[Beauty Talks] My Special skincare

[Beauty Talks] My Special skincare

ปกติเราน่าจะแบ่งการดูแลผิวออกเป็น 2 แบบ (มั้งคะ ตามคหสต.)

คือ 1. Routine care คือ การดูแลทุกๆวัน เช้า-เย็น กับ 2. Special care คือ การดูแลพิเศษ นานๆที แบบเข้มข้น (ว่างั้น)

วันนี้เอา Special care ของมี่มาแชร์ให้ชมกันค่ะ

10592817_10202726347900009_5645098694820530694_n

เรียกจากซ้ายไปขวาเลยนะคะ

1. Hair Removal Cream จาก Miniso

เป็นครีมสำหรับกำจัดขน (ตัวต้นแบบในบ้านเราน่าจะ Opilca ค่ะ) ซื้อมาใช้แทนของบูทส์ ที่ขาดตลาดไปนานมาก จริงๆติดของบูทส์มากกว่าค่ะ

ช่วงแรกๆเราใช้ ขนก็จะขึ้นถี่เหมือนเราโกนค่ะ แต่พอใช้ไปๆ ขนก็จะนุ่มขึ้น และขึ้นช้าลงค่ะ ตอนนี้ใช้เดือนละครั้ง เผลอๆก็ 6 อาทิตย์ครั้งค่ะ

แต่เนื่องจากส่วนผสมเป็นด่างกับ Thioglycolate จึงควรทดสอบการแพ้และการระคายเคืองก่อนใช้นะคะ

2. Play therapy soft clay pack จาก Etude

เป็นมาสค์โคลน ที่เหมาะกับคนผิวมันค่ะ จริงๆมี่ผิวแห้ง แต่เอามาใช้นานๆที เดือนละครั้งถึงสองครั้ง โดยมีความเชื่อว่า Clay จะช่วยดูดซับสารพิษที่ตกค้างในผิวได้

ตัวนี้จะเย็นๆ หอมมินท์ ให้ความรู้สึกสดชื่นดีค่ะ

แต่คนผิวแห้ง ใช้แล้วยิ่งแห้งขึ้นไปอีก แต่รู้สึกว่าสะอาดผิวดี

3. Black head clear oil gel จาก It’s Skin

เป็น Lipogel (ตามคหสต.) ที่มาพร้อมกับหัวแปรงเป็นขนๆเล็กๆ เป็นยางนุ่มๆ เอามาถูวนๆตรงจมูกและคางเพื่อกำจัดสิวเสี้ยน ส่วนตัวมี่ใช้อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งค่ะ

เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้แบรนด์ที่ทำมาแบรนด์แรกคือของ Laneige นะคะ แต่ยังไม่เคยใช้ของ Laneige มาใช้ของอันนี้ก่อน ไปเกาหลีเจอโปรขายคู่ PO effector ราคาพิเศษพอดีค่ะ

4. Soothing & Moisture Aloe vera 92% จาก Nature republic

ตัวนี้พึ่งเขียนรีวิวแบบละเอียดใน Cosme-Diagnosis ค่ะ

เป็นเจลใสๆ กลิ่นหอมๆคล้ายแตงกวา เอาสำลีมาจุ่ม ละเอามาแปะบนหน้าแทนมาสค์ เย็นชุ่มฉ่ำ ฟินเว่อร์ค่ะ

ติดตามได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ

[Cosme-Diagnosis] Aloe 92% Soothing gel จาก Nature republic

[Cosme-Diagnosis] Aloe 92% Soothing gel จาก Nature republic

Cosme-Diagnosis เป็นบทวิเคราะห์เครื่องสำอางแบบละเอียดโดยดูจากส่วนผสม อิงตามฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

ตัวนี้เป็นลูกรักอีกตัวนึงของมี่เลยค่ะ

aloe +cotton

ที่เอาสำลีมาวางๆข้างๆก็เพราะว่า ชอบที่จะเอาสำลีมาจุ่มเจล ละมาแปะบนหน้า แทนมาสค์ ชุ่มชื่น สดชื่นคลายเหนื่อย และทำให้หิว (เพราะกลิ่นนางเหมือนแตงกวา กับผักๆซักอย่าง)

เนื้อเจลจะเป็นเจลใสๆ หนืดๆ เหนียวๆ แต่เกลี่ยง่าย

aloe texture

 

aloe hand

รูปให้เห็นส่วนผสมค่ะ

ingredients

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ
1. Active (สารสำคัญ) เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/ฤทธิ์ทางชีวภาพ
2. Base คือ เนื้อของผลิตภัณฑ์ บางทีอาจเรียกว่า Vehicle
3. Additive คือ สารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้

มี่จะขอวิเคราะห์แยกให้คะแนนตามส่วนนะคะ

คุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่

  1. Actives ได้แก่
    • Aloe barbadensis leaf extract คือ สารสกัดจากว่านหางจรเข้ จากรายงานการวิจัยสารสกัดจากว่านหางจรเข้ มีรายงานการวิจัยกล่าวว่าสามารถออกฤทธิ์เป็นสารช่วยให้ผิวขาวได้โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Melanin aggregation ทำให้สีผิวจางลง โดยตัวที่เป็นตัวออกฤทธิ์คือ Aloin ที่พบในใบ (Planta Med. 2012; 78(8):767-71.) การทดสอบผลของไลโปโซมที่บรรจุว่านหางจรเข้ต่อผิวหนังพบว่า มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte proliferation) และกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน (J Oleo Sci. 2009; 58(12):643-50.) แต่การที่บอกว่าใส่มา 92% นั้นตอบโจทย์อะไรยังไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ของการสกัด ว่ามีเนื้อสารจริงๆกี่เปอร์เซนต์กัน บางที 92% นี่อาจจะมีตัวทำละลายไปแล้วซัก 90% เหลือเนื้อพฤกษเคมีใน Aloe จริงๆแค่ 2% ก็ได้ ในขณะที่บางอย่างใส่มาแค่ 5% แต่เป็นสารสกัดแบบเข้มข้น มีความบริสุทธิ์สูง ก็อาจจะให้ผลได้มากกว่าก็ได้
    • Polyglutamic acid โพลิเมอร์ที่เกิดจากกรดอะมิโน Glutamic acid พบได้ใน Natto ซึ่งเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์บางชนิดสร้างระหว่างกระบวนการหมัก ในทางเภสัชกรรมมีประโยชน์ในการเป็นระบบนำส่ง ส่วนในทางเครื่องสำอางผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสามารถดูดและจับน้ำได้มากถึง 5000 เท่าของน้ำหนักตัวมัน และมีรายงานการวิจัยอีกฉบับกล่าวว่า Polyglutamic acid ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ (Chem Biodivers. 2010; 7(6):1555-62.) น่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบผิวหนังแข็งแรงขึ้น
    • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นของผิว
    • Calendula officinalis extract คือ สารสกัดจาก Pot marigold ตระกูลดาวเรือง มีประโยชน์เป็น Anti-oxidant เพราะมีสารประกอบ Phenolic compound หลายชนิด และยังช่วยปกป้องผิวหนังไม่ให้ถูกทำร้ายจากรังสี UV ได้ (J Ethnopharmacol. 2010; 127(3):596-601)
    • Mentha viridis extract คือ สารสกัดจาก Spearmint มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ Antioxidant (Iran J Pharm Res. 2011; 10(4):787-93.) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) (Environ Toxicol Pharmacol. 2008; 26(1):92-5.) ผู้ผลิตวัตถุดิบบอกว่ามีสารกลุ่ม Tannin, Polyphenols และมีคุณสมบัติช่วยให้สบายผิว (Soothing effect)
    • Melissa officinalis extract สารสกัดจาก Lemon balm ไม่พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง ผู้ผลิตให้ข้อมูลว่าสารสกัดนี้มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย, Antioxidant และ ให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)
  2. Base เป็นผลิตภัณฑ์ชนิด Hydrogel ประกอบด้วยน้ำ ของเหลวอื่นที่ละลายได้ในน้ำ และสารก่อเจล (สารเพิ่มความหนืด) เรียงตามลำดับจากลำดับของส่วนผสม ได้แก่ Alcohol, Dipropylene glycol, Butylene glycol, Glycerine, Propylene glycol, 1,2-Hexanediol, water ซึ่งมีสารดึงน้ำให้ผิวดีๆหลายตัว แต่มี Alcohol ซึ่ง Alcohol เองก็ไม่ได้จะเลวร้ายตลอดไปเสมอไป เพราะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ระเหยไวขึ้น ให้ความรู้สึกที่ดีตอนทา และกระชับรูขุมขน แต่ บางคนอาจจะไวต่อแอลกอฮอล์ก็ได้ แม้จะมีในส่วนผสมแค่น้อยนิด สำหรับความทนของผิวต่อแอลกอฮอล์ของแต่ละคนก็จะต่างกันไป จึงระบุไม่ได้
  3. Additives ได้แก่

3.1 Emulsifier/Surfactant ได้แก่ Betaine เป็นสาร Surfactant ที่มีทั้งประจุบวกและลบในตัวเดียวกัน มีคุณสมบัติช่วยปรับสภาพผิว ให้ความรู้สึกลื่นผิว ร่วมกับ PEG-60 Hydrogenated castor oil เป็นอนุพันธ์จากน้ำมันละหุ่ง มีคุณสมบัติช่วยให้ได้สารละลายใส
3.2 สารเพิ่มความหนืด ได้แก่ Glyceryl polyacrylate กับ Carbomer
3.3 สารปรับ pH คือ Triethanolamine ใช้ปรับ pH ให้เพิ่มขึ้น
3.4 Preservatives ได้แก่ Phenoxyethanol กับ 1,2-Hexanediol ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มความชุ่มชื้นได้ ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA
3.5 Fragrance คือ น้ำหอม

ถึงเวลาให้คะแนนค่ะ

  1. Actives เน้นไปที่สารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ทั้งว่านหางจรเข้ Hyaluron กะ Polyglutamic acid เสริมด้วยสารสกัดพืชที่ให้ความสบายผิว บวกกับมีฤทธิ์ Antioxidant อยู่ด้วย จึงถือว่าน่าจะค่อนข้างครบสำหรับการเป็น Moisture and Soothing gel ตามชื่อของผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าถามว่า ตัวเลข 92% นี่ตอบโจทย์อะไรให้มี่มั้ย ตอบว่า 92% นั้นตอบโจทย์อะไรยังไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ของการสกัด ว่ามีเนื้อสารจริงๆกี่เปอร์เซนต์กัน บางที 92% นี่อาจจะมีตัวทำละลายไปแล้วซัก 90% เหลือเนื้อพฤกษเคมีใน Aloe จริงๆแค่ 2% ก็ได้ ในขณะที่บางอย่างใส่มาแค่ 5% แต่เป็นสารสกัดแบบเข้มข้น มีความบริสุทธิ์สูง ก็อาจจะให้ผลได้มากกว่าก็ได้ แต่ความครบในการเป็น Moisture gel ก็ขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base เป็นส่วนของ Hydrogel ที่มีสารดูดน้ำให้ผิวเยอะมาก แต่มี Alcohol เข้าใจว่าควรจะใส่เพราะไม่เช่นนั้นผลิตภัณฑ์น่าจะเหนียวและหนักผิวพอดู Alcohol อาจจะทำให้คนที่ไว เกิดอาการระคายเคือง หรือรู้สึกแดง ร้อนได้ ดังนั้นคนที่ไวต่อ Alcohol มากๆ ควรทดสอบการระคายเคืองก่อนใช้งาน แต่สำหรับคนปกติไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะสัดส่วนของสารที่เป็น Moisturizer มีค่อนข้างมาก จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่ได้มีอะไรมากมายหลายชนิด มีแค่สารก่อเจล สารทำให้ใส สารปรับ pH กับ Preservatives ซึ่งก็มีตัวที่ให้คุณสมบัติพิเศษเสริมแก่ผิวอย่าง Betaine ที่ช่วยปรับสภาพผิวให้ผิวเรียบเนียน และ PEG-60 Hyrogenated castor oil ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  4. ราคา ผลิตภัณฑ์มีราคาที่เคาน์เตอร์ไทยอยู่ 200 บาท ผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบกระปุก ขนาด 300 ml ตกเป็น 0.67 บาท/มล. ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างถูก เผลอๆถูกกว่าทำเองด้วยซ้ำ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

point

[Basic Cosmetic Science] แสงแดด และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

[Basic Cosmetic Science] แสงแดด และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

วันนี้เอาบทความวิชาการเกี่ยวกับแสงแดด และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดมาฝากค่ะ

สงสัยไหมว่า ทำไมเราต้องทากันแดด จริงๆไม่ใช่แค่กลัวดำอย่างเดียวนะคะ แต่แสงแดดแฝงไว้ด้วยอันตรายอื่นๆอีกมากมายเลยค่ะ ในแสงแดดประกอบด้วยรังสีต่างๆหลายๆรังสี แต่ที่น่าจะมีอันตรายที่สุดน่าจะเป็นรังสี UV ค่ะ

รังสี UV ประกอบด้วยสาม Range ตามความยาวคลื่น คือรังสี UVA UVB และ UVC ค่ะ

UV ray

ทางสถาบัน CIE ได้แบ่งรังสี UV ออกเป็น 3 ย่าน คือ UVA UVB และ UVC เรียงตามความยาวคลื่นจากยาวไปหาสั้น ซึ่งสำหรับรังสี UV ตัวที่มีความยาวคลื่นยาว (ตัวเลขมาก) จะมีความสามารถในการแทรกซึมลงไปลึกกว่าตัวที่มีความยาวคลื่นสั้น (ตัวเลขน้อย) แต่ ตัวที่มีความยาวคลื่นสั้นจะมีพลังงานสูง มีอำนาจทำลายสูง

ดังนั้นถ้ามองตามค่าความยาวคลื่นของรังสียูวี ทั้ง 3 ชนิด
UVA (400-320 nm)
UVB (320-290 nm)
UVC (<290 nm)

รังสี UVC ก็จะมีพลังงานสูงที่สุด ทำลายผิวหนังได้มากที่สุด แต่รังสี UVC โดนกรองไปโดยชั้นโอโซน ไม่มาถึงพื้นโลก แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ชั้นโอโซนเองก็ถูกทำลายไปค่อนข้างเยอะ จึงควรจะพิจารณาเรื่อง UVC ได้ แต่องค์การต่างๆและผู้ผลิตสารเคมียังให้ความสนใจกับ UVA และ UVB มากกว่า

เขาบอกว่าปริมาณรังสี UV ที่ลงมาในโลก เป็นรังสี UVA มากกว่ารังสี UVB 10-30 เท่า แต่เรากลับมองที่ความสำคัญของ UVB มากกว่า เพราะกลัวดำ

ผลกระทบของรังสี UV ต่อผิวหนัง
* UVB ทำให้เกิด Sunburn และ ดำ (เพราะมีผลแค่ผิวหนังชั้นนอก) แต่ยังมีฤทธิ์แฝงไปกดภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง และก่อให้เซลล์ต่างๆมีความผิดปกติไป จนอาจเกิดเป็นมะเร็งได้

*UVA ทำให้เกิด Sunburn ก็ได้ แต่น้อยมาก (แค่ 15% ถ้าเทียบกับ UVB) ฤทธิ์หลักๆ ของ UVA ก็คือ ทะลุลงไปที่ชั้นหนังแท้ ไปก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่มีชื่อสวยๆว่า “Photobiological reaction” แปลเป็นภาษาไทยว่า ปฏิกิริยาชีวภาพแสง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระต่างๆในชั้นผิว ทำลาย Collagen และ Elastin ต่างๆในผิว เกิดเป็นริ้วรอยก่อนวัย และยังก่อให้เกิดมะเร็งโดยไปเสริมฤทธิ์กับ UVB นอกจากนี้ยังมีอีกรายงานที่บอกว่า UVA ไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์ Melanin ซึ่งเป็นเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้น

ดังนั้นการทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดจึงควรจะมีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อเป็นการป้องกัน Photobiological reaction มากกว่าการป้องกันไม่ให้ดำเพราะแดด จึงจะถูกต้องค่ะ

สำหรับผลิตภัณฑ์กันแดด เราก็แบ่งตัวป้องกันแสงแดด หรือ Sunscreen ออกเป็น 2 ประเภท ตามกลไกในการออกฤทธิ์ ได้แก่ Physical กับ Chemical sunscreen ค่ะ

1. Physical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์โดยไปสะท้อน หรือกระเจิง รังสี UV ที่มาตกกระทบผิว ในสมัยก่อนเขามองว่า เฉพาะพวกแร่ธาตุ Inorganic pigment ต่างๆเท่านั้นที่เป็น Physical sunscreen แต่เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น สามารถบีบอัดโมเลกุลสารเคมีต่างๆ ให้กลายเป็น Physical sunscreen ได้ เช่นกัน จึงไม่สามารถใช้นิยามว่า Physical sunscreen คือ สารที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ ต่อไป

สารประเภทนี้จะสะท้อนรังสี UV ได้ทุกความยาวคลื่น แบบไม่จำเพาะเจาะจง และมีความเฉื่อย จึงมีบริษัทหลายๆบริษัทเอาตรงนี้มาเป็นจุดขาย ว่าของเขาใช้แต่ Physical sunscreen

2. Chemical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์ผ่านการดูดซับรังสี UV แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงของอิเกลตรอนในโมเลกุล เหมือนกับชื่อ คือ มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

สารประเภทนี้มักจะเป็นสารอินทรีย์ที่มี Aromatic ring และ Carbonyl group อยู่ในโครงสร้าง (จุดนี้คนเคยผ่านวิชาเคมีมาน่าจะจำได้บ้าง ไม่รู้จะแปลอย่างไรดี)

สารประเภทนี้จะจำเพาะกับรังสี UV แค่บางความยาวคลื่นเท่านั้นขึ้นกับชนิดของสารเคมีนั้นๆเราจึงมักเห็นว่าในผลิตภัณฑ์กันแดดแบบนี้จะมีสารกันแดดหลายๆตัว (อย่างน้อย 2 ตัว) เพื่อให้ครอบคลุมรังสี UV ทุกความยาวคลื่น หรืออาจจะเสริมกับ Physical sunscreen เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ในการปกป้องรังสี UV

จริงๆทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางก็ยังมีพวก Auxillary sunscreen อีก คือเป็นสารเสริมประสิทธิภาพของ Sunscreen แต่ยังไม่ขอกล่าวถึงค่ะ

ลองดูรายละเอียดของสารแต่ละกลุ่มดีกว่าค่ะ

Physical sunscreen

physi

Physical sunscreen เป็นสารอะไรก็ตาม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Inorganic pigment) ที่ทำหน้าที่สะท้อน-กระเจิงรังสี UV ทุกความยาวคลื่นออกไปไม่ให้โดนผิวค่ะ จริงๆแล้วเดี๋ยวนี้เขามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้สารอินทรีย์ออกฤทธิ์แบบนี้ได้ด้วย แต่ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ

ถ้ามองถึง Physical sunscreen แล้ว ชนิดที่นิยมใช้กันมากในท้องตลาดก็จะเป็น Titanium dioxide กับ Zinc oxide ซึ่งพวกนี้เวลาเราทาๆ จะมองเห็นเป็นคราบขาว หรือที่เรียกกันติดปากว่า ขาววอก

เพราะพวกนี้ออกฤทธิ์สะท้อน-กระเจิงแสง ความสามารถในการออกฤทธิ์ของมันก็จะขึ้นกับความสามารถในการแผ่กระจายและปกคลุมบนผิวของมัน ซึ่งก็จะขึ้นกับขนาดอนุภาคของมันอีกทีค่ะ  ถ้าอนุภาคมีขนาดใหญ่ๆ เช่น Titanium dioxide หรือ Zinc oxide ทั่วๆไป เวลาทาก็จะเห็นเป็นปื้นสีขาว อาจจะรู้สึกหยาบๆแห้งๆตอนทาได้ แต่ถ้ามีขนาดเล็กลง เช่น Micronized Titanium หรือ Zinc เวลาทาก็จะค่อนข้างเนียนขึ้น พวกนี้ก็จะสามารถปกคลุมผิวหนังได้มากกว่าแบบใหญ่ๆ

สำหรับแบบที่ดีที่สุด เช่นตัววัตถุดิบจากทางญี่ปุ่นและเกาหลี เขาจะใช้อนุภาค สองขนาดแบบเล็กมากๆ (หลักหน่วยนาโนเมตร) กับอนุภาคที่ใหญ่กว่า (ประมาณ 200 นาโนเมตร) ก็จะสามารถเคลือบคลุมผิวได้สมบูรณ์ และเกิดปื้นขาวไม่มากเท่าไหร่

particle size-e1
แต่อย่างไรก็ดี พวกนี้มีขนาดเล็กๆ สามารถดูดซึมเข้าไปในรูขุมขนได้ แต่สารจำพวกนี้ส่วนมาก มักจะไม่อุดตันรูขุมขนนะคะ แต่การใช้แบบพร่ำเพรื่อ โดยไม่จำเป็นก็อาจจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ในระยะยาว แม้ว่าข้อมูลจะยังไม่เพียงพอว่าจะเกิดอะไรได้บ้่าง แต่ก็ควรจะป้องกันไว้ก่อนค่ะ ดังนั้นถ้าเป็นโลชั่นก่อนนอน ควรมองหาตัวที่ไม่ได้ใส่พวกนี้ค่ะ

(ขนาดอนุภาคที่เล็กกว่า 1000 นาโนเมตร สามารถถูกดูดซึมเข้ารูขุมขนได้ และขนาดอนุภาคที่น้อยกว่า 100 นาโนเมตร สามารถหลุดจากรากขน เข้าไปในกระแสเลือดได้)

แม้ว่าพวกนี้จะสามารถป้องกันยูวีได้ครอบคลุมทุก Spectrum แต่ว่าก็มีนักวิจัยบางท่านทดสอบแล้วพบว่า Titanium dioxide จะเด่นที่ UVB และ Zinc oxide เด่นที่ UVA ค่ะ แต่ก็เป็นที่น่าแปลกว่า ใน EU ไม่ได้อนุญาตให้ใช้ Zinc oxide เป็น Sunscreen ทั้งๆที่ทางฝั่งเอเชีย กับอเมริกา เริ่มหันมาใช้แบบผสมผสาน หรือเน้นไปทาง Zinc oxide มากขึ้นค่ะ เพราะเขาตระหนักถึงอันตรายของ UVA ที่เป็นผลระยะยาวมากกว่า

พวกนี้จริงๆแล้วมีความปลอดภัยสูง เพราะเฉื่อยต่อปฏิกิริยา ไม่ทำให้เกิดการแพ้และการระคายเคืองค่ะ แต่ก็มีงานวิจัยอยู่ชื้นหนึ่งที่เขาลองทำในระดับหลอดทดลอง (In vitro) พบว่า อนุภาคพวกนี้เวลาโดนรังสีไปนานๆ แทนที่มันจะสะท้อน มันกลับดูดซับรังสีเอาไว้ แล้วปล่อยอนุมูลอิสระต่างๆออกมา ซึ่งพวกนี้เป็นพิษกับเซลล์ค่ะ แต่ว่าโชคดีที่ผลนี้ไม่พบในระดับสิ่งมีชีวิต (In vivo)

Titanium dioxide

 

Chemical sunscreen

Chemical sunscreen เป็นสารอินทรีย์ที่มี Aromatic ring และ Carbonyl group ที่มีความสามารถในการดูดซับรังสียูวีที่ความยาวคลื่นหนึ่งๆที่จำเพาะกับโครงสร้าง แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในโมเลกุล ก่อนจะถ่ายเทพลังงานทิ้ง เพื่อให้ดูดซับรังสีได้ใหม่ ด้วยเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของระดับพลังงานในโมเลกุล ทำให้สารพวกนี้เมื่อถึงเวลาหนึ่งจะเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้ต้องทาบ่อยๆ (เช่น ทุก 2 ช.ม.)

chemic
และเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อโดนแสง จึงอาจจะทำให้เกิดการแพ้และการระคายเคืองได้

Chemical sunscreen ที่พบบ่อยในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น Camphor derivatives (ตัวอย่างสารในกลุ่มที่นิยมคือ Mexoryl SX), Octyl methoxycinnamate (Parsol MCX), Benzophenone ฯลฯ

สารกันแดดกลุ่มนี้ในท้องตลาดมีใช้กันไม่กี่ชนิด เพราะส่วนมากออกสู่ตลาดแล้วก็ถูกถอนออกไป เพราะทำให้เกิดการแพ้ หรือการกลายพันธุ์ได้ และการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสารพวกนี้มีน้อยมาก ด้วยเหตุผลด้านกฎหมาย และความปลอดภัยในการใช้งาน

ซึ่ง ชนิดที่ใช้ได้ ความเข้มข้นต่ำสุด-สูงสุดที่ให้ใช้ แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ เช่น บางอย่าง EU ใช้ได้ แต่ USA ไม่ให้ใช้

เคยมีงานวิจัยหนึ่งของทางต่างประเทศเขาตรวจปัสสาวะของหญิงที่ทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Benzophenone บ่อยๆ พบว่ามีสารนี้ออกมาในปัสสาวะด้วย จุดนี้บอกอะไรเรา??

นั่นก็คือสารกันแดดกลุ่มนี้บางชนิดสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ แล้วอาจจะเกิด Metabolism ในร่างกายได้เป็นสารอะไรก็ไม่ทราบ ซึ่งอาจจะปลอดภัย หรือไม่ปลอดภัยก็ได้ จุดนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรมายืนยัน ทาง FDA ก็เลยยังอนุญาตให้ใช้กันต่อ

สารกันแดดบางตัวก็มีปัญหาเรื่องความคงตัว อย่าง Avobenzone ที่ต้องอาศัย Octocrylene หรือสารอื่นๆ เพื่อเข้ามาช่วยเพิ่มความคงตัวให้แก่เค้า

จากสาเหตุพวกนี้ก็เลยทำให้ผู้ประกอบการบางรายหันมา Claim เรื่องกันแดดว่าใช้แต่ Physical sunscreen ค่ะ ทั้งๆที่ Chemical sunscreen ถ้าใช้กันถูกวิธี มันก็ไม่ได้อันตรายหรือน่ากลัวอะไร

ดังนั้นส่วนตัวมี่เองเลยเชียร์ Physical sunscreen มากกว่าค่ะ จะได้ปกป้องยาวนาน ไม่ต้องเติมบ่อยๆ และเสี่ยงเรื่องอันตรายจากการแพ้ได้น้อยกว่าค่ะ

ประสิทธิภาพของ Sunscreen

เรามักจะเห็นข้อความที่ข้างๆขวดเครื่องสำอางหลายๆแบรนด์มีคำว่า SPF ตามด้วยตัวเลข กับ PA ตามด้วยเครื่องหมาย + ค่าพวกนี้คืออะไร เปรียบเทียบกันได้อย่างไร วันนี้จะนำเอารายละเอียดพวกนี้มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ค่าดัชนีพวกนี้เป็นค่าที่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางใช้เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถในการป้องกันแสงแดดของผลิตภัณฑ์ค่ะ ซึ่งถ้าเราแบ่งตามความสามารถในการป้องกันรังสี UV ชนิดที่ผ่านเข้ามายังโลก เราจะแบ่งกลุ่มค่า Parameter เหล่านี้ได้เป็น 2 กลุ่มค่ะ

กลุ่มแรก เป็นตัวเลขที่ใช้บอกประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ค่ะ เรียกว่า SPF ซึ่งย่อมาจาก Sun protection factor

ค่านี้ได้จากการทำการทดลองหา ประสิทธิภาพในการป้องกัน UVB ว่าทาแล้วเกิด Erythema (รอยแดง หรือ Sunburn) ช้ากว่าไม่ได้ทากี่เท่า (ทำในคน) ซึ่งวัดเป็นปริมาณความเข้มข้นของแสงที่รับเข้าไป แต่เรามักจะเข้าใจผิดว่า มันนับเป็นเวลา เช่นทาแล้วอยู่ได้นานกว่ากี่ชั่วโมง

เช่น คนๆหนึ่งสามารถถูก UVB จำนวน 100 รังสี ได้โดยไม่ไหม้ พอทาผลิตภัณฑ์หนึ่งลงไปแล้วสามารทนแดดได้เพิ่มขึ้นเป็น 800 รังสี ผลิตภัณฑ์นี้ก็มีค่า SPF เท่ากับ 8 คือ ช่วยเพิ่มความเข้มแสงที่ทนได้ 8 เท่า (เหมือนช่วยกรองไปบางส่วน)

ถึงแม้ว่าปริมาณรังสีที่ได้รับ ก็จะมีเรื่องของเวลารับแสงมาเกี่ยวข้อง แต่ว่า ในทางปฏิบัติจริงๆไม่สามารถเทียบปริมาณรังสีกลับมาเป็นเวลาได้ เพราะว่า แดดที่ช่วงเวลาต่างๆกันจะมีปริมาณรังสีไม่เท่ากัน โดยแดดตอนเที่ยงจะมีรังสีเข้มข้นกว่า

เพราะการวัดค่า SPF เป็นเพียงการวัดการป้องกันรังสี UVB จึงไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่ได้วัดการป้องกันรังสี UVA

สำหรับ Parameter ที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA มี 2 ค่า คือ UVAPF กับ PPD

ขอดูที่ค่า PPD ก่อนนะคะ ค่า PPD ก็เป็นการวัดแบบคล้ายๆกับ SPF แต่ต่างกันตรงที่ว่า PPD วัดความดำที่เกิดขึ้นจากรังสี UVA แทนการวัด Sunburn หรือรอยแดงที่เกิดจากรังสี UVB แบบใน SPF

ค่า PPD บ้านเราไม่ค่อยเห็นใช้กันมากเหมือนค่า PA ค่ะ

ค่า PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA เป็นการแบ่งเกรดตามค่าความสามารถในการป้องกัน UVA ค่ะ ซึ่งให้เกรดเป็นเครื่องหมาย + ++ และ +++
โดย PA+ มี UVAPF อยู่ที่ 2-4
PA++ มี UVAPF อยู่ที่ 4-8
และ PA+++ มี UVAPF มากกว่า 8

References:

Bernard G. (2009) in  Handbook of  Cosmetic Science and Technology, 3rd ed.

Levy S.B. (2009) in  Handbook of  Cosmetic Science and Technology, 3rd ed.

[My Wish Lists] September 2014

[My Wish Lists] September 2014

Wish List เป็นรายการเครื่องสำอางที่อยากลอง อยากได้ อยากเห็นของมี่เองค่ะ อาจจะไร้สาระบ้าง แต่หลักๆมี่ชอบเครื่องสำอางจากเกาหลีมากๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

My September 2014 Wish Lists

1. Just Beyond Angel Aqua Moist Primer จากแบรนด์ Beyond

ACM05805_E22_l

ตัวนี้ไม่ทราบข้อมูลส่วนผสมเลย แต่ว่าเป็น Primer ที่มีคุณสมบัติเติมน้ำให้ผิวได้ ก็เลยอยากลอง

2. Power Ampoule Hydra จากแบรนด์ The saem

20140625042705_91742_340

ตัวนี้จากข้อมูลส่วนผสมในหน้าเวบมีแค่ส่วนของ Hyaluron กับ Butylene glycol เลยอยากรู้ว่ามันจะจริงหรือเปล่า ถ้าจริง ใช้แล้วจะเป็นอย่างไรน๊อ จะชุ่ม หรือจะดูดน้ำมากเกินไปจนไปดึงน้ำออกจากผิวแทน

3. Iceland water volume cream For Dry skin จาก The saem

20140613085747_85116_340

อันนี้เห็นว่าใช้น้ำจากธารน้ำแข็ง และก็ใช้สารสกัดพืชที่ขึ้นอยู่แถบน้ำแข็งด้วย ก็เลยอยากลองเฉยๆ

4. Essential source salt cream จาก A’PIEU

500_03_70663_20140829124544980

ปกติการนำเอาสารที่เป็น Electrolyte มาใส่ในครีม ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะว่า Electrolyte พวกนี้จะทำให้ความคงตัวของระบบ Emulsion เสียไป ครีมชิ้นนี้นาง Claim ว่าใช้เกลือ 10% คือ ค่อนข้างเยอะมาก อยากจะรู้ว่าทำได้อย่างไร และก็อยากรู้แนวคิดของเค้าค่ะ

5. ECO ice sparkling essence จาก Innisfree

10130_l

อันนี้ก็น่าทึ่งเหมือนกัน ด้วยเทคโนโลยีการใช้ Cooling agent ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เมื่อฉีดออกมามีความเย็นถึง -5 องศา ความเย็นนี้จะช่วยกระชับรูขุมขน และคืนความสดชื่นได้ดีเลยค่ะ

6. Tint bar triple shot จาก VDL

38000048_455

อันนี้ทึ่งในระดับเทคโนโลยี ว่าสามารถทำได้อย่างไรให้มีทั้งสามสีในแท่งเดียว ปกติการทำLip ต้องใช้ความร้อนในการหลอม แล้วเทลงพิมพ์ แต่นี่มีสามชั้น และแต่ละชั้นตัดกันอย่างสวยงาม ถ้าหลอมชั้นแรก เทเสร็จ มาหลอมชั้นสองแล้วเท ชั้นแรกก็ต้องมีละลายออกมาบ้าง แต่นี่ไม่เลย

ชอบสีนี้ค่ะ Triple peach

38000050_T

เดือนนี้ที่อยากได้ก็มีแค่นี้ค่ะ จดๆไว้ค่อยไปเกาหลี >w<

[Review] It’s Skin Power 10 Formula 9 สูตร

[Review] It’s Skin Power 10 Formula 9 สูตร

สมัยก่อนมี่ติดผลิตภัณฑ์จาก DHC มาก คือเรียกได้ว่า เป็น Skincare จากเคาน์เตอร์ชิ้นแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ ใช้ DHC มาตลอดจนกระทั่ง DHC เลิกจำหน่ายในไทย ก็ไปตุนตอนเค้า Sayonara sale ไว้พอสมควรเลยค่ะ หลังจากเริ่มพร่อง เวลาเพื่อนๆพี่ๆน้องๆไปญี่ปุ่นก็จะฝากเค้าซื้อกลับมาเสมอ จนเริ่มหมด ไม่รู้จะใช้อะไรดี คนรู้จักก็ไม่มีใครมีแผนจะไปญี่ปุ่น เลยเริ่มมองหา Skincare ชิ้นอื่น ก็ลองเข้าเวบไปเรื่อยๆ ไปเจอเวบพรีออร์เดอร์เวบหนึ่งเข้า ละไปสะดุดกับเจ้า YE effector จาก It’s Skin ที่มีราคาไม่แพงมาก เลยลองสั่งมาใช้ แรกๆก็ไม่รู้หรอกค่ะว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง ส่วนผสมนางก็เขียนเป็นภาษาเกาหลี อ่านไม่ออก จนกระทั่งเคาน์เตอร์ของ It’s Skin มาเปิดที่เชียงใหม่ ที่โลตัสมีโชค (หรือรวมโชค จำไม่ได้ – -*) ก็เลยเห็นส่วนผสม แล้วก็ติดใจ ใช้มาเรื่อยๆเลยค่ะ

 

นับวันๆ ก็เริ่มลองนู่นลองนี่เพิ่ม แล้วยิ่งเวลาเคาน์เตอร์เขา Sale 50% ซึ่งก็จัดอยู่บ่อยๆเหมือนกัน ก็ไปสอยอันนู้นอันนี้มาลองเพิ่มเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อเดือนมิย ที่ผ่านมา ไปเกาหลี เลยจัดมาเต็มค่ะ พร้อมกับเครื่องสำอางแบรนด์อื่นอีกหลายๆชิ้น จนทุกวันนี้ติดเกาหลีงอมแงม

 

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวที่จะเอามารีวิววันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Power 10 formula ซึ่งตัวที่มี่ใช้จริงๆ มี 4 ตัวค่ะ คือ YE WR PO และ Q10 ส่วนที่เหลืออีก 5 ชิ้นเป็นเทสเตอร์ซองๆที่ได้รับมาค่ะ

 

ถ้ามีโอกาสจะทำ Cosme-Diagnosis เจาะลึก 4 ตัวที่ใช้อยู่นะคะ

 

IMG_2692-edit

ตัวที่ได้ Tester มาก็จะมี VE (ซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้) LI WH VC และ GF (ซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้)

ลองดู Texture ของทุกๆสูตรในรูปดีกว่าค่ะ

IMG_2694-edit

 

เรียงจากซ้ายไปขวาเลยนะคะ

Q10 จะมาในรูปแบบเจล มีเม็ดบีดส์สีเหลืองๆ เข้าใจว่าเป็น Coenzyme Q10 ซึ่งไม่ละลายน้ำ เลยต้องทำให้อยู่ในรูปแบบเม็ดบีดส์กระจายตัวอยู่ค่ะ การดูดซึมค่อนข้างไว รู้สึกแปลกๆตอนทาแล้วเม็ดบีดส์แตก แต่ซักพักก็จะซึมหายไปหมด ไม่ทิ้งคราบอะไรค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

VE มาในรูปแบบเจลค่อนข้างมัน มีเกล็ดๆแผ่นๆสีขาวๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็น Vitamin E ซึ่งละลายในน้ำได้น้อยเช่นกันค่ะ การดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะมาก (หรือเพราะมี่ผิวแห้งก็ไม่รู้ค่ะ) ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10 ตัวนี้ซื้อมาแล้ว กะว่าจะทาเฉพาะกลางคืนค่ะ

LI มาในรูปแบบเจลเช่นกัน ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่เนื่องจากความต้องการทางเครื่องสำอางของมี่ตอนนี้เน้นไปที่ ความชุ่มชื้นกับเรื่องริ้วรอยแล้ว จึงไม่ค่อยสนใจกลุ่ม Whitening แล้วค่ะ จริงๆของเค้าน่าสนใจนะ คือ ชะเอมนอกจากผิวขาว ยังลดการอักเสบในผิวได้ด้วย ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10

WH มาในรูปแบบของเหลว มันนิดๆ ดูดซึมไวมาก ไม่เหนอะหนะ ตัวนี้ใช้ Arbutin เป็นส่วนประกอบ เน้นไปที่ความเป็น Whitening เลย สาวๆที่อยากขาวน่าจะชอบค่ะ ด้วยราคาแบบว่า โยนครีมประตูน้ำทิ้งไปเลย ใช้อันนี้ดีกว่า ดูมีคุณค่า แต่มันเหลวไปนิด มันจะไหลจากมือตอนทาด้วยค่ะ ให้คะแนน 6/10

VC เป็นเจลหนืดๆนิดหน่อย สีขุ่นๆ ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะค่ะ ตัวนี้เคยใช้อยู่ แล้วก็หยุดไป เพราะ Skincare เริ่มเยอะ ขี้เกียจทาหลายๆอย่าง ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

GF เป็นเจลความหนืดต่ำ สีใส ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ เน้นไปที่ความชุ่มชื้น ซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ได้แกะใช้ค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

YE เป็นเจลความหนืดต่ำ สีขุ่นนิดๆ ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ มีกลิ่นแนวสมุนไพร แรกๆก็กลิ่นแปลกๆดี พอใช้ไปใช้ไป เริ่มเบื่อ ตัวนี้ใช้แล้วหน้านุ่มมาก (ใช้มาได้เกือบ 6 เดือนแล้วค่ะ) ยังไม่คิดจะเปลี่ยน ติดงอมแงม ให้คะแนนความพึงพอใจ 10/10

WR เป็นเจลหนืดปานกลาง สีเหลือง-น้ำตาล ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่กลิ่นฉุนไปหน่อย ตัวนี้เน้นไปเรื่องริ้วรอย มีสาร Adenosine กับสารสกัดอื่นๆที่ให้ผลเรื่องริ้วรอย ตัวนี้ใช้ครั้งแรกคือฟินมาก ทาก่อนนอนเช้าตื่นมาหน้าตึงมาก ถ้ากลิ่นดีกว่านี้คงรักเลย แต่นี่ทนใช้ เพราะยังหาตัวแทนไม่ได้ค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10 คือกลิ่นแรงมากอ่ะ

PO เป็นโลชั่นหนืดมาก ดูดออกจากขวดค่อนข้างยาก ดูดซึมช้า มันเล็กน้อย พอใช้ไปๆ ก้นขวดจะดูดไม่ออก เทไม่ได้ ต้องเอาไม้พันสำลีล้วงไปเอาออกมาเพื่อจะทา ตัวนี้เน้นไปที่ฤทธิ์กระชับรูขุมขน ของเค้าก็ดีนะ คือผลิตภัณฑ์กระชับรูขุมขนบางอันใช้แล้วจะแสบ แต่อันนี้คือไม่แสบค่ะ ใช้ได้เลยทีเดียว เสียดายที่มันหนืดมากกกกกกก ใช้ยาก หมดขวดนี้จะไปลองของ Holika แทนค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10 คือมันหนืดมาก กว่าจะเอาออกมาทาได้

 

สำหรับข้อมูลของส่วนผสม จะทยอยๆนำมาจัดแบบละเอียดให้นะคะ ซึ่งมีข้อมูลอยู่แค่บางตัวค่ะ

By Lady Miiyeon

หมีเกาะฟลาสก์

 

[Beauty-Talks] น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

[Beauty-Talks] น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

Beauty-Talks เป็นบทความเมาท์และนินทาเครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆในท้องตลาด

Beauty-Talks วันนี้คือ น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

หลังจากที่มีกระแสการเอาน้ำเกลือ 0.9% หรือที่เรียกว่า Normal Saline Solution หรือ NSS มาเริ่มเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ เราก็เห็นบรรดาสาวๆต่างๆเอามาใช้กันอย่างมากมายเกลื่อนกลาด จริงๆแล้ว แต่ถ้ามองจากคุณสมบัติแล้ว ในน้ำเกลือ ส่วนใหญ่เป็นสารละลายที่ปราศจากเชื้อ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้เช็ดหน้า เช็ดได้ค่ะ แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรพิเศษต่อผิว มิหนำซ้ำ ถ้าเกลือแห้ง ตกผลึกอยู่บนผิว เกลือมันผลึกคมมากนะคะ แล้วเราไปเช็ดต่อด้วยสำลี เกลือจะบาดผิวไหม???

น้ำเกลือ-crys

แล้วหลายๆแหล่งข้อมูลเองก็กล่าวว่า เจ้า Sodium Chloride นี่อุดตันรูขุมขนได้ แค่เกลือ มันไปอุดตันได้ไงไม่รู้ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เคยอ่าน paper เก่าแก่ ผลการทดสอบ Comedogenic test ในหูกระต่าย เห็นว่า positive อยู่นะคะ

ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์มีทั้งโทนเนอร์ เอสเซนส์ ของมิสทีน คิวท์เพรสอะไรนี่ ของเค้าก็ดีนะ ราคาก็ไม่สูงมาก มีประโยชน์กว่าด้วย ถ้าไม่แพ้ หรือไม่ไวต่อแอลกอฮอล์ซะก่อนนะคะ

เห็นบางคน เล่าว่า ใช้แล้วรู้เลย รูขุมขนเล็กลง ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากคนนั้นหยุดอะไรซักอย่างที่มันเคยอุดตันไป ละมาใช้น้ำเกลือแทน พอผิวไม่เจอสิ่งอุดตัน เราล้างหน้าทกวันๆ ไอสิ่งที่อุดตันอยู่ก็หลุดออกไป รูขุมขนมันก็เลยเล็กลง (เดาล้วนๆ)

แต่ กรณีการ Claim เรื่องน้ำเกลือ นี่ ก็โอเคนะคะ ไม่มีไรเสียหาย ไม่อันตราย ไม่เหมือนอะไรบางอย่างที่แอบใส่นู่นใส่นี่ลงไป ละบอกขาวๆ ปลอดภัยๆ มีอย. แต่แอบเป็นห่วงผู้บริโภค กลัวได้ความเชื่อผิดๆไปค่ะ

ทีนี้ลองมาดูรูปผลึกเกลือกันดีกว่าค่ะ

ผลึกเกลือ-9yf

เป็นรูปผลึกเกลือ จากเกลือขัดผิวในท้องตลาดยี่ห้อหนึ่งค่ะ รูปนี้ถ่ายเองค่ะตั้งแต่สมัยยังเป็น นศ. อยู่เลย เก่ามาก สมัยนั้นการทำ Lab อะไรๆยังไม่ค่อยเก่ง กล้องก็เทคโนโลยียังไม่หรูหรา ได้แค่นี้เองค่ะ (ไอกลมๆสีดำๆนั่นฟองอากาศนะคะ มี่ไม่ถนัดการใช้กล้องจุลทรรศน์ค่ะ เลยทำ Slide ไม่สวยเท่าไหร่)

จะเห็นว่าเม็ดเกลือเอง มีความคมมาก ซึ่งอาจจะบาดผิวได้ ดังนั้นเกลือขัดผิวทุกชนิด หรือสครับที่มีส่วนผสมของเกลือ ไม่ควรเอามาขัดหน้านะคะ อาจจะทำให้เกิดรอยขูดขีดที่ผิวได้

สำหรับกรณีของน้ำเกลือ คือมันก็คงไม่เว่อร์ขนาดทาแล้วเกลือตกผลึกเป็นเม็ดๆหรอก แต่ คำถามคือ เวลาเอาน้ำเกลือเช็ดหน้า แล้วเกลือหายไปไหน? เกลือมันไม่ได้ระเหยไปพร้อมกับน้ำหรอก มันอาจจะดูดซึมเข้าไปข้างใน แล้วอยู่ในรูปแบบสารละลายในผิว ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มีหลายๆแหล่งข้อมูลก็บอกว่า เกลืออุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวได้ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ ว่าจริงหรือไม่จริง และมันไปอุดตันได้อย่างไร แต่ถ้าให้เดา เกลืออาจจะไปตกผลึกในรูขุมขน ส่วนตรง Sebaceous gland หรือ ต่อมไขมัน ซึ่งองค์ประกอบหลักเป็นพวกไขมัน/น้ำมัน เกลือพวกนี้ไม่ละลายในไขมันและน้ำมัน และถ้ามีมากๆ อาจจะรวมตัวกันและตกผลึกอยู่ในนั้นก็ได้ (มั้ง)

หรือถ้าเช็ดน้ำเกลือเสร็จ แล้วไปเช็ดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มี Alcohol อีก ก่อนที่เกลือจะถูกดูดซึมเข้าผิว จะเกิดปรากฏการณ์ทางเคมีที่เรียกว่า Dehydration effect โดย Alcohol จะไปดึงน้ำออกจากสารละลายเกลือ และทำให้เกลือตกผลึกได้ง่ายขึ้น อาจจะบาดผิวได้

ส่วนหนึ่งของบทความเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลค่ะ อิงจากหลักวิทยาศาสตร์นิดหน่อย ถ้ามีความเห็นอย่างไร Discuss แลกเปลี่ยนความคิดกันได้นะคะ ยินดีค่ะ

สรุป:
จากรูป อยากบอกอะไร?
1. การขัดผิวเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป และไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความคม อย่างเกลือ (สครับน้ำตาล ยังไม่เคยเอามาส่องดูเหมือนกันค่ะ ถ้าอนาคตได้ Access เข้าใช้กล้องจุลทรรศน์ได้ จะถ่ายภาพมาอวดค่ะ)
2. เกลือขัดผิวมีความคมมาก ไม่ควรนำมาขัดหน้า
3. เกลือขัดผิวที่เอามาขัดตัว ไม่ควรขัดบ่อย ควรใช้อาทิตย์ละครั้งสองครั้งพอค่ะ
4. สครับเกลือที่มี AHA เช่น มะขามเปียก โยเกิร์ต หรือผลไม้อื่นๆ จะช่วยผลัดผิวออกได้มากกว่าเดิมอีก ควรเว้นช่วงการใช้หน่อย อย่าใช้บ่อยเกิน
5. น้ำเกลือ เอาไว้ล้างแผลดีกว่าไหม หรือเอาไว้ล้างหน้า ละก็ไปล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกทีน่าจะโอเคกว่าการเช็ดละปล่อยให้แห้งเองค่ะ

[Basic Cosmetic Science]-สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

[Basic Cosmetic Science]-สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

บทความวิชาการเรื่อง สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

 

สีผิวของแต่ละคน

 

สีผิว เกิดจากเม็ดสี หรือ ภาษาอังกฤษว่า Pigment จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด เช่น สัตว์บางชนิดเปลี่ยนสีได้ เพื่ออำพรางตัวเองกับสิ่งเเวดล้อม หรือสัตว์บางชนิดใช้สีผิวเพื่อสื่อสาร การสืบพันธุ์ รวมไปถึงการควบคุมความร้อน

 

สำหรับมนุษย์เรา สมัยโบราณ สีผิวเองก็เป็นเสมือนตัวแบ่งชนชั้น แบ่งเชื้อชาติ แล้วทำไมสีผิวของแต่ละคน แต่ละชาติ ถึงได้ไม่เหมือนกัน???

 

นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่ค่อยทราบแน่ชัดว่าทำไม สีผิวของแต่ละชาติถึงแตกต่างกันไป แต่ทราบว่า สีผิวเกิดขึ้นจากการผสมผสานกันของ Pigment หลายๆชนิดในผิวหนัง เกิดเป็นสีผิวที่มองเห็นภายนอกขึ้น

 

ซึ่ง Pigment ในผิวหนัง ที่สำคัญๆ มีดังนี้

  1. Oxyhemoglobin จาก Hemoglobin ในเส้นเลือดฝอย ให้สีแดง
  2. Deoxygenated hemoglobin ในหลอดเลือดดำ ให้สีฟ้า-น้ำเงิน
  3. Carotenoid จากอาหารที่รับประทาน ให้สีเหลือง-ส้ม
  4. Bilirubin เป็น Pigment ที่เกิดขึ้นตอนเม็ดเลือดแดงแก่ และถูกทำลายไปในม้าม ให้สีเหลือง
  5. Melanin เป็น Pigment ที่สร้างโดยเซลล์ Melanocyte ที่ผิวหนังชั้นนอก เป็น Pigment ที่มีบทบาทที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับสีผิว ซึ่งให้สี น้ำตาล-ดำ

Pigment 

Pigment พวกนี้ จะทำงานร่วมกับ รอยบนผิว (คือ ผิวจะมีร่องรอย แต่จะไม่ลึกเหมือนริ้วรอย เหมือนเราเห็นลายผิว ลายนิ้วมือ) และก็ไขผิวหนัง จากต่อมไขมัน เกิดเป็นสมบัติการสะท้อน-หักเหแสง เกิดเป็นสีผิวที่เรามองเห็นขึ้น

เมลานินมาจากไหน??

 

เมลานิน เป็น Pigment ชนิดหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญต่อสีผิวของคนเรา ซึ่งเมลานิน สามารถพบได้ทั้งใน พืช และสัตว์อื่นๆ ไม่ใช่แค่ในคน

 

ในคน เมลานินถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ที่ชื่อ Melanocyte ที่อยู่ในผิวหนังชั้นนอก ส่วนล่างสุด ที่เรียกว่า Basal layer หรือ Stratum basale บริเวณนี้จะมีเซลล์อยู่ 2 ชนิด ชนิดหนึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ผิวหนัง ที่เรียกว่า Keratinocyte กับอีกชนิดคือ Melanocyte ดังรูป

เมลาโนไซต์ บอลก

Melanocyte จะทำหน้าที่สร้างเม็ดสี ที่เรียกว่า Melanin จากกรดอะมิโน Tyrosine โดยเอนไซม์ Tyrosinase เป็นเอนไซม์หลักๆ ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน จนได้เป็นสารประกอบสายยาวๆ หรือ Polymer

 

Melanin ที่สร้างแล้วจะถูกเก็บไว้ใน Melanosome

 

Melanocyte จะมีกิ่งก้าน ยื่นออกไปทางชั้นนอกของผิวหนัง เรียกกิ่งก้านนี้ว่า Dendrite เจ้า Dendrite นี้จะทำหน้าที่ขนส่งเอา Melanin ที่สร้างแล้วในรูปของ Melanosome ไปยังเซลล์ผิวหนังต่างๆในหนังชั้นนอกเท่านั้น ไม่แพร่ลงไปที่ชั้นหนังแท้ เรียกกระบวนการขนส่งเมลานินนี้ว่า Melanin transportation

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่า Melanocyte 1 เซลล์ ทำหน้าที่ส่ง Melanosome ให้ Keratinocyte จำนวน 16-32 เซลล์ เราเรียกกลุ่มเซลล์ทั้งหมดที่รับ Melanosome จาก Melanocyte นี้ว่าเป็น Epidermal melanin unit (EMU)

 

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ถ้าเป็นผิวบริเวณเดียวกัน เช่น แก้ม ไม่ว่าคนขาวหรือคนดำ ก็จะมี Melanocyte เท่ากัน แต่ในแต่ละบริเวณของร่างกาย จะมีจำนวน Melanocyte ไม่เท่ากัน โดยผิวหนังที่สัมผัสแสงแดดจะมี Melanocyte มากกว่าในร่มผ้า และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ EMU ก็จะผิดไปจากเดิม ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำจากวัย (Aged-spot) ขึ้นมา

ประโยชน์ของ Melanin

 

Melanin สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายของร่างกายจากอันตรายในแสงแดด เวลาแสงแดด ส่องเข้ามาในผิวเรา ก็จะเกิดความร้อน และ อนุมูลอิสระ ที่จะไปทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า แบบเป็นลูกโซ่ ไม่จบไม่สิ้น แต่เมื่อมีสาร Anti-oxidant หรือ Melanin ก็จะสามารถหยุดกระบวนการลูกโซ่ของอนุมูลอิสระนี้ โดยตัวเองจะเสียสละไปจับกับอนุมูลอิสระแทนสารดีๆในเซลล์ผิว

 

หน้าที่ของ Melanin ในเซลล์ผิวมีดังนี้

 

  1. ดูดซับรังสี UV (คล้ายๆ Chemical sunscreen ค่ะ ช่วยกรองรังสี UV)
  2. Photoprotection คือการป้องกันจากแสงแดด ในที่นี้ก็หมายถึงช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของแสงแดด
  3. ช่วยควบคุมความร้อน
  4. ขจัดอนุมูลอิสระ โดยตัวมันเองจะไปจับกับอนุมูลอิสระ แทนเซลล์ในผิวหนัง เป็นที่มาของข้อ 5
  5. ป้องกันกระบวนการ Lipid peroxidation กระบวนการนี้คือ การที่ไขมันในผิวหนัง ถูก Oxidize โดยอนุมูลอิสระ หรือชีวโมเลกุลอื่นๆ เกิดเป็นไขมันที่มีความผิดปกติไป นำไปสู่ริ้วรอย ความเหี่ยว
  6. ป้องกันมะเร็งผิวหนัง ได้อย่างไร???

เพราะมะเร็งเกิดจากการที่ DNA เกิดการกลายพันธุ์ไป แล้วมีการแบ่งตัวสร้างเซลล์ที่ผิวปกติชนิดใหม่ๆ ออกมา กลายเป็นเซลล์มะเร็งค่ะ สาเหตุหนึ่งที่ DNA ถูกทำลาย ก็คือ อนุมูลอิสระ เข้าไปจับกับโมเลกุลของ DNA เกิดความผิดปกติขึ้น

  1. ปกป้องผิวหนังจากภาวะ Oxidative stress ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเกิดอนุมูลอิสระมากๆ ซึ่งจะไปทำลายโปรตีน ไขมันต่างๆ เกิดเป็นริ้วรอย และอย่างแย่ที่สุดก็อาจจะเป็น มะเร็งผิวหนัง
  2. ปกป้อง DNA ในเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
  3. ป้องกันการแก่ก่อนวัย จากข้อ 5 และ 6
  4. เป็นแรงดึงดูดทางเพศ เช่น บางคนชอบผิวสีแทน บางคนชอบผิวขาว ผิวน้ำผึ้ง

กลไกที่เป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว (Whitening)

 

คนเอเชียเราติดผิวค่านิยมผิวขาว ทั้งๆที่มีอีกหลายๆที่ในโลกที่ชอบไปอาบแดดให้มีผิวสีแทน ซึ่งก็เป็นมาแต่สมัยโบราณ เพราะในสมัยโบราณคนที่มีผิวขาวเนียน จะหมายถึงผู้ที่มีฐานะดี เป็นขุนนาง หรือเจ้านาย ที่ไม่ต้องทำงานกลางแดด เวลาผ่านไปแต่ค่านิยมนี้ก็ยังคงอยู่

ปัจจุบันเองก็มีผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวออกมาจำหน่ายเกลื่อนกลาด ทั้งแบบปลอดภัย แบบไม่ปลอดภัย และแบบที่ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยหรือเปล่า

แบ่งตัว

ที่ Epidermis ชั้นล่างสุด จะมีเซลล์ที่คอยแบ่งตัว และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างๆเรื่อยๆ เป็นเซลล์ผิวหนัง หรือ Keratinocyte ซึ่งมันจะถูกดันให้เคลื่อนที่ออกมาสู่ด้านนอกเรื่อยๆ และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นเซลล์ตายแล้ว แบนๆ พร้อมจะหลุดออกเป็นขี้ไคล

 

ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่เซลล์ถูกแบ่งตัวออกมา จนกระทั่งเคลื่อนที่มาอยู่ด้านนอกสุด และหลุดเป็นขี้ไคล จะกินเวลา 28 วัน บางคนอาจจะมาก หรือ น้อยกว่านี้ก็ได้ แต่เฉลี่ยอยู่ที่ราวๆนี้

 

ซึ่ง 28 วันนี้เอง ที่ควรจะเป็นระยะเวลาในการประเมิณประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ (เป็นเหตุว่า ทำไมงานวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ ส่วนมากจะใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 28 วัน)

 

เราสามารถเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวได้ โดยการใช้พวกสารลอกผิว เช่น AHA แต่ถ้าใช้บ่อยๆ มากๆ มันก็จะทำให้เซลล์ด้านล่างแบ่งตัวไม่ทัน ทำให้ผิวบางลง พอผิวบางก็จะมีผลให้สารต่างๆซึมลงไปได้ง่ายขึ้น มีความเสี่ยงไปกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันในผิวได้มากขึ้น จึงอาจจะแพ้ได้ง่ายขึ้น

 

กลไกที่เป็นไปได้ของสารไวท์เทนนิ่งในท้องตลาดมีดังนี้

กลไก

  1. การยับยั้งการสร้างสีผิวโดยการไปออกฤทธิ์ที่เอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างเมลานินจากกรดอะมิโนไทโรซีน มีตัวกระตุ้นหลายๆอย่าง เช่น ฮอร์โมน ความเครียด รังสี UV อนุมูลอิสระ เมื่อเอนไซม์ทำงานมากขึ้น ก็จะมีการสร้างเม็ดสีผิวเมลานินออกมามากขึ้น ทำให้ผิวคล้ำ แต่ถ้ามีการทำงานผิดปกติไปเป็นบางตำแหน่ง ก็จะเห็นเป็นจุดด่างดำเกิดขึ้น สารทำให้ผิวขาวส่วนใหญ่ในท้องตลาด ออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งหรือรบกวนการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างลดลง ผิวจึงค่อยๆขาวขึ้น ซึ่งปกติการที่เซลล์ผิวหนังจาก Basal cell จะโผล่มาถึงผิวชั้นนอกสุด จะกินเวลาประมาณ 28 วัน เรียกว่า 1 Cycle ของการผลัดผิว ดังนั้นการจะวัดประสิทธิภาพของ Whitening ที่ถูกต้องจะกินเวลา 28 วัน ถ้าเร็วกว่านั้น ให้สังเกตว่า อาจจะมีการใส่สารกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ลอกเอาเซลล์ผิวเก่าๆที่หมองออกไป ที่ผู้จำหน่ายเครื่องสำอางชอบกล่าวกันว่า “สารทำให้ผิวบาง” สารที่ออกฤทธิ์แบบนี้เช่น Kojic acid, Vitamin C, Grapeseed extract, Tranexamic acid, Arbutin, Hydroquinone (สารต้องห้ามในเครื่องสำอาง), สารสกัดจากชะเอม

 

  1. การยับยั้งการขนส่งเมลานินที่สร้างแล้ว ออกมาสู่เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte หรือ การยับยั้งไม่ให้เซลล์ Keratinocyte เอาเมลานินเข้าไปในเซลล์ ซึ่งเมลานินที่อยู่ใน Dendrite ของ Melanocyte จะไม่มีผลต่อสีผิว สารที่ออกฤทธิ์แบบนี้ เช่น สารสกัดจากลูกพรุน

 

  1. การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของ Melanosome ที่ถูกเซลล์ Keratinocyte กินเข้ามาแล้ว มีผลทำให้สีผิวจางลงได้ โดยการไปออกฤทธิ์ผ่าน cAMP ตัวอย่างสารที่ออกฤทธิ์แบบนี้เช่น Niacinamide หรือ วิตามินบี 3

 

  1. กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าๆออก หรือการลอกผิว เช่น AHA, BHA หรือตัวเก่าๆ เช่น Resorcinol หรือตัวยา Tretinoin (ตัวนี้ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง) ที่จะขจัดผิวออกไปได้รุนแรง เมื่อใช้ไปนานๆอาจจะทำให้ผิวบางและแพ้ง่ายได้ หรือสารสกัดพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว จะอ่อนโยนกว่า

 

  1. อำพรางด้วย Pigment เช่น Pigment สีขาวอย่าง Aluminium hydroxide, Titanium hydroxide, Boron หรือ Pigment สีเนื้อ ตระกูล Iron oxide หรือ Pigment ที่สะท้อนแสงได้ เช่น Mica พวกนี้จะขาวเฉพาะตอนทา เวลาล้างออกก็จะถูกล้างออกไป กลับสู่สภาพเดิม

 

  1. ย่อยสลาย Melanin ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ โดยใช้เอนไซม์ Lignin peroxidase ที่ได้จากเชื้อราบางชนิด ทำงานร่วมกับ Hydrogen peroxide (ที่อันตรายต่อผิว) จะไปทำลาย Melanin บนผิว หรือไป Oxidize Melanin ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไป สีจางลง ทำให้ผิวขาวขึ้นในทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะ เกิดการผลัดเซลล์ผิว ผิวที่ดำที่อยู่ข้างใน ก็จะออกมาเหมือนเดิม กรณีนี้จะต้องมีผลิตภัณฑ์สองขวด เหมือนน้ำยาเปลี่ยนสีผม แต่จากการสำรวจ ยังไม่พบว่ามีผลิตภัณฑ์แบบนี้อยู่ในตลาด

 

  1. Sunscreen ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด เพราะแสงแดดกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างเมลานินมากขึ้น และยังทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบต่างๆในผิวด้วย

 

  1. ระงับการอักเสบ เนื่องจากกระบวนการอักเสบที่เกิดในผิวจะทำให้เกิดการสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น ตัวอย่างสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเช่น Salicylic acid, สารสกัดจากพืชที่เป็น Anti-oxidant ส่วนใหญ่

 

ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ดี ควรมีหลายๆกลไกเสริมฤทธิ์กัน เพราะว่าการดูแลด้วย สารที่มีฤทธิ์ยับยั้ง Tyrosinase อย่างเดียว มักจะไม่ได้ผล เพราะเอนไซม์นี้อยู่ใน Melanocyte ที่ Basal layer ซึ่งเป็นชั้นล่างสุดของผิวหนัง สารส่วนมากจะซึมลงมาไม่ถึง เว้นแต่ว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีนำส่งพิเศษ ที่อาศัยเครื่องมือชั้นสูง สลับซับซ้อน (ซึ่งไม่สามารถทำได้ในระดับโรงงานขนาดเล็กๆทั่วไป) และพวกตัวนำส่งแบบนี้มักจะมีความคงตัวต่ำ แม้จะมีฤทธิ์ในระดับหลอดทดลอง แต่พอมาอยู่ในตำรับ ในผลิตภัณฑ์ ก็จะแตก จะเสียสภาพไป ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี

 

ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ดี ควรเห็นผลในช่วง 28 วัน ถ้าไวกว่านี้ ให้สันนิษฐานว่า อาจมีสารกระตุ้นการผลัดผิว ที่ถ้าใช้ไปนานๆ ก็จะทำให้ผิวบางและแพ้ง่าย และสุดท้ายนี้ อย่าลืมใช้กันแดดทุกครั้ง แม้ว่าแดดจะไม่ออกก็ตาม เพราะอันตรายจากแสงแดด ไม่ได้มีแค่ความดำกับความร้อน

 

เอกสารอ้างอิง

Loy CJ and Govindarajan R. (2008) in Dermatologic, Cosmeceutic, and Cosmetic Development. p. 61-88

Maibach HI and Zhai H (2009). Handbook of Cosmetic Science and Technology, 3rd edition. p.587-593

[MiniReview]~Skin food Black sesame hot mask

[MiniReview]~Skin food Black sesame hot mask

Mini Review เป็นรีวิวเล็กๆ จากการทดลองใช้ Tester จากแบรนด์ต่างๆค่ะ ตัวนี้มี่ได้แถมมาตอนซื้อของ เป็นมาสค์จากงาดำค่ะ

skf-sesame mask 1

ตัวมาสค์เป็นเนื้อข้นออกคล้ายครีม สีเทาๆ มีเมล็ดงาอยู่มากมาย กลิ่นหอมเหมือนงาดำ น่ากินมากค่ะ มาสค์ไปหิวไป

skf-sesame mask 2

เกลี่ยให้ดูเนื้อ จะเห็นว่ามีเมล็ดงาจริงๆ

ตอนพอกจะรู้สึกอุ่น เหมือนกับชื่อที่ Claim ไว้เลย ว่าเป็น Hot mask

พอกไว้แล้วล้างออกจะให้ผิวที่นุ่มเนียนมากค่ะ

จริงๆพอกไว้ซักพัก พอเหงือเริ่มออกผิวจะลื่นๆ สครับเบาๆ บริเวณที่รูขุมขนกว้างก็ดีค่ะ

คะแนนจากการทดลองใช้

สี: 5/5

กลิ่น: 5/5

การใช้งาน: 5/5

สภาพผิวหลังล้างออก: 5/5

ส่วนผสม: ไม่ทราบ

จะซื้อใช้มั้ย: ซื้อค่ะ

xoxo

Lady Miiyeon

[Cosme-Diagnosis] Purevivi Cleansing water vs Cleansing water จากแบรนด์ B

[Cosme-Diagnosis] Purevivi Cleansing water vs Cleansing water จากแบรนด์ B

วันนี้จะมารีวิวแบบเจาะลึก ล้วงลึก ทุกรายละเอียดไปกับ Purevivi cleansing lotion คลีนซิ่งแบบใสจากญี่ปุ่น น้องสาวฝาแฝดต่างสัญชาติกับแบรนด์ดังอย่าง แบรนด์ B นะคะ

จริงๆก็เห็นหลายๆท่านรีวิวไว้แล้วเหมือนกัน แต่มี่ก็ยังอยากเอามาวิเคราะห์เจาะลึกอีกทีนึง และเอามาเทียบกับฝาแฝดของนางจากฝรั่งเศสด้วยค่ะ

เป็นโลชั่นน้ำใส เป็นแบบ 6 Free Formular คือ 1. ปราศจาก Surfactant ประจุบวก 2. ไม่ใส่น้ำหอม 3. ไม่ใส่สี 4. ไม่ใส่พาราเบน 5. ไม่ใส่แอลกอฮอล์ 6. ไม่ใส่น้ำมัน

มาดูรายละเอียดกันดีกว่านะคะ ว่าพวกที่เค้าไม่ใส่ๆนี่ มันไม่ดีอย่างไร?
1. Surfactant ประจุบวก จะระคายเคืองต่อผิวได้ค่ะ
2. น้ำหอม นี่อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้ในบางคน และก็การระเหยของน้ำหอมจากเปลือกตาล่าง อาจจะเคืองตาได้ค่ะ
3. สี นี่ไม่ทราบเหมือนกัน แต่หลายๆแหล่งบอกว่าสีบางชนิดก่อมะเร็งได้ แต่ส่วนใหญ่สีที่มีปัญหา US FDA สั่ง Ban หมดแล้วค่ะ ทุกวันนี้สีในตลาดปลอดภัย
4. พาราเบน เป็นสารกันเสียชนิดหนึ่ง จริงๆมีความปลอดภัย สามารถรับประทานได้ด้วย แต่ดันมีรายงานกล่าวว่า มันให้ฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง เลยออาจจะไปทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ ทำให้ประเทศทาง EU ห้ามใช้ค่ะ (แต่ US และที่อื่นๆไม่ได้ห้ามค่ะ เพราะหลักฐานชิ้นนี้ไม่หนาแน่นพอ)
5. แอลกอฮอล์ ทำให้ผิวแห้ง แสบตา และการระเหยของแอลกฮอล์จากเปลือกตาล่าง อาจจะเคืองตาได้ค่ะ

มาดูผลการวัด pH ก่อนค่ะ

pH อยู่ที่ 5 ก็โอเคนะ ถ้าต่ำกว่า 4 AHA ทั้งหลายแหล่ ก็จะออกฤทธิ์เป็นตัวผลัดผิวได้

ผลการใช้งาน:
เช็ดทำความสะอาด Base make up ได้หมดจดประมาณ 80% ในการเช็ดครั้งแรก ไม่แสบ หลังเช็ดรู้สึกผิวนุ่มชุ่มชื้น เหมือนมี Something อยู่

เช็ดที่ตา: ข้างขวดแนะนำให้วางสำลีชุ่มๆ บนเปลือกตาซัก 10 วิ ละเช็ดออกค่ะ ครั้งแรกเช็ดได้ประมาณ 90% ค่ะ เหลือแต่พวกที่ติดๆขอบตามากๆ (ปล.มี่ไม่ค่อยกรีดอายไลน์เนอร์นะคะ ใช้อายแชโดว์สีดำทำขอบตาแทนค่ะ)

ก่อนล้าง

หลังล้าง

พวก Shimmer กับพวกที่ติดขอบตา เอาไม่ออกนะคะ  ต้องเอาคอตตอนบัดส์จุ่มๆ ละไล่ลบเอาอีกที แต่ไม่แสบตาเลยค่ะ ถ้ามันไม่เข้าตาตรงๆ

เศษซากสำลีจากการเช็ดครั้งแรกค่ะ

(สีแดงๆนั่นท่าจะติดมาจากบลัชออนบนแก้ม)

โดยรวมแล้วให้ความพอใจ 9/10 ค่ะ หักนิดนึง ตรงกลิ่นแปลกๆเปรี้ยวๆตุๆ คือมันไม่ได้ใส่น้ำหอมนะ คงเป็นกลิ่นวัตถุดิบค่ะ

ลองดูวัตถุดิบกันดีกว่าค่ะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญอยู่ 3 ส่วนนะคะ คือ
1. Active ingredients หรือ Actives เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น Whitening, Antiaging ฯลฯ
2. Base เป็นส่วนหลักของเครื่องสำอาง ทำหน้าที่เก็บ Active และนำพาเอา Active ไปออกฤทธิ์ที่ผิว
3. Additives เป็นสารที่เสริมเข้ามาเพื่อให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย

  1. Actives ได้แก่
  • Glycosyl trehalose เป็น Trehalose ที่มีหมู่น้ำตาลเพิ่มมา ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้น ก่อฟิล์มได้บนผิว ให้ความรู้สึกเรียบเนียน
  • Hydrogenated starch hydrolysates หรือ HSH เป็นน้ำตาลหลายๆตัวเชื่อมกัน หรือถ้าโดนย่อยเยอะๆก็อาจจะเหลือน้ำตาลเดี่ยวๆ ที่คล้ายๆ Sorbitol หรือ Maltitol ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวที่บอบบางและช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น
  • Xylitol เป็นน้ำตาลที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้
  • Lactic acid และ Sodium glycolate เป็นสารในกลุ่ม AHA มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว หรืออาจจะผลัดเซลล์ผิว แล้วแต่ความเข้มข้นที่เขาใช้ อันนี้ผู้ที่จะทราบได้ก็คือผู้ผลิต
  • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว
  • Zizyphys jujuba fruit extact สารสกัดจากผลพุทราจีน รายงานล่าสุดบอกว่าสารสกัดจากผลพุทราสามารถป้องกันกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นได้ (Phytother Res. 2014 May ) และสารสกัดจากผลพุทราสามารถยับยั้งการสร้างไขมันได้ โดยป้องกันไม่ให้เซลล์ Preadipocyte สะสมไขมันจนกลายเป็นเซลล์ไขมัน (Am J Chin Med. 2009; 37(3):597-608.) ปกติผลไม้จะมีน้ำตาลเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น และมีวิตามินอื่นๆ
  • Coix lacryma-jobi extract สารสกัดจากลูกเดือยมีสารประกอบโพลีฟีนอล และ Fructo-oligosaccharide ปกติสารพวกคาร์โบไฮเดรตจะสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้โดยการดูดน้ำให้ผิว และอาจจะมีฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ
  • มหกรรมแห่ง Citrus ได้แก่
  1. น้ำคั้นจาก Citrus aurantifolia คือ มะนาว น้ำมะนาวก็จะมีกรด AHA อยู่ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง และอาจจะมีพวกวิตามิน และสารพฤกษเคมีอื่นๆ ให้คุณสมบัติเป็น Antioxidant ได้ด้วย
  2. น้ำคั้นจาก Citrus aurantium dulcis คือ ส้ม Sweet orange มีกรด AHA ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง และอาจจะมีพวกวิตามิน และสารพฤกษเคมีอื่นๆ
  3. น้ำคั้นจาก Citrus medica limonum คือ Lemon เหมือนเดิม มี AHA กับวิตามิน
  4. สารสกัดจาก Citrus glandis fruit คือ Grapefruit ส่วนของผลก็มี AHA น้ำตาล วิตามิน และพฤกษเคมีอื่นๆ
  • สารสกัดจากผล Crataegus cuneata คือ พืชตระกูลบ๊วยชนิดหนึ่ง มีรายงานว่าเป็น Antioxidant (Anticancer Res. 1998; 18(4A):2749-53.) เช่นเคยผลไม้มีน้ำตาลและวิตามิน
  • สารสกัดจากผล Pyrus malus คือ Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่เจอรายงานการใช้ในผิวหนัง ปกติผลไม้มีน้ำตาลกับวิตามินอยู่
  • สารสกัดจากใบ Aloe aborescense leaf เป็นว่านหางจระเข้อีกสายพันธุ์หนึ่ง ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว
  1. Baseผลิตภัณฑ์ประเภทCleansingจะมีส่วนของSurfactantกับน้ำ เป็นBaseดังนี้
    • Surfactant มี CCG-6เหมือน Brand B เป๊ะๆเป็น Surfactant ที่อ่อนโยน ให้ Afterfeel แบบเรียบเนียนเหมือนผ้าไหม
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol และ Ethylhexylglycerine ที่อาจจะจับไปอยู่ในหมวดสารฆ่าเชื้อ เพราะนอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นก็มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย
  2. Additives ได้แก่
    • Preservativesได้แก่ Phenoxyethanol, Ethylhexylglycerine และสารจับโลหะ Tetrasodium glutamate diacetate เข้ามาอีกตัวตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน ทำให้หลายๆคน Claim ว่า อ่อนโยนและมีประโยชน์กว่า EDTA
    • Buffer เป็นระบบของ Citric acid + sodium citrate

 

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives เด่นด้วยน้ำคั้นและสารสกัดจากผลไม้หลายๆชนิด ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น Antioxidant เสริมด้วยอนุพันธ์ใหม่ๆจากน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งนอกจากเพิ่มความชุ่มชื้น ยังช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base ใช้ตัว CCG-6 เหมือนแบรนด์ แต่ดูดีกว่า แบรนด์ B นิดหน่อย ตรงที่ว่ามีการใช้ Butylene glycol ซึ่งดูดน้ำให้ผิวได้มากกว่า Propylene glycol แต่ข้อเสียคืออาจจะดูหนักผิวกว่าแบรนด์ B จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additivesเด่นกว่าด้วยระบบรักษา pH จากบัฟเฟอร์ของ Citrate system กับตัวจับโลหะที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glutamic ซึ่งดูดีมีราคาและมีคุณค่ากว่า ไม่มีอะไรพัง ก็เลยไม่หักคะแนนอะไร เลยเป็น 5 ฟลาสก์
  4. สรุปความคุ้มค่า ตัวนี้มีราคาปกติอยู่ที่ 590บาท/500 ml ตกเป็น 1.2 บาท/มล. ซึ่งเราอาจจะจะหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้ แต่เพื่อความมาตรฐานจึงอิงเอาราคาข้างขวดเป็นเกณฑ์ ดูๆแล้วก็ค่อนข้างดี สารเคมีที่ใช้ก็ค่อนข้างหรูหรา แต่อาจจะมีติกับ AHA ซึ่งอาจจะทำให้ผิวบางได้ แต่จุดนี้ไม่ทราบความเข้มข้นที่เขาใช้ จึงตอบไม่ได้ว่า AHA นั้นเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ เป็นตัวผลัดผิว ตัวนี้ใครใช้แล้วแสบ ก็อาจจะเพราะทน AHA ไม่ไหว แต่ถ้าใช้ได้ก็คือถือว่าคุ้ม จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

มาเปรียบเทียบกับแบรนด์ B เลยค่ะ

bioderma-crys

แบรนด์ B เป็นแบรนด์ของทางฝรั่งเศส ตัวนี้ Claim ว่า เป็นสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่แพ้ง่าย มีเทคโนโลยี Micella clean ทดสอบแล้วว่าไม่แสบตา

 

คุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่

 

  1. Actives ได้แก่
  • สารสกัดจากแตงกวา (Cucumis sativus extract) ซึ่งมีฟลาโวนอยด์และแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (J Young Pharm. 2010;2(4):365-8) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase และเอนไซม์ Elastase จึงป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ (Arch Dermatol Res. 2011;303(4):247-52)
  • อนุพันธ์จากน้ำตาล ได้แก่ Mannitol, Xylitol, Rhamnose และ Fructooligosaccharide เป็นชนิดที่ค่อนข้างหรูหรา ตัว Fructooligosaccharide (FOS) เป็น Prebiotic ที่มีการ Claim ไปถึงการเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีๆที่อาศัยอยู่บนผิว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนังแข็งแรงขึ้น
  1. Baseผลิตภัณฑ์ประเภทCleansingจะมีส่วนของSurfactantกับน้ำ เป็นBaseดังนี้
    • Surfactant มี PEG-6 caprylic/capric triglyceride (ย่อว่า CCG-6) ตัวนี้เป็น Surfactant ที่ดัดแปลงจากไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง มีลักษณะเป็น Emollient ที่ดี ละลายน้ำได้ ให้คุณสมบัติเป็น Emulsifier ได้ และมีสมบัติพิเศษคือ ทำให้พวก Cleansing products มีความรู้สึกหลังการใช้แบบพิเศษ (Afterfeel) ที่เป็นลักษณะผิวนุ่มนวลเนียนคล้ายสัมผัสผ้าไหม (Soft และ Silky)
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และ Propylene glycol
  2. Additives ได้แก่
    • Preservatives มีสารระงับเชื้อ Cetrimonium bromide ตัวนี้เป็นสารกลุ่มประจุบวก อาจจะระคายเคืองได้ ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

 

ให้คะแนน

  1. Actives เป็นกลุ่มสารที่มีผลเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว มี Fructooligosaccharide ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ ทำให้มีผลต่อสมดุลจุลินทรีย์ที่ผิว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวดีขึ้น น้ำตาล Rhamnose เป็นน้ำตาลที่ดูมีราคาสูง ถ้าให้ดีมีพวก Antioxidant เสริมเข้ามาอีกคงสมบูรณ์แบบ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. Base ตัว Surfactant CCG-6 มีสมบัติอ่อนโยน เป็น Emollient ได้ และยังให้ Afterfeel ที่ดีหลังเช็ดเครื่องสำอาง แต่มีเพียง Propylene glycol ที่ทำหน้าที่ดูดน้ำให้ผิว อาจจะยังไม่ดีนัก เพราะมีสารกลุ่ม Glycol อื่นๆที่มีสมบัติดีกว่า จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่ได้ใช้สารที่ไม่จำเป็นพร่ำเพรื่อ มีแค่ตัวสารกันเสีย กับสารจับโลหะ ซึ่งดูๆแล้วสารกลุ่มประจุบวกอาจจะระคายเคืองผิวได้ คือเมื่อสารกันเสียพัง ก็เลยโดนหักคะแนนไปเยอะหน่อยเพราะมันมีแค่กันเสียเป็น Additives – -* จึงขอให้ 3 ฟลาสก์
  4. สรุปความคุ้มค่า ผลิตภัณฑ์มีราคาอยู่ที่ 980บาท/500ml ตกเป็นเกือบๆ 2 บาท/มล. ซึ่งก็ถือว่าไม่แพง ด้วยคุณสมบัติ Moisturizing ดีๆจากน้ำตาลหลายๆชนิด และตัว Surfactant ยังมีความอ่อนโยน ที่สำคัญ ทางแบรนด์ Claim แล้วว่าไม่แสบตา (Admin ยังไม่เคยลองใช้นะคะ) ก็คุ้มนะคะ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

EP77-re

[DIY] Making foundation from leftovers pressed-powder

[DIY] Making foundation from leftovers pressed-powder

Hi Guys,

Today I would like to share how I made my own foundation from those leftovers pressed powders.

Image

Here are the equipment needed.

Image

They are, (1) mortar and pestle (2) spoon (3) leftovers pressed-powder (4) your favourite lotion

Tips: for body foundation, used body lotion. For facial foundation, used face lotion

How to make:

1. Grating those powders

Image

2. Put the powder into mortar, and grinded with the pestle until we obtain fine, unlumped powder

Image

Image

3. slowly adding the lotion in the mortar, then use pestle to mixed them

Image

Image

Image

Mixed until the consistency foundation is obtained.

Image

4. Move to cleaned jar

Image

5. Try and Have fun with your foundation

ImageImage

Next time, I will demonstrate how to make loose powder from those leftovers pressed-powder.