Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเสริมพลัง Autophagy สูตรใหม่ปรับฉ่ำ ATG ultrasoothe rejuvenating serum จาก dermArtlogy

รู้สึกว่าปีนี้เป็นปีแห่งการปรับสูตรใหม่ของเครือ Neopharm เลยก็ว่าได้

ล่าสุด ATG #ลูกรักบ้านมียอน ก็ได้รับการปรับสูตรให้ดีงามขึ้นด้วย และมาในโฉมใหม่ ด้วยชื่อ ATG Ultrasoothe Rejuvenating serum

แต่ใดๆ น้องก็ยังคงคุมโทนอยู่ทั้งในส่วนของดีไซน์ และธีมของส่วนผสมยังคงบำรุงได้ฉ่ำเหมือนเดิม อาจจะฉ่ำกว่าเดิมด้วยนิดๆ

สังเกตที่แพคเกจจะคล้าย ATG แต่ว่าสูตรปรับใหม่ จะมีคำว่า “Ultrasoothe” เพิ่มเข้ามาค่ะ

ส่วนตัวรู้สึกว่าเนื้อเซรั่มเบาขึ้นกว่า ATG เดิมนิดหน่อย

ตอนเกลี่ยจะค่อนข้างลื่นผิว ให้ความรู้สึกสดชื่น และสบายผิว ตอนแรกๆ จะดูชุ่มๆ

แต่ถ้าทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 นาที ก็จะซึมและแห้งไปจนหมด

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ถ้าดูจากส่วนผสม ส่วนใหญ่เป็นสารบำรุงที่มีประโยชน์ต่อผิวในด้านต่างๆ เรียกได้ว่าดูแลปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมเลยทีเดียว

โดยขอเริ่มที่กลุ่มสีชมพู กลุ่มของไขมัน และสารที่ใช้ทำ MLETM (Multi-lamellar emulsion) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรของทาง Neopharm ประเทศเกาหลี

  • MLETM ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ Fatty acid ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal

โดย MLETM ในตำรับนี้เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid, Palimitic acid และ Caprylic/capric triglycerides โครงสร้างของ MLE นั้นจะมีการจัดเรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เลยสามารถทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

อีกตัวที่เป็นส่วนประกอบของ MLE คือ Dihydroxyisopropyl capryloylcaprilamide หรือ Ceramide-5SP ซึ่งพอเอามารวมกับ Ceramide-9S และสารอื่นๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะเกิดเป็นโครงสร้างรูปแบบ Liquid crystal ที่เวลาดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ Polarized microscope จะเห็นเป็นลักษณะพิเศษที่เรียกว่า Maltese cross ซึ่งเหมือนกับการเรียงตัวของ Barrier ผิว ตามภาพ

(Image from Neopharm)

  • Phytosterols ที่เสริมเข้ามายังมีประโยชน์เพิ่มเติมในด้านการดูแลปัญหาการอักเสบและระคายเคืองของผิวได้อีกทาง

ถัดมาจะเป็นกลุ่มของ Peptide และสารบำรุงที่น่าสนใจแสดงด้วยอักษรสีบานเย็น

  • Heptasodium hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้คือ Aquatide ที่เป็นเหมือนนางเอก มีบทบาทและประโยชน์ในการเสริมกระบวนการ Autophagy ที่เกิดขึ้นภายในผิว ซึ่งเป็นเสมือนกระบวนการที่ผิวเรารีไซเคิลเอาองค์ประกอบที่มันเสื่อมสภาพมาสร้างและฟื้นฟูเป็นองค์ประกอบใหม่ ให้ผิวเราทำงานได้ดีเหมือนเดิม ขอใช้รูปเก่ามาประกอบค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจเรื่อง Aquatide สามารถตามไปอ่านเรื่องของ Aquatide แบบละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

(https://cosmeknowledge.wordpress.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/)

  • Tetracarboxymethyl hexanoyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AdiposolTM ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าน้องไปมีผลกระตุ้น Adiponectin ซึ่งเป็น Peptide hormone ชนิดหนึ่งที่สร้างจากเซลล์ไขมัน (Adipocyte) ปกติ Adiponectin จะมีบทบาทในระดับร่างกาย แต่ก็มีการพบว่า Adiponectin นั้นมีประโยชน์กับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การเสริมสร้างการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว การแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิว เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนและ Hyaluron ในธรรมชาติของผิว และลดการอักเสบระคายเคือง (Oh, et al., Biomol Ther (Seoul). 2021; Sep 28. doi: 10.4062/biomolther.2021.089.)

ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่ารังสี UV และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม อย่างมลภาวะ ไปกดการสร้าง Adiponectin เลยทำให้กระบวนการต่างๆ เหล่านี้หายไป นอกจากนี้รังสี UV ยังไปทำให้เอนไซม์ MMP มาย่อยสลายคอลลาเจนเกิดความเหี่ยวขึ้นมาอีกต่อหนึ่ง

ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ AdiopSOL กล่าวว่า สารนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ลดการสร้างเอนไซม์ MMP และลดการอักเสบในระดับหลอดทดลอง และลดรอยแดงของผิวในอาสาสมัคร

(Image from Incospharm และ AH&NS)

  • Pentasodium tetracarboxymethyl palmitoyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PTPD เป็นเปปไทด์ที่พัฒนามาเพื่อเสริมกระบวนการ Autophagy ซึ่งมีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังชนิด Atopic dermatitis เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีอาการระคายเคือง คัน ลดลง และมีความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้น (Kwon, et al. J Dermatolog Treat. 2019;30(6):558-564.) นอกจากนี้ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า PTPD ยังมีคุณสมบัติลดปริมาณของเม็ดสีผิว ผ่านการเสริมการเกิด Autophagy ของแหล่งสร้างเม็ดสีผิวอย่าง Melanocyte

(Image from Dermartlogy Thailand)

  • Dihydroxyisopropyl capryloylcaprilamide รู้จักกันในนาม K6PC-5 น้องเป็น sphingosine kinase 1 (SphK1) activator โดย SphK1 ทำหน้าที่สร้าง Sphingosine-1-phosphate (S1P) ซึ่งมีคุณสมบัติหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการเจริญ แบ่งตัวเพิ่มจำนวน หรือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า K6PC-5 สามารถเพิ่มการสร้าง involucrin และ filaggrin ซึ่งเป็น Marker หนึ่งที่บอกว่าเซลล์ผิวได้ Differentiate จนสมบูรณ์แล้ว และการทดสอบในหนูทดลองพบว่า การทา K6PC-5 สามารถปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ให้ผิวหนังมีความสมบูรณ์มากขึ้น (Hong et al., J Invest Dermatol. 2008;128(9):2166-78.) การทดสอบในหนูทดลองที่อายุเยอะ (Aging) พบว่า การทา K6PC-5 สามารถเพิ่มจำนวน Fibroblast ที่เป็นเซลล์สำคัญในการสร้างเส้นใยต่างๆ เช่น collagen ให้ผิวกระชับ แข็งแรง เสริมการสร้างคอลลาเจน และเพิ่มความหนาให้ชั้นหนังแท้ รวมถึงมีการเพิ่มจำนวนของโปรตีน involucrin, loricrin, filaggrin, and keratin 5 ซึ่งเป็นโปรตีนที่แสดงออกเมื่อผิวหนังเกิดการ Differentiate จนสมบูรณ์ (J Dermatol Sci. 2008;51(2):89-102.) มีอีกการศึกษาในโมเดลหนู Photoaged โดยให้หนูสัมผัส UV นานๆ พบว่า K6PC-5 สามารถเพิ่มคอลลาเจน และจำนวน Fibroblast รวมถึง เสริมความแข็งแรงของชั้น Stratum corneum และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ผิว (Park et al., Exp Dermatol. 2008;17(10):829-36.) อาจจะกล่าวโดยสรุป ว่า K6PC-5 ปรับสมดุลช่วยให้ผิวแข็งแรง และให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย
  • Caprylamide MEA หรือ Dualguard-7TM สารนี้มีคุณสมบัติดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคืองโดยไปลดการสร้างสารเหนี่ยวนำการอักเสบในกลุ่มของ Interleukin-17 (IL-17) เสริมกระบวนการ Autophagy ผ่านการยับยั้งโปรตีน p62 ซึ่งเป็นตัวต่อต้านการเกิด Autophagy และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน

กลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นแทนด้วยสีฟ้า จะเป็นตัว Hyaluronic acid รูปแบบดั้งเดิม และ Hydrolyzed hyaluronic acid ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง กรดอะมิโน Arginine

ถัดมาเป็นกลุ่มของสารที่ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว รวมถึงสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีด้วยกันหลายชนิด อย่างวิตามินบี 3 บี 5 Betaine, Allantoin

สูตรนี้มีการปรับเปลี่ยนสารลดการระคายเคืองจากเดิมเป็น Symsitive® (4-t-Butylcyclohexanol) ที่มีจุดเด่นคือออกฤทธิ์ Block ตัวรับส่งสัญญาณความร้อนและความเจ็บปวดชนิด TRPV-1 ให้ผลลดการระคายเคือง แสบร้อน ได้อย่างรวดเร็ว และยังไปเพิ่มความทนทาน (Tolerance threshold) ของระบบประสาทรับความรู้สึกแสบร้อน ให้ผิวเราทานทานมากขึ้น โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพในการลดความแสบร้อนจากการทา Capsaicin ในอาสาสมัคร (Ref: TDS Symsitive®)

(Image from Symrise)

ทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพในการลดความรู้สึกระคายเคือง โดยให้อาสาสมัคร 20 คน ทาผลิตภัณฑ์ที่มี Symsitive เทียบกับ ครีมเบส พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มี Symsitive เมื่อกระตุ้นด้วยการระคายเคืองแล้ว ฝั่งที่ใช้ Symsitive อาการระคายเคืองแสบร้อนลดลงได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 – 3 นาที

(Image from Symrise)

ปิดท้ายด้วยสีเขียวเป็นสารสกัดจากบัวบก ที่มีประโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นสารสกัดจากบัวบกในรูปแบบ Medical grade ในความเข้มข้นสูงถึง 50% และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็นสารพฤกษเคมีหลัก (Active phytochemicals) ในบัวบก อย่าง Madecassoside เข้ามา ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายด้าน

สารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวมากขนาดนี้ผิวจะมันไหม?

ในจุดนี้ทางแบรนด์วางแผนการตั้งตำรับมาอย่างรอบคอบโดยการเสริมเอา Zinc gluconate ที่มีคุณสมบัติกระชับรูขุมขน (Astringent) และควบคุมความมันเข้ามา

เบสเป็นแบบน้ำ มีส่วนผสมของสารที่ละลายได้ในไขมันอยู่นิดหน่อย เนื้อเลยเป็นรูปแบบกึ่งใสกึ่งขุ่น อาจเรียกเป็น Translucent (โปร่งแสง แต่ไม่ถึงกับใส) ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในภาพรวมนอกจากความโดดเด่นในแง่ของด้าน Autophagy ที่มีประโยชน์ทั้งการชะลอวัย เสริมความแข็งแรงให้กับผิวแล้ว ยังเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิดที่ดูแลผิวได้อย่างครอบคลุมจบทุกปัญหา และช่วยให้ผิวแข็งแรง และอาจได้ประโยชน์ไปถึงด้านริ้วรอย การชะลอวัย และ ไวท์เทนนิ่ง ในสูตรใหม่นี้ ATG Ultrasoothe ปรับสารลดความรู้สึกระคายเคืองมาเป็น Symsitive เอาใจวัยรุ่นใจร้อน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวเซรั่มเนื้อค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะ ซึมไว แห้งไว ถ้าใครผิวแห้งมากอาจจะยังชุ่มไม่พอ ให้ประกบคู่กับ Radiance gel moist ไป หรือ ใช้มอยส์อื่นตามชอบ เรื่องของประสิทธิภาพในการดูแลอาการแดง คัน ระคายเคือง ไม่สบายผิว ค่อนข้างลงตัว และส่วนตัวรู้สึกว่าตอบโจทย์ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy สาขาประเทศไทย ที่สนับสนุนสินค้านวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจ และขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงได้เลย

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ozkdD?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/4AfROJW4hg

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสก์หน้า The clean vegan mask สูตร AHA/BHA จาก Barulab

หลังจากที่ Blog เมื่อวานมาเล่าถึงซีรี่ส์ 10 สี 10 สูตรของ The clean vegan mask จาก Barulab ไปแล้ว

วันนี้ขอหยิบเอาสูตร AHA/BHA มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

โดยในสูตร AHA/BHA นี้ มาในซองสีส้มอมชมพูแบบนี้ค่ะ

ตัวแผ่นมาสก์ได้รับ Certified vegan และส่วนผสมของเอสเซนส์ (น้ำมาสก์) ก็ได้รับการรับรอง Vegan เช่นกันค่ะ

ภาพแผ่นมาสก์ (หลังจากที่ใช้ไปแล้ว ทิ้งไว้จนแห้งเพื่อดูลักษณะของแผ่นมาสก์) จะเห็นความเป็นเส้นใยธรรมชาติของแผ่นมาสก์

สำหรับเอสเซนส์ หรือ น้ำมาสก์ สูตรนี้จะเป็นคล้ายเซรั่มใส

ค่า pH ของเอสเซนส์ อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ในส่วนของส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของส่วนผสม

เคลมหลักของสูตรนี้คือ AHA, BHA โดย AHA ที่ทางแบรนด์เลือกมาจะเป็น Tartaric acid ร่วมกับ BHA ในฟอร์ม Betaine salicylate ที่เป็นอนุพันธ์ของ Salicylic acid โดยมีข้อมูลว่า Betaine salicylate มีความอ่อนโยนกว่า Salicylic acid และเมื่อลงผิว ผิวเราจะแปรสภาพให้ได้ Betaine ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน และ Salicylic acid ที่เป็น BHA

ส่วนผสมที่ทำสีชมพูไว้ มี Allantoin ที่มีคุณสมบัติในเรื่องของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ร่วมกับ ส่วนผสมของสารสกัดจากพืช 4 ชนิด ที่ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Baru calm complex ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ได้แก่

  • Copis Japonica Root Extract สารสกัดจากพืชในตำรับยาจีนชนิดหนึ่ง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าส่วนของรากประกอบด้วยสารกลุ่ม Alkaloid หลายชนิด เช่น Berberine, Coptisine ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Schizandra Chinensis Fruit Extract สารสกัดจากสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง มีรายงานว่า สารประกอบกลุ่ม Lignan ที่ให้ผลปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UV (PLoS One. 2015 May 15;10(5):e0127177.) และมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบในผิวหนัง (Mol Med Rep. 2015;12(2):2135-9.)
  • Glycyrhiza Glabra (Licorice) Root Extract สารสกัดจากชะเอม ที่เด่นในแง่ของการดูแลการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Zingiber Officinale (Ginger) Root Extract สารสกัดจากขิง ทางแบรนด์เคลมเรื่องของ Polyphenol ในขิงที่เป็น Antioxidant และมีสารเสริมการไหลเวียนของเลือดให้ผิวแข็งแรง

ส่วนผสมอื่นๆ

  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็น Natural moisturizing factor (NMF) ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น จับน้ำให้ผิว
  • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant ที่ดี และอาจจะให้ประโยชน์ในแง่ของการดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคืองผิว

ในส่วนของเบส นั้นมาในเบสที่เป็นแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และไม่มีสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ทางไปชอปปิ้ง รุ่นกล่อง 10 สี 10 สูตร

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ni5J5?cc

แอพส้ม https://shope.ee/na7Sc07V

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาเป็นของขวัญจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบแอนตี้ออกซิแดนท์สูตรรักษ์โลก T’else AOX Glow Essence

T’else rebrand คราวนี้ปังถึงใจจริงๆ

Blog นี้ขอหยิบเอาน้อง AOX glow essence มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ

แอบบอกก่อนเลยว่า รุ่นนี้เป็น Thailand exclusive พัฒนามาเพื่อคนไทย จำหน่ายในเมืองไทยเท่านั้นค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้

ตัวภาชนะบรรจุเป็นขวดพลาสติกที่เป็นพลาสติกรักษ์โลกชนิด 30% PCR (Post-consumer recycled material) ซึ่งช่วยลด Carbon footprint ให้กับแบรนด์ ตรงตามคอนเซปท์ eco-friendly ของแบรนด์

เนื้อเอสเซนส์ค่อนข้างเบา ถ้าเทียบกับเอสเซนส์และแอมพูลในซีรี่ส์คอมบูชา

เกลี่ยได้ง่าย ให้ฟีลเคลือบผิว ลื่นๆ นิดหน่อย เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที จะแห้ง/ซึมไปจนหมด

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ

ส่วนผสมจัดเต็มตามท้องเรื่องเช่นเคย

แบรนด์ T’else เวอร์ชั่นรีแบรนด์ จะเป็นการเบลนด์กันของสารสกัดจากพืชจากนานาประเทศ โดยแปลงมาจากคำว่า Terra + Else

  • ส่วนของ Terra ในสูตรนี้จะเป็นคอมบูชา (Camellia sinensis leaf extract หมักด้วย saccharomyces ferment filtrate) กับ โสมแดง (Panax ginseng root extract)
  • ส่วนของ Else จะเป็น Hyaluronic acid 3 ชนิดที่เติมน้ำให้ผิวได้หลายระดับแบบฉ่ำ

มาดูส่วนผสมที่น่าสนใจกันดีกว่า

Kombucha ที่ผ่านกระบวนการหมักด้วย Saccharomyces yeast ซีรี่ส์นี้ตัวใบชาอัสสัมที่เขาเลือกมา คือเป็นเกรดที่ดีที่สุด ที่สมาคมนักดื่มชารู้จักกันในนาม FTGFOP หรือ “Finest Tippy Golden Flowery Orange Pekoe”

  • ‘Orange Pekoe’ เป็นการกล่าวถึงชาทั้งใบ (whole leaf tea) โดยคำว่า Pekoe มีที่มาจากการแปลภาษาจีนผิดในช่วงแรกๆ โดยสื่อความหมายถึง White hair บนยอดอ่อนใบชา ส่วนคำว่า Orange มาจาก Dutch royal House of Orange-Nassau ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการซื้อ-ขายชาในยุคศตวรรษที่ 17
  • ส่วนอีก 3 คำ
    • Tippy หมายถึง ยอดอ่อนของใบชา
    • Golden สื่อถึงสีทองของยอดอ่อนใบชา
    • Flowery เป็นการเน้นย้ำว่ายอดอ่อนของใบชายังอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Whole leaves tea นั้นๆ (Reference: Australian Tea Centre)
  • ในใบชาเกรด FTGFOP จะประกอบด้วยสารพฤกษเคมีสำคัญๆ หลายชนิด เช่นพวก Polyphenol, Flavonoid, Catechin, Glucuronic acid ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีประโยชน์ในการชะลอวัยของผิวพรรณ
  • ผ่านกรรมวิธีการสกัดที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเคลมว่าเป็น Slow brewing technology สกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ 20 องศาเซลเซียส อย่างช้าๆ เป็นเวลา 336 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดจากคอมบูชาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีสารเติมแต่งอื่นๆ

โสมแดง (Panax ginseng root extract) เป็นโสมคุณภาพสูงที่ผ่านกรรมวิธีผ่านกระบวนการนึ่งและตากแดดจนแห้งซ้ำๆ มากกว่า 7 ครั้ง ที่ผ่านการทดสอบยืนยันว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Ginsenoside ในปริมาณสูงกว่าโสมธรรมดาถึง 8 เท่า โดยประโยชน์ของโสมในทาง Skincare นั้นค่อนข้างกว้าง และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ โดยในภาพรวมโสมจะเด่นด้านการชะลอวัย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว

สารสกัดจากจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Bifida ferment filtrate, Lactobacillus ferment และ Lactobacillus ferment lysate ที่ดูแลเรื่อง Microbiome barrier ของผิว เพื่อให้ชุมชนจุลินทรีย์ (Microbiome) ผิวอยู่ในสภาวะสมดุล และแข็งแรง คล้ายๆ สูตร Kombucha essence เพิ่มเติมคือ มี lactobacillus/soybean ferment extract ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการหมักแล้ว Isoflavone ตัวใหญ่ในรูป Glycoside ที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ จะถูกแปรสภาพเป็น Isoflavone aglycone ตัวเล็กลง มีฤทธิ์ Antioxidant เพิ่มขึ้น ให้ประโยชน์ด้านการชะลอวัย และมีรายงานว่าเป็น Phytoestrogen ให้ผิวนุ่มฟู ชุ่มชื้น

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • Pseudoceramide ตัว PC-9S (Myristoyl/Palmitoyl Oxostearamide/Arachamide MEA) ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากพืชมากมายหลายชนิด ที่ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Beauty plant complex ได้แก่ Lavender, Rosemary, Oregano และ Thyme ร่วมกับ สารสกัดอีกชุดที่ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Guardian plant shield ได้แก่ ถั่วเหลือง Willow, Cinnamon, Oregano, สน Hinoki, Baikal skullcap และ Purslane ดูแลและปกป้องผิว
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing)
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ในส่วนของเบสนั้นเป็นเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า จัดสารต้านอนุมูลอิสระมาสมชื่อ AOX ของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งดูแลผิวหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น PC-9S ที่ดูแล Barrier ผิว ส่วนผสมของพวก Pro-post biotics ที่ดูแล Microbiome, Hyaluronate หลากหลายฟอร์มเพิ่มความชุ่มชื้น เสริมสารสกัดจากพืชอีกมากมายหลายชนิดที่ให้ประโยชน์ได้หลายด้านอย่างครอบคลุม ทั้งชะลอวัย ดูแลริ้วรอย ให้ความรู้สึกสบายผิว ชุ่มชื้น อาจจะได้ไปถึง Whitening และในสูตรนี้มี Salix bark extract ที่มี Salicylic acid จากธรรมชาติ ประกบคู่มากับสารสกัดที่มีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย น่าจะให้ประโยชน์ในการดูแลสิวด้วยอีก 1 ทาง ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จะขอหักคะแนนที่น้ำมันหอมระเหยจาก Citrus ที่อาจจะก่อการแพ้แสง/ไวต่อแดดได้ แม้ว่าส่วนตัวจะลองใช้กลางวันมาแล้วไม่เจอปัญหาอะไร และคิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF ซึ่งเสี่ยงแพ้แสงน้อย แต่ไม่มีข้อมูล เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่ตัว Essence เนื้อเบา ไม่ลื่น ไม่หนึบผิว จึงยัดเข้า Routine ผิวได้ง่าย ใช้ได้ง่ายทั้งเช้าเย็น แต่ส่วนตัวก็จะเลี่ยงถ้าวันไหนต้องเจอแดดจัดๆ นานๆ จะไปใช้แค่ก่อนนอน วอร์มๆ บนมือ แล้วกดเบาๆ บนหน้า ค่อนข้างให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ช่องทางไปช้อปปิ้ง

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCJZS?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7V1GfUBxHE

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เจลล้างหน้าสำหรับผิวที่มีปัญหาสิวตัวดัง กับ SA Cleanser จาก CeraVe

สำหรับ Blog นี้จะมาเล่ารายละเอียดและวิเคราะห์ส่วนผสมของ Cleanser สูตร SA smoothing จาก Cerave กัน

ซึ่งถ้าพูดถึง Cleanser แล้ว ทาง Cerave ก็มีอยู่หลายสูตร ที่พัฒนามาตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไป อย่างที่ทางเพจได้เคยนำเสนอไว้จะมีด้วยกัน 3 สูตรแล้ว ได้แก่

  • Foaming cleanser ออกแบบมาสำหรับผิวธรรมดา – ผิวมัน
  • Hydrating cleanser ออกแบบมาสำหรับคนผิวแห้ง – ผิวแพ้ง่าย สองตัวนี้สามารถติดตามอ่านรีวิวได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2018/08/02/cerave-cleanser/ 
  • Cream-to-Foam cleanser ออกแบบมาให้โดดเด่นในด้านของการทำความสะอาดเมคอัพ ไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียวได้เลย สามารถติดตามอ่านรีวิวได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2023/03/03/cerave-creamtofoam/

Blog นี้เรามาดูน้อง SA smoothing cleanser กันบ้างนะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ 

ก่อนหน้านี้น้องเคยออกมาแล้วรอบหนึ่ง แต่เจอปัญหาว่า หลายๆ คน เจอว่า ตัวหัวปั๊มด้านในเป็นสนิม หรือมีตะกรันสีน้ำตาลแดง ดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยสมัยที่ทางแบรนด์ Launched รุ่นแรกออกมา 

ทางแบรนด์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เลยปรับหัวปั๊มใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้ค่ะ หายห่วงได้เลย

สูตรนี้มีฟองอยู่พอประมาณ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ในด้านของการทำความสะอาด เมื่อตีฟองเรียบร้อยแล้ว นวดฟองลงบนหน้าเปียกๆ จะลื่น เกลี่ยง่าย ฟองไม่หยาบกระด้างผิว หลังล้างไม่แห้งตึง

ค่า pH ของฟอง (หลังละลายน้ำแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 5 นะคะ

จะเรียกว่าเป็น Low pH cleanser ที่ไม่ทำร้าย Barrier และไม่กวนระบบ Natural skin buffer system ก็คงไม่เกินจริง

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากรวบตึงถึงประโยชน์และจุดเด่นของ Cleanser ตัวนี้ก่อน

  • สารทำความสะอาดที่ใช้ค่อนข้างอ่อนโยน และเป็น Sulfate-free 
  • มีส่วนผสมของ Niacinamide, และ Ceramides 3 ชนิด เพื่อลดการรบกวน Barrier ผิว เสริมปราการผิวให้แข็งแรง
  • ส่วนผสมของ Salicylic acid ที่นอกจากจะเด่นเรื่องการอุดตันแล้ว น้องยังเป็นสารที่แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ใช้สำหรับกรณีของผิวหยาบกร้าน และภาวะขนคุด (Keratosis pilaris) 

ซึ่งมีกรณีศึกษาจากแพทย์ผิวหนัง Dr.Tiffany Clay ที่กล่าวว่า เธอจะแนะนำ Cleanser ที่มี Salicylic acid สำหรับคนที่มีปัญหาโรคขนคุดค่ะ

(ที่มา: CeraVe UK website)

สูตรนี้ได้ผ่านการทดสอบการแพ้ และไม่อุดตัน (Non-comedogenic) 

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ขอเริ่มวิเคราะห์ส่วนผสมที่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก่อนเลยค่ะ ในวันนี้แทนด้วยสีเขียว

  • Sodium lauroyl sarcosinate เป็นสารทำความสะอาดประจุลบที่ได้จากการดัดแปลงกรดอะมิโน มีความอ่อนโยนต่อผิว
  • Cocamidopropyl hydroxysultaine เป็น Surfactant ชนิดสองประจุ (Amphotetic) มีประโยชน์ทั้งเป็นตัวเพิ่มฟอง เสริมประสิทธิภาพในการทำความสะอาด มีความอ่อนโยนกับผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ใช้ได้กับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Ref: ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)
  • Sodium methyl cocoyl taurate เป็นสารทำความสะอาดประจุลบ มีความอ่อนโยนต่อผิวเช่นกัน ให้ฟีลที่ดีตอนใช้งาน และใช้ได้กับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Ref: ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

สำหรับกลุ่มของ Barrier Lipids จะเป็นตัวเบลนด์ของ Ceramide NP, Ceramide AP และ Ceramide EOP ร่วมกับ Cholesterol และ Phytosphingosine ที่เป็นสารตั้งต้นของเซราไมด์ในผิว

สำหรับสารที่ผลัดผิวนอกจาก Salicylic acid ที่เป็น BHA แล้ว ยังเสริม Gluconolactone ที่เป็น PHA ที่ให้ประโยชน์ต่อสิวอยู่ด้วย

เสริมสารบำรุงด้วย Niacinamide ที่ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว และมีประโยชน์อื่นๆ มากมายต่อผิว ร่วมกับ Hydrolyzed hyaluronic acid ที่เติมน้ำให้ผิว

ในภาพรวมก็อาจจะสรุปได้ว่า เป็น Cleanser ที่น้อยแต่มาก พัฒนาสูตรมาได้ค่อนข้างดี ใช้ Surfactant ที่มีความอ่อนโยน เหมาะกับทุกสภาพผิว แต่ก็ยังทำความสะอาดได้ดี และเสริมไขมันที่เป็น Barrier ผิวเข้ามาด้วย
เพราะพื้นฐานผิวที่ดีต้องเริ่มจากการมี skin barrier ที่แข็งแรงนะคะ

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด มีความอ่อนโยนสูง ให้ฟองที่ดี ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารทำความสะอาดที่เลือกใช้มานั้นไม่รบกวนระบบเก็บกักน้ำของผิว และระบบ Skin pH buffer ที่รักษาค่า pH ของผิว ซึ่งก็น่าสนใจเพราะค่า pH ของฟองหลังละลายน้ำที่ทางนี้วัดได้ยังอยู่ที่ 5 ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่น ในด้านของสารบำรุง ทางแบรนด์เน้นไปที่การดูแลระบบความชุ่มชื้นของผิวโดยการเติมพวก Barrier lipids เข้ามา ใช้ BHA-PHA ดูแลเรื่องผิวหยาบกระด้าง และ BHA ดูแลเรื่องขนคุด พร้อมทั้งเสริมวิตามินบี 3 กับ Hyaluronic acid เข้ามาด้วย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวต้องยอมรับว่าค่อนข้างติดน้ำหอมในกลุ่ม Cleansing พอควร แรกๆ ที่ใช้ Cleanser แบบไม่มีน้ำหอมจะรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ในด้านของฟีลลิ่งหลังล้าง คิดว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่แห้งตึง ไม่ระคายเคือง แต่ด้วยเราก็จะเติมมอยส์เจอร์คืนให้ผิวหลังล้างทำความสะอาดอยู่แล้วค่ะ เลยไม่แน่ใจว่าถ้าทิ้งไว้นานๆ จะเป็นอย่างไร ด้านความสะอาดคิดว่าทำมาได้ดี ขวดเดียวใช้ได้ทั้งหน้าทั้งตัว ในส่วนของเรื่องขนคุด หรือผิวหยาบกระด้าง ทางนี้ไม่ได้มีปัญหาในจุดนี้เลยไม่แน่ใจเหมือนกัน ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบนะคะ และขอขอบคุณทางแบรนด์ Cerave สาขาประเทศไทยด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้

สำหรับรายละเอียเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/CeraveThailandOfficial

ทางไปช้อปปิ้ง

แอปส้ม https://bit.ly/3TQLnBm

แอปฟ้า https://s.lazada.co.th/s.naseO?cc

#เซราวีคลีนเซอร์ผิวแข็งแรง #CeraVeThailand

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Cerave สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีม Kombucha Hydro Glow cream จาก t’else

วันก่อนทางเพจได้นำเสนอส่วนผสมของ Essence และ เซรั่ม ในไลน์ Kombucha ของ T’else ไปแล้ว วันนี้ขอหยิบเอาครีมมาวิเคราะห์ต่อกันเลยค่ะ

ขออวดโฉมผลิตภัณฑ์ในไลน์ Kombucha อีกรอบ

ท่านที่พลาดไปสามารถกลับไปรับชมรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของ Essence และ เซรั่ม (Ampoule) ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<

วันนี้ขอหยิบครีมมารีวิวแยก เพราะว่าครีมนี่ฉ่ำไม่เบานะคะ ฉ่ำยังไง เดี๋ยวเล่า

น้องมาในกระปุกหน้าตาแบบนี้ค่ะ

กระปุกใช้วัตถุดิบพลาสติกที่เป็นพลาสติกรักษ์โลกชนิด 50% PCR (Post-consumer recycled material) ซึ่งช่วยลด Carbon footprint ให้กับแบรนด์ ตรงตามคอนเซปท์ eco-friendly ของแบรนด์

เนื้อครีมจะค่อนข้างข้น มีกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันหอมระเหย

แม้ว่าจะค่อนข้างข้น แต่ก็เกลี่ยง่าย ให้ความโกลว์ชุ่มฉ่ำ แต่ไม่ถึงกับเหนียวเหนอะหนะ

ซึ่งความโกลว์นั้นแลดูจะมากกว่า ตัว Essence และ Ampoule

ถ่ายด้วยแฟลชเพื่อดูความโกลว์

สูตรนี้ไม่ได้วัดค่า pH นะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับตัวครีม ส่วนผสมจะคล้ายๆ กับเพื่อนๆ ในไลน์

สำหรับส่วนผสมในภาพรวม ที่ดูเด่นจะเป็นตัว Kombucha ที่ผ่านกระบวนการหมักด้วย Saccharomyces yeast

ซีรี่ส์นี้ตัวใบชาอัสสัมที่เขาเลือกมา คือเป็นเกรดที่ดีที่สุด ที่สมาคมนักดื่มชารู้จักกันในนาม FTGFOP หรือ “Finest Tippy Golden Flowery Orange Pekoe”

‘Orange Pekoe’ เป็นการกล่าวถึงชาทั้งใบ (whole leaf tea) โดยคำว่า Pekoe มีที่มาจากการแปลภาษาจีนผิดในช่วงแรกๆ โดยสื่อความหมายถึง White hair บนยอดอ่อนใบชา ส่วนคำว่า Orange มาจาก Dutch royal House of Orange-Nassau ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการซื้อ-ขายชาในยุคศตวรรษที่ 17

ส่วนอีก 3 คำ

Tippy หมายถึง ยอดอ่อนของใบชา

Golden สื่อถึงสีทองของยอดอ่อนใบชา

Flowery เป็นการเน้นย้ำว่ายอดอ่อนของใบชายังอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Whole leaves tea นั้นๆ (Reference: Australian Tea Centre)

ในใบชาเกรด FTGFOP จะประกอบด้วยสารพฤกษเคมีสำคัญๆ หลายชนิด ดังภาพ

(Image from T’else Korea Official Website)

จากแบรนด์เคลมก็เป็นไปตามงานวิจัยว่าในการหมักชาจะได้สารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์หลายชนิด รวมทั้ง Glucuronic acid ออกมาด้วย (Bishop et al., Beverages 2022, 8(3), 45)

สำหรับกรรมวิธีการสกัดนั้นทางแบรนด์ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Slow brewing technology สกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ 20 องศาเซลเซียส อย่างช้าๆ เป็นเวลา 336 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดจากคอมบูชาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีสารเติมแต่งอื่นๆ

โดยผลิตภัณฑ์ในซีรี่ส์นี้ ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ และการระคายเคืองในอาสาสมัครแล้วเรียบร้อย

สำหรับการใช้ Kombucha จากชาดำแบบทาภายนอกในเชิงเครื่องสำอางนั้น แบบเอามาทาตรงๆ ตอนที่ค้นใน Pubmed เมื่อ 18 ก.พ. 67 ยังไม่พบ แต่จะเจอการใช้สารสกัดจาก Kombucha มาใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Intradermal) ในหนูทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มปริมาณคอลลาเจน และการทำงานของผิวหนังผ่านการเสริมระบบ NAD+ /NADH level ซึ่งจะช่วยให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น และอาการของริ้วรอยต่างๆ ดีขึ้นต่อไป (Pakravan, et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.) แต่ถ้าเป็น Kombucha ที่เอามาหมักร่วมกับพืชอื่นก็พอมีอยู่หลายฉบับ

จากองค์ประกอบของสารพฤกษเคมีใน Kombucha ที่มีรายงาน เราอาจจะอนุมานได้ว่า Kombucha นั้นจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีประโยชน์ในการชะลอวัยของผิวพรรณ

ส่วนผสมอื่นๆ ดังนี้

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Sodium hyaluronate ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • Pseudoceramide ตัว PC-9S (Myristoyl/Palmitoyl Oxostearamide/Arachamide MEA) ที่สามารถฟอร์มเป็น MLE เพื่อดูแล Barrier ผิว ร่วมกับสารไขมัน อย่าง Shea butter, meadowfoam seed oil และ Phytosterol
  • สารต้านระคายเคือง + ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) จัดเต็มแบบฉ่ำ
    • Allantoin
    • Biosaccharide gum-1
    • Acetyl dipeptide-1 cetyl ester
  • สารสกัดจากพืชอีกมากมายหลายชนิด ที่ให้ประโยชน์ที่ดีหลายประการกับผิว

ในภาพรวมก็คือเป็นครีมมอยส์เจอไรเซอร์ที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว แต่ในเบสก็ยังคงมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากพืชในตระกูล Citrus ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง น้องเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง มีการใช้ MLE เข้ามาเสริมเพื่อให้ได้ความสามารถในการดูแลผิวให้แข็งแรง พร้อมด้วยตัว Kombucha ที่เป็น Antioxidant ที่ดี มี Hya ที่มีประโยชน์เรื่องความชุ่มชื้น และเสริมสารสกัดจากพืชมาอีกหลายชนิด ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หักคะแนนเรื่องของ Citrus oil ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการไวต่อแสง (Photosensitivity) แต่อย่างที่ได้เล่าให้ฟังว่า ในตลาดเครื่องสำอางมีการสกัดเอาสารไวต่อแดดอย่าง Furocoumarin ออก ได้เป็น Citrus oil เกรด FCF ซึ่งจุดนี้คิดว่าแบรนด์คงเลือกมาดีแล้ว แต่ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่น้องเป็นครีมที่ค่อนข้างชุ่มชื้น ส่วนตัวที่มีผิวผสม/แห้งอยู่แล้วเลยค่อนข้างชอบเป็นพิเศษ เอาเป็นครีมรับจบตัวเดียวในตอนเช้าก่อนลงกันแดดแล้วออกบ้านก็พอได้ ไม่สังขยาในระหว่างวัน แต่จะชอบใช้เป็นไนท์ครีมมากกว่า ในด้านความชุ่มชื้น ความสบายผิว นี่ว่าเริ่ด เอาไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/AKLS2XEQ7A

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCqkH?cc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมและมาสก์ชีท 10 ดรุณีไฮยา Blue Agave จากแบรนด์ T’else

หลังจากที่ใน Blog ก่อน ได้หยิบเอากลุ่มสกินแคร์จากแบรนด์ t’else ในไลน์ Kombucha ไปแล้ว วันนี้มาถึงคิวของไลน์ Blue Agave กันบ้างค่ะ

สำหรับท่านที่พลาดสามารถรับชมได้ที่ลิงค์นี้นะคะ >>Click<<

โดยสินค้าในไลน์ Blue Agave นี้มีด้วยกัน 2 ชิ้น คือ ครีม กับ มาสก์ชีทค่ะ

เริ่มจากครีมก่อน

น้องมาในกระปุกหน้าตาประมาณนี้

ตัวกระปุกผลิตจาก Plastic 50%PCR (Post-consumer recycled) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรักษ์โลกตามคอนเซปท์ของแบรนด์

เนื้อครีมเป็นสีฟ้าอ่อนๆ จริงๆ จะมีตัวแคปซูลกระจายอยู่ด้วยค่ะ แต่กล้องเก็บภาพไม่ค่อยชัด

สำหรับตัว Capsule นี้ก็คือ ทางแบรนด์เคลมว่าใช้เก็บกัก Hyaluronic acid 10 โมเลกุลที่มีขนาดและประโยชน์ในการบำรุงผิวแตกต่างกันออกไป

(Image from T’else Korea Official Website)

เนื้อครีมจะมีความพิเศษอีกจุด คือ นอกจากการมี Capsule เล็กๆ แล้ว น้องจะมีความลื่นและเหลวลงเมื่อเราเกลี่ย ซึ่งอาจเรียกแบบสวยๆ ว่า Shear thinning คือ ความหนืดลดลงเมื่อให้แรงสัมผัส

ก่อนเกลี่ย

เริ่มเกลี่ย

ซึ่งฟีลตรงเนี้ย จะบอกว่า คือ สดชื่นอิ่มเอมเปรมปรีดิ์เว่อร์

แล้วพอเกลี่ยเสร็จทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก็จะไม่เหลือความเหนอะหนะ แต่ยังรู้สึกว่าผิวนุ่มชุ่มชื้น

เอาไปแช่เย็นแล้วตักมาซักนิดหน่อย มาละเลงบนหน้าเวลาเหนื่อยๆ คือ ดี๊ย์ดีย์

สำหรับในไลน์ Blue agave นั้น ในตาม Concept ของ T’else คือ Terra + Else โดย Terra ก็คือ ตัวสารสกัดจาก Blue agave (Agave tequilana Leaf Extract) ซึ่งผ่านกรรมวิธีสกัดที่เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ ที่เรียกว่า Air Brewing 100TM technology ที่รอคอยกว่า 100 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดที่ดึงเอาพฤกษเคมีออกมาจาก Blue agave ที่เป็นพืชหายากได้อย่างคุ้มค่าและสมบูรณ์

โดยวิธีนี้ทางแบรนด์ก็เคลมว่า สามารถลดการปลดปล่อย Carbon dioxide สู่บรรยากาศได้ถึง 33% และประหยัดพลังงาน รวมทั้งไม่สร้าง by product ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สมกับคอนเซปท์ “Little things change everything” ของแบรนด์ ที่เอาใจใส่ในทุกมิติ

ส่วนของ Terra คือ Blue Agave แล้ว ส่วนของ Else จะเป็นการเลือกใช้ Hyaluronic acid 10 อนุพันธ์ 10 รูปแบบ ที่มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป 10 โมเลกุล 10 คุณประโยชน์

(Image from T’else Thailand)

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและการระคายเคืองในอาสาสมัคร ว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

และในด้านของประสิทธิภาพก็คือไม่เบาเลย

เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังชั้น Stratum corneum ได้ทุกระดับชั้นผิว ชั้นบน เพิ่ม 368% ชั้นล่าง เพิ่ม 165%

อันนี้ทางแบรนด์ก็เคลมว่าแบบ เออ คงจะดีกว่าถ้าทาแล้วมันซึมลงไปมอยส์ด้านล่างด้านในด้วย ไม่ใช่แค่มอยส์แต่บนๆ

ส่วนของภาพถ่ายความชุ่มชื้นก็บอกเช่นเดียวกันว่าผิวชุ่มชื้นขึ้น

สำหรับส่วนผสมก็คือจัดหนัก จัดเต็มจริงๆ

เริ่มต้นด้วยพระเอกของงานก่อน

  • สารสกัดจาก Blue agave (Agave tequilana leaf extract) ใน Agave ประกอบด้วย สารกลุ่ม Polysaccharide จำพวก Fructan และ Inulin ที่มีประโยชน์ในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น Prebiotic ซึ่งเจ้า Fructan นี่แหละ ที่สำคัญในการเก็บกักน้ำให้แก่ต้น Agave มีชีวิตรอดในทะเลทรายอันแห้งแล้งได้ นอกจากนี้ยังมี Claim ว่าใน Blue agave ยังประกอบด้วย Flavonoids ซึ่งเป็น Antioxidant และ Saponin หนึ่ง ที่มีชื่อว่า cantalasaponin-1 แต่อันนี้แยกมาจาก Agave americana มีรายงานว่ามีฤทธิ์ในการลดการอักเสบในหนูทดลอง (Molecules. 2013;18(7):8136-46.) ซึ่งก็อาจจะมีใน A. tequilana เหมือนกัน
  • Hyaluronic acid 10 ชนิด ที่บำรุงผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นได้ถึง 10 ระดับชั้นผิว ดังที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้า ตัวที่น่าสนใจแล้วค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์จะเป็นกลุ่มของ Silanol derivative เช่น Dimethylsilanol hyaluronate และ hyaluronate dimethylsilanol ที่เป็น Hybrid ของไฮยา กับ Organic silicon ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า นอกจากเรื่องชุ่มชื้น ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการชะลอวัย ดูแลเรื่องริ้วรอยได้อีก 1 กรุบ
  • สารเพิ่มความชุ่มชื้นอื่นๆ เช่น Sodium PCA ที่เป็น Natural moisturizing factor ช่วยผิวจับน้ำ ประกบมากับน้ำมัน Jojoba และ Moringa (มะรุม) ที่มีกรดไขมันจำเป็น

  • ส่วนผสมที่เด่นเรื่อง Soothing effect ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ซึ่งแทนด้วยอักษรสีชมพู มาทั้ง Allantoin, Hydroxyacetophenone ซึ่งนอกจากคุณสมบัติ Soothing ยังเสริมฤทธิ์สารกันเสียในสูตรอีกทาง, Rose water และ Dipotassium glycyrrhizate
  • Adenosine เด่นเรื่องการดูแลริ้วรอย
  • สารสกัดพืชอีกมากมายหลากหลายชนิด ให้ประโยชน์กับผิวหลายอย่าง ทั้งเป็น Antioxidant, Whitening และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

ในส่วนของเบสเป็นเนื้อครีมแบบ Water-based emulsion แต่น้องมี Ethylhexyl palmitate ที่อาจจะอุดตันได้ในบางคน แต่ส่วนตัวก็ใช้มาราวๆ เดือนครึ่ง ยังไม่เจอปัญหาใดๆ ค่ะ

ส่วนผสมที่เหลือคือเลือกมาได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่ง จุดเล็กจุดน้อย อย่างการปรับค่า pH ที่เรานิยมใช้ Triethanolamine มาปรับ แต่น้องดันมีวาระซ่อนเร้นว่าอาจจะไปจับกับพวกสารบางชนิดแล้วทำให้เกิด Nitrosamine ที่อาจจะก่อมะเร็ง แต่เอาจริงมันเกิดยากมาก เพราะต้องใช้อุณหภูมิสูงมาก แต่แบรนด์ก็ไม่ได้ใส่มา เปลี่ยนมาใช้ Tromethamine ที่เป็นมิตรกว่ามาปรับค่า pH ให้เหมาะสมกับผิวแทน

ในภาพรวมก็คือ ฉ่ำอยู่ (ที่แปลว่าฉ่ำจริงๆ)

ถัดมาเราลองมาดูมาสก์ชีทกันบ้างนะคะ น้องมาในซองสีน้ำเงินค่ะ

ตัวน้ำมาสก์จะเป็นเนื้อคล้ายเซรั่ม/เจล เป็นเบสแบบใส

ค่า pH ของน้ำมาสก์อยู่ที่ ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

แผ่นมาสก์ค่อนข้างโดดเด่นนะคะ แนบสนิทไปกับผิว

ตัวแผ่นมาสก์เป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตร ที่ผลิตจากเส้นใยไผ่ ย่อยสลายได้ 100% ซึ่งผ่านการทดสอบ Biodegradability มาแล้ว และทางแบรนด์เคลมว่าเป็น “Water hole sheet” เวลาวางบนผิวน้องจะหดตัว 2 Step ก่อนจะแนบสนิทไปกับผิว

(ภาพจาก T’else Thailand)

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าดูจากส่วนผสม สูตรของมาสก์จะค่อนข้างเด่นในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นแบบชุ่มฉ่ำ สมกับเป็นแผ่นมาสก์ที่มาสก์แล้วให้การบำรุงฟื้นฟูผิวในยามเร่งด่วนจริงๆ

ในด้านของสารบำรุงจะมาคล้ายๆ กับ รุ่นครีม จะมีจุดที่แตกต่างเล็กน้อย

  • เสริม Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 เข้ามา ซึ่งน้องก็มีประโยชน์ในการบำรุงผิวหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ Barrier ผิว รวมไปถึง Whitening ซึ่งมารวมกับสารสกัดจากพืชบางชนิด เช่น ขมิ้น ก็น่าจะได้ประโยชน์ในตรงนี้อยู่
  • เสริมกลุ่ม Soothing ให้ฉ่ำขึ้น ด้วย โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และ Pantolactone ที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่น้องเป็นตัวตั้งต้นของ Panthenol อีกที มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ดี และมีเคลมว่าผิวเราจะเปลี่ยนน้องเป็น Panthenol และ Pantothenic acid ในผิวได้ต่อไป
  • ส่วนผสมยังมี Claim ถึงเรื่องการเปิดประตูน้ำด้วย Electrolyte ที่สำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ Potassium (จาก Potassium hyaluronate, Potassium aspartate), Sodium (จาก Sodium hyaluronate) และ Magnesium จาก (Magnesium aspartate)
  • สำหรับ Magnesium aspartate พอมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบอยู่ว่า มีประโยชน์ในการลดการระคายเคืองของผิวเสริมเข้ามา

ในภาพรวมเบสนี้ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกัน

ถ้าเป็นการให้คะแนนของครีม จะขอให้ที่ 5/4/5 โดยหักคะแนนของ ส่วนผสมอื่นๆ ไป 1 คะแนนด้วยความที่น้องมี Ethylhexyl palmitate อยู่ในสูตร

ถ้าเป็นการให้คะแนนมาสก์ จะขอให้ที่ 5/5/5 เต็มที่ไม่หักค่ะ

เอามาเฉลี่ยๆ กัน เหลือ 5/4.5/5 แล้วกันเนาะ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

สายชอปปิ้งเรียนเชิญได้ค่ะ

สูตรครีม

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCqFK?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/30YrJBPHvd

มาส์กชีท

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCsQd?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7fKgtH5RBG

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม น้ำตบและแอมพูล Kombucha เวอร์ชั่นใหม่ จาก T’esle

ใครเป็นแฟนน้ำตบ Kombucha ของ T’else บ้าง

น้องกลับมาแล้ว มาในโฉมใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

กลับมาคราวนี้ในซีรี่ส์ Kombucha มาด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์ค่ะ

ซึ่ง Blog นี้จะหยิบเอาเอสเซนส์กับแอมพูลมาวิเคราะห์ส่วนผสมก่อนนะคะ

โดยซีรี่ส์นี้ตัวใบชาอัสสัมที่เขาเลือกมา คือเป็นเกรดที่ดีที่สุด ที่สมาคมนักดื่มชารู้จักกันในนาม FTGFOP หรือ “Finest Tippy Golden Flowery Orange Pekoe”

‘Orange Pekoe’ เป็นการกล่าวถึงชาทั้งใบ (whole leaf tea) โดยคำว่า Pekoe มีที่มาจากการแปลภาษาจีนผิดในช่วงแรกๆ โดยสื่อความหมายถึง White hair บนยอดอ่อนใบชา ส่วนคำว่า Orange มาจาก Dutch royal House of Orange-Nassau ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการซื้อ-ขายชาในยุคศตวรรษที่ 17

ส่วนอีก 3 คำ

Tippy หมายถึง ยอดอ่อนของใบชา

Golden สื่อถึงสีทองของยอดอ่อนใบชา

Flowery เป็นการเน้นย้ำว่ายอดอ่อนของใบชายังอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Whole leaves tea นั้นๆ (Reference: Australian Tea Centre)

ในใบชาเกรด FTGFOP จะประกอบด้วยสารพฤกษเคมีสำคัญๆ หลายชนิด ดังภาพ

(Image from T’else Korea Official)

ซึ่งก็เป็นไปตามงานวิจัยว่าในการหมักชาจะได้สารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์หลายชนิด รวมทั้ง Glucuronic acid ออกมาด้วย (Bishop et al., Beverages 2022, 8(3), 45)

ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่า ผ่านกรรมวิธีสกัดด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Slow brewing technology สกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ 20 องศาเซลเซียส อย่างช้าๆ เป็นเวลา 336 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดจากคอมบูชาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีสารเติมแต่งอื่นๆ

สำหรับผลิตภัณฑ์ในซีรี่ส์นี้ ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาแล้วว่า

  • ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ใน 2 สัปดาห์

(Image from T’else Korea official website)

โดยขอเริ่มที่ตัว Essence กันก่อน น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ตัวแพคเกจมาในขวดพลาสติกที่เป็นพลาสติกรักษ์โลกชนิด 30% PCR (Post-consumer recycled material) ซึ่งช่วยลด Carbon footprint ให้กับแบรนด์ ตรงตามคอนเซปท์ eco-friendly ของแบรนด์

บนฝากล่องด้านในก็จะมีอธิบายวิธีการแยกรีไซเคิลหล และรายละเอียดพลาสติกว่าเป็น 30% PCR ด้วย

เนื้อเอสเซนส์จะเป็นแบบใส มีความหนืดเล็กน้อย มีกลิ่นหอมจางๆ จากน้ำมันหอมระเหย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว ไม่หนึบผิว แต่ยังให้ความชุ่มชื้น และให้ความโกลว์สมชื่อ

ใช้แสงแฟลชเก็บภาพความโกลว์ หลังทาเกลี่ย แล้วทิ้งไว้ 1 นาทีค่ะ

ในส่วนของค่า pH นั้นอยู่ที่ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้

สำหรับส่วนผสมในภาพรวม ที่ดูเด่นจะเป็นคอมบิเนชั่นของตัว Kombucha ที่ผ่านกระบวนการหมัก และสารสกัดจากจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Bifida ferment filtrate, Lactobacillus ferment และ Lactobacillus ferment lysate ที่ดูแลเรื่อง Microbiome ของผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรง

สำหรับการใช้ Kombucha จากชาดำแบบทาภายนอกในเชิงเครื่องสำอางนั้น แบบเอามาทาตรงๆ ตอนที่ค้นใน Pubmed เมื่อ 18 ก.พ. 67 ยังไม่พบ แต่จะเจอการใช้สารสกัดจาก Kombucha มาใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Intradermal) ในหนูทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มปริมาณคอลลาเจน และการทำงานของผิวหนังผ่านการเสริมระบบ NAD+ /NADH level ซึ่งจะช่วยให้ผิวทำงานได้ดีขึ้น และอาการของริ้วรอยต่างๆ ดีขึ้นต่อไป (Pakravan, et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17(6):1216-1224.) แต่ถ้าเป็น Kombucha ที่เอามาหมักร่วมกับพืชอื่นก็พอมีอยู่หลายฉบับ

จากองค์ประกอบของสารพฤกษเคมีใน Kombucha ที่มีรายงาน เราอาจจะอนุมานได้ว่า Kombucha นั้นจะมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีประโยชน์ในการชะลอวัยของผิวพรรณ

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ส่วนผสมอื่นๆ ก็จะเน้นสารกลุ่ม Humectant solvent ตัวที่ให้ฟีล rich แบบชุ่มฉ่ำเข้ามา ที่เหลือก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ส่วนผสมอื่นๆ ก็จะเน้นสารกลุ่ม Humectant solvent ตัวที่ให้ฟีล rich แบบชุ่มฉ่ำเข้ามา ที่เหลือก็ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวค่ะ

ส่วนตัว Ampoule นั้น ก็จะทำมาคล้ายๆ กับ เอสเซนส์

หน้าตาเป็นแบบนี้

ตัวแพคเกจเป็นขวดดรอปที่ทำจาก 30% PCR plastic เช่นเดียวกัน

เนื้อแอมพูลจะมีความข้นหนืดกว่าเอสเซนส์ มีกลิ่นจางๆ ของน้ำมันหอมระเหย

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย จะให้ฟีลเคลือบลื่น และชุ่มผิวมากกว่าเอสเซนส์

มีความโกลว์เช่นเดียวกัน

ภาพถ่ายความโกลว์ด้วยแสงแฟลช หลังทาเกลี่ย แล้วทิ้งไว้ 1 นาที

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 เช่นกันค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ส่วนผสมจะคล้ายๆ กับตัว Essence นะคะ เพียงแต่จะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย

  • Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน นอกจากเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้น น้องยังให้ประโยชน์ในการดูแลด้านการระคายเคืองผิว
  • Malt extract ถ้าเป็นสารสกัดจากบริษัท Dermalab ประเทศเกาหลีจะมีเคลมเกี่ยวกับการดูแลผิวที่อักเสบระคายเคืองง่ายอยู่
  • Curcuma longa root extract สารสกัดจากขมิ้นชัน ที่เป็น Antioxidant ที่ดี และอาจจะให้ประโยชน์ในแง่ของ Whitening
  • Corallina officinalis extract สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง เป็น Antioxidant

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

สำหรับ Blog นี้ขอหยิบเอาตัวเอสเซนส์มาเป็นตัวที่ให้คะแนนนะคะ

  1. สารบำรุง เลือกใช้มาค่อนข้างดี นอกจาก Kombucha แล้ว ยังเสริมพวก Probiotic/Postbiotic ที่ปรับสมดุลดูแลไมโครไบโอมให้ผิวแข็งแรงไปอีก 1 กรุบ เมื่อเอามาใช้ร่วมกับ Hya ก็จะดูแลให้ผิวชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี โดยรวมก็คือทำมาได้ครบสมกับที่ Kombucha essence ชิ้นหนึ่งพึงจะมี ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ หักคะแนนเรื่องของ Citrus oil ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการไวต่อแสง (Photosensitivity) แต่อย่างที่ได้เล่าให้ฟังว่า ในตลาดเครื่องสำอางมีการสกัดเอาสารไวต่อแดดอย่าง Furocoumarin ออก ได้เป็น Citrus oil เกรด FCF ซึ่งจุดนี้คิดว่าแบรนด์คงเลือกมาดีแล้ว แต่ขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ในด้านของฟีลลิ่ง จะค่อนข้างชุ่มชื้น ใช้ได้ทั้งกับสำลี และกับมือ แต่ตอนใช้กับสำลี เนื้อจะไม่ค่อยซับกับสำลีเท่าไหร่ ใช้กับมือวอร์มๆ แล้วทาจะฟินกว่า ในด้านของการดูแลผิว ส่วนตัวคิดว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ในแง่ของผิวนุ่ม ชุ่มชื้น ส่วนเรื่องรูขุมขนทางนี้ลองมา 2 สัปดาห์ และไม่ได้เป็นคนรูขุมขนกว้าง เลยยังตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ก็รู้สึกว่ารองพื้นกับแป้งตกร่อง ตกรูได้น้อยลง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ทางไปตำ Essence

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.mQN1s?cc

แอพส้ม https://shope.ee/4AbeqXvyJl

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมบำรุงฟื้นฟูผิวสูตรปรับปรุงใหม่ Cicaplast Baume B5+ จาก La Roche-Posay ด้วยนวัตกรรม Tribioma

ถ้าพูดถึงมอยส์เจอไรเซอร์ที่น่าสนใจแล้ว กลุ่มซีรี่ส์ Cicaplast น่าจะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นอีกผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์ที่ดูแลฟื้นฟูปรับสภาพผิวท็อปฮิตชิ้นหนึ่งของทาง La Roche-Posay เลยทีเดียว

ดังนั้น ใน Blog นี้จึงขอหยิบเอาน้อง Cicaplast Baume B5+ (อ่านว่า ซิคาพลาส โบม บี5+) รุ่นปรับปรุงใหม่มาวิเคราะห์ส่วนผสมซักหน่อย

น้องจะมาในกล่องหน้าตาแบบนี้นะคะ

ชื่อเต็มๆ ของน้องคือ Cicaplast Baume B5+ Ultra-repairing soothing balm

แพคเกจด้านในเป็นแบบหลอด ขนาดที่ทางนี้ใช้อยู่จะอยู่ที่ 40 ml ค่ะ ซึ่งในท้องตลาดจะมีจำหน่ายอยู่ที่ 3 ขนาด คือ 15 ml, 40 ml และ 100 ml

ข้อดีของน้องก็คือ ใช้ได้ทั้งกับใบหน้าและผิวกายไปเลย

เนื้อมาในครีมข้นคล้ายบาล์ม

เกลี่ยเสร็จแล้วจะให้ความรู้สึกสบายผิว มีชั้นฟิล์มเคลือบผิว และให้ความชุ่มชื้นค่อนข้างมาก แต่ไม่เหนียว เหนอะหนะ

สำหรับผลิตภัณฑ์นี้ ทางแบรนด์มีผลการทดสอบรองรับถึงประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวที่เสียหาย และลดโอกาสเกิดแผลเป็น ในระดับของหลอดทดลองและในอาสาสมัคร 21 รอยโรค ทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และหลังจากการทำหัตถการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Laser, peeling, dermabrasion, cryotherapy รวมไปถึงอาการไม่สบาย/ระคายเคืองผิวหลังหัตถการ

สูตรใหม่นี้ Formulate มาด้วย หลักการ Microbiome science เน้นปรับสมดุล Microbiome ของผิวภายใต้เทคโนโลยี Tribioma เป็น Prebiotic complex ที่เป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์ La Roche-Posay ผ่านการค้นคว้าวิจัยจนได้คอมบิเนชั่นที่เหมาะสมและผ่านการทดสอบว่าช่วยสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่ดีอย่าง Streptococcus epidermidis ที่เป็นสายรีแพร์ผิว (Pro-repair bacteria) และยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรค จึงเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ และทำให้ผิวเรามีสุขภาพดี ผ่านการทดสอบว่าสามารถฟื้นฟู Barrier ผิวได้ตั้งแต่วันแรกที่ทา

นอกจากนี้ก็ยังเสริมสารบำรุงเข้ามาอีกหลายชนิด ที่ทางแบรนด์เลือกมาให้เสริมกันอย่างลงตัว ซึ่งจะได้เล่าต่อไปในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสม

ส่วนตัวไม่ได้ทำหัตถการอะไร ปัญหาผิวของเราที่รู้สึกว่าน้องตอบโจทย์ คือถ้ามีฝุ่นเยอะ ช่วงแก้มจะแดงและรู้สึกไม่สบายผิว หรืออย่างตอนนี้ที่อากาศแห้ง ผิวลอกเป็นขุย เราก็เลือกใช้น้องเป็น Everyday moisturizer ทางนี้จะทาในช่วงก่อนนอน อารมณ์เหมือนเป็นตัวป้องกันไม่ให้ผิวมันเคืองขึ้นมา ก็คือเวิร์ค ชอบ ฉ่ำ

มาดูบทวิเคราะห์ส่วนผสมอย่างละเอียดดีกว่าค่ะ

สำหรับส่วนผสมวันนี้ทำไว้หลากหลายสีเลยค่ะ

โดยส่วนแรกคอมบิเนชั่นนวัตกรรม Tribioma นั้นมีเคลมเกี่ยวกับการสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่ดีอย่าง Streptococcus epidermidis ที่เป็นสายรีแพร์ผิว (Pro-repair bacteria) และยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรค จึงเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ และทำให้ผิวเรามีสุขภาพดี น้อง Cicaplast Baume B5+

ซึ่งถ้าดูที่ส่วนผสมเราจะเจอสารที่มีประโยชน์ในการปรับสมดุลและดูแล Microbiome อยู่ค่ะ

  • Alpha-glucan oligosaccharides ซึ่งเป็น Prebiotics ที่เสริมการเจริญของจุลินทรีย์เจ้าบ้าน จุลินทรีย์ที่ดีบนผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Vitreoscilla ferment เป็นสิทธิบัตรของทาง L’oreal ชิ้นหนึ่งที่เราจะคุ้นหูในเครือของ Biotherm ซึ่งน้องมีประโยชน์กับผิวหลายประการเลยทีเดียว ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งเมื่อปี 2013 ทดสอบประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ Vitreoscilla filiformis ที่เลี้ยงในน้ำแร่ลาโรช พบว่าให้ประโยชน์ในการเพิ่มสาร Antioxidant และเอนไซม์ที่ช่วยปกป้องและ Detox ตนเองของผิวในระดับผิวหนังจำลอง (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2013; 6:191-6.) ซึ่งแปลความได้ว่า น้องมีประโยชน์ในการการเสริมสร้างระบบป้องกันตัวเองของผิวให้แข็งแรงขึ้น
  • Lactobacillus เป็น Probiotic ที่สำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งจะช่วยป้องกันการเจริญของเชื้อที่ไม่ดี และช่วยปรับภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น

นอกจากเรื่อง Microbiome แล้ว ยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่บำรุงและมีประโยชน์ต่อผิวอีกหลายชนิด ได้แก่

  • Panthenol หรือ โปรวิตามินบี 5 ที่ใส่มาถึง 5% เพื่อเน้นฟื้นฟูผิวที่เกิดความเสียหาย หรือระคายเคือง โดยตัว Panthenol นั้น มีข้อมูลสนับสนุนว่า สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ มีคุณสมบัติเป็น Moisturizer ที่ดี เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยผิวกักเก็บน้ำโดยไปลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ให้ผิวนุ่ม ยืดหยุ่น เสริมกระบวนการสมานแผล (Wound healing) ลดการอักเสบระคายเคือง ลดรอยแดง (Ebner et al., Am J Clin Dermatol. 2002;3(6):427-33.)
  • สารสกัดจากบัวบก และสารพฤกษเคมี Madecassoside ซึ่งพบในบัวบก มีประโยชน์หลายประการกับผิว มีรายงานถึงคุณสมบัติในด้านการลดการอักเสบ Anti-oxidant ชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย เสริมกระบวนการสังเคราะห์ Collagen และการสมานแผล มีผลการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงว่าลดโอกาสเกิดแผลเป็น (Burns. 2012; 38(5):677-84.)
  • Shea butter เพิ่มความชุ่มชื้น และมีสารในกลุ่ม Phytosterol ที่มีคุณสมบัติในการดูแลการอักเสบระคายเคืองผิว
  • Polymnia sonchifolia root juice เข้าใจว่าหมายถึง Nutrimel® Skin ของบริษัท Solabia ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีเคลมว่า ประกอบด้วยสารในกลุ่ม fructose, oligofructoses และพวก polyphenol ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และเสริมกระบวนการฟื้นฟูตนเองของผิวเมื่อเกิด Stress หรือความเสียหายขึ้น
  • แร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ Zinc, Manganese, Magnesium ซึ่งมีประโยชน์ในการทำงานต่างๆ ของผิว โดยทางแบรนด์มีเคลมเกี่ยวกับ Zinc/Manganese ว่า สามารถลดการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโรคบางชนิดได้
  • Capryloyl Glycine ตัวนี้เป็นกรดอะมิโน Glycine ที่จับกับกรดไขมัน เพื่อเสริมการดูดซึม มีประโยชน์กับผิวหลายประการ ในด้านของการนำส่งเอา Glycine ลงไปในผิวเพื่อให้ผิวเราหยิบไปสังเคราะห์โปรตีน หรือเพิ่มความชุ่มชื้น และมีเคลมจากผู้ผลิตวัตถุดิบว่าสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5α-reductase จึงให้ประโยชน์ในเรื่องของการควบคุมความมัน ดูแลปัญหาสิว

สามารถสรุปกลไกของสารบำรุงที่สำคัญในผลิตภัณฑ์ได้ประมาณนี้ค่ะ

คนผิวมันอาจจะกังวล เพราะเนื้อครีมดูเหมือนจะค่อนข้างหนัก จะอุดตันไหม จะหนักหน้าไปไหม แต่จากส่วนผสมที่ทางแบรนด์หยิบมายำใส่ด้วยกัน คือคิดมาแล้วแบบดี ดีมาก คือ

  • ไม่มีส่วนผสมที่เสี่ยงอุดตัน (Comedogenic agent)
  • Capryloyl glycine ควบคุมความมัน 1 กรุบ ตบด้วย Zinc gluconate ก็ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน
  • Corn starch ปรับฟีลให้เบสไม่เหนอะหนะมากไป และอาจจะให้ประโยชน์ในการควบคุมความมัน เพราะน้องดูดซับน้ำมันได้อยู่

ความน่าสนใจอีกนิดหน่อย คือ การเลือกใช้ Propanediol ที่เป็นมิตรกับผิวมากกว่า มาทดแทน Propylene glycol ที่อาจจะทำให้เกิดการแพ้/ระคายเคืองได้บ่อยกว่า และใช้ Hydrogenated Polyisobutene ร่วมกับ Dimethicone เพื่อทดแทน Mineral oil

ส่วนตัวมองว่าทำมาได้ดีและเอาใจใส่ในแทบทุกรายละเอียด

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง นอกจากเรื่องของการปรับสมดุล Microbiome ด้วยเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ Tribioma เพื่อให้ผิวมีสุขภาพที่ดี เสริมกระบวนการรีแพร์ฟื้นฟูตัวเองของผิวตามธรรมชาติแล้ว ตัวสารบำรุงอื่นๆ ที่ใส่มาก็คือเน้นไปที่การดูแลการระคายเคือง การอักเสบ และฟื้นฟู ปรับสภาพผิวได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งมอบความชุ่มชื้นให้กับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทางแบรนด์พัฒนาสูตรมาได้อย่างดี เอาใจใส่ในรายละเอียดปลีกย่อย เล็กๆ น้อยๆ ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนผิวผสม/แห้ง และระคายเคืองง่ายอยู่แล้ว ส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาได้ค่อนข้างดี ชุ่มชื้น แต่ไม่หนัก ไม่เหนียว ไม่แวววาวมากไป และในด้านของการลดความรู้สึกระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว คิดว่า น้อง Cicaplast Baume B5+ ตอบโจทย์ความต้องการของเรา เราสามารถหยิบมาปรับใช้เป็น Routine care ได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของผิวในแต่ละวันได้เลย ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay สาขาประเทศไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่น่าสนใจ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนถึงจุดนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

หรือท่านที่จะตามไปส่องสินค้าบน Official Mall ก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

LazMall https://s.lazada.co.th/s.snuyt?cc

Shopee Mall https://s.shopee.co.th/4AjNOlQ3q9

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

 #LaRochePosayTH #Cicaplast #ลาโรชโพเซย์ #ซิคาพลาส

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม สเปรย์ดูแลผมบางผมร่วง Vichy Dercos Technique Densi-Solutions Hair mass recreating concentrate

ในส่วนของ Blog นี้จะขอวิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูและบาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะของ Vichy Dercos Technique รุ่น Densi-solutions

โดยผลิตภัณฑ์ในไลน์ของ Densi-solutions นั้น ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาผมเส้นเล็ก ลีบแบน เพื่อเพิ่มวอลุ่ม และช่วยให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ซึ่งมีด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์

ซึ่งใน Blog ก่อนหน้านี้ ได้หยิบเอาบาล์มบำรุงเส้นผม และแชมพูมาวิเคราะห์ส่วนผสมไปแล้ว

ท่านที่พลาดไปสามารถติดตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้ได้เลย

>>Click<<

Blog นี้เลยขอเอาสเปรย์บำรุงหนังศีรษะที่มีชื่อว่า Hair mass recreating concentrate มาวิเคราะห์ส่วนผสมต่อ

ซึ่งน้องมาในหน้าตาแบบนี้

ตัวผลิตภัณฑ์มาในคอนเซปท์ 3 ประการ คือ “เพิ่ม คืน และ บำรุง” ออกแบบมาสำหรับผู้มีปัญหาผมขาดหลุดร่วงดูลีบแบน เพื่อเส้นผมที่ดูหนาขึ้นใน 6 สัปดาห์

  1. เพิ่ม ความหนาให้ผมใหม่
  2. คืน วอลลุ่มให้ผมลีบแบน ดูสุขภาพดี
  3. บำรุง หนังศีรษะและเส้นผมให้แข็งแรง

โดยส่วนผสมหลักที่เป็นเหมือน Hero มีด้วยกัน 3 อย่าง คือ Stemoxydine + Resveratrol + Rhamnose

หน้าตาน้องแบบมีกล่องเป็นแบบนี้ค่ะ

(Image from Vichy UK)

ก่อนไปเล่าถึงกลไกของสารบำรุงในผลิตภัณฑ์ อยากเล่าเรื่องการเจริญของผมเล็กน้อย

ผลของคนเรามีระยะการเจริญอยู่ 3 ระยะหลักๆ ได้แก่

  1. Anagen เป็นระยะที่เส้นผมกำลัง Active เป็นระยะที่ผมเรางอกยาวออกมา เซลล์ต่างๆ ในรากผมทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง
  2. Catagen เป็นระยะที่เส้นผมเริ่มหยุดสร้างตัวเอง กลายร่างเป็น Club hair
  3. Telogen เป็นระยะสุดท้ายที่ผมนั้นพร้อมหลุดออกไปได้เมื่อมีแรงมากระทำ

ซึ่งในคนปกติที่สุขภาพดี เมื่อถึง Telogen แล้ว รากผมก็จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ Anagen อีกรอบค่ะ ทำให้เรามีผมตลอดเวลาไม่มีระยะผลัดขนเหมือนสัตว์บางชนิด

     ในปัจจุบันมีการเพิ่มชื่อระยะเข้ามาอีกนิดหน่อยค่ะ ที่สำคัญมี 2 คำ ได้แก่

  • Exogen เป็นระยะหลัง Telogen ที่ผมหลุดออกไป แล้วรากผมนั้นก็จะเข้าสู่อีกระยะหนึ่ง ที่เรียกว่า
  • Kenogen ซึ่งเป็นระยะที่รากผมยังไม่มีผมเส้นใหม่ออกมา ภายในนั้นยังว่าง ก่อนเข้าสู่ Anagen ใหม่

โดยมีการพบว่า ในสภาวะที่ผมร่วงแบบผิดปกติบางชนิด เช่น ผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ Kenogen ยาวนานขึ้น ผมอยู่ใน Telogen เยอะขึ้น และมีสัดส่วนของ Anagen ลดลง

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับสารบำรุงแรก ก็จะเป็น Stemoxydine ซึ่ง Story ต้องมาแล้วนิดหน่อย

Stemoxydine มีชื่อกลางทางเครื่องสำอาง (INCI name) ว่า Diethyllutidinate มีสูตรโครงสร้างดังภาพ

(Image from Wikipedia)

น้องมีชื่อทางเคมีว่า Diethyl pyridine-2,4-dicarboxylate

Stemoxydine เป็นสารนวัตกรรมสิทธิบัตรของเครือ L’Oréal ซึ่งส่วนตัวเองก็มีโอกาสได้สัมผัสกับสารตัวนี้มาหลายปีแล้ว โดยเริ่มจากน้อง Vichy รุ่น Vichy’s dercos technique neogenic hair renewal treatment ซึ่งออกมาสู่ตลาดนานมากแล้ว (ถ้าอิงจากบทความบนเว็บ Cosmetic design Europe ก็คือ ออกมาในเดือน เมษายน ปี 2012 Ref: McDougall A. (2012). https://www.cosmeticsdesign-europe.com/Article/2012/06/21/L-Oreal-to-launch-new-active-to-increase-hair-density) จุดเด่นที่สะดุดตาก็คงเป็นนวัตกรรม Package ที่ดีไซน์ออกมาได้ให้ประสบการณ์ใหม่กับผู้บริโภค

รูปตั้งแต่สมัยนั้น ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

โดยเราต้องเสียบหลอด vial ของเขาเข้าไปใน Dispenser ตัวนี้ แล้วก็บีบใช้งาน ตัวสารละลายก็จะไหลออกมาจาก จงอยปากที่เป็นสีเงิน

ต่อมาก็มาเจอกับน้องอีกรอบใน Serioxyl denser hair จาก L’Oréal ขวดน้ำเงินแบบนี้ ตัวนี้ใช้ Stemoxydine 5% + Resveratrol เพื่อเป็น Antioxidant โดยมีการศึกษาในอาสาสมัครพบว่าเมื่อใช้ไป 6 สัปดาห์ จะมีผมขึ้นใหม่ 1000 เส้น ก็ใช้กันมาได้ขวดครึ่ง จนมาเจอกับน้อง Densi-solution ขวดนี้แหละ

จะขออวยยศตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ Stemoxydine ก็คงไม่น่าจะเกินจริง

สำหรับคุณสมบัติและกลไกการออกฤทธิ์ของ Stemoxydine นั้นก็คือแปลก เด่น และน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

  • การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Stemoxydine ไปยับยั้งเอนไซม์ prolyl-4-hydroxylase (P4H) ที่อยู่ในบริเวณ Outer root sheath (ORS) ในบริเวณรากผม ซึ่งเอนไซม์นี้จะไปสลาย hypoxia-inducible transcription factor (HIF1) ซึ่งปกติ HIF1 จะจำเป็นในการทำงานของ Stem cell ที่ ORS ทำให้เกิดการแบ่งตัว และเส้นผมก็เจริญออกมา การมี P4H จะไปทำลาย HIF1 ทำให้ Stem cell ที่บริเวณรากผมทำงาน แบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้น้อยลง ผมเลยไม่เกิดใหม่ แต่พอให้ Stemoxydine เข้าไป ทำให้ HIF1 ยังคงอยู่ Stem cell เหล่านี้ก็เลยเกิดการแบ่งตัวออกมาเป็นเส้นผม (Oral presentation O10. Int J Trichology. 2014; 6(3): 113–139.)
  • งานวิจัยของ Raygagne เมื่อปี 2014 พบว่า Stemoxydine ที่ความเข้มข้น 5% สามารถเพิ่มความหนาแน่นของผมในกลุ่มอาสาสมัครที่เป็นโรคศีรษะล้านจากฮอร์โมนเพศชาย (Androgenic alopecia, AGA) เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน และลดระยะเวลาของ Kenogen ลง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เบสที่ไม่มี Stemoxydine (Oral presentation O11. Int J Trichology. 2014; 6(3): 113–139.)
  • ต่อมา งานวิจัยของ Juchaux และคณะ เมื่อปี 2020 ได้ศึกษาผลของ Stemoxydine (Diethyl pyridine-2,4-dicarboxylate) คู่กับ Resveratrol ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง ก่อนจะเอาไปศึกษาต่อในอาสาสมัคร ผลการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Stemoxydine เสริมฤทธิ์กับ Resveratrol ในการเสริมการทำงานของ hypoxic inducible factor-1 (HIF1) ต่อมาเอาสูตรผสมของ Stemoxydine กับ Resveratrol ไปศึกษาในอาสาสมัครเพศหญิง พบว่า ผมหนาขึ้นในช่วง 1 เดือนครึ่ง (Juchaux et al. Int J Cosmet Sci. 2020;42(2):167-173.)

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Resveratrol คือ สารจากธรรมชาติกลุ่ม stilbenoids ที่จัดเป็น Polyphenol พบได้ในพืชหลายชนิด รวมถึง เปลือกและเมล็ดขององุ่นแดง และในไวน์แดง เป็น Antioxidant ที่ดี มีรายงานถึงคุณสมบัติในการลดการอักเสบ มีการทดสอบในหนูทดลองพบว่า Resveratrol สามารถกระตุ้นการเจริญของขนในหนูได้ และเปลี่ยนผมระยะ Telogen กลับเป็น Anagen มากขึ้น การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Resveratrol ไปเสริมให้เซลล์ Dermal papilla ที่เป็นเหมือนห้องอาหารของเส้นผมทั้งเส้นแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น และปกป้องไม่ให้ Dermal papilla ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ (Zhang et al., Clin Cosmet Investig Dermatol. 2021;14:1805-1814.)
  • Rhamnose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด และใน Microalgae บางสายพันธุ์ รวมถึงได้จากกระบวนการทาง Biotechnology (การหมัก) ส่วนของน้ำตาล Rhamnose มีรายงานทางด้านการใช้ในผิวพรรณเป็นส่วนใหญ่ ถ้าในระดับของงานวิจัย มีข้อมูลอยู่ว่า Rhamnose น้องเด่นทั้งในด้านของการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน 1 และคอลลาเจน 4 ที่ชั้น Dermis และ Dermal-epidermal junction ในผิวหนังจำลอง (Int J Cosmet Sci. 2019;41(3):213-220.) ส่วนหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับการยึดเกาะของตัวโครงสร้างรากผม กับชั้นผิว ถ้ามีคอลลาเจนหนาแน่น รากผมก็จะแข็งแรง จึงให้ประโยชน์ด้านการดูแลเรื่องการขาดหลุดร่วงของเส้นผม ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่า Rhamnose นั้นสามารถให้ประโยชน์ในด้านการเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการดูดน้ำให้ผิว เสริมการแบ่งตัวของเซลล์ผิวที่ชั้นหนังกำพร้า ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และเด่นเรื่อง Soothing effect ให้ความรู้สึกสบาย ในด้านของการดูแลเส้นผมก็จะช่วยเรื่องของความสบายหนังศีรษะ และอาจได้ประโยชน์เรื่องอาการคันเข้ามาอีกทาง
  • น้ำมันหอมระเหยจาก Peppermint (Mentha piperita oil) ก็น่าจะให้ประโยชน์เสริมเรื่องของการไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงที่เซลล์แม่ Dermal papilla ในรากผม เสริมการเจริญของผม ให้ผมแข็งแรงอีกทางหนึ่ง

ส่วนผสมอีกชิ้นหนึ่งที่ไปเจอจากเว็บไซต์ Official ของ Vichy UK คือ ในสูตรนี้มีการใช้น้ำแร่ Vichy ด้วย ซึ่งก็มีประโยชน์ในการบำรุงหนังศีรษะที่ดี เนื่องจากส่วนประกอบของแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในน้ำแร่ Vichy นั้นเคลมว่ามีอยู่ถึง 15 ชนิด

สำหรับ Alcohol ที่ใส่มานั้นจะช่วยเสริมการดูดซึมเข้าไปยัง Hair follicle เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ซึ่งน้องก็มีความจำเป็นอยู่ ถ้าจะทำสูตรที่ใช้เสริมการเจริญของผม ถ้าลงไปไม่ได้ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ส่วนตัวได้ทดลองใช้ก็ไม่มีปัญหาใดๆ

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาเป็นของขวัญ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแชมพู และบาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศรีษะ ในไลน์ Densi-Solutions จาก Vichy Dercos Technique

ในส่วนของ Blog นี้ขอวิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูและบาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะของ Vichy Dercos Technique รุ่น Densi-solutions กัน

โดยผลิตภัณฑ์ในไลน์ของ Densi-solutions นั้น ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาผมเส้นเล็ก ลีบแบน เพื่อเพิ่มวอลุ่ม และช่วยให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ซึ่งมีด้วยกัน 3 ผลิตภัณฑ์

ได้แก่ แชมพู บาล์มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ และสเปรย์บำรุงหนังศีรษะ

โดย Blog นี้จะเน้นที่แชมพู และบาล์มก่อน

ตัวแชมพูจะมาในขวดปั๊ม หน้าตาแบบนี้

แชมพูมีเนื้อใส สีเหลืองอ่อน ความหนืดพอเหมาะ มีกลิ่นที่ปรุงมาได้ค่อนข้างหรูหราซับซ้อน มีความหอมสดชื่น นำด้วยกลิ่นแนว Herb เจือมาด้วยกลิ่นหวานๆ ของดอกไม้ ปิดนิดๆ ด้วยความเย็นสดชื่นของมินท์

ในด้านของฟองก็คือทำมาได้ดีเลย ฟองเล็กละเอียดสาใจคนรักฟองแบบดิฉันมาก

pH ของฟองหลังละลายน้ำอยู่ที่ประมาณ 6 ค่ะ

ส่วนผสมของแชมพู เป็นดังนี้

สำหรับแชมพูนี้ส่วนผสมของสารทำความสะอาดจะมีพวก SLES/SLS เป็นตัวหลัก แต่ก็เสริมมาด้วยสารทำความสะอาดอื่นๆ เพื่อปรับให้มีความอ่อนโยนเพิ่มขึ้น และสารเคลือบเส้นผมเพื่อให้ผมไม่แห้ง ไม่ชี้ฟู และไม่พันกัน

ในด้านของจุดเด่นของแชมพูนี้หลักๆ ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็น เทคโนโลยี Filloxane®

จากที่ลองสังเกต และดูจากผลิตภัณฑ์อื่นในเครือ L’Oréal ที่เคลมเรื่องเทคโนโลยี Filloxane® เหมือนกัน ก็พอจะจับความได้ว่าน่าจะหมายถึง Aminopropyl Triethoxysilane ซึ่งเป็น Aminosilicone ที่อาจอยู่ในรูปของประจุบวกในบางสภาวะ เมื่อเป็นบวกก็จะสามารถเกาะกับเส้นผมที่เสีย ซึ่งมีประจุเป็นลบได้ดี และทาง L’Oréal ได้เคลมว่า เทคโนโลยี Filloxane® นี้ตัวเริ่มต้นเป็นของเหลว (Sol) ที่แทรกซึม (ที่มาของคำว่า Fill) เติมเต็มเข้าไปในเกล็ดผม แล้วเรียงตัวใหม่ได้เป็นเจลแข็งๆ (Gel) ในเกล็ดผม เพิ่มวอลุ่ม และให้คุณสมบัติปกป้องเส้นผมได้ เรียกเทคนิคนี้ว่าเป็น Sol-Gel transformation ซึ่งจะเหมาะกับผมเส้นบาง เล็ก หมองคล้ำ และเสีย

ซึ่งถ้าถามว่ามันเป็นไปได้ไหม ก็พอจะมีงานวิจัยรองรับอยู่ว่า Aminosilicone บางชนิดนั้น ถ้าพัฒนาสูตรให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะแทรกซึมเข้าไปในชั้นของเกล็ดผม (Cuticle) แล้วปกป้องเส้นผม (Berthiaume, et al. J. Soc. Cosmet. Chem. 1995;46:231-245) ซึ่งการแทรกซึมเข้าไปนั้น ก็จะให้ประโยชน์ในการเคลือบปิดเกล็ดผมให้ดูสวยเงางาม และเพิ่มการติดทนของสีผมได้

ส่วน Polyquaternium-67 นั้นเป็น Polymer ประจุบวกที่ดัดแปลงจากเซลลูโลส ข้อดีของน้องคือ น้องเคลือบผมให้นุ่ม เงางามได้ โดยไม่เกิดการสะสมตัวจนทำให้ผมเป็นเมือก (Build-up) และไม่ทำให้ผมลีบ (Ref: TDS SoftCAT™ Polymer SL-5)

สำหรับสารบำรุงที่ใส่มาในแชมพูนี้ได้แก่

  • Rhamnose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดหนึ่ง พบได้ในพืชหลายชนิด และใน Microalgae บางสายพันธุ์ รวมถึงได้จากกระบวนการทาง Biotechnology (การหมัก) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบในทางที่เกี่ยวกับผม นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้ว Rhamnose อาจจะให้ประโยชน์เรื่องของให้ความรู้สึกสบายหนังศีรษะ (Soothing effect) ดูแลเรื่องการระคายเคือง และอาจได้ประโยชน์เรื่องอาการคันเข้ามาอีกทาง
  • Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นแล้ว ก็ยังให้ประโยชน์เรื่องของการลดการอักเสบระคายเคืองและให้ผล Soothing effect ไปในตัว
  • Salicylic acid เมื่อเอามาใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมและหนังศีรษะจะให้ประโยชน์ในการดูแลรังแคเข้ามา
  • Piroctone Olamine เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อยีสต์บางชนิด เช่น Malassezia spp. ซึ่งเป็นยีสต์ที่อาศัยอยู่บนหนังศีรษะของเรา น้องกินไขมัน (Sebum) เป็นอาหาร ถ้ามีมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดรังแคได้ การใช้ Piroctone Olamine ก็จะช่วยดูแลรังแคได้อีกทาง ผ่านการยับยั้งยีสต์ในกลุ่ม Malassezia spp. (J Clin Aesthet Dermatol. 2014; 7(3): 37–41.)
  • ข้อมูลจาก Official website ของ Vichy UK บอกว่า มีส่วนผสมของน้ำแร่ Vichy อยู่ด้วยค่ะ

เรามาลองดูบาล์มบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมกันบ้างนะคะ

น้องมีชื่อว่า Restoring thickening balm มาในรูปแบบหลอดที่ใช้งานง่ายดีค่ะ

เนื้อค่อนข้างข้นสมชื่อบาล์ม กลิ่นเป็นกลิ่นในโทนเดียวกับแชมพู

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของสารปรับสภาพเส้นผม ลดการพันกัน มีสารประจุบวกอยู่ 2 ตัว

  • Behentrimonium chloride เป็น Cationic surfactant ที่ปรับสภาพเส้นผมได้ดี มีความอ่อนโยน
  • Quaternium-87 เป็นสารประจุบวกที่ให้ผมนุ่ม ลื่น หวีง่าย ฟีลตอนสัมผัสดี แต่ไม่ทำให้ผมลีบแบน

สารไขมันที่น่าสนใจ คือ 2-Oleamido-1,3-Octadecanediol เป็นสารสิทธิบัตรของเครือ L’Oréal มีชื่อเล่นว่า Ceramide R ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Ceramide ที่ช่วยดูแล Barrier ผิวของหนังศีรษะให้แข็งแรง และให้เส้นผมมีความเงางาม

สารบำรุงอื่นๆ มี Rhamnose และ น้ำแร่ Vichy ซึ่งได้เล่าไปแล้วในช่วงของแชมพู

อีกส่วนผสมหนึ่งที่ดูเหมือนจะใช้เป็นตัวขึ้นเนื้อครีม คือ อนุพันธ์ของแป้ง อย่าง Hydroxypropyl Starch Phosphate ตัวนี้จริงๆ แล้ว นอกจากขึ้นเนื้อยังช่วยปรับฟีล และเคลือบบนเส้นผมให้ความรู้สึกนุ่ม ลื่นได้อีกทาง

ในภาพรวมก็คือเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยค่ะ แต่จุดที่น่าสนใจและอาจจะทำใจยากสักนิดในช่วงแรกก็คือ การทาบาล์มนี้บนหนังศีรษะ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่า เอ ผมจะลีบแบนไหมนะ แต่พอได้ลองจริงๆ ก็คือ รู้สึกว่าหนังศีรษะมันไม่แห้ง ไม่คันในระหว่างวัน แต่อย่าใส่เยอะ เพราะหัวจะลีบได้ ให้วอร์มๆ บนมือ ลูบบริเวณปลายผมก่อน สางผมที่พันกันให้เรียบร้อย แล้วค่อยมาลูบบนหนังศีรษะ จากโคนสู่ปลาย

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาเป็นของขวัญ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ