Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมอโลเจล จาก Graccy grace Grace soothing aloe vera moisture gel

สวัสดีค่ะ

 

ยังคงอยู่กับผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Graccy grace นะคะ

 

วันนี้เป็น Aloe gel ของแบรนด์ค่ะ ตัวมี่เป็นคนหนึ่งที่ชอบใช้ Aloe gel ซึ่งที่บ้านก็มี Aloe gel อยู่หลายยี่ห้อเหมือนกันค่ะ

 

ดูหน้าตา Aloe gel ของแบรนด์ก่อนดีกว่าค่ะ

 

Aloe gel.JPG

 

นางมาในหลอดบีบ ใช้ง่าย ใช้สะดวก ไม่เลอะเทอะ

 

 

 

เนื้อเจลเป็นเจลใส ไม่มีกลิ่นค่ะ

aloe-1

 

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความชุ่มชื้นและสบายผิว

 

aloe-2

 

วัด pH กันซักหน่อยนะคะ

 

aloe-3

 

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ค่ะ ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

 

 

สำหรับส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

%e0%b8%aa%e0%b8%9c%e0%b8%aa-aloe-gel

 

ในส่วนของ Aloe gel นั้น นอกจากว่านหางจระเข้ที่โด่งดังด้านความชุ่มชื้น Soothing effect (ให้ความรู้สึกสบายผิว) ลดการอักเสบ แล้วก็ยังอุดมด้วยสารกลุ่ม Moisturizer ที่ให้ผลดูดน้ำให้แก่ผิวหลายตัวเลยค่ะ

 

  • Sodium PCA เป็นสารที่จัดเป็น Natural moisturizing factor (NMF) ซึ่งมีอยู่แล้วในผิวเรา ช่วยให้ผิวจับน้ำไว้ได้ดี
  • Urea เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยผลัดผิวแบบอ่อนๆ
  • Trehalose เป็นน้ำตาลชนิดพิเศษ มีคุณสมบัติดูดน้ำให้ผิว และช่วยปกป้องผิวจากอากาศแห้งได้อย่างยาวนาน
  • Polyquaternium-51 เป็นสารโพลิเมอร์สังเคราะห์จาก MPC ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกับ Phospholipids บนผิวเรา ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้สามารถดูดน้ำและช่วยให้ผิวจับน้ำได้ดีกว่า hyaluron
  • Sodium hyaluronate ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นเช่นกัน

 

เนื่องจากส่วนผสมไม่เยอะมาก วันนี้ขอให้คะแนนใน 2 หัวข้อนะคะ

  1. ส่วนผสม: ในส่วนของส่วนผสมตัวเจลนั้นค่อนข้างทำมาได้ดีเลยทีเดียว ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ น้ำมัน และซิลิโคน นอกจากว่านหางจระเข้แล้วก็ยังมีส่วนผสมของสารที่ช่วยดูดน้ำและจับน้ำให้ผิวอยู่หลายชนิด และไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. การใช้งาน: เป็นเจลว่านหางจระเข้ที่บางเบา ดูดซึมไว ให้ความชุ่มชื้นได้ดี ตัวนี้จริงๆถึงจะบอกว่าสำหรับผิวกาย แต่มี่ก็เอามาใช้ชุบสำลีพอกหน้าด้วยค่ะ ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบ เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์

 

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99-aloe

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่เฟสบุคของแบรนด์เลยนะคะ

http://www.facebook.com/graccygracebygraccy/

 

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากเพื่อน การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมโทนเนอร์และสลีปปิ้งมาสค์สำหรับผิวกายเพื่อความกระจ่างใสแบบมีออร่ Graccy grace aura white Body mask และ Body skin detox า

สวัสดีค่ะ

หลังจากที่มี่ได้ใช้สบู่ Graccy grace ที่เพื่อนให้มาได้ซักพัก ก็เลยติดใจ เลยลองหาผลิตภัณฑ์ของเขามาลองเล่นต่ออีก

ตัวที่มี่จัดมาลองเป็น Body mask และ Body skin detox ค่ะ

 

body-1

 

เรามาเริ่มกันที่ตัวมาสค์เลยนะคะ

นางมาในกระปุกพลาสติกสีชมพูค่ะ

 

body-4

 

มาสค์เป็นเนื้อครีมแบบพุดดิ้ง คืนรูปได้ ดูตื่นตาตื่นใจดีค่ะ

 

This slideshow requires JavaScript.

ตัวมาสค์มีกลิ่นหอมละมุน เนื้อบางเบา ตอนตักออกมาถ้าใช้ช้อนตักจะตักง่ายกว่าค่ะ

 

mask tx.jpg

 

เกลี่ยได้ง่าย ให้ความชุ่มชื้นดี ไม่เหนอะหนะค่ะ

 

mask-tx-2

 

วัดค่า pH ซักหน่อยนะคะ

body-10

 

pH อยู่ที่ประมาณ 4 ซึ่งเป็นค่า pH ที่เหมาะสมในการออกฤทธิ์ของ AHA ค่ะ

 

มาดูส่วนผสมบ้างนะคะ

 

%e0%b8%aa%e0%b8%9c%e0%b8%aa-body-mask

 

จากส่วนผสมจะเห็นว่าในเบสหลักจะเป็นเบสชนิดน้ำ (Water-based) จึงให้สัมผัสที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับทุกสภาพผิวกาย

ในส่วนของสารบำรุง ตัวที่เด่นมากเลยน่าจะเป็น Potassium azeloyl diglycinate ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของบริษัท Sinerga ประเทศอิตาลี่ สารนี้เป็นนวัตกรรมลูกผสมของ Azelaic acid กับ กรดอะมิโน Glycine ทำให้ความระคายเคืองลดลง ละลายน้ำได้ดีขึ้น มีคุณสมบัติเป็น Multi-functional ingredients ให้ผลได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Whitening ควบคุมความมัน เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว (J Appl Cosmetol. 2003;21:177-188)

สารบำรุงตัวอื่นๆที่น่าสนใจได้แก่

  • Saccharide isomerate ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า สารนี้ไปจับกับโปรตีนบนผิวทำให้มีฤทธิ์ชุ่มชื้นได้ยาวนาน
  • Ethylascorbic acid กับ Tocopheryl acetate คือ รูปแบบหนึ่งของวิตามินซีและอี ให้ผลเป็น Antioxidant ตัววิตซียังช่วยเรื่องการเป็น Whitening ได้ด้วย
  • Alpha-arbutin ให้ผลเป็น Whitening โดยการลดการสร้างเม็ดสีผิว
  • Punica granatum extract สารสกัดจากทับทิมก็เป็น Antioxidant เช่นเดียวกัน

 

อีกตัวเป็นตัวโทนเนอร์สำหรับร่างกายค่ะ

มีชื่อว่า Graccy grace aura white skin detox

 

body-3

 

ตัวนี้อารมณ์จะเป็นโทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดปรับสภาพผิวก่อนมาสค์นะคะ

ตัวโทนเนอร์เป็นเบสน้ำค่ะ

 

body-11

 

เช็ดแล้วก็จะสามารถทำความสะอาดผิวได้ส่วนหนึ่งด้วยค่ะ

 

detox-tx

 

ในส่วนของค่า pH นั้น

 

body-13

อยู่ที่ประมาณ 4 เช่นกันค่ะ ซึ่งเป็น pH ที่ AHA ออกฤทธิ์ในการผลัดผิวได้ดีค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1-body-detox

ส่วนผสมของตัว Body detox นั้นค่อนข้างแน่นนะคะ

ตัวที่เด่นมากของ Body detox ก็คือ Hexanoyl dipeptide-3 norleucine acetate สารตัวนี้เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 2 ตัว มีชื่อทางการค้าว่า PerfectionPeptide P3 ผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้มีคุณสมบัติช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและลดเลือนริ้วรอย (PerfectionPeptide P3, Mibelle biochemistry)

มีเอนไซม์ Papain จากมะละกอ ให้ผลผลัดเซลล์ผิว ทำงานร่วมกับ Lactic acid ที่เป็น AHA ให้ผลผลัดเซลล์ผิว และเติมน้ำให้ผิว และ Bacillus ferment ซึ่งให้ผลการผลัดเซลล์ผิวเช่นกัน

 

เสริมมาด้วยสารที่ได้จากการหมักเปลือกมะนาว (Lactobacillus/lemon peel ferment) ซึ่งอุดมด้วยสารในกลุ่ม Bioflavonoids ที่เป็น Antioxidant ที่ดี สารสกัดจากกะหล่ำดอก (Brassica oleracea botrytis extract) ที่อุดมด้วย Antioxidant เช่นกัน

 

มีสารเติมน้ำให้ผิวหลายตัว อย่าง Trehalose, Sodium hyaluronate, urea, serine

โดยรวมจึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี เพียงแต่มีส่วนผสมของสารกันเสียในกลุ่ม parabens อยู่หลายชนิด

การมีอยู่ของ Hydrogen peroxide ถึงแม้จะให้ผลดีในด้านการระงับเชื้อจุลินทรีย์บนผิว แต่ด้วยความที่ว่าสารนี้สลายตัวปลอดปล่อย Oxygen ออกมา อาจจะไป Oxidize สารดีๆในผลิตภัณฑ์ให้เสื่อมสภาพไปได้

 

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. Actives: ส่วนของสารบำรุงผิวทั้ง 2 ชิ้น เรียกได้ว่าค่อนข้างเน้นไปที่ด้าน Whitening มีการใช้สารที่เป็นนวัตกรรม ในตัว Body detox นั้นจะเน้นไปที่การผลัดผิวให้ผิวดูเรียบเนียน และมีสารในกลุ่ม Moisturizer อยู่หลายตัว ในส่วนนี้เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base: เนื้อหลักของทั้งสองชิ้นมาในรูปแบบน้ำ (Water-based) ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซิลิโคน และแอลกอฮอล์ จึงเหมาะกับทุกสภาพผิว ไม่มีอะไรให้หักคะแนน เลยขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additives: กลุ่มสารปรุงแต่งของทั้งสองตัวมีส่วนผสมของ Hydrogen peroxide ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับผิวเท่าไหร่ และในตัว Skin detox ก็มีส่วนผสมของ Parabens อยู่หลายชนิด จุดนี้ขอให้ 3 ฟลาสก์
  4. การใช้งาน: ส่วนตัวมี่ใช้โทนเนอร์ Skin detox เช็ดผิวก่อนลงมาสค์ ก็จะแอบเปลืองสำลีอยู่นิดหน่อย แต่จะให้เทใส่ผ้าขนหนูก็จะเปลืองโทนเนอร์ ซึ่งมี่จะใช้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง (จริงๆก็ใช้ทุกวันได้ค่ะ) ตามด้วยพอกมาสค์ต่อ ถือว่าค่อนข้างดีเลยค่ะ เป็นการปรนนิบัติผิวตัวเองเพื่อความงาม ซึ่งผลที่ได้เมื่อใช้มา 2 อาทิตย์คือ ผิวจะนุ่มเนียน น่าสัมผัส พวกรอยด่างดำก็ดูจางลง รอยแดงก็ลดลง โดยรวมถือว่าค่อนข้างชอบค่ะ ให้ไป 5 ฟลาสก์

 

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99-body

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่เพจ Graccy grace นะคะ

https://www.facebook.com/graccygracebygraccy/

 

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับเป็นของขวัญจากเพื่อน การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรัมเพื่อความกระจ่างใส Blanginiv Le Sérum Multi-action brightening serum จากแบรนด์ Giniv

สวัสดีค่ะ

 

วันนี้มาต่อกันกับผลิตภัณฑ์ดีๆจากแบรนด์ Giniv ค่ะ

 

วันก่อนมี่ได้รีวิวตัวมาสค์ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

ลิงค์ค่ะ: https://cosmeknowledge.wordpress.com/2016/09/24/ginivmasque/

 

แบรนด์คอนเซปท์เป็นดังนี้ค่ะ

“แบรนด์ Giniv เป็นบรนด์ที่มีคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับการผนวกพลังแห่งพฤกษาสกัดธรรมชาติผสานเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่สอดประสานกันอย่างลงตัว และด้วยความเชื่อในศิลปะแห่งการบำบัดจึงรังสรรค์เนื้อผลิตภัณฑ์และกลิ่นบำบัดอย่างประณีต เพื่อมอบประสบการณ์แห่งการปรนนิบัติผิวอย่างล้ำลึกและเห็นผล”

 

วันนี้มาดูตัวเซรัมกันบ้างค่ะ

 

เซรัมตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Blanginiv Le Sérum Multi-action brightening serum นั่นเองค่ะ

 

นางมาในกล่องสีขาวขาดแดงดูหรูหราเช่นเดียวกับตัวมาสค์ค่ะ

 

giniv-1

ด้านในเป็นภาชนะแบบ airless ที่ทางแบรนด์เรียกว่า Zero-air lock ค่ะ

giniv-2

เนื้อสัมผัสของเซรัมค่อนข้างบางเบา มีกลิ่นหอมละมุน  เกลี่ยง่าย ดูดซึมได้ไว ไม่ทิ้งคราบเหนอะหนะไว้เลยค่ะ

 

 

สำหรับเซรัมตัวนี้มีค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 นะคะ

ph-serum

 

ถือว่าใกล้เคียงกับผิวดีค่ะ

 

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

 

%e0%b8%aa%e0%b8%9c%e0%b8%aa-serum

 

จากส่วนผสมจะค่อนข้างจัดมาเต็มเช่นกันค่ะ อัดแน่นไปด้วยส่วนผสมที่ให้ผลด้าน Whitening, moisturizing และ anti-aging แบบ 3 in 1 เลยทีเดียวค่ะ

 

โดยทางแบรนด์เน้น Claim ที่ 3 ส่วนผสมหลักค่ะ คือ สารสกัดจากยอดอ่อน Swiss garden cress (Lepidum sativum sprout extract) ตัว Beta-white และ Wild thymes ค่ะ

 

ซึ่งถ้านอกเหนือจาก 3 ตัวนี้แล้ว ส่วนผสมอื่นๆก็ดูหรูหราไม่แพ้กันเลยค่ะ ลองมาดูกันดีกว่า

 

ในด้าน Whitening นั้น มี่แทนด้วยสีฟ้านะคะ

จะเห็นว่ามี Whitening หลายตัวเลย และให้ผลครอบคลุมทุกขั้นตอนในการสร้างและส่งผ่านเม็ดสี Melanin จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening ที่ดี

ตัวที่น่าสนใจเช่น

  • สารสกัดจากชะเอม, Dipotassium glycyrrhizate, arbutin, kojic dipalmitate, hexyl resorcinol และ vitamin C ให้ผลลดการสร้างเม็ดสีผิว โดยไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase
  • Acetyl glucosamine กับ Niacinamide ให้ผลเสริมฤทธิ์กันในด้าน Whitening และ Anti-aging โดย Acetyl glucosamine ให้ผลยับยั้งการเปลี่ยน pro-tyrosinase ไม่ให้เป็น tyrosinase จึงไม่มีฤทธิ์สร้างเม็ดสี และเป็นหน่วยย่อยของ hyaluron ในผิวให้ผลเรื่องการเติมน้ำ ส่วน Niacinamide ให้ผลยับยั้งการส่งผ่านเม็ดสีที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก การเสริมฤทธิ์ของสารทั้งสองจะช่วยให้ skin tone สม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้น (Br J Dermatol. 2010;162(2):435-41.)
  • Oligopepetide-68 มีชื่อทางการค้าว่า Beta-white มีผลด้าน Whitening ตั้งแต่ระดับก่อนการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ออกมาเลยทีเดียว (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)
  • Thymus serpillum extract สารสกัดจาก Thyme ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์เป็น Whitening โดยไปยับยั้งโปรตีน Kinesin ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการส่งผ่าน Melanosome ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมายังผิวชั้นนอก
  • Lepidum sativum sprout extract สารสกัดจาก Swiss garden cress ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดเลือนริ้วรอยได้ สามารถยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ที่มีหน้าที่สร้างเมลานินทำงานได้ดีขึ้น เมื่อไปยับยั้ง MSH ก็จะทำให้เซลล์เมลาโนไซต์ทำงานได้ลดลง ผิวจึงขาวขึ้น

 

โดยรวมคือ สารในกลุ่ม Whitening ที่ใส่มาคือขัดขวางการสร้างเม็ดสีผิวแทบจะทุก Step เลยทีเดียวค่ะ

 

ต่อมา คือ สารกลุ่มสีน้ำตาล เป็นสารบำรุงอื่นๆ มีทั้งตัวที่มีส่วนช่วย ให้ความรู้สึกสบายผิว ลดการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น Antioxidant และลดริ้วรอย

 

อีกจุดที่น่าสนใจคือ การใช้ Ethoxydiglycol เป็นสารที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอื่นเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

 

สารอื่นๆก็ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แต่มีส่วนของ Alcohol ติดมา ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ลำดับต้นๆ อาจจะติดมากับพวกวัตถุดิบสารสกัดก็ได้ค่ะ ส่วนตัวมี่ใช้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกระคายเคืองหรืออะไรนะคะ

 

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. กลุ่มสารบำรุง หรือ Actives จากที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน เรียกได้ว่าจัดเต็มและแน่นมาก คงไม่มีอะไรให้หักคะแนนค่ะ รับไป 5 ฟลาสก์เน้นๆ
  2. กลุ่มเนื้อหลัก หรือ Base เป็นสารในรูปแบบครีม ประกอบด้วยน้ำ น้ำมัน และซิลิโคน มีทั้งสารดูดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว สารกลุ่มไขมันทดแทนผิว และสารเคลือบผิวรักษาความชุ่มชื้น แต่ติดตรงที่มี Alcohol ปนมา แม้จะไม่อยู่ในลำดับต้นๆ แต่เพื่อความแฟร์ในการรีวิวก็ต้องหักคะแนนไป เหลือ 4 ฟลาสก์
  3. กลุ่มสารปรุงแต่ง หรือ Additives ไม่ได้มีสารตัวไหนที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แถมยังมีจุดเด่นเรื่องระบบนำส่ง จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  4. คะแนนการใช้งาน ส่วนตัวมี่ค่อนข้างชอบกลิ่นของตัวเซรัม นางจะมีกลิ่นเบาๆ ดูหรูหราและดูแผง มีสัมผัสที่ค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะค่ะ เซรัมตัวนี้มี่ใช้เช้าเย็นได้มาเกือบ 2 สัปดาห์ มีคนทักนะคะว่าดูผิวขาวขึ้น ตอนลงเซรัมเสร็จแล้วลงกันแดดทับ มี่รู้สึกว่าลงรองพื้นได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ จุดนี้ขอให้ 5 ฟลาสก์ค่ะ

 

%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99-serum

 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Giniv ด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ได้ทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

http://giniv.com/

FB : @ginivofficial

IG : ginivofficial

 

Discliamer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Giniv การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผผู้เขียนไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆในการเขียนรีวิว และไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

 

 

[Cosme-Diagnosis] Mistine hydracare moisturizing lotion

[Cosme-Diagnosis] Mistine hydracare moisturizing lotion

มี่พูดอยู่เสมอว่า ของไทยก็ดีไม่แพ้ของใดในโลก

วันนี้ก็มาตอกย้ำคำพูดตัวเองกับน้ำตบไฮยาจากมิสทีนค่ะ

จริงๆมันไม่ได้ชื่อน้ำตบไฮยานะคะ มี่เรียกเอง ชื่อจริงๆของมันก็คือ

ก็คือ Mistine Hydracare Moisturizing Face lotion

ขึ้นชื่อว่า Lotion แต่ก็เป็นแบบน้ำใสๆเหมือน lotion จากฝั่งญี่ปุ่นเชียวนะคะ

mistine1

อันนี้ไปได้มาจากร้านเชียงใหม่คอสเมติกส์ค่ะ ราคาไม่น่าจะเกิน 70 บาท

ส่วนผสมนี่คือ อลังอยู่นะ

แต่ก่อนจะไปรีวิวส่วนผสม ดูเนื้อก่อนดีกว่าค่ะ

mistine2

mistine3

มันจะเป็นน้ำใสๆ เหลวๆ ไม่หนืด เกลี่ยง่าย แห้งไวดี ค่ะ

แต่มี่เป็นคนผิวแห้งมากๆ อันนี้เอาไม่อยู่เลย สุดท้ายก็ขึ้นหิ้งไปค่ะ

ส่วนผสมก็อลังการดีนะคะ

Water, Glycerin, Butylene glycol, Phenoxyethanol, Triple Hyalu-Smoother (Sodium hyaluronate, Hydrolyzed hyaluronic acid, Hydrolyzed sodium hyaluronate), Hydroxyethylcellulose, Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer, Methylisothiazolinone, 3-O-Ethyl ascorbic acid, Sodium chloride, Prunus yedoensis leaf extract

เห็นส่วนผสมแล้วก็แปลกใจนะ ปกติของมิสทีนนี่แบบว่ามาเป็นมหกรรมแห่งพาราเบนเลยค่ะ
(Parabens พาราเบน เป็นสารกันเสียที่มีรายงานว่าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ค่ะ ทำให้หลายๆประเทศห้ามใช้ และคาดว่าในไทยจะมีการควบคุมเร็วๆนี้)

ลองดูคุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่ดีกว่าค่ะ

1.กลุ่ม Actives เป็นพวกสารออกฤทธิ์ค่ะ มีส่วนของสารตระกูล Hyaluron กับวิตามินซี ได้แก่

-ส่วนผสมของ Sodium hyaluronate, Hydrolyzed hyaluronic acid และ Hydrolyzed sodium hyaluronate ปกติพวก Hyaluronate มีผลเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว โดยตัวมันจะอุ้มน้ำไว้ พวกที่ Hydrolyzed แล้วก็มีขนาดที่เล็กลงทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้น

-3-O-Ethyl ascorbic acid เป็นรูปแบบใหม่ของวิตามินซีที่ Claim กันว่าดูดซึมเข้าผิวง่าย เพราะมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นคำ Claim จากผู้ผลิต ซึ่งอาจจะมี Bias วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Whitening, Antioxidant และเป็นองค์ประกอบของการสร้างคอลลาเจนในผิว

-Prunus yedoensis leaf extract คือ สารสกัดจากใบซากุระ สารสกัดจากใบไม่พบข้อมูลในฐานข้อมูล ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่ามีสารจำพวก Flavonoid และ Coumarin ช่วยทำหน้าที่เป็น Anti-oxidant, Anti-inflammatory, Whitening และช่วยซ่อมแซมผิวหนังที่เสียหาย บริษัททำวิจัยทดสอบผลของสารสกัดนี้กับผิวหนังที่ถูก Sodium Lauryl Sulfate ทำให้เกิดความเสียหาย พบว่าสารสกัดจากใบซากุระช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ (Sakura Extract B ของ บ. Ichimaru Pharcos)

2. กลุ่ม Base เป็นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาในรูปแบบน้ำใส (Solution) มีแต่ส่วนของน้ำ ได้แก่ Water, Glycerin, Butylene glycol

3. กลุ่ม Additives เป็นพวกสารอื่นๆได้แก่

3.1สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxyethylcellulose และ Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer

3.2Preservatives ก็จะมี Phenoxyethanol กับ Methylisothiazolinone เป็นตัวป้องกันเชื้อจุลินทรีย์

3.3Sodium chloride ทำได้หลายหน้าที่

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีส่วนผสมของ Hyaluron 3 ชนิด ซึ่งก็มีตัวปกติ กับตัวที่ Hydrolzyed แล้ว ซึ่งน่าจะดูดซึมเข้าผิวได้มากกว่า เสริมด้วยวิตามินซี กับสารสกัดใบซากุระ ที่น่าจะให้ผลเรื่อง Whitening กับ Antioxidant โดยรวมตัวนี้ก็ให้ทั้งความชุ่มชื้นและ Antioxidant, Whitening แต่อาจจะยังไม่ได้เด่นชัดมากนัก คือถ้าดูตามการออกฤทธิ์ก็ถือว่าครบ แต่รู้สึกว่ามันน้อยไปหน่อย ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base มีแค่ น้ำ Butylene glycol และ Glycerin ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol แต่สารดึงน้ำสองตัวนี้เป็นตัวที่ Basic มาก แต่ก็ยังดีกว่าการที่มีแค่ Glycerin อย่างเดียว จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives มีส่วนผสมแค่ไม่กี่ชนิด สารที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร จริงๆแอบแปลกใจด้วยนิดนึงเพราะว่าปกติแบรนด์นี้ชอบใส่มหกรรมครอบครัวพาราเบน แต่อันนี้กลับไม่ใช่ และที่สำคัญคือยังไม่มีน้ำหอมอีก ขอให้ 5 ฟลาสก์

4. คะแนนการใช้งาน สำหรับคนผิวแห้งมากๆ อันนี้เอาไม่อยู่แน่ๆค่ะ แต่ถ้าคนผิวมันอยากเติมน้ำให้ผิว คิดว่าอันนี้น่าจะตอบโจทย์ค่ะ แต่สำหรับตัวมี่เองขอให้ 3 ฟลาสก์ค่ะ

รวม 16/20

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ

[Beauty-Talks] น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

[Beauty-Talks] น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

Beauty-Talks เป็นบทความเมาท์และนินทาเครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆในท้องตลาด

Beauty-Talks วันนี้คือ น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

หลังจากที่มีกระแสการเอาน้ำเกลือ 0.9% หรือที่เรียกว่า Normal Saline Solution หรือ NSS มาเริ่มเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ เราก็เห็นบรรดาสาวๆต่างๆเอามาใช้กันอย่างมากมายเกลื่อนกลาด จริงๆแล้ว แต่ถ้ามองจากคุณสมบัติแล้ว ในน้ำเกลือ ส่วนใหญ่เป็นสารละลายที่ปราศจากเชื้อ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้เช็ดหน้า เช็ดได้ค่ะ แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรพิเศษต่อผิว มิหนำซ้ำ ถ้าเกลือแห้ง ตกผลึกอยู่บนผิว เกลือมันผลึกคมมากนะคะ แล้วเราไปเช็ดต่อด้วยสำลี เกลือจะบาดผิวไหม???

น้ำเกลือ-crys

แล้วหลายๆแหล่งข้อมูลเองก็กล่าวว่า เจ้า Sodium Chloride นี่อุดตันรูขุมขนได้ แค่เกลือ มันไปอุดตันได้ไงไม่รู้ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เคยอ่าน paper เก่าแก่ ผลการทดสอบ Comedogenic test ในหูกระต่าย เห็นว่า positive อยู่นะคะ

ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์มีทั้งโทนเนอร์ เอสเซนส์ ของมิสทีน คิวท์เพรสอะไรนี่ ของเค้าก็ดีนะ ราคาก็ไม่สูงมาก มีประโยชน์กว่าด้วย ถ้าไม่แพ้ หรือไม่ไวต่อแอลกอฮอล์ซะก่อนนะคะ

เห็นบางคน เล่าว่า ใช้แล้วรู้เลย รูขุมขนเล็กลง ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากคนนั้นหยุดอะไรซักอย่างที่มันเคยอุดตันไป ละมาใช้น้ำเกลือแทน พอผิวไม่เจอสิ่งอุดตัน เราล้างหน้าทกวันๆ ไอสิ่งที่อุดตันอยู่ก็หลุดออกไป รูขุมขนมันก็เลยเล็กลง (เดาล้วนๆ)

แต่ กรณีการ Claim เรื่องน้ำเกลือ นี่ ก็โอเคนะคะ ไม่มีไรเสียหาย ไม่อันตราย ไม่เหมือนอะไรบางอย่างที่แอบใส่นู่นใส่นี่ลงไป ละบอกขาวๆ ปลอดภัยๆ มีอย. แต่แอบเป็นห่วงผู้บริโภค กลัวได้ความเชื่อผิดๆไปค่ะ

ทีนี้ลองมาดูรูปผลึกเกลือกันดีกว่าค่ะ

ผลึกเกลือ-9yf

เป็นรูปผลึกเกลือ จากเกลือขัดผิวในท้องตลาดยี่ห้อหนึ่งค่ะ รูปนี้ถ่ายเองค่ะตั้งแต่สมัยยังเป็น นศ. อยู่เลย เก่ามาก สมัยนั้นการทำ Lab อะไรๆยังไม่ค่อยเก่ง กล้องก็เทคโนโลยียังไม่หรูหรา ได้แค่นี้เองค่ะ (ไอกลมๆสีดำๆนั่นฟองอากาศนะคะ มี่ไม่ถนัดการใช้กล้องจุลทรรศน์ค่ะ เลยทำ Slide ไม่สวยเท่าไหร่)

จะเห็นว่าเม็ดเกลือเอง มีความคมมาก ซึ่งอาจจะบาดผิวได้ ดังนั้นเกลือขัดผิวทุกชนิด หรือสครับที่มีส่วนผสมของเกลือ ไม่ควรเอามาขัดหน้านะคะ อาจจะทำให้เกิดรอยขูดขีดที่ผิวได้

สำหรับกรณีของน้ำเกลือ คือมันก็คงไม่เว่อร์ขนาดทาแล้วเกลือตกผลึกเป็นเม็ดๆหรอก แต่ คำถามคือ เวลาเอาน้ำเกลือเช็ดหน้า แล้วเกลือหายไปไหน? เกลือมันไม่ได้ระเหยไปพร้อมกับน้ำหรอก มันอาจจะดูดซึมเข้าไปข้างใน แล้วอยู่ในรูปแบบสารละลายในผิว ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มีหลายๆแหล่งข้อมูลก็บอกว่า เกลืออุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวได้ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ ว่าจริงหรือไม่จริง และมันไปอุดตันได้อย่างไร แต่ถ้าให้เดา เกลืออาจจะไปตกผลึกในรูขุมขน ส่วนตรง Sebaceous gland หรือ ต่อมไขมัน ซึ่งองค์ประกอบหลักเป็นพวกไขมัน/น้ำมัน เกลือพวกนี้ไม่ละลายในไขมันและน้ำมัน และถ้ามีมากๆ อาจจะรวมตัวกันและตกผลึกอยู่ในนั้นก็ได้ (มั้ง)

หรือถ้าเช็ดน้ำเกลือเสร็จ แล้วไปเช็ดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มี Alcohol อีก ก่อนที่เกลือจะถูกดูดซึมเข้าผิว จะเกิดปรากฏการณ์ทางเคมีที่เรียกว่า Dehydration effect โดย Alcohol จะไปดึงน้ำออกจากสารละลายเกลือ และทำให้เกลือตกผลึกได้ง่ายขึ้น อาจจะบาดผิวได้

ส่วนหนึ่งของบทความเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลค่ะ อิงจากหลักวิทยาศาสตร์นิดหน่อย ถ้ามีความเห็นอย่างไร Discuss แลกเปลี่ยนความคิดกันได้นะคะ ยินดีค่ะ

สรุป:
จากรูป อยากบอกอะไร?
1. การขัดผิวเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป และไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความคม อย่างเกลือ (สครับน้ำตาล ยังไม่เคยเอามาส่องดูเหมือนกันค่ะ ถ้าอนาคตได้ Access เข้าใช้กล้องจุลทรรศน์ได้ จะถ่ายภาพมาอวดค่ะ)
2. เกลือขัดผิวมีความคมมาก ไม่ควรนำมาขัดหน้า
3. เกลือขัดผิวที่เอามาขัดตัว ไม่ควรขัดบ่อย ควรใช้อาทิตย์ละครั้งสองครั้งพอค่ะ
4. สครับเกลือที่มี AHA เช่น มะขามเปียก โยเกิร์ต หรือผลไม้อื่นๆ จะช่วยผลัดผิวออกได้มากกว่าเดิมอีก ควรเว้นช่วงการใช้หน่อย อย่าใช้บ่อยเกิน
5. น้ำเกลือ เอาไว้ล้างแผลดีกว่าไหม หรือเอาไว้ล้างหน้า ละก็ไปล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกทีน่าจะโอเคกว่าการเช็ดละปล่อยให้แห้งเองค่ะ