[Cosme-Diagnosis] Scaderm Plus

[Cosme-Diagnosis] Scaderm Plus

สวัสดีค่ะ วันนี้มี่แวะมารีวิวเจลหอยทากแต้มสิวลดรอยแผลเป็น ผลิตภัณฑ์คุณภาพ เป็นเครื่องสำอางของไทย สั่งผลิตโดยบริษัทยานะคะ

ขึ้นชื่อว่าบริษัทยาเป็นคนสั่งผลิต ก็น่าจะเชื่อใจได้ในเรื่องของคุณภาพแล้วในระดับหนึ่ง

ผลิตภัณฑ์วันนี้มีชื่อว่า Scaderm Plus จากบริษัท Pharmahof ค่ะ

scd 1-re

เนื้อเจลจะเป็นเจลเกือบจะใส แต่ไม่ใสทีเดียว เรียกได้ว่าโปร่งแสงค่ะ (ทางเภสัชกรรมจะเรียกลักษณะแบบนี้ว่า Translucent คือ โปร่งแสง ไม่ใช่โปรงใส หรือ Transparent ค่ะ)

กะจะพยายามซูมให้เห็นความโปร่งแสงของเนื้อเจลค่ะ แต่ได้แค่นี้นะ คือมันจะไม่ได้ขุ่นแบบครีม แต่ก็ไม่ได้ใส มันจะมีซัมติงอยู่ค่ะ

scd 3-re

ลักษณะแบบโปร่งแสงนี้มันสื่ออะไรได้หลายๆอย่าง เช่น ระบบนำส่งและเทคโนโลยีบางชนิด เมื่อใส่ลงมาในผลิตภัณฑ์เช่น เจล หรือโทนเนอร์ จะทำให้ผลิตภัณฑ์จากใสๆ กลายเป็นโปร่งแสงค่ะ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแค่ส่วนผสมของน้ำกับน้ำมัน ที่ปกติมันจะเป็นน้ำนม แต่พอเราเติมสารทำให้ใสเข้ามา (ในที่นี้คือ PEG-49 Hydrogenated castor oil) หยดน้ำมันในส่วนผสมก็จะเล็กลง ถูกสารทำให้ใสเก็บกักไว้ ก็จะได้ลักษณะโปร่งแสงได้เหมือนกันค่ะ

ก็จะไปตรงกับคำโปรย คือ “Nanosphere” ที่บรรจุวิตามิน A C E F

ว่าแต่เจ้า Nanosphere นี้คืออะไร?

Nanosphere นี้เป็นระบบนำส่งรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นอนุภาคทรงกลม เป็นของแข็ง ขนาดมีได้ตั้งแต่ 0.1 – 100 ไมครอน สามารถเก็บกักสารไว้ได้ภายใน ประโยชน์ของมันก็คือ ช่วยเพิ่มความคงตัวของสาร ช่วยเพิ่มการกระจายในผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น และก็ช่วยเรื่องการค่อยๆปลดปล่อยสารออกมาช้าๆ ทีละนิดๆ เพื่อให้สารสัมผัสผิวได้นานกว่า

วิตามินแต่ละตัวเป็นอย่างไร เดี๋ยวไปดูในส่วนของตอนวิเคราะห์สูตรนะคะ

หลายๆคน อาจจะยังไม่รู้จักวิตามิน F ว่ามันคืออะไร

มีหลายๆกระแสค่ะ บางกระแสก็บอกว่า วิตามิน F คือกรดไขมัน (Fatty acid) บางกระแสก็บอกว่า วิตามิน F คือ Linoleic acid ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีความสำคัญต่อผิว ตัวนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ Ceramide 1 ที่ทำหน้าที่ช่วยเรื่อง Barrier ผิวค่ะ

ลองมาดูเนื้อสัมผัสกันดูดีกว่านะคะscd 2-re

scd 7-re

ตัวนี้เวลามันแห้ง มันจะไม่ได้แห้งสนิทซะทีเดียว มันจะมีฟิล์มหนึบๆ เคลือบอยู่บนผิว แต่ไม่ได้มัน ไม่ได้เหนอะหนะ แล้วก็มองไม่เห็นค่ะ

ส่วนกลิ่น ตอนแรกเห็นว่ามีสารสกัดหัวหอมอยู่ 12% ก็นึกว่าจะเหม็นหัวหอมเหมือนที่เคยรู้สึก แต่อันนี้ไม่เลย กลิ่นหัวหอมจางมาก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แทนค่ะ (ใช้น้ำหอมแต่งกลิ่น)

ตามทฤษฎี บอกว่า การที่มีฟิล์มหรืออะไรไปกดทับแผลเป็นนูนอยู่ มันจะช่วยให้แผลเป็นยุบตัวลงไวขึ้นค่ะ

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5-6 ก็โอเคค่ะ ใกล้เคียงกับผิวดี

IMG_1182-re

ก่อนจะไปดูส่วนผสม เราลองมาดูหลักการและทฤษฎีก่อนซักนิดนะคะ เรียกได้ว่าถ้าไม่มีหลักการ ไม่มีวิทย์นี่ ถือว่ามี่ไม่ได้มาเองค่ะ

เวลาผิวหนังบาดเจ็บ/มีบาดแผลก็จะเกิดการซ่อมแซม ซึ่งก็จะมีด้วยกัน 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ ขั้นตอนการอักเสบของผิว (Inflammation) ขั้นตอนการสร้างเนื้อเยื่อ (Tissue formation) และขั้นตอนการปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อ (Tissue remodeling)

ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแผลเป็น ซึ่งการเดาว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็นแผลเป็นเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัด และทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมด้วย

การดูแลแผลเป็นที่เราสามารถทำได้เองก็จะมี การทาผลิตภัณฑ์เพื่อลดรอยแผลเป็น และการใช้ซิลิโคนเจล มีรายงานการวิจัยหลายๆฉบับถกเถียงกันว่า ผลิตภัณฑ์ทาแผลเป็นให้ผลดีจริงหรือไม่ บางฉบับก็ทดสอบออกมาแล้วให้ผลไม่ดี บางฉบับก็ให้ผลดี ซึ่งมีงานวิจัยเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งที่ทำในประเทศไทย ทดสอบในผู้หญิงผ่าท้องคลอดที่ทาเจลทดสอบที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอมเข้มข้น 12% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ารอยแผลเป็นมีความนูนลดลง มีสีจางลง และมีความเจ็บปวดบริเวณแผลลดลง (Dermatol Res Pract. 2012; 2012:212945.)

เราก็เลยเห็นว่าพวกทาแผลเป็นในท้องตลาดนี่ ก็ใส่หัวหอมกันแทบทุกแบรนด์เลยทีเดียวเชียวค่ะ

และก็มีอีกหลายๆงานวิจัยที่บอกว่าสารสกัดจากใบบัวบกเองก็มีส่วนช่วยเรื่องแผลเป็นได้ดี

ผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็นที่ดีควรจะมีอะไรบ้าง สรุปมาให้เป็นแผนภาพแล้วค่ะ

หลักการแผลเป็น

ลองมาดูส่วนผสมกันดูดีกว่านะคะ

Aqua, Allium cepa bulb extract, Glycerin, Centella asiatica extract, Aloe barbadensis leaf extract, Glyceryl linoleate, Snail secretion filtrate extract, Caprylyl glycol, Cyclopentasiloxane, Propylene glycol, Acrylate/C10-30 alkyl acrylates crosspolymer, Glycolipids, Panax ginseng root extract, Tocopheryl acetate, Triethanolamine, Dimethicone, Phenoxyethanol, Sodium ascorbyl phosphate, Sorbitol, Xanthan gum, Perfume, Allantoin, Disodium EDTA, PEG-40 hydrogenated castor oil, Polysorbate 20

ถ้าดูจากคำโปรย หัวหอม 12% หอยทาก 3% จะเห็นว่า สารสกัดของ บัวบก กับ ว่านหางจรเข้ ใส่มาค่อนข้างเยอะอยู่นะ

แต่เราก็พยายามมองแล้วมองอีก แต่เหมือนวิตเอ จะหายไปจากรายการส่วนผสม

ลองดูทีละองค์ประกอบดีกว่านะคะ

ปกติเราแบ่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ

1.Actives หรือ สารออกฤทธิ์ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

2.Base หรือ ส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอุ้มและเก็บสารออกฤทธิ์ไว้

3.Additives หรือ ส่วนของสารเติมแต่ง เป็นตัวเติมแต่งให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น พวกสารกันเสีย พวกน้ำหอม พวกซิลิโคน ตัวเพิ่มความหนืด ฯลฯ

เรามาดูไปทีละส่วนนะคะ

1.Actives ได้แก่

-Allium cepa extract หรือ สารสกัดจากหัวหอม เรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงในเครื่องสำอางดูแลแผลเป็นเลยก็ว่าได้ สารสกัดจากหัวหอมมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมานแผล ลดรอยแผลเป็น ทดสอบในผู้หญิงผ่าท้องคลอดที่ทาเจลทดสอบที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอมเข้มข้น 12% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ารอยแผลเป็นมีความนูนลดลง มีสีจางลง และมีความเจ็บปวดบริเวณแผลลดลง (Dermatol Res Pract. 2012; 2012:212945.) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ Antioxidant ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีผลระงับเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด

-Centella asiatica extract คือ สารสกัดจากบัวบก บัวบกเป็นพืชที่มีรายงานถึงฤทธิ์ทางชีวภาพไว้ค่อนข้างเยอะ ฤทธิ์ทางชีวภาพของบัวบกได้แก่ ฤทธิ์กระตุ้นการสมานแผล กระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast กระตุ้นการสังเคราะห์ Collagen และ Fibronectin ในผิว ลดริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย (เรียกริ้วรอยก่อนวัยว่า Photoaging) (Postepy Dermatol Alergol. 2013; 30(1):46-9.) ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ MMP, Hyaluronidase และ Elastase ที่เป็นเอนไซม์ที่ไปทำลาย Collagen, Hyaluronic acid และ Elastin ในผิวตามลำดับ (Postepy Dermatol Alergol. 2013; 30(1):46-9.) ปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายโดยรังสี UV (Int J Mol Med. 2012; 30(5):1194-202.)

-Aloe barbadensis leaf extract คือ สารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009;58(12):643-50.)

-Snail secretion filtrate extract ส่วนที่ได้จากเมือกของหอยทาก ที่ Claim ว่ามีโปรตีนหลายชนิด มีประสิทธิภาพหลายอย่าง เช่นเพิ่มความชุ่มชื้น ส่งเสริมการสมานแผล ผลัดเซลล์ผิว ฯลฯ แต่มีหลักฐานที่เป็นการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่เป็นริ้วรอยก่อนวัยจากรังสี UV ที่เรียกว่า Photoaging (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)

-Glycolipids สารอนุพันธ์ของไขมันที่ประกอบด้วยน้ำตาลจับกับไขมัน มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไขมันมาทดแทนของเดิมในผิวหนัง

-Panax ginseng extract สารสกัดจากโสม มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพไว้เยอะมาก และเกือบจะครบทุกด้าน เช่น ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว (Pharmacogn Mag. 2014; 10(Suppl2):S272-5.) ลดการอักเสบ เสริมสร้างความแข็งแรงของ Barrier ผิว ลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (J Ethnopharmacol. 2013; 145(1):294-302.) กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Ethnopharmacol. 2007; 109(1):29-34.) และการรับประทานสารสกัดโสมช่วยป้องกันไม่ให้ Ceramide ในผิวถูกทำลายจากรังสี UV (J Med Food. 2009; 12(4):746-54.) อาจจะเอามาประยุกต์ใช้กับการทาได้

-Tocopheryl acetate เป็นอนุพันธ์ของวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant แต่ส่วนมากจะให้ผลแค่ป้องการสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสื่อมสภาพไปเพราะอากาศ

-Sodium ascorbyl phosphate อนุพันธ์ของวิตามินซี ชนิดละลายน้ำ มีประโยชน์เป็น Antioxidant, Whitening และช่วยเรื่องการสังเคราะห์คอลลาเจน

-Sorbitol เป็นอนุพันธ์ของน้ำตาล ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

-Allantoin สารสำคัญในรากคอมเฟรย์ มีประโยชน์ช่วยลดการแพ้ ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีรายงานการวิจัยสนับสนุนเรื่องคุณสมบัติในการช่วยสมานแผล (Acta Cir Bras. 2010;25(5):460-6.)

2.Base หลักๆเป็นน้ำ มีน้ำมันอยู่ตัวนึงกับซิลิโคนอีกสองตัว ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ. Glycerin, Caprylyl glycol ตัวนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ด้วย, Propylene glycol

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Glyceryl linoleate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่เมื่อซึมเข้าไปในผิว จะปลดปล่อย Glycerin กับ Linoleic acid ให้ผิว สองตัวนี้ชวยเรื่องความชุ่มชื้น และก็ Barrier ของผิว Linoleic acid นี่บางที่เรียกว่าเป็น Vitamin F ค่ะ

3.Additives ได้แก่

3.1Silicones ได้แก่ Cyclopentasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ กับ Dimethicone ที่ช่วยเคลือบผิวให้สัมผัสที่ดีตอนทา

3.2Emulsifier/Surfactant ได้แก่ PEG-40 hydrogenated castor oil กับ Polysorbate 20 สองตัวนี้มีสมบัติเป็นสารทำให้ใสได้

3.3สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acrylate/C10-30 alkyl acrylates crosspolymer กับ Xanthan gum

3.4สารปรับ pH ได้แก่ Triethanolamine ใช้ปรับ pH ให้สูงขึ้น

3.5Preservatives ได้แก่ Caprylyl glycol, Phenoxyethanol และสารจับโลหะ EDTA

3.6สารแต่งกลิ่น/Perfume

ถึงเวลาให้คะแนน

1.Actives ในส่วนของสารออกฤทธิ์ เน้นไปที่การสมานแผล ลดการระคายเคือง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น สารสกัดจากบัวบกให้ผลเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนมาเติมเต็มในกรณีที่เป็นแผลเป็นแบบหลุม ส่วนของวิตซี ช่วยเรื่องของรอยด่างดำ และรอยดำหลังจากสิวได้ สารหลายๆตัวให้ผลเป็น Antioxidant ด้วย ซึ่งก็ถือว่ามีครบ แต่โดยส่วนตัวอยากได้ส่วนผสมของ Niacinamide เสริมเข้ามาอีกตัว น่าจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

2.Base ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเป็น Emulsion (ประกอบด้วยน้ำกับน้ำมัน) จริงหรือเปล่า เพราะลักษณะเนื้อของมันที่เป็นแบบโปร่งแสง ส่วนผสมที่ใส่มาให้ผลดึงน้ำให้ผิวได้ดี เพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3.Additives สารที่ใช้ไม่ได้มีอะไรมาก ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรกับผิว แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเสริมให้ผิวเหมือนกัน แม้ว่าจะมีน้ำหอม แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์รอบดวงตามาก่อน จุดนี้จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

4.ความพึงพอใจในการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เมื่อนวดแล้วจะค่อนข้างหนึบอยู่กับผิว จริงๆเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้เพิ่มแรงกดทับแผลไว้ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามันหนักไปหน่อย เรื่องของกลิ่นทำมาได้ดี ไม่มีกลิ่นฉุนของน้ำหอม ส่วนตัวเอาไปแต้มสิวที่กำลังจะยุบ ยุบไวขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วก็ไม่ทิ้งรอยดำ หรือหลุมสิว หรือรอยโรคไว้ด้วย จุดนี้ขอให้ 4 ฟลาสก์

scaderm point

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณบริษัท Pharmahof ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้

พบกันใหม่โอกาสหน้านะคะ สำหรับวันนี้บ๊ายบาย สวัสดี มีความสุขกับวันอาทิตย์ค่ะ

ถ้าสนใจในรายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ทางลิงค์ข้างล่างนี้เลยนะคะ

แฟนเพจผลิตภัณฑ์

https://www.facebook.com/scaderm

แฟนเพจบริษัท Pharmahof

https://www.facebook.com/pharmahof

 

[Beauty Talks] 5 อันดับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Serum

[Beauty Talks] 5 อันดับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Serum

วันนี้มาคุยกันเกี่ยวกับความเชื่อผิดๆของ Serum ดีกว่าค่ะ

เท่าที่เคยดูๆมา ความเชื่อที่เราเข้าใจกันผิดๆของ Serum น่าจะมีประมาณ 5 ข้อนี้ค่ะ

 

serum myth

 

ข้อแรก Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์สูงที่สุด ถ้าเทียบกับเครื่องสำอางชนิดอื่นๆใน Line เดียวกัน

ข้อนี้ไม่จริงเสมอไปค่ะ ซีรัมมากกว่า 90% ในท้องตลาด มีน้ำเป็นส่วนประกอบอย่างน้อย 80% ขึ้นไป เผลอๆ ถึง มากกว่า 95% ก็มีค่ะ และในหลายๆครั้งเลยที่พบว่า ในครีมบำรุง หรือในเอสเซนส์ มีสารออกฤทธิ์ในระดับที่พอๆกันกับซีรัม แต่ราคาถูกกว่ากันเกือบครึ่ง

อันนี้ไม่นับรวมถึง Oil serum นะคะ

 

ข้อสอง Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและต้นทุนสูงที่สุด

จากข้อแรกเลย Serum บางสูตรมีน้ำเป็นองค์ประกอบเยอะมาก ซึ่งก็รู้กันว่า น้ำมีราคาค่อนข้างถูก แม้จะเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษให้มีความบริสุทธิ์สูงมาก ก็ยังมีราคาที่ไม่สูงอยู่ดี

ส่วนคุณค่าของ Serum มาจากความคิดของเราเอง และ Package ที่หรูหรา มาพร้อมหลอดหยด ดูแพง แต่จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก

 

ข้อสาม Serum ปราศจากน้ำมัน สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

ข้อนี้ก็ไม่ได้จริงเสมอไป เพราะ Serum บางสูตรก็มีองค์ประกอบของน้ำมัน แล้วก็มาในรูปแบบของ Lotion แล้วมันต่างกับ Lotion ตรงไหน? ก็ไม่เลย แค่เอามาปรับนู่นนี่นั่นให้หนืดมากขึ้น แล้วใส่ขวดหรูหราก็กลายเป็น Serum แล้ว

สำหรับคำกล่าวที่บอกว่าสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวก็ไม่จริง เพราะถ้ามีน้ำมันมากๆ ก็จะไม่เหมาะกับคนที่มีผิวมัน และ Serum บางสูตรมี Alcohol เป็นส่วนประกอบ ก็ไม่เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งเช่นกัน

 

ข้อสี่ Serum เพียงขวดเดียว สามารถบำรุงผิวได้ครบในทุกขั้นตอน

ข้อนี้ก็ไม่จริง เพราะว่าผิวหนังเราประกอบด้วยทั้งน้ำและน้ำมัน ถ้าซีรัมผลิตขึ้นมาจากน้ำและสารอื่นที่ลบะลายได้ในน้ำ ก็ไม่สามารถจะให้ผลบำรุงผิวได้ครบถ้วน

จริงๆจะพูดก็พูดได้ว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่บำรุงผิวได้ครบทุกขั้นตอนในขวดเดียว

 

ช้อสุดท้าย Serum เหมาะกับคนที่มีอายุแล้วเท่านั้น

จากข้อ 1 ที่เราคิดว่า Serum มีความเข้มข้นของสารสูงที่สุด ก็เลยจะนึกว่า ผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้นมากๆ ควรให้คนมีอายุใช้ จะได้ไม่ดื้อเร็ว เดี๋ยวแก่มาจะใช้อะไรก็ไม่ได้ผล

จริงๆ มันก็ไม่เสมอไป Serum บางตัวก็เหมาะกับวัยรุ่น เช่น Serum กระชับรูขุมขน Serum ที่เป็นมอยส์เจอร์สูตรน้ำ อย่าง Hyaluron หรือ Aloe serum

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบนะคะ

[Cosme-Diagnosis] Bomul snail cream

[Cosme-Diagnosis] Bomul snail cream

วันนี้แวะมารีวิวครีมหอยทากเกาหลี แบรนด์ Bomul ให้ชมกันค่ะ

ตัวนี้มี่ลองใช้ได้มาสัปดาห์นึงแล้วรู้สึกว่า ผิวนุ่ม ละเอียด ชุ่มชื้นขึ้นค่ะ

ว่าด้วยเมือกหอยทาก จริงๆแล้วมี่เองก็ค่อนข้างกลัวนะคะ แต่สุดท้ายก็ลอง พอได้ลองหลายๆแบรนด์ ทั้งไทย เกาหลี ญี่ปุ่น มี่ว่า อันนี้เหมาะกับผิวมี่ที่สุดเลยหละ เวลาทาจะมีความสุขมาก เพราะอะไรหรอ เดี๋ยวมาดูด้วยกันดีกว่าค่ะ

IMG_0090-re

มี่ไม่ถนัดเรื่องวัสดุศาสตร์ เลยไม่รู้ว่าแพคเกจแต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรบ้าง รีวิวแพคเกจตามความชอบแทนละกันนะคะ อันนี้มาในพลาสติกอย่างหนา เข้าใจว่าน่าจะเป็นอคริลิก (แต่ไม่รู้ว่าใช่รึเปล่า ถ้าไม่ใช่ช่วยแก้ด้วยนะคะ) ปิดสนิท ไม่เลอะเทอะ

ส่วนเนื้อครีมจะวาวๆ สีขาวอมฟ้า เหมือนจะไม่มีกลิ่น แต่ถ้าลองดมดีๆจะได้กลิ่นหอมๆเบาๆจางๆหวานๆ

IMG_0091-re

เนื้อครีมค่อนข้างสวยค่ะ ใช้ได้เกือบอาทิตย์ยังยุบไปไม่เยอะ

จริงๆเค้ามีฝารองไว้ด้านในด้วยนะ แต่มี่ปาดที่เปื้อนฝามาใช้จนหมดเสร็จสรรพ มี่ก็เอาออกไปค่ะ

ลองดูเนื้อครีมกันค่ะ

IMG_0092-re

เกลี่ยแล้วค่ะ

IMG_0115-re

ตัวครีมจะหนืดไม่มาก เกลี่ยได้ง่าย ดูดซึมได้ดีปานกลาง จะหนึบๆ ชุ่มๆ แต่หลังจากนั้นประมาณ 5 นาทีก็จะซึมหมดจนเป็นเนื้อเดียวกับผิวค่ะ

ส่วนตัวมี่เป็นคนผิวแห้งก็เลยชอบเป็นพิเศษ

ค่า pH ก็อยู่ที่ช่วง 5-6 กำลังเหมาะกับผิวพอดีค่ะ

IMG_0136-re
แต่ที่ชอบยิ่งกว่าหน่ะหรอ ก็ สัมผัสค่ะ มันจะยืดๆ เราก็ตบเบาๆ จนมันหลอมละลายแนบไปกับผิวหมด ซึ่งแบบนี้ทางวิทย์เครื่องสำอางจะเรียกว่าเป็น Melting effect ค่ะ

10922481_10203491545389468_198576175616252747_n

พยายามมองนะคะ ถ่ายได้แค่นี้อ่า T^T

มันถือเป็นความสนุกระหว่าง Skincare ค่ะ เพลินดี กดๆ ตบๆ แล้วก็ฟู

มาถึงขั้นนี้แล้ว เราก็มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

ingredients

มีฉลากภาษาไทยพร้อมเสร็จสรรพค่ะ

IMG_0124-re

ต้องขอโทษด้วยค่ะที่รูปไม่ชัด พอดีเมื่อเช้าลืมถ่ายกล่องไว้ มาถ่ายเมื่อกี๊ เลยมืดไปหน่อย ต้องเปิดไฟส่อง

ถ้าแบ่งส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของสารออกฤทธิ์ (Actives) ส่วนของเนื้อครีม (Base) และก็สารอื่นๆ (Additives) ก็จะแบ่งได้เป็น

1.สารออกฤทธิ์ ประกอบด้วย
-Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งขอวิตามินบี 3 มีรายงานว่า สารตัวนี้สามารถเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยไปรบกวนการส่งผ่านของเมลานินที่สร้างเสร็จแล้ว ลดการอักเสบในผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวโดยไปกระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J CosmetSci 2005; 27:255–261)และยังมีส่วนช่วยเรื่องการลดสิว และรอยดำจากสิวได้ด้วย

-Zanthoxylum piperitum extract สารสกัดจาก Japanese pepper มีรายงานว่าส่วนของผลประกอบด้วยสารกลุ่ม Polyphenols บางชนิดที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Biosci Biotechnol Biochem. 2006; 70(6):1423-31.) ส่วนมากสารในกลุ่มนี้ให้ผลเป็น Antioxidant ด้วย

-Pulsatilla koreana extract สารสกัดจากพืชดอกชนิดหนึ่งในเกาหลี มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Anti-inflammatory (BMB Rep. 2012; 45(6):371-6.) สารสกัดจากส่วนของลำต้นสามารถยับยั้งการสะสมตัวของไขมันในเซลล์ไขมันได้ (Planta Med. 2012; 78(16):1783-6.) สารประกอบกลุ่ม Pulsaquinoneที่พบในพืชนี้ให้ผลเป็น Anti-acne (Arch Pharm Res. 2009; 32(4):489-94.)

-Usnea barbata extract สารสกัดจาก Lichen ชนิดหนึ่ง มีรายงานว่าสามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ในเซลล์ผิวหนัง (J PhotochemPhotobiol B. 2007; 89(1):9-14.)

-Tremella fuciformis extract สารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant และคุณสมบัติในการลดการอักเสบในผิว (J Food Sci. 2014;79(4):C460-8.) มีสาร Trehaloseที่มีฤทธิ์เด่นเรื่องความชุ่มชื้น (ActaCrystallogr Sect E Struct Rep Online. 2012;68(Pt8):o2511.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่าสารสกัดจากเห็ดนี้ประกอบด้วย Polysaccharide ที่ให้ผลเป็น Moisturizer, Antioxidant, ลดการอักเสบและการแพ้ในผิว โดยให้ชื่อทางการค้าว่า Phyto HA สื่อความหมายว่าเป็น Hyaluronที่ได้จากพืช

-Snail secretion filtrate หรือ สารน้ำจากเมือกหอยทากที่ผ่านการกรองแล้ว Claim ว่ามีโปรตีนหลายชนิด มีประสิทธิภาพสารพัด แต่มีหลักฐานที่เป็นการทดสอบเชิงคลินิกยืนยันอยู่ 2 ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องการลดริ้วรอย และการดูแลผิวที่แก่ก่อนวัย รวมไปถึงริ้วรอยที่เกิดจากแสงแดด(Photoaging) (Cosmetic Dermatology. 2009; 22(5):250 กับ Journal of drugs in dermatology. 2013; 12(4):456.)
-Hydrolyzed placenta extract สารสกัดจากรกที่ผ่านการย่อย ทำให้มีขนาดเล็กลง อาจจะดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น มีประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มความชุ่มชื้น และริ้วรอย
-Oryza sativa extract สารสกัดจากข้าว จริงๆข้าวมีหลายสายพันธุ์ ถ้าดูในฐานข้อมูล Pubmedจะพบว่าข้าวสีม่วงและสีแดง จะมีฤทธิ์เด่นกว่า มีหลายส่วน ทั้งเมล็ด รำ ใบ ซึ่งสารสกัดจากรำข้าวมีรายงานว่าเป็น Antioxidant ที่ดี ช่วยทำลายอนุมูลอิสระ และปกป้องไม่ให้ไขมันในผิวเกิด Lipid peroxidation (BiosciBiotechnolBiochem. 2013;77(3):624-30.) อันจะทำให้เกิดเป็นริ้วรอยตามมา ในรำข้าวยังมี Phytic acid ซึ่งให้ผลดีหลายๆอย่าง ต่อการเป็น Antiaging

2.Baseแบ่งเป็นส่วนของน้ำ กับน้ำมัน ได้แก่
2.1ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ กับ Glycerin
2.2ส่วนของน้ำมัน ได้แก่
-Macadamia oil เป็นน้ำมันที่ค่อนข้างดี ให้ความชุ่มชื้นได้สูง
-Glyceryl stearate เป็นสารไขมันพื้นฐานทั่วไป
-Lanolin ได้จากขนแกะ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวได้ดีมาก แต่อาจจะอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน
-Mineral oil เป็นน้ำมันพื้นฐานในทางเครื่องสำอาง มีคุณสมบัติเคลือบผิวกันน้ำระเหย
-C13-14 Isoparaffinเป็นตัวช่วยละลายสาร และช่วยรักษาน้ำในผิว
-ส่วน Camellia sinensis leaf oil นี่ไม่แน่ใจว่าใช้แต่งกลิ่น หรือใช้เป็น Active เพราะขึ้นอยู่กับการสกัดด้วย ถ้าสกัดจากใบชาด้วยน้ำมัน Camellia leaf oil จะมีฤทธิ์ที่ดีในการเป็น Antioxidant, ลดรอยแผลเป็น ลดการเกิดสิว ลดการแพ้การระคายเคืองแต่ถ้าสกัดมาจากการกลั่นด้วยไอน้ำก็จะเป็นตัวแต่งกลิ่นเฉยๆ

3.สารอื่นๆ ได้แก่
3.1Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Oleth-5, Oleth-10, laureth-7, Polysorbate 20 เป็นสารที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร แต่ก็ไม่ได้เสริมประโยชน์อะไรให้แก่ผิวเป็นพิเศษ
3.2สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Carbomer, Polyacrylamide, Sodium polyacrylate
3.3สารปรับ pH ได้แก่ Triethanolamineสารตัวนี้มีหลายๆคนกังวลถึงความปลอดภัย เพราะมันอาจจะเกิดเป็นสารที่ชื่อ Nitrosamine แต่จริงๆแล้วมันไม่มีอะไร ถ้าไม่มีสารบางตัวไปเร่งการเกิดปฏิกิริยา และการเกิดปฏิกิริยาส่วนมากอาศัยอุณหภูมิที่สูงมากๆ
3.4Preservatives ได้แก่ สารจับโลหะ EDTA สำหรับสารระงับเชื้อจุลินทรีย์อาจจะหวังผลจาก Camellia leaf oil กับสารสกัดพืชก็ได้

ถึงเวลาการให้คะแนน

cats

1.Actives การออกฤทธิ์เน้นไปที่เรื่องของความชุ่มชื้น และริ้วรอย การลดการอักเสบในผิว และเรื่อง Whitening อาจจะช่วยเรื่องสิวได้บ้าง เพราะน้ำมันใบชา กับสารสกัด Pepper ซึ่งโดยรวมก็ถือว่ามาครบถ้วนสมบูรณ์ จริงๆถ้ามีพวกวิตามินซี กับอี เสริมเข้ามาอีกน่าจะสมบูรณ์แบบ จุดนี้จึงขอให้ 4ฟลาสก์

2.Base ถ้าพิจารณาความสมบูรณ์ของเนื้อครีม สูตรนี้มีแค่ Glycerin อย่างเดียวในการจับน้ำให้ผิว แต่ส่วนของน้ำมันจากธรรมชาติ มีน้ำมันจาก Macadamia กับ Lanolin อยู่ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี แต่ Lanolin อาจจะอุดตันได้ในบางคน ซึ่งในสูตรก็มีการแก้มาด้วยสารสกัดและน้ำมันใบชาที่ให้ผลเรื่องสิวได้ มีสารไขมันเคลือบผิวกันน้ำระเหยได้อยู่ แต่ก็ไม่ได้หรูเลิศมาก จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์ หักคะแนนเรื่องสารดูดน้ำกับ Lanolin ไปอย่างละนิด

3.Additives มีสารอยู่ไม่กี่ชนิด ที่เด่นคือ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน และไม่มีสารกันเสีย (Preservatives free) ถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว ดังนั้นในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาในแนวธรรมชาติแบบนี้จึงต้องใช้ไม้พาย หรือคอตตอนบัดตักครีมออกมาทาผิว หรือไม่ก็ล้างมือให้สะอาดก่อนทา และปิดฝาให้สนิท ไม่ควรเอามือสกปรกไปควักมาทา เพราะผลิตภัณฑ์ถูกรักษาสภาพไว้โดยสารสกัดพืชและน้ำมันใบชา จุดนี้ขอให้คะแนนกับความเป็นมิตรต่อทั้งคนและสิ่งแวดล้อม ขอให้ 5 ฟลาสก์

4.การใช้งาน ครีมตัวนี้เหมาะมากกับคนผิวแห้ง แต่ก็ไม่ได้เหนอะหนะมากจนเกินไปจนคนผิวมันหรือผิวธรรมดาใช้ไม่ได้ โดยรวมแล้วถือว่าค่อนข้้างทำมาได้ดีค่ะ สำหรับมี่ มี่ชอบความรู้สึก และความสนุกตอนใช้งาน ยืดๆ กดๆ ตบๆ สนุกไปอีกอย่างนึง ขอให้ 5 ค่ะ

รวม 18/20

ท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ Bomul ด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆมาให้มี่ทดลองใช้ค่ะ

ถ้าสนใจในรายละเอียดสามารถสอบถามได้ทางเฟสบุคของ Bomul เลยนะคะ

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

[Cosme-Diagnosis]TonyMoly BCDation

[Cosme-Diagnosis]TonyMoly BCDation

ปกติมี่ไม่เคยรีวิวรองพื้นเลยค่ะ จนกระทั่งมาสัมผัสกับเจ้านี่ นางอุดมด้วยส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวหนังได้เลอค่ากว่า Skincare บางอันเสียอีกค่ะ

เจ้า BCDation ตัวนี้มี่ไปได้มาตอนไปเกาหลีเมื่อเดือน มิย ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีโปรซื้อ 1 แถม 1 แต่เป็นซื้อขนาดปกติเป็นขวด แถมหลอดเล็ก 20 กรัมให้ค่ะ

ทางแบรนด์ Claim ว่า BCDation = BB + CC + Foundation

ประมาณว่าขวดเดียวจบ

สีที่

มี่่เลือกมาคือสีเบอร์สองค่ะ

tm1-e

ลองสวอทช์เทียบกับ Illamasqua ลูกรักนะคะ
tm4-etm5tm6

จะเห็นว่าเนื้อสัมผัสค่อนข้างคล้ายเลยทีเดียว ทั้งการทาแล้วออกมาเป็นเนื้อแป้ง

ลองมาดูส่วนผสมดีกว่าค่ะ

tm3

อันนี้อ่านไม่ออกค่ะ ยอม ประมาณว่าปราศจาก 8 สารต้องห้าม เนียนได้ 24 ชั่วโมง มั้ง??

tm2

จะเห็นว่าอลังมาก

เอาแบบสรุปก่อนนะคะ เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาวๆ

1. Actives คือ สารออกฤทธิ์ มีอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทั้ง Antioxidant, Anti-inflammatory, Whitening, กระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน เพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น Anti-aging โดยไปกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ ซึ่งก็ถือว่าเกือบจะสมบูรณ์แบบ ถือเป็น Skincare ชิ้นหนึ่งได้เลย จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

2. Base ปกติผลิตภัณฑ์ประเภท Emulsion ถ้าพิจารณาให้คะแนนจากความสมบูรณ์ของการเป็น Moisturizer คือต้องมีสารชอบน้ำที่ดูดน้ำให้ผิว สารไขมันจากธรรมชาติ และสารไขมันเคลือบคลุมผิว ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้มีสารที่ดูดน้ำให้ผิวอยู่หลายตัว ทุกตัวมีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างดี และไม่ระคายเคือง มีน้ำมันจากพืชธรรมชาติอยู่หลายชนิด และมีสารเคลือบคลุมผิวกันน้ำระเหยอีกหลายตัว จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

3. Additives มีอยู่หลายชนิด บางชนิดก็ให้คุณสมบัติบำรุงผิวเสริมเข้ามาด้วย จะมีก็ขอติเรื่อง Grapefruit oil ซึ่งมีสารกลุ่ม Coumarins ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงได้ในบางราย จึงควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรือออกกำลังการแจ้งเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์

คะแนนส่วนผสม 14/15
คะแนนการใช้งาน 4/5

รวม 18/20 ค่ะ

แบบเจาะลึกจัดเต็มค่ะ

1. Actives เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ ขอแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามแหล่งที่มา ได้แก่

1.1 สารสำคัญที่ได้จากกระบวนการทาง Biotechnology ได้แก่

– Pseudoalteromonas ferment extract รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า Antarcticine ของบ. Lipotec ได้จากการแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่พบในธารน้ำแข็ง ประกอบด้วยสารกลุ่ม Tripeptide ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและอิลาสติน จึงช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยลดลง นอกจากนี้มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยในกระบวนการสมานแผล (Promote Wound-healing) เวลาผิวหนังเกิดความเสียหาย ก็จะช่วยให้ซ่อมแซมตัวเองได้ไวขึ้น (ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ)

1.2 สารสำคัญที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ได้แก่

– น้ำคั้นจาก Birch (Betula platphylla japonica juice) สารสกัดจากพืชตัวนี้มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant (Life Sci. 2004; 74(8):1013-26.) และสามารถป้องกันการเกิดผื่นการแพ้ ที่คล้าย Atopic dermatitis ในหนูทดลองได้ (J Ethnopharmacol. 2008; 116(2):270-8.) ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตบอกว่า มีคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (Birch sap จาก บ. Koei Kogyo)

– Witch hazel extract (Hamamelis verginiana) รู้จักกันดีเพราะคุณสมบัติความเป็น Astringent ช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน สำหรับรายงานการวิจัยมีระบุถึงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ (J Pharm Pharmacol. 1994; 46(4):286-90.) และมีสารประกอบจำพวก Tannin และ Proanthocyanidins (Planta Med. 1988; 54(5):454-7.) ซึ่งพวกนี้มีฤทธิ์ Antioxidant ที่ดี

– สารสกัดจากพืชตระกูลสน (Pinus densiflora extract) มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant และคุณสมบัติในการปกป้อง DNA ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ (Prev Nutr Food Sci. 2012; 17(2):116-21.) ซึ่งพืชตระกูลสนก็จะมีสารในกลุ่ม Proanthocyanidins ที่มีฤทธิ์แรง อยู่เกือบๆทุกสายพันธุ์ และมักจะมีคุณสมบัติเป็น Whitening อยู่ในตัวด้วย

– สารสกัดจากรากหญ้าคา (Imperata cylindrica root extract) มีรายงานการวิจัยระบุว่าในหญ้าคามีสารประกอบกลุ่ม Polysaccharide ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ (Planta Med. 1999; 65(6):549-52.) ผู้จำหน่ายวัตถุดิบบอกว่าสารสกัดนี้มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความดันในเซลล์ผิว และช่วยรักษาน้ำในผิวหนังชั้นนอก ควบคุมความชุ่มชื้นในผิวได้ 24 ชั่วโมง (Vegesome Moist 24 ของ บ.Sederma)

– สารสกัดจากถั่วเขียว (Phaseolus radiatus seed extract) ถั่วเขียวเป็นพืชหนึ่งที่ทางเกาหลีชอบนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เพราะมีโปรตีน กรดอะมิโน ฟลาโวนอยด์หลายๆชนิด ในฐานข้อมูลงานวิจัยยังไม่มีรายงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทาง Skincare แต่ถ้าลองค้นในฐาน Patent จะเจอเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ Anti-aging ส่วนข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่า สารสกัดจากถั่วเขียวสามารถปรับสภาพผิวให้ผิวนุ่มนวลเนียนและกระจ่างใส

– Oatmeal extract (Avena sativa extract) ส่วนของ Oatmeal มีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ของเซลล์ผิวหนัง (Int J Tissue React. 2003; 25(2):41-6.) และช่วยป้องกันความระคายเคืองจากสารเคมีในผิว (การทดสอบใช้ SLS เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง) (Skin Pharmacol Appl Skin Physiol. 2002; 15(2):120-4.) นอกจากนี้เนื่องจากใน Oatmeal มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจึงให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

– น้ำมันจากพืชต่างๆหลายชนิด ได้แก่ Babassu (Orbignya oleifera), มะรุม (Moringa oleifera), ทานตะวัน, Meadowfoam, Argan, มะกอก และ Baobab (Adansonia digitata) ซึ่งบางชนิดเป็นพืชหายากที่ใช้กันบางเขตของโลก เหมือนเป็นการตลาดด้วยส่วนหนึ่ง เพราะปกติน้ำมันจากพืชจะมีสารประกอบกรดไขมันต่างๆ Phytosterol Phospholipid และสารอื่นๆที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไปทดแทนไขผิวหนังที่เสียสภาพไป อาจจะให้ผลลดริ้วรอยได้ แต่บางคนอาจจะแพ้น้ำมันพืชบางอย่าง หรือเกิดการอุดตันรูขุมขนจากน้ำมันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ในแต่ละบุคคลจึงควรทดสอบก่อน

1.2 สารสำคัญที่เป็นสารบริสุทธิ์ ได้แก่

– Sodium hyaluronate มีบทบาทในเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง

– Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 ตัวนี้มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)

– Adenosine เหมือนเป็นสารชั้นสูงที่ใช้กันในเคาน์เตอร์แบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ L แต่ปัจจุบันก็เห็นมีใช้กันหลายแบรนด์ Claim กันว่าเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP ก็จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ว่ากันไป ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)

– Acetyl heptapeptide-9 ตัวนี้ใช้คู่กับ Colloidal gold นำมาจับกัน (Conjugated) เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ผิว ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ Fibroblast เพื่อให้สังเคราะห์คอลลาเจนเพิ่มขึ้น ทำให้ริ้วรอยต่างๆดูจางลง

– Oxygen อันนี้ไม่ทราบวัตถุประสงค์จริงๆค่ะ เป็นเทรนด์ของเกาหลีที่ชอบบอกว่าเติม Oxygen ให้ผิว แต่ Oxygen ถ้ามีมากเกินไปและถูกเหนี่ยวนำให้เป็น Radical (อนุมูลอิสระ) จะทำร้ายผิวได้

2.เนื้อผลิตภัณฑ์ ได้แก่

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propylene glycol, Butylene glycol, Pentylene glycol, Dipropylene glycol, Butylene glycol Dicaprate/Dicaprylate ซึ่งให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ดี

2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่

– น้ำมันจากพืชหลายๆชนิด ที่ดูดซึมเข้าผิวได้ (กล่าวในส่วนของ Active ingredients) และ Hydrogenated vegetable oil

– สารเคลือบคลุมผิวรักษาความชุ่มชื้น ได้แก่ Hydrogenated polydecene, Methyl hydrogenated rosinate, Ethylhexyl olivate, Hexyl laurate ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันน้ำระเหยออกจากผิวหนัง

3.สารองค์ประกอบอื่นๆ

3.1 อนุพันธ์ของซิลิโคน ได้แก่ Cyclopentasiloxane, Phenyltrimethicone, Cetyl PEG/PPG-10/1 Dimethicone, Cyclohexasiloxane, Dimethicone, Cetyl dimethicone, Triethoxycaprylylsilane, Hydrogenated dimethicone พวกนี้ทำหน้าที่แตกต่างกันไป และยังช่วยให้สัมผัสที่ดีตอนทาครีม ช่วยเคลือบคลุมผิวให้เรียบเนียน รู้สึกดี

3.2 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Polyglyceryl-4 isostearate ตัวนี้ให้สมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นได้, Sorbitan isostearate, Sorbitan olivate, Disteardimonium hectorite ตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของ Hectorite ซึ่งเป็นแร่ที่ได้จากธรรมชาติ เป็น Emulsifier จะให้ครีมที่มีเนื้อเนียนและมีสีขาว เป็นสารเพิ่มความหนืดในตัว ทำให้ครีมที่ได้มีความหนืดเหมาะสม แผ่กระจายบนผิวได้ดี และเป็นมิตรกับผิว

3.3 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Glyceryl polymethacrylate, Gelatin และ Acacia gum ซึ่งสองตัวหลังเป็นสารที่ได้มาจากธรรมชาติ

3.4 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, 1,2-hexane diol, Caprylyl glycol, Ethylhexylglycerine 3 ตัวหลังมีฤทธิ์ฤทธิ์ระงับเชื้ออ่อนๆ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วย

3.4 Pigment/Mineral ได้แก่ Titanium dioxide, Zinc oxide 2 ตัวนี้ให้สีขาว และมีคุณสมบัติเป็น Physical sunscreen ได้เมื่อใช้ในความเข้มข้นค่าหนึ่งขึ้นไป, Talc เป็นแร่ที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับความมันบนผิวได้ ไม่มีคุณสมบัติที่ให้สี, CI77491, CI77492, CI77499 3 ตัวนี้ เป็น Iron oxides สีเฉดเหลือง-ส้ม

3.5 สารแต่งกลิ่น/น้ำหอม ได้แก่ Grapefruit peel oil กับ Fragrance ซึ่ง Grapefruit peel มีสารพฤกษเคมีกลุ่ม Coumarins ที่อาจจะทำให้เกิดภาวะไวต่อแสงแดดได้ในบางราย จึงอาจจะระวังเวลาออกไปแดดจัดๆนานๆ

3.6 สารที่มีหลายหน้าที่ มีสองตัว

– Triethyl citrate ตัวนี้เป็น Ester ของ Citric acid มีหลายๆหน้าที่เช่นเป็น Solvent ช่วยละลายสาร และก็ทำหน้าที่ระงับการหลั่งเหงื่อ ซึ่งก็เป็นไปได้ทุกหน้าที่ นอกจากนี้ก็สามารถใช้เป็น Fixative ในผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอมให้กลิ่นติดทนนานได้ มีวัตถุดิบตัวหนึ่งของบริษัท Elementis ชื่อว่า Bentone gel ประกอบด้วย Disteardimonium hectorite, Phenyltrimethicone และสารตัวนี้ ทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มความหนืด และช่วยปรับลักษณะของผลิตภัณฑ์ให้แผ่กระจายได้ง่าย ไม่เหนอะหนะ ช่วยให้ผิวนุ่ม แลดูเงางาม ควบคุมความมัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นคุณสมบัติของรองพื้น/BB ที่ดี

– Calcium stearate ตัวนี้สามารถเป็นสารให้สี สารป้องกันเม็ดสี(ของแข็งที่ไม่ละลาย)ตกตะกอนและอัดกันแน่น (Caking) เพิ่มความคงตัวของ Emulsion ควบคุมความหนืด
จะเห็นได้ว่าค่อนข้างมาเต็มเลยทีเดียว ถ้าใครผิวขาวๆหน่อยน่าจะจัดได้ค่ะ เนียนผ่องได้ทั้งวี่วันค่ะ

[Beauty Talks] Winter Skincare

[Beauty Talks] Winter Skincare

รู้สึกว่าช่วงนี้หาสาระไม่ค่อยได้ วันนี้เลยมาจัด Winter Skincare ต้านลมหนาวค่ะ

หลายๆคนเลยคงเกิดคำถามว่า หน้าหนาวแล้วโบกครีมโบกโลชั่นยังไงผิวก็ยังแห้งยังลอกอยู่ไม่หายซักที สุดท้ายก็ต้องไปลงเอยกับเวชสำอางแพงๆ แล้วก็ดีขึ้นกระจิ๊ดนึง

วันนี้มาไขคำตอบให้ค่ะ

สืบเนื่องจากบทความคราวก่อน เราเมาท์กันเรื่องมอยส์เจอไรเซอร์ ว่ามันจะประกอบด้วยสารสามกลุ่มหลักๆคือ

moisture 4

1. Humectant คือ สารดูดน้ำให้ผิว
2. Emollient คือ สารไขมันที่ดูดซึมได้ ช่วยให้ผิวนุ่ม
3. Occlusive คือ สารไขมันที่ไม่ดูดซึม ทำหน้าที่เคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิว

เพราะผิวเรามีน้ำมากกว่าอากาศ น้ำในผิวมันก็เลยจะต้องออกไปหาอากาศ ตามหลักเคมีทั่วไปค่ะ แต่ โชคดีที่ผิวเรามี Barrier ซึ่งเกิดมาจาก Ceramide/Cholesterol และสารจับน้ำในผิว ที่เราเรียกว่า NMF คอยรักษาน้ำไว้

แต่ทีนี้ การดูแลตัวเองที่ไม่ถูกต้อง หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ระบบ Barrier พวกนี้ผิดปกติไปค่ะ จึงต้องมีการเสริมด้วย Moisturizer ซึ่งจุดนี้ ไม่ต้องไปพึ่งเวชสำอางแพงๆเลยก็ได้ ถ้าเรารู้จักพิจารณาส่วนผสม เครื่องสำอาง Mass market หลายๆชิ้นเลยก็มีคุณสมบัติเพิ่ม Barrier ให้ผิวได้ เผลอๆดีกว่าเวชสำอางอีก

(Note: คำว่า เวชสำอาง กฏหมายยังไม่ยอมรับนะคะ เป็นแค่ชื่อที่ผู้ผลิตตั้งมาเพื่อการขายเฉยๆ)

มาดูกันที่เจ้ามอยส์เจอไรเซอร์นะคะ

Humectant นี่เป็นสารดึงน้ำ ตัวอย่างที่เราพบบ่อยก็เช่น Sodium hyaluronate, โปรตีน เช่น Collagen, Glycerin, พวกที่ลงท้ายด้วย Glycols, น้ำตาล เช่น Glucose, Sorbitol และก็กรดอะมิโน

พวกนี้จะออกฤทธิ์โดยดึงน้ำจาก”อากาศ”

ย้ำ จาก “อากาศ” มาให้ผิว

แล้วพอหน้าหนาว อากาศแห้ง ทาไปมันจะไปดึงน้ำที่ไหนคะ???

มันก็ดึงจากผิวเรานั่นหล่ะค่ะ ตอบคำถามบางคนได้เลยค่ะ ว่าตบน้ำตบไฮยา แล้วยิ่งแห้ง ใช้มอยส์เจอร์สูตรน้ำแล้วก็แห้งเหมือนเดิม เผลอๆแห้งกว่าเดิมอีก

ก็เพราะประการนี้แหล่ะ

แล้วเราจะทำไงดี??

คำตอบก็คือ Occlusives ค่ะ

หลายๆเคสเลย ในคนผิวแห้ง ปริมาณน้ำในผิวชั้นในเค้าไม่ได้ต่างจากคนผิวปกติ หรือคนผิวมันเลย แค่เค้ามีน้ำในผิวชั้นนอกน้อยกว่าคนปกติ เลยแห้ง แตก ลอก คัน แค่นั้น

เราก็โบก Occlusives ลงไปค่ะ เพื่อกันไม่ให้น้ำระเหยออกไป ผิวเราก็จะกักเก็บน้ำได้มากขึ้น และชุ่มขึ้นค่ะ

occlusive 3-e

occlusive 4-e

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของ Occlusive ที่ดีก็คือ ทาหลังอาบน้่ำค่ะ ให้มันเก็บน้ำที่อาบไปมะกี๊ไว้ในผิว หรือถ้าไม่ชอบก็ภายใน 30 นาทีหลังอาบค่ะ

จะอาบอุ่นอาบเย็นอาบร้อนไม่ว่า อาบเสร็จเติมไขมันทดแทนให้ผิวค่ะ

สำหรับคุณสมบัติในการเป็น Occlusives ของเครื่องสำอางต่างๆ เรียงจากมากไปหาน้อยก็จะได้แก่

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มน้ำมันค่ะ

occlusive 1

Vaseline บริสุทธิ์ (หรือ Petroleum jelly, soft parraffin) > Ointment (ขี้ผึ้ง) > Body oil (น้ำมันทาตัว ที่เป็นพวกตระกูล Mineal oil หรือตระกูล Poly…. ต่างๆ น้ำมันจากพืชไม่นับนะคะ เพราะมันดูดซึมได้ ไม่สามารถกันน้ำระเหยได้)

Note: สำหรับคนที่จะใช้วาสลีน ลองมองหาแบบหลอดนะคะ จะได้ลดการปนเปื้อนได้ แต่ถ้าไม่สะดวก เอาแบบกระปุกก็ได้ แต่ควรแยกสำหรับตัว กับสำหรับหน้าเป็นคนละกระปุกค่ะ

อีกนิดอีกทีนึงค่ะ เดี๋ยวนี้มีวาสลีนแต่งสีแต่งกลิ่น เติมน้ำมัน เติมสารสกัดนู่นนี่นั่น เอาแบบธรรมชาติของมันก็ดีอยู่แล้วค่ะ จริงๆมันก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะเราสามารถที่จะรองอะไรก็ได้ แล้วค่อยเอาวาสลีนทับไปอีกชั้นนึง

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่ม Emulsion (น้ำมันผสมกับน้ำ)

occlusive 2

Body Butter > Body cream > Body lotion

คำว่า Cream เราแบ่งเป็นสองแบบค่ะ (จริงๆมีมากกว่าสอง)

Cream แรก คือ ครีมน้ำมัน มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก ก็จะคลุมผิวได้ดีกว่า

อีกครีมคือ ครีมน้ำ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก พวกนี้ก็จะคลุมผิวได้น้อย แต่ก็เติมน้ำให้ผิวได้ดีกว่าค่ะ

จริงๆมันจะมีครีมซิลิโคนอีกค่ะ ซิลิโคนบางตัวระเหยได้ บางตัวไม่ระเหย มันก็จะเป็น Occlusive ที่ดีเหมือนกัน แถมสัมผัสดีกว่า ไม่เหนอะหนะเหมือนพวก oil

วันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ จริงๆว่าจะเขียนเร็วกว่านี้นะ แต่ลืมตลอดเลยค่ะ

[Miiyeon’s Lab] Ceramide serum อภินันทนาการจาก Nardev และ Doosan

[Miiyeon’s Lab] Ceramide serum อภินันทนาการจาก Nardev และ Doosan

เมื่อตอนต้นเดือนพฤศจิกายน มี่ไปเข้าชมนิทรรศการ In-cosmetics asia มาค่ะ ปีนี้เป็นปีที่สองแล้วที่ได้เข้าไปร่วมชม

พื้นเพมี่เป็นผิวแห้งมากๆ และหลังๆเองก็เริ่มคลั่ง Ceramide ด้วย

Ceramide คือ อะไร?

Ceramide เป็นไขมันพิเศษที่พบในผิว พบเป็นองค์ประกอบถึงเกือบครึ่งหนึ่งของไขมันในผิว (เมื่อคิดเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก) มีความสำคัญในการสร้าง Barrier ป้องกันน้ำระเหยออกจากผิวค่ะ

ซึ่งในงาน In-cosmetics ปีนี้มี Ingredients ที่น่าสนใจเยอะมากๆ แต่ตัวนึงที่เตะตามากคือ DS Hydroceramide5 ของบริษัท Doosan ประเทศเกาหลีค่ะ ซึ่งในเมืองไทย บริษัท Nardev Chemie เป็นตัวแทนจำหน่าย

ตัวนี้ Claimed ว่า เป็น Ceramide ที่เข้ากับน้ำได้ง่ายค่ะ

มี่ก็ได้รับตัวอย่างมาทดลองแลปเล่นดูค่ะ

ceramide 1

สารนี้เป็นวัตถุดิบนะคะ เราต้องไปผ่านกรรมวิธีการบางอย่างก่อนที่จะทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา แต่มี่ขอลอง Test texture ของวัตถุดิบดูก่อน ก็จะเห็นว่า เป็น ครีมเหนียวๆสีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่นค่ะ

ceramide 2

ทดลองทาบนมือ จะมันมาก และดูดซึมยากมาก

ceramide 3

ceramide 4

ทำไมถึงต้องใช้ Ceramide ตัวนี้มาทำผลิตภัณฑ์???

เพราะว่าปกติ Ceramide จะมีปัญหาในการละลาย และก็ความคงตัวค่ะ ส่วนตัวนี้ทางผู้ผลิตเค้า Premix มาให้แล้วเรียบร้อย เราสามารถใช้ผสมกันกับผลิตภัณฑ์ได้เลย ซึ่งทางผู้ผลิตบอกว่า เข้ากันกับผลิตภัณฑ์ง่ายมาก

ไม่เชื่อค่ะ ต้องลอง

ซึ่งสูตรที่เอามาลองใส่ Ceramide เป็น Gel based ประกอบด้วย Carbomer, Propylene glycol, Butylene glycol, Angelica sinensis extract, alcohol ค่ะ

ceramide 5 ceramide 6 ceramide 7

จะเห็นได้ว่าละลายง่ายมากๆจริงๆ คนไม่ถึง 30 วิ ก็ละลายเป็นเนื้อเดียวกับ Carbomer เรียบร้อย

ceramide 10

บรรตุใส่ขวดแล้วลองทาบนมือดูนะคะ

ceramide 8 ceramide 9

ตอนทาจะเป็นซีรัมเหลวๆ ขุ่นๆ แต่ก็ยังใสอยู่

เมื่อแห้งสนิท จะเรียบเนียนมากๆค่ะ

(สังเกตว่า ทางขวานั้นทาวัตถุดิบไว้อยู่นะคะ ยังเหนียวอยู่เลย ขนาดทาไปแล้วเกือบๆชั่วโมง)

IMG_5919

ส่วนโปรเจคถัดไปก็จะลองเอาใส่ในสูตรครีม กับ โลชั่น/Emuslion และ โทนเนอร์ ดูค่ะ

Sponsored item:

DS Hydroceramide5 จาก Nardev Chemie

[Cosmetic Science] All about snail รู้ลึกรู้จริงเรื่องหอยทาก

[Cosmetic Science] All about snail รู้ลึกรู้จริงเรื่องหอยทาก

ช่วงก่อนๆ เมือกหอยทากกำลังบูมมากในบ้านเรา แต่มาตอนนี้เริ่มกร่อยๆไปแล้วก็จริง แต่มี่ว่าหอยทากยังดู “Promisable” อยู่นะคะ เพราะลักษณะของเมือกหอยในการ Repair ผิวหนังที่ได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็น Chemical UV หรือ damage อื่นๆ

วันนี้เรามาเจาะลึกกันดีกว่าค่ะ

หอยบนมือ-edit
(ขอบคุณหอยทากน้อยๆจาก Reelle clinic institute ค่ะ)

สงสัยมั้ย ทำไม อยู่ดีๆ เขาถึงเอาหอยทากมาใช้เป็นครีมได้ แล้วดังมากด้วย ในบ้านเรา เทรนด์เครื่องสำอางหอยทากน่าจะมาจากทางเกาหลีค่ะ แต่ความจริงแล้ว ถ้าดูจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (รายงานการวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบเชิงคลินิกของเมือกหอยทากในการลดริ้วรอย) เขาบอกว่า

ในปี 1999 ศ.ดร. Abad Iglesias ได้พบว่า หอยทากสายพันธุ์ Cryptomphalus aspersa จะหดหนวดตอนเจอรังสี X ray และรังสีแกมม่า หลังจากนั้นมันก็จะสร้างน้ำเมือก ซึ่งประกอบด้วยสาร Glycosaminoglycan หรือ GAGs (สารประกอบคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่เชื่อๆกันว่ามีฤทธิ์ทางชีวภาพเยอะมาก) และรักษา/ฟื้นฟูความเสียหาย/บาดแผลของตัวเองได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ส่วนข้อมูลอื่นๆ เขาก็มีบอกว่า ญี่ปุ่นกับจีน ใช้หอยเดินบนหน้ามาหลายร้อยปี (ไม่ก็พันปีบ้างหละ) อันนี้ก็ไม่รู้จริงแท้แค่ไหนนะคะ เอาเป็นว่า มีสองค่ายละกันเนาะ ทางยุโรป กับ ทางเอเชีย ว่ากันไป

จริงๆแล้วไม่ใช่หอยทากทุกชนิดจะสามารถเอามาใช้เป็นวัตถุดิบเครื่องสำอางได้นะคะ มีเเค่เพียงบางชนิดเท่านั้น ซึ่งที่เราพบบ่อยจะเป็นเจ้า Cryptomphalus aspersa นี่แหละ ตัวนี้มีชื่อพ้องว่า Helix aspersa ค่ะ (ตรงส่วนของชื่อพ้องนี่ Admin ไม่แน่ใจความถูกต้องของข้อมูลเท่าไหร่นะคะ เพราะในงานวิจัยที่มีรายงานในฐาน จะใช้ชื่อสายพันธุ์ว่า Cryptomphalus aspersa หมดเลย)

เมือกหอยทาก ประกอบด้วยของเหลวที่หลั่งออกมาจากต่อม 3 ต่อม คือ

1. Mucous gland ที่บริเวณเท้า ซึ่งเชื่อว่ามีฤทธิ์ Curative กับ Restorative สองคำนี้ไม่อยากแปลเลยค่ะ ดูเกินจริงกับขอบข่ายนิยามเครื่องสำอางมาก แปลว่า รักษา กับ ฟื้นฟู ค่ะ

2. Proteic gland จากภายในร่างกาย เชื่อว่ามีฤทธิ์ต้านจุลชีพต่างๆ ช่วยปกป้องตัวหอยจากจุลินทรีย์ร้ายๆบนดินค่ะ

3. Salivary gland จากทางเดินอาหาร เชื่อว่าเป็นพวกน้ำย่อย Claim กันไปว่า เวลาทาจะช่วยย่อยเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก และช่วยให้สารอื่นๆซึมผ่านง่ายขึ้น (Digestive and penetrating effecr)

ในท้องตลาดมีการ Claim เกี่ยวกับเครื่องสำอางผสมเมือกหอยทากกันไปมากมาย แต่ที่มีการทดสอบยืนยันจะเป็นเรื่องของริ้วรอยค่ะ ซึ่งให้ผลดีในอาสาสมัครค่ะ

“Cosmetic Claims vs Scientific studies”

* Cosmetic Claims หมายถึง การกล่าวอ้างสรรพคุณของเครื่องสำอาง
* Scientific studies หมายถึง การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์

อย่างที่บอกว่าเครื่องสำอางผสมเมือกหอยทากในท้องตลาดก็มี Claim กันไปต่างๆนานาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติในการรักษาแผลไหม้ ทั้งจากความร้อน จากแสงแดด จากสารเคมี จากรังสี คุณสมบัติในการรักษาแผลเป็น คุณสมบัติในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบต่างๆ เช่น Dermatitis, Eczema, Rosaceae คุณสมบัติในการลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน รวมไปถึงคุณสมบัติในการกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนัง ฯลฯ

ถ้าค้นจากข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed จะพบแค่เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติการลดริ้วรอยในอาสาสมัคร และแค่คุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวหนัง (Keratinocye) กับเซลล์ที่สร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน-อิลาสติน (Fibroblast) ลองดูรายละเอียดแต่ละการทดลองดีกว่าค่ะ

การทดลองแบบ In vitro (ในระดับหลอดทดลอง หรือหมายถึงนอกร่างกายสิ่งมีชีวิต) โดย Cruz และคณะ ทดสอบพบว่า เมือกจากหอยทากมีคุณสมบัติกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง ในลักษณะที่เป็น Time and Dose dependent หมายถึง การตอบสนองขึ้นกับเวลาที่สัมผัสสาร และความเข้มข้นสาร ประมาณว่า ใช้นานๆยิ่งดี ใช้ความเข้มข้นสูงยิ่งดี และยังช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิตของเซลล์ผิวหนัง กับ Fibroblast ได้ด้วย ผู้วิจัยจึงสรุปว่า เมือกหอยทากน่าจะเอาไปใช้ในกรณีของการเร่งการสมานแผลได้ (Wound healing) (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(2):183-9.)

มีการทดสอบเชิงคลินิก (Clinical trial) อีกสองชิ้น ทำคล้ายๆกันค่ะ เป้นการศึกษาผลของเมือกหอยทากในการลดริ้วรอย (เขาจะใช้คำว่า Photoaging ซึ่งแปลตรงตัวจะหมายถึงการแก่ที่เกิดจากแสง แต่แปลเป็นไทยน่าจะหมายถึง การแก่ก่อนวัย)

การทดสอบแรก ทำโดย Tribó-Boixareu และคณะ ทดสอบกับอาสาสมัครผู้หญิง 15 คน โดยให้ใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นหอยทากเข้มข้น 8% ตอนกลางวัน คู่กับ Hydrogel (เหมือนซีรัมค่ะ) ผสมหอยทากเข้มข้น 40% ตอนกลางคืน เป็นเวลา 90 วัน พบว่าริ้วรอยตื้นๆและริ้วรอยลึกของอาสาสมัครลดลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น ผิวหยาบกระด้างลดลง มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Cosmetic Dermatol. 2009; 22(5):247-252.)

ส่วนอีกการทดสอบ ทำโดย Fabi และคณะ ทดสอบในลักษณะคล้ายๆกันคือ ใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นหอยทากเข้มข้น 8% ตอนกลางวัน คู่กับ Hydrogel (เหมือนซีรัมค่ะ) ผสมหอยทากเข้มข้น 40% ตอนกลางคืน แต่คราวนี้ให้ทาแค่ครึ่งหน้า อีกครึ่งหน้าทา Placebo (มีความหมายว่า ยาหลอก หมายถึงตัวอย่างที่ไม่มีสารที่ใช้ทดสอบ สำหรับการทดลองนี้ก็คือ ครีม/ซีรัมที่ไม่มีหอย) เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ข้างที่ใช้หอยมีริ้วรอยลดลง ริ้วรอยลึกๆตื้นขึ้น (J Drugs Dermatol. 2013; 12(4):453-457.)

ส่วนเรื่องการ Claim ว่าเมือกหอยทากสามารถรักษาแผลไหม้ได้ น่าจะเป็นเพราะว่า คุณ ศ.ดร. Abad นำเอาเมือกหอยทากไปรักษาคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl ระเบิด (หรือเปล่านะ ไม่ได้ค้นเกี่ยวกับประวัติของ Chernobyl accident เหมือนกันค่ะ ใช่หรือไม่ใช่แจ้งเข้ามาได้นะคะ) แล้วได้ผลดี แต่พยายามหารายงานตัวนี้ไม่พบค่ะ เจอแต่การกล่าวถึงในผลงานตีพิมพ์ฉบับอื่นๆ

สรุป:
รายงานทางวิทยาศาสตร์พบว่า เมือกหอยทากสามารถ
1. กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง เซลล์ Fibroblast (ที่สร้างคอลลาเจน)
2. ช่วยให้เซลล์ทั้งสองเซลล์นี้มีชีวิตยืนยาว (เพิ่ม Survival ของเซลล์)
3. ลดริ้วรอย ปรับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นให้สม่ำเสมอ ช่วยให้ผิวเนียนเรียบ

นอกนั้นยังไม่พบข้อมูล (อิงจากฐาน Pubmed เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2557)

แล้วในเมือกหอยทากมันมีอะไร ถึงได้เคลมกันสุดฤทธิ์สุดเดชขนาดนี้

เราคงสงสัยว่า ในเมือกหอยทากมันมีอะไร ทำไมถึงได้เป็นที่มาของคำ Claim ต่างๆนานา Admin เองก็สงสัยค่ะ ซึ่งก็มีข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบระบุว่าการวิเคราะห์แบบหยาบๆของเมือกหอยทาก (เฉพาะวัตถุดิบที่เขาขาย) จะมีส่วนของโปรตีนทั้งหมด (Total proteins) อยู่ 1.0-3.0 mg/ml ถามว่าเยอะไหม มีข้อมูลบอกว่าในนมวัว 1 ลิตร มีโปรตีนอยู่ 30-35 กรัม คิดคำนวณแล้วตกอยู่ที่ 30-35 mg/ml (ข้อมูลโปรตีนในนมวัวจาก Wikipedia) ถือว่าน้อยนะ ต่างกันเกือบ 10 เท่าเลยค่ะ แต่เขานำเอาส่วนของโปรตีนไปวิเคราะห์ต่อ เขาพบว่ามีโปรตีนสองแบบ คือ แบบโมเลกุลใหญ่กว่า และแบบโมเลกุลเล็กกว่า

ซึ่งโปรตีนโมเลกุลใหญ่ มีน้ำหนักโมเลกุลมากกว่า 250 kDa (ค่าที่ใช้บอกน้ำหนักโมเลกุลของสารเคมี) เป็นโปรตีนประเภท Hemocyanin ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการแลกเปลี่ยนและนำพาออกซิเจน ส่วนพวกโปรตีนโมเลกุลเล็กกว่า 100 kDa เป็นโปรตีนชนิดพิเศษที่ยังไม่เคยมีรายงานในฐานข้อมูล มีองค์ประกอบของกรดอะมิโนเกือบครบ ขาดแต่ Methionine กับ Tryptophan

นอกจากนี้มีส่วนของน้ำตาลทั้งหมด (Total sugars) อยู่ 0.5-0.7 mg/ml และธาตุแคลเซียม 1.3 mg/ml

ส่วนข้อมูลจากสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตเมือกหอยทาก ระบุว่าในเมือกหอยทากมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้
80-98% Water
0.02-1% Mucopolysaccharide
0.01-1% Hyaluronic acid
0.05-0.5% Fibroblast growth factor
0.001-0.2% copper-hemocyanin (the oxygen carrier)
0.005-0.1% High-MW proteins
0.005-0.1% Low-MW antioxidants

ดูแล้วแบบว่า น้ำ 80-98% หมายความว่า เกือบทั้งหมดคือน้ำ ส่วนสารอื่นๆ ที่น่าสนใจก็มี Hyaluronic acid, Fibroblast growth factor, Hemocyanin และ Antioxidants ต่างๆค่ะ

แต่มันจะทำให้เกิดผลได้ตาม Claim ขนาดนั้นเลยหรือ จุดนี้ก็ไม่ทราบ และ Clinical trial เองก็ระบุมาแค่ฤทธิ์ในการลดริ้วรอย กับมีงานวิจัยในระดับหลอดทดลองบอกว่าเมือกสามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง และเซลล์ Fibroblast ได้
ถ้าพิจารณาความเกี่ยวโยงระหว่างส่วนประกอบทางเคมี กับผลการศึกษาทางคลินิก และระดับหลอดทดลอง ก็สามารถโยงความสัมพันธ์ได้อยู่นะคะ เพราะสารประกอบเหล่านี้มีคุณสมบัติในเชิง Anti-wrinkle และ Antiaging ได้จริงค่ะ ส่วนตัว Hemocyanin ก็ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะว่าเป็นสารที่ยังไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง มีคุณสมบัติคล้ายกับ Hemoglobin ในเลือด ทำหน้าทีเป็น Oxygen carrier คือจับออกซิเจนไว้ แล้วเอาไปปลดปล่อยที่อื่นๆ
แล้ว Oxygen จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะ ผลแท้จริงมันคืออะไรก็ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แล้วถ้าเกิดเป็น Oxygen radical ก็ยิ่งจะไปทำร้ายผิว เพราะเป็นอนุมูลอิสระสามารถไปทำร้ายโปรตีนและไขมันที่เป็นโครงสร้างบนผิว เกิดเป็นความเหี่ยวได้ในระยะยาว แต่จุดนี้เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์ของสารนี้น้อยมากจึงยังไม่น่าจะต้องห่วงเท่าไหร่ คงให้คุณสมบัติที่ดีกับผิวมากกว่าค่ะ

แต่อย่าลืมว่า อันนี้เป็นข้อมูลจากผู้ผลิตแค่สองรายเท่านั้น กรรมวิธีการผลิตแต่ละที่ อาจจะทำให้ได้ความบริสุทธิ์ไม่เท่ากัน และบางบริษัทแยกหอยทากออกมาแล้วเอามาเติมน้ำเข้าไปอีก ก็มี ทำให้ยิ่งเจือจางเข้าไปกว่าเดิม แม้ว่าเค้าจะบอกว่าใช้เข้มข้น 70% (สมมติ) จริงๆแล้วในเมือกหอยมีน้ำไปซะ 98% เหลือสารอื่นๆแค่กี่เปอร์เซ็นต์เอง แต่บางแบรนด์บอกว่าใช้เมือกหอย 5% (สมมติ) แต่จริงๆแล้วอาจจะเอาน้ำไประเหยออกก่อนได้เป็นเมือกหอยเข้มข้น ก็เป็นไปได้นะ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถบอกอะไรได้จากความเข้มข้นของเมือกหอยทาก หรือ Snail secretion filtrate ที่ข้างกล่องเลยค่ะ เพราะเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ และผู้เดียวที่จะทราบได้ก็คือผู้ผลิต ที่สำคัญคือ ถ้าใช้แล้วถูกกับผิว มีราคาไม่แพง ก็ใช้ต่อเลย เพราะส่วนประกอบในเมือกหอยทาก ดูๆแล้วน่าจะมีประโยชน์ แต่ระวังด้วย เพราะมีโปรตีน มีหลายๆคนที่แพ้โปรตีนค่ะ และที่สำคัญอีกอย่างคือ การแพ้/การระคายเคือง/การอุดตัน/ประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ (ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Individual แต่ถ้าให้แปลว่า เป็นเรื่องของปัจเจก นี่คงจะงงกันใหญ่ เราก็แปลง่ายๆว่า แล้วแต่บุคคลและกันเนาะ) การวิเคราะห์ส่วนผสมบอกได้แค่แนวทางคร่าวๆเฉยๆนะคะ

แล้วเราเอาเมือกหอยทากมา ทารุณสัตว์มั้ยคะ??

หลายๆคนก็กลัวว่า เครื่องสำอางจากหอยทากนี่ หอยทากจะบาดเจ็บหรือตายหรือเปล่า ถ้าเราไปเอาเมือกจากมันมาใช้ จะทารุณสัตว์มั้ย จะบาปมั้ย วันนี้จะได้ดูเบื้องหลังวิธีสกัดเมือกหอยทากแล้วค่ะ ซึ่งอิงจากวิธีที่นำเสนอไว้ในสิทธิบัตรของต่างประเทศนะคะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทางเกาหลีจะทำแบบนี้หรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะทำในลักษณะที่คล้ายๆกันค่ะ พร้อมแล้วก็ไปลองดูด้วยกันเลยดีกว่า

เวลาจะแยกเมือกจากหอยทาก จริงๆแล้วก็มีหลายขั้นตอนนะคะ ไม่ใช่ว่าจับๆมาบี้ๆ ตำๆ เอาแต่เมือกเหมือนที่หลายคนคิด แต่ความจริงแล้ว เขามีกรรมวิธีการกระตุ้นหอยให้ตื่นตัว เมื่อหอยตื่นตัว หรือตกใจ ก็จะมีการสร้างเมือกออกมามากขึ้นค่ะ เราก็อาศัยจังหวะนี้ไปเก็บเมือกมา

วิธีการกระตุ้นหอยที่อธิบายไว้ในสิทธิบัตรมีด้วยกันหลายวิธัี เช่น
1. กระตุ้นด้วยสิ่งเร้าทางกายภาพ เช่น ไปแหย่ ไปจับ ฯลฯ
2. ใช้ความถี่ของเสียง
3. ใช้ความกดอากาศที่สูงกว่าปกติ
4. จับห้อยหัวอาศัยแรงโน้มถ่วงเป็นตัวกระตุ้น
5. เอาไปปั่นเหวี่ยงที่ความเร็วต่ำๆ
ฯลฯ

ซึ่งวิธีเหล่านี้ต้องไม่ทำอันตรายกับหอยทากค่ะ เพราะเชื่อกันว่าถ้าหอยทากเกิดอันตรายจนถึงตายจะหลั่งสารพิษออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นอันตรายกับร่างกายเราค่ะ

หลังจากหอยสร้างเมือกออกมา เราก็เก็บเอาเมือกนั้นมาปั่นเหวี่ยง (Centrifuge) ก็จะได้ส่วนของน้ำด้านบน กับส่วนตะกอนด้านล่าง

เอาส่วนน้ำมากรอง (Flitration) ก็จะได้ Snail Secretion Filtrate ที่ใช้กันเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางแล้วค่ะ

ทีนี้ก็ตอบโจทย์ได้แล้วค่ะ ว่าเมือกหอยทากนั้นได้มาโดยที่หอยทากไม่ต้องเสียชีวิตหรือทรมาณ ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับ Skin care regimen ของเราก็เป็นไปได้

อย่าลืมว่า หอยทากมีโปรตีนนะคะ อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้ ดังนั้นก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ที่ท้องแขนก่อนค่ะ (ถ้าเป็นไปได้ทดสอบกับทุกอย่างก่อนการใช้เลยก็ดีค่ะ ถ้ามีสภาพผิวที่แพ้ง่าย) และที่สำคัญ ประสิทธิภาพของเครื่องสำอางแต่ละชนิด กับผลข้างเคียง-อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิด เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ค่ะ ควรทดสอบก่อนการใช้เสมอนะคะ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในตลาดค่ะ

snail white-crys

แบรนด์แรก SW

รีม SW ตัวนี้มีส่วนของ Active ingredients อยู่หลายตัว เน้นหนักไปทางสารสกัดจากธรรมชาติ ตัวเมื่อวานของ Dr.M. เน้นเป็นสารสกัดจากดอกไม้ มาตัวนี้เขาใช้ผลไม้ค่ะ มี 4 ผลไม้ ซึ่งปกติสารสกัดจากผลไม้จะมีจุดเด่นในเรื่องของการให้ความชุ่มชื้น อาจจะมีพวกวิตามินหรือพฤกษเคมีอื่นๆได้มาจากผลไม้ด้วย แต่ไม่เด่นเท่าเรื่องคุณสมบัติความชุ่มชื้นจากสารประกอบน้ำตาลในผลไม้ค่ะ

เสริมด้วยสารสกัดจากบัวบก ขิง และดอกตระกูลลาเวนเดอร์

มีสารที่เป็น Pure compund อยู่ 4 ตัว คือวิตามินบี 3 ซึ่งให้ผลไปทาง Whitening มี Hydrolyzed hyaluronic acid ที่ว่ากันว่ามีโมเลกุลเล็กลงจึงซึมลงผิวได้มากขึ้น ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น

และมี Allantoin กับ Bisabolol ให้ผลไปในเชิงการต้านการอักเสบ ยับยั้งการแพ้ การระคายเคือง

อีกตัวที่น่าสนใจคือ Panax ginseng callus culture extract ที่ดูจากชื่อแล้วหมายถึง การเอาเนื้อเยื่อจากโสม (จะเรียก Stem cell ก็ดูจะเกินไป เพราะ Callus เป็นเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในอาหารเลี้ยงเซลล์ เป็นเซลล์ที่จะโตเป็นชิ้นส่วนพืชต่อไป) ตัวนี้ Claim กันได้เว่อร์วีว่ามาก มีทุกฤทธิ์ ตั้งแต่ Whitening Antiaging Antioxidant wound-healing และ Antiinflammatory คือ ถ้าเอา Keyword นี้ไปคีย์ค้นหาในฐานข้อมูล ก็จะไม่มีงานวิจัยอะไรมา Support เลย และทางผู้ผลิตวัตถุดิบก็ไม่ได้เผยแพร่อะไรออกมา จึงอาจจะเป็นการ Overclaimed ไปหน่อย

ที่สำคัญคือ Callus กับ Plant extract มันมักจะไม่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันนะ ส่วนไหนก็ส่วนนั้น อย่างพืชต้นเดียวกัน ใบมีฤทธิ์อย่างหนึ่ง ผลมีอีกอย่าง ก็เห็นกันอยู่บ่อยๆค่ะ ดังนั้นจะเอา Activity ของโสม มาใช้กับ Callus โสม ก็ไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่

แบรนด์ที่สอง Dr.MJ

realmucin_ampoule-crys

ตัวนี้นอกจากหอยทากแล้วยังมีส่วนผสมของ Allantoin ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากรากคอมเฟรย์ ช่วยกดอาการแพ้และอาการระคายเคืองได้ค่ะ

มีกรดอะมิโน Arginine ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด

มีสารสกัดจากดอกไม้ต่างๆอีก 7 ชนิด จะว่าไป เกาหลีเค้าก็ชอบดอกไม้เหมือนกันนะคะ ซึ่งบางดอกก็มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ บางดอกก็เหมือนเป็นการใส่มาเพื่อจุดขาย หรือจะออกแนว เกสรทั้ง 5 7 9 แบบบ้านเรา (อันนี้พูดเล่นค่ะ)

โดยรวมแล้ว Ampoule หรือ ซีรัมตัวนี้ ก็ค่อนข้างน่าสนใจในระดับหนึ่งค่ะ เพราะมีสารสกัดจากดอกไม้ซึ่งมีผลเป็น Whitening เข้ามาด้วย ขอให้คะแนนความน่าสนใจของส่วนผสมหลักอยู่ที่ 4 ฟลาสก์ค่ะ

ตัวถัดมา แบรนด์ I

ITs

ตัวนี้ส่วนผสมมาเต็มมาก นอกจากเมือกหอยทาก ก็จะมี

– Sodium hyaluronate เป็น Glycoprotein ที่มีประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้นของผิว
– Grifola frondosa (maitake) mycelium ferment filtrate เป็นของเหลวที่กรองออกมาจากการหมักเห็ด ปกติเห็ดตัวนี้มีประโยชน์ปรับภูมิคุ้มกัน เมื่อนำมาหมัก ปกติจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า ‘Bioconversion’ ซึ่งเป็นการที่จุลินทรีย์เปลี่ยนสภาพสารพฤกษเคมีในพืชให้มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น ทาง INCI จัดเป็น Antioxidant กับ Humectant (เพิ่มความชุ่มชื้น) รายละเอียดอื่นๆหาข้อมูลไม่พบ
– Betula alba extract คือสารสกัดจาก White birch ทางเครื่องสำอาง Claim ว่า เป็นตัวช่วยสมานผิว เป็น Astringent กระชับรูขุมขน ช่วยต้านการอักเสบ และเป็น Antioxidant ส่วนข้อมูลทางงานวิจัยจากฐาน Pubmed พบแค่ว่า สาร Betulin ที่พบในเปลือก อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ (Contact Dermatitis. 2013; 68(6):382-3.)
– สารสกัดจากดอก campsis grandiflora ที่มีชื่อไทยสวยๆว่า ดอกรุ่งอรุณ มีงานวิจัยหลายๆฉบับศึกษาเกี่ยวกับดอกนี้ เช่น ในสารสกัดประกอบด้วยสารในกลุ่ม Triterpenoid หลายๆชนิด (Arch Pharm Res. 2005; 28(5):550-6.) มีฤทธิ์ Antioxidant และ Anti-inflammatory ที่อาจจะนำไปประยุกต์ใช้ในคนที่มีปัญหาโรคการอักเสบที่ผิวได้ (J Ethnopharmacol. 2006; 103(2):223-8)
– Trichloma matsutake extract สารสกัดจากเห็ดที่แสนจะแพงนี้ มีงานวิจัยที่ตรวจวิเคราะห์สารเคมีที่พบในเห็ด ซึ่งพบเป็นพวกกรดอะมิโน และเบสของ DNA ทั่วไป (J Food Sci. 2013 ; 78(8):C1173-82.) และมีฤทธิ์เกี่ยวกับการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันได้เพราะมีสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่ชื่อ alpha-glucan (J Agric Food Chem. 2005; 53(23):8948-56.)
– Opuntia tuna fruit extract เป็นพืชในตระกูลกระบองเพชร มีงานวิจัยหนึ่งกล่าวว่าในผลของพืชนี้มีวิตามินซี และสารสีในกลุ่ม Betalain ที่เป็น Antioxidant อย่างดี ซึ่งเมื่อให้คนทานจะลดภาวะความเครียดในร่างกายได้ (Am J Clin Nutr. 2004; 80(2): 391-395) แต่สารในกลุ่ม Betalain ไม่คงตัว การนำมาใช้อาจจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ (คหสต.)
– Malt extract มีบทบาทเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้น และช่วยปรับสภาพผิว
– Porphyra yezoensis extract เป็นพืชในตระกูลสาหร่ายสีแดง ซึ่งปกติจะมี Pigment สีแดงที่เป็น Antioxidant แต่ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ต่อผิวหนังในฐานงานวิจัย
– Arbutin เป็นสารที่ช่วยให้สีผิวอ่อนลง โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่สังเคราะห์เมลานิน แต่มักจะไม่ค่อยคงตัวและสลายตัวง่าย
– Adenosine เป็นสารบริสุทธิ์ที่ Claim กันว่าเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP ก็จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ว่ากันไป ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)
– sh-Oligopeptide-1 คือ EGF (Epidermal growth factor) ที่ได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรีย เป็นpeptide สายยาวปานกลาง (ไม่เกิน 53 amino acid) ซึ่งการดูดซึมเข้าผิวอาจจะค่อนข้างยากไปนิด EGF มีการ Claim เกี่ยวกับเรื่องการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในผิวหนังชั้นนอก ช่วยลดริ้วรอย ส่งเสริมการสร้างเซลล์ผิว คืนความอ่อนเยาว์ เป็นวัตถุที่มีราคาค่อนข้างสูง (แต่ถูกกว่า EGF บริสุทธิ์)
– Tocopheryl acetate คืออนุพันธ์ของวิตามินอี ใช้เป็น Antioxidant เพื่อป้องกันไม่ให้สารในตำรับเสื่อมสภาพ แต่ผลิตภัณฑ์นี้มี BHT อยู่ด้วย ก็จะทำให้วิตอี มีผลเหลือถึงผิวหนัง

โดยรวมแล้วก็ถือว่าครบเลยค่ะ
ตัวอื่นๆที่น่าสนใจก็จะมี Nature republic กับ Mizon และ Holika holika ค่ะ

แต่ส่วนผสมเค้าเป็นภาษาเกาหลี อ่านไม่ออก = =

Reference:
Fabi, et al. J Drugs Dermatol., 2013; 12(4), 453-457.
Int J Cosmet Sci. 2012; 34(2):183-9.
Cosmetic Dermatol. 2009; 22(5):247-252.
J Drugs Dermatol. 2013; 12(4):453-457.
Technical data sheet, Endocare®, Cryptomphalus aspersa Secretion (SCA).
Wang, W., et al. Gastropod biological fluid, method of making and refining and use, International Patent, WO 2009/002982 A2

[Cosme-Diagnosis] White seed Real whitening lotion จาก TheFaceShop

[Cosme-Diagnosis] White seed Real whitening lotion จาก TheFaceShop

ช่วงต้นเดือนทางเพจ TheFaceShop ได้จัดกิจกรรม Dare to wonder ขึ้นค่ะ มี่ก็ได้เข้าไปร่วมสนุกและเป็นผู้โชคดีได้รับ White seed real whitening lotion มาค่ะ

วันนี้เลยเอามารีวิวเจาะลึกให้ชมค่ะ

container-re

เป็นขวดแก้วทึบ สีขาว ค่อนข้างหนาค่ะ ดูแน่นหนาปลอดภัยแข็งแรง ฝาปั๊มสีขาว กดง่ายสะดวกมือ ไม่เลอะเทอะ ดูสะอาดตามากค่ะ

เนื้อโลชั่นเป็นโลชั่นเนื้อบางเบาสีขาว เกลี่ยง่าย ดูดซึมได้เร็วปานกลาง พอดูดซึมหมดก็แห้งสนิท ไม่เหนอะหนะ สามารถแต่งหน้าทับได้เลยค่ะ

hand2-re

สำหรับความประทับใจในสัมผัส กลิ่น การแผ่กระจายบนผิว การดูดซึม และความนุ่มผิว มี่ขอให้ 5/5 ฟลาสก์ค่ะ เพราะเกลี่ยง่าย เนื้อเนียน กลิ่นหอมดอกไม้ หวานๆ อ่อนๆ ไม่ฉุนจนเกินไป ดูดซึมไวปานกลาง และนุ่มผิวดีค่ะ

ลองวัดค่า pH ดู ได้ค่า pH ประมาณ 5 ค่ะ อยู่ในช่วงใกล้กับผิวเลยค่ะ (ผิวเรามีค่า pH 5-6)

pH-re

ส่วนผสมนะคะ

ingre-re

box-re

มาในคอนเซปท์ 7 Free system ค่ะ

ไม่มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันค่ะ

คือ ไม่มีพาราเบน ไม่มี Alcohol Denat. ไม่มี Mineral oil ไม่มีสี ไม่มีวัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ ไม่มี Benzophenone และ ไม่มี Triethanolamine ค่ะ

พาราเบนนี่เคยมีรายงานว่าอาจจะไปรบกวนระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มประเทศทาง EU Ban ไปค่ะ

Alcohol Denat. นี่เป็นแอลกอฮอล์ที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมีเพื่อกำจัดเอากลิ่นออก เค้ากลัวเรื่องสารเคมีตกค้าง กับกลัวเรื่องความแห้งและความระคายเคืองที่เกิดจากแอลกอฮอล์ค่ะ

Mineral oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมทางปิโตรเคมี ที่อาจจะมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

สัี บางชนิดอาจจะมีผลต่อสุขภาพได้ค่ะ

วัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ บางชนิดอาจจะทำให้เกิดการแพ้ และมีเรื่องของประเด็นการทำลายทำร้ายชีวิตสัตว์ด้วย

Benzophenone เป็นสารกรองรังสี UV มักพบในผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันสารในผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสียสภาพไปเพราะแสงแดด แค่ว่าพวกนี้ดูดซึมเข้าร่างได้อาจจะเป็นอันตรายได้ค่ะ

และสุดท้าย Triethanolamine เป็นสารปรับ pH ค่ะ มีรายงานว่าสามารถเกิดปฏิกิริยากับสารเคมีบางชนิดและปลดปล่อยพวก Nitroso ออกมาซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งค่ะ

เรามาลองเจาะลึกส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

(ค่อนข้างยาวนะคะ ถ้าเบื่อ ข้ามไปอ่านบทสรุปตอนท้ายได้เลยค่ะ)

ปกติผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

คุณสมบัติของสารต่างๆแยกตามหน้าที่
1. Actives ได้แก่

– Niacinamide คือ วิตามินบี 3 มีบทบาทหลายๆอย่าง ทั้งในเรื่องการเป็น Whitening ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้าง Ceramides กรดไขมัน และไขมันชนิดต่างๆในหนังกำพร้า (Int J Cosmet Sci 2005; 27:255–261)
– Panthenol คือ วิตามินบี 5 มีคุณสมบัติเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยตัวมันเองสามารถซึมเข้าสู่ผิวและดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้กับตัวเอง สามารถช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผิวหนัง ช่วยลดการระเหยของน้ำออกจากผิว รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ (J Cosmet Sci. 2011; 62(4):361-70.) นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ช่วยเรื่องการสมานแผล และลดริ้วรอย
– Lupinus albus seed extract คือ สารสกัดจาก White lupin ถ้าเป็นการสกัดในน้ำมัน จะมีจำหน่ายในรูปแบบสารสกัดที่ชื่อ Collageneer ของบริษัท Expanscience มีฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความกระชับและความยืดหยุ่นของชั้นผิว (ข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ) แต่ถ้าสกัดด้วยน้ำก็จะมีโปรตีนคุณภาพดี (J. Sci Food Agri, 1987, 41(3), 205-218) และมีคุณสมบัติเป็นสารจับโลหะ ช่วยป้องกันไม่ให้โครงสร้างผิวเสื่อมจากปฏิกิริยาที่ถูกเร่งโดยโลหะ
– Bellis perennis flower extract คือ สารสกัดจาก White Daisy ในฐานข้อมูลงานวิจัยมีการกล่าวถึงคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant (Nat Prod Commun. 2010;5(1):147-50.) ส่วนในสิทธิบัตรยุโรประบุว่าสารสกัดจาก Daisy สามารถใช้เป็น Whitening ได้โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานิน (EP1737538 B1)
– Polyglutamic acid มีบทบาทในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ค่อนข้างดี
– Hexylresorcinol อนุพันธ์ของ Resorcinol มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สร้างเมลานินได้ (Protein J. 2004;23(2):135-41.) การทดสอบเชิงคลินิกชิ้นหนึ่งใช้สารนี้ผสมกับสาร Whitening ตัวอื่นๆในอาสาสมัคร พบว่าผล Whitening effect ดีกว่าครีม Hydroquinone 4% (J Drugs Dermatol. 2013;12(3):s16-20.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารกลุ่มนี้พบในข้าว Rye และ Wheat ให้ผลยับยั้งการสร้างเมลานิน กระตุ้นการสร้าง Glutathione ในผิว จึงให้ผลเสริมกันในการเป็น whitening
– Salix alba bark extract คือ สารสกัดจาก Willow สารสกัดจาก White willow ไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง มีรายงานว่าประกอบด้วย Tannin, Lignin ให้ผลกระชับรูขุมขน มี Salicylic acid ที่เป็น BHA ให้ผลละลายไขมันอุดตันในรูขุมขน ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
– Chenopodium quinoa seed extract คือ สารสกัดจาก Quinoa เป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง มีรายงานการวิจัยระบุว่าประกอบด้วยสารกลุ่ม Phenolics หลายชนิด ให้ผลเป็น Antioxidant ที่ดี (Food Chem. 2015;166:380-8.) มีสารกลุ่ม Saponin หลายๆตัวที่ให้ฤทธิ์เป็น Anti-inflammatory (J Food Sci. 2014;79(5):H1018-23.) ข้อมูลจากผู้ผลิตระบุว่า สารสกัดจากเมล็ด Quinoa ให้ผลเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย ลดการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง และช่วยลดจำนวนเม็ดเลือดแดงที่คั่งค้างใต้ตา มีผลลดรอยคล้ำใต้ตาได้ (Adipoless จาก Seppic)

2. Base เป็นรูปแบบของ Emulsion ประกอบด้วยส่วนของน้ำกับน้ำมัน ดังนี้

2.1 ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Propanediol, Propylene glycol dicaprylate/dicaprate, 1,2-Hexanediol, Butylene glycol, Glycerine
2.2 ส่วนของน้ำมัน ได้แก่ Capric/caprylic triglycerides, Caprylic/capric glycerides สองตัวนี้เป็นไขมันที่มีสายยาวปานกลาง มีขนาดเล็ก ซึมเข้าผิวได้ง่าย ให้ผลบำรุงทดแทนไขมันในผิวหนัง, Cetearyl alcohol, Glyceryl stearate เป็นไขมันพื้นฐานทั่วไป

3. Additives ได้แก่

3.1 Silicones ได้แก่ Cyclopentasiloxane กับ Cyclohexasiloxane เป็นซิลิโคนที่ระเหยได้ ให้สัมผัสที่ดีตอนทา ไม่เหนอะหนะ
3.2 Emulsifiers เป็นตัวผสานน้ำให้เข้ากับน้ำมัน ได้แก่ Cetearyl olivate ตัวนี้เป็น Fatty ester ที่ให้คุณสมบัติเป็น Emulsifier ได้ด้วย มักพบร่วมกับ Sorbitan olivate เป็น Emulsifier ที่ได้จากธรรมชาติ ให้สัมผัสที่เนียนละเอียด และมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว, และ PEG-100 stearate ที่เป็นสารพื้นฐานทั่วไป
3.3 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Acrylates/C10-30 alkylacrylate crosspolymer กับ Carbomer
3.4สารปรับ pH คือ Potassium hydroxide แม้ว่าโดยธรรมชาติสารนี้จะระคายเคือง แต่ใส่มานิดหน่อยแค่ปรับ pH เลยไม่เป็นอะไรกับผิว อันตรายขึ้นกับความเข้มข้นด้วย
3.5 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol, Potassium sorbate, Sodium benzoate, Sorbic acid และสารจับโลหะ EDTA
3.6 สารแต่งกลิ่น Fragrance

สรุปและให้คะแนน
1. Actives มีตัว Whitening เด่นๆอยู่ 2 ตัว คือ Niacinamide กับ Hexylresorcinol ถ้าดูจากลำดับส่วนผสมแล้วคือ Niacinamide มีอยู่พอสมควรเลยหล่ะ สารสกัดอื่นๆยังไม่มี Report รองรับชัดเจน แต่ก็ให้คุณสมบัติเป็น Anti-oxidant กับพวกลดริ้วรอย และ Moisture ได้ดี โดยรวมแล้วผลิตภัณฑ์นี้ได้ทั้ง Moisturizer, Whitening, Anti-oxidant, Anti-inflammatory ซึ่งก็ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้าได้พวก Antioxidant ดีๆอีกซักตัวสองตัวคงแจ่ม ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีพวก AHA ที่ถ้าใช้ความเข้มข้นเยอะๆไปนานๆก็จะทำให้ผิวบางได้ จึงสามารถใช้ได้เลยในระยะยาว และที่สำคัญคือไม่ได้ใช้พวก Pigment ที่จะมาแค่เคลือบผิวให้ขาวหลอกๆไปวันๆ จุดนี้เลยขอให้ 4.5 ฟลาสก์
2. Base ถ้ามองจากความสมบูรณ์ของตัวเนื้อครีมในการเป็น Emulsion ที่ดี ผลิตภัณฑ์นี้มีสารดึงน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว มีน้ำมันจากธรรมชาติอย่างพวก Capric/caprylic glycerides กับ Triglycerides อยู่ จะขาดก็ยังแต่สารไขมันเคลือบผิวกันน้ำระเหย จุดนี้จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
3. Additives ผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมของสารพาราเบน สารอื่นๆก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แถมคู่ผสมอย่าง Cetearyl olivate/Sorbitan olivate ยังให้ผลเป็น Moisturizer ที่ดีให้ผิวด้วย แต่มีน้ำหอมนะ บางคนที่ผิวไวมากๆ อาจจะแพ้ก็ได้ แต่ก็ไม่เคยหักคะแนนน้ำหอมในผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่รอบดวงตามาก่อน จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

รวมคะแนน
point

1. การใช้งาน 5/5
2. Actives 4.5/5
3. Base 4/5
4. Additives 5/5

รวม 18.5/20 ค่ะ

ท้ายนี้ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆจาก TheFaceShop ด้วยนะคะ

แล้วก็ขอเพิ่มเติมนิดนึงคือ Line นี้ยังมี Toner, Essence, Cream ด้วยค่ะ ราคาก็ไม่แพงมาก (สำหรับ Lotion 125 ml 779 บาท) ถ้าเทียบกับส่วนผสมแล้วถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเลยค่ะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเข้าไปชมผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ TheFaceShop ได้ที่เวบไซต์ของ TheFaceShop หรือ แฟนเพจของ TheFaceShop ในเฟสบุคเลยนะคะ

ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ

[Beauty Talks] สารกลุ่มโปรตีนในเครื่องสำอาง

[Beauty Talks] สารกลุ่มโปรตีนในเครื่องสำอาง

วันนี้มา Beauty Talks ในหัวข้อ “สารกลุ่มโปรตีนในเครื่องสำอาง”

จริงๆโปรตีนเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบอาหาร ในเครื่องสำอางก็จำเป็นเหมือนกันค่ะ เพราะโปรตีนมีคุณสมบัติที่ดีหลายๆอย่างต่อผิวเรา

ประเภทของสารกลุ่มโปรตีน ถ้าจำแนกง่ายๆ ตามลักษณะของโมเลกุล ก็จะแบ่งได้เป็น 4 ประเภทค่ะ

protein deriv

1. กรดอะมิโน หรือ Amino acids เป็นหน่วยย่อยๆของโปรตีน หลักๆก็มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยตัวมันสามารถดูดน้ำเข้าหาตัวเองได้ (Hygroscopic) พบเป็นองค์ประกอบของ Natural Moisturizing factor หรือ NMF ในผิว ทำหน้าที่อุ้มน้ำ

แต่เนื่องจากกรดอะมิโนเป็นหน่วยย่อยๆ หรือ Buliding block ของโปรตีน ก็เลยมีการ Claim กันไปถึงเรื่องการลดริ้วรอย กรดอะมิโนแต่ละตัวก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปค่ะ

ปัจจุบันก็มีอนุพันธ์ของกรดอะมิโน เอามาจับกับกรดไขมัน หรือพวกสารประกอบ Hydrocarbon สายยาวๆ เพื่ออาศัยเป็นตัวนำส่งเอาเข้าไปในผิว ก็จะให้ฤทธิ์แปลกๆกันไป เช่น Undecanocyl phenylalanine มีผลเป็น Whitening ได้ด้วย Dipalmitoyl hydroxyproline มีการ Claim เรื่อง Antioxidant กับ Moisturizing เสริมเข้ามาอีก

2. Peptide เป็นโมเลกุลที่เกิดจากกรดอะมิโนสองตัวขึ้นไปมาจับกัน เปปไทด์ มีฤทธิ์ทางชีวภาพกว้างมาก เป็นได้ทุกฤทธิ์ เช่น Dipeptide-2 เพิ่มการไหลเวียนเลือดได้

ปัจจุบันก็มีอนุพันธ์ของเปปไทด์ออกมาอีก โดยเอาเปปไทด์มาจับกับกรดไขมัน หรือสารสายยาวๆ เพื่อเพิ่มการดูดซึม เช่น Palmitoyl oligopeptide

3. Protein hydrolysate ได้จากการเอาโปรตีนมาย่อย ก็จะได้โปรตีนที่มีขนาดเล็กลง แต่ก็ไม่สามารถระบุขนาดที่แท้จริงได้ว่าจะมีขนาดประมาณไหน

พวกนี้ส่วนมากจะ Claim เรื่องริ้วรอย การฟื้นฟูผิว และความชุ่มชื้นค่ะ แต่เรื่องการดูดซึมเข้าผิวอาจจะยังไม่มากนัก

4. Protein เป็นสารโครงสร้างใหญ่มาก มีกรดอะมิโนเป็นหลักร้อย หลักพัน ด้วยความที่มันใหญ่ ก็จะได้แค่เคลือบผิวข้างนอก ช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เพิ่มความชุ่มชื้น แต่พอไปล้าง ก็จะหลุดออกหมด เพราะพวกนี้ละลายน้ำได้ดีค่ะ

เช่น Collagen (Collagen จริงๆเป็น Glycoprotein นะ คือมีส่วนของโมเลกุลน้ำตาลเล็กๆด้วย) โปรตีนจาก Wheat, Soy, Milk, Whey ฯลฯ

ปัจจุบันมีอนุพันธ์ของพวกโปรตีน คือเอาไปทำให้เป็นประจุบวก ให้ผลเป็น Conditioning agent ส่วนมากจะพบในพวกครีมนวด และทรีทเมนท์ผมค่ะ

ในบางครั้งผู้ผลิตก็จะ Claim กันเกินจริงว่าใส่โปรตีนมาแล้วจะลดริ้วรอย แต่ดูแล้วไม่น่าจะให้ผลถาวรนะคะ อาจจะแค่เคลือบๆ

สรุป สารกลุ่มโปรตีนมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไปค่ะ

ถ้าให้พิจารณาราคา Peptide น่าจะมีราคาแพงที่สุด ส่วนที่เหลือราคาไล่เลี่ยกันค่ะ ยกเว้นพวกอนุพันธ์ใหม่ๆ ที่ราคาอาจจะสูงได้

[Beauty Talks] หรือป้องกันแค่ UV จะไม่พอ

[Beauty Talks] หรือป้องกันแค่ UV จะไม่พอ

สืบเนื่องจากในตำราเครื่องสำอางที่ชื่อ Handbook of cosmetic Science and Technology Edition 3 ที่ออกมาเมื่อปี 2009 (5 ปีละนะ แต่พึ่งจะได้อ่าน – -*) ได้เริ่มมีการกล่าวถึง UVAI (ยูวีเอวัน ยูวีเอหนึ่ง ฯลฯ) ละก็มีบางแบรนด์พึ่งเอามาเคลมในโทรทัศน์เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้เอง

จริงๆอี UVAI นี่ มันก็คือ UVA ค่ะ แค่เค้าดันแยก UVA ออกเป็น 2 Subrange คือ UVAI (340-400 nm) กะ UVAII (340-320 nm)

ซึ่งเป็นมาตรฐานของรังสี (ใครเรียนฟิสิกส์มาคงจำสูตรได้ แต่ Admin ลืมไปละค่ะ) พวกความยาวคลื่นสั้นๆ พลังงานจะสูง จะทำ Damage ต่อผิวได้มากกว่า

ในขณะที่พวกความยาวคลื่นยาวๆ มันจะผ่านลงไปในผิวได้ลึกกว่า ก็เลยเป็นที่มาของคำเคลม ยูวีเอหนึ่งทำร้ายลึกกว่า – -*

ในหนังสือเล่มนั้นเริ่มมีการกล่าวถึงรังสี Infrared ว่าก็ทำอันตรายกับผิวได้เหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่ได้พูดถึงสารที่จะกรองรังสี IR

แล้วเมื่อปีที่แล้ว ก็เริ่มมีการบอกว่า แสงในช่วง Visible (400 – 780 nm) สามารถซึมลงผิว แล้วทำลายผิวได้เหมือนกัน โดยเฉพาะ แสงสีฟ้า/ม่วง ช่วง 400 – 500 nm แล้วมันซึมลงไปลึกมาก ถึงใต้ Dermis ชั้นของเส้นเลือดเลย

แสงที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์ก็จะมีหลายๆคลื่นความถี่ค่ะ แต่ที่สำคัญกับผิวก็จะเป็น 3 ย่านนี้ คือ UV Visible และก็ IR

แสงจากดวงอาทิตย์

พร้อมกันนั้นก็เริ่มมีการ Launch สารตัวหนึ่งออกมาจากบริษัทแห่งหนึ่ง (จดสิทธิบัตรเรียบร้อย) เป็น Melanin (คือ Melanin ที่มีในผิวเรานี่หละ) ที่ผ่านกรรมวิธีบางอย่างให้มีขนาดเล็กลง จะซึมเข้าผิวและทำหน้าที่คอยสร้างปราการป้องกันแสงสีฟ้า ไม่ให้ทำลายผิวได้

ในจุดนี้ก็เลยเริ่มมี Question ว่า Physical sunscreen อย่าง Titanium dioxide กะ Zinc oxide นี่จะสามารถกระเจิงรังสีและแสงได้หมดทุกความยาวคลื่นมั้ย ทุก Range ตั้งแต่ UV Visible และก็ IR ซึ่งก็ถ้ามองตามกลไก คิดว่าน่าจะได้นะ แต่ก็หาข้อมูลมา Support ยังไม่เจอค่ะ

ดังนั้น ถ้ามองๆแล้วใช้ Physical sunscreen จะดีกว่ามั้ย ฉาบหน้าสะท้อนมันทุกคลื่นเลยค่ะ ในเมื่อ Chemical ดูดกลืนรังสีได้แค่บางช่วงแค่นั้นเอง แถม Chemical บางตัวอาจจะดูดซึมเข้าร่างแล้วทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ด้วย

มี่เอาตัวอย่างการดูดซับรังสี UV ของสารชนิดหนึ่งมาฝากด้วยค่ะเพื่อประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้น สารแต่ละชนิดจะดูดซับรังสี UV ได้ในช่วงความยาวคลื่นที่ต่างกันไป และเป็นค่าเฉพาะตัวของสารนั้นๆค่ะ

 

UV spectrum

 

นี่ก็เลยตอบโจทย์ได้ว่าทำไมเวลาเค้าใส่ Chemical sunscreen มาในสูตรกันแดด ถึงต้องใส่มาหลายๆตัว เพื่อให้ครอบคลุม Range ของรังสีได้ทุกช่วงนั้นเองค่ะ

Reference:
– คหสต
– Gabard B. (2009). Sun protection and sunscreens in Handbook of cosmetic science and technology, 3rd edition, pp.323-330
– ข้อมูล Liposhield จากบริษัท Lipo chemicals