Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมแชมพูและครีมนวดผมในไลน์ Scalp control จากแบรนด์ Kamedis ที่พัฒนามาด้วยคอนเซปท์การบูรณาการผสมผสานแพทย์แผนจีนและเทคโนโลยีปัจจุบันได้อย่างลงตัว

สำหรับ Blog นี้จะขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะและปัญหารังแคจากแบรนด์ Kamedis มาฝากกันนะคะ

ถ้าพูดถึงแบรนด์ Kamedis ทางแบรนด์พึ่งรีแบนด์ รีแพคเกจใหม่ไปสักพัก เรียกได้ว่า mood and tone ชุดใหม่นี้แลดูน่ารัก น่าใช้ทุกตัวเลยค่ะ

Intro นิดหน่อย

แบรนด์ Kamedis อ่านว่า Kamedis (Kuh meh dis)

ซึ่งคำว่า Ka มีรากฐานมาจาก 开 (ไค) ภาษาจีน ที่แปลว่า เปิด เริ่มต้น และยังสามารถสื่อถึงการถ่ายทอดนวัตกรรมได้อีกด้วย Medis แสดงถึงลักษณะทางยาของผลิตภัณฑ์ และสะท้อนถึงภูมิหลังทางวิทยาศาสตร์ของแบรนด์ เมื่อรวมกันแล้ว Kamedis คือ “นวัตกรรมทางยา”

ที่มาของแบรนด์ก็น่าสนใจนะคะ เริ่มมาจากคุณ Roni Kramer แพทย์แผนจีนด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี สมุนไพรจีนหลายชนิดมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ค่อยมีการใช้ในเท่าไหร่ แต่ในทางการแพทย์แผนตะวันตกมีสเตียรอยด์ ซึ่งมีประสิทธิภาพจริง แต่ผลข้างเคียงก็เยอะเหมือนกัน เราเลยจะเห็นว่าแบรนด์จะเคลมว่า “No steroid” เพราะอันนี้เป็น pain point ของสเตียรอยด์ที่เธอมองเป็นจุดหลักเลยค่ะ

ในที่สุดทางแบรนด์ก็แสวงหาวิธีการแก้ปัญหาผิวพรรณ รวมทั้งหนังศีรษะ โดยการบูรณาการความรู้จากศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เลยกลายเป็นผลิตภัณฑ์ของ Kamedis ขึ้นมาค่ะ

สำหรับ Blog นี้จะขอหยิบเอาผลิตภัณฑ์ในไลน์ Scalp control 2 ชิ้น ได้แก่ Dandruff shampoo และ Nourishing conditioner มารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

โดยจะขอเริ่มจาก Dandruff shampoo ที่มีหน้าตาประมาณนี้

ขวดด้านในเป็นฝาแบบ Flip

ตัวเนื้อแชมพูเป็นแชมพูแบบขุ่น

ฟองค่อนข้างนุ่ม เล็กละเอียดคล้ายครีม เกลี่ยและกระจายตัวบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ง่าย

หลังล้างไม่ได้รู้สึกว่าผมแห้งกระด้างจนเกินไป

วิธีใช้ที่ทางแบรนด์แนะนำคือ ใช้สัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง เวลาสระให้นวดๆ บนหนังศีรษะประมาณ 2 – 3 นาที

ค่า pH ของฟองอยู่ที่ราวๆ 5 – 6

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากเล่าถึงการเกิดรังแค และสมดุล Microbiome บนหนังศีรษะซักเล็กน้อย

บนหนังศีรษะของเราก็มีจุลินทรีย์ต่างๆ อาศัยอยู่ร่วมกัน ชุมชนของจุลินทรีย์เหล่านี้เราเรียกกันว่า Microbiome โดยเจ้าตัวเล็กเหล่านี้จะทำให้หนังศีรษะของเราแข็งแรง ไม่อักเสบ ไม่ระคายเคือง และยังช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคเติบโตเพิ่มจำนวนจนมากเกินไปแล้วก่อโรคขึ้นมาค่ะ

โดยหนึ่งในจุลินทรีย์ที่มีความสำคัญบนหนังศีรษะคือ Malassezia spp. yeast นั่นเอง ซึ่งตัวยีสต์นี้ มีหลาย species ย่อย บางตัวก็ดี บางตัวก็ไม่ดี

โดยเจ้ายีสต์ Malassezia spp. นี้นางมีเอนไซม์ Lipase ที่ไปย่อย Triglycerides ที่ต่อมไขมันเราสร้างมา ได้พวกกรดไขมันต่างๆ แล้วนางกินแต่กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นอาหาร และนางจะยังเลือกไม่กิน Oleic acid นะ

ทีนี้ปัญหาเลยอยู่ว่า พอ Oleic acid มันเยอะไป มันจะไปทำให้ Barrier บนหนังศีรษะอ่อนแอ และนำไปสู่การระคายเคือง รวมทั้งปัจจัยจากความเครียดเอย และสิ่งแวดล้อม เช่น รังสี UV

ทำให้เกิดความผิดปกติในหลายๆ ระดับ ตั้งแต่เรื่องการสร้าง-เจริญ-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่-ผลัดออกทิ้ง เมื่อกระบวนการนี้ผิดปกติไป มันก็เลยเห็นเศษเซลล์เป็นแผ่นๆ เป็นรังแค

กล่าวถึง Microbiome อีกนิดหน่อย งานวิจัยล่าสุดของปีนี้ พบว่าในหนังศีรษะของคนที่เป็นรังแค จะมีสัดส่วนของ ยีสต์ M. restricta และ แบคทีเรีย Staphylococcus capitis สูงกว่าคนปกติ ในขณะที่ Cutibacterium acnes (หรือ C. acnes เจ้าเก่าชื่อเดิม P. acnes ของเรา) น้อยกว่าคนปกติ แบบนี้ก็คือ Microbiome ผิดไป (Int J Cosmet Sci. 2024. doi: 10.1111/ics.12933.)

โดยนัง M. restricta นี่แหละ เป็นตัวสร้าง Lipase มาย่อยไขมัน แล้วเหลือ Oleic acid ทิ้งไว้จน Barrier ผิวเราอ่อนแอ

รังแคอาจมีได้หลายรูปแบบ อาจจะมีสีขาว สีเทา หรือสีเหลืองก็ได้ถ้ามีพวกน้ำมันอยู่มาก

ในภาพรวม เราสามารถสรุปกลไกในการเกิดรังแคได้ดังนี้ค่ะ

ทางแบรนด์มี VDO น่ารักๆ ด้วยค่ะ สามารถไปรับชมได้นะคะ (ภาษาอังกฤษ)

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากบอกว่า ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบทางคลินิก และพบว่าสามารถลดรังแคที่มองเห็นได้ 100% และอาสาสมัคร 90% พึงพอในในการทดสอบผลิตภัณฑ์

(Image from Kamedis official website)

เรามาดูส่วนผสมของ Kamedis Scalp control dandruff shampoo กัน

พอเป็นแชมพู เราเลยอยากหยิบเอาสารทำความสะอาด/surfactant มาวิเคราะห์ก่อน

ในกลุ่มของ Surfactant แทนด้วยสีฟ้า มีดังนี้

  • Ammonium lauryl sulfate คู่กับ Ammonium laureth sulfate หรือ ALS/ALES 2 ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดประจุลบที่ทำความสะอาดได้ดี ให้ฟองเยอะ แต่บางคนอาจจะมองว่าน้องแรงไปนิด ทางแบรนด์ก็เลยใช้อีก 2 ตัวเข้ามาปรับทำให้สูตรมีความอ่อนโยนขึ้น ได้แก่
  • Cocamidopropyl betaine น้องเป็นสารทำความสะอาดชนิดสองประจุ มีความอ่อนโยนที่ดี
  • Sodium lauroyl sarcosinate เป็นสารทำความสะอาดประจุลบอีกตัว ที่ดัดแปลงโครงสร้างจากกรดอะมิโน มีความอ่อนโยนสูง ฟองดี ฟองละเอียด

ลดผมพันกันด้วย Polyquaternium-10 ซึ่งจะเคลือบปิดเกล็ดผม และลดการเกิดไฟฟ้าสถิตบนเส้นผม ลดผมชี้ฟู

ในส่วนของสารขจัดรังแค ใช้ 3 ตัว แทนด้วยสีชมพู ได้แก่

  • Salicylic acid เป็นตัวมาตรฐานตัวหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับจาก USFDA ว่ามีประสิทธิภาพในการขจัดรังแค มีประโยชน์ในการผลัดผิว และมีคุณสมบัติลดการอักเสบได้หน่อยๆ
  • Piroctone Olamine เป็นสารมาตรฐานอีกตัวที่ใช้ในการขจัดรังแค ออกฤทธิ์โดยไปฆ่าเชื้อยีสต์ Malassezia spp. และปรับกระบวนการสร้าง-ผลัดทิ้ง (Turnover) ของ Keratinocyte บนหนังศีรษะให้ช้าลง ทำให้การเกิดรังแคลดลง การศึกษาในอาสาสมัครที่พึ่งตีพิมพ์เมื่อต้นปี พบว่า การใช้แชมพูที่มี Piroctone Olamine เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สามารถปรับสมดุล Microbiome และลดการเกิดรังแค (Int J Cosmet Sci. 2024. doi: 10.1111/ics.12933.)
  • Climbazole เป็นสารขจัดรังแคอีกตัวหนึ่ง ออกฤทธิ์โดยการฆ่าเชื้อยีสต์ Malassezia spp. และมีงานวิจัยในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า Climbazole ทำให้ Keratinocyte แข็งแรงขึ้น โดยไปเพิ่มความแข็งแรงของ Cornified envelope ทำให้ปกป้องหนังศีรษะจากสารก่อการระคายเคืองได้ดีขึ้น (ลดอักเสบอ้อมๆ) (Int J Cosmet Sci. 2014;36(5):419-26)

การใช้ Piroctone Olamine คู่กับ Climbazole มีรายงานวิจัยรองรับอยู่ค่ะ โดยเป็นการศึกษาประสิทธิภาพของแชมพูที่มีส่วนผสมของ 0.5% piroctone olamine และ 0.45% climbazole พบว่ามีประสิทธิภาพในการขจัดรังแค และไม่ทำให้ผมแห้ง กระด้าง (Int J Cosmet Sci. 2011;33(3):276-82.)

ในส่วนของสารสกัดจากพืชมีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่

  • Soap nut (Sapindus mukurossi extract) ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอักเสบระคายเคือง และมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์
  • Indigo (Indigofera tinctoria extract) ปรับสมดุลกระบวนการสร้าง-ผลัดทิ้ง (Turnover) ของ Keratinocyte บนหนังศีรษะให้ช้าลง ทำให้การเกิดรังแคลดลง

สรุปสารบำรุงที่ใส่มาตามคอนเซปท์ของแบรนด์ ก็คือการคัดสรรเลือกเบลนด์นวัตกรรม Botaniplex® จากสารสกัดพืช เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และดูแลรังแคที่หลายกลไก และให้ความสำคัญกับเรื่องสมดุล Microbiome เพื่อให้มีหนังศีรษะที่ดี

พัฒนาสูตรมาเป็นอย่างดี ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด ตัวที่เป็นสารทำความสะอาดหลักคือ ALS/ALES ที่สร้างฟองได้ดี ให้ฟองเยอะ ทำความสะอาดดี แต่อาจจะทำให้ผมแห้ง เลยตัดเอา cocamidopropyl betaine กับ Sodium lauroyl sarcosinate เข้ามาเพื่อความอ่อนโยน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุง ส่วนตัวชอบความเบลนด์เอาสมุนไพรเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งสารบำรุงที่ทางแบรนด์เลือกใส่มาก็คือ เสริมกันในการดูแลรังแคได้อย่างลงตัว ผ่านหลายๆ กลไก หลักๆ จะเน้นไปที่การปรับสมดุลของการสร้าง-ผลัดเซลล์ผิว (Turnover) ปรับสมดุล Microbiome และกำจัดยีสต์ Malassezia spp. ตบๆ มาด้วย สารสกัดสมุนไพรที่ลดระคายเคืองหนังศีรษะเข้ามาอีก 1 กรุบ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่เราเป็นคนชอบฟอง น้องถือว่าทำมาตอบโจทย์มาก ฟองนุ่ม ละเอียด และฟองลื่นเกลี่ยง่ายบนเส้นผม ตีฟองขึ้นเร็ว หลังใช้ผมไม่แห้งกระด้างมาก ใช้คู่กับครีมนวดต่อเลยคือฉ่ำพอดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

ถัดมาเราจะมาดูรีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมของครีมนวดผมกันนะคะ

ครีมนวดผม Nourishing conditioner มาในหลอดแบบบีบหน้าตาแบบนี้

จุดที่น่ารักจุดหนึ่งของแพคเกจคือ ตอนเราซื้อมา เขาจะมี Seal ที่ปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้โดนแกะก่อนมาถึงมือเราอยู่ค่ะ

เนื้อจะออกคล้ายๆ บาล์ม มีสีเหลืองอ่อนๆ ซึ่งทางแบรนด์ไม่ได้ใช้สี สีนี้เป็นสีจากวัตถุดิบสารสกัดจากธรรมชาติค่ะ

ค่า pH ของครีมนวดผมหลังละลายน้ำอยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

ในส่วนของครีมนวดผมก็เรียกได้ว่าทำมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันกับแชมพูเลยทีเดียว

โดยอาศัย Cetrimonium chloride ซึ่งเป็นสาร Surfactant ประจุบวก จะทำหน้าที่จับกับผมเสียที่มีประจุเป็นลบ ลดการชี้ฟู และเคลือบปิดเกล็ดผมเอาไว้ พร้อมทั้งทำหน้าที่เหมือนปูพื้นให้สารบำรุงบางชนิด มาเกาะบนเส้นผมได้ง่ายขึ้น

ในส่วนของสารบำรุงที่เป็นสารสกัดจากพืช กลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม Botaniplex® มีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่

  • Soap nut (Sapindus mukorossi Fruit Extract) ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอักเสบระคายเคือง และมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์
  • Amor cork tree (Phellodendron Chinense Bark Extract) หรือ ชื่อจีน Huang Bai มีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งจะช่วยลดการเกิดรังแค และปรับสมดุล Microbiome แบบอ้อมๆ
  • Chrysanthemum Indicum Flower Extract หรือ ดอกเก๊กฮวย ที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคือง

เสริมมาด้วย

  • โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) ที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความชุ่มชื้น
  • Sodium hyaluronate เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Ethylhexyl methoxycinnmate เป็นสารดูดซับรังสี UVB ถ้าเคลือบอยู่บนเกล็ดผม ก็จะช่วยปกป้องเส้นผมจากรังสี UV ได้อีกทาง
  • Tocopheryl acetate เป็น Antioxidant

ในภาพรวม ครีมนวดถ้าดูจากส่วนผสม จะดูเหมือนค่อนข้างเบา ผมเสียมากๆ ผมทำสี ผมเส้นเล็กแบบดิฉันจะไหวไหม แต่พอได้ลองใช้จริงก็คือแบบ เออ ไหวอ่ะ น้องทำถึงมาก เคลือบผมให้เงางาม และนุ่มมีน้ำหนัก แต่ไม่เยิ้ม

มาให้คะแนนกัน

  1. สารบำรุง รวมสารปรับสภาพเส้นผม น้องใช้ Cationic surfactant เป็นตัวปรับสภาพเส้นผม ร่วมกับซิลิโคน และ Shea butter เพื่อเสริมความเงาวาวให้เส้นผม เสริมสารสกัดจากพืชตามเทคโนโลยี Botaniplex® ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และสารบำรุงอื่นๆ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน อย่างที่เกริ่นไปว่า ถ้าดูจากส่วนผสม ส่วนตัวจะคิดว่า น้องน่าจะเบา คนผมเส้นเล็ก ผมแห้งมาก เสียมาก ทำสีมา น่าจะเอาไม่อยู่ แต่ผิดคาด นางไหว นางทำถึงมาก ผมนุ่มสวย มีน้ำหนัก และเงางามตามท้องเรื่อง ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Kamedis สาขาประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/Kamedisth

ทางไปตำแชมพู

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.Mrvj1?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/qNva39KyC

ทางไปตำครีมนวด

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.p9hXf?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/4pu4LJ0er7

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Kamedis สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์เซรั่มดูแลสิว Acniben® Night Concentrate Anti-Blemish serum จาก ISDIN

วันนี้ขอหยิบเอาเซรั่มดูแลสิวที่น่าสนใจมาวิเคราะห์ส่วนผสมเล่าสู่กันฟัง

โดยเซรั่มนี้มีชื่อว่า Acniben® Night Concentrate Anti-Blemish serum จากแบรนด์ ISDIN ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้

เจ้า Acniben® Night Concentrate ที่ว่า มีหน้าตาประมาณนี้

ด้านในจะเป็นหลอดที่มีเทคโนโลยีแอบแฝงอยู่ด้วยค่ะ

นวัตกรรมแบบใด?

คือ ตรงก้นหลอดจะมีซีลอะลูมิเนียมปิดผนึกอยู่ ให้แกะออก แล้วกดตรงก้น คล้ายๆ แบบจับปากกา ตัว Retinaldehyde จะออกมาพร้อมกับเนื้อเบส ทำให้ได้ Retinaldehyde ที่มีความคงตัวและเหมือนเราได้ผสมสดใหม่ในทุกหยดที่เรากดค่ะ

วิธีใช้ก็คือ กด 5 ปั๊ม วอร์มบนมือ แล้วลูบไล้ให้ทั่วใบหน้า

เนื้อเซรั่มจะมีสีเหลืองอ่อน ซึ่งเป็นสีตามธรรมชาติของ Retinaldehyde มีกลิ่นในโทนสดชื่น แนว Herb + Green

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ฟีลนุ่มลื่น ก่อนซึม/แห้งไปจนไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้บนผิว ซึ่งเรียกได้ว่าค่อนข้างตอบโจทย์คนที่มีปัญหาสิว ซึ่งมักจะเป็นคนที่มีสภาพผิวมัน

อารัมภบทเล็กน้อยก่อนไปวิเคราะห์ส่วนผสม

Acniben® Night Concentrate เป็นเซรั่มดูแลสิวที่มีการนำเสนอผลการวิจัยและการทดสอบประสิทธิภาพในการประชุมวิชาการแพทย์ผิวหนัง EADV Congress ปี 2023 ณ กรุงเบอร์ลิน (EADV ย่อมาจาก European Academy of Dermatology and Venereology)

โดยน้องมีความน่าสนใจและผ่านการทดสอบประสิทธิภาพกลุ่มอาสาสมัครที่มีปัญหาสิวดื้อ สิวเรื้อรัง พบว่าให้ประสิทธิภาพในการลดสิวเรื้อรังในกลุ่มอาสาสมัครลงได้ 45% เมื่อใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์

และด้วยความเป็น ISDIN เราไม่ต้องกังวลเลย เพราะทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพของตัวผลิตภัณฑ์ทั้งระดับหลอดทดลองและในอาสาสมัคร ขอเลือกเฉพาะบางผลการทดสอบมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

  • ยับยั้งการเกาะติดของเชื้อสิว Cutibacterium acnes (C. acnes) บนผิว ได้ถึง 99% เมื่อทดสอบในผิวหนังที่เพาะเลี้ยง (Skin explants) ซึ่งให้ผลเทียบเท่า Benzoyl peroxide หรือ BP

(ภาพจาก ISDIN Thailand)

  • ยับยั้งการปลดปล่อยสารก่อการอักเสบชนิด IL-1alpha ได้ถึง 61%
  • ความมันบนใบหน้าลดลง 37.6% ใน 4 สัปดาห์
  • รอยแดงลดลง 30.4% ใน 12 สัปดาห์

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมน้องเป็นเซรั่มที่มาในเบสแบบน้ำนม (Emulsion) มีส่วนผสมของสารบำรุงที่เน้นไปในทางการควบคุมความมัน ผลัดผิวแบบอ่อนๆ ดูแลการระคายเคือง และใช้ Retinaldehyde เป็นสารบำรุงสำหรับดูแลสิว

ลองมาดูส่วนผสมของสารต่างๆ ในสูตรกัน

  • Retinal (Retinaldehyde) เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ ที่มีความแรงสูงกว่า Retinol เมื่อลงผิวจะแปรสภาพ 1 ขั้นตอน ได้ Retinoic acid ที่ออกฤทธิ์ได้เลย สำหรับประโยชน์ของ Retinal ที่ดีในด้านสิว ก็ได้แก่ การควบคุมและปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน-ผลัดเซลล์ผิวเพื่อลดการอุดตันทั้งในระดับของ Comedone (สิวอุดตันที่เกิดมาแล้ว) และ Microcomedone (การอุดตันน้อยๆที่รอวันเกิดออกมาจากรูขุมขน) ควบคุมความมัน และดูแลเรื่องการอักเสบ
    • มีรายงานว่าการใช้ Retinal สามารถเสริมกับยาในทางการแพทย์ เช่น กรณีศึกษาของ Morel และ คณะ (1999) พบว่าการใช้ Retinal 0.1% สามารถเสริมฤทธิ์กับ Erythromycin ที่เป็นยาปฏิชีวนะในอาสาสมัครที่มีสิวรุนแรงน้อย – ปานกลางได้เป็นอย่างดี (Clinical and Experimental Dermatology. 1999;24(5):354-357.)
  • กลุ่มสารลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing) ได้แก่
    • 4-t-Butylcyclohexanol มีชื่อทางการค้าว่า Symsitive® ลดความรู้สึกระคายเคืองผิว ผ่านการลดความไวในการตอบสนองที่ระบบประสาทรับความรู้สึกร้อน TRPV-1 ทำให้เรารู้สึกสบายผิว มีการทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มี 4-t-Butylcyclohexanol ในการลดการระคายเคืองของผู้ป่วยที่มีอาการผิวอักเสบบริเวณรอบปาก โดยให้ทาครีมดังกล่าวเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น รวมถึงมีค่าความชุ่มชื้น และมีการระเหยของน้ำออกจากผิว (TEWL) ลดลง แสดงให้เห็นว่า Barrier ผิวกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น (J Cosmet Dermatol. 2020;19(6):1409-1414)
    • Betaine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glycine นอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว น้องยังช่วยปรับฟีลเนื้อสัมผัสให้ครีม และดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • กลุ่มสารควบคุมความมัน ได้แก่
    • Silica ด้วยความที่อนุภาคของ Silica มีรูพรุน น้องเลยดูดซับน้ำมันได้ ให้ผลดูดซับ Sebum ที่ผิวเราปลดปล่อยออกมาในระหว่างวันZinc PCA ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว (Humectant) ระงับเชื้อบางชนิด ควบคุมความมัน ลดริ้วรอยและชะลอวัย (Ref: TDS Ajidew® ZN-100, Ajinomoto Ltd.)
    • Bixa Orellana Seed Extract สารสกัดจากคำแสด ส่วนของเม็ดมีสารสีแดง ใช้เป็นสารแต่งสี มีสารจำพวก Carotenoids ที่เป็น Antioxidant มีรายงานการวิจัยสนับสนุนถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant ที่ดี (J Appl Pharm Sci. 2014;4(2):101-106) คอมบิเนชั่นของ Bixa Orellana Seed Extract กับ Maltodextrin มีชื่อทางการค้าว่า BIX’ACTIV® BC10050 เป็นวัตถุดิบจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง BASF มีข้อมูลสนับสนุนอยู่หลายประการว่า สารสกัดนี้ให้ประโยชน์ในการควบคุมความมัน โดยไปบล็อกไม่ให้เซลล์ไขมัน (Sebocyte) ในต่อมไขมันเจริญจนเป็นตัวเต็มวัยสมบูรณ์ และลดการสร้างไขมันใหม่ บล็อกการทำงานของ IGF-1 ที่จะไปกระตุ้นให้เซลล์ในหนังกำพร้ามีจำนวนมากขึ้น (Hyper-keratinization) รวมไปถึงยับยั้งเชื้อ C. acnes (Ref: TDS BIX’ACTIV® BC10050, BASF)
  • Hydrolyzed Opuntia Ficus Indica Flower Extract รู้จักในนามชื่อทางการค้า Exfolactive® มีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการผลัดผิว โดยไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการผลัดผิวตามธรรมชาติ เพิ่มความเรียบเนียน ชุ่มชื้น และความสว่างกระจ่างใส ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งระดับเซลล์เพาะเลี้ยง และในอาสาสมัคร (Ref: Silab)
  • Sphingomonas Ferment Extract ตัวนี้เข้าใจว่าอาจจะมาจาก Silab เหมือนกับ Exfolactive น้องมีชื่อทางการค้าว่า REVILIENCE® เป็นสารสกัดจาก Sphingomonas panaciterrae ซึ่งมีคุณสมบัติเสริมกระบวนการ Metabolism ของผิว ให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และมีสุขภาพดี (Ref: Silab)
  • เสริม Antioxidant ด้วย Vitamin E 2 form คือ Tocopherol, Tocopheryl acetate และ วิตามินซีในรูป Ascorbic acid

ในภาพรวม สารบำรุงที่ใส่มานั้นดูแลสิวได้อย่างครบวงจร ตามทางแบรนด์เคลม เก็บเรียบ ดูแลหมดทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ รอยแดง รอยดำ และควบคุมความมัน

ส่วนผสมอื่นๆ ก็เลือกใช้มาได้ค่อนข้างดี จะมีติด Alcohol มานิดหน่อย เข้าใจว่าลดความเหนอะหนะให้กับเบส เพื่อให้เหมาะกับคนผิวมันมากขึ้น

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง (Active) ทางแบรนด์เลือกใช้สารบำรุงหลายชนิด โดยมี Retinal เป็นพระเอก เพื่อให้ทำงานร่วมกับสารบำรุงอื่นๆ ได้อย่างลงตัวเพื่อดูแลปัญหาสิว ผิวมัน และผิวมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย รวมถึงกลุ่มร่องรอยหลังจากสิวหาย เช่น รอยแดง รอยดำ และอาจจะได้ถึงพวกรอยหลุมสิว รอยแผลเป็นด้วย เพราะ Retinal เองก็เสริมการสร้างคอลลาเจน และปรับสมดุลการทำงานของเอนไซม์ MMP-TIMP ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสมานแผลของผิวอยู่อีกทาง โดยรวมให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เบส (Base) เลือกมาได้ค่อนข้างดี และไม่อุดตัน ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ยกเว้นมี Alcohol ติดมาอยู่ ซึ่งในจุดนี้ก็ถือว่าได้อยู่ เพราะว่า Alcohol จะช่วยลดความเหนอะหนะให้กับเนื้อครีม และให้สัมผัสเบาสบายตอนทา ส่วนตัวเองแม้ว่าจะไม่ได้มีสิว ก็ลองทามาแล้วประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนนอน (อย่าลืมงด Retinoids อื่น เพราะในสูตรมี Retinal) ก็ไม่ได้รู้สึกระคายเคืองอะไร แม้จะมีผิวแห้งค่ะ แต่ขออนุญาตหักไป 1 คะแนน เพื่อให้แฟร์ๆ กับทุกผลิตภัณฑ์ที่เคยรีวิวไป รับไป 4 ฟลาสก์
  3. ส่วนผสมอื่นๆ (Additive) ไม่มีสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ ISDIN สาขาประเทศไทยด้วยค่ะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ได้เรียนรู้ เปิดหูเปิดตา และรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบบทความ

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ISDINTHAILAND/

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.MJgab?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/9KMSYgUBtZ

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ ISDIN ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมคลีนซิ่งบาล์ม Hello clean จาก Biobalance

สำหรับ Blog นี้เราจะมาวิเคราะห์ส่วนผสมของ Cleansing balm จาก Biobalance เวชสำอางสายคลีน ที่มีชื่อว่า Hello clean กันนะคะ

Hello clean เป็น Cleansing balm ที่มาในกระปุกสีเหลืองสดใส พร้อมคำเคลมเรื่องการล้างเครื่องสำอางกันน้ำ ทั้งบนใบหน้า ตา ปาก และ “กันแดด” กันน้ำ

ซึ่งทางหญิงก็มองว่า เราไม่ค่อยเห็นใครเคลมเรื่องการล้างกันแดดกันน้ำเท่าไหร่ เลยคิดว่าน่าสนใจดีค่ะ

น้องมีหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวแพคเกจด้านในเป็นกระปุกพลาสติกสีเหลืองสดใส

น้องเป็น Cleansing balm เนื้อนุ่ม แว่บแรกที่เปิดกระปุกมา ดูเหมือนจะแข็งนะคะ แต่เอาช้อนตักเข้าไปคือนุ่มมาก เหมือนไอศกรีมเลย ตามที่แบรนด์เคลมว่าเป็นคลีนซิ่งบาล์มเนื้อเชอร์เบท (Sherbet-like balm)

ในส่วนของการทำความสะอาดนั้น ส่วนตัวได้ลองใช้ทำความสะอาดลิปแดงที่ใช้เป็นประจำ ก็คือทำความสะอาดได้ดี ให้ฟีลที่เกลี่ยง่าย หลอมละลายไปบนผิว

ส่วนตัวแนะนำให้ใช้เป็นเทคนิค Double clean นะคะ นวดๆ วนๆ จนฉ่ำใจ แล้วไปล้างด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าต่ออีกครั้ง ผิวจะนุ่มและให้ความรู้สึกที่ดี

ความน่ารักของผลิตภัณฑ์นี้อยู่ที่ เราไม่ค่อยเห็นใครเคลมเกี่ยวกับการล้าง Sunscreen บนพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเท่าไหร่ แต่น้อง Hello clean เคลมว่าทำได้ค่ะ ก็ถือเป็นอะไรที่ดูน่าสนใจ

มาดูส่วนผสมกันนะคะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวม Hello clean เป็น Cleansing balm ที่มีส่วนผสมของวิตามินซีในฟอร์ม L-Ascorbic acid ซึ่งเป็นฟอร์มดั้งเดิมตามธรรมชาติ ร่วมกับสารสกัดจากดอก Porcelain (Hoya lacunosa flower extract) เข้าใจว่าน่าจะหมายถึง Crodarom® Porcelain Flower (INCI: Caprylic/Capric Triglyceride (and) Hoya Lacunosa Flower Extract) ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมไปในเชิงของการให้ความรู้สึกสบายผิว ลดความระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้นและเป็น Antioxidant

ส่วนของสารทำความสะอาดเป็นตัว PEG-20 glyceryl triisostearate ที่มีความอ่อนโยนและมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดที่ดี

สำหรับเบสหลักจะเป็น Caprylic/capric triglycerides ที่ให้ฟีลลิ่งไม่หนักผิวมากอยู่แล้ว มาผนวกรวมกับ Dicaprylyl carbonate ที่มีความบางเบายิ่งกว่า เบลนด์เข้ากับ wax จาก Candelilla wax (Euphorbia cerifera) ให้มีความแข็งพอเหมาะ จุดหลอมเหลวพอเหมาะที่จะหลอมละลายได้เมื่อสัมผัสผิว

เสริมความคงตัวให้แก่สารพัดน้ำมันด้วย Vitamin E ที่เป็น Antioxidant ที่ละลายได้ในน้ำมัน (Lipophilic antioxidant)

ในภาพรวมก็คือเป็นสูตรที่ทำมาได้ค่อนข้างดี สารที่ใช้เป็นมิตรกับผิว และเสริมสารบำรุงเข้ามา แม้ว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มคลีนซิ่งจะสัมผัสผิวไม่นาน แต่การมีสารบำรุงอยู่ ก็น่าจะดีกว่า

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.MmQbY?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/5AWop0OS9K

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่ม Niacinamide G Super serum จาก Biobalance

Blog นี้เราจะมาวิเคราะห์ส่วนผสมของเซรั่มบำรุงผิวในไลน์ Super serum ของ Biobalance เวชสำอางสายคลีน ที่พึ่งเข้าไทยมาเมื่อต้นปีนี้ค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจอยากรู้จักแบรนด์ Biobalance ให้มากขึ้น สามารถตามอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/08/26/brandintro-biobalance/

โดยก่อนหน้านี้ ทางแบรนด์ได้นำเอาสินค้าในกลุ่ม Super serum เข้าไทยมาแล้ว 2 ชิ้น คือ เซรั่มวิตามินซี และ เซรั่มวิตามินเอ สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

>>review serum vitamin c และ vitamin a ของ Biobalance

วันนี้ขอหยิบเอาน้องใหม่ในไลน์ Super Serum อีกตัวที่เข้าไทยมา คือ Niacinamide G ที่เป็นตัวเบลนด์ของ Niacinamide 15% + Glycolic acid 5% ค่ะ

ตัวแพคเกจด้านในจะเป็นขวดแก้วสีชา ที่มาพร้อมกับดรอปเปอร์

น้องเป็นเซรั่มที่มีความหนืดนิดๆ ไม่มีกลิ่น เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ฟีลลื่น เคลือบ และชุ่มชื้น

ส่วนตัวก็เคยใช้พวก AHA มาอยู่บ้าง เลยไม่ได้รู้สึกยิบๆ เท่าไหร่ แต่สำหรับมือใหม่ อาจจะมีอาการยิบๆ ได้ ตามธรรมชาติของ AHA ซึ่งอาการยิบๆ จะเป็นอยู่ชั่วคราว ไม่นาน และผิวเราจะปรับตัวได้ค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 3 – 4 ซึ่งเป็นค่า pH ที่ทำให้ Glycolic acid อยู่ในรูปแบบกรด (Free acid) ที่เป็นฟอร์มที่ active ออกฤทธิ์ในการผลัดผิวได้

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

สำหรับส่วนผสมก็คือ สมเป็นแบรนด์สกินแคร์สายคลีน มีส่วนผสมอยู่ไม่มากนัก โดยมี Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 เป็นสารบำรุงหลัก ร่วมกับ Glycolic acid และ ดูแลปัญหาการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วย Panthenol

  • Niacinamide มีประโยชน์กับผิวมากมายหลายอย่าง เนื่องจากน้องเป็นองค์ประกอบในโคเอนไซม์ NAD และ NADP ที่ช่วยในการทำงานหลายอย่างของผิวหนัง และยังออกฤทธิ์ผ่านอีกหลายกลไก มีประโยชน์ทั้งในด้านการควบคุมความมัน ลดกระบวนการอักเสบและการระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ Ceramide ที่เป็น Barrier ผิว จริงๆ มีการศึกษาเกี่ยวกับ Niacinamide ค่อนข้างเยอะนะคะ แต่งานหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานของ Bisset และคณะ ได้ทดสอบประสิทธิภาพของ Niacinamide 5% ในอาสาสมัครหญิงที่มีภาวะ Photoaging เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครมีริ้วรอยลดลง จุดด่างดำลดลง รอยแดง รอยเหลือง ลดลง และความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Dermatol Surg. 2005;31(7 Pt 2):860-5; discussion 865.)
  • Glycolic acid เป็น AHA ที่มีประโยชน์ในการผลัดผิว ลดเลือนริ้วรอยตื้นๆ ปรับสีผิวให้กระจ่างใสขึ้น ในสูตรนี้มีค่า pH ราวๆ 3 ถึง 4 ทำให้ AHA นี้อยู่ในรูปที่ active
  • Panthenol ด้วยความที่ AHA อาจจะระคายเคืองได้ เลยเอา Panthenol มาดูเรื่องการระคายเคือง คู่กับ B3 และ Panthenol เองก็ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นของผิวได้อีกทาง

ในภาพรวมก็คือเป็นเซรั่มที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีปัญหาจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ และน่าจะได้ประโยชน์สำหรับดูแลริ้วรอยตื้นๆ และปัญหารูขุมขนกว้าง

โดยมีข้อแนะนำว่าควรใช้แค่ตอนกลางคืน เช้าตื่นมาก็ให้ทากันแดด และหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะว่า AHA จะเพิ่มความไวต่อแสงได้ค่ะ และถ้ารู้สึกระคายเคืองมากไป ก็ปรับลดความถี่ เหลือวันเว้นวันได้ตามความสะดวกและคอนเซปท์ Listen to your skin

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.MP6ez?cc

แอพส้ม https://shope.ee/6fLZLvmzM9

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมสกินแคร์ดูแลจุดด่างดำเพื่อผิวกระจ่างใส สูตร Cleanical beauty จาก T’else ในไลน์ Red orange ครบชุดทั้งโทนเนอร์ และเซรั่ม

T’else rebrand ใหม่ ปรับคอนเซปท์เป็น Cleanical beauty ภายใต้ชื่อใหม่ Terra + Else วันนี้มาถึงคิววิเคราะห์ส่วนผสมของ Line Red orange กันบ้างค่ะ

สำหรับ Line นี้จะมาในสีส้มสดใส เน้นเคลมหลักไปที่ด้าน Brightening & Vitalizing เพื่อผิวกระจ่างใส มีชีวิตชีวา

  • ด้วยส่วนผสมของ Terra เป็น Blood orange ส้มสีเลือดเกรดออร์แกนิกจากอิตาลี่ นำมาสกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษของทางแบรนด์ ที่เรียกว่า Air-brewing 100TM ที่สกัดด้วยฟองอากาศบางๆ ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส กว่า 100 ชั่วโมง
  • มาจับคู่กับ Niacinamide วิตามินบี 3 สารพัดประโยชน์ เพื่อดูแลด้านความกระจ่างใสของผิว

Line นี้มาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ

ก่อนไปรีวิว ต้องบอกก่อนว่า ทำไมทางแบรนด์ถึงเลือก Blood orange สายพันธุ์ Moro จากอิตาลี นั่นก็เพราะว่ามีส่วนผสมของ Anthocyanin สูงกว่า Blood orange สายพันธุ์อื่นนั่นเอง

ถึงเวลาของการรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม โดยจะขอเริ่มที่สูตร Toner

น้องมาในหน้าตาแบบนี้

เช่นเคย วัตถุดิบสำหรับภาชนะบรรจุมาจาก PCR (post-consumer recycled) plastic

เนื้อโทนเนอร์เป็นแบบใส มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ที่เบลนด์ขึ้นมาจาก Galbanum (Ferula galbaniflua) resin และ Mugwort (Artemisia vulgaris) essential oil

กลิ่นจะเป็น Top green ตามมาด้วยกลิ่นโทนยางไม้และ woody ใครที่ชอบก็จะชอบ ใครที่ไม่ชินก็อาจจะรู้สึกแบบ แปลกๆ แต่กลิ่นไม่ติดผิวค่ะ แป๊บเดียวก็ไปละ ไม่ต้องกังวลไป

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไว ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับการใช้ทั้งเทบนมือแล้วตบๆ เป็นน้ำตบ หรือ เทใส่สำลีแล้ว tap เบาๆ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผิวดี

ความน่าสนใจของสูตร Toner นี้คือ ทางแบรนด์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัครมาเรียบร้อย โดยจุดเด่น ก็คือ น้องสามารถปรับโทนสีผิวให้แลดูกระจ่างใส โดยลดทั้งความด่างดำ และ ความเหลืองของสีผิว

โดยการวัดค่าความด่างดำ นั้นประเมินจากค่าความสว่าง (L*) พบว่า เมื่อให้อาสาสมัครใช้ไปเพียง 7 วัน ก็สามารถเพิ่มความสว่างให้ผิวได้ จึงเป็นที่มาของการเคลมว่าสัมผัสการเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 7 วัน

ส่วนประสิทธิภาพการปรับความเหลือง วัดจากค่า b* เป็นค่าสีในแกนเหลือง-น้ำเงิน ค่าที่น้อยลง แสดงถึงความเหลืองน้อยลง ซึ่งพบว่าเริ่มเห็นผล (Significant) ตั้งแต่ 7 วันแรก

วิเคราะห์ส่วนผสมของ Toner กันดีกว่า

สำหรับส่วนผสม พระเอก คงหนีไม่พ้นสารสกัดจาก Blood orange (Citrus sinensis (orange) fruit extract) ที่ได้จากส้ม Blood orange จากประเทศอิตาลี่ สกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ เพื่อดึงเอาสารพฤกษเคมีที่สำคัญออกมา ด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยในสารสกัดจากส้ม Blood orange นั้นประกอบด้วยพฤกษเคมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น Vitamin C, Anthocyanin และ Flavonoid ที่เป็น Antioxidant ที่ดีกับผิว

โดย Flavonoid ที่พบในส้มนั้นมีหลายชนิด เช่น quercetin, kaempferol, hesperidin, nobiletin เป็นต้น

ส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่

  • Gluconolactone เป็น PHA ที่ดูแลเรื่องการผลัดผิวได้อย่างอ่อนโยน
  • วิตามินรวม ทั้ง Niacinamide (B3), Ascorbic acid (C), Cyanocobalamin (B12), Folic acid, Panthenol (B5) และ Tocopherol (E) ที่ให้ประโยชน์กับผิวได้หลากหลายประการ
  • ดูแลการระคายเคือง พร้อมให้ความรู้สึกสบายผิวด้วย Betaine
  • เติมน้ำด้วยกรดอะมิโน Arginine
  • ดูแลริ้วรอยด้วย Adenosine

มาในเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ถัดมาเราลองมาดูสูตร Serum บ้าง

ตัว Serum มาในหน้าตาประมาณนี้

แพคเกจเป็นแบบขวดปั๊ม

เนื้อเป็นเซรั่มแบบน้ำใส มีความหนืดมีน้ำมีเนื้อ ในส่วนของกลิ่นก็เป็นโทนเดียวกัน คือ Galbanum + Mugwort

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้ความชุ่มชื้นมากขึ้น ถ้าเทียบกับสูตร Toner

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 เช่นกัน

สำหรับเซรั่มนี้ก็ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัครมาเช่นกันค่ะ โดยน้องจะเด่นเรื่องของการดูแลปัญหาสีผิวที่พบเจอในชีวิตประจำวัน 4 ชนิด ได้แก่ จุดด่างดำ ฝ้า กระ และผิวคล้ำจากการสัมผัสผิว UV

โดยในการทดสอบกับอาสาสมัครพบว่าเซรั่มสามารถดูแลลดความเข้มของจุดด่างดำทั้งระดับตื้น และระดับลึกได้โดยผลเริ่มเห็น (Significant) ที่ 7 วัน

85% ของอาสาสมัครที่ทดลองใช้ 2 สัปดาห์พบว่าสีผิวขาวกระจ่างใสขึ้น และบริเวณของรอยดำแลดูลดลง

มาดูส่วนผสมกันบ้าง

ส่วนผสมจะมีปรับจาก Toner นิดหน่อยนะคะ

  • เพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดจาก Blood orange และ Niacinamide ขึ้นมา
  • ปรับสารการดูแลการระคายเคืองและให้ความรู้สึกสบายผิวแบบฉ่ำ ด้วย Allantoin และ Dipotassium glycyrrhizate
  • ตัด PHA ออกไป

ส่วนของเบสมีการเพิ่มสารเพิ่มความหนืดให้มีน้ำมีเนื้อมากขึ้น และยังคงไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว (แต่ดิฉันพึ่งได้ฤกษ์หยิบมารีวิว) และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ทางไปตำ (สูตร Toner)

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.micRO?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/6plLWGOy8f

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเสริมพลัง Autophagy สูตรใหม่ปรับฉ่ำ ATG ultrasoothe rejuvenating serum จาก dermArtlogy

รู้สึกว่าปีนี้เป็นปีแห่งการปรับสูตรใหม่ของเครือ Neopharm เลยก็ว่าได้

ล่าสุด ATG #ลูกรักบ้านมียอน ก็ได้รับการปรับสูตรให้ดีงามขึ้นด้วย และมาในโฉมใหม่ ด้วยชื่อ ATG Ultrasoothe Rejuvenating serum

แต่ใดๆ น้องก็ยังคงคุมโทนอยู่ทั้งในส่วนของดีไซน์ และธีมของส่วนผสมยังคงบำรุงได้ฉ่ำเหมือนเดิม อาจจะฉ่ำกว่าเดิมด้วยนิดๆ

สังเกตที่แพคเกจจะคล้าย ATG แต่ว่าสูตรปรับใหม่ จะมีคำว่า “Ultrasoothe” เพิ่มเข้ามาค่ะ

ส่วนตัวรู้สึกว่าเนื้อเซรั่มเบาขึ้นกว่า ATG เดิมนิดหน่อย

ตอนเกลี่ยจะค่อนข้างลื่นผิว ให้ความรู้สึกสดชื่น และสบายผิว ตอนแรกๆ จะดูชุ่มๆ

แต่ถ้าทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 นาที ก็จะซึมและแห้งไปจนหมด

ส่วนผสมเป็นดังนี้นะคะ

ถ้าดูจากส่วนผสม ส่วนใหญ่เป็นสารบำรุงที่มีประโยชน์ต่อผิวในด้านต่างๆ เรียกได้ว่าดูแลปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมเลยทีเดียว

โดยขอเริ่มที่กลุ่มสีชมพู กลุ่มของไขมัน และสารที่ใช้ทำ MLETM (Multi-lamellar emulsion) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรของทาง Neopharm ประเทศเกาหลี

  • MLETM ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ Fatty acid ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal

โดย MLETM ในตำรับนี้เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid, Palimitic acid และ Caprylic/capric triglycerides โครงสร้างของ MLE นั้นจะมีการจัดเรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เลยสามารถทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

อีกตัวที่เป็นส่วนประกอบของ MLE คือ Dihydroxyisopropyl capryloylcaprilamide หรือ Ceramide-5SP ซึ่งพอเอามารวมกับ Ceramide-9S และสารอื่นๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะเกิดเป็นโครงสร้างรูปแบบ Liquid crystal ที่เวลาดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ Polarized microscope จะเห็นเป็นลักษณะพิเศษที่เรียกว่า Maltese cross ซึ่งเหมือนกับการเรียงตัวของ Barrier ผิว ตามภาพ

(Image from Neopharm)

  • Phytosterols ที่เสริมเข้ามายังมีประโยชน์เพิ่มเติมในด้านการดูแลปัญหาการอักเสบและระคายเคืองของผิวได้อีกทาง

ถัดมาจะเป็นกลุ่มของ Peptide และสารบำรุงที่น่าสนใจแสดงด้วยอักษรสีบานเย็น

  • Heptasodium hexacarboxymethyl dipeptide-12 ตัวนี้คือ Aquatide ที่เป็นเหมือนนางเอก มีบทบาทและประโยชน์ในการเสริมกระบวนการ Autophagy ที่เกิดขึ้นภายในผิว ซึ่งเป็นเสมือนกระบวนการที่ผิวเรารีไซเคิลเอาองค์ประกอบที่มันเสื่อมสภาพมาสร้างและฟื้นฟูเป็นองค์ประกอบใหม่ ให้ผิวเราทำงานได้ดีเหมือนเดิม ขอใช้รูปเก่ามาประกอบค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจเรื่อง Aquatide สามารถตามไปอ่านเรื่องของ Aquatide แบบละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

(https://cosmeknowledge.wordpress.com/2019/06/11/spotlight-aquatide/)

  • Tetracarboxymethyl hexanoyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า AdiposolTM ซึ่งข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่าน้องไปมีผลกระตุ้น Adiponectin ซึ่งเป็น Peptide hormone ชนิดหนึ่งที่สร้างจากเซลล์ไขมัน (Adipocyte) ปกติ Adiponectin จะมีบทบาทในระดับร่างกาย แต่ก็มีการพบว่า Adiponectin นั้นมีประโยชน์กับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การเสริมสร้างการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว การแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิว เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนและ Hyaluron ในธรรมชาติของผิว และลดการอักเสบระคายเคือง (Oh, et al., Biomol Ther (Seoul). 2021; Sep 28. doi: 10.4062/biomolther.2021.089.)

ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่ารังสี UV และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม อย่างมลภาวะ ไปกดการสร้าง Adiponectin เลยทำให้กระบวนการต่างๆ เหล่านี้หายไป นอกจากนี้รังสี UV ยังไปทำให้เอนไซม์ MMP มาย่อยสลายคอลลาเจนเกิดความเหี่ยวขึ้นมาอีกต่อหนึ่ง

ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ AdiopSOL กล่าวว่า สารนี้ยังเสริมกระบวนการ Autophagy ลดการสร้างเอนไซม์ MMP และลดการอักเสบในระดับหลอดทดลอง และลดรอยแดงของผิวในอาสาสมัคร

(Image from Incospharm และ AH&NS)

  • Pentasodium tetracarboxymethyl palmitoyl dipeptide-12 ตัวนี้มีชื่อย่อว่า PTPD เป็นเปปไทด์ที่พัฒนามาเพื่อเสริมกระบวนการ Autophagy ซึ่งมีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครที่เป็นโรคผิวหนังชนิด Atopic dermatitis เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีอาการระคายเคือง คัน ลดลง และมีความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้น (Kwon, et al. J Dermatolog Treat. 2019;30(6):558-564.) นอกจากนี้ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า PTPD ยังมีคุณสมบัติลดปริมาณของเม็ดสีผิว ผ่านการเสริมการเกิด Autophagy ของแหล่งสร้างเม็ดสีผิวอย่าง Melanocyte

(Image from Dermartlogy Thailand)

  • Dihydroxyisopropyl capryloylcaprilamide รู้จักกันในนาม K6PC-5 น้องเป็น sphingosine kinase 1 (SphK1) activator โดย SphK1 ทำหน้าที่สร้าง Sphingosine-1-phosphate (S1P) ซึ่งมีคุณสมบัติหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการเจริญ แบ่งตัวเพิ่มจำนวน หรือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ (Differentiation) การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า K6PC-5 สามารถเพิ่มการสร้าง involucrin และ filaggrin ซึ่งเป็น Marker หนึ่งที่บอกว่าเซลล์ผิวได้ Differentiate จนสมบูรณ์แล้ว และการทดสอบในหนูทดลองพบว่า การทา K6PC-5 สามารถปรับสมดุลการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่ให้ผิวหนังมีความสมบูรณ์มากขึ้น (Hong et al., J Invest Dermatol. 2008;128(9):2166-78.) การทดสอบในหนูทดลองที่อายุเยอะ (Aging) พบว่า การทา K6PC-5 สามารถเพิ่มจำนวน Fibroblast ที่เป็นเซลล์สำคัญในการสร้างเส้นใยต่างๆ เช่น collagen ให้ผิวกระชับ แข็งแรง เสริมการสร้างคอลลาเจน และเพิ่มความหนาให้ชั้นหนังแท้ รวมถึงมีการเพิ่มจำนวนของโปรตีน involucrin, loricrin, filaggrin, and keratin 5 ซึ่งเป็นโปรตีนที่แสดงออกเมื่อผิวหนังเกิดการ Differentiate จนสมบูรณ์ (J Dermatol Sci. 2008;51(2):89-102.) มีอีกการศึกษาในโมเดลหนู Photoaged โดยให้หนูสัมผัส UV นานๆ พบว่า K6PC-5 สามารถเพิ่มคอลลาเจน และจำนวน Fibroblast รวมถึง เสริมความแข็งแรงของชั้น Stratum corneum และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ผิว (Park et al., Exp Dermatol. 2008;17(10):829-36.) อาจจะกล่าวโดยสรุป ว่า K6PC-5 ปรับสมดุลช่วยให้ผิวแข็งแรง และให้ประโยชน์ในการดูแลริ้วรอย
  • Caprylamide MEA หรือ Dualguard-7TM สารนี้มีคุณสมบัติดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคืองโดยไปลดการสร้างสารเหนี่ยวนำการอักเสบในกลุ่มของ Interleukin-17 (IL-17) เสริมกระบวนการ Autophagy ผ่านการยับยั้งโปรตีน p62 ซึ่งเป็นตัวต่อต้านการเกิด Autophagy และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน

กลุ่มของสารเพิ่มความชุ่มชื้นแทนด้วยสีฟ้า จะเป็นตัว Hyaluronic acid รูปแบบดั้งเดิม และ Hydrolyzed hyaluronic acid ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดเล็กลง กรดอะมิโน Arginine

ถัดมาเป็นกลุ่มของสารที่ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว รวมถึงสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งมีด้วยกันหลายชนิด อย่างวิตามินบี 3 บี 5 Betaine, Allantoin

สูตรนี้มีการปรับเปลี่ยนสารลดการระคายเคืองจากเดิมเป็น Symsitive® (4-t-Butylcyclohexanol) ที่มีจุดเด่นคือออกฤทธิ์ Block ตัวรับส่งสัญญาณความร้อนและความเจ็บปวดชนิด TRPV-1 ให้ผลลดการระคายเคือง แสบร้อน ได้อย่างรวดเร็ว และยังไปเพิ่มความทนทาน (Tolerance threshold) ของระบบประสาทรับความรู้สึกแสบร้อน ให้ผิวเราทานทานมากขึ้น โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพในการลดความแสบร้อนจากการทา Capsaicin ในอาสาสมัคร (Ref: TDS Symsitive®)

(Image from Symrise)

ทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพในการลดความรู้สึกระคายเคือง โดยให้อาสาสมัคร 20 คน ทาผลิตภัณฑ์ที่มี Symsitive เทียบกับ ครีมเบส พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มี Symsitive เมื่อกระตุ้นด้วยการระคายเคืองแล้ว ฝั่งที่ใช้ Symsitive อาการระคายเคืองแสบร้อนลดลงได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 – 3 นาที

(Image from Symrise)

ปิดท้ายด้วยสีเขียวเป็นสารสกัดจากบัวบก ที่มีประโยชน์ต่อผิวในหลายประการ ตัวนี้ทางแบรนด์เคลมว่าเป็นสารสกัดจากบัวบกในรูปแบบ Medical grade ในความเข้มข้นสูงถึง 50% และยังเสริมสารบริสุทธิ์ที่เป็นสารพฤกษเคมีหลัก (Active phytochemicals) ในบัวบก อย่าง Madecassoside เข้ามา ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ เสริมการสมานแผล ชะลอวัยลดเลือนริ้วรอย เป็น Antioxidant และอื่นๆอีกหลายด้าน

สารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวมากขนาดนี้ผิวจะมันไหม?

ในจุดนี้ทางแบรนด์วางแผนการตั้งตำรับมาอย่างรอบคอบโดยการเสริมเอา Zinc gluconate ที่มีคุณสมบัติกระชับรูขุมขน (Astringent) และควบคุมความมันเข้ามา

เบสเป็นแบบน้ำ มีส่วนผสมของสารที่ละลายได้ในไขมันอยู่นิดหน่อย เนื้อเลยเป็นรูปแบบกึ่งใสกึ่งขุ่น อาจเรียกเป็น Translucent (โปร่งแสง แต่ไม่ถึงกับใส) ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง ในภาพรวมนอกจากความโดดเด่นในแง่ของด้าน Autophagy ที่มีประโยชน์ทั้งการชะลอวัย เสริมความแข็งแรงให้กับผิวแล้ว ยังเสริมมาด้วยสารบำรุงอีกหลายชนิดที่ดูแลผิวได้อย่างครอบคลุมจบทุกปัญหา และช่วยให้ผิวแข็งแรง และอาจได้ประโยชน์ไปถึงด้านริ้วรอย การชะลอวัย และ ไวท์เทนนิ่ง ในสูตรใหม่นี้ ATG Ultrasoothe ปรับสารลดความรู้สึกระคายเคืองมาเป็น Symsitive เอาใจวัยรุ่นใจร้อน รับไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ตัวเซรั่มเนื้อค่อนข้างเบา ไม่เหนอะหนะ ซึมไว แห้งไว ถ้าใครผิวแห้งมากอาจจะยังชุ่มไม่พอ ให้ประกบคู่กับ Radiance gel moist ไป หรือ ใช้มอยส์อื่นตามชอบ เรื่องของประสิทธิภาพในการดูแลอาการแดง คัน ระคายเคือง ไม่สบายผิว ค่อนข้างลงตัว และส่วนตัวรู้สึกว่าตอบโจทย์ จุดนี้ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ DermArtlogy สาขาประเทศไทย ที่สนับสนุนสินค้านวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจ และขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ DermArtlogy โดยตรงได้เลย

https://www.facebook.com/DermArtlogyThailand

ทางไปตำ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ozkdD?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/4AfROJW4hg

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ DermArtlogy การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มาสก์หน้า The clean vegan mask สูตร AHA/BHA จาก Barulab

หลังจากที่ Blog เมื่อวานมาเล่าถึงซีรี่ส์ 10 สี 10 สูตรของ The clean vegan mask จาก Barulab ไปแล้ว

วันนี้ขอหยิบเอาสูตร AHA/BHA มาวิเคราะห์ส่วนผสมให้ได้ชมกันนะคะ

โดยในสูตร AHA/BHA นี้ มาในซองสีส้มอมชมพูแบบนี้ค่ะ

ตัวแผ่นมาสก์ได้รับ Certified vegan และส่วนผสมของเอสเซนส์ (น้ำมาสก์) ก็ได้รับการรับรอง Vegan เช่นกันค่ะ

ภาพแผ่นมาสก์ (หลังจากที่ใช้ไปแล้ว ทิ้งไว้จนแห้งเพื่อดูลักษณะของแผ่นมาสก์) จะเห็นความเป็นเส้นใยธรรมชาติของแผ่นมาสก์

สำหรับเอสเซนส์ หรือ น้ำมาสก์ สูตรนี้จะเป็นคล้ายเซรั่มใส

ค่า pH ของเอสเซนส์ อยู่ที่ราวๆ 5 นะคะ

ในส่วนของส่วนผสมเป็นดังนี้

ในส่วนของส่วนผสม

เคลมหลักของสูตรนี้คือ AHA, BHA โดย AHA ที่ทางแบรนด์เลือกมาจะเป็น Tartaric acid ร่วมกับ BHA ในฟอร์ม Betaine salicylate ที่เป็นอนุพันธ์ของ Salicylic acid โดยมีข้อมูลว่า Betaine salicylate มีความอ่อนโยนกว่า Salicylic acid และเมื่อลงผิว ผิวเราจะแปรสภาพให้ได้ Betaine ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน และ Salicylic acid ที่เป็น BHA

ส่วนผสมที่ทำสีชมพูไว้ มี Allantoin ที่มีคุณสมบัติในเรื่องของการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ร่วมกับ ส่วนผสมของสารสกัดจากพืช 4 ชนิด ที่ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Baru calm complex ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ได้แก่

  • Copis Japonica Root Extract สารสกัดจากพืชในตำรับยาจีนชนิดหนึ่ง ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบระบุว่าส่วนของรากประกอบด้วยสารกลุ่ม Alkaloid หลายชนิด เช่น Berberine, Coptisine ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Schizandra Chinensis Fruit Extract สารสกัดจากสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง มีรายงานว่า สารประกอบกลุ่ม Lignan ที่ให้ผลปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UV (PLoS One. 2015 May 15;10(5):e0127177.) และมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดการอักเสบในผิวหนัง (Mol Med Rep. 2015;12(2):2135-9.)
  • Glycyrhiza Glabra (Licorice) Root Extract สารสกัดจากชะเอม ที่เด่นในแง่ของการดูแลการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว
  • Zingiber Officinale (Ginger) Root Extract สารสกัดจากขิง ทางแบรนด์เคลมเรื่องของ Polyphenol ในขิงที่เป็น Antioxidant และมีสารเสริมการไหลเวียนของเลือดให้ผิวแข็งแรง

ส่วนผสมอื่นๆ

  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็น Natural moisturizing factor (NMF) ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น จับน้ำให้ผิว
  • สารสกัดจากชาเขียว เป็น Antioxidant ที่ดี และอาจจะให้ประโยชน์ในแง่ของการดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคืองผิว

ในส่วนของเบส นั้นมาในเบสที่เป็นแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และไม่มีสารอื่นที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ทางไปชอปปิ้ง รุ่นกล่อง 10 สี 10 สูตร

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ni5J5?cc

แอพส้ม https://shope.ee/na7Sc07V

Disclaimer: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาเป็นของขวัญจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Beauty Update] The Clean Vegan Mask จากแบรนด์ Barulab สกินแคร์สายคลีนจากเกาหลี

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของแบรนด์ Barulab จากเกาหลีกันมาบ้างแล้ว ตอนนี้ทางแบรนด์มีตัวแทนจำหน่ายนำผลิตภัณฑ์เข้ามาจำหน่ายแบบถูกต้องอย่างเป็นทางการแล้วนะคะ

วันนี้เลยขอมาอัพเดทมาสก์หน้าในซีรี่ส์ The Clean Vegan Mask กันซักหน่อย

น้องมาด้วยกัน 10 สูตร 10 ความต้องการของผิว ซึ่งถูกสูตร ได้รับการรับรอง 100% Vegan ทั้งส่วนผสมของ Essence ได้รับการรับรองจาก Eve vegan ประเทศฝรั่งเศส และตัวแผ่นมาสก์ ได้รับรอง Vegan จากประเทศเกาหลี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly)

มีจำหน่ายแบบ Box set ครบ 10 สูตร ด้วยนะคะ

ดีไซน์สีออกมาได้สวยน่ารักมากเลยค่ะ

ใน Blog หน้าจะหยิบเอามาวิเคราะห์ส่วนผสม 1 สูตรนะคะ จะเป็นสูตรใดนั้น ฝากติดตามกันต่อไปค่ะ

โดยทั้ง 10 สูตรนั้นได้รับการรับรอง Vegan ทั้งตัวเอสเซนส์ และแผ่นมาสก์เลย จะเรียกว่า 100% vegan ตามแบรนด์ก็ไม่เกินจริง

(Image from Barulab Korean official website)

โดยทางแบรนด์เคลมว่า ในแต่ละวันผิวเราอาจจะมีความต้องการที่แตกต่างกันไป การเลือกสูตร (Customized) ตามสภาพผิวในแต่ละวันก็น่าจะเป็นการดี

โดยใน Official แบ่งกลุ่ม 10 สูตรไว้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

💚Calming ได้แก่ สูตร Aloe, Cica และ Green tea

💙Moisture, Nourishing ได้แก่ สูตร Hyaluron, Shea butter และ Olive

🧡ผลัดผิว ควบคุมความมัน ได้แก่ สูตร AHA/BHA และ Tea tree ดูแลปัญหาสิว ควบคุมความมัน

🩷Whitening and Firming ได้แก่ สูตร Vitamin C และ Peptide

สำหรับคนชอบลอง ทางแบรนด์ก็มีจัดชุด 10 สูตรไว้ สามารถไปสอยมาลองตามแต่ความต้องการของผิวในแต่ละวันได้เลยค่ะ

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.ni5J5?cc

แอพส้ม https://shope.ee/na7Sc07V

Disclaimer: received as a gift, self-opinion

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมน้ำตบแอนตี้ออกซิแดนท์สูตรรักษ์โลก T’else AOX Glow Essence

T’else rebrand คราวนี้ปังถึงใจจริงๆ

Blog นี้ขอหยิบเอาน้อง AOX glow essence มารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมกันอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ

แอบบอกก่อนเลยว่า รุ่นนี้เป็น Thailand exclusive พัฒนามาเพื่อคนไทย จำหน่ายในเมืองไทยเท่านั้นค่ะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้

ตัวภาชนะบรรจุเป็นขวดพลาสติกที่เป็นพลาสติกรักษ์โลกชนิด 30% PCR (Post-consumer recycled material) ซึ่งช่วยลด Carbon footprint ให้กับแบรนด์ ตรงตามคอนเซปท์ eco-friendly ของแบรนด์

เนื้อเอสเซนส์ค่อนข้างเบา ถ้าเทียบกับเอสเซนส์และแอมพูลในซีรี่ส์คอมบูชา

เกลี่ยได้ง่าย ให้ฟีลเคลือบผิว ลื่นๆ นิดหน่อย เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที จะแห้ง/ซึมไปจนหมด

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 ค่ะ

ส่วนผสมจัดเต็มตามท้องเรื่องเช่นเคย

แบรนด์ T’else เวอร์ชั่นรีแบรนด์ จะเป็นการเบลนด์กันของสารสกัดจากพืชจากนานาประเทศ โดยแปลงมาจากคำว่า Terra + Else

  • ส่วนของ Terra ในสูตรนี้จะเป็นคอมบูชา (Camellia sinensis leaf extract หมักด้วย saccharomyces ferment filtrate) กับ โสมแดง (Panax ginseng root extract)
  • ส่วนของ Else จะเป็น Hyaluronic acid 3 ชนิดที่เติมน้ำให้ผิวได้หลายระดับแบบฉ่ำ

มาดูส่วนผสมที่น่าสนใจกันดีกว่า

Kombucha ที่ผ่านกระบวนการหมักด้วย Saccharomyces yeast ซีรี่ส์นี้ตัวใบชาอัสสัมที่เขาเลือกมา คือเป็นเกรดที่ดีที่สุด ที่สมาคมนักดื่มชารู้จักกันในนาม FTGFOP หรือ “Finest Tippy Golden Flowery Orange Pekoe”

  • ‘Orange Pekoe’ เป็นการกล่าวถึงชาทั้งใบ (whole leaf tea) โดยคำว่า Pekoe มีที่มาจากการแปลภาษาจีนผิดในช่วงแรกๆ โดยสื่อความหมายถึง White hair บนยอดอ่อนใบชา ส่วนคำว่า Orange มาจาก Dutch royal House of Orange-Nassau ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการซื้อ-ขายชาในยุคศตวรรษที่ 17
  • ส่วนอีก 3 คำ
    • Tippy หมายถึง ยอดอ่อนของใบชา
    • Golden สื่อถึงสีทองของยอดอ่อนใบชา
    • Flowery เป็นการเน้นย้ำว่ายอดอ่อนของใบชายังอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Whole leaves tea นั้นๆ (Reference: Australian Tea Centre)
  • ในใบชาเกรด FTGFOP จะประกอบด้วยสารพฤกษเคมีสำคัญๆ หลายชนิด เช่นพวก Polyphenol, Flavonoid, Catechin, Glucuronic acid ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ และมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี และมีประโยชน์ในการชะลอวัยของผิวพรรณ
  • ผ่านกรรมวิธีการสกัดที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเคลมว่าเป็น Slow brewing technology สกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ 20 องศาเซลเซียส อย่างช้าๆ เป็นเวลา 336 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สารสกัดจากคอมบูชาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีสารเติมแต่งอื่นๆ

โสมแดง (Panax ginseng root extract) เป็นโสมคุณภาพสูงที่ผ่านกรรมวิธีผ่านกระบวนการนึ่งและตากแดดจนแห้งซ้ำๆ มากกว่า 7 ครั้ง ที่ผ่านการทดสอบยืนยันว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Ginsenoside ในปริมาณสูงกว่าโสมธรรมดาถึง 8 เท่า โดยประโยชน์ของโสมในทาง Skincare นั้นค่อนข้างกว้าง และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายฉบับ โดยในภาพรวมโสมจะเด่นด้านการชะลอวัย ฟื้นฟูและปรับสภาพผิว

สารสกัดจากจุลินทรีย์ Probiotic อย่าง Bifida ferment filtrate, Lactobacillus ferment และ Lactobacillus ferment lysate ที่ดูแลเรื่อง Microbiome barrier ของผิว เพื่อให้ชุมชนจุลินทรีย์ (Microbiome) ผิวอยู่ในสภาวะสมดุล และแข็งแรง คล้ายๆ สูตร Kombucha essence เพิ่มเติมคือ มี lactobacillus/soybean ferment extract ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการหมักแล้ว Isoflavone ตัวใหญ่ในรูป Glycoside ที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ จะถูกแปรสภาพเป็น Isoflavone aglycone ตัวเล็กลง มีฤทธิ์ Antioxidant เพิ่มขึ้น ให้ประโยชน์ด้านการชะลอวัย และมีรายงานว่าเป็น Phytoestrogen ให้ผิวนุ่มฟู ชุ่มชื้น

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Hyaluronic acid 4 กลุ่ม ได้แก่
    • Hya ตัวดั้งเดิม
    • Hydrolyzed Hya ที่ผ่านการย่อยให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง
    • Sodium acetylated Hya ที่เป็นตัวดัดแปลงเติมหมู่ Acetyl group ลงไปให้มีความชอบไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ซึมลงไปในหนังกำพร้า เกาะอยู่ในนั้น เพิ่มความชุ่มชื้น และทางผู้ผลิตวัตถุดิบเองก็มีเคลมเกี่ยวกับประโยชน์ในการเสริมการฟื้นฟู Barrier เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte (เซลล์ในชั้นหนังกำพร้า) เพื่อมาทดแทนตัวที่ได้รับความเสียหายจาก UV ไป และการทดสอบในระดับอาสาสมัครพบว่าเสริมความยืดหยุ่นให้ผิว
    • Hydroxypropyltrimonium hya เป็น Hya ประจุบวกที่จะเคลือบเกาะกับผิวเราซึ่งมีประจุลบได้แน่น
  • Pseudoceramide ตัว PC-9S (Myristoyl/Palmitoyl Oxostearamide/Arachamide MEA) ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง
  • วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายอย่าง ทั้งในแง่ของ Whitening ผ่านการลดการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกไปด้านนอก ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว และดูแลเรื่องรูขุมขน การเกิดสิว การปลดปล่อยน้ำมัน Sebum
  • สารสกัดจากพืชมากมายหลายชนิด ที่ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Beauty plant complex ได้แก่ Lavender, Rosemary, Oregano และ Thyme ร่วมกับ สารสกัดอีกชุดที่ทางแบรนด์เคลมว่าเป็น Guardian plant shield ได้แก่ ถั่วเหลือง Willow, Cinnamon, Oregano, สน Hinoki, Baikal skullcap และ Purslane ดูแลและปกป้องผิว
  • สารสกัดจากดาวเรือง ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing)
  • Arginine เป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารจับน้ำให้ผิวตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor)
  • Adenosine อาจให้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานของผิว และการดูแลเรื่องริ้วรอย

แต่ว่าในเบสมีการแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (Citrus spp.) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดได้ ถ้าใช้ในตอนกลางวันแล้วไปโดนแดดจัดๆ

แต่ว่า น้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้ในท้องตลาดจะมีพวกที่เป็นเกรด FCF คือ Furocoumarin free ด้วย โดยแยกเอาสาร Furocoumarin ออกจากน้ำมัน ทำให้ลดความเสี่ยงในการแพ้แสงแดดไป ซึ่งทางนี้ก็คิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF แหละ

ในส่วนของเบสนั้นเป็นเบสแบบน้ำ ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

ให้คะแนน

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า จัดสารต้านอนุมูลอิสระมาสมชื่อ AOX ของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งดูแลผิวหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น PC-9S ที่ดูแล Barrier ผิว ส่วนผสมของพวก Pro-post biotics ที่ดูแล Microbiome, Hyaluronate หลากหลายฟอร์มเพิ่มความชุ่มชื้น เสริมสารสกัดจากพืชอีกมากมายหลายชนิดที่ให้ประโยชน์ได้หลายด้านอย่างครอบคลุม ทั้งชะลอวัย ดูแลริ้วรอย ให้ความรู้สึกสบายผิว ชุ่มชื้น อาจจะได้ไปถึง Whitening และในสูตรนี้มี Salix bark extract ที่มี Salicylic acid จากธรรมชาติ ประกบคู่มากับสารสกัดที่มีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย น่าจะให้ประโยชน์ในการดูแลสิวด้วยอีก 1 ทาง ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ จะขอหักคะแนนที่น้ำมันหอมระเหยจาก Citrus ที่อาจจะก่อการแพ้แสง/ไวต่อแดดได้ แม้ว่าส่วนตัวจะลองใช้กลางวันมาแล้วไม่เจอปัญหาอะไร และคิดว่า ทางแบรนด์คงใช้เกรด FCF ซึ่งเสี่ยงแพ้แสงน้อย แต่ไม่มีข้อมูล เลยขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ด้วยความที่ตัว Essence เนื้อเบา ไม่ลื่น ไม่หนึบผิว จึงยัดเข้า Routine ผิวได้ง่าย ใช้ได้ง่ายทั้งเช้าเย็น แต่ส่วนตัวก็จะเลี่ยงถ้าวันไหนต้องเจอแดดจัดๆ นานๆ จะไปใช้แค่ก่อนนอน วอร์มๆ บนมือ แล้วกดเบาๆ บนหน้า ค่อนข้างให้ความรู้สึกสบายผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ตั้งแต่วันเปิดตัว และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบค่ะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ T’else โดยตรงเลยนะคะ

https://web.facebook.com/TelseThailand

ช่องทางไปช้อปปิ้ง

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.GCJZS?cc

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/7V1GfUBxHE

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ T’else สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม เจลล้างหน้าสำหรับผิวที่มีปัญหาสิวตัวดัง กับ SA Cleanser จาก CeraVe

สำหรับ Blog นี้จะมาเล่ารายละเอียดและวิเคราะห์ส่วนผสมของ Cleanser สูตร SA smoothing จาก Cerave กัน

ซึ่งถ้าพูดถึง Cleanser แล้ว ทาง Cerave ก็มีอยู่หลายสูตร ที่พัฒนามาตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไป อย่างที่ทางเพจได้เคยนำเสนอไว้จะมีด้วยกัน 3 สูตรแล้ว ได้แก่

  • Foaming cleanser ออกแบบมาสำหรับผิวธรรมดา – ผิวมัน
  • Hydrating cleanser ออกแบบมาสำหรับคนผิวแห้ง – ผิวแพ้ง่าย สองตัวนี้สามารถติดตามอ่านรีวิวได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2018/08/02/cerave-cleanser/ 
  • Cream-to-Foam cleanser ออกแบบมาให้โดดเด่นในด้านของการทำความสะอาดเมคอัพ ไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียวได้เลย สามารถติดตามอ่านรีวิวได้ที่ https://miyeonthereviewer.com/2023/03/03/cerave-creamtofoam/

Blog นี้เรามาดูน้อง SA smoothing cleanser กันบ้างนะคะ

น้องมาในหน้าตาแบบนี้ค่ะ 

ก่อนหน้านี้น้องเคยออกมาแล้วรอบหนึ่ง แต่เจอปัญหาว่า หลายๆ คน เจอว่า ตัวหัวปั๊มด้านในเป็นสนิม หรือมีตะกรันสีน้ำตาลแดง ดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยสมัยที่ทางแบรนด์ Launched รุ่นแรกออกมา 

ทางแบรนด์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เลยปรับหัวปั๊มใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้ค่ะ หายห่วงได้เลย

สูตรนี้มีฟองอยู่พอประมาณ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

ในด้านของการทำความสะอาด เมื่อตีฟองเรียบร้อยแล้ว นวดฟองลงบนหน้าเปียกๆ จะลื่น เกลี่ยง่าย ฟองไม่หยาบกระด้างผิว หลังล้างไม่แห้งตึง

ค่า pH ของฟอง (หลังละลายน้ำแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 5 นะคะ

จะเรียกว่าเป็น Low pH cleanser ที่ไม่ทำร้าย Barrier และไม่กวนระบบ Natural skin buffer system ก็คงไม่เกินจริง

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากรวบตึงถึงประโยชน์และจุดเด่นของ Cleanser ตัวนี้ก่อน

  • สารทำความสะอาดที่ใช้ค่อนข้างอ่อนโยน และเป็น Sulfate-free 
  • มีส่วนผสมของ Niacinamide, และ Ceramides 3 ชนิด เพื่อลดการรบกวน Barrier ผิว เสริมปราการผิวให้แข็งแรง
  • ส่วนผสมของ Salicylic acid ที่นอกจากจะเด่นเรื่องการอุดตันแล้ว น้องยังเป็นสารที่แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ใช้สำหรับกรณีของผิวหยาบกร้าน และภาวะขนคุด (Keratosis pilaris) 

ซึ่งมีกรณีศึกษาจากแพทย์ผิวหนัง Dr.Tiffany Clay ที่กล่าวว่า เธอจะแนะนำ Cleanser ที่มี Salicylic acid สำหรับคนที่มีปัญหาโรคขนคุดค่ะ

(ที่มา: CeraVe UK website)

สูตรนี้ได้ผ่านการทดสอบการแพ้ และไม่อุดตัน (Non-comedogenic) 

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ขอเริ่มวิเคราะห์ส่วนผสมที่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก่อนเลยค่ะ ในวันนี้แทนด้วยสีเขียว

  • Sodium lauroyl sarcosinate เป็นสารทำความสะอาดประจุลบที่ได้จากการดัดแปลงกรดอะมิโน มีความอ่อนโยนต่อผิว
  • Cocamidopropyl hydroxysultaine เป็น Surfactant ชนิดสองประจุ (Amphotetic) มีประโยชน์ทั้งเป็นตัวเพิ่มฟอง เสริมประสิทธิภาพในการทำความสะอาด มีความอ่อนโยนกับผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ใช้ได้กับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Ref: ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)
  • Sodium methyl cocoyl taurate เป็นสารทำความสะอาดประจุลบ มีความอ่อนโยนต่อผิวเช่นกัน ให้ฟีลที่ดีตอนใช้งาน และใช้ได้กับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย (Ref: ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

สำหรับกลุ่มของ Barrier Lipids จะเป็นตัวเบลนด์ของ Ceramide NP, Ceramide AP และ Ceramide EOP ร่วมกับ Cholesterol และ Phytosphingosine ที่เป็นสารตั้งต้นของเซราไมด์ในผิว

สำหรับสารที่ผลัดผิวนอกจาก Salicylic acid ที่เป็น BHA แล้ว ยังเสริม Gluconolactone ที่เป็น PHA ที่ให้ประโยชน์ต่อสิวอยู่ด้วย

เสริมสารบำรุงด้วย Niacinamide ที่ดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว และมีประโยชน์อื่นๆ มากมายต่อผิว ร่วมกับ Hydrolyzed hyaluronic acid ที่เติมน้ำให้ผิว

ในภาพรวมก็อาจจะสรุปได้ว่า เป็น Cleanser ที่น้อยแต่มาก พัฒนาสูตรมาได้ค่อนข้างดี ใช้ Surfactant ที่มีความอ่อนโยน เหมาะกับทุกสภาพผิว แต่ก็ยังทำความสะอาดได้ดี และเสริมไขมันที่เป็น Barrier ผิวเข้ามาด้วย
เพราะพื้นฐานผิวที่ดีต้องเริ่มจากการมี skin barrier ที่แข็งแรงนะคะ

ให้คะแนน

  1. สารทำความสะอาด มีความอ่อนโยนสูง ให้ฟองที่ดี ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารทำความสะอาดที่เลือกใช้มานั้นไม่รบกวนระบบเก็บกักน้ำของผิว และระบบ Skin pH buffer ที่รักษาค่า pH ของผิว ซึ่งก็น่าสนใจเพราะค่า pH ของฟองหลังละลายน้ำที่ทางนี้วัดได้ยังอยู่ที่ 5 ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. สารบำรุงและส่วนผสมอื่น ในด้านของสารบำรุง ทางแบรนด์เน้นไปที่การดูแลระบบความชุ่มชื้นของผิวโดยการเติมพวก Barrier lipids เข้ามา ใช้ BHA-PHA ดูแลเรื่องผิวหยาบกระด้าง และ BHA ดูแลเรื่องขนคุด พร้อมทั้งเสริมวิตามินบี 3 กับ Hyaluronic acid เข้ามาด้วย ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวต้องยอมรับว่าค่อนข้างติดน้ำหอมในกลุ่ม Cleansing พอควร แรกๆ ที่ใช้ Cleanser แบบไม่มีน้ำหอมจะรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ในด้านของฟีลลิ่งหลังล้าง คิดว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่แห้งตึง ไม่ระคายเคือง แต่ด้วยเราก็จะเติมมอยส์เจอร์คืนให้ผิวหลังล้างทำความสะอาดอยู่แล้วค่ะ เลยไม่แน่ใจว่าถ้าทิ้งไว้นานๆ จะเป็นอย่างไร ด้านความสะอาดคิดว่าทำมาได้ดี ขวดเดียวใช้ได้ทั้งหน้าทั้งตัว ในส่วนของเรื่องขนคุด หรือผิวหยาบกระด้าง ทางนี้ไม่ได้มีปัญหาในจุดนี้เลยไม่แน่ใจเหมือนกัน ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบนะคะ และขอขอบคุณทางแบรนด์ Cerave สาขาประเทศไทยด้วยค่ะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้

สำหรับรายละเอียเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/CeraveThailandOfficial

ทางไปช้อปปิ้ง

แอปส้ม https://bit.ly/3TQLnBm

แอปฟ้า https://s.lazada.co.th/s.naseO?cc

#เซราวีคลีนเซอร์ผิวแข็งแรง #CeraVeThailand

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Cerave สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ