[Cosme-Diagnosis] Bomul snail cream

[Cosme-Diagnosis] Bomul snail cream

วันนี้แวะมารีวิวครีมหอยทากเกาหลี แบรนด์ Bomul ให้ชมกันค่ะ

ตัวนี้มี่ลองใช้ได้มาสัปดาห์นึงแล้วรู้สึกว่า ผิวนุ่ม ละเอียด ชุ่มชื้นขึ้นค่ะ

ว่าด้วยเมือกหอยทาก จริงๆแล้วมี่เองก็ค่อนข้างกลัวนะคะ แต่สุดท้ายก็ลอง พอได้ลองหลายๆแบรนด์ ทั้งไทย เกาหลี ญี่ปุ่น มี่ว่า อันนี้เหมาะกับผิวมี่ที่สุดเลยหละ เวลาทาจะมีความสุขมาก เพราะอะไรหรอ เดี๋ยวมาดูด้วยกันดีกว่าค่ะ

IMG_0090-re

มี่ไม่ถนัดเรื่องวัสดุศาสตร์ เลยไม่รู้ว่าแพคเกจแต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรบ้าง รีวิวแพคเกจตามความชอบแทนละกันนะคะ อันนี้มาในพลาสติกอย่างหนา เข้าใจว่าน่าจะเป็นอคริลิก (แต่ไม่รู้ว่าใช่รึเปล่า ถ้าไม่ใช่ช่วยแก้ด้วยนะคะ) ปิดสนิท ไม่เลอะเทอะ

ส่วนเนื้อครีมจะวาวๆ สีขาวอมฟ้า เหมือนจะไม่มีกลิ่น แต่ถ้าลองดมดีๆจะได้กลิ่นหอมๆเบาๆจางๆหวานๆ

IMG_0091-re

เนื้อครีมค่อนข้างสวยค่ะ ใช้ได้เกือบอาทิตย์ยังยุบไปไม่เยอะ

จริงๆเค้ามีฝารองไว้ด้านในด้วยนะ แต่มี่ปาดที่เปื้อนฝามาใช้จนหมดเสร็จสรรพ มี่ก็เอาออกไปค่ะ

ลองดูเนื้อครีมกันค่ะ

IMG_0092-re

เกลี่ยแล้วค่ะ

IMG_0115-re

ตัวครีมจะหนืดไม่มาก เกลี่ยได้ง่าย ดูดซึมได้ดีปานกลาง จะหนึบๆ ชุ่มๆ แต่หลังจากนั้นประมาณ 5 นาทีก็จะซึมหมดจนเป็นเนื้อเดียวกับผิวค่ะ

ส่วนตัวมี่เป็นคนผิวแห้งก็เลยชอบเป็นพิเศษ

ค่า pH ก็อยู่ที่ช่วง 5-6 กำลังเหมาะกับผิวพอดีค่ะ

IMG_0136-re
แต่ที่ชอบยิ่งกว่าหน่ะหรอ ก็ สัมผัสค่ะ มันจะยืดๆ เราก็ตบเบาๆ จนมันหลอมละลายแนบไปกับผิวหมด ซึ่งแบบนี้ทางวิทย์เครื่องสำอางจะเรียกว่าเป็น Melting effect ค่ะ

10922481_10203491545389468_198576175616252747_n

พยายามมองนะคะ ถ่ายได้แค่นี้อ่า T^T

มันถือเป็นความสนุกระหว่าง Skincare ค่ะ เพลินดี กดๆ ตบๆ แล้วก็ฟู

มาถึงขั้นนี้แล้ว เราก็มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ingredients

มีฉลากภาษาไทยพร้อมเสร็จสรรพค่ะ

IMG_0124-re

ต้องขอโทษด้วยค่ะที่รูปไม่ชัด พอดีเมื่อเช้าลืมถ่ายกล่องไว้ มาถ่ายเมื่อกี๊ เลยมืดไปหน่อย ต้องเปิดไฟส่อง

ถ้าแบ่งส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของสารออกฤทธิ์ (Actives) ส่วนของเนื้อครีม (Base) และก็สารอื่นๆ (Additives) ก็จะแบ่งได้เป็น

1.สารออกฤทธิ์ ประกอบด้วย
-Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J CosmetSci 2005; 27:255–261)และยังมีส่วนช่วยเรื่องการลดสิว และรอยดำจากสิวได้ด้วย

-Zanthoxylum piperitum extract สารสกัดจาก Japanese pepper มีรายงานว่าส่วนของผลประกอบด้วยสารกลุ่ม Polyphenols บางชนิดที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Biosci Biotechnol Biochem. 2006; 70(6):1423-31.) ส่วนมากสารในกลุ่มนี้ให้ผลเป็น Antioxidant ด้วย

-Pulsatilla koreana extract สารสกัดจากพืชดอกชนิดหนึ่งในเกาหลี มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Anti-inflammatory (BMB Rep. 2012; 45(6):371-6.) สารสกัดจากส่วนของลำต้นสามารถยับยั้งการสะสมตัวของไขมันในเซลล์ไขมันได้ (Planta Med. 2012; 78(16):1783-6.) สารประกอบกลุ่ม Pulsaquinoneที่พบในพืชนี้ให้ผลเป็น Anti-acne (Arch Pharm Res. 2009; 32(4):489-94.)

-Usnea barbata extract สารสกัดจาก Lichen ชนิดหนึ่ง มีรายงานว่าสามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ในเซลล์ผิวหนัง (J PhotochemPhotobiol B. 2007; 89(1):9-14.)

-Tremella fuciformis extract สารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant และคุณสมบัติในการลดการอักเสบในผิว (J Food Sci. 2014;79(4):C460-8.) มีสาร Trehaloseที่มีฤทธิ์เด่นเรื่องความชุ่มชื้น (ActaCrystallogr Sect E Struct Rep Online. 2012;68(Pt8):o2511.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าสารสกัดจากเห็ดนี้ประกอบด้วย Polysaccharide ที่ให้ผลเป็น Moisturizer, Antioxidant, ลดการอักเสบและการแพ้ในผิว โดยให้ชื่อทางการค้าว่า Phyto HA สื่อความหมายว่าเป็น Hyaluronที่ได้จากพืช

-Snail secretion filtrate หรือ สารน้ำจากเมือกหอยทากที่ผ่านการกรองแล้ว Claim ว่ามีโปรตีนหลายชนิด มีประสิทธิภาพสารพัด แต่มีหลักฐานที่เป็นการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่แก่ก่อนวัย รวมไปถึงริ้วรอยที่เกิดจากแสงแดด(Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)
-Hydrolyzed placenta extract สารสกัดจากรกที่ผ่านการย่อย ทำให้มีขนาดเล็กลง อาจจะดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น มีประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มความชุ่มชื้น และริ้วรอย
-Oryza sativa extract สารสกัดจากข้าว จริงๆข้าวมีหลายสายพันธุ์ ถ้าดูในฐานข้อมูล Pubmedจะพบว่าข้าวสีม่วงและสีแดง จะมีฤทธิ์เด่นกว่า มีหลายส่วน ทั้งเมล็ด รำ ใบ ซึ่งสารสกัดจากรำข้าวมีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยทำลายอนุมูลอิสระ และปกป้องไม่ให้ไขมันในผิวเกิด Lipid peroxidation (BiosciBiotechnolBiochem. 2013;77(3):624-30.) อันจะทำให้เกิดเป็นริ้วรอยตามมา ในรำข้าวยังมี Phytic acid ซึ่งให้ผลดีหลายๆอย่าง ต่อการเป็น Antiaging

2.Baseแบ่งเป็นส่วนของน้ำ กับน้ำมัน ได้แก่
2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ กับ Glycerin
2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่
-Macadamia oil เป็นน้ำมันที่ค่อนข้างดี ให้ความชุ่มชื้นได้สูง
-Glyceryl stearate เป็นสารไขมันพื้นฐานทั่วไป
-Lanolin ได้จากขนแกะ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวได้ดีมาก แต่อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน
-Mineral oil เป็นน้ำมันพื้นฐานในทางเครื่องสำอาง มีคุณสมบัติเคลือบผิวกันน้ำระเหย
-C13-14 Isoparaffinเป็นตัวช่วยละลายสาร และช่วยรักษาน้ำในผิว
-ส่วน Camellia sinensis leaf oil นี่ไม่แน่ใจว่าใช้แต่งกลิ่น หรือใช้เป็น Active เพราะขึ้นอยู่กับการสกัดด้วย ถ้าสกัดจากใบชาด้วยน้ำมัน Camellia leaf oil จะมีฤทธิ์ที่ดีในการเป็น Antioxidant, ลดรอยแผลเป็น ลดการเกิดสิว ลดการแพ้การระคายเคืองแต่ถ้าสกัดมาจากการกลั่นด้วยไอน้ำก็จะเป็นตัวแต่งกลิ่นเฉยๆ

3.สารอื่นๆ ได้แก่
3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Oleth-5, Oleth-10, laureth-7, Polysorbate 20 เป็นสารที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร แต่ก็ไม่ได้เสริมประโยชน์อะไรให้แก่ผิวเป็นพิเศษ
3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Carbomer, Polyacrylamide, Sodium polyacrylate
3.3สารปรับ pH ได้แก่ Triethanolamineสารตัวนี้มีหลายๆคนกังวลถึงความปลอดภัย เพราะมันอาจจะเกิดเป็นสารที่ชื่อ Nitrosamine แต่จริงๆแล้วมันไม่มีอะไร ถ้าไม่มีสารบางตัวไปเร่งการเกิดปฏิกิริยา และการเกิดปฏิกิริยาส่วนมากอาศัยอุณหภูมิที่สูงมากๆ
3.4Preservatives ได้แก่ สารจับโลหะ EDTA สำหรับสารระงับเชื้อจุลินทรีย์อาจจะหวังผลจาก Camellia leaf oil กับสารสกัดพืชก็ได้

ถึงเวลาการให้คะแนน

cats

1.Actives การออกฤทธิ์เน้นไปที่เรื่องของความชุ่มชื้น และริ้วรอย การลดการอักเสบในผิว และเรื่อง Whitening อาจจะช่วยเรื่องสิวได้บ้าง เพราะน้ำมันใบชา กับสารสกัด Pepper ซึ่งโดยรวมก็ถือว่ามาครบถ้วนสมบูรณ์ จริงๆถ้ามีพวกวิตามินซี กับอี เสริมเข้ามาอีกน่าจะสมบูรณ์แบบ จุดนี้จึงขอให้ 4ฟลาสก์

2.Base ถ้าพิจารณาความสมบูรณ์ของเนื้อครีม สูตรนี้มีแค่ Glycerin อย่างเดียวในการจับน้ำให้ผิว แต่ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติ มีน้ำมันจาก Macadamia กับ Lanolin อยู่ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี แต่ Lanolin อาจจะอุดตันได้ในบางคน ซึ่งในสูตรก็มีการแก้มาด้วยสารสกัดและน้ำมันใบชาที่ให้ผลเรื่องสิวได้ มีสารไขมันเคลือบผิวกันน้ำระเหยได้อยู่ แต่ก็ไม่ได้หรูเลิศมาก จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์ หักคะแนนเรื่องสารดูดน้ำกับ Lanolin ไปอย่างละนิด

3.Additives มีสารอยู่ไม่กี่ชนิด ที่เด่นคือ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน และไม่มีสารกันเสีย (Preservatives free) ถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว ดังนั้นในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาในแนวธรรมชาติแบบนี้จึงต้องใช้ไม้พาย หรือคอตตอนบัดตักครีมออกมาทาผิว หรือไม่ก็ล้างมือให้สะอาดก่อนทา และปิดฝาให้สนิท ไม่ควรเอามือสกปรกไปควักมาทา เพราะผลิตภัณฑ์ถูกรักษาสภาพไว้โดยสารสกัดพืชและน้ำมันใบชา จุดนี้ขอให้คะแนนกับความเป็นมิตรต่อทั้งคนและสิ่งแวดล้อม ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ครีมตัวนี้เหมาะมากกับคนผิวแห้ง แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะมากจนเกินไปจนคนผิวมันหรือผิวธรรมดาใช้ไม่ได้ โดยรวมแล้วถือว่าค่อนข้้างทำมาได้ดีค่ะ สำหรับมี่ มี่ชอบความรู้สึก และความสนุกตอนใช้งาน ยืดๆ กดๆ ตบๆ สนุกไปอีกอย่างนึง ขอให้ 5 ค่ะ

รวม 18/20

ท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Bomul ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้ค่ะ

ถ้าสนใจในรายละเอียดสามารถสอบถามได้ทางเฟสบุคของ Bomul เลยนะคะ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Mistine hydracare moisturizing lotion

[Cosme-Diagnosis] Mistine hydracare moisturizing lotion

มี่พูดอยู่เสมอว่า ของไทยก็ดีไม่แพ้ของใดในโลก

วันนี้ก็มาตอกย้ำคำพูดตัวเองกับน้ำตบไฮยาจากมิสทีนค่ะ

จริงๆมันไม่ได้ชื่อน้ำตบไฮยานะคะ มี่เรียกเอง ชื่อจริงๆของมันก็คือ

ก็คือ Mistine Hydracare Moisturizing Face lotion

ขึ้นชื่อว่า Lotion แต่ก็เป็นแบบน้ำใสๆเหมือน lotion จากฝั่งญี่ปุ่นเชียวนะคะ

mistine1

อันนี้ไปได้มาจากร้านเชียงใหม่คอสเมติกส์ค่ะ ราคาไม่น่าจะเกิน 70 บาท

ส่วนผสมนี่คือ อลังอยู่นะ

แต่ก่อนจะไปรีวิวส่วนผสม ดูเนื้อก่อนดีกว่าค่ะ

mistine2

mistine3

มันจะเป็นน้ำใสๆ เหลวๆ ไม่หนืด เกลี่ยง่าย แห้งไวดี ค่ะ

แต่มี่เป็นคนผิวแห้งมากๆ อันนี้เอาไม่อยู่เลย สุดท้ายก็ขึ้นหิ้งไปค่ะ

ส่วนผสมก็อลังการดีนะคะ

Water, Glycerin, Butylene glycol, Phenoxyethanol, Triple Hyalu-Smoother (Sodium hyaluronate, Hydrolyzed hyaluronic acid, Hydrolyzed sodium hyaluronate), Hydroxyethylcellulose, Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer, Methylisothiazolinone, 3-O-Ethyl ascorbic acid, Sodium chloride, Prunus yedoensis leaf extract

เห็นส่วนผสมแล้วก็แปลกใจนะ ปกติของมิสทีนนี่แบบว่ามาเป็นมหกรรมแห่งพาราเบนเลยค่ะ
(Parabens พาราเบน เป็นสารกันเสียที่มีรายงานว่าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ค่ะ ทำให้หลายๆประเทศห้ามใช้ และคาดว่าในไทยจะมีการควบคุมเร็วๆนี้)

ลองดูคุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่ดีกว่าค่ะ

1.กลุ่ม Actives เป็นพวกสารออกฤทธิ์ค่ะ มีส่วนของสารตระกูล Hyaluron กับวิตามินซี ได้แก่

-ส่วนผสมของ Sodium hyaluronate, Hydrolyzed hyaluronic acid และ Hydrolyzed sodium hyaluronate ปกติพวก Hyaluronate มีผลเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว โดยตัวมันจะอุ้มน้ำไว้ พวกที่ Hydrolyzed แล้วก็มีขนาดที่เล็กลงทำให้ดูดซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้น

-3-O-Ethyl ascorbic acid เป็นรูปแบบใหม่ของวิตามินซีที่ Claim กันว่าดูดซึมเข้าผิวง่าย เพราะมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นคำ Claim จากผู้ผลิต ซึ่งอาจจะมี Bias วิตามินซีมีประโยชน์เป็น Whitening, Antioxidant และเป็นองค์ประกอบของการสร้างคอลลาเจนในผิว

-Prunus yedoensis leaf extract คือ สารสกัดจากใบซากุระ สารสกัดจากใบไม่พบข้อมูลในฐานข้อมูล ข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่ามีสารจำพวก Flavonoid และ Coumarin ช่วยทำหน้าที่เป็น Anti-oxidant, Anti-inflammatory, Whitening และช่วยซ่อมแซมผิวหนังที่เสียหาย บริษัททำวิจัยทดสอบผลของสารสกัดนี้กับผิวหนังที่ถูก Sodium Lauryl Sulfate ทำให้เกิดความเสียหาย พบว่าสารสกัดจากใบซากุระช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ (Sakura Extract B ของ บ. Ichimaru Pharcos)

2. กลุ่ม Base เป็นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาในรูปแบบน้ำใส (Solution) มีแต่ส่วนของน้ำ ได้แก่ Water, Glycerin, Butylene glycol

3. กลุ่ม Additives เป็นพวกสารอื่นๆได้แก่

3.1สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Hydroxyethylcellulose และ Glyceryl acrylate/acrylic acid copolymer

3.2Preservatives ก็จะมี Phenoxyethanol กับ Methylisothiazolinone เป็นตัวป้องกันเชื้อจุลินทรีย์

3.3Sodium chloride ทำได้หลายหน้าที่

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives มีส่วนผสมของ Hyaluron 3 ชนิด ซึ่งก็มีตัวปกติ กับตัวที่ Hydrolzyed แล้ว ซึ่งน่าจะดูดซึมเข้าผิวได้มากกว่า เสริมด้วยวิตามินซี กับสารสกัดใบซากุระ ที่น่าจะให้ผลเรื่อง Whitening กับ Antioxidant โดยรวมตัวนี้ก็ให้ทั้งความชุ่มชื้นและ Antioxidant, Whitening แต่อาจจะยังไม่ได้เด่นชัดมากนัก คือถ้าดูตามการออกฤทธิ์ก็ถือว่าครบ แต่รู้สึกว่ามันน้อยไปหน่อย ขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base มีแค่ น้ำ Butylene glycol และ Glycerin ไม่มีส่วนผสมของ Alcohol แต่สารดึงน้ำสองตัวนี้เป็นตัวที่ Basic มาก แต่ก็ยังดีกว่าการที่มีแค่ Glycerin อย่างเดียว จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

3.Additives มีส่วนผสมแค่ไม่กี่ชนิด สารที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร จริงๆแอบแปลกใจด้วยนิดนึงเพราะว่าปกติแบรนด์นี้ชอบใส่มหกรรมครอบครัวพาราเบน แต่อันนี้กลับไม่ใช่ และที่สำคัญคือยังไม่มีน้ำหอมอีก ขอให้ 5 ฟลาสก์

4. คะแนนการใช้งาน สำหรับคนผิวแห้งมากๆ อันนี้เอาไม่อยู่แน่ๆค่ะ แต่ถ้าคนผิวมันอยากเติมน้ำให้ผิว คิดว่าอันนี้น่าจะตอบโจทย์ค่ะ แต่สำหรับตัวมี่เองขอให้ 3 ฟลาสก์ค่ะ

รวม 16/20

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีค่ะ

[Cosme-Diagnosis]TonyMoly BCDation

[Cosme-Diagnosis]TonyMoly BCDation

ปกติมี่ไม่เคยรีวิวรองพื้นเลยค่ะ จนกระทั่งมาสัมผัสกับเจ้านี่ นางอุดมด้วยส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวหนังได้เลอค่ากว่า Skincare บางอันเสียอีกค่ะ

เจ้า BCDation ตัวนี้มี่ไปได้มาตอนไปเกาหลีเมื่อเดือน มิย ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีโปรซื้อ 1 แถม 1 แต่เป็นซื้อขนาดปกติเป็นขวด แถมหลอดเล็ก 20 กรัมให้ค่ะ

ทางแบรนด์ Claim ว่า BCDation = BB + CC + Foundation

ประมาณว่าขวดเดียวจบ

สีที่

มี่่เลือกมาคือสีเบอร์สองค่ะ

tm1-e

ลองสวอทช์เทียบกับ Illamasqua ลูกรักนะคะ
tm4-etm5tm6

จะเห็นว่าเนื้อสัมผัสค่อนข้างคล้ายเลยทีเดียว ทั้งการทาแล้วออกมาเป็นเนื้อแป้ง

ลองมาดูส่วนผสมดีกว่าค่ะ

tm3

อันนี้อ่านไม่ออกค่ะ ยอม ประมาณว่าปราศจาก 8 สารต้องห้าม เนียนได้ 24 ชั่วโมง มั้ง??

tm2

จะเห็นว่าอลังมาก

เอาแบบสรุปก่อนนะคะ เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาวๆ

1. Actives คือ สารออกฤทธิ์ มีอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทั้ง Antioxidant, Anti-inflammatory, Whitening, กระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน เพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น Anti-aging โดยไปกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ ซึ่งก็ถือว่าเกือบจะสมบูรณ์แบบ ถือเป็น Skincare ชิ้นหนึ่งได้เลย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base ปกติผลิตภัณฑ์ประเภท Emulsion ถ้าพิจารณาให้คะแนนจากความสมบูรณ์ของการเป็น Moisturizer คือต้องมีสารชอบน้ำที่ดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบคลุมผิว ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้มีสารที่ดูดน้ำให้ผิวอยู่หลายตัว ทุกตัวมีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างดี และไม่ระคายเคือง มีน้ำมันจากพืชธรรมชาติอยู่หลายชนิด และมีสารเคลือบคลุมผิวกันน้ำระเหยอีกหลายตัว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3. Additives มีอยู่หลายชนิด บางชนิดก็ให้คุณสมบัติบำรุงผิวเสริมเข้ามาด้วย จะมีก็ขอติเรื่อง Grapefruit oil ซึ่งมีสารกลุ่ม Coumarins ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงได้ในบางราย จึงควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรือออกกำลังการแจ้งเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนนส่วนผสม 14/15
คะแนนการใช้งาน 4/5

รวม 18/20 ค่ะ

แบบเจาะลึกจัดเต็มค่ะ

1. Actives เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ ขอแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามแหล่งที่มา ได้แก่

1.1 สารสำคัญที่ได้จากกระบวนการทาง Biotechnology ได้แก่

– Pseudoalteromonas ferment extract รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Antarcticine ของบ. Lipotec ได้จากการแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่พบในธารน้ำแข็ง ประกอบด้วยสารกลุ่ม Tripeptide ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและอิลาสติน จึงช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยลดลง นอกจากนี้มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยในกระบวนการสมานแผล (Promote Wound-healing) เวลาผิวหนังเกิดความเสียหาย ก็จะช่วยให้ซ่อมแซมตัวเองได้ไวขึ้น (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

1.2 สารสำคัญที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ได้แก่

– น้ำคั้นจาก Birch (Betula platphylla japonica juice) สารสกัดจากพืชตัวนี้มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant (Life Sci. 2004; 74(8):1013-26.) และสามารถป้องกันการเกิดผื่นการแพ้ ที่คล้าย Atopic dermatitis ในหนูทดลองได้ (J Ethnopharmacol. 2008; 116(2):270-8.) ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า มีคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (Birch sap จาก บ. Koei Kogyo)

– Witch hazel extract (Hamamelis verginiana) รู้จักกันดีเพราะคุณสมบัติความเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สำหรับรายงานการวิจัยมีระบุถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ (J Pharm Pharmacol. 1994; 46(4):286-90.) และมีสารประกอบจำพวก Tannin และ Proanthocyanidins (Planta Med. 1988; 54(5):454-7.) ซึ่งพวกนี้มีฤทธิ์ Antioxidant ที่ดี

– สารสกัดจากพืชตระกูลสน (Pinus densiflora extract) มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant และคุณสมบัติในการปกป้อง DNA ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ (Prev Nutr Food Sci. 2012; 17(2):116-21.) ซึ่งพืชตระกูลสนก็จะมีสารในกลุ่ม Proanthocyanidins ที่มีฤทธิ์แรง อยู่เกือบๆทุกสายพันธุ์ และมักจะมีคุณสมบัติเป็น Whitening อยู่ในตัวด้วย

– สารสกัดจากรากหญ้าคา (Imperata cylindrica root extract) มีรายงานการวิจัยระบุว่าในหญ้าคามีสารประกอบกลุ่ม Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ (Planta Med. 1999; 65(6):549-52.) ผู้จำหน่ายวัตถุดิบบอกว่าสารสกัดนี้มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความดันในเซลล์ผิว และช่วยรักษาน้ำในผิวหนังชั้นนอก ควบคุมความชุ่มชื้นในผิวได้ 24 ชั่วโมง (Vegesome Moist 24 ของ บ.Sederma)

– สารสกัดจากถั่วเขียว (Phaseolus radiatus seed extract) ถั่วเขียวเป็นพืชหนึ่งที่ทางเกาหลีชอบนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เพราะมีโปรตีน กรดอะมิโน ฟลาโวนอยด์หลายๆชนิด ในฐานข้อมูลงานวิจัยยังไม่มีรายงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทาง Skincare แต่ถ้าลองค้นในฐาน Patent จะเจอเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ Anti-aging ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า สารสกัดจากถั่วเขียวสามารถปรับสภาพผิวให้ผิวนุ่มนวลเนียนและกระจ่างใส

– Oatmeal extract (Avena sativa extract) ส่วนของ Oatmeal มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ของเซลล์ผิวหนัง (Int J Tissue React. 2003; 25(2):41-6.) และช่วยป้องกันความระคายเคืองจากสารเคมีในผิว (การทดสอบใช้ SLS เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง) (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2002; 15(2):120-4.) นอกจากนี้เนื่องจากใน Oatmeal มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

– น้ำมันจากพืชต่างๆหลายชนิด ได้แก่ Babassu (Orbignya oleifera), มะรุม (Moringa oleifera), ทานตะวัน, Meadowfoam, Argan, มะกอก และ Baobab (Adansonia digitata) ซึ่งบางชนิดเป็นพืชหายากที่ใช้กันบางเขตของโลก เหมือนเป็นการตลาดด้วยส่วนหนึ่ง เพราะปกติน้ำมันจากพืชจะมีสารประกอบกรดไขมันต่างๆ Phytosterol Phospholipid และสารอื่นๆที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไปทดแทนไขผิวหนังที่เสียสภาพไป อาจจะให้ผลลดริ้วรอยได้ แต่บางคนอาจจะแพ้น้ำมันพืชบางอย่าง หรือเกิดการอุดตันรูขุมขนจากน้ำมันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ในแต่ละบุคคลจึงควรทดสอบก่อน

1.2 สารสำคัญที่เป็นสารบริสุทธิ์ ได้แก่

– Sodium hyaluronate มีบทบาทในเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง

– Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 ตัวนี้มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

– Adenosine เหมือนเป็นสารชั้นสูงที่ใช้กันในเคาน์เตอร์แบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ L แต่ปัจจุบันก็เห็นมีใช้กันหลายแบรนด์ Claim กันว่าเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP ก็จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ว่ากันไป ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)

– Acetyl heptapeptide-9 ตัวนี้ใช้คู่กับ Colloidal gold นำมาจับกัน (Conjugated) เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ Fibroblast เพื่อให้สังเคราะห์คอลลาเจนเพิ่มขึ้น ทำให้ริ้วรอยต่างๆดูจางลง

– Oxygen อันนี้ไม่ทราบวัตถุประสงค์จริงๆค่ะ เป็นเทรนด์ของเกาหลีที่ชอบบอกว่าเติม Oxygen ให้ผิว แต่ Oxygen ถ้ามีมากเกินไปและถูกเหนี่ยวนำให้เป็น Radical (อนุมูลอิสระ) จะทำร้ายผิวได้

2.เนื้อผลิตภัณฑ์ ได้แก่

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propylene glycol, Butylene glycol, Pentylene glycol, Dipropylene glycol, Butylene glycol Dicaprate/Dicaprylate ซึ่งให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ดี

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่

– น้ำมันจากพืชหลายๆชนิด ที่ดูดซึมเข้าผิวได้ (กล่าวในส่วนของ Active ingredients) และ Hydrogenated vegetable oil

– สารเคลือบคลุมผิวรักษาความชุ่มชื้น ได้แก่ Hydrogenated polydecene, Methyl hydrogenated rosinate, Ethylhexyl olivate, Hexyl laurate ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันน้ำระเหยออกจากผิวหนัง

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ

3.1 อนุพันธ์ของซิลิโคน ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Phenyltrimethicone, Cetyl PEG/PPG-10/1 Dimethicone, Cyclohexasiloxane, Dimethicone, Cetyl dimethicone, Triethoxycaprylylsilane, Hydrogenated dimethicone พวกนี้ทำหน้าที่แตกต่างกันไป และยังช่วยให้สัมผัสที่ดีตอนทาครีม ช่วยเคลือบคลุมผิวให้เรียบเนียน รู้สึกดี

3.2 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polyglyceryl-4 isostearate ตัวนี้ให้สมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นได้, Sorbitan isostearate, Sorbitan olivate, Disteardimonium hectorite ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของ Hectorite ซึ่งเป็นแร่ที่ได้จากธรรมชาติ เป็น Emulsifier จะให้ครีมที่มีเนื้อเนียนและมีสีขาว เป็นสารเพิ่มความหนืดในตัว ทำให้ครีมที่ได้มีความหนืดเหมาะสม แผ่กระจายบนผิวได้ดี และเป็นมิตรกับผิว

3.3 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Glyceryl polymethacrylate, Gelatin และ Acacia gum ซึ่งสองตัวหลังเป็นสารที่ได้มาจากธรรมชาติ

3.4 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, 1,2-hexane diol, Caprylyl glycol, Ethylhexylglycerine 3 ตัวหลังมีฤทธิ์ฤทธิ์ระงับเชื้ออ่อนๆ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

3.4 Pigment/Mineral ได้แก่ Titanium dioxide, Zinc oxide 2 ตัวนี้ให้สีขาว และมีคุณสมบัติเป็น Physical sunscreen ได้เมื่อใช้ในความเข้มข้นค่าหนึ่งขึ้นไป, Talc เป็นแร่ที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับความมันบนผิวได้ ไม่มีคุณสมบัติที่ให้สี, CI77491, CI77492, CI77499 3 ตัวนี้ เป็น Iron oxides สีเฉดเหลือง-ส้ม

3.5 สารแต่งกลิ่น/น้ำหอม ได้แก่ Grapefruit peel oil กับ Fragrance ซึ่ง Grapefruit peel มีสารพฤกษเคมีกลุ่ม Coumarins ที่อาจจะทำให้เกิดภาวะไวต่อแสงแดดได้ในบางราย จึงอาจจะระวังเวลาออกไปแดดจัดๆนานๆ

3.6 สารที่มีหลายหน้าที่ มีสองตัว

– Triethyl citrate ตัวนี้เป็น Ester ของ Citric acid มีหลายๆหน้าที่เช่นเป็น Solvent ช่วยละลายสาร และก็ทำหน้าที่ระงับการหลั่งเหงื่อ ซึ่งก็เป็นไปได้ทุกหน้าที่ นอกจากนี้ก็สามารถใช้เป็น Fixative ในผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอมให้กลิ่นติดทนนานได้ มีวัตถุดิบตัวหนึ่งของบริษัท Elementis ชื่อว่า Bentone gel ประกอบด้วย Disteardimonium hectorite, Phenyltrimethicone และสารตัวนี้ ทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มความหนืด และช่วยปรับลักษณะของผลิตภัณฑ์ให้แผ่กระจายได้ง่าย ไม่เหนอะหนะ ช่วยให้ผิวนุ่ม แลดูเงางาม ควบคุมความมัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นคุณสมบัติของรองพื้น/BB ที่ดี

– Calcium stearate ตัวนี้สามารถเป็นสารให้สี สารป้องกันเม็ดสี(ของแข็งที่ไม่ละลาย)ตกตะกอนและอัดกันแน่น (Caking) เพิ่มความคงตัวของ Emulsion ควบคุมความหนืด
จะเห็นได้ว่าค่อนข้างมาเต็มเลยทีเดียว ถ้าใครผิวขาวๆหน่อยน่าจะจัดได้ค่ะ เนียนผ่องได้ทั้งวี่วันค่ะ

[Cosme-Diagnosis] White seed Real whitening lotion จาก TheFaceShop

[Cosme-Diagnosis] White seed Real whitening lotion จาก TheFaceShop

ช่วงต้นเดือนทางเพจ TheFaceShop ได้จัดกิจกรรม Dare to wonder ขึ้นค่ะ มี่ก็ได้เข้าไปร่วมสนุกและเป็นผู้โชคดีได้รับ White seed real whitening lotion มาค่ะ

วันนี้เลยเอามารีวิวเจาะลึกให้ชมค่ะ

container-re

เป็นขวดแก้วทึบ สีขาว ค่อนข้างหนาค่ะ ดูแน่นหนาปลอดภัยแข็งแรง ฝาปั๊มสีขาว กดง่ายสะดวกมือ ไม่เลอะเทอะ ดูสะอาดตามากค่ะ

เนื้อโลชั่นเป็นโลชั่นเนื้อบางเบาสีขาว เกลี่ยง่าย ดูดซึมได้เร็วปานกลาง พอดูดซึมหมดก็แห้งสนิท ไม่เหนอะหนะ สามารถแต่งหน้าทับได้เลยค่ะ

hand2-re

สำหรับความประทับใจในสัมผัส กลิ่น การแผ่กระจายบนผิว การดูดซึม และความนุ่มผิว มี่ขอให้ 5/5 ฟลาสก์ค่ะ เพราะเกลี่ยง่าย เนื้อเนียน กลิ่นหอมดอกไม้ หวานๆ อ่อนๆ ไม่ฉุนจนเกินไป ดูดซึมไวปานกลาง และนุ่มผิวดีค่ะ

ลองวัดค่า pH ดู ได้ค่า pH ประมาณ 5 ค่ะ อยู่ในช่วงใกล้กับผิวเลยค่ะ (ผิวเรามีค่า pH 5-6)

pH-re

ส่วนผสมนะคะ

ingre-re

box-re

มาในคอนเซปท์ 7 Free system ค่ะ

ไม่มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันค่ะ

คือ ไม่มีพาราเบน ไม่มี Alcohol Denat. ไม่มี Mineral oil ไม่มีสี ไม่มีวัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ ไม่มี Benzophenone และ ไม่มี Triethanolamine ค่ะ

พาราเบนนี่เคยมีรายงานว่าอาจจะไปรบกวนระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มประเทศทาง EU Ban ไปค่ะ

Alcohol Denat. นี่เป็นแอลกอฮอล์ที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมีเพื่อกำจัดเอากลิ่นออก เค้ากลัวเรื่องสารเคมีตกค้าง กับกลัวเรื่องความแห้งและความระคายเคืองที่เกิดจากแอลกอฮอล์ค่ะ

Mineral oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมทางปิโตรเคมี ที่อาจจะมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

สัี บางชนิดอาจจะมีผลต่อสุขภาพได้ค่ะ

วัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ บางชนิดอาจจะทำให้เกิดการแพ้ และมีเรื่องของประเด็นการทำลายทำร้ายชีวิตสัตว์ด้วย

Benzophenone เป็นสารกรองรังสี UV มักพบในผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสียสภาพไปเพราะแสงแดด แค่ว่าพวกนี้ดูดซึมเข้าร่างได้อาจจะเป็นอันตรายได้ค่ะ

และสุดท้าย Triethanolamine เป็นสารปรับ pH ค่ะ มีรายงานว่าสามารถเกิดปฏิกิริยากับสารเคมีบางชนิดและปลดปล่อยพวก Nitroso ออกมาซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งค่ะ

เรามาลองเจาะลึกส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

(ค่อนข้างยาวนะคะ ถ้าเบื่อ ข้ามไปอ่านบทสรุปตอนท้ายได้เลยค่ะ)

ปกติผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่
1. Actives ได้แก่

– Niacinamide คือ วิตามินบี 3 มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
– Panthenol คือ วิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย
– Lupinus albus seed extract คือ สารสกัดจาก White lupin ถ้าเป็นการสกัดในน้ำมัน จะมีจำหน่ายในรูปแบบสารสกัดที่ชื่อ Collageneer ของบริษัท Expanscience มีฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่นของชั้นผิว (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ) แต่ถ้าสกัดด้วยน้ำก็จะมีโปรตีนคุณภาพดี (J. Sci Food Agri, 1987, 41(3), 205-218) และมีคุณสมบัติเป็นสารจับโลหะ ช่วยป้องกันไม่ให้โครงสร้างผิวเสื่อมจากปฏิกิริยาที่ถูกเร่งโดยโลหะ
– Bellis perennis flower extract คือ สารสกัดจาก White Daisy ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีการกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Nat Prod Commun. 2010;5(1):147-50.) ส่วนในสิทธิบัตรยุโรประบุว่าสารสกัดจาก Daisy สามารถใช้เป็น Whitening ได้โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานิน (EP1737538 B1)
– Polyglutamic acid มีบทบาทในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ค่อนข้างดี
– Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
– Salix alba bark extract คือ สารสกัดจาก Willow สารสกัดจาก White willow ไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง มีรายงานว่าประกอบด้วย Tannin, Lignin ให้ผลกระชับรูขุมขน มี Salicylic acid ที่เป็น BHA ให้ผลละลายไขมันอุดตันในรูขุมขน ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
– Chenopodium quinoa seed extract คือ สารสกัดจาก Quinoa เป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยระบุว่าประกอบด้วยสารกลุ่ม Phenolics หลายชนิด ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Chem. 2015;166:380-8.) มีสารกลุ่ม Saponin หลายๆตัวที่ให้ฤทธิ์เป็น Anti-inflammatory (J Food Sci. 2014;79(5):H1018-23.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารสกัดจากเมล็ด Quinoa ให้ผลเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย ลดการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง และช่วยลดจำนวนเม็ดเลือดแดงที่คั่งค้างใต้ตา มีผลลดรอยคล้ำใต้ตาได้ (Adipoless จาก Seppic)

2. Base เป็นรูปแบบของ Emulsion ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol, Propylene glycol dicaprylate/dicaprate, 1,2-Hexanediol, Butylene glycol, Glycerine
2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Capric/caprylic triglycerides, Caprylic/capric glycerides สองตัวนี้เป็นไขมันที่มีสายยาวปานกลาง มีขนาดเล็ก ซึมเข้าผิวได้ง่าย ให้ผลบำรุงทดแทนไขมันในผิวหนัง, Cetearyl alcohol, Glyceryl stearate เป็นไขมันพื้นฐานทั่วไป

3. Additives ได้แก่

3.1 Silicones ได้แก่ Cyclopentasiloxane กับ Cyclohexasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสที่ดีตอนทา ไม่เหนอะหนะ
3.2 Emulsifiers เป็นตัวผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน ได้แก่ Cetearyl olivate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่ให้คุณสมบัติเป็น Emulsifier ได้ด้วย มักพบร่วมกับ Sorbitan olivate เป็น Emulsifier ที่ได้จากธรรมชาติ ให้สัมผัสที่เนียนละเอียด และมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว, และ PEG-100 stearate ที่เป็นสารพื้นฐานทั่วไป
3.3 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acrylates/C10-30 alkylacrylate crosspolymer กับ Carbomer
3.4สารปรับ pH คือ Potassium hydroxide แม้ว่าโดยธรรมชาติสารนี้จะระคายเคือง แต่ใส่มานิดหน่อยแค่ปรับ pH เลยไม่เป็นอะไรกับผิว อันตรายขึ้นกับความเข้มข้นด้วย
3.5 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, Potassium sorbate, Sodium benzoate, Sorbic acid และสารจับโลหะ EDTA
3.6 สารแต่งกลิ่น Fragrance

สรุปและให้คะแนน
1. Actives มีตัว Whitening เด่นๆอยู่ 2 ตัว คือ Niacinamide กับ Hexylresorcinol ถ้าดูจากลำดับส่วนผสมแล้วคือ Niacinamide มีอยู่พอสมควรเลยหล่ะ สารสกัดอื่นๆยังไม่มี Report รองรับชัดเจน แต่ก็ให้คุณสมบัติเป็น Anti-oxidant กับพวกลดริ้วรอย และ Moisture ได้ดี โดยรวมแล้วผลิตภัณฑ์นี้ได้ทั้ง Moisturizer, Whitening, Anti-oxidant, Anti-inflammatory ซึ่งก็ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้าได้พวก Antioxidant ดีๆอีกซักตัวสองตัวคงแจ่ม ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีพวก AHA ที่ถ้าใช้ความเข้มข้นเยอะๆไปนานๆก็จะทำให้ผิวบางได้ จึงสามารถใช้ได้เลยในระยะยาว และที่สำคัญคือไม่ได้ใช้พวก Pigment ที่จะมาแค่เคลือบผิวให้ขาวหลอกๆไปวันๆ จุดนี้เลยขอให้ 4.5 ฟลาสก์
2. Base ถ้ามองจากความสมบูรณ์ของตัวเนื้อครีมในการเป็น Emulsion ที่ดี ผลิตภัณฑ์นี้มีสารดึงน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว มีน้ำมันจากธรรมชาติอย่างพวก Capric/caprylic glycerides กับ Triglycerides อยู่ จะขาดก็ยังแต่สารไขมันเคลือบผิวกันน้ำระเหย จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives ผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมของสารพาราเบน สารอื่นๆก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แถมคู่ผสมอย่าง Cetearyl olivate/Sorbitan olivate ยังให้ผลเป็น Moisturizer ที่ดีให้ผิวด้วย แต่มีน้ำหอมนะ บางคนที่ผิวไวมากๆ อาจจะแพ้ก็ได้ แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

รวมคะแนน
point

1. การใช้งาน 5/5
2. Actives 4.5/5
3. Base 4/5
4. Additives 5/5

รวม 18.5/20 ค่ะ

ท้ายนี้ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆจาก TheFaceShop ด้วยนะคะ

แล้วก็ขอเพิ่มเติมนิดนึงคือ Line นี้ยังมี Toner, Essence, Cream ด้วยค่ะ ราคาก็ไม่แพงมาก (สำหรับ Lotion 125 ml 779 บาท) ถ้าเทียบกับส่วนผสมแล้วถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเลยค่ะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเข้าไปชมผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ TheFaceShop ได้ที่เวบไซต์ของ TheFaceShop หรือ แฟนเพจของ TheFaceShop ในเฟสบุคเลยนะคะ

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ

[Mini]Cosme-Diagnosis เปิดกรุ Primer 5 อันที่เคยใช้ + วิเคราะห์ส่วนผสมแบบย่อๆ

[Mini]Cosme-Diagnosis เปิดกรุ Primer 5 อันที่เคยใช้ + วิเคราะห์ส่วนผสมแบบย่อๆ

วันนี้เอาบทวิเคราะห์ Primer ในกรุ 5 สูตร จาก 4 แบรนด์ มาฝากค่ะ

ส่วนตัวพึ่งเริ่มใช้ Primer มาได้ปีกว่าๆ เลยยังลองไม่เยอะชนิดเท่าไหร่ค่ะ

ขอเล่าให้ฟังก่อนนิดนึงถึง Primer ก่อนนะคะ

คำว่า Primer จริงๆแล้ว ยังไม่มีนิยามทาง Formulation มากำหนดและอธิบายไว้ ว่ามันคืออะไร

แต่ในทาง Makeup Primer หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาเพื่อเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าในขั้นตอนถัดไป เพื่อให้
1. ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน โดยไปเคลือบเป็นฟิล์มบางๆ เพื่อปิดรูขุมขน และริ้วรอยตื้นๆบนผิว
2. ป้องกันไม่ให้ Makeup เข้าไปอุดตันในรูขุมขน โดยเจ้า Primer เองจะเป็นตัวที่เข้าไปในรูขุมขน
3. ช่วยให้ Makeup ต่างๆติดผิวได้ดีขึ้น
(ถ้าผิดพลาดหรือตกหล่นไปรบกวนแจ้งด้วยนะคะ ไม่ค่อยถนัดเรื่อง Makeup เท่าไหร่ค่ะ)

ดังนั้นถ้ามองจากคุณสมบัติของ Primer มันก็ควรจะประกอบด้วย สารก่อฟิล์ม ที่จะช่วยเคลือบเป็นฟิล์มบางๆบนผิว เพื่อให้ผิวเรียบเนียนและกันเมคอัพตกไปในรูขุมขนบนผิวค่ะ

Primer ที่มี่เคยใช้ มี 5 ตัว ดังรูปเลยค่ะ

IMG_4715-re2

เรียงไปทีละตัว แล้วสุดท้ายจะลองบนผิวให้ดูอีกทีนึงค่ะ

คราวนี้เอาแบบสรุปๆเลยนะคะ จัดเต็มแบบกระทู้ก่อนๆ แลดูจะยาวและรบกวนพื้นที่ไปค่ะ

ตัวแรก LM foundation primer

เป็น Primer เนื้อเจลแฉะๆ สีเนื้อ เกลี่ยง่าย เคลือบผิวได้ปานกลาง ปกปิดรูขุมขนได้ปานกลาง ชุ่มผิวปานกลาง คุมมันได้น้อย เกลี่ยรองพื้นได้เรียบขึ้น และติดทนนานขึ้นปานกลาง

ส่วนผสม: Water, Tridecyl neopentanoate, cetyl alcohol, stearic acid, glyceryl stearate, lanolin, Diazolidinyl urea, Triethanolamine, Methylparaben, Carbomer, Propylparaben, Propylene glycol, Polymethylmethacrylate, Aloe barbadensis leaf juice, Allantion, Ascorbyl palmitate, Tocopherol, Glycine soja oil, Jasminum officinale oil, Lavendula angustifolia oil, Geranium maculatum oil, Cymbopogon martini oil, Citrus aurantium dulcis peel oil, Camellia sinensis leaf extract, Honey extract, Vitis vinifera fruit extract, Actinidia chinensis fruit extract, Citral, Geraniol, Linalool, Limonene

มีส่วนของสารก่อฟิล์มอย่าง Polymethylmethacrylate ที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น มีส่วนผสมของสารกลุ่มน้ำมัน มีสารสกัดจากชาเขียวที่เป็น Antioxidant ที่ดีอยู่ มีส่วนผสมจาก Aloe น้ำผึ้ง องุ่น กับผล Kiwi ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้

ส่วนของน้ำมันหอมระเหยจากพืชอย่างมะลิ มีราคาแพง มีความอ่อนโยน แต่น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากพืชตระกูล Citrus อย่างส้ม อาจจะทำให้เกิดการแพ้แสง (Photosensitivity จนถึง Phototoxic) ได้ จึงควรระวังการทาแล้วไปออกแดดจัดๆ อาจจะทำให้ผิวไหม้ ดำ ได้ (ผลการตอบสนองแล้วแต่บุคคล)

คะแนน
ส่วนผสม 3
ทาง่าย 4
ปกปิดรูขุมขน 3
เกลี่ยรองพื้นได้เรียบเนียนขึ้น 4
คุมมัน 2
รองพื้นติดทนนาน 3
กันเหงื่อกันน้ำ 3

ตัวที่สอง It’s Skin Cotton primer

ส่วนผสม:
Water, Cyclopentasiloxane, Butylene glycol, Silica, Dimethicone/Vinyl dimethicone crosspolymer, Polysorbate 60, Polyacrilamide, C13-14 isoparaffin, Allantoin, Laureth-7, EDTA, Terminalia chebula fruit extract, Camellia sinensis leaf extract, Anthemis nobilis flower extract, Aloe barbadensis leaf extract, Fragrance, Phenoxyethanol

Primer เนื้อเจลแห้งๆสีขุ่น เกลี่ยง่าย เคลือบผิวได้ดี คุมมันปานกลาง ปกปิดรูขุมขนปานกลาง ชุ่มผิวมาก เกลี่ยรองพื้นได้เรียบเนียนขึ้น ติดทนนาน กันเหงื่อกันน้ำ

หลักๆเป็น Silicone มี Silica ช่วยดูดซับน้ำมันบนผิว อาศัยสารก่อฟิล์มที่เป็นอนุพันธ์ของซิลิโคน กับ Polyacrilamide มีส่วนของน้ำมันอยู่ มีสารสกัดพืชอย่าง Terminalia ให้ผลกระชับรูขุมขน คุมมัน เป็น Antioxidant ชาเขียว เป็น Antioxidant Chamomile กะ Allantoin ลดการระคายเคือง Aloe เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

คะแนน
ส่วนผสม 5
ทาง่าย 5
ปกปิดรูขุมขน 4
เกลี่ยรองพื้นได้เรียบเนียนขึ้น 4
คุมมัน 3
รองพื้นติดทนนาน 4
กันเหงื่อกันน้ำ 5

ตัวที่สาม Innisfree No sebum Mineral primer

ส่วนผสม (Copy มาจาก Innisfreeworld website ค่ะ)
CYCLOPENTASILOXANE, DIMETHICONE/VINYL DIMETHICONE CROSSPOLYMER, CYCLOHEXASILOXANE, ETHYLENE/ACRYLICACID COPOLYMER, PEG/PPG-19/19 DIMETHICONE, 1,2-HEXANEDIOL, CAMELLIA SINENSISLEAF EXTRACT, SILICA, MINERAL SALTS, MENTHA ARVENSIS LEAF EXTRACT, CAMELLIA JAPONICA LEAF EXTRACT, ORCHID EXTRACT, OPUNTIA COCCINELLIFERA FRUIT EXTRACT, CITRUS UNSHIU PEEL EXTRACT, TOCOPHEROL, FRAGRANCE

Primer เนื้อซิลิโคนเกือบใส เกลี่ยยาก แต่ลื่น เคลือบผิวได้ดี คุมมันได้ดี ปกปิดรูขุมขนดีมาก เกลี่ยรองพื้นได้ง่ายและเรียบเนียนปานกลาง ช่วยให้รองพื้นติดทน กันน้ำ กันเหงื่อ

หลักๆเป็น Silicone ไม่มีส่วนประกอบของน้ำ มี Silica ช่วยดูดซับน้ำมัน มีสารก่อฟิล์มจากอนุพันธ์ของซิลิโคน และ Acrylates มีสารสกัดพืชที่เป็น Antioxidant และควบคุมความมัน ส่วนของ Mineral salt ยังไม่มีหลักฐานรองรับถึงประโยชน์ต่อผิว

คะแนน
ส่วนผสม 5
ทาง่าย 3
ปกปิดรูขุมขน 5
เกลี่ยรองพื้นได้เรียบเนียนขึ้น 5
คุมมัน 5
รองพื้นติดทนนาน 5
กันเหงื่อกันน้ำ 5

ตัวที่ 4 Hydraveil จาก Illamasqua

ส่วนผสม (Copy มาจาก Illamasqua UK website)
AQUA (WATER, EAU), GLYCERIN, BUTYLENE GLYCOL, PEG-240/HDI COPOLYMER BIS-DECYLTETRADECETH-20 ETHER, PHENOXYETHANOL, NIACINAMIDE, CHLORPHENESIN, ETHYLHEXYLGLYCERIN, INULIN LAURYL CARBAMATE, SODIUM HYALURONATE, ALCOHOL, 3-O-ETHYL ASCORBIC ACID, DISODIUM EDTA, SODIUM ASCORBYL PHOSPHATE, SODIUM PHOSPHATE, PARFUM (FRAGRANCE), METHYLISOTHIAZOLINONE, ACMELLA OLERACEA EXTRACT, POTASSIUM LAURATE, CAPRYLIC/CAPRIC TRIGLYCERIDE, BHT, HAEMATOCOCCUS PLUVIALIS EXTRACT, SODIUM CHLORIDE, TOCOPHEROL, BUTYLPHENYL METHYLPROPIONAL, LIMONENE.

ไพรมเมอร์เนื้อเจลใส ชอบเกาะกันเป็นกลุ่มๆเลยทำให้เกลี่ยยากเล็กน้อย แต่ชุ่มชื้นมาก คุมมันได้ในระดับหนึ่ง ปกปิดรูขุมขนได้เล็กน้อย เกลี่ยรองพื้นได้ยาก เป็นคราบเล็กน้อย รองพื้นติดทนขึ้น ไม่ค่อยกันเหงื่อกันน้ำเท่าไหร่

ส่วนผสมหลักๆเป็นพวกสารก่อเจล ซึ่งมีคุณสมบัติเคลือบฟิล์มได้ มีสารสกัดพืชที่จริงๆมีคุณสมบัติเป็นยาชา จึงคาดว่าน่าจะทำหน้าที่ควบคุมการสร้างน้ำมันออกมาจากในผิว มีวิตามินบี 3 กับวิตซี ช่วยเรื่องความขาวกับริ้วรอย มี Antioxidant เสริมเข้ามา

คะแนน
ส่วนผสม 5
ทาง่าย 3
ปกปิดรูขุมขน 2
เกลี่ยรองพื้นได้เรียบเนียนขึ้น 2
คุมมัน 3
รองพื้นติดทนนาน 4
กันเหงื่อกันน้ำ 3

ตัวที่ 5 Matte veil

ส่วนผสม (Copy มาจาก Illamasqua UK website)
Aqua (Water, Eau), Alcohol Denat., Butylene glycol, Aluminum starch octenylsuccinate, Polyacrylamide, Phenoxyethanol, Ethylhexylglycerin, Polysorbate 60, C13-14 isoparaffin, Methylparaben, Carbomer, Sodium hydroxide, Laureth-7, Parfum (Fragrance), Sodium hyaluronate, Glycerin, Sodium citrate, Xanthan gum, Titanium dioxide (CI 77891), Iron oxides (CI 77491, CI 77492)

รองพื้นเนื้อเจลสีเนื้อ ทาง่าย แห้งไว ไม่ค่อยชุ่มผิวเท่าไหร่ คุมมันได้ดี แต่ทำให้เกลี่ยรองพื้นยากขึ้น และไม่สม่ำเสมอ ปิดรูขุมขนได้ปานกลาง

ส่วนผสมมี Aluminium starch octenylsuccinate เป็นอนุพันธ์ของคาร์โบไฮเดรต มีคุณสมบัติดูดซับความมันและสามารถช่วยไม่ให้เม็ดสีและ Pigment ต่างๆจับกลุ่มกันมองเห็นเป็นคราบ กับสารก่อฟิล์มอย่าง Polyacrilamide แต่มี Alcohol ซึ่งน่าจะเยอะด้วย นอกจาก Hyaluron ก็ไม่มีสารสำคัญอื่นๆที่จะช่วยบำรุงผิวได้เลย

คะแนน
ส่วนผสม 2
ทาง่าย 4
ปกปิดรูขุมขน 4
เกลี่ยรองพื้นได้เรียบเนียนขึ้น 1
คุมมัน 4
รองพื้นติดทนนาน 3
กันเหงื่อกันน้ำ 4

ลองทาให้ดูบนผิวนะคะ

ให้ดูเนื้อของแต่ละอัน

หลังเกลี่ย

พอแห้งก็หยดรองพื้นลงไป

เกลี่ยให้ทั่ว

แสงธรรมชาติ:

แสงนีออน

แสงแฟลช:

ส่วนตัวชอบเนื้อแบบ It’s Skin แต่ชอบคุณสมบัติในการปรับผิวแบบ Innisfree ค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Aloe 92% Soothing gel จาก Nature republic

[Cosme-Diagnosis] Aloe 92% Soothing gel จาก Nature republic

Cosme-Diagnosis เป็นบทวิเคราะห์เครื่องสำอางแบบละเอียดโดยดูจากส่วนผสม อิงตามฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

ตัวนี้เป็นลูกรักอีกตัวนึงของมี่เลยค่ะ

aloe +cotton

ที่เอาสำลีมาวางๆข้างๆก็เพราะว่า ชอบที่จะเอาสำลีมาจุ่มเจล ละมาแปะบนหน้า แทนมาสค์ ชุ่มชื่น สดชื่นคลายเหนื่อย และทำให้หิว (เพราะกลิ่นนางเหมือนแตงกวา กับผักๆซักอย่าง)

เนื้อเจลจะเป็นเจลใสๆ หนืดๆ เหนียวๆ แต่เกลี่ยง่าย

aloe texture

 

aloe hand

รูปให้เห็นส่วนผสมค่ะ

ingredients

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

มี่จะขอวิเคราะห์แยกให้คะแนนตามส่วนนะคะ

คุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
    • Aloe barbadensis leaf extract คือ สารสกัดจากว่านหางจรเข้ จากรายงานการวิจัยสารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009; 58(12):643-50.) แต่การที่บอกว่าใส่มา 92% นั้นตอบโจทย์อะไรยังไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ของการสกัด ว่ามีเนื้อสารจริงๆกี่เปอร์เซนต์กัน บางที 92% นี่อาจจะมีตัวทำละลายไปแล้วซัก 90% เหลือเนื้อพฤกษเคมีใน Aloe จริงๆแค่ 2% ก็ได้ ในขณะที่บางอย่างใส่มาแค่ 5% แต่เป็นสารสกัดแบบเข้มข้น มีความบริสุทธิ์สูง ก็อาจจะให้ผลได้มากกว่าก็ได้
    • Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น
    • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว
    • Calendula officinalis extract คือ สารสกัดจาก Pot marigold ตระกูลดาวเรือง มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant เพราะมีสารประกอบ Phenolic compound หลายชนิด และยังช่วยปกป้องผิวหนังไม่ให้ถูกทำร้ายจากรังสี UV ได้ (J Ethnopharmacol. 2010; 127(3):596-601)
    • Mentha viridis extract คือ สารสกัดจาก Spearmint มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant (Iran J Pharm Res. 2011; 10(4):787-93.) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) (Environ Toxicol Pharmacol. 2008; 26(1):92-5.) ผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่ามีสารกลุ่ม Tannin, Polyphenols และมีคุณสมบัติช่วยให้สบายผิว (Soothing effect)
    • Melissa officinalis extract สารสกัดจาก Lemon balm ไม่พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง ผู้ผลิตให้ข้อมูลว่าสารสกัดนี้มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย, Antioxidant และ ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  2. Base เป็นผลิตภัณฑ์ชนิด Hydrogel ประกอบด้วยน้ำ ของเหลวอื่นที่ละลายได้ในน้ำ และสารก่อเจล (สารเพิ่มความหนืด) เรียงตามลำดับจากลำดับของส่วนผสม ได้แก่ Alcohol, Dipropylene glycol, Butylene glycol, Glycerine, Propylene glycol, 1,2-Hexanediol, water ซึ่งมีสารดึงน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว แต่มี Alcohol ซึ่ง Alcohol เองก็ไม่ได้จะเลวร้ายตลอดไปเสมอไป เพราะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ระเหยไวขึ้น ให้ความรู้สึกที่ดีตอนทา และกระชับรูขุมขน แต่ บางคนอาจจะไวต่อแอลกอฮอล์ก็ได้ แม้จะมีในส่วนผสมแค่น้อยนิด สำหรับความทนของผิวต่อแอลกอฮอล์ของแต่ละคนก็จะต่างกันไป จึงระบุไม่ได้
  3. Additives ได้แก่

3.1 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Betaine เป็นสาร Surfactant ที่มีทั้งประจุบวกและลบในตัวเดียวกัน มีคุณสมบัติช่วยปรับสภาพผิว ให้ความรู้สึกลื่นผิว ร่วมกับ PEG-60 Hydrogenated castor oil เป็นอนุพันธ์จากน้ำมันละหุ่ง มีคุณสมบัติช่วยให้ได้สารละลายใส
3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Glyceryl polyacrylate กับ Carbomer
3.3 สารปรับ pH คือ Triethanolamine ใช้ปรับ pH ให้เพิ่มขึ้น
3.4 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol กับ 1,2-Hexanediol ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA
3.5 Fragrance คือ น้ำหอม

ถึงเวลาให้คะแนนค่ะ

  1. Actives เน้นไปที่สารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ทั้งว่านหางจรเข้ Hyaluron กะ Polyglutamic acid เสริมด้วยสารสกัดพืชที่ให้ความสบายผิว บวกกับมีฤทธิ์ Antioxidant อยู่ด้วย จึงถือว่าน่าจะค่อนข้างครบสำหรับการเป็น Moisture and Soothing gel ตามชื่อของผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าถามว่า ตัวเลข 92% นี่ตอบโจทย์อะไรให้มี่มั้ย ตอบว่า 92% นั้นตอบโจทย์อะไรยังไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ของการสกัด ว่ามีเนื้อสารจริงๆกี่เปอร์เซนต์กัน บางที 92% นี่อาจจะมีตัวทำละลายไปแล้วซัก 90% เหลือเนื้อพฤกษเคมีใน Aloe จริงๆแค่ 2% ก็ได้ ในขณะที่บางอย่างใส่มาแค่ 5% แต่เป็นสารสกัดแบบเข้มข้น มีความบริสุทธิ์สูง ก็อาจจะให้ผลได้มากกว่าก็ได้ แต่ความครบในการเป็น Moisture gel ก็ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base เป็นส่วนของ Hydrogel ที่มีสารดูดน้ำให้ผิวเยอะมาก แต่มี Alcohol เข้าใจว่าควรจะใส่เพราะไม่เช่นนั้นผลิตภัณฑ์น่าจะเหนียวและหนักผิวพอดู Alcohol อาจจะทำให้คนที่ไว เกิดอาการระคายเคือง หรือรู้สึกแดง ร้อนได้ ดังนั้นคนที่ไวต่อ Alcohol มากๆ ควรทดสอบการระคายเคืองก่อนใช้งาน แต่สำหรับคนปกติไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะสัดส่วนของสารที่เป็น Moisturizer มีค่อนข้างมาก จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่ได้มีอะไรมากมายหลายชนิด มีแค่สารก่อเจล สารทำให้ใส สารปรับ pH กับ Preservatives ซึ่งก็มีตัวที่ให้คุณสมบัติพิเศษเสริมแก่ผิวอย่าง Betaine ที่ช่วยปรับสภาพผิวให้ผิวเรียบเนียน และ PEG-60 Hyrogenated castor oil ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  4. ราคา ผลิตภัณฑ์มีราคาที่เคาน์เตอร์ไทยอยู่ 200 บาท ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบกระปุก ขนาด 300 ml ตกเป็น 0.67 บาท/มล. ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างถูก เผลอๆถูกกว่าทำเองด้วยซ้ำ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

point

[Cosme-Diagnosis] Purevivi Cleansing water vs Cleansing water จากแบรนด์ B

[Cosme-Diagnosis] Purevivi Cleansing water vs Cleansing water จากแบรนด์ B

วันนี้จะมารีวิวแบบเจาะลึก ล้วงลึก ทุกรายละเอียดไปกับ Purevivi cleansing lotion คลีนซิ่งแบบใสจากญี่ปุ่น น้องสาวฝาแฝดต่างสัญชาติกับแบรนด์ดังอย่าง แบรนด์ B นะคะ

จริงๆก็เห็นหลายๆท่านรีวิวไว้แล้วเหมือนกัน แต่มี่ก็ยังอยากเอามาวิเคราะห์เจาะลึกอีกทีนึง และเอามาเทียบกับฝาแฝดของนางจากฝรั่งเศสด้วยค่ะ

เป็นโลชั่นน้ำใส เป็นแบบ 6 Free Formular คือ 1. ปราศจาก Surfactant ประจุบวก 2. ไม่ใส่น้ำหอม 3. ไม่ใส่สี 4. ไม่ใส่พาราเบน 5. ไม่ใส่แอลกอฮอล์ 6. ไม่ใส่น้ำมัน

มาดูรายละเอียดกันดีกว่านะคะ ว่าพวกที่เค้าไม่ใส่ๆนี่ มันไม่ดีอย่างไร?
1. Surfactant ประจุบวก จะระคายเคืองต่อผิวได้ค่ะ
2. น้ำหอม นี่อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้ในบางคน และก็การระเหยของน้ำหอมจากเปลือกตาล่าง อาจจะเคืองตาได้ค่ะ
3. สี นี่ไม่ทราบเหมือนกัน แต่หลายๆแหล่งบอกว่าสีบางชนิดก่อมะเร็งได้ แต่ส่วนใหญ่สีที่มีปัญหา US FDA สั่ง Ban หมดแล้วค่ะ ทุกวันนี้สีในตลาดปลอดภัย
4. พาราเบน เป็นสารกันเสียชนิดหนึ่ง จริงๆมีความปลอดภัย สามารถรับประทานได้ด้วย แต่ดันมีรายงานกล่าวว่า มันให้ฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง เลยออาจจะไปทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ ทำให้ประเทศทาง EU ห้ามใช้ค่ะ (แต่ US และที่อื่นๆไม่ได้ห้ามค่ะ เพราะหลักฐานชิ้นนี้ไม่หนาแน่นพอ)
5. แอลกอฮอล์ ทำให้ผิวแห้ง แสบตา และการระเหยของแอลกฮอล์จากเปลือกตาล่าง อาจจะเคืองตาได้ค่ะ

มาดูผลการวัด pH ก่อนค่ะ

pH อยู่ที่ 5 ก็โอเคนะ ถ้าต่ำกว่า 4 AHA ทั้งหลายแหล่ ก็จะออกฤทธิ์เป็นตัวผลัดผิวได้

ผลการใช้งาน:
เช็ดทำความสะอาด Base make up ได้หมดจดประมาณ 80% ในการเช็ดครั้งแรก ไม่แสบ หลังเช็ดรู้สึกผิวนุ่มชุ่มชื้น เหมือนมี Something อยู่

เช็ดที่ตา: ข้างขวดแนะนำให้วางสำลีชุ่มๆ บนเปลือกตาซัก 10 วิ ละเช็ดออกค่ะ ครั้งแรกเช็ดได้ประมาณ 90% ค่ะ เหลือแต่พวกที่ติดๆขอบตามากๆ (ปล.มี่ไม่ค่อยกรีดอายไลน์เนอร์นะคะ ใช้อายแชโดว์สีดำทำขอบตาแทนค่ะ)

ก่อนล้าง

หลังล้าง

พวก Shimmer กับพวกที่ติดขอบตา เอาไม่ออกนะคะ  ต้องเอาคอตตอนบัดส์จุ่มๆ ละไล่ลบเอาอีกที แต่ไม่แสบตาเลยค่ะ ถ้ามันไม่เข้าตาตรงๆ

เศษซากสำลีจากการเช็ดครั้งแรกค่ะ

(สีแดงๆนั่นท่าจะติดมาจากบลัชออนบนแก้ม)

โดยรวมแล้วให้ความพอใจ 9/10 ค่ะ หักนิดนึง ตรงกลิ่นแปลกๆเปรี้ยวๆตุๆ คือมันไม่ได้ใส่น้ำหอมนะ คงเป็นกลิ่นวัตถุดิบค่ะ

ลองดูวัตถุดิบกันดีกว่าค่ะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญอยู่ 3 ส่วนนะคะ คือ
1. Active ingredients หรือ Actives เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น Whitening, Antiaging ฯลฯ
2. Base เป็นส่วนหลักของเครื่องสำอาง ทำหน้าที่เก็บ Active และนำพาเอา Active ไปออกฤทธิ์ที่ผิว
3. Additives เป็นสารที่เสริมเข้ามาเพื่อให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย

  1. Actives ได้แก่
  • Glycosyl trehalose เป็น Trehalose ที่มีหมู่น้ำตาลเพิ่มมา ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้น ก่อฟิล์มได้บนผิว ให้ความรู้สึกเรียบเนียน
  • Hydrogenated starch hydrolysates หรือ HSH เป็นน้ำตาลหลายๆตัวเชื่อมกัน หรือถ้าโดนย่อยเยอะๆก็อาจจะเหลือน้ำตาลเดี่ยวๆ ที่คล้ายๆ Sorbitol หรือ Maltitol ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวที่บอบบางและช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น
  • Xylitol เป็นน้ำตาลที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้
  • Lactic acid และ Sodium glycolate เป็นสารในกลุ่ม AHA มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว หรืออาจจะผลัดเซลล์ผิว แล้วแต่ความเข้มข้นที่เขาใช้ อันนี้ผู้ที่จะทราบได้ก็คือผู้ผลิต
  • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว
  • Zizyphys jujuba fruit extact สารสกัดจากผลพุทราจีน รายงานล่าสุดบอกว่าสารสกัดจากผลพุทราสามารถป้องกันกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นได้ (Phytother Res. 2014 May ) และสารสกัดจากผลพุทราสามารถยับยั้งการสร้างไขมันได้ โดยป้องกันไม่ให้เซลล์ Preadipocyte สะสมไขมันจนกลายเป็นเซลล์ไขมัน (Am J Chin Med. 2009; 37(3):597-608.) ปกติผลไม้จะมีน้ำตาลเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น และมีวิตามินอื่นๆ
  • Coix lacryma-jobi extract สารสกัดจากลูกเดือยมีสารประกอบโพลีฟีนอล และ Fructo-oligosaccharide ปกติสารพวกคาร์โบไฮเดรตจะสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้โดยการดูดน้ำให้ผิว และอาจจะมีฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ
  • มหกรรมแห่ง Citrus ได้แก่
  1. น้ำคั้นจาก Citrus aurantifolia คือ มะนาว น้ำมะนาวก็จะมีกรด AHA อยู่ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง และอาจจะมีพวกวิตามิน และสารพฤกษเคมีอื่นๆ ให้คุณสมบัติเป็น Antioxidant ได้ด้วย
  2. น้ำคั้นจาก Citrus aurantium dulcis คือ ส้ม Sweet orange มีกรด AHA ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง และอาจจะมีพวกวิตามิน และสารพฤกษเคมีอื่นๆ
  3. น้ำคั้นจาก Citrus medica limonum คือ Lemon เหมือนเดิม มี AHA กับวิตามิน
  4. สารสกัดจาก Citrus glandis fruit คือ Grapefruit ส่วนของผลก็มี AHA น้ำตาล วิตามิน และพฤกษเคมีอื่นๆ
  • สารสกัดจากผล Crataegus cuneata คือ พืชตระกูลบ๊วยชนิดหนึ่ง มีรายงานว่าเป็น Antioxidant (Anticancer Res. 1998; 18(4A):2749-53.) เช่นเคยผลไม้มีน้ำตาลและวิตามิน
  • สารสกัดจากผล Pyrus malus คือ Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่เจอรายงานการใช้ในผิวหนัง ปกติผลไม้มีน้ำตาลกับวิตามินอยู่
  • สารสกัดจากใบ Aloe aborescense leaf เป็นว่านหางจระเข้อีกสายพันธุ์หนึ่ง ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว
  1. Baseผลิตภัณฑ์ประเภทCleansingจะมีส่วนของSurfactantกับน้ำ เป็นBaseดังนี้
    • Surfactant มี CCG-6เหมือน Brand B เป๊ะๆเป็น Surfactant ที่อ่อนโยน ให้ Afterfeel แบบเรียบเนียนเหมือนผ้าไหม
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol และ Ethylhexylglycerine ที่อาจจะจับไปอยู่ในหมวดสารฆ่าเชื้อ เพราะนอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นก็มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย
  2. Additives ได้แก่
    • Preservativesได้แก่ Phenoxyethanol, Ethylhexylglycerine และสารจับโลหะ Tetrasodium glutamate diacetate เข้ามาอีกตัวตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน ทำให้หลายๆคน Claim ว่า อ่อนโยนและมีประโยชน์กว่า EDTA
    • Buffer เป็นระบบของ Citric acid + sodium citrate

 

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives เด่นด้วยน้ำคั้นและสารสกัดจากผลไม้หลายๆชนิด ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น Antioxidant เสริมด้วยอนุพันธ์ใหม่ๆจากน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งนอกจากเพิ่มความชุ่มชื้น ยังช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base ใช้ตัว CCG-6 เหมือนแบรนด์ แต่ดูดีกว่า แบรนด์ B นิดหน่อย ตรงที่ว่ามีการใช้ Butylene glycol ซึ่งดูดน้ำให้ผิวได้มากกว่า Propylene glycol แต่ข้อเสียคืออาจจะดูหนักผิวกว่าแบรนด์ B จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additivesเด่นกว่าด้วยระบบรักษา pH จากบัฟเฟอร์ของ Citrate system กับตัวจับโลหะที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glutamic ซึ่งดูดีมีราคาและมีคุณค่ากว่า ไม่มีอะไรพัง ก็เลยไม่หักคะแนนอะไร เลยเป็น 5 ฟลาสก์
  4. สรุปความคุ้มค่า ตัวนี้มีราคาปกติอยู่ที่ 590บาท/500 ml ตกเป็น 1.2 บาท/มล. ซึ่งเราอาจจะจะหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้ แต่เพื่อความมาตรฐานจึงอิงเอาราคาข้างขวดเป็นเกณฑ์ ดูๆแล้วก็ค่อนข้างดี สารเคมีที่ใช้ก็ค่อนข้างหรูหรา แต่อาจจะมีติกับ AHA ซึ่งอาจจะทำให้ผิวบางได้ แต่จุดนี้ไม่ทราบความเข้มข้นที่เขาใช้ จึงตอบไม่ได้ว่า AHA นั้นเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ เป็นตัวผลัดผิว ตัวนี้ใครใช้แล้วแสบ ก็อาจจะเพราะทน AHA ไม่ไหว แต่ถ้าใช้ได้ก็คือถือว่าคุ้ม จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

มาเปรียบเทียบกับแบรนด์ B เลยค่ะ

bioderma-crys

แบรนด์ B เป็นแบรนด์ของทางฝรั่งเศส ตัวนี้ Claim ว่า เป็นสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่แพ้ง่าย มีเทคโนโลยี Micella clean ทดสอบแล้วว่าไม่แสบตา

 

คุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่

 

  1. Actives ได้แก่
  • สารสกัดจากแตงกวา (Cucumis sativus extract) ซึ่งมีฟลาโวนอยด์และแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (J Young Pharm. 2010;2(4):365-8) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase และเอนไซม์ Elastase จึงป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ (Arch Dermatol Res. 2011;303(4):247-52)
  • อนุพันธ์จากน้ำตาล ได้แก่ Mannitol, Xylitol, Rhamnose และ Fructooligosaccharide เป็นชนิดที่ค่อนข้างหรูหรา ตัว Fructooligosaccharide (FOS) เป็น Prebiotic ที่มีการ Claim ไปถึงการเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีๆที่อาศัยอยู่บนผิว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนังแข็งแรงขึ้น
  1. Baseผลิตภัณฑ์ประเภทCleansingจะมีส่วนของSurfactantกับน้ำ เป็นBaseดังนี้
    • Surfactant มี PEG-6 caprylic/capric triglyceride (ย่อว่า CCG-6) ตัวนี้เป็น Surfactant ที่ดัดแปลงจากไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง มีลักษณะเป็น Emollient ที่ดี ละลายน้ำได้ ให้คุณสมบัติเป็น Emulsifier ได้ และมีสมบัติพิเศษคือ ทำให้พวก Cleansing products มีความรู้สึกหลังการใช้แบบพิเศษ (Afterfeel) ที่เป็นลักษณะผิวนุ่มนวลเนียนคล้ายสัมผัสผ้าไหม (Soft และ Silky)
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และ Propylene glycol
  2. Additives ได้แก่
    • Preservatives มีสารระงับเชื้อ Cetrimonium bromide ตัวนี้เป็นสารกลุ่มประจุบวก อาจจะระคายเคืองได้ ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

 

ให้คะแนน

  1. Actives เป็นกลุ่มสารที่มีผลเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว มี Fructooligosaccharide ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ ทำให้มีผลต่อสมดุลจุลินทรีย์ที่ผิว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวดีขึ้น น้ำตาล Rhamnose เป็นน้ำตาลที่ดูมีราคาสูง ถ้าให้ดีมีพวก Antioxidant เสริมเข้ามาอีกคงสมบูรณ์แบบ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. Base ตัว Surfactant CCG-6 มีสมบัติอ่อนโยน เป็น Emollient ได้ และยังให้ Afterfeel ที่ดีหลังเช็ดเครื่องสำอาง แต่มีเพียง Propylene glycol ที่ทำหน้าที่ดูดน้ำให้ผิว อาจจะยังไม่ดีนัก เพราะมีสารกลุ่ม Glycol อื่นๆที่มีสมบัติดีกว่า จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่ได้ใช้สารที่ไม่จำเป็นพร่ำเพรื่อ มีแค่ตัวสารกันเสีย กับสารจับโลหะ ซึ่งดูๆแล้วสารกลุ่มประจุบวกอาจจะระคายเคืองผิวได้ คือเมื่อสารกันเสียพัง ก็เลยโดนหักคะแนนไปเยอะหน่อยเพราะมันมีแค่กันเสียเป็น Additives – -* จึงขอให้ 3 ฟลาสก์
  4. สรุปความคุ้มค่า ผลิตภัณฑ์มีราคาอยู่ที่ 980บาท/500ml ตกเป็นเกือบๆ 2 บาท/มล. ซึ่งก็ถือว่าไม่แพง ด้วยคุณสมบัติ Moisturizing ดีๆจากน้ำตาลหลายๆชนิด และตัว Surfactant ยังมีความอ่อนโยน ที่สำคัญ ทางแบรนด์ Claim แล้วว่าไม่แสบตา (Admin ยังไม่เคยลองใช้นะคะ) ก็คุ้มนะคะ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

EP77-re

Cosme-Diagnosis บทวิเคราะห์เครื่องสำอางจากส่วนผสม

Cosme-Diagnosis บทวิเคราะห์เครื่องสำอางจากส่วนผสม

Image

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ Blog เล็กๆของมี่

กำลังหัดทำนะคะ อาจจะยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ และอาจจะไม่ได้อัพเดทบ่อยเท่าบนเฟสบุค แต่จะพยายามทำ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ไม่ให้หายไปค่ะ

ตอนนี้เป็นบทนำของการวิเคราะห์ส่วนผสมเครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

1. Active ingredients ภาษาไทยเรียกว่า สารสำคัญ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/มีฤทธิ์ทางชีวภาพต่างๆ เช่น วิตามิน โปรตีน Whitening ต่างๆ สารสกัดพืช ฯลฯ

2. Base หรือ Vehicle เป็นส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวนำพาเอาสารสำคัญไปสู่ผิวหนัง

3. Additive คือสารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น สารกันเสีย สารทำอิมัลชั่น สารเพิ่มความหนืด ฯลฯ