Full Review: Hand Chemistry Retin-Oil

Full Review: Hand Chemistry Retin-Oil

วันนี้เป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางดีๆจาก Canada ค่ะ

เป็นน้ำมันบำรุงผิวจากแบรนด์ Hand Chemistry ซึ่งเป็นเวชสำอางในเครือ Deciem จากแคนาดาค่ะ

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่เน้นเครื่องสำอางสำหรับดูแลผิวกาย แต่ไม่ธรรมดาเลย เพราะว่าส่วนผสมนั้นโดดเด่นและเลอค่ามาก เผลอๆเลอค่ากว่าเครื่องสำอางสำหรับผิวหน้าบางชิ้นอีก

อีกประเด็นที่อยากบอกคือ เค้าเขียนว่า Tested on human คือ สื่อความหมายเป็นนัยๆว่า ไม่ได้ทดสอบในสัตว์ทดลองค่ะ (แต่นี่ จะบอกอะไรให้นะ เดี๋ยวนี้กฎหมายเขาห้ามใช้สัตว์ทดลองมานานมากหลายปีดีดักแล้วค่ะ ที่แชร์ๆกันเรื่องกระต่ายน้อยบาดเจ็บ ลิงน้อยพิกงพิการอะไรนี่ กี่ปี่แล้วคะ ??? จะเสพย์สื่อ จะแชร์อะไร เลือกกันนิดนึงนะคะสาวๆ)

ตัวผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า Retin-oil 1% Reinoid complex ค่ะ

IMG_0723-re

ผลิตภัณฑ์ Claim ไว้ดังนี้ค่ะ

แอบเอารูปของแบรนด์มานะคะ เห็นว่าน่ารักดี

claiming

จาก Claiming สวยๆตรงนี้เราสรุปได้ว่า มันจะได้เรื่องปรับเนื้อผิวให้เรียบเนียน สม่ำเสมอ ชุ่มชื้น กระจ่างใส และช่วยเรื่องริ้วรอยค่ะ

มาดูผลิตภัณฑ์กันต่อดีกว่าค่ะ

น้ำมันนี้เป็นน้ำมันสีเหลืองทอง มาในแพคเกจพลาสติกใส เนื้อหนา ฝาเป็นจุกรู หยดออกมาใช้ได้ง่าย มีกลิ่นหอมหวานๆคล้ายผลไม้ ค่อนข้างเหลว เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวค่ะ

IMG_0724-re

เมื่อดูดซึมแล้วก็จะไม่ทิ้งคราบอะไรไว้บนผิวเลยค่ะ

IMG_0725-re

เนื่องจากมันเป็นน้ำมันก็เลยไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

พอดีมี่รอยแตกที่แขนค่ะ หลังจากใช้มา 4 อาทิตย์ ก็มีคนทักอยู่นะคะว่ารอยแตกจางลง ดูดีขึ้น ไปทำอะไรมา แต่ส่วนตัวมี่คิดว่ามันยังไม่ชัดมาก ที่เห็นชัดเลยคือ ผิวเรียบขึ้น และก็แห้งน้อยลงค่ะ ขอโชว์แขนอวบๆหน่อยนะคะ (เพื่อนบอกว่า นึกว่าขา มีตบค่ะ !!)

efficacy

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ส่วนผสม

C12-15 alkyl benzoate • ethoxydiglycol • ascorbyl palmitate • hydroxypinacolone retinoate • tocopheryl acetate • oenocarpus bataua fruit oil • euterpe oleracea fruit oil • algae extract • caprylic/capric triglyceride • dimethyl isosorbide • C12-15 alcohols • tocopherol • fragrance (parfum) • alpha-isomethyl ionone • benzyl benzoate • benzyl cinnamate • benzyl salicylate • citral • citronellol • eugenol • geraniol • hydroxycitronellal • limonene

วันนี้รีวิวจัดเต็มเลยค่ะ

ปกติปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนกันเลยนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Ascorbyl palmitate เป็นอนุพันธ์ที่ละลายในน้ำมันของวิตามินซี รูปแบบนี้สามารถดูดซึมเข้าผิวได้ดีขึ้น และมีความเป็นกรดลดลง ประโยชน์ของวิตามินซีคือ เป็น Antioxidant ช่วยชะลอวัยและป้องกันการแก่ก่อนวัย ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวจึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น และเป็นองค์ประกอบในการสร้างคอลลาเจน จึงให้ผลเรื่องการลดริ้วรอยได้

-Hydroxypinacolone retinoate สารอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินเอ เป็นรูปแบบ Ester สังเคราะห์ของ 9-cis retinoic acid มีความระคายเคืองต่ำมาก ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารนี้ให้ผลปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน ลดริ้วรอย ลดจุดด่างดำที่เกิดตามอายุ (Age spot) และช่วยเรื่องสิวอุดตันได้ ซึ่งสารตัวนี้เวลาเข้าผิวแล้วสามารถออกฤทธิ์ได้เลย ไม่ต้องไปแปรสภาพให้กลายเป็นรูปแบบ Acid อีก (ปกติวิตามินเอ หรือ Retinol เวลาทาเข้าไปจะยังไม่มีฤทธิ์ ต้องถูกเอนไซม์ในผิวเปลี่ยนโครงสร้าง 2 ขั้นตอน กว่าจะได้รูปแบบ Acid ที่มีฤทธิ์)

-สารกลุ่ม Vitamin E มีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ Tocopheryl acetate กับ Tocopherol ปกติวิตามินอีมีผลในเรื่องของการเป็น Antioxidant โดยถ้าเหลือรอดถึงผิว วิตามินอีธรรมชาติ Tocopherol จะออกฤทธิ์ได้เลยในทันที ส่วนวิตามินอีเอสเทอร์ คือ Tocopheryl acetate จะค่อยๆโดนย่อย และค่อยๆออกฤทธิ์ในทีหลัง ทำให้ผลที่เกิดขึ้นอยู่นานกว่า

-น้ำมันจากพืชหายากอย่าง Oenocarpus bataua ตัวนี้เป็นพืชในสกุลเดียวกับ Palm พบในแถบป่าอเมซอน ประกอบด้วยกรดไขมัน Oleic acid เป็นหลัก (ประมาณ 40%) และมีกรดไขมันสายยาวที่หายาก อย่าง Behenic acid (C22:0 ประมาณ 20%) และ Lignoceric acid (C24:0 ประมาณ 15%) กับ Euterpe oleracea เป็นพืชในสกุลเดียวกับ palm เช่นกัน พบในแถบ Brazil ประกอบด้วย Oleic acid เป็นหลัก (ประมาณ 50%) มี Palmitic acid อีกประมาณ 25% และ Linoleic acid อีกประมาณ 10% น้ำมันพวกนี้ ให้ผลทดแทนไขมันให้กับผิวหนังและเป็น Emollient ช่วยให้ผิวนุ่ม

-Algae extract สารสกัดจากสาหร่าย ซึ่งปัจจุบันมีสาหร่ายมากมายหลายสิบชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพแตกต่างกันไป เช่น สาหร่ายสีน้ำตาลบางสายพันธุ์ ช่วยเรื่องการเผาผลาญไขมัน สาหร่ายสีแดงบางสายพันธุ์เป็น Antiaging จึงไม่สามารถระบุคุณสมบัติของสารสกัดสาหร่ายที่กล่าวมาแบบรวมๆได้ ปัจจุบันทาง CTFA ได้ขอให้ผู้ผลิตระบุสายพันธุ์ของสาหร่ายที่ใช้ เช่น Laminaria extract ฯลฯ

2.Base เป็นชนิดน้ำมัน ประกอบด้วยน้ำมันและสารอื่นๆที่ละลายได้ในน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันจากพืชที่กล่าวไปในข้อ 1 ร่วมกับ Capric/caprylic triglyceride ที่เป็น Triglyceride ของไขมันสายยาวปานกลาง ซึมผิวได้ดี เป็นสารตั้งต้นให้ผิวไปสร้างเป็นน้ำมันอื่นๆต่อไป และ C12-15 alkyl benzoate กับ C12-15 alcohols ที่ช่วยเรื่องการละลายสาร และให้สัมผัสที่ดีตอนทา

3.Additives ได้แก่

3.1สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว มี 2 ตัว ได้แก่

-Dimethyl isosorbide ตัวทำละลายที่ละลายในไขมัน มีหน้าที่เป็น Emollient ช่วยให้ผิวนุ่ม มีผลลดความหนืดของผลิตภัณฑ์ให้เกลี่ยง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มความคงตัวให้สารในผลิตภัณฑ์ และมีคุณสมบัติเป็น Percutaneous absorption enhancer ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิว

-Ethoxydiglycol ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารผ่านผิวเช่นเดียวกัน

3.2สารแต่งกลิ่น ได้แก่ Fragrance กับ สารหอมอย่าง alpha-isomethylionone, Benzyl benzoate, Benzyl cinnamate, Benzyl salicylate, Citral, Citronellol, Eugenol, Geraniol, Hydroxycitronellal และ limonene

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives นอกจากส่วนของน้ำมันจากพืชหายากแล้ว ก็มีวิตามิน A C E ซึ่งรูปแบบของวิตามินเอที่ใช้เป็นชนิดที่ดูดซึมง่ายและออกฤทธิ์ได้เลย จึงให้ผลที่ค่อนข้างดี ตัวผลิตภัณฑ์ Claim เรื่องแผลเป็น รอยแตกลาย ริ้วรอย และเรื่องผิวแห้ง ซึ่งถือว่าส่วนผสมชุดนี้ตอบโจทย์ได้หมด และสารที่ใช้เป็นชนิดใหม่ คือ เหมือนๆจะพื้นๆ แต่ใช้สารที่ค่อนข้างนวัตกรรมเลยทีเดียว จุดนี้ไม่รู้จะติอะไร ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีสำหรับ Oil ที่แม้จะเป็นแค่ Body oil แต่ส่วนผสมนี่คือ เลอค่ากว่า Facial oil บางยี่ห้อเสียอีก จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2.Base ในส่วนของน้ำมันที่ใช้ มีทั้งตัวที่ดูดซึมได้ และตัวที่ช่วยเคลือบปกป้องผิว จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มี Mineral oil กับ Silicone ที่หลายๆคนกลัว (ถึงแม้มันจะไม่มีอันตรายอะไรก็เถอะ) จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์เช่นกัน

3.Additives ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากสารแต่งกลิ่น/น้ำหอม กับ สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิว จุดนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะว่า สารเพิ่มการดูดซึมผ่านผิวนี้ อาจจะไปเพิ่มการดูดซึมของสารหอมเข้าผิวด้วย ถ้าใครมีประวัติแพ้สารหอม ก็อาจจะแพ้ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครไม่แพ้ก็ไม่เป็นไร ส่วนข้อดีก็คือ ทำให้สารดีๆเข้าผิวไปออกฤทธิ์ได้มากขึ้น แต่เนื่องจากน้ำหอมนี่เราไม่ได้แพ้กันทุกคน เลยขอมองข้ามจุดนี้ไปนะคะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ ค่ะ

4.คะแนนการใช้งาน ส่วนตัวมี่มีรอยแตกลายที่ต้นแขน และตรงแถวสะโพก ก็โบกๆออยล์นี่มาเดือนกว่าๆ เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้นานมากๆ ตัวหนึ่งเลยทีเดียวหล่ะ สิ่งที่ได้รับก็คือ ผิวเรียบเนียนมากขึ้น ผิวแห้งน้อยลง ส่วนเรื่องรอยแตกยังไม่ชัดมากเท่าไหร่ค่ะ แต่โดยรวมคือ ออยล์มีกลิ่นหอมหวานคล้ายผลไม้เปรี้ยวๆ เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไม่เปื้อนเสื้อผ้า ก็คือชอบค่ะ มาถึงตรงนี้ก็ยังใช้อยู่นะคะ ยังไม่เจอข้อติค่ะ ให้ 5 ฟลาสก์

point

สุดท้ายนี้แอบอยากบอก ถึงแม้จะมีหลายๆงานวิจัยบอกว่าการใช้พวก Retinoids แบบทา (ที่ไม่ใช่ Tretinoin) มันจะปลอดภัยในสตรีมีครรภ์ก็ตาม แต่เลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะคะ รอคลอดเสร็จค่อยมาทาก็ได้ค่ะ

สุดท้ายนี้อีกครั้งอยากขอบคุณทางบริษัท Advance Aesthetic Company ที่ส่งสินค้าดีๆเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำค่ามาให้ได้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่

เฟสบุคของบริษัท http://www.facebook.com/advanceaestheticthailand ได้เลยค่ะ

และขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยค่ะที่ตามอ่านมาจนจบ พบกันใหม่โอกาสถัดไป สวัสดีค่ะ

Disclaime/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมวิตซีตัวดัง Dr.Jessica Wu Vivid intense 15% Vitamin C serum

รีวิววิเคราะห์ส่วนผสมวิตซีตัวดัง Dr.Jessica Wu Vivid intense 15% Vitamin C serum

วันนี้มี่แวะเอาวิตซีตัวหนึ่งมารีวิวแบบเจาะลึกถึงทุกอณู ทุกองค์ประกอบ ให้ชมกันค่ะ

ถ้าเราแบ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตซีในตลาด จะแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลักๆค่ะ กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่ใช้วิตซีในความเข้มข้นสูง เช่น 10% 12.5% 15% ฯลฯ ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่มีวิตซีเป็นส่วนประกอบอยู่ ซึ่งความเข้มข้นก็จะไม่ได้สูงมาก

คุณสมบัติของวิตซีต่อผิวหนังก็มีอยู่หลายๆเรื่อง เช่น

1.การต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากมลภาวะ หรือความเครียด เป็นตัวชะลอความเสื่อมของผิว

2.วิตซีสามารถลดการสังเคราะห์เม็ดสีผิวได้

3.วิตซีเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในขั้นตอนการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิว

ดังนั้นวิตซีโดยรวมๆจะให้ผลอยู่สามอย่างหลักๆ คือ ชะลอวัย ไวท์เทนนิ่ง และลดริ้วรอย

ถึงแม้ว่าสรรพคุณจะเลิศหรู แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ เพราะถ้าเราเอาวิตซีแบบปกติมาทาผิวเลยเนี่ย มันจะดูดซึมเข้าไปในผิวได้แค่ 3% ของที่ทาเอง (เช่น ทาไป 100 มิลลิกรัม ก็เข้าไปแค่ 3 มิลลิกรัม) ต้องอาศัยเทคนิค เทคโนโลยีพิเศษถึงจะช่วยเพิ่มการดูดซึมได้

ปกติมี่ยังไม่เคยใช้วิตซีในความเข้มข้นสูงๆมาก่อนค่ะ ตัวนี้เป็นตัวแรกเลยค่ะ แรกเริ่มเดิมที ทาครั้งแรกก็กลัวว่าจะแสบหรือเปล่า แต่พอทาจริงๆไม่เลยค่ะ รู้สึกเรียบเนียนผิวดี

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ซีรัมวิตซีชิ้นที่ว่านี้ก็คือ

Dr. Jessica Wu Vivid Intense 15% Vitamin C Serum Professional Strength

vc-re

มาในขวดสีเงินดูแพง ขวดเล็กๆ ขวดละ 10 ml ทางแบรนด์กะว่าขวดหนึ่งให้ใช้ 1-2 สัปดาห์ ข้อดีของการแบ่งเป็นขวดเล็กๆแบบนี้เพราะว่า วิตซีเวลาโดนอากาศมันจะเสื่อมเร็ว ถ้าทำมาในขวดใหญ่ๆ มันก็จะค่อยๆเสื่อมไป แต่พอมาขวดเล็กๆ เปิดใช้ไปทีละขวดๆ มันก็จะยืดอายุวิตซีให้อยู่ได้นานกว่า

พอได้ลองครั้งแรกรู้สึกแปลกใจนิดนึง เพราะ Serum เข้าใจว่าน่าจะเป็นแบบใสๆ แต่พอกดออกมา เป็นเนื้อครีมค่ะ เป็นครีมสีขาวขุ่น เนื้อเนียน เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ

IMG_0743-re

พอทาแล้วจะดูดซึมค่อนข้างเร็ว ไม่เห็นความมัน หรือคราบตกค้างบนผิว

IMG_0744-re

ถ้าเทียบกันสองฝั่งจะเห็นว่าไม่ค่อยต่างกันมาก และไม่ได้มันเหมือนเท่าที่คิด

ลองวัดค่า pH นิดนึง เพราะถ้าใส่วิตซีมาเยอะๆ ค่า pH น่าจะต่ำ

IMG_0745-re

ค่า pH ที่วัดได้ค่อนไปที่ 5 ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี ไม่ได้เป็นกรดมากเหมือนที่คิดไว้ น่าจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการเก็บกักวิตามินซีไว้ (เรียกว่า Encapsulation) ทำให้ความเป็นกรดของวิตามินซี ถูกห่อหุ้มไว้ในเปลือกของสาร ไม่ส่งผลต่อค่า pH โดยรวม จึงระคายเคืองผิวน้อยนั่นเอง

แต่พอเราทาผิว พวกเปลือกของแคปซูลที่เก็บกักวิตซีไว้ก็จะละลาย แล้วปลดปล่อยวิตซีออกมาในผิวนั่นเอง

คำ Claim ค่ะ

vc-3-re

ลองมาดูส่วนผสมดีกว่า

vc-2-re
ส่วนผสม (เผื่อไม่ชัดค่ะ ;))

Water, Ascorbic acid, Ascorbyl tetraisopalmitate, Cetyl ethylhexanoate, Neopentyl Glycol dicaprate, Sodium acrylates/Beheneth-25 methyacrylate crosspolymer, Hydrogenated polydecene, lauryl glucoside, Glycerine, Aloe leaf juice, Panthenol, Lactic acid, Phenoxyethanol, Ethylhexylglycerin, Fragrance

ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

ลองมาไล่ไปทีละตัวเลยดีกว่า

คุณสมบัติสารแต่ละตัวแยกตามหน้าที่

1.Actives ได้แก่

-Ascorbic acid กับ Ascorbyl tetraisopalmitate (ย่อว่า VC-IP) เป็นวิตามินซี และอนุพันธ์ที่เอามาจับกับไขมัน เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการละลายไขมัน การดูดซึม และระยะเวลาการออกฤทธิ์ ประมาณว่า ตัวแรกที่เป็นรูปแบบธรรมชาติ ทาเข้าไปก็ออกฤทธืได้เลย แต่พอเป็น VC-IP ก็จะต้องผ่านกระบวนการ Metabolism โดยผิวก่อนถึงจะออกฤทธิ์ได้ อันนี้ไม่แน่ใจว่า สองตัวนี้รวมกันให้เนื้อวิตซี 15% หรือว่าเฉพาะ Ascorbic acid ใส่มา 15% เลย แล้วเสริมตัวนี้เข้ามาอีกที ประโยชน์ของวิตซีก็จะเป็นเรื่อง Antioxidant, Whitening และก็เรื่องริ้วรอย โดยวิตซีไปเป็นตัวช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Aloe leaf juice คือ น้ำคั้นจากว่านหางจระเข้ ให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น

-Panthenol คือ วิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย ซึ่งคุณสมบัติในการเป็น Moisturizer ของ Panthenol มีรายงานตีพิมพ์รองรับ คือ สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.)

-Lactic acid เป็นสารในกลุ่ม AHA ที่ได้จากการหมักนมด้วยจุลินทรีย์บางชนิด การออกฤทธิ์ขึ้นกับค่า pH โดยอาจจะให้ผลเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ผลัดเซลล์ผิว สำหรับในที่นี้คิดว่าน่าจะทำหน้าที่เป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะค่า pH อยู่ที่ 5 ตัว Lactic acid จะกลายสภาพเป็น Lactate ซึ่งเป็นสารดูดน้ำตัวเดียวกับที่มีในผิว มันจะซึมลงไปในผิว และไปคอยอุ้มน้ำให้ผิว

2.Base มีทั้งน้ำและน้ำมัน จึงเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Emulsion ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Glycerin, Ethylhexylglycerin ตัวนี้มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่

– Cetyl ethylhexanoate เป็น Fatty ester เคลือบผิวได้บางส่วน ดูดซึมได้บางส่วน มีสัมผัสที่ไม่เหนอะหนะ

– Neopentyl glycol dicaprate แม้จะเป็นสารกลุ่ม Glycol แต่เนื่องจากสายไขมันที่ยาวทำให้สารนี้ละลายในน้ำมัน ให้ผลเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น และดูดซึมได้บ้าง

– Hydrogenated polydecene ให้ผลเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น

หลายๆคนอาจจะบอกว่า ไม่เอาน้ำมัน แต่จริงๆน้ำมันก็เป็นสิ่งจำเป็นกับผิวอย่างมาก

3.Additives ได้แก่

3.1 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Lauryl glucoside มีคุณสมบัติที่อ่อนโยน สามารถช่วยผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมันได้ดี

3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Sodium acrylates/Beheneth-25 methyacrylate crosspolymer เป็นสาร Polymer ที่ทำหน้าที่เป็น Emulsifier ได้ด้วย

3.3 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, Ethylhexyl glycerin ซึ่งเป็นชนิดที่อ่อนโยน

3.4 สารแต่งกลิ่น Fragrance มีกลิ่นหอมหวานๆอมเปรี้ยวเหมือนส้มเกรฟฟรุต ทาแล้วสดชื่นดี

ถึงเวลาให้คะแนน

1. Actives นอกเหนือไปจากวิตามินซี 2 รูปแบบ ก็ยังมี Aloe leaf juice ที่ให้ผลเรื่องความชุ่มชื้นมา กับ Panthenol และ Lactic acid ที่เน้นไปที่การเพิ่มความชุ่มชื้นอีก โดยรวมแล้วก็ถือว่าโอเค เพราะก็ถือว่าครบหมดทั้ง Antioxidant, Moisturizer, Anti-aging ในที่นี้ขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base ส่วนของ Emulsion ที่ดีควรจะประกอบด้วยสารดูดน้ำให้ผิว ซึ่งสูตรนี้มี Glycerin กับ Ethylhexylglycerine มีสารไขมันเคลือบคลุมผิว แต่ยังขาดสารไขมันจากธรรมชาติอยู่ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3. Additives สารที่ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แล้วมีประโยชน์เสริมให้ผิวในด้านของความชุ่มชื้น ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน แต่มีน้ำหอม อาจจะทำให้บางคนแพ้ได้ ซึ่งปกติมี่ก็ไม่เคยหักคะแนนหักคะแนนน้ำหอมใน Skincare ทั่วไปมาก่อนยกเว้นพวก Eye care จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4. คะแนนการใช้งาน หลังจากลองใช้มาได้เกือบสองอาทิตย์ รู้สึกว่าผิวเรียบเนียนขึ้น ผิวที่ลอกๆอยู่ ลอกน้อยลง ส่วนตัวมี่ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่แดง ขอให้คะแนนความประทับใจในการใช้งาน 5 ฟลาสก์ค่ะ

vc-4

มีวางจำหน่ายแบบถูกต้องในประเทศไทยแล้วนะคะ มีวางอยู่ที่ร้าน Eve and Boy และก็ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ นะคะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุคแฟนเพจของ Dr.Jessica Wu Thailand นะคะ

https://www.facebook.com/dr.jessicawuskincarethailand

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางบริษัท DermaMD ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้ทดลองใช้ค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทางเวบไซต์ http://www.dermskinstore.com/ เลยนะคะ

ขอบคุณที่รับชมมาจนจบค่ะ

[Review] Marveile, the Thai Cosmeceuticals

[Review] Marveile, the Thai Cosmeceuticals

เมื่อราวๆสองอาทิตย์ก่อนทางบริษัท Jas dermatology ได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์เวชสำอางแบรนด์ Marveile มาให้มี่ทดลองใช้ค่ะ วันนี้เลยเอามารีวิวเล่าสู่กันฟัง ผลิตภัณฑ์ของไทยเราก็ใช่ว่าจะสู้ต่างชาติไม่ได้นะคะ ส่วนผสมต่างๆนี่ดูดีเลยทีเดียว

มีการใช้เทคโนโลยีนาโนด้วยค่ะ 🙂

ตัวที่จะเอามารีวิววันนี้ก็มีอยู่  4 ตัวค่ะ

1. Marveile pro acne gel

2. Marveile caviar white

3. Marveile caviar aging

4. Marveile easy white

mar1

เริ่มที่ตัวแรกเลยนะคะ

Marveile pro acne gel

mar 6

รูปกล่องผลิตภัณฑ์ เป็นพื้นสีขาว ตัดกับตัวหนังสือสีฟ้า แลดูสะอาดตาค่ะ ที่กล่องมีคำว่า “Full therapeutic strength” กับ Centella asiatica

mar 9-e

เนื้อจะเป็นเจลใสๆ เกลี่ยง่าย ตอนแรกจะรู้สึกเหมือนมีฟิล์มบางๆเคลือบผิวอยู่ แต่พอทิ้งไว้ซักพักก็จะซึมจนหายไปหมด

mar 10mar 11-e

แต่พอทิ้งไว้ซักพักก็จะหายไปเลย

ลองดูส่วนผสมกันก่อนดีกว่านะคะ

mar 8-e

ตัวที่ให้ผลเป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredient) ก็จะมี

1. Epilobium angustifolium extract สารสกัดจาก Willow herb มีรายงายเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Curr Drug Targets. 2013; 14(9):986-91.) ฤทธิ์ในการปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UV และช่วยให้เซลล์ Fibroblast ที่สร้างคอลลาเจนมีชีวิตยืนยาวขึ้น (ปกติคนที่อายุเพิ่มขึ้นเซลล์พวกนี้จะค่อยๆหายไป) (Gen Physiol Biophys. 2013; 32(3):347-59.) สารประกอบ Oenothein B ที่พบในพืชนี้มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant และ Anti-inflammatory ที่ดี (Phytomedicine. 2011; 18(7):557-60.) และยังมีฟลาโวนอยด์อื่นๆที่เคยมีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้

นั่นก็คือ สารสกัดนี้ให้ผลเป็นตัวฆ่าเชื้อสิว ช่วยลดการอักเสบสิว และลดรอยดำแดงได้

สำหรับลำดับก็เป็นที่น่าภาคภูมิ คือมาก่อนสารดึงน้ำอย่าง Propanediol กะ Glycerin อีก แต่อย่างว่า เราไม่สามารถตัดสินอะไรจากลำดับเครื่องสำอางได้นะคะ เพราะเราไม่ทราบถึง “ความบริสุทธิ์/ความเข้มข้น” ของสารสกัด สารสกัดที่ใส่มา จะมีเนื้อแท้อยู่เท่าไหร่ เราไม่ทราบ และไม่มีใครทราบด้วย นอกจากผู้ผลิตวัตถุดิบ

2. Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่แยกได้จากชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

3. Salicylic acid เป็นสารในกลุ่ม BHA ช่วยผลัดเซลล์ผิว ละลายไขมันอุดตัน ลดการอักเสบ

4. Lactic acid เป็น AHA ที่มีประโยชน์หลายๆอย่าง เช่น เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มการผลัดผิว เพิ่มการสังเคราะห์ Ceramide ในผิว แต่ฤทธิ์จะขึ้นกับค่า pH เป็นหลัก

5. Centalla asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานถึงฤทธิ์ทางชีวภาพไว้ค่อนข้างเยอะ ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับสิวก็จะมีเรื่องของการสมานแผล ลดการเกิดแผลเป็น

6. tetrasodium tetracarbocymethyl naringeninchalcone เป็นสารอนุพันธ์ของ Naringenin chalcone ซึ่งเป็นพวก Flavonoid ที่พบได้ในเปลือกพืชบางชนิด สารตัวนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim เรื่องคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ลดรอยแดง ให้ผลดีใน Sensitive skin โดยจะช่วยลดการแพ้และรอยแดงได้ดี

7. Ascorbic acid คือ วิตามินซี ให้ผลเรื่องลดรอยดำจากสิว

8. Palmitoyl tripeptide-5 เปปไทด์สายสั้นๆจากกรดอะมิโน 3 ตัว มาจับกับกรดไขมัน palmitic จึงดูดซึมผิวได้ง่ายขึ้น รู้จักในนามชื่อทางการค้าว่า Syn-coll มีประโยชน์เป็นตัวกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดริ้วรอย

9. Camellia sinensis leaf extract คือ สารสกัดจากชา ให้ผลเป็น Antioxidant และลดการอักเสบของผิว

10. Anthemis nobilis flower extract คือ สารสกัดจาก Roman Chamomile  มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น (Clin Exp Hypertens. 2013; 35(3):200-6.) สารประกอบ Octulosonic acid ที่พบมีฤทธิ์ทางชีวภาพเป็น Anti-oxidant, Anti-inflammatory และช่วยลดบวมได้ (J Nat Prod. 2014 Jan 28.) ผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่าใช้เป็น Anti-inflammatory ให้ผล Soothing effect ช่วยลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น

11. Fucus vesiculosus extract สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาลชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยสามารถช่วยเพิ่มความหนาของชั้นผิวหนัง เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน และช่วยลดริ้วรอย (J Cosmet Sci. 2002;53:1-9)

12. Benzalkonium chloride มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเป็นสารกันเสียในสูตร

โดยรวมแล้วสารออกฤทธิ์ในส่วนผสมให้คุณสมบัติไปที่การลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง มีตัวที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดรอยดำ รอยแดงจากสิว กับตัวผลัดเซลล์ผิวอย่าง AHA/BHA อยู่ด้วย ซึ่งก็ถือว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

ถ้าให้ให้คะแนนกลุ่มสารออกฤทธิ์ จะขอให้ 5/5 เพราะมีอย่างครบถ้วนเลยทีเดียวเชียว

ส่วนประสิทธิภาพ ปกติมี่เป็นคนไม่ค่อยจะเป็นสิวง่าย (เพราะเลยวัยมาแล้ว ไม่ใช่สิ -*-) ตอนนี้เอาให้เพื่อนช่วยลองใช้ แล้วจะมาคอนเฟิร์มให้นะคะ ว่าผลเป็นเช่นไร


ตัวถัดมา เป็น Carvier white ค่ะ

mar 23ลักษณะจะเป็นกล่องวาวๆ สีขาว ดูสะอาดตา แพคเกจข้างในเป็นหลอดค่ะ

mar 20เนื้อครีมเป็นครีมสีขาวอมฟ้า เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ ข้างกล่องบอกว่าไม่ใส่น้ำหอม แต่ตอนทาจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆอยู่ค่ะ ไม่แน่ใจว่าเป็นจากวัถุดิบ หรือว่า จากน้ำหอม

mar 19 mar 21-e

ลองมาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

mar 2

ตัวที่เป็นสารออกฤทธิ์ (Active ingredients) ก็จะมี

1. Epilobium angustifolium เหมือนอันมะกี๊

2. Vibrio alginolyticus ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์สายพันธ์หนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่า ได้จากจุลินทรีย์แถบ French Polynesia ประกอบด้วย Polysaccharide ที่เสริมการผลัดเซลล์ผิว การแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ผิว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยมีผลต่อการทำง่านของเอนไซม์ Transglutaminase ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกันของโปรตีนระหว่างเซลล์

3. Oligopeptide-6 ไม่พบข้อมูล แต่ถ้าเป็น Oligopeptide-68 จะช่วยกดการสร้างเม็ดสีผิวผ่านกลไกของ TGF-Beta ซึ่งใน Leaflet ที่ใส่แทรกมาในกล่องได้บอกว่า Whitening peptide ที่ใส่มาออกฤทธิ์ผ่าน TGF-Beta receptor จึงเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงเจ้า Oligopeptide-68 มากกว่า

4. Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่แยกได้จากชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

5. Vitamin E acetate ปกติน่าจะเขียนเป็น Tocopheryl aacetate ซึ่งเป็นชื่อ INCI name ตามที่องค์การเครื่องสำอางกำหนด

6. Caviar extract สารสกัดจากคาเวียร์ ประกอบด้วยโปรตีนและวิตามินบี 6 มีผลควบคุมความมัน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

7. Salicornia herbacea extract ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบชี้ว่า เป็น Moisturizer ที่ดีโดยการไปออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ Aquaporin ชนิด AQP8 และ AQP3 ทำให้มีการสังเคราะห์สาร NMF ต่างๆ และไขมันในผิวหนังเพิ่มมากขึ้น ออกฤทธิ์ได้ยาวนาน

8. Alpha bisabolol ช่วยลดความระคายเคือง และลดการอักเสบในผิว

โดยรวมแล้วสารที่ใส่มาให้ผลเกี่ยวกับเรื่องการอักเสบในผิว มีสารช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และก็มีไวท์เทนนิ่งอยู่ แม้จะยังคลุมเคลืออยู่บ้าง เรื่องการเขียนส่วนผสม โดยเฉพาะเรื่องน้ำหอม เพราะตอนทาจะมีกลิ่นอ่อนๆอยู่ ไม่แน่ว่าจะเป็นน้ำหอมหรือกลิ่นวัตถุดิบ

ถ้าให้ให้คะแนนส่วนผสมจะขอให้ 4/5 ค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้มีการเทคโนโลยีขั้นสูงด้วย แต่ การดูแค่ส่วนผสมไม่สามารถยืนยันได้ว่า เทคนิคนี้ถูกใช้มาจริงในผลิตภัณฑ์หรือไม่ เพราะอนุภาคนาโน แค่ใช้ส่วนผสมธรรมดา กับเครื่องมือชั้นสูง ก็สามารถทำได้ค่ะ

ลองดูที่เขา Claim นะคะ

mar 18-e

จุดนี้ถ้าถามว่าเป็นไปได้มั้ยทางทฤษฎี ตอบว่า เป็นไปได้ค่ะ และสามารถดูดซึมเข้าผิวได้ดีก็จริง แต่ เรื่องของความคงตัวในผลิตภัณฑ์ยังไม่เคยมีรายงานไว้เลย จึงไม่รู้ว่าพวกนาโนพวกนี้จะแตกและปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ตอนอยู่ในหลอดไหม เวลาเก็บไปนานๆ

mar 17-e

อันนี้ก็เป็นอีกเทคนิคนึงที่สามารถทำได้ในทางทฤษฎีค่ะ แต่ทางปฏิบัตินี่ก็ไม่ทราบเช่นกัน เพราะยังไม่เคยมีใครศึกษาไว้


ตัวต่อมา เป็น Caviar aging ค่ะ

mar 14

ตัวนี้เป็นกล่องสีเขียว เมทัลลิค สะท้อนแสงแวววาวดูมีราคา ข้างในเป็นหลอดค่ะ

เนื้อครีมเป็นสีขาวอมฟ้า เกลี่ยง่าย ดูดซึมไว จะชุ่มมากกว่าสูตรไวท์ แต่ก็ไม่เหนอะหนะ

mar 15
mar 12-e

ลองมาดูส่วนผสมกันนะคะ

mar 16

ตัวที่เป็นสารออกฤทธิ์ก็จะมี

1. Niacinamide คือ รูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

2. Vibrio alginolyticus ferment filtrate เหมือนสูตรไวท์

3. Alteromonas ferment filtrate สารที่ได้จากการหมักจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าให้ผลกระตุ้นการสร้าง Ceramide กับไขมันชนิดอื่นๆในผิว และเพิ่มการสร้าง Filaggrin ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญในผิว โดยจะสลายตัวเป็นกรดอะมิโนที่คอยจับน้ำให้ผิว และ กลายเป็นตัวเพิ่มความแข็งแรงในการยึดเกาะกันของเซลล์ผิว

4. Caprooyl tetrapeptide-3 เปปไทด์ที่จับกับกรดไขมันสายสั้นๆที่ชื่อ Caproic acid ให้ผลกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบในแนวกั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Dermal Epidermal Junction) ให้ผลลดและป้องกันริ้วรอย

5. Tocopheryl acetate เป็นรูปแบบหนึ่งองวิตามินอี ให้ผลเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลปกป้องสารต่างๆในผลิตภัณฑ์ ไม่ให้เสื่อมสภาพไปเพราะอากาศ

6. Dipotassium glycyrrhizate เป็นสารที่แยกได้จากชะเอม ให้ผลลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง

7. 4-Butyl resorcinol ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวขาวขึ้น การทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีผลข้างเคียงน้อยมาก (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–25.)

8. Caviar extract

9. Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้น ยังเป็นส่วนประกอบในการสังเคราะห์สารที่เกี่ยวกับการเพิ่มการไหลเวียนเลือด ซึ่งจะช่วยให้ผิวหนังมีสารอาหารมาเลี้ยงมากขึ้น

10. Whey protein โปรตีนที่ได้จากเวย์ เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่ จึงไม่สามารถดูดซึมผ่านผิวได้ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นภายนอกผิว

โดยรวมผลิตภัณฑ์นี้ใช้สารออกฤทธิ์ที่ค่อนข้างใหม่ และออกฤทธิ์แบบใหม่ๆ เช่น เพิ่มความแข็งแรงให้ Dermal Epidermal Junction เพิ่มการสร้าง Filaggrin มีเสริมด้วย Whitening อีก

โดยรวมถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีและครบถ้วนสมบูรณ์ จึงขอให้ 5/5


ส่วนตัวสุดท้ายคือ ซีรัมวิตามินซี ซึ่งเคยเขียนไปแล้ววันก่อน ติดตามได้ทางลิงค์นี้เลยค่ะ

vc 1-re สำหรับวันนี้มีแค่นี้ค่ะ

ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆจากทาง Marveile Thailand ด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้กับทาง marveile  ทางเฟสบุค หรือ เวบไซต์เลยค่ะ

facebook: Marveile.Thailand

Website: http://www.marveilethailand.com

[Cosme-Diagnosis] Merveile Easy White ซีรัมวิตามินซี

[Cosme-Diagnosis] Merveile Easy White ซีรัมวิตามินซี

ก่อนอื่น ขอใช้พื้นที่เพื่อขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีอย่าง Merveile เวชสำอางไทยๆ ที่พบได้ตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้

marviele

เบื้องต้นขอรีวิวตัวแรกก่อนเลยนะคะ เป็นเจ้าซีรัมวิตามินซีตัวนี้ก่อนเลยค่ะ

vc 1-re

ด้วยความที่เป็นซีรัมใส เนื้อบางเบา ดูดซึมง่าย ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน เลยประทับใจมี่พอควรเลยค่ะ

vc 3-re

จะว่าไม่มีกลิ่นก็คงไม่ถูก ถ้าดมดีๆจะได้กลิ่นจางๆ คิดว่าน่าจะเป็นกลิ่นของวัตถุดิบอย่าง Cellulose ค่ะ (ส่วนตัวไม่ค่อยถนัดเรื่องกลิ่นเท่าไหร่ แต่จากที่เคยผ่านๆมาคิดว่าน่าจะใช่ค่ะ)

ตัวซีรัม เกลี่ยง่าย ตอนเกลี่ยจะมีคราบขาวๆคล้ายครีมขึ้นมาแป๊บนึง ซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร แล้วก็ดูดซึมค่อนข้างง่ายและเร็ว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะ ไม่เหนียว ไม่หนักผิว และไม่วาว

vc 4-re

จะเห็นว่าตรงบริเวณที่ทา ไม่มีคราบอะไรเลย แทบจะไม่ต่างกับฝั่งที่ไม่ได้ทา

แต่มาทั้งทีถ้าจะไม่รีวิวส่วนผสมก็คงไม่ถูก ก็เลยขอจัดนิดนึงค่ะ

vc 2-re

ส่วนผสม:

Water, Ethyl ascorbyl ether, Propanediol, 4-Butylresorcinol, Hydroxyethylcellulose, Phenoxyethanol, Chlorphenesin, Citrus sinensis oil

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

  1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
  2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
  3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆ แยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
  • Ethyl ascorbyl ether เป็นอนุพันธ์รูปแบบใหม่ของวิตามินซี มีชื่อเรียกหลายๆชื่อ เช่น Ethyl ascorbic acid, VC ethyl ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ที่มีความคงตัวที่ดีกว่าวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิม ส่วนประสิทธิภาพข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าสารตัวนี้มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าวิตามินซีรูปแบบอื่นๆ ทั้งในด้าน Antioxidat, Whitening และเรื่องริ้วรอย
  • 4-Butyl resorcinol ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างมาน้อยลง ผิวขาวขึ้น การทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นฝ้ากับครีมที่มีส่วนผสมของสารนี้ 0.1% เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่ารอยฝ้าจางลง และมีผลข้างเคียงน้อยมาก (Ann Dermatol. 2010; 22(1): 21–25.)
  1. Base ประกอบด้วยน้ำกับ Propanediol สารตัวนี้เป็นสารที่กำลังดัง โดยบริษัท Claim เรื่องความชุ่มชื้นและความเป็นมิตรต่อผิวหนังมากกว่าพวก Glycol ซึ่งปัจจุบันกลุ่มธรรมชาตินิยมต่อต้านการใช้สารกลุ่ม Glycol กันเยอะมากขึ้น
  2. Additives ได้แก่
    • สารเพิ่มความหนืด มี Hydroxyethylcellulose ได้จากการดัดแปลงโครงสร้างของ Cellulose ซึ่งได้จากเยื่อไม้
    • สารกันเสีย ได้แก่ Phenoxyethanol และ Chlorphenesin
    • สารแต่งกลิ่น มีส่วนผสมของ Citrus sinensis oil ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยจากส้ม ปกติน้ำมันหอมระเหยจากผิวส้มจะมีสารประกอบบางอย่าง เช่น Coumarins ที่ทำให้เกิดการไวต่อแสงแดดได้ แต่ปัจจุบันก็มีผู้ผลิตน้ำมันหอมระเหยหลายๆเจ้า สกัดแยกสารที่เสี่ยงออกไปหมดแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าอันนี้ใช้แบบที่แยกสารพวกนั้นออกไปแล้วหรือยัง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเมื่อออกสู่แสงแดด ควรทากันแดดเสมอ แต่ปกติซีรัมวิตามินซีจะแนะนำให้ทาแค่ช่วงกลางคืน

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives ส่วนผสมมีอยู่สองตัวคือ วิตามินซี กับ 4-Butyl resorcinol ซึ่งเน้นไปทางการเป็น Whitening ซึ่งมีประสิทธิภาพ แต่สารทั้งสองตัวนี้ออกฤทธิ์เหมือนๆกันคือไปยับยั้งการสร้างเมลานิน อาจจะได้ผลไม่ดีเท่ากับการใช้สารที่ออกฤทธิ์หลายๆอย่างรวมกันในส่วนผสม เช่น วิตามินบี 3 ที่ออกฤทธิ์รบกวนการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก น่าจะให้ผลที่ดีกว่านี้ แต่ด้วยความที่ใช้อนุพันธ์ใหม่ และมีการเสริมด้วยสารอย่าง 4-Butyl Resorcinol ถ้าดูจากการ Claim คิดว่าทำได้เกือบหมด อาจจะมีเรื่องความแข็งแรงของผิวที่อาจจะยังไม่ได้ จึงขอให้ 3 ฟลาสก์
  2. Base ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มี Glycol มีการใช้ Propanediol ที่ยังอยู่ในกระแส มีผลดูดน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives มีแค่ไม่กี่อย่างเท่าที่จำเป็น คือ มีสารเพิ่มความหนืดจากอนุพันธ์เซลลูโลส มีสารกันเสียที่ไม่ใช่พาราเบน ไม่มีน้ำหอม ไม่มีซิลิโคน แต่น้ำมันจากส้มอาจจะต้องดูกันอีกทีในเชิงลึก ว่าเป็นเปลือกส้ม หรือส่วนอื่นๆของส้ม แล้วยังมี Coumarins อยู่หรือเปล่า ซึ่งเราไม่อาจจะทราบได้เลย ดังนั้นอาจจะต้องใช้กันแดดเสมอ และระวังออกสู่แสงแดดจัดๆ ซึ่งปกติเราไม่ค่อยทาวิตซีกันในตอนกลางวันอยู่แล้ว จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน ด้วยความที่ซึมไว ไม่เหนอะหนะ เกลี่ยง่าย ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่ทิ้งคราบใดๆไว้บนผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

รวมคะแนน 17/20

marviele blog

ในโอกาสถัดไปจะรีวิวผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆที่ได้รับมาต่อไปนะคะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆของเมืองไทยจาก Merveile ด้วยค่ะ