การให้เป็นสารตั้งต้นเพื่อให้ผิวสร้างโปรตีน

ปัจจุบันนี้การ Claim เรื่อง NMF เริ่มกลับมาโด่งดัง มีผลิตภัณฑ์หลายๆ ชิ้นจากทางฝั่งญี่ปุ่นที่ใช้คำว่า NMF เป็นส่วนหนึ่งในชื่อของผลิตภัณฑ์ นับเป็นการสร้างจุดเด่นในทางการตลาดได้เป็นอย่างดี โดยตัวที่เห็นบ่อยจะเป็น Sodium PCA และกรดอะมิโน

สำหรับประสิทธิภาพของสารกลุ่ม NMF นั้นขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ ในช่วงที่อากาศแห้ง หรือในพื้นที่แห้งแล้ง การใช้ร่วมกับสารกลุ่มไขมันจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

NMF ที่เป็นน้ำตาล

น้ำตาลที่ให้ผลด้านความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว ได้แก่ Glucose, Fructose, Sucrose และ Sorbitol

NMF ที่เป็นกรดอะมิโน

กรดอะมิโนเป็นหน่วยเล็กที่สุดของโปรตีน มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด บางชนิดร่างกายก็สร้างได้ แต่บางชนิดจำเป็นต้องได้รับจากภายนอก เนื่องจากกรดอะมิโนมีขนาดเล็กจึงสามารถดูดซึมลงไปในผิว และให้ผลด้านริ้วรอยได้ด้วย

นอกจากนี้กรดอะมิโนบางชนิดยังมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น

  • Serine ผิวหนังสามารถเอาไปใช้ในการสร้าง Ceramide ได้
  • Arginine ผิวหนังสามารถเอาไปสร้าง Nitric oxide ที่มีบทบาทเกี่ยวกับการขยายหลอดเลือด ผิวจึงได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น และดูสุขภาพดีมีเลือดฝาด

Corneocyte และโปรตีน Keratin

Corneocyte เป็นชื่อของเซลล์ผิวที่ตายแล้วในชั้นบนสุดของหนังกำพร้าที่มีชื่อว่า Stratum corneum เซลล์ Corneocyte และโปรตีน Keratin เป็นองค์ประกอบอย่างสุดท้ายของ Barrier ผิว

กล่าวกันว่าชั้น Lipid lamella ของไขมันนั้นแม้จะแข็งแรง แต่ก็มีความเปราะโดนทำลายง่าย ต้องอาศัยโครงสร้างของโปรตีน Keratin ที่อัดกันแน่นในเซลล์ Corneocyte ซึ่งมีความคงตัวค่อนข้างมาก เรียงตัวสานกันเป็นโครงสร้างสลับซับซ้อนแบบร่างแห ทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะกำบังในการปกป้อง Lipid lamella ให้คงรูปอยู่ได้แม้อากาศจะแห้งมากแค่ไหนก็ตาม

การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารผลัดผิวบ่อยๆ เช่นพวก AHA หรือ Peeling gel ที่มีชื่อเล่นในตลาดว่า เจลขัดขี้ไคล หรือการไปทำทรีทเมนท์ที่มีการผลัดลอกผิวบ่อยๆ จะทำให้เซลล์ผิวพวกนี้บางลง ส่งผลให้ Barrier ผิวเกิดความเสียหายได้ง่ายขึ้น จึงควรระวังไม่ควรทำทรีทเมนท์และใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถี่จนเกินไป ซึ่งในส่วนถัดไปจะกล่าวถึงการแบ่งตัวของเซลล์ผิวและผลิตภัณฑ์ผลัดผิว (Peeling product) อีกครั้งหนึ่ง

องค์ประกอบอื่นๆ ของผิวที่ช่วยเรื่องการเก็บกักน้ำ

นอกจากองค์ประกอบหลักทั้ง 3 ที่ได้กล่าวไปแล้ว ผิวเรายังมีส่วนอื่นๆ ที่คอยอุ้มน้ำไว้อีก เช่น Aquaporin, Tight junction, Corneocyte envelope เป็นต้น

Aquaporin

Aquaporin เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งบนผิวเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนด่านตรวจที่คัดเลือกให้เฉพาะน้ำและสารโมเลกุลเล็กๆ บางชนิดผ่านเข้าออกได้ เป็นตัวควบคุมไม่ให้น้ำและสารตัวเล็กๆ อย่าง Glycerol กับ Urea สูญเสียออกไปสู่ภายนอกผิว

Aquaporin นั้นไม่ได้มีแค่ในผิว แต่เจอในเนื้อเยื่ออื่นๆ ทั่วร่างกาย มีประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นการปกป้องเนื้อเยื่อนั้นๆ ไม่ให้รับความเสียหายจากสภาวะกดดันต่างๆ เช่น ในสมอง Aquaporin นั้นสามารถปกป้องสมองไม่ให้บวมจากความเครียดได้ด้วย

Aquaporin ที่พบในผิวมีหลายชนิด แต่ชนิดที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญ คือ Aquaporin 3 (AQP3) ซึ่งในวงการเครื่องสำอาง ก็จับเอามาเป็นจุดขายเรียบร้อยไปแล้ว

AQP3 ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการแพร่ของน้ำและ Glycerol เข้าออกผิว มีการค้นพบว่าหนูที่ขาด AQP3 นั้นจะมีการเคลื่อนที่ของ น้ำ และ Glycerol เข้าออกผิวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้หนูพวกนี้มีผิวที่แห้ง เหี่ยว และการสมานแผล (Wound healing) เกิดขึ้นได้ไม่ดี นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า AQP3 นั้นมีบทบาทเกี่ยวกับการรักษาความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และการสมานแผลของผิว

สารที่ค้นพบว่าสามารถเพิ่มการสร้าง AQP3 ได้ก็คือ Glyceryl glucoside สารนี้มีงานวิจัยรองรับว่าสามารถเพิ่มการสร้าง AQP3 ในผิวได้ ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้น และลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้*สารนี้เมื่อใช้ร่วมกับ Ceramide และ NMF จะช่วยเสริมประสิทธิภาพกันอย่างมากในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ข้อมูลของผู้ผลิตวัตถุดิบสารนี้ระบุว่าประสิทธิภาพของสารนี้มีค่อนข้างมาก และเทียบเท่ากับการใช้สารในกลุ่ม Hyaluron ได้เลย

*Reference: Schrader et al., Skin Pharmacol Physiol 2012;25:192–199.

ปัจจุบันวงการเครื่องสำอางยังมีการ Claim ว่า ในผิวเราก็มี Aquaporin 8 หรือ AQP8 อยู่ด้วย โดยเจ้า AQP8 นี้ว่ากันว่าทำหน้าที่ดูแลการแพร่ของน้ำและ Ammonium ion ซึ่งผิวเราเอามาใช้สร้าง Urea ที่เป็น NMF ตัวสำคัญตัวหนึ่งที่ช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น

ในวงการเครื่องสำอางมีสารสกัดจากพืชอวบน้ำที่ชื่อ Salicornia herbacea สารสกัดนี้สามารถกระตุ้นให้ผิวสร้าง AQP8 ได้มากขึ้น ผู้ผลิตวัตถุดิบยัง Claim อีกว่าสารสกัดนี้ยังมีผลเพิ่มการสร้าง AQP3, Filaggrin และไขมันที่เป็นส่วนประกอบของ Lipid lamella ได้ดีการทดสอบในอาสาสมัครพบว่าสารนี้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว และช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้

Tight junction

Tight junction หรือเรียกย่อๆ ว่า TJs เป็นช่องแคบๆ ที่อยู่ระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่เสมือนตัวกั้นไม่ให้สารต่างๆ และน้ำ เข้าออกได้อย่างอิสระ มีผลช่วยรักษาน้ำให้อยู่ในผิว

TJs ในผิวมีด้วยกันหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญและเริ่มมีการพูดถึงกันในวงการเครื่องสำอางคือ Claudins โดยพบว่าผิวหนังที่สัมผัสกับสาร Benzopyrene ซึ่งเป็นสารกลุ่มมลพิษ (Pollutant) ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์นั้น มีจำนวนของ Claudins ในผิวลดลง ส่งผลให้ผิวมีการสูญเสียน้ำมากขึ้น Barrier ของผิวอ่อนแอลง และยังมีผลให้เกิดริ้วรอยต่างๆ มากมาย

ตัวอย่างสารที่สามารถเพิ่มการสังเคราะห์ TJs ในผิวได้ คือ Colloidal oatmeal ซึ่งเป็นสารดั้งเดิมที่มีใช้กันมาเนิ่นนาน อาจจะเกินร้อยปีด้วยซ้ำ โดยพบว่าสารสกัดจาก Colloidal oatmeal สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ TJs เพิ่มการสังเคราะห์ไขมันในผิว และเหนี่ยวนำให้ผิวเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) กลายเป็นผิวที่สมบูรณ์เต็มวัย*

*Reference: Ilnytska O. et al. J Drugs Dermatol. 2016;15 (6) :684-90.

Colloidal oatmeal มีใช้ในเครื่องสำอางอยู่อย่างแพร่หลาย จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย ไม่แข็งแรง

Corneocye envelope

Corneocye envelope หรือเรียกย่อๆ ว่า CE เป็นเสมือนเปลือกอีกชั้นหนึ่งที่ห่อหุ้มเซลล์ผิวชั้นนอกสุด (Corneocyte) เอาไว้ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวหนัง

ในผิวที่โตเต็มที่โครงสร้างของ CE จะมีความแข็งแรงกว่าผิวที่อยู่ด้านในหรือยังโตไม่เต็มที่ ในผิวหนังนั้นการสร้าง CE เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อกันโดยใช้เอนไซม์ในผิว (Cross-linked) ของโปรตีนหลายๆ ชนิด หลายๆ ชั้น จนมาเป็นเปลือกที่แข็งแรงและมีความคงตัวสูงขึ้นมา โดยโปรตีนตัวหนึ่งที่อยู่เป็นเปลือก CE นั้นมีชื่อว่า Filaggrin

Filaggrin นั้นได้จากการสลายตัวของโปรตีนตัวใหญ่กว่าที่ชื่อ Profilaggrin ที่ผิวชั้นล่างๆ เราสร้างไว้และเก็บไว้ในถุง (Keratohyalin granules) เมื่อเซลล์ผิวเราแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อเคลื่อนตัวออกมาข้างนอก ถุงนี้ก็จะแตกออก ทำให้ Profilaggrin นั้นโดนย่อยกลายเป็น Filaggrin ซึ่งมีชะตากรรม 2 อย่าง อย่างแรกคือ ไปโดน Cross-linked เป็นเปลือก CE ทำให้ผิวแข็งแรง กับอีกอย่างคือ Filaggrin นั้นโดนย่อยสลายต่อกลายเป็น NMF

ในการย่อยสลายของ Profilaggrin และ Filaggrin ไปเป็น NMF นั้นมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง คือ Caspase-14 ส่งผลให้ผิวเรามีปริมาณของ NMF ที่มากขึ้น สุดท้ายแล้วก็คือทำให้ผิวหนังสามารถอุ้มน้ำไว้ได้ดีขึ้นในวงการเครื่องสำอางมีสารอยู่ชนิดหนึ่งที่มีผลกับ Caspase-14 สารนี้ก็คือ Galactomyces ferment filtrate; GFF หรือที่รู้จักกันในนามว่า Pitera นั่นเอง โดยมีการศึกษาพบว่า GFF นั้นช่วยให้ Caspase-14 ทำงานได้ดีขึ้น* ผิวจึงแข็งแรงมากขึ้นและมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

*Reference: Kataoka S., et al. Arch Dermatol Res. 2013;305 (8) :683-9.

สำหรับตอนนี้ในวงการเครื่องสำอาง ก็มีเครื่องสำอางที่มาจับองค์ประกอบเหล่านี้ครบเลยค่ะ

ซึ่งเราสามารถสรุปกลไก และตัวอย่างสารบำรุงที่ดูแล Barrier ผิวได้ดังนี้

  • ไขมันที่เป็น Barrier ผิว: Ceramides, MLE, MVE, Fatty acids, Natural oil, Cholesterol
  • NMF: กลุ่มน้ำตบที่มีกรดอะมิโน/น้ำตาล/ไฮโดรไลส์คอลลาเจน/ไฮยาลูรอน
  • Aquaporin: เช่น Glyceryl glucoside
  • Tight junction: Colloidal oatmeal
  • Corneocyte envelope: ทางฝั่งญี่ปุ่นให้ความสนใจกับ Corneocyte envelope ค่อนข้างเยอะค่ะ และเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตร รวมถึงพิเทร่า ที่ดูแลเรื่อง Corneocyte envelope เช่น เทคโนโลยี HA stabilizing ของ d Program ในเครือ Shiseido
Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Radiance gel moisturizer เจลมอยส์เจอไรเซอร์สุดปังที่ดูแล Barrier ผิวพร้อมกับให้ประโยชน์ด้าน Whitening

สำหรับบทความนี้ขอหยิบเอามอยส์เจอไรเซอร์ที่น่าสนใจจาก dermArtlogy ที่มีชื่อว่า Radiance gel moisturizer ซึ่งเป็นสูตรที่พัฒนาและปรับปรุงจาก Gel moisturizer สูตรเดิมให้มีความดีงาม และโดดเด่นด้าน Whitening และ Antioxidant เพิ่มขึ้น แต่ยังคงคอนเซปท์ดูแล Barrier ผิวด้วย MLE technology และ Aquatide เช่นเดิมค่ะ

หน้าตาของน้องเป็นประมาณนี้นะคะ

ตัวแพคเกจจริง น้องมาในหลอดสีฟ้าค่ะ

เนื้อมาในรูปแบบข้นๆ คล้ายเจลครีม ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกสบายผิว ซึมไวแห้งไวไม่เหนียวเหนอะหนะ และยังคงความรู้สึกชุ่มชื้นอยู่

สำหรับสูตรนี้ จะมีเคลมหลักเป็นเรื่องของ Cosmetic drone technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมในทางเครื่องสำอาง ที่มีการติด Tag สารที่บรรจุในระบบ Capsule เพื่อให้สารเข้าไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้โดยตรง ซึ่งจะได้กล่าวถึงในช่วงของการวิเคราะห์ส่วนผสม

สำหรับคำเคลมของตัว Cosmetic drone นี้ก็คือ มีคุณสมบัติปรับสีผิวให้สว่างขึ้นถึง 152% ใน 4 สัปดาห์

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ขอเริ่มที่ส่วนผสมที่เป็นพระเอกของผลิตภัณฑ์ก่อนเลยนะคะ

กลุ่มของสารไขมันทดแทนให้ผิว แทนด้วยสีม่วง

MLE technology จะประกอบด้วยสารหลายชนิด นำมารวมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมตามสิทธิบัตรของทาง Neopharm จนเกิดเป็น Liquid crystal เหมือนไขมัน Lipid lamellar ที่เป็น Barrier ผิวตามธรรมชาติ

(Image from Zeroid global official website)

  • Ceramide-9S คือ Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของทาง Neopharm อิงตามสิทธิบัตรอเมริกา US patent US6221371B1 ของปี 2001 Claim ว่าให้ประโยชน์ในการเหนี่ยวนำให้ผิวสร้างไขมันใหม่ออกมาฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหาย มีรายงานการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของสารนี้ในหนูทดลอง พบว่า ตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกับไขมันชนิดที่มีในผิว (Physiological lipids) สามารถกระตุ้นให้ผิวเรามีการสร้างตัวรับที่มีชื่อว่า PPAR-α ออกมา ซึ่งมีประโยชน์ในการลดการอักเสบของผิว และสามารถต้านผลเสียของสเตียรอยด์ที่ไปทำให้ผิวบาง Barrier ผิวเสื่อม น้ำระเหยออกจากผิวได้มาก การใช้ Ceramide-9S จะช่วยเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ดีขึ้น (Arch Dermatol Res. 2015;307(9):781-92.)

AquatideTM แทนด้วยสีเขียว มีชื่อเต็มว่า Heptasodium Hexacarboxymethyl Dipeptide-12 มีรายงานว่าไปเสริมกระบวนการ Autophagy ที่เกิดขึ้นภายในผิว ซึ่งเป็นเสมือนกระบวนการที่ผิวเรารีไซเคิลเอาองค์ประกอบที่มันเสื่อมสภาพมาสร้างและฟื้นฟูเป็นองค์ประกอบใหม่ ให้ผิวเราทำงานได้ดีเหมือนเดิม

มีการทดสอบจากผู้ผลิตวัตถุดิบ Aquatide พบว่า ช่วยฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายให้กลับมาสู่สภาพเดิมได้ดีขึ้น โดยประเมินจากค่าอัตราการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

สำหรับประโยชน์ของ Aquatide แบบละเอียดมากขึ้น สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ https://miyeonthereviewer.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/

กลุ่มของสีฟ้า จะเป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิว และดูแลเรื่องความชุ่มชื้น

  • Tetradecyl Aminobutyroylvalylaminobutyric Urea Trifluoroacetate รู้จักกันในชื่อ Syn-Hycan® ตัวนี้ทางผู้ผลิตเคลมว่ามีกลไกการออกฤทธิ์อยู่ 2 อย่างหลักๆ คือ Fuller กับ Firmer
    • Fuller คือ มีคุณสมบัติในการเสริมการสังเคราะห์ Glycosaminoglycan และ Hyaluronic acid ในผิว
    • Firmer คือ เพิ่มการสังเคราะห์ Proteoglycan ที่ชื่อ Decorin และ Lumican ซึ่งเป็นตัวที่เกาะกับสายคอลลาเจนที่พันกันเป็นเกลียว (Helix) ระหว่างเกลียวนี้ก็จะมีพวก Hyaluronic acid และ GAGs ต่างๆแทรกอยู่ ทำให้เกลียวของคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น และสารกลุ่ม GAGs ก็อุ้มน้ำให้ผิวดูอวบอิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน
  • Sodium hyaluronate เป็นสารตัวดังอีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์ในการเติมน้ำให้กับผิว
  • Lactic acid and Glycolic acid 2 ตัวนี้เป็น AHA ที่การออกฤทธิ์จะขึ้นกับค่า pH ว่าจะเติมน้ำ หรือ ผลัดผิว สองตัวนี้เมื่อเอามาทำเป็น Copolymer กัน จะได้เป็น Lactic acid/Glycolic acid Copolymer ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเปลือกแคปซูล (Poly-lactic glycolic acid shell; PLGA) ของโดรนเทคโนโลยี สังเกตว่าจะมีส่วนผสมของกรดอะมิโนอยู่หลายชนิด ซึ่งปกติกรดอะมิโนจะเป็นกลุ่มสารที่เรียกว่าเป็น Natural Moisturizing Factor (NMF) ที่ทำหน้าที่จับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ มีแนวโน้มว่ากรดอะมิโนเหล่านี้น่าจะเป็นองค์ประกอบที่อยู่ในเปปไทด์ที่บรรจุในถุง PLGA ของโดรนก็เป็นได้
  • Beta-glucan จัดเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่มีการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวบาร์เลย์มีความสามารถในการเสริมการสมานแผล (Carbohydr Polym. 2019;210:389-398.) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.) ตัว Beta-glucan จัดเป็นสารในกลุ่ม Prebiotic ที่สนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ Probiotic ส่งผลต่อเนื่องไปยังการปรับสมดุลของไมโครไบโอม ซึ่งจะช่วยให้ผิวมีความแข็งแรง

กลุ่มสีส้ม เป็น Antioxidant (AOX) แบบเน้นๆ ซึ่งจัดเต็มมาด้วยกันหลายตัว ได้แก่

  • Resveratrol เป็น AOX ตัวหนึ่งที่วงการผิวหนังให้การยอมรับ พบได้ในพืชหลายชนิด รวมถึงในไวน์แดง มีประโยชน์กับผิวหลายประการ และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ เช่น มีการทดสอบในคน ด้วย Tape stripping technique พบว่าเมื่อทา Resveratrol ลงบนผิวหนังจะสามารถดูดซึมลงไปยังชั้นล่างๆของ Stratum corneum และให้ผลต่อต้านอนุมูลอิสระยังบริเวณนั้นๆ ได้อยู่ (Arch Dermatol Res. 2017;309(6):423-431.) มีการทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถลดการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดสี Melanin ได้หลายชนิด รวมทั้งยับยั้งการสังเคราะห์ Tyrosinase ได้ด้วย และยังให้ผลลดการสร้างสีผิวหลังจากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVB ได้ (Biomol Ther (Seoul). 2014; 22(1):35-40.)
  • Glutathione ก็เป็น AOX อีกตัวที่วงการผิวหนังให้การยอมรับ นอกจากความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว น้องยังมีส่วนช่วยให้ผิวเราสร้างเมลานินชนิด Pheomelanin ที่มีสีอ่อนกว่า Eumelanin ซึ่งในภาพรวมจะให้สีผิวที่อ่อนลง
  • Superoxide Dismutase เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการกำจัดอนุมูลอิสระของร่างกายตามธรรมชาติ
  • สารสกัดจากสาหร่าย Chlorella ซึ่งมีประโยชน์เป็น Antioxidant ที่ดีเช่นกัน

กลุ่มสีน้ำเงิน จะเป็นวิตามินบี 3 บี 5 และสารอื่นที่มีคุณสมบัติดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งวิตามินบี 3 ซึ่งมีประโยชน์ในการดูแลผิวได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลเรื่องการควบคุมความมันและปัญหาสิว และเรื่องรอยดำ กับ Whitening
  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว น้องยังมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง และเสริมการฟื้นฟูตัวเองของ Barrier ผิวที่เสียหายจากสิ่งแวดล้อม
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester น้องเป็นเปปไทด์สังเคราะห์ที่เด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • Dipotassium Glycyrrhizate มีคุณสมบัติลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ และมีรายงานการวิจัยในระดับหลอดทดลอง พบว่าสามารถการปกป้องเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนในผิวไม่ให้ถูกทำลายเพราะรังสี UV ได้ (J Photochem Photobiol B. 2015;148:351-7.)

ตบท้ายด้วย Zinc gluconate ที่มีประโยชน์ในการกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน

โดยสรุปก็คือ เป็นมอยส์เจอร์บำรุงที่พัฒนามาอย่างดี นอกจากดูแล Barrier ผิวแล้ว ยังให้ประโยชน์ด้านของ Whitening, การชะลอวัย ดูแลเรื่องริ้วรอย การระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิวไปพร้อมๆ กัน

ตัวเบสเป็นเนื้อครีมเจลที่เลือกส่วนผสมที่บางเบาไม่เหนอะหนะหนักผิว และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ถ้าเทียบระหว่างสูตรเดิม ตัวเองว่าสูตรนี้ทำเนื้อมาได้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของการฟื้นฟู Barrier ผิวก็คือมาเด่นยืนหนึ่งด้วย MLE + Aquatide เสริมประโยชน์มาด้วย Whitening, Antioxidant ชะลอวัย มีสารบำรุงที่ดูแลเรื่องริ้วรอย และความรู้สึกระคายเคืองผิว ขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เนื้อเบสทำมาได้ค่อนข้างดี และส่วนผสมอื่นๆ ก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบฟีลของเนื้อครีมที่ค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะหนักผิว แต่ถ้าผิวแห้งมากๆ อาจจะต้องหามอยส์เจอร์มาทับอีกชั้นหนึ่ง ในด้านของเรื่องความรู้สึกไม่สบาย หรือระคายผิว และอาการแดงของผิว ส่วนตัวว่าน้องทำได้ตอบโจทย์ ส่วนเรื่อง Whitening ทางนี้ได้ทดลองใช้ประมาณ 1 เดือน และไม่ได้มีปัญหาเรื่องจุดด่างดำ เลยอาจจะยังมองไม่ชัด แต่โดยรวมก็ประทับใจดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆมาให้ได้เปิดหูเปิดตาเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ และขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand/

ส่วนท่านที่สนใจสามารถติดตามไปชอปปิ้งได้ที่ลิงค์ตามนี้เลยนะคะ

Shopee : https://shope.ee/qHEdrG7P5

Lazada : https://s.lazada.co.th/l.WKNg

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#Dermartlogyth #MLEtechnology #RadianceGelMoisturizer

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มดูแลปัญหาฝ้าด้วยเทรนด์ Minimal จากแบรนด์ Foré (ฟอร์เร่) กับ 4 White Melasma correcting serum

Content นี้จะนำเอาผลิตภัณฑ์เซรั่มที่น่าสนใจจากแบรนด์ Foré (ฟอร์เร่) ที่มีชื่อว่า 4 White Melasma correcting serum มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกัน

แบรนด์ Foré เป็นสกินแคร์แบรนด์ไทยน้องใหม่ ที่มีปรัชญาในการดูแลผิวหน้าด้วยเทรนด์ Minimal หรือ Less is more ด้วยการพัฒนาสูตรให้เป็นมิตรกับผิว โดยเลือกใช้ส่วนผสมตามงานวิจัยในปริมาณที่หวังผลได้

แบรนด์ Foré เลือกสารบำรุงด้วยเทคนิคการทำงานแบบ Double Action คือ

  • 1st Action: ดูแลปัญหาผิวต่างๆ เช่น ปัญหาสิว รอยสิว ฝ้า จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ
  • 2nd Action: เพิ่มความชุ่มชื้นของผิวผ่าน 2 มิติ โดยการทดแทน Natural Moisturizing Factor (NMF) ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ Black Oat และมี Lecithin เสริมการทำงานของชั้นไขมันที่เป็นปราการผิวตามธรรมชาติ ที่ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น และมีสุขภาพดี

โดยพัฒนาสูตรและส่วนผสมมาได้อย่างลงตัว และเลือกใช้ส่วนผสมที่จำเป็นมาดูแลผิวได้อย่างลงตัว

สำหรับสูตร 4 White Melasma correcting serum จะเป็นเซรั่มสำหรับดูแลปัญหาฝ้าและดูแลเรื่องผิวกระจ่างใสเป็นหลักค่ะ

โดยน้องจะมีหน้าตาประมาณนี้

มาในแพคเกจแบบขวดแก้วสีชา มีดรอปเปอร์

เนื้อเซรั่มค่อนข้างข้น ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น เย็นและสบายผิว เนื้อจะมีความเคลือบผิวอยู่ แต่ไม่ถึงกับเหนอะหนะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

สำหรับส่วนผสมหลักตามแบรนด์เคลมจะประกอบด้วยสารหลักดังนี้ค่ะ

  • 3% Tranexamic acid
  • 2% Alpha-arbutin
  • 5% Niacinamide
  • 4-butyl resorcinol

เสริม Dipotassium glycyrrhizate เข้ามาช่วยดูแลเรื่องความรู้สึกสบายผิว ดูแลเรื่องการระคายเคือง และ Lecithin ที่ดูแลด้านความชุ่มชื้นให้ผิว

ส่วนผสมแบบเต็มเป็นดังนี้

เรามาดูรายละเอียดส่วนผสมแต่ละชิ้นกัน

สารส่วนผสมที่ให้ประโยชน์หลักในด้าน Whitening แทนด้วยสีชมพู

  • Tranexamic acid หรือ TXA เป็นสารสำคัญชิ้นหนึ่งในวงการ Whitening เดิมทีใช้เป็นยาช่วยให้เลือดแข็งตัว เป็นยาห้ามเลือด แต่พบว่าสารสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีผลลดการสร้างเมลานิน ผ่านการยับยั้ง Plasmin ซึ่งปกติ Plasmin เป็นตัวตั้งต้นก่อนจะไปกระตุ้นฮอร์โมน alpha-MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวแม่ที่จะไปกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซท์ ทำงานมากขึ้นก็สร้างเมลานินออกมาได้มากขึ้น พอโดนยับยั้งไปก็มีการสร้าง Melanin ออกมาลดลงเกิดเป็นประสิทธิภาพด้าน Whitening (J Am Acad Dermatol 2011;October:699-714.) มีรายงานการวิจัยศึกษาผลของ Tranexamic acid เข้มข้น 3 % ในสูตรครีมเพื่อรักษาฝ้าในอาสาสมัคร พบว่าให้ผลดีเทียบเท่าสูตรผสมของ Hydroquinone กับ Dexamethasone แต่ผลข้างเคียงต่ำกว่ามาก (J Res Med Sci. 2014;19(8):753-7.)
  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามิน B3 น้องมีประโยชน์กับผิวได้หลายประการ ถ้าเป็นด้านของ Whitening น้องจะไปยับยั้งการส่งผ่าน Melanin ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปภายนอก (ยับยั้งที่กระบวนการ Melanosome transfer) และยังมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ดูแลเรื่องสิว ควบคุมความมัน ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว
  • มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของ TXA 2% + Niacinamide 2% ในอาสาสมัคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าให้ผลเสริมฤทธิ์กันในการลดปริมาณเม็ดสี (Melanin index) ในอาสาสมัครได้ดี (Lee et al, Skin Res Technol. 2014 May;20(2):208-12.) ซึ่งทางแบรนด์ก็คือใช้ TXA 3% + B3 5% จัดเต็มไปอีก
  • 4-butyl resorcinol ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง สารนี้มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีรายงานผลข้างเคียงจากการทดสอบน้อย (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–25.)
  • Alpha-arbutin เป็นตัวยืนพื้นอีกตัวแห่งวงการ Whitening มีคุณสมบัติในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวจึงแลดูขาวขึ้น

สำหรับสารบำรุงด้าน Whitening ที่ทางแบรนด์เลือกใช้นั้นเรียกได้ว่า Dose ถึง อิงตามงานวิจัย และมีการออกฤทธิ์ที่เสริมกันในหลายขั้นตอนของการสร้างเม็ดสีผิว สามารถสรุปได้ประมาณรูปนี้

สารบำรุงชุดต่อมา สารสกัดจาก Black oat (Avena strigosa seed extract) ที่มาในคอมบิเนชั่นกับ Lecithin และสารอื่นๆ น่าจะเป็นชุดส่วนผสมของ Aquarich ที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าสารบำรุงชุดนี้เป็น Epidermal moisture ally อารมณ์แบบมิตรแท้สำหรับเก็บกักน้ำ โดยมีผลการทดสอบสารสกัดชุดนี้ในอาสาสมัครโดยทางบริษัท พบว่าช่วยเสริมการกักเก็บน้ำให้อยู่ในผิวได้นานขึ้นถึง 24 ชั่วโมง และ ลดการเกิดอาการแห้ง ลอกเป็นขุยของผิวหนัง เมื่อให้อาสาสมัครใช้เป็นเวลา 14 วัน (TDS Aquarich by Rahn AG)

สำหรับส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • Borage seed oil หรือ น้ำมันจากเมล็ด Borage ประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็น Linoleic acid ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง
  • Dipotassium glycyrrhizate ดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่ดูแลเรื่องการเก็บกักน้ำตามธรรมชาติของผิว

มาในเบสที่เป็นเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง สำหรับสารบำรุงที่จัดเป็น Whitening นั้นทำงานร่วมกันผ่านหลายกลไก ตั้งแต่ก่อนเริ่มสร้างเม็ดสี ระหว่างสร้างเม็ดสี ไปจนถึงสร้างเม็ดสีเสร็จแล้ว โดยมี B3 ไปขัดขวางไม่ให้เม็ดสีออกไปข้างนอก และเสริมสารที่ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผิวกับการระคายเคืองมาด้วยพร้อมๆ กัน ถ้ามี Antioxidant (AOX) อื่นๆ มาเสริมอีกสักหน่อยจะสมบูรณ์แบบ แต่จริงๆ เราก็สามารถไปทาวิตามินซี หรือ AOX อื่นเสริมเองในขั้นตอนอื่นของรูทีนก็ได้ โดยรวมขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์นี้ประมาณ 2 สัปดาห์เศษๆ ค่อนข้างชอบเนื้อของเซรั่มที่ค่อนข้างชุ่มผิว ด้วยความที่เราเป็นคนผิวผสม/แห้ง เนื้อประมาณนี้คือกำลังดีเลย ส่วนประสิทธิภาพด้าน Whitening นั้นอาจจะยังฟันธงได้ 100% เลยไม่ได้ เพราะใช้มาแค่ระยะสั้นๆ และตนเองก็ไม่ได้มีปัญหาจุดด่างดำในช่วงนี้ แต่ก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของผิว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Foré (ฟอร์เร่) ด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: Fore skincare https://www.facebook.com/profile.php?id=100090069652535

ส่วนของราคาก็กำลังน่ารัก ขวดนี้ 30 ml อยู่ที่ 590 บาทค่ะ (สำรวจเมื่อ 4 ก.ย. 2566 ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่น)

สามารถติดตามไปแอบส่องแอบตำได้ที่ตามช่องทางของทางแบรนด์เลยนะคะ

LazMall https://s.lazada.co.th/s.kLPlj?cc

ShopeeMall https://shope.ee/3VHnh4Rc6j

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Foré  การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Beauty Update: เซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้นน้องใหม่จากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องสำอางมานานนับสิบปี จาก Secret dose moisture+ enrich serum

จะเป็นอย่างไรถ้าผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดในวงการส่วนผสมสกินแคร์มานานร่วม 10 ปี ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำแบรนด์สกินแคร์ของตัวเอง ก็เป็นผลิตภัณฑ์นี้ไงล่ะ Secret dose moisture+ enrich serum

ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ตัวแพคเกจจริงจะเป็นขวดแก้วแบบมีดรอปเปอร์

น้องเป็นเซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้นผิวที่นำเอาโพลิเมอร์ Sacran ที่สกัดจากสาหร่ายมาเป็นนางเอกในการดูแลผิว

ถ้าพูดถึง Sacran ตัวมันเป็น Polysaccharide ที่แยกสกัดออกมาจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Aphanothece sacrum ที่มีชื่อญี่ปุ่นว่า Suizenji-nori

Polysaccharide ตัวนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงที่ว่าน้องสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่า Hyaluronic acid 5 เท่า และด้วยความที่ Sacran เป็น Polysaccharide ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่มาก และมีความสามารถในการเรียงตัวเป็นฟิล์มเจลบางๆ บนหนังกำพร้า อารมณ์เป็น Second skin น้องเลยให้ประโยชน์ในการเคลือบปกป้องผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว และปกป้องผิวไม่ให้สัมผัสกับสารก่อระคายเคืองและมลภาวะต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม (Doi et al., Biol Pharm Bull. 2018;41(10):1554-1560.)

มีงานวิจัยที่ทดสอบประสิทธิภาพของ Sacran เทียบกับเซรั่มเบส พบว่าตำรับที่มี Sacran สามารถปกป้องเซลล์ Corneocyte ในชั้นหนังกำพร้าไม่ให้เกิดกระบวนการอักเสบระคายเคือง (Doi et al., J Dermatol. 2017;44(12):1360-1367.) การทดสอบในหนูทดลองที่กระตุ้นให้เกิดภาวะผิวอักเสบด้วยสารเคมี พบว่า Sacran ไปเพิ่มปริมาณน้ำในผิว ลดการสร้าง Cytokine ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Int J Biol Macromol. 2018;108:112-118.)

สำหรับ Sacran ที่ทางแบรนด์ Secret dose เลือกใช้นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เหนือกว่า Sacran ทั่วไป อีกขั้น คือ เอา Sacran มาซ้อน Sacran อีกทีด้วยเทคโนโลยีการถักทอ Biopolymer จากฝรั่งเศส เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้ยาวนานขึ้น

เปรียบเป็นการมาส์กล่องหนช่วยเคลือบและปกป้องการระเหยของน้ำในผิว

นอกจาก Sacran แล้ว ที่สกัดจาก Aphanothece sacrum แล้ว ในเซรั่มนี้ยังเสริมสารบำรุงอื่นเข้ามาเพื่อช่วยเติมน้ำแบบฉ่ำๆ ไม่ว่าจะเป็น Hyaluronate, และสารอย่าง Algin และ Pullulan ซึ่งได้จากธรรมชาติ นอกจากคุณสมบัติในการก่อเจล/เพิ่มความหนืดให้สูตรตำรับแล้ว น้องก็ได้ประโยชน์เรื่องการจับน้ำให้ผิวอยู่ด้วย

สำหรับเบสก็มาในเบสน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ตัวเนื้อเซรั่มให้ฟีลลิ่งที่เกลี่ยง่าย ไม่เหนอะหนะหนักผิว ซึมไว แห้งไว แต่ยังคงความชุ่มฉ่ำ ชุ่มชื้นผิวเอาไว้ให้แก่ผิว

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มดูแลสิว La Roche-Posay Effaclar serum ด้วยประโยชน์ตัดวงจรสิวตั้งแต่เริ่มต้น

วันนี้มีบทวิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสำหรับดูแลสิวที่น่าสนใจจากแบรนด์ La Roche-Posay มาฝากกันค่ะ

เป็นเซรั่มที่มาแบบคลีนๆ มินิมอล น้อยแต่มาก เน้นจัดเต็มดูแลปัญหาสิว โดยเฉพาะสิวอุดตันได้แบบเน้นๆ อย่างตรงจุดค่ะ น้องก็คือ Effaclar serum ตัวดังนั่นเอง ซึ่งมีหน้าตาประมาณนี้นะคะ

ขวดจะเป็นขวดแก้ว มาพร้อมหลอดหยดให้ ให้เราเป็นคนเปิดภาชนะแล้วเราเป็นคนเปลี่ยนฝาประกอบหลอดหยดลงไป เหมือนตัวเซรั่มไลน์อื่น ของทางแบรนด์ค่ะ

ประกอบร่างแล้วเป็นแบบนี้

เนื้อเซรั่มจะเป็นเนื้อเจลใส หนืดเล็กน้อย มีกลิ่นในโทนสดชื่น

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกเคลือบนิดๆ แต่เบาและสบายผิว จากภาพนี้จะเป็นทาแล้วเกลี่ยแล้วทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที

ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 3 – 4 ซึ่งถือว่าดีงามตามประสาการเป็น AHA

อยากเล่าเรื่องของการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์นี้จากทางแบรนด์ก่อนนะคะ

ทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์นี้ในอาสาสมัครจำนวน 40 คน โดยสถาบันวิจัยของลอรีอัล ประเทศฝรั่งเศส พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครใช้เซรั่มเป็นเวลา 28 วัน อาสาสมัครมีรอยสิวจางลงถึง 49%  และที่ระยะเวลา 44 วัน พบว่า อาสาสมัครมีสิวอุดตันลดลง 52% เลยทีเดียว

และก่อนไปดูส่วนผสม อยากเล่าสาเหตุของสิวแบบย่อๆ สักหน่อยค่ะ ในยุคปัจจุบันนี้ มีการค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับสิวมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ และตอนนี้ว่ากันว่า สิวคืออาการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณรูขุมขน (Psilosebaceous unit) ซึ่งก็จะมีหน้าตาประมาณภาพนี้

โดยการเกิดสิวนั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ไม่ได้เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย โดยสามารถแบ่งกลุ่มได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  • การที่เซลล์ในปากปล่องรูขุมขนแบ่งตัวออกมามากเกินไปจนผลัดทิ้งไม่ทัน หรือ มีการสร้างโปรตีน Keratin ที่ผิดปกติ ทำให้การผลัดผิวตามธรรมชาติเกิดได้ยาก กลายเป็นการอุดตัน
  • การสร้างน้ำมันที่มากเกินไปจากต่อมไขมัน (Sebaceous gland) พอมาเจอกับก้อน Keratin ที่ขวางปากปล่องรูขุมขนก็สะสมกองกัน
  • เชื้อจุลินทรีย์ โดยตัวหลักคือ Cutibacterium acnes หรือ C. acnes (ชื่อเดิมในวงการคือ Propionibacterium acnes หรือ P. acnes) ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่รวมไปถึงเชื้อตัวอื่นๆ ด้วย และนับรวมเอาความไม่สมดุลของ Microbiome ซึ่งเป็นเหมือนชุมชนของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ บนผิว โดยเจ้า C. acnes นี่จะกินน้ำมันเป็นอาหาร แล้วปลดปล่อยสารที่ไปก่อให้เกิดการอักเสบต่างๆ ตามมา
  • ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ที่ไปต่อต้านเชื้อ C. acnes และ ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ ขึ้นมา

ถ้าจำลองเป็นซีรี่ส์ ก็จะเห็นว่าการอุดตันนี่เป็นเหมือนต้นตอแห่งการเกิดสิวเลย เพราะถ้าไม่อุดตัน ไขมันก็ขับออกได้ตามปกติ เชื้อ C. acnes มันก็จะไม่โตมากไป แล้วก็จะไม่เกิดสิวเกิดการอักเสบ ถ้าดูแลตรงจุดที่เริ่มอุดตันนี้ได้ ก็คือจบเรื่อง สยบวงการก่อสิว

อันนี้จะเป็นภาพรวมของการเกิดสิว ไม่ได้กล่าวถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ฮอร์โมน Lifestyle ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็จะมาแนวคล้ายๆ กัน คือ มักจะไปเริ่มที่การอุดตันของผิว แต่บางแบบก็จะไปทำให้เกิดการอักเสบในรูขุมขน ซึ่งอาจจะไม่ได้เกิดมาจากการอุดตันก็ได้

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมในภาพรวมก็คือเรียกได้ว่าจัดเต็มมาด้วย โมเลกุลของ Organic acid 3 ชนิด ที่ได้รับการยอมรับในวงการผิวหนัง พร้อมมีวารสารทางวิชาการสนับสนุนถึงประโยชน์ในการดูแลผิว ได้แก่

  • 0.45% Lipohydroxy acid (LHA; Capryloyl salicylic acid)
  • 1.5% Salicylic acid (BHA)
  • 3.5% Glycolic acid (AHA)

ทางแบรนด์เรียกเป็น Tri-Acid Complex ที่เอา Niacinamide ที่มีความอ่อนโยนกับผิวมาผสมร่วม เพื่อช่วยดูแลผิวจากการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น และยังเสริมประโยชน์ในการควบคุมความมันของผิว และดูแลสิวไปด้วยอีก 1 สเต็ป

ซึ่งตัว Niacinamide หรือ B3 ก็ได้รับการยอมรับในวงการฯ เช่นกัน

เรามาลองดูส่วนผสมโดยละเอียดกันนะคะ

ขอเริ่มไปทีละกลุ่มสารตามหน้าที่เลยค่ะ

กลุ่ม Organic acid จะมี AHA, BHA, LHA แทนด้วยสีบานเย็นค่ะ

  • 0.45% Capryloyl salicylic acid เป็นสารในกลุ่มของ Lipohydroxy acid (LHA) ซึ่งละลายได้ดีในไขมัน มีบทบาทมีบทบาทในการลดการอุดตันและผลัดผิวที่ตายแล้วออกไป และมีงานวิจัยหนึ่งที่ทดสอบประสิทธิภาพของสารตัวนี้เทียบกับ Glycolic acid พบว่า LHA ลดริ้วรอยในอาสาสมัครได้ และช่วยให้ผิวขาวขึ้นดีกว่า Glycolic acid (J Cosmet Dermatol. 2008; 7(4):259-62.) อาจจะกล่าวๆ โดยอ้อมว่า น้องจะช่วยดูแลเรื่องของรอยดำ
  • 1.5% Salicylic acid จัดเป็น BHA ซึ่งทางแบรนด์เลือกมาในความเข้มข้นที่มีประสิทธิภาพในการดูแลสิว (0.5 – 2.0%) BHA ตัวนี้จะละลายได้ดีในไขมัน และไปย่อยพวก Comedone ที่อุดตันในรูขุมขนซึ่งก่อนจะเกิดสิวน้องจะชุ่มไปด้วยไขมันจากต่อมไขมัน BHA ก็จะสามารถละลายเข้าไปได้
  • 3.5% Glycolic acid จัดเป็น AHA ที่เด่นในด้านของการผลัดผิว และมีประโยชน์ในแง่ของความเรียบเนียนของผิว และรอยดำ

เมื่อพูดเรื่องของการผลัดผิวแล้ว อยากหยิบเอาส่วนผสมอีกชิ้นมากล่าวถึง คือ Hydroxyethylpiperazine ethane sulfonic acid หรือ HEPES ที่แทนด้วยสีน้ำเงิน

HEPES นี้มีบทบาทหลายอย่างในสูตร โดยน้องเดิมทีใช้เป็นสารกลุ่มบัฟเฟอร์ที่ช่วยปรับและคุมค่า pH ให้คงที่เพื่อเสริมความคงตัวให้สูตร โดยเฉพาะสูตรที่มี Glycolic acid แต่ก็มีการค้นพบว่า HEPES นั้นมีประโยชน์ในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ โดยไปย่อยสลายส่วนของโปรตีน Corneodesmosome ที่ทำหน้าที่ยึดเกาะเอาเซลล์ขี้ไคลเอาไว้ด้วยกัน ทำให้มันหลุดออกไปตามธรรมชาติได้ง่ายขึ้น

ผลัดผิวแล้ว ต้องมาดูแลเรื่องการระคายเคืองต่อ สารที่มีประโยชน์ในด้านของการระคายเคือง ในที่นี้จะมี 2 ตัวหลักๆ แทนด้วยสีเขียว

  • Niacinamide ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 เจ้าเก่า น้องมีประโยชน์กับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการดูแลสิว ควบคุมความมัน ช่วยดูแลเรื่อง Barrier ให้แข็งแรง ดูแลการระคายเคือง และมีประโยชน์เรื่องรอยดำ
  • Biosaccharide gum-1 ตัวนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากเทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biopolymer) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่ามีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองผิว และยังได้เรื่องความชุ่มชื้น และปรับเนื้อปรับฟีลลิ่งตอนทา

อีกตัวที่ดูแลเรื่องการระคายเคืองอ้อมๆ คือ Polyquaternium-10 ที่ได้จากการดัดแปลงอนุพันธ์ของเซลลูโลส ให้มีประจุบวก ให้คุณสมบัติเคลือบผิว และปรับเนื้อปรับฟีลลิ่งตอนทา ให้ผิวรู้สึกนุ่มเรียบละมุน

ใช้ Dimethyl isosorbide เข้ามาช่วยเป็น Penetration enhancer เสริมการดูดซึมของสาร เข้าใจว่าน่าจะมีประโยชน์ในการส่งเอาพวก Acid ไปละลายการอุดตันในรูขุมขน

สังเกตว่าจะมี Alcohol แต่อย่าพึ่งกรีดร้อง นอกเหนือไปจากประโยชน์ในการทำสูตรให้คงตัวแล้ว การใช้ Alcohol สำหรับคนที่มีปัญหาสิวและผิวมัน ตัว Alcohol มันจะช่วยไปละลาย Sebum เหนียวๆ ทำให้พวก Acid ทำงานได้ง่ายขึ้น

ในภาพรวมเราสามารถสรุปกลไกการทำงานของส่วนผสมหลักในเซรั่มนี้ได้ประมาณนี้ค่ะ

กล่าวง่ายๆ อีกครั้ง ก็คือ ถ้าลดการอุดตันได้ ไขมันก็จะไหลออกจากต่อมไขมันได้ตามปกติ เชื้อ C. acnes ก็จะไม่เพิ่มจำนวนมากจนไปกินไขมันแล้วกระตุ้นภูมิจนเกิดการอักเสบเกิดสิวต่อไป

ส่วนผสมยังดูแลเรื่องรอยดำ รอยแดงไปด้วยพร้อมๆ กัน

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง หรือ Active ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เซรั่มดูแลสิว Effaclar serum นี้ เน้นไปที่จุดเริ่มต้นสุดแห่งการเกิดสิว คือ ไปลดการอุดตัน โดยใช้ Organic acids ที่ได้รับการยอมรับในวงการผิวหนัง แต่ก็เสริมสารที่เข้ามาดูแลเพื่อลดการระคายเคืองให้ผิวไปด้วยพร้อมๆ กัน โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ในแง่ของการ Peeling พร้อมลดการระคายเคืองแบบฉ่ำๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สำหรับส่วนของเนื้อหลัก หรือ Base แม้ว่าจะมี Alcohol แต่ดังที่ได้กล่าวไปว่า นอกเหนือไปจากประโยชน์ในการทำสูตรให้คงตัวแล้ว การใช้ Alcohol สำหรับคนที่มีปัญหาสิวและผิวมัน ตัว Alcohol มันจะช่วยไปละลาย Sebum เหนียวๆ ทำให้พวก Acid ทำงานในการลดการอุดตันในปากปล่องรูขุมขนได้ง่ายขึ้น และส่วนผสมอื่นๆ ก็เลือกมาได้ค่อนข้างดีและมีประโยชน์เสริมกับสารบำรุงหลักในสูตรได้อย่างลงตัว แต่ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมกับผลิตภัณฑ์ที่เคยรีวิวไป ทางเพจจะหักคะแนน Alcohol จุดนี้จึงขอให้ไป 4 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additives ก็มีใช้เท่าที่จำเป็น มีการใช้ระบบ Buffer มาควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตำรับ ตัว Pentylene glycol ที่ใส่เสริมขึ้นมายังช่วยระงับเชื้อได้อ่อนๆ จึงน่าจะใส่มาหวังผลเป็นสารกันเสียในตำรับไปพร้อมๆ กับดูแลเรื่องความชุ่มชื้น ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทยที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่พัฒนาสูตรมาได้อย่างลงตัว พร้อมการศึกษาทางคลินิกรองรับมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

หรือท่านที่จะตามไปส่องสินค้าบน Official Mall ก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

ราคาสินค้าปกติอยู่ที่ 1350 บาท วันที่สำรวจ 19 ส.ค. มีโปรโมชั่นลดเหลือ 1280 บาท (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่น)

LazMall https://s.lazada.co.th/s.k3vrT?cc

Shopee Mall https://invl.io/cljcdc4

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#LaRochePosayTH #Effaclar #EffaclarSerum #เอฟฟาคลาร์ #ปฏิบัติการสลายสิว #เอฟฟาคลาร์เซรั่ม

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินซี และเซรั่มวิตามินเอ สายคลีน จาก Biobalance

สวัสดีค่ะทุกท่าน สำหรับ Blog นี้ขอมาต่อกันที่บทวิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มที่น่าสนใจจากแบรนด์ Biobalance 2 ชิ้น คือ เซรั่มวิตามินซี ที่มีชื่อว่า Pure vitamin C super serum และเซรั่มวิตามินเอ ที่มีชื่อว่า Retinol’E super serum นะคะ

สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับแบรนด์ Biobalance สามารถติดตามคอนเทนท์แนะนำแบรนด์ Biobalance ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยค่ะ

(แนบลิงค์ https://miyeonthereviewer.com/2022/08/26/brandintro-biobalance/)

ทางเพจได้เคยนำเสนอรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Eye cream สุดปังของแบรนด์ไว้ ท่านใดที่พลาดสามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ได้เลย

(แนบลิงค์ https://miyeonthereviewer.com/2022/09/23/biobalance-eye/)

ส่วนเซรั่มที่เราจะนำมานำเสนอกันในวันนี้นั้นเป็นเหมือนพระเอกนางเอกของแบรนด์กันเลยค่ะ คือ น้องวิตซี กับน้องวิตเอ ที่มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

โดยขอเริ่มที่น้องวิตซีนะคะ

น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Pure vitamin C super serum

ซึ่งมาในขวดแก้วสีชาแบบมีหลอดหยดค่ะ

สำหรับเนื้อสัมผัสจะเป็นเนื้อของ Propanediol ที่จะอุ่นๆ ให้ความรู้สึก ‘rich’ คือ อารมณ์เหมือนมีอะไร หนืดๆ นิดหน่อยตอนเกลี่ย

หลังเกลี่ย

ถ่ายภาพผ่านแฟลชจะเห็นเป็นส่วนของ propanediol ดูวาวๆ

หลังจากทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ความวาวก็จะหายไปค่ะ

สำหรับส่วนผสม คือ สมเป็นสกินแคร์สายคลีน ก็คือ ตรงตามเทรนด์ ‘The less is more’ มากๆ

แค่เอา L-ascorbic acid (LAA) 10% มาละลายในเบสที่เป็น Propanediol ซึ่งการทำมาในเบสแบบไม่มีน้ำจะช่วยรักษาเสถียรภาพของ LAA เอาไว้

สำหรับ Propanediol นั้นจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าเป็น Humectant solvent ซึ่งปกติเราใส่กันในปริมาณไม่มาก ราวๆ ไม่เกิน 5% เป็นสารให้ความชุ่มชื้นผ่านการดูดน้ำให้ผิว ในที่นี้เอามาเป็นเบสเลย เพื่อจะได้ปกป้องตัวสารวิตซีเอาไว้

Propanediol เป็นสารที่ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่าได้จากกระบวนการดัดแปลงจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ในวงการเครื่องสำอางทำขึ้นมาเพื่อทดแทนการใช้ Propylene glycol ซึ่งได้จากการสังเคราะห์ และมีรายงานถึงการแพ้-ระคายเคืองอยู่บ้าง

ถ้าดูจากคะแนนความเป็นมิตรต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อมจาก Environmental Working Group (EWG) นั้นน้องจะมีคะแนนที่ 2 คะแนน แต่ถ้าเป็น Propylene glycol นั้นจะมีคะแนนอยู่ที่ 3 คะแนนค่ะ

ถ้ากล่าวกันตามจริงตามหลักการก็ไม่ได้ต่างกันเยอะมาก แต่ส่วนตัวมองว่าจากข้อมูลที่เห็นมา Propanediol นั้นมีข้อมูลว่าเกิดการระคายเคืองได้น้อยกว่า ก็น่าจะดีกว่า

สำหรับวิตามินซีที่ทางแบรนด์เลือกใช้นั้นเป็นรูปแบบ LAA ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ ที่มีรายงานกล่าวถึงประสิทธิภาพที่ดีอยู่หลายชิ้นเหมือนกัน

ส่วนประโยชน์ของวิตามินซีก็จะดูแลผิวได้หลายด้าน เช่น

  • ด้านของ Whitening ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นขั้นตอนหลักของการสร้างเม็ดสีผิว
  • เป็น Antioxidant ที่ดี
  • ลดการอักเสบและระคายเคือง
  • ปกป้องผิวจากรังสี UV (Photoprotective)
  • เป็นส่วนหนึ่งในการสังเคราะห์คอลลาเจน โดยเป็น Cofactor ให้แก่เอนไซม์ prolyl hydroxylase และ lysyl hydroxylase ที่ใช้สร้างกรดอะมิโนพิเศษ Hydroxyproline และ Hydroxylysine ในสายคอลลาเจน

วิตามินซีนั้นค่อนข้างบอบบางค่ะ สลายตัวง่ายจากหลายๆ ปัจจัย การทำมาในสูตรไม่มีน้ำแบบนี้ กับมาในขวดแก้วสีชาก็ช่วยปกป้องได้ในระดับหนึ่ง

แต่ว่าพอทำมาในเบสที่เป็น Humectant solvent แบบนี้ บางคนก็อาจจะไว ถ้าละเลงบนผิวเลยก็อาจจะระคายเคือง ซึ่งรูปแบบของการระคายเคืองก็มีได้หลายแบบ ตั้งแต่รู้สึกร้อนๆ แสบๆ ยุบยิบ จนไปถึงรูขุมขนอักเสบคล้ายเป็นสิว

ใครที่กำลังเริ่มใช้ หรือเคยใช้มาแล้วเกิดอาการระคายเคืองอาจจะลองผสมเข้ากับสกินแคร์อื่น วอร์มให้เข้ากันก่อนทาบนผิวก็จะช่วยลดอาการตรงนี้ได้ แล้วก็ค่อยๆ ปรับเพื่อให้ผิวเราค่อยๆ ชินกับน้องค่ะ

ส่วนอีกตัวเป็นเซรั่มวิตามินเอผสมวิตามินอีค่ะ น้องมีชื่อเต็มๆ ว่า Retinol’E super serum

มาในขวดแก้วสีชาแบบมีดรอปเปอร์เช่นกัน

เนื้อจะมาในรูปแบบออยล์ที่เหลวหน่อย

ถึงแม้จะเป็นออยล์ แต่มาลองดูเนื้อก่อน น้องเป็นออยล์ที่ค่อนข้างเบาไม่เหนอะหนะ เกลี่ยได้ง่าย เคลือบปกป้องผิว

ถ่ายภาพด้วยแฟลชจะเห็นความวาวของเนื้อออยล์อยู่เล็กน้อย

ตัวเซรั่มจะใช้เวลาในการซึมสักนิดค่ะ ทางแบรนด์ไม่ได้ใส่น้ำหอม เลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในด้านของส่วนผสมนั้นจะมีวิตามินเอ ร่วมกับวิตามินอี ใน 2 รูปแบบ คือ Tocopheryl acetate และ Tocopherol ในความเข้มข้นรวม 2% และเสริม Bisabolol มาเพื่อดูแลเรื่องการระคายเคือง เนื่องจากตัว Retinol นั้นอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ในผู้ใช้บางราย

วิตามินเอ เป็นรูปแบบ Retinol จัดมาที่ 0.3% ซึ่งมีความระคายเคืองต่ำ แต่มากกว่าพวกกลุ่ม ester นิดหน่อย ซึ่งหลังๆ มา เราไม่ค่อยเจอพวก Ester ในท้องตลาดมากนัก ถ้าไม่นับพวก Ester ของ Retinoic acid อย่าง Hydroxypinacolone retinoate (ชื่อทางการค้า Granactive® Retinoid) ที่เจอได้อยู่

สำหรับวิตามินเอนั้นมีประโยชน์กับผิวหลายๆ ประการ จะเด่นไปในด้านของการดูแลผิวเรื่องริ้วรอย ผ่านกลไกที่ซับซ้อนหลายๆ อย่าง และอาจจะให้ประโยชน์ในการดูแลเรื่องสิวได้ ผ่านการควบคุมการแบ่งตัวและเปลี่ยนรูปของเซลล์ Keratinocyte ในชั้นหนังกำพร้า

ส่วนวิตามินอีนั้นเป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในไขมัน แล้วก็ช่วยปกป้องวิตามินเอในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพ วิตามินอีเองก็ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อยู่บ้าง มีการเสริม Antioxidant สังเคราะห์อย่าง BHA, BHT เข้ามาช่วยปกป้องวิตามินเอ และอี ไว้อีก 1 สเต็ป

โดยรวมก็ถือว่าเป็นเซรั่มวิตามินเอที่ทำมาได้คลีนๆ และเรียบง่ายดีค่ะ

สรุปแล้วกลุ่ม Super serum ที่ทางแบรนด์ Biobalance นำเข้ามาในไทยทั้ง 2 ตัวนั้นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ มาในราคาที่เอื้อมถึงได้ค่ะ

มาดูคะแนนกันนะคะ สำหรับวันนี้เนื่องด้วยส่วนผสมไม่ได้เยอะมาก เลยขอลดหัวข้อการให้คะแนนเป็น 2 หมวด คือ หมวดส่วนผสม แล้วก็หมวดการใช้งาน

  1. ส่วนผสม ทั้ง 2 ตัวเป็นเซรั่มที่ทำมาได้ค่อนข้างคลีน เรียบง่าย ตอบเทรนด์ ‘The less is more’ ซึ่งก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีตามเทรนด์นะคะ แต่ถ้าบางคนที่ไม่ได้อินกับเทรนด์ The less is more อาจจะรู้สึกว่ามันเบาไปหน่อย มันมีอะไรได้อีก จุดนี้ขอให้ไป 3 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน ในด้านของเนื้อสัมผัส ถ้าเป็นตัววิตซี น้องจะหนึบๆ หนักๆ นิดหน่อย เพราะเป็นเนื้อของ Propanediol ล้วนๆ แต่ไม่มันเหมือนน้ำมัน ใครที่กำลังเริ่มใช้เบสแบบนี้แนะนำให้ลองผสมเข้ากับครีมอื่นๆ ก่อน เพื่อให้ผิวเราค่อยๆ ปรับค่ะ ส่วนของตัววิตเอ นั้นจะมาในรูปแบบน้ำมัน ที่เบลนด์มาได้ฟิลลิ่งที่บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่เยิ้มมาก ทาก่อนนอนตื่นมาไม่แห้ง หมอนไม่เปอะเปื้อน ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

ลิงค์สำหรับตามไปชอปปิ้ง

LazMall

ชอปปิ้งเซรั่มวิตามินซี: https://s.lazada.co.th/s.k1cLB?cc

ชอปปิ้งเซรั่มวิตามินเอ: https://s.lazada.co.th/s.k1cvu?cc

Shopee Mall Official Biobalance Mall https://invle.co/cle62tp

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาสิว Pimprove Anti-Blemish & Pore Clarifying Serum จาก Zeroid

เชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจในวงการ เมื่อทาง Neopharm ออกไลน์ใหม่เพื่อดูแลผิวที่เป็นสิวอย่างอ่อนโยน ซึ่งในครั้งก่อนทางเพจได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวที่มีปัญหาสิว สูตรปรับปรุงใหม่ ปี 2023 มาในแพคเกจใหม่ ของทาง Zeroid ในไลน์ Pimprove ชื่อว่า Soothing Moisturizer ไปแล้ว

ท่านที่สนใจ สามารถย้อนกลับไปติดตามที่ลิงค์นี้ได้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2023/07/05/zeroid-pimprovemoist/

สำหรับคอนเท้นท์นี้ก็จะมาขออัพเดท รีวิว และวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสิวอีกชิ้นหนึ่งในไลน์ Pimprove ที่พัฒนาออกแบบมาดูแลสิวที่น่าสนใจภายใต้คอนเซปท์ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย

โดยมีชื่อว่า Pimprove Anti-blemish & Pore Clarifying Serum

ที่มีหน้าตาและโทนสีคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์อื่นในไลน์ Pimprove

รุ่นนี้จะมาในแพคเกจขนาด 40 ml

ตัวภาชนะบรรจุเป็นขวดปั๊มแบบสุญญากาศ (Airless pump)

เนื้อผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นแบบโลชั่นไม่หนืดมาก เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมเราเลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ แต่ก็ยังชุ่มชื้นอยู่

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับค่า pH ตามปกติของผิว

สำหรับตัวเซรั่มสูตรนี้นั้น ทางแบรนด์ได้ผ่านการทดลองแล้วพบว่าน้องพิมสูตรนี้ลดการสะสมของ เจ้า C. acnes (ชื่อใหม่ของน้องที่ทำให้เกิดสิว P. acnes) ในรูขุมขน โดยวัดจากการเรืองแสงของสารเรืองแสง Porphyrin ที่สร้างโดย C. acnes

ซึ่งมีงานวิจัยที่พบว่า ระดับหรือปริมาณของ Porphyrin สอดคล้องกับความรุนแรงของการเป็นสิว (Bernard et al., mSphere. 2020;5:1–10.)

ทางแบรนด์จะแนะนำให้ใช้เซรั่มนี้ คู่กับ Pimprove Soothing Moisturizer ที่เคยได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมไปเมื่อครั้งก่อนค่ะ

ทางเพจเรียกน้องเป็นชื่อเล่น ว่า น้องพิมใหญ่ = Pimprove soothing moisturizer และ น้องพิมเล็ก = Anti-blemish & pore clarifying serum ค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสิวที่ทำมาได้ค่อนข้างดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว โดยทางนี้ได้แบ่งกลุ่มส่วนผสมที่เป็นสารบำรุงไว้ตามประโยชน์แยกเป็นสีๆ

เริ่มที่ สีเขียว คือ สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract) เป็นตัวเมน เป็นเบสหลักของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ ซึ่งบัวบกเป็นพืชที่มีการศึกษาทางผิวหนังค่อนข้างเยอะ และมีประโยชน์ที่ดีกับผิวพรรณหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสมานแผล เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน โดยประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่สำคัญในกลุ่ม Triterpenoids ที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ asiaticoside, madecassoside, asiatic acid และ madecassic acid ที่สามารถออกฤทธิ์ได้ผ่านหลายระบบ (Park KS. Evid Based Complement Alternat Med. 2021:5462633.)

ในกรณีของสารสกัดจากบัวบก สำหรับดูแลสิว พบว่า สาร madecassoside ไปยับยั้งการปลดปล่อยสารก่อการอักเสบ IL-1β ไปลดการแสดงออกของ Toll-like Receptor-2 (TLR2) ซึ่งเวลามีการโตของเชื้อสิว C. acnes มันจะไปกระตุ้นที่ TLR2 แล้วไปมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบระคายเคือง และไปปรับสมดุลการอักเสบผ่านระบบ NF-κB (Biosci Biotech Biochem. 2019;83(3):561-568.)

สีน้ำเงิน Tranexamic acid (TXA) เดิมที TXA มีการใช้เป็นยาต้านการแข็งเลือดกลุ่ม Plasmin inhibitor แต่พบว่ามีคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสี เลยมีการศึกษาในแบบทาภายนอก พบว่า มีคุณสมบัติเป็น Whitening และช่วยให้รอยฝ้าจางลงได้ และมีประโยชน์สำหรับรอยแดงจากสิว นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ พบว่า การให้อาสาสมัครใช้ TXA หลังกระตุ้นผิวให้เกิดความเสียหายต่อ Barrier ด้วยสาร SLS และรังสี UVB พบว่าสามารถเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ผ่านการกระตุ้นการสร้างโปรตีน Occludin ที่เป็น Tight junction ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิวแข็งแรง (Int J Dermatol. 2014;53(8):959-65.)

สีม่วง เป็นสารที่มีประโยชน์กับสิว ได้แก่

  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิว ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน และดูแลเรื่องรอยดำ รอยแดง
  • Capryloyl salicylic acid รู้จักกันในนาม Lipohydroxy acid หรือ LHA ที่มีประโยชน์ในการดูแลสิว ลดการอุดตัน ด้วยความที่ตัวน้องมีความละลายในไขมันได้ ก็จะแทรกซึมผ่านพวกน้ำมัน (Sebum) ที่กระจุกอยู่บริเวณปากปล่องรูขุมขนแล้วไปลดการอุดตันตรงนั้นได้
  • Acetyl dipeptide-3 aminohexanoate อยู่ในสูตรผสมของ Butylene glycol, water, acetyl dipeptide-3 aminohexanoate รู้จักกันในนาม Bodyfensine® ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีประโยชน์ในการดูแลภูมิคุ้มกันผิว ผ่านการเสริมสร้างโปรตีนที่เป็น Antimicrobial peptide (AMP) กลุ่ม Beta-Defensin ชนิด 2 และ 3 (hBD-2, hBD-3) ซึ่งผ่านการทดสอบยืนยันในระดับหลอดทดลอง โดยโปรตีน 2 ชนิดนี้จะช่วยปรับสมดุลระหว่างเชื้อที่ดีกับเชื้อก่อโรคให้อยู่ในสภาวะสมดุล จึงช่วยดูแลสิว และทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร ผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย จำนวน 20 คน เป็นเวลา 28 วัน พบว่ายังได้ประโยชน์ในการควบคุมความมัน และเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว (Ref: Bodyfensine® TDS)

กลุ่มสารสีชมพู คือ กลุ่มสารที่เด่นในแง่ของการให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) และดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ซึ่งเลือกเบลนด์กันมาหลายตัว ได้แก่

  • Acetyl dipeptide-1 cetyl ester เป็นเปปไทด์ที่เด่นเรื่องการดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว เหมือนเป็นเปปไทด์สามัญประจำบ้านของ Pimprove น้องมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • สารสกัดจากเมล็ด Linseed ทางผู้ผลิตวัตถุดิบจากเกาหลีแนะนำว่ามีคุณสมบัติในเชิงการลดการอักเสบระคายเคืองผิว
  • ส่วนสารสกัดจากเมล็ด Celery ก็มีข้อมูลว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Bioflavonoid ที่ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง
  • ปิดท้ายด้วย Azulene ซึ่งเป็นสารสีน้ำเงินที่พบได้ในพืชหลายชนิด รวมทั้งคาโมมายล์ มีความเด่นในแง่ของการลดการอักเสบระคายเคือง และรอยแดง เป็น Antioxidant ได้บ้าง ประกบมากับสารสกัดจาก Chamomile ก็ดูแลเรื่องการระคายเคืองไปอีก 1 กรุบ

ซึ่งคอนเซปท์ก็คือ คนที่ต้องใช้ยาสิวมักจะพบกับการระคายเคืองจากยาสิวอยู่แล้ว สกินแคร์ที่ใช้ถ้าดูแลเรื่องการระคายเคืองได้ก็น่าจะดี

ส่วน Arginine กับ Hyaluronic acid ก็ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว

และยังมี Dimethyl isosorbide เป็น Penetration enhancer ที่เสริมการดูดซึมของสารอื่น อาจจะมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยนำส่งสารเข้าไปในบริเวณที่มีการอุดตันของรูขุมขน

มาในเบสแบบน้ำนม และส่วนผสมอื่นๆ ในตำรับก็เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวตามสไตล์ Zeroid

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Active สารที่ใส่มาเรียกได้ว่าเลือกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาสิว ทั้งลดการอุดตัน เสริมการสมานผิว และเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวผ่านกลไก Antimicrobial peptide ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก หรือ Base มาในเนื้อแบบน้ำนม พร้อมส่วนผสมที่เติมน้ำและทดแทนไขมันคืนให้ผิวไปพร้อมๆ กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additive ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันเลอค่ามาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

LazMall: https://s.lazada.co.th/s.9yQ8D

ShopeeMall: https://invl.io/clje6ix

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#ยืนหนึ่งผิวมันขาดน้ำ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินเอตัวดัง Liftactiv retinol serum จาก Vichy ที่พัฒนามาด้วยส่วนผสมที่เสริมกันอย่างลงตัว

สำหรับคอนเท้นท์นี้จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเรตินอลสุดปังจากฝรั่งเศสของแบรนด์ Vichy ที่มีชื่อว่า Liftactiv Retinol Specialist Deep Wrinkles Serum หรือ ที่มีชื่อย่อๆ ในวงการว่า Vichy Liftactiv Retinol Serum

ซึ่งตัวกล่องจะมีหน้าตาประมาณนี้

เวลาไปที่ร้านก็จะมีกล่องที่มีภาษาไทยหุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่ง ประมาณนี้

ตัวแพคเกจจริงจะเป็นขวดแก้วสีขาวทึบแสง เวลาซื้อมาทางแบรนด์จะแยกหัวหยดไว้ให้เราประกอบเองค่ะ

พอประกอบแล้วจะได้หน้าตาประมาณนี้

เราสามารถที่จะบีบๆ ตรงปากหัวหยด เพื่อช่วยให้เนื้อเซรั่มไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ปริมาณที่แนะนำในการใช้จากทางแบรนด์ก็คือ ประมาณ 2 – 3 หยด ทาเฉพาะตอนก่อนนอน และในช่วงกลางวันให้ใช้กันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 เพราะจะได้ป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำลายจนเกิดริ้วรอย หรือ จุดด่างดำ

เนื้อของผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบน้ำนม ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสเบา สบายผิว ไม่เหนอะหนะ แต่ยังคงความชุ่มชื้นเอาไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7

สำหรับท่านที่ไม่เคยใช้เรตินอลมาก่อน ทางแบรนด์ก็แนะนำว่า ให้ค่อยๆ ปรับการใช้

  • สัปดาห์แรก ใช้ 2 ครั้ง/สัปดาห์
  • สัปดาห์ต่อมา ใช้วันเว้นวัน
  • สัปดาห์ที่ 3 ใช้ทุกวัน

ซึ่งเราก็สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมค่ะ เช่น ถ้า ใช้วันเว้นวันแล้วรู้สึกผิวแดง เคืองผิว เราก็ลดความถี่ในการใช้ลงแล้วค่อยๆ ปรับเพิ่ม เพื่อให้ผิวเราปรับตัวและชินกับเรตินอล

หรืออาจจะใช้อีกวิธีหนึ่งที่ทางแบรนด์แนะนำ คือ การใช้ Sandwich Technique (ทา moisturizer ที่ใช้เป็นประจำก่อน – ทา retinol serum – ทา moisturizer ตบท้าย) หรือ ลงพรีเซรั่มก่อนใช้เซรั่มเรตินอล

ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่ใช้เรตินอลเป็นประจำอยู่แล้ว เลยใช้แทนตัวที่ใช้อยู่ได้เลย เมื่อใช้ของ Vichy ชิ้นนี้เลยรู้สึกว่าเขาทำมาดีเหมือนกันค่ะ

สำหรับส่วนผสมจะเป็นดังนี้ค่ะ

ทางเพจได้จัดหมวดหมู่ของสารบำรุงผิวและสารอื่นๆ ไว้เป็นกลุ่มสี

สำหรับพระเอกของผลิตภัณฑ์ ก็คือ Retinol เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ ซึ่งทางแบรนด์ใช้ที่ความเข้มข้น 0.2% โดยทางแบรนด์เคลมว่า เป็นความเข้มข้นที่ให้ประสิทธิภาพดี แต่ยังคงความอ่อนโยนเอาไว้ ไม่ระคายเคืองมากจนเกินไป (ปกตินิยมใช้ที่ 0.1 – 0.3% แม้ว่าการเพิ่มความเข้มข้นมีแนวโน้มว่าจะให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่ยิ่งความเข้มข้นสูง ก็จะมีโอกาสในการเกิดการระคายเคืองสูงกว่า)

ประโยชน์ของ Retinol นั้นเรียกได้ว่ามีมากมายหลายอย่าง เด่นไปในทางด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ ตัวน้องจะออกฤทธิ์ที่หลายระดับชั้นผิว จึงให้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งในแง่ของการปรับสมดุลการสร้าง-แบ่งตัว-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่และการผลัดออกของผิวในหนังกำพร้า เสริมการสร้างพวกเส้นใยไฟเบอร์ต่างๆ ที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้ รวมถึงไปลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปทำลายคอลลาเจน

ตามทฤษฎีแล้ว Retinol นี่ถือว่าเป็นสารที่วงการแพทย์ยอมรับตัวหนึ่งในด้านของการเป็น Anti-aging ดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ริ้วรอย

ในวงการทางผิวหนังมีการศึกษาประสิทธิภาพของ Retinol อยู่หลายชิ้นงานเหมือนกัน ขอหยิบยกมาเล่า 2 ชิ้น ที่คิดว่าน่าสนใจ

การทดสอบแรกของ Kong และคณะ เมื่อปี 2016 ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology มี 2 การทดลองย่อย

  • งานแรกทดสอบประสิทธิภาพของเรตินอล 0.1% เทียบกับกรดวิตามินเอ 0.1% โดยให้อาสาสมัคร 6 คน (ชาย 3 หญิง 3) ทาบริเวณแขน แล้วเก็บชิ้นเนื้อมาตรวจ พบว่าผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหนาตัวขึ้น และปริมาณยีนที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนมีมากขึ้น (คือ มีการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน) ทั้งบริเวณที่ทาด้วยเรตินอล และกรดวิตามินเอ
  • งานถัดมาทดสอบประสิทธิภาพของเรตินอล 0.1% ในอาสาสมัครหญิง อายุระหว่าง 35 – 55 ปี จำนวน 41 คน โดยให้ทา Retinol วันเว้นวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ และทาทุกวันอีก 10 อาทิตย์ พบว่าริ้วรอยจางลง และริ้วรอยที่มีอยู่ตื้นขึ้น

(Ref: Kong et al., J Cosmet Dermatol. 2016;15(1):49-57.)

อีกการทดสอบหนึ่งที่ตนเองคิดว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การทดสอบของ Shao และคณะ เมื่อปี 2017 ตีพิมพ์ลงในวารสาร International Journal of Cosmetic Science ใช้อาสาสมัครที่มีอายุเฉลี่ย 76 ปี จำนวน 12 คน ให้ทาเรตินอล 0.4% ลงบริเวณก้น ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่โดนแสงเลย เป็นเวลา 7 วัน เทียบกับผลิตภัณฑ์เบส เพื่อตัดผลรบกวนจาก UV ในการศึกษาประสิทธิภาพด้าน Anti-aging ของเรตินอล

พบว่า

  • ผิวหนังชั้น Epidermis (หนังกำพร้า) มีความหนาตัวเพิ่มขึ้น โดยมีการแบ่งตัวของเซลล์ Keratinocyte เพิ่มขึ้น
  • ปริมาณเส้นใย Extracelular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้เพิ่มขึ้น โดยไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สร้าง collagen, fibronectin และ elastin ออกมา
  • การไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงผิวดีขึ้น ผ่านการกระตุ้นการสร้างเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial cells)

(Ref: Shao et al., Int J Cosmet Sci. 2017;39(1):56-65.)

ผลของ Retinol ที่ระดับชั้นหนังกำพร้า จะสามารถเห็นได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน และผลที่หนังแท้ จะใช้เวลานานกว่านั้น อยู่ในช่วงเดือน หรือระดับหลายเดือน ซึ่งตรงนี้ก็ตรงกับที่แบรนด์เคลม คือ รู้สึกได้ตั้งแต่เดือนแรกที่ใช้

แต่ต้องระวังเรื่องของความไวต่อแสง ดังนั้นจึงต้องทากันแดดทุกเช้า

สำหรับเรื่องของผลของสาร Retinol ต่อทารกในครรภ์นั้น แม้ว่าข้อมูลจะไม่ได้ชัดเจน 100% ว่าเป็นพิษต่อทารกในครรภ์แบบกรดวิตามินเอ ที่ชื่อ Tretinoin หญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ก็ไม่ควรใช้อยู่ดี

สารบำรุงอื่นที่เสริมมาแล้วมีความเด่นในเรื่องริ้วรอยไม่แพ้กัน คือ ตัวผสมของเปปไทด์ 2 ชนิด Palmitoyl tetrapeptide-7 กับ Palmitoyl tripeptide-1 เป็นตัวผสมที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า MatrixylTM 3000 เป็นการเลือกใช้เปปไทด์ที่เป็นสารในกลุ่ม Matrikine (หรือ Messenger peptide) เบลนด์กัน 2 ชนิด ที่เน้นฟื้นฟูปัญหาริ้วรอยที่เกิดตามอายุ

  • การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า เสริมการสังเคราะห์เส้นใยที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในกลุ่มของ Collagen Type 1, Fibronectin และ Hyaluronic acid ที่ Dermis และปกป้องไม่ให้เส้นใยเหล่านี้ถูกทำลาย
  • การทดสอบในผิวหนังที่เลี้ยงในหลอดทดลอง พบว่า ช่วยปรับสมดุลและสัดส่วนของเส้นใย ECM ในผิวที่ Aging ไปแล้ว ให้มีสัดส่วนกลับมาคล้ายกับผิวที่ยังเยาว์
  • การทดสอบในอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ในการลดเลือนริ้วรอย

Probiotic fractions ที่เป็นสิทธิบัตรของทาง Vichy (Vitreoscilla ferment) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการปรับสมดุลไมโครไบโอมให้ผิวมีสุขภาพดี ยังมีการทดสอบโดยทางแบรนด์พบว่ามีคุณสมบัติในการผลัดผิวอ่อนๆ และช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

สามารถสรุปกลไกการออกฤทธิ์ของสารบำรุงในตำรับได้เป็นดังภาพนี้

นอกจากสารบำรุงหลักแล้ว ในผลิตภัณฑ์ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่ด้วย

มีสารอีกตัวที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) คือ Hydroxyacetophenone ตัวนี้เป็นสาร Antioxidant ในกลุ่มฟีนอลิกที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งนอกจากปกป้องสารในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพไปแล้ว น้องยังมีคุณสมบัติในแง่ของการให้ความรู้สึกสบายผิวมาพร้อมๆ กัน

เติมน้ำให้ผิวต่ออีก 1 Step ด้วย Sodium hyaluronate และ Hydrolyzed rice protein และมีน้ำมันจากถั่วเหลือง ซึ่งให้ความชุ่มชื้นและทดแทนไขมันจำเป็นคืนให้แก่ผิว

เสริมมาด้วย Antioxidant อย่างวิตามินอี และ สารที่มีชื่อว่า Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate ตัวนี้รู้จักกันในชื่อ Tinoguard® TT ที่เป็น Antioxidant กลุ่มฟีนอลิกสังเคราะห์เช่นกัน ทำหน้าที่ปกป้องสารในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพ

การใช้ Antioxidant มาเสริมกันเพื่อปกป้องวิตามินเอ (เรตินอล) ไม่ให้เสื่อมสภาพของทางแบรนด์ ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Retinol guard™ ที่คงความสเถียรของเรตินอลได้เป็นอย่างดี ไม่เสื่อมสลายก่อนจะมาถึงผิวเรา

ส่วนของเบส เป็นเบสแบบน้ำนม ที่เลือกใช้กลุ่มของ สารไขมันที่มีความบางเบา แต่ก็คงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และส่วนผสมอื่นๆ ก็เลือกมาได้เป็นอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง นอกจากวิตามินเอ รูปแบบ Retinol ที่เด่นในแง่ของการดูแลริ้วรอย ปัญหาผิวหย่อนคล้อย รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น (Aging skin) แล้ว ยังเสริมมาด้วย Peptide ที่โดดเด่นในแง่ของการดูแล Aging skin ไปพร้อมๆ กัน ดูแลปัญหาการระคายเคือง ด้วย Probiotic fraction และ Hydroxyacetophenone เติมน้ำ และทดแทนไขมันธรรมชาติคืนให้สู่ผิวไปพร้อมๆ กัน จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี สำหรับเซรั่มวิตามินเอ Vichy Liftactive ตัวนี้ จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในส่วนของเบส นั้นเลือกใช้สารกลุ่มน้ำมันที่มีเนื้อบางเบา และมีการใช้สารเสริมเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพของเรตินอล และดูแลเรื่องการระคายเคืองไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีแอลกอฮอล์ติดมาอยู่นิดหน่อย จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวเป็นคนที่ใช้วิตามินเอ มาหลายปี จึงหยุดตัวเก่า แล้วใช้ตัวใหม่นี้เลย โดยใช้ทุกวัน ก็ไม่ได้พบปัญหาระคายเคือง หรือความรู้สึกไม่สบายผิวแต่อย่างใด แม้จะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ แต่ตัวเองก็คิดว่า สารไขมันอื่นในเบสนั้นยังดูแลเรื่องความชุ่มชื้นได้อยู่ ในส่วนของความเรียบเนียน การแต่งหน้าติดทนนานมากขึ้น ถือว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์ สำหรับเรื่องของริ้วรอย ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาริ้วรอยทั้งแบบลึกแบบตื้น แบบจริงจัง จึงอาจจะยังตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าเอาตามความรู้สึกคือความแน่น เฟิร์ม จับๆ กดๆ แล้วรู้สึกเด้งไม่กลวงไม่เละ อันนี้คิดว่าทำมาได้ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Vichy ประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/VichyTH/

ส่วนใครที่คันไม้คันมือแล้วอยากช็อปปิ้ง เรียนเชิญได้ตามช่องทางที่สะดวกเลยค่ะ

LazMall: https://invol.co/cljetlk

Shopee Mall: https://invl.io/cljetlr

Watsons: https://invol.co/cljetmc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Vichy ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Madagascar Centella Ampoule จากแบรนด์ Skin1004 ของเกาหลี เซรั่มสุดปังด้วยเทรนด์ ‘One ingredient only’

น้อยแต่มาก คลีนแต่ปัง เป็นนิยามที่ขอมอบให้กับเซรั่มบัวบกจากแบรนด์ Skin 1004 ที่มีชื่อว่า Madagascar centella ampoule

เชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจจะเคยเห็นผ่านตา หรือ น้องอาจจะเป็นลูกรักประจำบ้านหลายๆ ท่าน จัดโปร 1 แถม 1 อยู่บ่อยๆ ทั้งที่ All about you และ วัตสัน

วันนี้เลยขอหยิบยกเอาผลิตภัณฑ์จากแบรนด์นี้มาเล่าให้ฟังถึงประโยชน์ของบัวบกในวงการเครื่องสำอาง

Madagascar centella ampoule มีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

น้องมาในขวดแก้ว มีดรอปเปอร์

เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อแบบใส ไม่มีกลิ่น

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไวแห้งไว รู้สึกถึงความชุ่มชื้น แต่ไม่ถึงขั้นเหนียวเหนอะหนะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

สำหรับส่วนผสมก็คือ สารสกัดจากบัวบก 100% ไปเลยจ้า

‘One ingredient only’

ก่อนไปดูประโยชน์ของสารสกัดจากใบบัวบกในทาง Skincare อยากบอกแบรนด์เคลมสักเล็กน้อย ว่าทำไมต้องเป็นใบบัวบกจาก Madagascar?

นั่นก็เพราะว่ามีงานวิจัยออกมาว่าใบบัวบกที่เก็บจาก Madagascar มีปริมาณของสาระสำคัญ Asiaticoside สูงกว่าใบบัวบกจากแหล่งอื่น ถึง 7 เท่า

สำหรับประโยชน์ของบัวบกในทางเครื่องสำอางนั้นมีการศึกษาอยู่ค่อนข้างมากเลยทีเดียว

สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract) ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่สำคัญในกลุ่ม Triterpenoids ที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ asiaticoside, madecassoside, asiatic acid และ madecassic acid ที่สามารถออกฤทธิ์ได้ผ่านหลายระบบและกลไก (Park KS. Evid Based Complement Alternat Med. 2021:5462633.) ซึ่งให้ประโยชน์ได้หลายด้านไม่ว่าจะเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสมานแผล เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน

จากหลายๆ บทความ สามารถสรุปประโยชน์ได้แบบพอสังเขป ประมาณนี้ค่ะ

  • สารสกัดจากบัวบกมีคุณสมบัติไปยับยั้งการอักเสบ ผ่านหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นผ่านที่ระบบ NF-kB, Cytokines เช่น IL-1b, TNF-a, IL-6 รวมไปถึงยับยั้งการสร้าง Prostaglandins ที่ทำให้อักเสบ ผ่านการยับยั้ง Cox-2 enzyme
  • กรณีของผิวที่มีปัญหาอาการแพ้ หรือ Atopic dermatitis สารสกัดจากใบบัวบกมีประโยชน์ในการกดการสร้าง IgE ที่เกี่ยวกับอาการแพ้
  • เสริมกระบวนการสมานแผลผ่านกลไก TGF-β/Smad pathway
  • Asiaticoside เสริมการสร้าง Collagen Type 1 ผ่านที่ระบบ TGF-β/Smad pathway นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสามารถกระตุ้นให้ Fibroblast แบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเพิ่มจำนวน Hydroxyproline ในสายคอลลาเจน ซึ่งทำให้คอลลาเจนนั้นมีความแข็งแรงมากขึ้น ในภาพรวมก็คือมีแนวโน้มว่าจะมีประโยชน์ในด้านของ Anti-aging
  • มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant

อันนี้ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่สารสกัดจากบัวบกเป็นที่นิยมใช้ในวงการเครื่องสำอาง

สำหรับท่านที่สนใจสามารถแวะไปตำไปส่องได้ที่ Official Mall ของ Skin1004 ได้เลยนะคะ

LazMall: https://s.lazada.co.th/s.HIj29?cc

Shopee Mall: https://s.shopee.co.th/5fYcIugLU0

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ชิ้นแรกได้รับมาเป็นของขวัญ ชิ้นต่อมาซื้อด้วยตนเอง การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ