[Beauty Talks] ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโทนเนอร์

[Beauty Talks] ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโทนเนอร์

วันนี้เอาสาระดีๆมาฝากค่ะ เกี่ยวกับเรื่องของโทนเนอร์

หลายๆคนมักจะคิดว่าจริงๆแล้วโทนเนอร์เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย และไม่เป็นมิตรกับผิว โดยยังไม่ได้รู้จริง รู้ลึกเกี่ยวกับโทนเนอร์ และความก้าวหน้าของโทนเนอร์ในปัจจุบัน

วันนี้จะมาเล่าความเชื่อผิดๆ ที่เรามักเชื่อกันไปเองเกี่ยวกับโทนเนอร์ให้ฟังค่ะ

 

ก่อนจะไปเล่าความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโทนเนอร์ ขอเล่าให้ฟังก่อนว่าโทนเนอร์คืออะไร

 

โทนเนอร์ในสมัยโบราณ ออกแบบมาเพื่อกระชับรูขุมขน และองค์ประกอบที่ใช้เพื่อคุณสมบัตินี้ก็คือ Alcohol  และใช้กันในความเข้มข้นที่สูงมากด้วย ซึ่ง เวลาเราทาผลิตภัณฑ์ที่มี Alcohol อยู่แล้วมันระเหยออกไป มันจะทำให้เรารู้สึกเย็น และมันจะดึงน้ำบริเวณนั้นไปด้วย รวมถึงละลายเอาน้ำมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนออกมา ทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น แต่หลังๆมาคนเริ่อมไวต่อแอลกออฮอล์กันมากขึ้น โทนเนอร์ก็เลยไม่ได้ใส่ Alcohol มากเหมือนสมัยก่อน หรือบางครั้งก็เป็น Alcohol free ไปเลย

อีกจุดประสงค์หนึ่งของ Toner ก็คือ ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก ที่เราล้างหน้าไม่หมด ออกไป หลายๆคน หลายๆครั้งเลยจะเห็นว่าพอเอาโทนเนอร์เช็ดหลังล้างหน้าแล้ว สำลียังเป็นสีน้ำตาล หรือ เทา อยู่ นั่นก็เพราะว่า การล้างหน้าของเรายังไม่หมดจดนั่นเอง

 

เจ้า Alcohol free toner บางชนิดก็จะมีลูกเล่นอื่นๆ มาช่วยเรื่องรูขุมขนแทน Alcohol เช่น การเลือกใส่สารสกัดที่มีคุณสมบัติกระชับรูขุมขน (ทางผิวหนังเรียกว่า Astringent) ซึ่งก็ถือว่าอ่อนโยนและเป็นมิตรกับผิวมากขึ้น

Toner จัดเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำใส (Solution) คือ เป็นสารละลายของสารอื่นๆในน้ำใสๆ แต่ปัจจุบันก็อาจจะมีโทนเนอร์แบบอื่นๆ เช่น โทนเนอร์คุมความมันที่มีผงแป้งกระจายอยู่ โทนเนอร์แบบน้ำนม

 

รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ลูกหลานที่เกิดมาใหม่อย่าง Essence, Lotion (Lotion ฝั่งญี่ปุ่น จะเป็นน้ำใสๆ), Skin (น้ำใสๆ จากฝั่งเกาหลี) ฯลฯ ซึ่งก็ให้คุณสมบัติในเรื่องเดียวกัน

 

แต่เห็นว่าหลังๆมานี่ มีแต่คนบอกว่าโทนเนอร์ไม่จำเป็น ส่วนพนักงานขายก็ต้องการขาย เค้าก็บอกว่ามันจำเป็น ลองมาดูด้วยความเป็นกลางกันดีกว่า แล้วตัดสินใจเอา ว่าจำเป็นหรือไม่จำเป็น นะคะ 🙂

 

ปัจจุบันนี้มีกระแสความเชื่อผิดๆของ Toner ที่ออกมาอยู่ 5 ด้านด้วยกัน

Toner myth

 

ข้อแรก Toner เป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย และไม่จำเป็น

ข้อนี้ไม่เสมอไป เพราะถ้าเราล้างหน้าไม่สะอาด แล้วเราไม่ได้เช็ดโทนเนอร์ก่อนการบำรุงผิว สิ่งสกปรกนั้นมันก็จะตกค้างบนผิวไปเรื่อยๆ เกิดเป็นความหมองคล้ำ สิวอุดตัน หรืออื่นๆ

แต่ถ้าเราล้างหน้าอย่างสะอาด โทนเนอร์ก็ไม่จำเป็นค่ะ

 

ข้อสอง Toner มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่เป็นอันตรายกับผิว

ข้อนี้ผิดอย่างแรงเลย

ประการแรก Alcohol ไม่ได้เป็นอันตรายกับผิวในทุกๆกรณี ในบางกรณี Alcohol ก็มีประโยชน์ คือ เค้าจะช่วยละลายไขมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน พาออกมาเคลือบผิวที่ภายนอก ทำให้เรารู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้น เวลาเค้าระเหยไป เค้าจะดึงน้ำไปด้วย ทำให้เรารู้สึกเย็น และช่วยกระชับรูขุมขนด้วย

แต่ถ้าใครบอกว่า Alcohol ในเครื่องสำอางจะช่วยฆ่าเชื้อได้ อันนี้ก็ผิดเหมือนกัน เพราะว่า Alcohol ที่ใส่มาในความเข้มข้นน้อยมากๆนั้น แทบจะไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อเลย

แต่ ผิวเรา ทนต่อ Alcohol ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเเสบ หรือระคายเคืองได้ นี่ไม่ได้เรียกว่าการแพ้ Alcohol เพราะการแพ้ ต้องเกิดจากภูมิคุ้มกัน มีผื่น มีลุกลามไปที่อื่น แต่นี่เรียกว่า การระคายเคือง เพราะ Alcohol ไปชะเอาไขมันดีๆในผิวออกมา แทนที่จะไปชะเอาแค่ไขมันที่อุดตันในรู ออกมา

ประการที่สอง ไม่ใช่ว่าทุกๆ Toner ในท้องตลาด จะมี Alcohol หมด เดี๋ยวนี้ก็มี Toner หลายๆยี่ห้อ ไม่ใส่ Alcohol มา

เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองหาส่วนผสมที่เหมาะกับผิวเรา โทนเนอร์ก็ไม่ได้อันตรายกับผิวเสมอไป

 

ข้อสาม Toner มีส่วนผสมของกรด ที่อาจจะกัดผิว

ไม่ใช่ว่า ทุกๆ Toner มีกรดหมด ข้อนี้น่าจะหมายถึงเฉพาะ Toner ที่มี AHA

แต่ว่า AHA ที่ใส่มาในเครื่องสำอาง กฎหมายความคุมปริมาณการใช้ และ pH ของผลิตภัณฑ์ จึงไม่ได้อันตรายและเข้มข้นมากถึงขั้นจะไปกัดผิว

ในทางกลับกัน AHA ยังมีประโยชน์ในการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวเนียนเรียบ และก็ เติมน้ำให้ผิวได้ด้วย

แต่ ผลิตภัณฑ์ที่มี AHA ไม่ควรใช้บ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวบาง เสี่ยงต่อการแพ้ง่าย และแพ้แดดได้

 

ถ้าเป็นห่วงเรื่องผิวบาง ก็ลองมองหาโทนเนอร์ที่ไม่มี AHA แทน ข้อนี้ก็ตกไป

 

ข้อสี่ Toner ทำร้ายผิวที่บอบบาง

 

ข้อนี้ก็ไม่เสมอไป ขึ้นกับส่วนผสม ถ้าเราเลือกโทนเนอร์ที่บำรุงดีๆ ก็จะเป็นประโยชน์กับผิว

สารบางตัวในสูตร Toner กลับเป็นประโยชน์กับผิวมากกว่าเสียอีก เช่น โทนเนอร์ผสม Hyaluron ผสม Collagen ผสมสารสกัดจากผักผลไม้ต่างๆ

 

ข้อห้า Toner ควรใช้แค่อาทิตย์ละไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ข้อนี้ก็ไม่ได้ถูกเสมอไป เพราะถ้าเป็นโทนเนอร์ที่มีกรด AHA หรือมีแอลกอฮอล์เยอะๆ การใช้แค่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นโทนเนอร์ดีๆที่มีประโยชน์ ก็สามารถใช้ได้ทุกวัน

 

 

จะเห็นว่าโทนเนอร์จริงๆแล้ว ถ้าเราเลือกให้เหมาะกับผิวเรา ก็มีประโยชน์นะคะ ยิ่งคนผิวมัน บางทีแค่โทนเนอร์เติมน้ำขั้นตอนเดียวก็จบได้เลย ไม่ต้องทาอะไรเยอะแยะให้วุ่นวายไป

[Beauty Talks] 5 อันดับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Serum

[Beauty Talks] 5 อันดับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ Serum

วันนี้มาคุยกันเกี่ยวกับความเชื่อผิดๆของ Serum ดีกว่าค่ะ

เท่าที่เคยดูๆมา ความเชื่อที่เราเข้าใจกันผิดๆของ Serum น่าจะมีประมาณ 5 ข้อนี้ค่ะ

 

serum myth

 

ข้อแรก Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์สูงที่สุด ถ้าเทียบกับเครื่องสำอางชนิดอื่นๆใน Line เดียวกัน

ข้อนี้ไม่จริงเสมอไปค่ะ ซีรัมมากกว่า 90% ในท้องตลาด มีน้ำเป็นส่วนประกอบอย่างน้อย 80% ขึ้นไป เผลอๆ ถึง มากกว่า 95% ก็มีค่ะ และในหลายๆครั้งเลยที่พบว่า ในครีมบำรุง หรือในเอสเซนส์ มีสารออกฤทธิ์ในระดับที่พอๆกันกับซีรัม แต่ราคาถูกกว่ากันเกือบครึ่ง

อันนี้ไม่นับรวมถึง Oil serum นะคะ

 

ข้อสอง Serum เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและต้นทุนสูงที่สุด

จากข้อแรกเลย Serum บางสูตรมีน้ำเป็นองค์ประกอบเยอะมาก ซึ่งก็รู้กันว่า น้ำมีราคาค่อนข้างถูก แม้จะเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษให้มีความบริสุทธิ์สูงมาก ก็ยังมีราคาที่ไม่สูงอยู่ดี

ส่วนคุณค่าของ Serum มาจากความคิดของเราเอง และ Package ที่หรูหรา มาพร้อมหลอดหยด ดูแพง แต่จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก

 

ข้อสาม Serum ปราศจากน้ำมัน สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

ข้อนี้ก็ไม่ได้จริงเสมอไป เพราะ Serum บางสูตรก็มีองค์ประกอบของน้ำมัน แล้วก็มาในรูปแบบของ Lotion แล้วมันต่างกับ Lotion ตรงไหน? ก็ไม่เลย แค่เอามาปรับนู่นนี่นั่นให้หนืดมากขึ้น แล้วใส่ขวดหรูหราก็กลายเป็น Serum แล้ว

สำหรับคำกล่าวที่บอกว่าสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวก็ไม่จริง เพราะถ้ามีน้ำมันมากๆ ก็จะไม่เหมาะกับคนที่มีผิวมัน และ Serum บางสูตรมี Alcohol เป็นส่วนประกอบ ก็ไม่เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งเช่นกัน

 

ข้อสี่ Serum เพียงขวดเดียว สามารถบำรุงผิวได้ครบในทุกขั้นตอน

ข้อนี้ก็ไม่จริง เพราะว่าผิวหนังเราประกอบด้วยทั้งน้ำและน้ำมัน ถ้าซีรัมผลิตขึ้นมาจากน้ำและสารอื่นที่ลบะลายได้ในน้ำ ก็ไม่สามารถจะให้ผลบำรุงผิวได้ครบถ้วน

จริงๆจะพูดก็พูดได้ว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่บำรุงผิวได้ครบทุกขั้นตอนในขวดเดียว

 

ช้อสุดท้าย Serum เหมาะกับคนที่มีอายุแล้วเท่านั้น

จากข้อ 1 ที่เราคิดว่า Serum มีความเข้มข้นของสารสูงที่สุด ก็เลยจะนึกว่า ผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้นมากๆ ควรให้คนมีอายุใช้ จะได้ไม่ดื้อเร็ว เดี๋ยวแก่มาจะใช้อะไรก็ไม่ได้ผล

จริงๆ มันก็ไม่เสมอไป Serum บางตัวก็เหมาะกับวัยรุ่น เช่น Serum กระชับรูขุมขน Serum ที่เป็นมอยส์เจอร์สูตรน้ำ อย่าง Hyaluron หรือ Aloe serum

 

สำหรับวันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบนะคะ

[Beauty Talks] Winter Skincare

[Beauty Talks] Winter Skincare

รู้สึกว่าช่วงนี้หาสาระไม่ค่อยได้ วันนี้เลยมาจัด Winter Skincare ต้านลมหนาวค่ะ

หลายๆคนเลยคงเกิดคำถามว่า หน้าหนาวแล้วโบกครีมโบกโลชั่นยังไงผิวก็ยังแห้งยังลอกอยู่ไม่หายซักที สุดท้ายก็ต้องไปลงเอยกับเวชสำอางแพงๆ แล้วก็ดีขึ้นกระจิ๊ดนึง

วันนี้มาไขคำตอบให้ค่ะ

สืบเนื่องจากบทความคราวก่อน เราเมาท์กันเรื่องมอยส์เจอไรเซอร์ ว่ามันจะประกอบด้วยสารสามกลุ่มหลักๆคือ

moisture 4

1. Humectant คือ สารดูดน้ำให้ผิว
2. Emollient คือ สารไขมันที่ดูดซึมได้ ช่วยให้ผิวนุ่ม
3. Occlusive คือ สารไขมันที่ไม่ดูดซึม ทำหน้าที่เคลือบผิวกันน้ำระเหยออกจากผิว

เพราะผิวเรามีน้ำมากกว่าอากาศ น้ำในผิวมันก็เลยจะต้องออกไปหาอากาศ ตามหลักเคมีทั่วไปค่ะ แต่ โชคดีที่ผิวเรามี Barrier ซึ่งเกิดมาจาก Ceramide/Cholesterol และสารจับน้ำในผิว ที่เราเรียกว่า NMF คอยรักษาน้ำไว้

แต่ทีนี้ การดูแลตัวเองที่ไม่ถูกต้อง หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ระบบ Barrier พวกนี้ผิดปกติไปค่ะ จึงต้องมีการเสริมด้วย Moisturizer ซึ่งจุดนี้ ไม่ต้องไปพึ่งเวชสำอางแพงๆเลยก็ได้ ถ้าเรารู้จักพิจารณาส่วนผสม เครื่องสำอาง Mass market หลายๆชิ้นเลยก็มีคุณสมบัติเพิ่ม Barrier ให้ผิวได้ เผลอๆดีกว่าเวชสำอางอีก

(Note: คำว่า เวชสำอาง กฏหมายยังไม่ยอมรับนะคะ เป็นแค่ชื่อที่ผู้ผลิตตั้งมาเพื่อการขายเฉยๆ)

มาดูกันที่เจ้ามอยส์เจอไรเซอร์นะคะ

Humectant นี่เป็นสารดึงน้ำ ตัวอย่างที่เราพบบ่อยก็เช่น Sodium hyaluronate, โปรตีน เช่น Collagen, Glycerin, พวกที่ลงท้ายด้วย Glycols, น้ำตาล เช่น Glucose, Sorbitol และก็กรดอะมิโน

พวกนี้จะออกฤทธิ์โดยดึงน้ำจาก”อากาศ”

ย้ำ จาก “อากาศ” มาให้ผิว

แล้วพอหน้าหนาว อากาศแห้ง ทาไปมันจะไปดึงน้ำที่ไหนคะ???

มันก็ดึงจากผิวเรานั่นหล่ะค่ะ ตอบคำถามบางคนได้เลยค่ะ ว่าตบน้ำตบไฮยา แล้วยิ่งแห้ง ใช้มอยส์เจอร์สูตรน้ำแล้วก็แห้งเหมือนเดิม เผลอๆแห้งกว่าเดิมอีก

ก็เพราะประการนี้แหล่ะ

แล้วเราจะทำไงดี??

คำตอบก็คือ Occlusives ค่ะ

หลายๆเคสเลย ในคนผิวแห้ง ปริมาณน้ำในผิวชั้นในเค้าไม่ได้ต่างจากคนผิวปกติ หรือคนผิวมันเลย แค่เค้ามีน้ำในผิวชั้นนอกน้อยกว่าคนปกติ เลยแห้ง แตก ลอก คัน แค่นั้น

เราก็โบก Occlusives ลงไปค่ะ เพื่อกันไม่ให้น้ำระเหยออกไป ผิวเราก็จะกักเก็บน้ำได้มากขึ้น และชุ่มขึ้นค่ะ

occlusive 3-e

occlusive 4-e

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของ Occlusive ที่ดีก็คือ ทาหลังอาบน้่ำค่ะ ให้มันเก็บน้ำที่อาบไปมะกี๊ไว้ในผิว หรือถ้าไม่ชอบก็ภายใน 30 นาทีหลังอาบค่ะ

จะอาบอุ่นอาบเย็นอาบร้อนไม่ว่า อาบเสร็จเติมไขมันทดแทนให้ผิวค่ะ

สำหรับคุณสมบัติในการเป็น Occlusives ของเครื่องสำอางต่างๆ เรียงจากมากไปหาน้อยก็จะได้แก่

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มน้ำมันค่ะ

occlusive 1

Vaseline บริสุทธิ์ (หรือ Petroleum jelly, soft parraffin) > Ointment (ขี้ผึ้ง) > Body oil (น้ำมันทาตัว ที่เป็นพวกตระกูล Mineal oil หรือตระกูล Poly…. ต่างๆ น้ำมันจากพืชไม่นับนะคะ เพราะมันดูดซึมได้ ไม่สามารถกันน้ำระเหยได้)

Note: สำหรับคนที่จะใช้วาสลีน ลองมองหาแบบหลอดนะคะ จะได้ลดการปนเปื้อนได้ แต่ถ้าไม่สะดวก เอาแบบกระปุกก็ได้ แต่ควรแยกสำหรับตัว กับสำหรับหน้าเป็นคนละกระปุกค่ะ

อีกนิดอีกทีนึงค่ะ เดี๋ยวนี้มีวาสลีนแต่งสีแต่งกลิ่น เติมน้ำมัน เติมสารสกัดนู่นนี่นั่น เอาแบบธรรมชาติของมันก็ดีอยู่แล้วค่ะ จริงๆมันก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะเราสามารถที่จะรองอะไรก็ได้ แล้วค่อยเอาวาสลีนทับไปอีกชั้นนึง

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่ม Emulsion (น้ำมันผสมกับน้ำ)

occlusive 2

Body Butter > Body cream > Body lotion

คำว่า Cream เราแบ่งเป็นสองแบบค่ะ (จริงๆมีมากกว่าสอง)

Cream แรก คือ ครีมน้ำมัน มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก ก็จะคลุมผิวได้ดีกว่า

อีกครีมคือ ครีมน้ำ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก พวกนี้ก็จะคลุมผิวได้น้อย แต่ก็เติมน้ำให้ผิวได้ดีกว่าค่ะ

จริงๆมันจะมีครีมซิลิโคนอีกค่ะ ซิลิโคนบางตัวระเหยได้ บางตัวไม่ระเหย มันก็จะเป็น Occlusive ที่ดีเหมือนกัน แถมสัมผัสดีกว่า ไม่เหนอะหนะเหมือนพวก oil

วันนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ จริงๆว่าจะเขียนเร็วกว่านี้นะ แต่ลืมตลอดเลยค่ะ

[Beauty Talks] แนะนำ Skincare regimen สำหรับช่วงวัยต่างๆ

[Beauty Talks] แนะนำ Skincare regimen สำหรับช่วงวัยต่างๆ

สกินแค-2

 

มีข้อแนะนำและก็ส่วนผสมที่น่าจับตามองมาฝากกันค่ะ อาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมนะคะ อิงจากมาตรฐานค่าเฉลี่ยของสภาพผิวคนทั่วไปค่ะ แต่จริงๆแล้วผิวคุณผู้ชายจะมันกว่าคุณผู้หญิง ก็สามารถปรับเปลี่ยนจาก Oil based มาเป็น Water based ได้ค่ะ

การดูแลผิวในแต่ละช่วงอายุ

  1. ช่วงเด็กน้อยอายุ 5-15 ปี เป็นผิวพรรณที่ยังแข็งแรง สารองค์ประกอบต่างๆในผิวมีอยู่อย่างครบถ้วน แต่ในบางบริเวณอาจจะยังเติบโตไม่เต็มที่ ที่สำคัญคือ มอยส์เจอไรเซอร์ กับ Sunscreen ของเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกทำร้ายจากแสงแดดและมลภาวะ
  • มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดที่เป็น Oil-based เช่น Baby oil โดยให้ทาหลังจากอาบน้ำไม่เกิน 30 นาที เพื่อช่วยให้เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น (ทาตัว)
  • Sunscreen มีอยู่หลายๆยี่ห้อที่ทำกันแดดของเด็กออกมา ควรจะเลือกใช้กันแดดที่เหมาะสมกับผิวของเด็ก (ทาตัว)
  • ส่วนผสมที่ควรจับตามองเป็นพิเศษ: ไม่มี
  1. อายุช่วง 15-20 ปี ผิวของวัยรุ่นมักจะมีปัญหาสิว และความมันส่วนเกิน ซึ่งเกิดจาก Hormone ต่างๆค่ะ การดูแลในช่วงนี้จะเน้นไปที่การควบคุมความมัน การผลัดเซลล์ผิว สลับกับการเติมน้ำให้ผิว การดูแลผิวที่ควรทำได้แก่
  • Cleanser อาจจะเป็นโฟมล้างหน้า หรือเจลล้างหน้า ปกติ โฟมล้างหน้ามักจะมีส่วนผสมของน้ำมัน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สารทำความสะอาดเอาไขมันออกไปจากผิวมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งและเหี่ยวไวขึ้น แต่ถ้ามีผิวที่มันมากๆ ใช้เจลล้างหน้าจะดีกว่า
  • AHA serum ใช้เพื่อผลัดเซลล์ผิว โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมัน มีปัญหารูขุมขนกว้าง เพราะพวก AHA เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้ โดยใช้ AHA ในความเข้มข้นที่ไม่สูงมากนัก เช่น Glycolic acid หรือ Lactic acid 4-8% สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง การใช้ AHA ถี่เกินไปจะทำให้ผิวบาง เสี่ยงต่อการแพ้ง่าย และทำให้แพ้แดดได้ง่ายขึ้น
  • Toner ใช้เช็ดเพื่อควบคุมความมัน กำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิว อาจจะเลือกชนิดที่มี Alcohol หรือ ไม่มี Alcohol ก็ได้ ขึ้นกับสภาพผิว
  • Scrub ถ้าอยากจะผลัดเซลล์ผิว วัยนี้สามารถขัดผิวได้ อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกสครับที่มีเม็ดขัดไม่หยาบจนเกินไป เช่น สครับจากธัญพืช สครับจากเม็ดบีดส์สังเคราะห์
  • Clay mask ผิวช่วงวัยรุ่นที่มีปัญหาเรื่องความมัน กับสิว การมาสค์หน้าด้วยส่วนผสมของ Clay เช่น Kaolin, Bentonite, Magnesium aluminium silicate จะช่วยคุมความมัน ดูดซับสารพิษและสิ่งสกปรกให้หลุดออกมาได้
  • เจลแต้มสิว อาจจะใช้ยาแต้มสิวโดยปรึกษากับแพทย์ผิวหนัง หรือเภสัชกร ก่อนใช้ยา หรืออาจจะใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับแต้มสิวเฉพาะจุดก็ได้
  • Moisturizer เน้นไปที่ Water-based
  • กันแดด: จำเป็นเพื่อชะลอความเสื่อมที่จะเกิดกับผิว
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามอง: AHA (Glycolic acid, Lactic acid, Fruit acid), Witch hazel extract, Cucumber extract, BHA (Salicylic acid), LHA (Capryloyl salicylic acid)

 

  1. วัยระหว่าง 20-30 ปี เป็นระยะที่สิวเริ่มลดลง ความมันลดลง ผิวเริ่มมีสร้างตัวช้าลง บางคนจะเริ่มพบปัญหาผิวแห้ง และหยาบกระด้างได้ การดูแลผิววัยนี้จะเริ่มใช้พวก Antioxidant, Moisturizer ที่เน้นเติมน้ำให้ผิว และเติมไขมันให้ผิวในปริมาณเล็กน้อย สำหรับ AHA, Scrub ยังใช้ได้ แต่ควรเว้นช่วงของการใช้ให้ห่างกว่าเดิม
  • Cleanser วัยนี้เริ่มแต่งหน้าแต่งตา ควรหา Cleanser สำหรับลบเครื่องสำอาง ก่อนล้างหน้า สำหรับตัวล้างหน้าอาจจะใช้ในรูปแบบของโฟมล้างหน้า หรือครีมล้างหน้า ซึ่งจะมีส่วนผสมของ Oil ที่เพิ่มขึ้นมา จะได้ไม่ทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม
  • AHA/Scrub เว้นช่วงห่างของการใช้ให้มากขึ้น อาจจะเป็นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  • ผลิตภัณฑ์เติมน้ำให้ผิว เช่น Mask, Mist สามารถใช้ได้ตามความจำเป็น สำหรับ Mist ควรเลือก Mist ที่ไม่มี Alcohol
  • Toner แนะนำให้เลือกชนิดที่ไม่มี Alcohol และไม่มี AHA
  • Essence/Serum อาจจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แล้วแต่สภาพผิว
  • Sunscreen ต้องทาทุกวัน ควรเลือกชนิด Physical sunscreen (Titanium dioxide ± Zinc oxide) จะได้ไม่ต้องมาเติมบ่อยๆระหว่างวัน
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามอง: Sodium hyaluronate, Vegetable oil, Vitamin C, E, B3, B5, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants

 

  1. วัย 30-40 ปี วัยนี้จะเริ่มเกิดริ้วรอยได้ง่าย ผิวจะเริ่มแห้งได้มากขึ้น การดูแลผิวในช่วงนี้จะคล้ายกับวัย 20-30 เพียงแต่บางคนที่ผิวแห้งมากๆ อาจจะดื้อต่อ Hyaluronate ทำให้ต้องหันมาหา Moisturizer อื่นๆทดแทน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้จะมีความเป็น Oil มากขึ้น จากเดิมที่เน้นแต่การเติมน้ำ ตอนช่วงวัยนี้ต้องหาไขมันทดแทนให้ผิว และอาศัยพวก Antioxidant มาช่วยชะลอความเสื่อมของผิว
  • Cleanser อย่าลืมล้าง Make-up ออกก่อนเสมอ ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทโฟมหรือครีม เช่นเดียวกับวัย 20-30 เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งเกินไป
  • Essence เติมน้ำให้ผิว หลังล้างหน้าเสร็จ ถ้ายังไม่บำรุงผิวเลย อาจจะใช้ Essence ที่มีส่วนผสมของสารเติมน้ำให้ผิว เช่น Hyaluron, Collagen, Aloe vera มาตบเพื่อเติมน้ำที่หายไปจากการล้างก่อน แต่ถ้าล้างหน้าเสร็จแล้วทำ Skincare เลยก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้
  • Toner เลือกใช้ชนิดที่ไม่มี Alcohol เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง
  • AHA/Scrub สัปดาห์ละ ครั้ง
  • Sleeping pack หรือ Mask sheet เพื่อเติมน้ำให้ผิว สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  • พิจารณา Serum/Essence น้ำตบต่างๆ เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของผิว
  • Moisturizer เน้นความมันเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนไขผิวหนังที่หายไป มองหาผลิตภัณฑ์ที่มี Ceramide หรือ Vegetable oil เป็นองค์ประกอบ เพื่อเน้นการทดแทนไขมันในผิวหนัง
  • Sunscreen ทาทุกวันเช่นเดิม
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามองสำหรับวัย 30-40: Hyaluronate, Vitamin B3-B5-C-E, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants

 

  1. อายุ 41 ปีขึ้นไป ผิวจะเริ่มแห้งมากขึ้นอีก เริ่มมีการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอ มีริ้วรอย ผลิตภัณฑ์ในช่วงนี้ก็จะคล้ายๆวัย 30-40 เพียงแต่จะเน้นความเป็นมันที่มากขึ้น และเน้นไปที่ส่วนผสมเพื่อการลดริ้วรอย เช่น Peptides ต่างๆ, สารสกัดพืชบางชนิดที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว
  • Cleanser อย่าลืมล้าง Make-up ออกก่อนเสมอ ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทครีม ซึ่งจะมีส่วนผสมของ Oil มากกว่า สำหรับโฟมล้างหน้าส่วนใหญ่ในตลาดมักจะใช้เป็น Soap-based ซึ่งอาจจะทำให้ผิวแห้งมากเกินไปได้
  • Essence เติมน้ำให้ผิว หลังล้างหน้าเสร็จ ก็ให้ทา Essence ก่อนรอบหนึ่ง และตอนถึงขั้นตอน Skincare ก็ใช้อีกทีหนึ่ง อาจจะเอา Essence หยดใส่สำลีแล้วชุบเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์เลยก็ได้
  • AHA/Scrub สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยลดริ้วรอย และเติมน้ำให้ผิว
  • Sleeping pack หรือ Mask sheet เพื่อเติมน้ำให้ผิว สัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไป
  • ควรมองหา Serum/Essence น้ำตบต่างๆ เพื่อช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจนมาทดแทนให้กับผิว
  • Moisturizer เน้นความมันเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนไขผิวหนังที่หายไป มองหาผลิตภัณฑ์ที่มี Ceramide หรือ Vegetable oil เป็นองค์ประกอบ เพื่อเน้นการทดแทนไขมันในผิวหนัง
  • Sunscreen ทาทุกวันเช่นเดิม
  • ส่วนผสมที่น่าจับตามองสำหรับวัย 30-40: Ceramide, Linoleic acid, Vegetables oil, Trehalose, Hyaluronate, Vitamin B3-B5-C-E-A, Peptides ต่างๆ, สารสกัดพืชต่างๆที่เป็น Antioxidants และพวกที่ชะลอความเสื่อมโดยไปชะลอการสลายตัวของคอลลาเจน

 

สรุปผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนวัยหลุด

  1. Toner สูตรไม่มี Alcohol
  2. Aloe gel
  3. Mask sheet ชนิดที่เติมน้ำให้ผิว (เช่น แตงกวา ว่านหางจระเข้ Hyaluron, etc.)
  4. กันแดด ห้ามขาด !!
[Cosmetic Science] All about snail รู้ลึกรู้จริงเรื่องหอยทาก

[Cosmetic Science] All about snail รู้ลึกรู้จริงเรื่องหอยทาก

ช่วงก่อนๆ เมือกหอยทากกำลังบูมมากในบ้านเรา แต่มาตอนนี้เริ่มกร่อยๆไปแล้วก็จริง แต่มี่ว่าหอยทากยังดู “Promisable” อยู่นะคะ เพราะลักษณะของเมือกหอยในการ Repair ผิวหนังที่ได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็น Chemical UV หรือ damage อื่นๆ

วันนี้เรามาเจาะลึกกันดีกว่าค่ะ

หอยบนมือ-edit
(ขอบคุณหอยทากน้อยๆจาก Reelle clinic institute ค่ะ)

สงสัยมั้ย ทำไม อยู่ดีๆ เขาถึงเอาหอยทากมาใช้เป็นครีมได้ แล้วดังมากด้วย ในบ้านเรา เทรนด์เครื่องสำอางหอยทากน่าจะมาจากทางเกาหลีค่ะ แต่ความจริงแล้ว ถ้าดูจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (รายงานการวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบเชิงคลินิกของเมือกหอยทากในการลดริ้วรอย) เขาบอกว่า

ในปี 1999 ศ.ดร. Abad Iglesias ได้พบว่า หอยทากสายพันธุ์ Cryptomphalus aspersa จะหดหนวดตอนเจอรังสี X ray และรังสีแกมม่า หลังจากนั้นมันก็จะสร้างน้ำเมือก ซึ่งประกอบด้วยสาร Glycosaminoglycan หรือ GAGs (สารประกอบคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่เชื่อๆกันว่ามีฤทธิ์ทางชีวภาพเยอะมาก) และรักษา/ฟื้นฟูความเสียหาย/บาดแผลของตัวเองได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ส่วนข้อมูลอื่นๆ เขาก็มีบอกว่า ญี่ปุ่นกับจีน ใช้หอยเดินบนหน้ามาหลายร้อยปี (ไม่ก็พันปีบ้างหละ) อันนี้ก็ไม่รู้จริงแท้แค่ไหนนะคะ เอาเป็นว่า มีสองค่ายละกันเนาะ ทางยุโรป กับ ทางเอเชีย ว่ากันไป

จริงๆแล้วไม่ใช่หอยทากทุกชนิดจะสามารถเอามาใช้เป็นวัตถุดิบเครื่องสำอางได้นะคะ มีเเค่เพียงบางชนิดเท่านั้น ซึ่งที่เราพบบ่อยจะเป็นเจ้า Cryptomphalus aspersa นี่แหละ ตัวนี้มีชื่อพ้องว่า Helix aspersa ค่ะ (ตรงส่วนของชื่อพ้องนี่ Admin ไม่แน่ใจความถูกต้องของข้อมูลเท่าไหร่นะคะ เพราะในงานวิจัยที่มีรายงานในฐาน จะใช้ชื่อสายพันธุ์ว่า Cryptomphalus aspersa หมดเลย)

เมือกหอยทาก ประกอบด้วยของเหลวที่หลั่งออกมาจากต่อม 3 ต่อม คือ

1. Mucous gland ที่บริเวณเท้า ซึ่งเชื่อว่ามีฤทธิ์ Curative กับ Restorative สองคำนี้ไม่อยากแปลเลยค่ะ ดูเกินจริงกับขอบข่ายนิยามเครื่องสำอางมาก แปลว่า รักษา กับ ฟื้นฟู ค่ะ

2. Proteic gland จากภายในร่างกาย เชื่อว่ามีฤทธิ์ต้านจุลชีพต่างๆ ช่วยปกป้องตัวหอยจากจุลินทรีย์ร้ายๆบนดินค่ะ

3. Salivary gland จากทางเดินอาหาร เชื่อว่าเป็นพวกน้ำย่อย Claim กันไปว่า เวลาทาจะช่วยย่อยเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก และช่วยให้สารอื่นๆซึมผ่านง่ายขึ้น (Digestive and penetrating effecr)

ในท้องตลาดมีการ Claim เกี่ยวกับเครื่องสำอางผสมเมือกหอยทากกันไปมากมาย แต่ที่มีการทดสอบยืนยันจะเป็นเรื่องของริ้วรอยค่ะ ซึ่งให้ผลดีในอาสาสมัครค่ะ

“Cosmetic Claims vs Scientific studies”

* Cosmetic Claims หมายถึง การกล่าวอ้างสรรพคุณของเครื่องสำอาง
* Scientific studies หมายถึง การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์

อย่างที่บอกว่าเครื่องสำอางผสมเมือกหอยทากในท้องตลาดก็มี Claim กันไปต่างๆนานาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติในการรักษาแผลไหม้ ทั้งจากความร้อน จากแสงแดด จากสารเคมี จากรังสี คุณสมบัติในการรักษาแผลเป็น คุณสมบัติในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบต่างๆ เช่น Dermatitis, Eczema, Rosaceae คุณสมบัติในการลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน รวมไปถึงคุณสมบัติในการกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนัง ฯลฯ

ถ้าค้นจากข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed จะพบแค่เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติการลดริ้วรอยในอาสาสมัคร และแค่คุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวหนัง (Keratinocye) กับเซลล์ที่สร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน-อิลาสติน (Fibroblast) ลองดูรายละเอียดแต่ละการทดลองดีกว่าค่ะ

การทดลองแบบ In vitro (ในระดับหลอดทดลอง หรือหมายถึงนอกร่างกายสิ่งมีชีวิต) โดย Cruz และคณะ ทดสอบพบว่า เมือกจากหอยทากมีคุณสมบัติกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง ในลักษณะที่เป็น Time and Dose dependent หมายถึง การตอบสนองขึ้นกับเวลาที่สัมผัสสาร และความเข้มข้นสาร ประมาณว่า ใช้นานๆยิ่งดี ใช้ความเข้มข้นสูงยิ่งดี และยังช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิตของเซลล์ผิวหนัง กับ Fibroblast ได้ด้วย ผู้วิจัยจึงสรุปว่า เมือกหอยทากน่าจะเอาไปใช้ในกรณีของการเร่งการสมานแผลได้ (Wound healing) (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(2):183-9.)

มีการทดสอบเชิงคลินิก (Clinical trial) อีกสองชิ้น ทำคล้ายๆกันค่ะ เป้นการศึกษาผลของเมือกหอยทากในการลดริ้วรอย (เขาจะใช้คำว่า Photoaging ซึ่งแปลตรงตัวจะหมายถึงการแก่ที่เกิดจากแสง แต่แปลเป็นไทยน่าจะหมายถึง การแก่ก่อนวัย)

การทดสอบแรก ทำโดย Tribó-Boixareu และคณะ ทดสอบกับอาสาสมัครผู้หญิง 15 คน โดยให้ใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นหอยทากเข้มข้น 8% ตอนกลางวัน คู่กับ Hydrogel (เหมือนซีรัมค่ะ) ผสมหอยทากเข้มข้น 40% ตอนกลางคืน เป็นเวลา 90 วัน พบว่าริ้วรอยตื้นๆและริ้วรอยลึกของอาสาสมัครลดลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น ผิวหยาบกระด้างลดลง มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Cosmetic Dermatol. 2009; 22(5):247-252.)

ส่วนอีกการทดสอบ ทำโดย Fabi และคณะ ทดสอบในลักษณะคล้ายๆกันคือ ใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นหอยทากเข้มข้น 8% ตอนกลางวัน คู่กับ Hydrogel (เหมือนซีรัมค่ะ) ผสมหอยทากเข้มข้น 40% ตอนกลางคืน แต่คราวนี้ให้ทาแค่ครึ่งหน้า อีกครึ่งหน้าทา Placebo (มีความหมายว่า ยาหลอก หมายถึงตัวอย่างที่ไม่มีสารที่ใช้ทดสอบ สำหรับการทดลองนี้ก็คือ ครีม/ซีรัมที่ไม่มีหอย) เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ข้างที่ใช้หอยมีริ้วรอยลดลง ริ้วรอยลึกๆตื้นขึ้น (J Drugs Dermatol. 2013; 12(4):453-457.)

ส่วนเรื่องการ Claim ว่าเมือกหอยทากสามารถรักษาแผลไหม้ได้ น่าจะเป็นเพราะว่า คุณ ศ.ดร. Abad นำเอาเมือกหอยทากไปรักษาคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl ระเบิด (หรือเปล่านะ ไม่ได้ค้นเกี่ยวกับประวัติของ Chernobyl accident เหมือนกันค่ะ ใช่หรือไม่ใช่แจ้งเข้ามาได้นะคะ) แล้วได้ผลดี แต่พยายามหารายงานตัวนี้ไม่พบค่ะ เจอแต่การกล่าวถึงในผลงานตีพิมพ์ฉบับอื่นๆ

สรุป:
รายงานทางวิทยาศาสตร์พบว่า เมือกหอยทากสามารถ
1. กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง เซลล์ Fibroblast (ที่สร้างคอลลาเจน)
2. ช่วยให้เซลล์ทั้งสองเซลล์นี้มีชีวิตยืนยาว (เพิ่ม Survival ของเซลล์)
3. ลดริ้วรอย ปรับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นให้สม่ำเสมอ ช่วยให้ผิวเนียนเรียบ

นอกนั้นยังไม่พบข้อมูล (อิงจากฐาน Pubmed เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2557)

แล้วในเมือกหอยทากมันมีอะไร ถึงได้เคลมกันสุดฤทธิ์สุดเดชขนาดนี้

เราคงสงสัยว่า ในเมือกหอยทากมันมีอะไร ทำไมถึงได้เป็นที่มาของคำ Claim ต่างๆนานา Admin เองก็สงสัยค่ะ ซึ่งก็มีข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบระบุว่าการวิเคราะห์แบบหยาบๆของเมือกหอยทาก (เฉพาะวัตถุดิบที่เขาขาย) จะมีส่วนของโปรตีนทั้งหมด (Total proteins) อยู่ 1.0-3.0 mg/ml ถามว่าเยอะไหม มีข้อมูลบอกว่าในนมวัว 1 ลิตร มีโปรตีนอยู่ 30-35 กรัม คิดคำนวณแล้วตกอยู่ที่ 30-35 mg/ml (ข้อมูลโปรตีนในนมวัวจาก Wikipedia) ถือว่าน้อยนะ ต่างกันเกือบ 10 เท่าเลยค่ะ แต่เขานำเอาส่วนของโปรตีนไปวิเคราะห์ต่อ เขาพบว่ามีโปรตีนสองแบบ คือ แบบโมเลกุลใหญ่กว่า และแบบโมเลกุลเล็กกว่า

ซึ่งโปรตีนโมเลกุลใหญ่ มีน้ำหนักโมเลกุลมากกว่า 250 kDa (ค่าที่ใช้บอกน้ำหนักโมเลกุลของสารเคมี) เป็นโปรตีนประเภท Hemocyanin ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการแลกเปลี่ยนและนำพาออกซิเจน ส่วนพวกโปรตีนโมเลกุลเล็กกว่า 100 kDa เป็นโปรตีนชนิดพิเศษที่ยังไม่เคยมีรายงานในฐานข้อมูล มีองค์ประกอบของกรดอะมิโนเกือบครบ ขาดแต่ Methionine กับ Tryptophan

นอกจากนี้มีส่วนของน้ำตาลทั้งหมด (Total sugars) อยู่ 0.5-0.7 mg/ml และธาตุแคลเซียม 1.3 mg/ml

ส่วนข้อมูลจากสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตเมือกหอยทาก ระบุว่าในเมือกหอยทากมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้
80-98% Water
0.02-1% Mucopolysaccharide
0.01-1% Hyaluronic acid
0.05-0.5% Fibroblast growth factor
0.001-0.2% copper-hemocyanin (the oxygen carrier)
0.005-0.1% High-MW proteins
0.005-0.1% Low-MW antioxidants

ดูแล้วแบบว่า น้ำ 80-98% หมายความว่า เกือบทั้งหมดคือน้ำ ส่วนสารอื่นๆ ที่น่าสนใจก็มี Hyaluronic acid, Fibroblast growth factor, Hemocyanin และ Antioxidants ต่างๆค่ะ

แต่มันจะทำให้เกิดผลได้ตาม Claim ขนาดนั้นเลยหรือ จุดนี้ก็ไม่ทราบ และ Clinical trial เองก็ระบุมาแค่ฤทธิ์ในการลดริ้วรอย กับมีงานวิจัยในระดับหลอดทดลองบอกว่าเมือกสามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง และเซลล์ Fibroblast ได้
ถ้าพิจารณาความเกี่ยวโยงระหว่างส่วนประกอบทางเคมี กับผลการศึกษาทางคลินิก และระดับหลอดทดลอง ก็สามารถโยงความสัมพันธ์ได้อยู่นะคะ เพราะสารประกอบเหล่านี้มีคุณสมบัติในเชิง Anti-wrinkle และ Antiaging ได้จริงค่ะ ส่วนตัว Hemocyanin ก็ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะว่าเป็นสารที่ยังไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง มีคุณสมบัติคล้ายกับ Hemoglobin ในเลือด ทำหน้าทีเป็น Oxygen carrier คือจับออกซิเจนไว้ แล้วเอาไปปลดปล่อยที่อื่นๆ
แล้ว Oxygen จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะ ผลแท้จริงมันคืออะไรก็ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แล้วถ้าเกิดเป็น Oxygen radical ก็ยิ่งจะไปทำร้ายผิว เพราะเป็นอนุมูลอิสระสามารถไปทำร้ายโปรตีนและไขมันที่เป็นโครงสร้างบนผิว เกิดเป็นความเหี่ยวได้ในระยะยาว แต่จุดนี้เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์ของสารนี้น้อยมากจึงยังไม่น่าจะต้องห่วงเท่าไหร่ คงให้คุณสมบัติที่ดีกับผิวมากกว่าค่ะ

แต่อย่าลืมว่า อันนี้เป็นข้อมูลจากผู้ผลิตแค่สองรายเท่านั้น กรรมวิธีการผลิตแต่ละที่ อาจจะทำให้ได้ความบริสุทธิ์ไม่เท่ากัน และบางบริษัทแยกหอยทากออกมาแล้วเอามาเติมน้ำเข้าไปอีก ก็มี ทำให้ยิ่งเจือจางเข้าไปกว่าเดิม แม้ว่าเค้าจะบอกว่าใช้เข้มข้น 70% (สมมติ) จริงๆแล้วในเมือกหอยมีน้ำไปซะ 98% เหลือสารอื่นๆแค่กี่เปอร์เซ็นต์เอง แต่บางแบรนด์บอกว่าใช้เมือกหอย 5% (สมมติ) แต่จริงๆแล้วอาจจะเอาน้ำไประเหยออกก่อนได้เป็นเมือกหอยเข้มข้น ก็เป็นไปได้นะ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถบอกอะไรได้จากความเข้มข้นของเมือกหอยทาก หรือ Snail secretion filtrate ที่ข้างกล่องเลยค่ะ เพราะเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ และผู้เดียวที่จะทราบได้ก็คือผู้ผลิต ที่สำคัญคือ ถ้าใช้แล้วถูกกับผิว มีราคาไม่แพง ก็ใช้ต่อเลย เพราะส่วนประกอบในเมือกหอยทาก ดูๆแล้วน่าจะมีประโยชน์ แต่ระวังด้วย เพราะมีโปรตีน มีหลายๆคนที่แพ้โปรตีนค่ะ และที่สำคัญอีกอย่างคือ การแพ้/การระคายเคือง/การอุดตัน/ประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ (ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Individual แต่ถ้าให้แปลว่า เป็นเรื่องของปัจเจก นี่คงจะงงกันใหญ่ เราก็แปลง่ายๆว่า แล้วแต่บุคคลและกันเนาะ) การวิเคราะห์ส่วนผสมบอกได้แค่แนวทางคร่าวๆเฉยๆนะคะ

แล้วเราเอาเมือกหอยทากมา ทารุณสัตว์มั้ยคะ??

หลายๆคนก็กลัวว่า เครื่องสำอางจากหอยทากนี่ หอยทากจะบาดเจ็บหรือตายหรือเปล่า ถ้าเราไปเอาเมือกจากมันมาใช้ จะทารุณสัตว์มั้ย จะบาปมั้ย วันนี้จะได้ดูเบื้องหลังวิธีสกัดเมือกหอยทากแล้วค่ะ ซึ่งอิงจากวิธีที่นำเสนอไว้ในสิทธิบัตรของต่างประเทศนะคะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทางเกาหลีจะทำแบบนี้หรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะทำในลักษณะที่คล้ายๆกันค่ะ พร้อมแล้วก็ไปลองดูด้วยกันเลยดีกว่า

เวลาจะแยกเมือกจากหอยทาก จริงๆแล้วก็มีหลายขั้นตอนนะคะ ไม่ใช่ว่าจับๆมาบี้ๆ ตำๆ เอาแต่เมือกเหมือนที่หลายคนคิด แต่ความจริงแล้ว เขามีกรรมวิธีการกระตุ้นหอยให้ตื่นตัว เมื่อหอยตื่นตัว หรือตกใจ ก็จะมีการสร้างเมือกออกมามากขึ้นค่ะ เราก็อาศัยจังหวะนี้ไปเก็บเมือกมา

วิธีการกระตุ้นหอยที่อธิบายไว้ในสิทธิบัตรมีด้วยกันหลายวิธัี เช่น
1. กระตุ้นด้วยสิ่งเร้าทางกายภาพ เช่น ไปแหย่ ไปจับ ฯลฯ
2. ใช้ความถี่ของเสียง
3. ใช้ความกดอากาศที่สูงกว่าปกติ
4. จับห้อยหัวอาศัยแรงโน้มถ่วงเป็นตัวกระตุ้น
5. เอาไปปั่นเหวี่ยงที่ความเร็วต่ำๆ
ฯลฯ

ซึ่งวิธีเหล่านี้ต้องไม่ทำอันตรายกับหอยทากค่ะ เพราะเชื่อกันว่าถ้าหอยทากเกิดอันตรายจนถึงตายจะหลั่งสารพิษออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นอันตรายกับร่างกายเราค่ะ

หลังจากหอยสร้างเมือกออกมา เราก็เก็บเอาเมือกนั้นมาปั่นเหวี่ยง (Centrifuge) ก็จะได้ส่วนของน้ำด้านบน กับส่วนตะกอนด้านล่าง

เอาส่วนน้ำมากรอง (Flitration) ก็จะได้ Snail Secretion Filtrate ที่ใช้กันเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางแล้วค่ะ

ทีนี้ก็ตอบโจทย์ได้แล้วค่ะ ว่าเมือกหอยทากนั้นได้มาโดยที่หอยทากไม่ต้องเสียชีวิตหรือทรมาณ ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับ Skin care regimen ของเราก็เป็นไปได้

อย่าลืมว่า หอยทากมีโปรตีนนะคะ อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้ ดังนั้นก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ที่ท้องแขนก่อนค่ะ (ถ้าเป็นไปได้ทดสอบกับทุกอย่างก่อนการใช้เลยก็ดีค่ะ ถ้ามีสภาพผิวที่แพ้ง่าย) และที่สำคัญ ประสิทธิภาพของเครื่องสำอางแต่ละชนิด กับผลข้างเคียง-อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิด เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ค่ะ ควรทดสอบก่อนการใช้เสมอนะคะ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในตลาดค่ะ

snail white-crys

แบรนด์แรก SW

รีม SW ตัวนี้มีส่วนของ Active ingredients อยู่หลายตัว เน้นหนักไปทางสารสกัดจากธรรมชาติ ตัวเมื่อวานของ Dr.M. เน้นเป็นสารสกัดจากดอกไม้ มาตัวนี้เขาใช้ผลไม้ค่ะ มี 4 ผลไม้ ซึ่งปกติสารสกัดจากผลไม้จะมีจุดเด่นในเรื่องของการให้ความชุ่มชื้น อาจจะมีพวกวิตามินหรือพฤกษเคมีอื่นๆได้มาจากผลไม้ด้วย แต่ไม่เด่นเท่าเรื่องคุณสมบัติความชุ่มชื้นจากสารประกอบน้ำตาลในผลไม้ค่ะ

เสริมด้วยสารสกัดจากบัวบก ขิง และดอกตระกูลลาเวนเดอร์

มีสารที่เป็น Pure compund อยู่ 4 ตัว คือวิตามินบี 3 ซึ่งให้ผลไปทาง Whitening มี Hydrolyzed hyaluronic acid ที่ว่ากันว่ามีโมเลกุลเล็กลงจึงซึมลงผิวได้มากขึ้น ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น

และมี Allantoin กับ Bisabolol ให้ผลไปในเชิงการต้านการอักเสบ ยับยั้งการแพ้ การระคายเคือง

อีกตัวที่น่าสนใจคือ Panax ginseng callus culture extract ที่ดูจากชื่อแล้วหมายถึง การเอาเนื้อเยื่อจากโสม (จะเรียก Stem cell ก็ดูจะเกินไป เพราะ Callus เป็นเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในอาหารเลี้ยงเซลล์ เป็นเซลล์ที่จะโตเป็นชิ้นส่วนพืชต่อไป) ตัวนี้ Claim กันได้เว่อร์วีว่ามาก มีทุกฤทธิ์ ตั้งแต่ Whitening Antiaging Antioxidant wound-healing และ Antiinflammatory คือ ถ้าเอา Keyword นี้ไปคีย์ค้นหาในฐานข้อมูล ก็จะไม่มีงานวิจัยอะไรมา Support เลย และทางผู้ผลิตวัตถุดิบก็ไม่ได้เผยแพร่อะไรออกมา จึงอาจจะเป็นการ Overclaimed ไปหน่อย

ที่สำคัญคือ Callus กับ Plant extract มันมักจะไม่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันนะ ส่วนไหนก็ส่วนนั้น อย่างพืชต้นเดียวกัน ใบมีฤทธิ์อย่างหนึ่ง ผลมีอีกอย่าง ก็เห็นกันอยู่บ่อยๆค่ะ ดังนั้นจะเอา Activity ของโสม มาใช้กับ Callus โสม ก็ไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่

แบรนด์ที่สอง Dr.MJ

realmucin_ampoule-crys

ตัวนี้นอกจากหอยทากแล้วยังมีส่วนผสมของ Allantoin ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากรากคอมเฟรย์ ช่วยกดอาการแพ้และอาการระคายเคืองได้ค่ะ

มีกรดอะมิโน Arginine ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด

มีสารสกัดจากดอกไม้ต่างๆอีก 7 ชนิด จะว่าไป เกาหลีเค้าก็ชอบดอกไม้เหมือนกันนะคะ ซึ่งบางดอกก็มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ บางดอกก็เหมือนเป็นการใส่มาเพื่อจุดขาย หรือจะออกแนว เกสรทั้ง 5 7 9 แบบบ้านเรา (อันนี้พูดเล่นค่ะ)

โดยรวมแล้ว Ampoule หรือ ซีรัมตัวนี้ ก็ค่อนข้างน่าสนใจในระดับหนึ่งค่ะ เพราะมีสารสกัดจากดอกไม้ซึ่งมีผลเป็น Whitening เข้ามาด้วย ขอให้คะแนนความน่าสนใจของส่วนผสมหลักอยู่ที่ 4 ฟลาสก์ค่ะ

ตัวถัดมา แบรนด์ I

ITs

ตัวนี้ส่วนผสมมาเต็มมาก นอกจากเมือกหอยทาก ก็จะมี

– Sodium hyaluronate เป็น Glycoprotein ที่มีประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้นของผิว
– Grifola frondosa (maitake) mycelium ferment filtrate เป็นของเหลวที่กรองออกมาจากการหมักเห็ด ปกติเห็ดตัวนี้มีประโยชน์ปรับภูมิคุ้มกัน เมื่อนำมาหมัก ปกติจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า ‘Bioconversion’ ซึ่งเป็นการที่จุลินทรีย์เปลี่ยนสภาพสารพฤกษเคมีในพืชให้มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น ทาง INCI จัดเป็น Antioxidant กับ Humectant (เพิ่มความชุ่มชื้น) รายละเอียดอื่นๆหาข้อมูลไม่พบ
– Betula alba extract คือสารสกัดจาก White birch ทางเครื่องสำอาง Claim ว่า เป็นตัวช่วยสมานผิว เป็น Astringent กระชับรูขุมขน ช่วยต้านการอักเสบ และเป็น Antioxidant ส่วนข้อมูลทางงานวิจัยจากฐาน Pubmed พบแค่ว่า สาร Betulin ที่พบในเปลือก อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ (Contact Dermatitis. 2013; 68(6):382-3.)
– สารสกัดจากดอก campsis grandiflora ที่มีชื่อไทยสวยๆว่า ดอกรุ่งอรุณ มีงานวิจัยหลายๆฉบับศึกษาเกี่ยวกับดอกนี้ เช่น ในสารสกัดประกอบด้วยสารในกลุ่ม Triterpenoid หลายๆชนิด (Arch Pharm Res. 2005; 28(5):550-6.) มีฤทธิ์ Antioxidant และ Anti-inflammatory ที่อาจจะนำไปประยุกต์ใช้ในคนที่มีปัญหาโรคการอักเสบที่ผิวได้ (J Ethnopharmacol. 2006; 103(2):223-8)
– Trichloma matsutake extract สารสกัดจากเห็ดที่แสนจะแพงนี้ มีงานวิจัยที่ตรวจวิเคราะห์สารเคมีที่พบในเห็ด ซึ่งพบเป็นพวกกรดอะมิโน และเบสของ DNA ทั่วไป (J Food Sci. 2013 ; 78(8):C1173-82.) และมีฤทธิ์เกี่ยวกับการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันได้เพราะมีสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่ชื่อ alpha-glucan (J Agric Food Chem. 2005; 53(23):8948-56.)
– Opuntia tuna fruit extract เป็นพืชในตระกูลกระบองเพชร มีงานวิจัยหนึ่งกล่าวว่าในผลของพืชนี้มีวิตามินซี และสารสีในกลุ่ม Betalain ที่เป็น Antioxidant อย่างดี ซึ่งเมื่อให้คนทานจะลดภาวะความเครียดในร่างกายได้ (Am J Clin Nutr. 2004; 80(2): 391-395) แต่สารในกลุ่ม Betalain ไม่คงตัว การนำมาใช้อาจจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ (คหสต.)
– Malt extract มีบทบาทเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้น และช่วยปรับสภาพผิว
– Porphyra yezoensis extract เป็นพืชในตระกูลสาหร่ายสีแดง ซึ่งปกติจะมี Pigment สีแดงที่เป็น Antioxidant แต่ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ต่อผิวหนังในฐานงานวิจัย
– Arbutin เป็นสารที่ช่วยให้สีผิวอ่อนลง โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่สังเคราะห์เมลานิน แต่มักจะไม่ค่อยคงตัวและสลายตัวง่าย
– Adenosine เป็นสารบริสุทธิ์ที่ Claim กันว่าเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP ก็จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ว่ากันไป ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)
– sh-Oligopeptide-1 คือ EGF (Epidermal growth factor) ที่ได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรีย เป็นpeptide สายยาวปานกลาง (ไม่เกิน 53 amino acid) ซึ่งการดูดซึมเข้าผิวอาจจะค่อนข้างยากไปนิด EGF มีการ Claim เกี่ยวกับเรื่องการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในผิวหนังชั้นนอก ช่วยลดริ้วรอย ส่งเสริมการสร้างเซลล์ผิว คืนความอ่อนเยาว์ เป็นวัตถุที่มีราคาค่อนข้างสูง (แต่ถูกกว่า EGF บริสุทธิ์)
– Tocopheryl acetate คืออนุพันธ์ของวิตามินอี ใช้เป็น Antioxidant เพื่อป้องกันไม่ให้สารในตำรับเสื่อมสภาพ แต่ผลิตภัณฑ์นี้มี BHT อยู่ด้วย ก็จะทำให้วิตอี มีผลเหลือถึงผิวหนัง

โดยรวมแล้วก็ถือว่าครบเลยค่ะ
ตัวอื่นๆที่น่าสนใจก็จะมี Nature republic กับ Mizon และ Holika holika ค่ะ

แต่ส่วนผสมเค้าเป็นภาษาเกาหลี อ่านไม่ออก = =

Reference:
Fabi, et al. J Drugs Dermatol., 2013; 12(4), 453-457.
Int J Cosmet Sci. 2012; 34(2):183-9.
Cosmetic Dermatol. 2009; 22(5):247-252.
J Drugs Dermatol. 2013; 12(4):453-457.
Technical data sheet, Endocare®, Cryptomphalus aspersa Secretion (SCA).
Wang, W., et al. Gastropod biological fluid, method of making and refining and use, International Patent, WO 2009/002982 A2

[Beauty Talks] สารกลุ่มโปรตีนในเครื่องสำอาง

[Beauty Talks] สารกลุ่มโปรตีนในเครื่องสำอาง

วันนี้มา Beauty Talks ในหัวข้อ “สารกลุ่มโปรตีนในเครื่องสำอาง”

จริงๆโปรตีนเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบอาหาร ในเครื่องสำอางก็จำเป็นเหมือนกันค่ะ เพราะโปรตีนมีคุณสมบัติที่ดีหลายๆอย่างต่อผิวเรา

ประเภทของสารกลุ่มโปรตีน ถ้าจำแนกง่ายๆ ตามลักษณะของโมเลกุล ก็จะแบ่งได้เป็น 4 ประเภทค่ะ

protein deriv

1. กรดอะมิโน หรือ Amino acids เป็นหน่วยย่อยๆของโปรตีน หลักๆก็มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยตัวมันสามารถดูดน้ำเข้าหาตัวเองได้ (Hygroscopic) พบเป็นองค์ประกอบของ Natural Moisturizing factor หรือ NMF ในผิว ทำหน้าที่อุ้มน้ำ

แต่เนื่องจากกรดอะมิโนเป็นหน่วยย่อยๆ หรือ Buliding block ของโปรตีน ก็เลยมีการ Claim กันไปถึงเรื่องการลดริ้วรอย กรดอะมิโนแต่ละตัวก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปค่ะ

ปัจจุบันก็มีอนุพันธ์ของกรดอะมิโน เอามาจับกับกรดไขมัน หรือพวกสารประกอบ Hydrocarbon สายยาวๆ เพื่ออาศัยเป็นตัวนำส่งเอาเข้าไปในผิว ก็จะให้ฤทธิ์แปลกๆกันไป เช่น Undecanocyl phenylalanine มีผลเป็น Whitening ได้ด้วย Dipalmitoyl hydroxyproline มีการ Claim เรื่อง Antioxidant กับ Moisturizing เสริมเข้ามาอีก

2. Peptide เป็นโมเลกุลที่เกิดจากกรดอะมิโนสองตัวขึ้นไปมาจับกัน เปปไทด์ มีฤทธิ์ทางชีวภาพกว้างมาก เป็นได้ทุกฤทธิ์ เช่น Dipeptide-2 เพิ่มการไหลเวียนเลือดได้

ปัจจุบันก็มีอนุพันธ์ของเปปไทด์ออกมาอีก โดยเอาเปปไทด์มาจับกับกรดไขมัน หรือสารสายยาวๆ เพื่อเพิ่มการดูดซึม เช่น Palmitoyl oligopeptide

3. Protein hydrolysate ได้จากการเอาโปรตีนมาย่อย ก็จะได้โปรตีนที่มีขนาดเล็กลง แต่ก็ไม่สามารถระบุขนาดที่แท้จริงได้ว่าจะมีขนาดประมาณไหน

พวกนี้ส่วนมากจะ Claim เรื่องริ้วรอย การฟื้นฟูผิว และความชุ่มชื้นค่ะ แต่เรื่องการดูดซึมเข้าผิวอาจจะยังไม่มากนัก

4. Protein เป็นสารโครงสร้างใหญ่มาก มีกรดอะมิโนเป็นหลักร้อย หลักพัน ด้วยความที่มันใหญ่ ก็จะได้แค่เคลือบผิวข้างนอก ช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เพิ่มความชุ่มชื้น แต่พอไปล้าง ก็จะหลุดออกหมด เพราะพวกนี้ละลายน้ำได้ดีค่ะ

เช่น Collagen (Collagen จริงๆเป็น Glycoprotein นะ คือมีส่วนของโมเลกุลน้ำตาลเล็กๆด้วย) โปรตีนจาก Wheat, Soy, Milk, Whey ฯลฯ

ปัจจุบันมีอนุพันธ์ของพวกโปรตีน คือเอาไปทำให้เป็นประจุบวก ให้ผลเป็น Conditioning agent ส่วนมากจะพบในพวกครีมนวด และทรีทเมนท์ผมค่ะ

ในบางครั้งผู้ผลิตก็จะ Claim กันเกินจริงว่าใส่โปรตีนมาแล้วจะลดริ้วรอย แต่ดูแล้วไม่น่าจะให้ผลถาวรนะคะ อาจจะแค่เคลือบๆ

สรุป สารกลุ่มโปรตีนมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไปค่ะ

ถ้าให้พิจารณาราคา Peptide น่าจะมีราคาแพงที่สุด ส่วนที่เหลือราคาไล่เลี่ยกันค่ะ ยกเว้นพวกอนุพันธ์ใหม่ๆ ที่ราคาอาจจะสูงได้

[Beauty Talks] หรือป้องกันแค่ UV จะไม่พอ

[Beauty Talks] หรือป้องกันแค่ UV จะไม่พอ

สืบเนื่องจากในตำราเครื่องสำอางที่ชื่อ Handbook of cosmetic Science and Technology Edition 3 ที่ออกมาเมื่อปี 2009 (5 ปีละนะ แต่พึ่งจะได้อ่าน – -*) ได้เริ่มมีการกล่าวถึง UVAI (ยูวีเอวัน ยูวีเอหนึ่ง ฯลฯ) ละก็มีบางแบรนด์พึ่งเอามาเคลมในโทรทัศน์เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้เอง

จริงๆอี UVAI นี่ มันก็คือ UVA ค่ะ แค่เค้าดันแยก UVA ออกเป็น 2 Subrange คือ UVAI (340-400 nm) กะ UVAII (340-320 nm)

ซึ่งเป็นมาตรฐานของรังสี (ใครเรียนฟิสิกส์มาคงจำสูตรได้ แต่ Admin ลืมไปละค่ะ) พวกความยาวคลื่นสั้นๆ พลังงานจะสูง จะทำ Damage ต่อผิวได้มากกว่า

ในขณะที่พวกความยาวคลื่นยาวๆ มันจะผ่านลงไปในผิวได้ลึกกว่า ก็เลยเป็นที่มาของคำเคลม ยูวีเอหนึ่งทำร้ายลึกกว่า – -*

ในหนังสือเล่มนั้นเริ่มมีการกล่าวถึงรังสี Infrared ว่าก็ทำอันตรายกับผิวได้เหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่ได้พูดถึงสารที่จะกรองรังสี IR

แล้วเมื่อปีที่แล้ว ก็เริ่มมีการบอกว่า แสงในช่วง Visible (400 – 780 nm) สามารถซึมลงผิว แล้วทำลายผิวได้เหมือนกัน โดยเฉพาะ แสงสีฟ้า/ม่วง ช่วง 400 – 500 nm แล้วมันซึมลงไปลึกมาก ถึงใต้ Dermis ชั้นของเส้นเลือดเลย

แสงที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์ก็จะมีหลายๆคลื่นความถี่ค่ะ แต่ที่สำคัญกับผิวก็จะเป็น 3 ย่านนี้ คือ UV Visible และก็ IR

แสงจากดวงอาทิตย์

พร้อมกันนั้นก็เริ่มมีการ Launch สารตัวหนึ่งออกมาจากบริษัทแห่งหนึ่ง (จดสิทธิบัตรเรียบร้อย) เป็น Melanin (คือ Melanin ที่มีในผิวเรานี่หละ) ที่ผ่านกรรมวิธีบางอย่างให้มีขนาดเล็กลง จะซึมเข้าผิวและทำหน้าที่คอยสร้างปราการป้องกันแสงสีฟ้า ไม่ให้ทำลายผิวได้

ในจุดนี้ก็เลยเริ่มมี Question ว่า Physical sunscreen อย่าง Titanium dioxide กะ Zinc oxide นี่จะสามารถกระเจิงรังสีและแสงได้หมดทุกความยาวคลื่นมั้ย ทุก Range ตั้งแต่ UV Visible และก็ IR ซึ่งก็ถ้ามองตามกลไก คิดว่าน่าจะได้นะ แต่ก็หาข้อมูลมา Support ยังไม่เจอค่ะ

ดังนั้น ถ้ามองๆแล้วใช้ Physical sunscreen จะดีกว่ามั้ย ฉาบหน้าสะท้อนมันทุกคลื่นเลยค่ะ ในเมื่อ Chemical ดูดกลืนรังสีได้แค่บางช่วงแค่นั้นเอง แถม Chemical บางตัวอาจจะดูดซึมเข้าร่างแล้วทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ด้วย

มี่เอาตัวอย่างการดูดซับรังสี UV ของสารชนิดหนึ่งมาฝากด้วยค่ะเพื่อประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้น สารแต่ละชนิดจะดูดซับรังสี UV ได้ในช่วงความยาวคลื่นที่ต่างกันไป และเป็นค่าเฉพาะตัวของสารนั้นๆค่ะ

 

UV spectrum

 

นี่ก็เลยตอบโจทย์ได้ว่าทำไมเวลาเค้าใส่ Chemical sunscreen มาในสูตรกันแดด ถึงต้องใส่มาหลายๆตัว เพื่อให้ครอบคลุม Range ของรังสีได้ทุกช่วงนั้นเองค่ะ

Reference:
– คหสต
– Gabard B. (2009). Sun protection and sunscreens in Handbook of cosmetic science and technology, 3rd edition, pp.323-330
– ข้อมูล Liposhield จากบริษัท Lipo chemicals

[Basic Cosmetic Science] แสงแดด และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

[Basic Cosmetic Science] แสงแดด และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

วันนี้เอาบทความวิชาการเกี่ยวกับแสงแดด และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดมาฝากค่ะ

สงสัยไหมว่า ทำไมเราต้องทากันแดด จริงๆไม่ใช่แค่กลัวดำอย่างเดียวนะคะ แต่แสงแดดแฝงไว้ด้วยอันตรายอื่นๆอีกมากมายเลยค่ะ ในแสงแดดประกอบด้วยรังสีต่างๆหลายๆรังสี แต่ที่น่าจะมีอันตรายที่สุดน่าจะเป็นรังสี UV ค่ะ

รังสี UV ประกอบด้วยสาม Range ตามความยาวคลื่น คือรังสี UVA UVB และ UVC ค่ะ

UV ray

ทางสถาบัน CIE ได้แบ่งรังสี UV ออกเป็น 3 ย่าน คือ UVA UVB และ UVC เรียงตามความยาวคลื่นจากยาวไปหาสั้น ซึ่งสำหรับรังสี UV ตัวที่มีความยาวคลื่นยาว (ตัวเลขมาก) จะมีความสามารถในการแทรกซึมลงไปลึกกว่าตัวที่มีความยาวคลื่นสั้น (ตัวเลขน้อย) แต่ ตัวที่มีความยาวคลื่นสั้นจะมีพลังงานสูง มีอำนาจทำลายสูง

ดังนั้นถ้ามองตามค่าความยาวคลื่นของรังสียูวี ทั้ง 3 ชนิด
UVA (400-320 nm)
UVB (320-290 nm)
UVC (<290 nm)

รังสี UVC ก็จะมีพลังงานสูงที่สุด ทำลายผิวหนังได้มากที่สุด แต่รังสี UVC โดนกรองไปโดยชั้นโอโซน ไม่มาถึงพื้นโลก แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ชั้นโอโซนเองก็ถูกทำลายไปค่อนข้างเยอะ จึงควรจะพิจารณาเรื่อง UVC ได้ แต่องค์การต่างๆและผู้ผลิตสารเคมียังให้ความสนใจกับ UVA และ UVB มากกว่า

เขาบอกว่าปริมาณรังสี UV ที่ลงมาในโลก เป็นรังสี UVA มากกว่ารังสี UVB 10-30 เท่า แต่เรากลับมองที่ความสำคัญของ UVB มากกว่า เพราะกลัวดำ

ผลกระทบของรังสี UV ต่อผิวหนัง
* UVB ทำให้เกิด Sunburn และ ดำ (เพราะมีผลแค่ผิวหนังชั้นนอก) แต่ยังมีฤทธิ์แฝงไปกดภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง และก่อให้เซลล์ต่างๆมีความผิดปกติไป จนอาจเกิดเป็นมะเร็งได้

*UVA ทำให้เกิด Sunburn ก็ได้ แต่น้อยมาก (แค่ 15% ถ้าเทียบกับ UVB) ฤทธิ์หลักๆ ของ UVA ก็คือ ทะลุลงไปที่ชั้นหนังแท้ ไปก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่มีชื่อสวยๆว่า “Photobiological reaction” แปลเป็นภาษาไทยว่า ปฏิกิริยาชีวภาพแสง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระต่างๆในชั้นผิว ทำลาย Collagen และ Elastin ต่างๆในผิว เกิดเป็นริ้วรอยก่อนวัย และยังก่อให้เกิดมะเร็งโดยไปเสริมฤทธิ์กับ UVB นอกจากนี้ยังมีอีกรายงานที่บอกว่า UVA ไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์ Melanin ซึ่งเป็นเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้น

ดังนั้นการทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดจึงควรจะมีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อเป็นการป้องกัน Photobiological reaction มากกว่าการป้องกันไม่ให้ดำเพราะแดด จึงจะถูกต้องค่ะ

สำหรับผลิตภัณฑ์กันแดด เราก็แบ่งตัวป้องกันแสงแดด หรือ Sunscreen ออกเป็น 2 ประเภท ตามกลไกในการออกฤทธิ์ ได้แก่ Physical กับ Chemical sunscreen ค่ะ

1. Physical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์โดยไปสะท้อน หรือกระเจิง รังสี UV ที่มาตกกระทบผิว ในสมัยก่อนเขามองว่า เฉพาะพวกแร่ธาตุ Inorganic pigment ต่างๆเท่านั้นที่เป็น Physical sunscreen แต่เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น สามารถบีบอัดโมเลกุลสารเคมีต่างๆ ให้กลายเป็น Physical sunscreen ได้ เช่นกัน จึงไม่สามารถใช้นิยามว่า Physical sunscreen คือ สารที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ ต่อไป

สารประเภทนี้จะสะท้อนรังสี UV ได้ทุกความยาวคลื่น แบบไม่จำเพาะเจาะจง และมีความเฉื่อย จึงมีบริษัทหลายๆบริษัทเอาตรงนี้มาเป็นจุดขาย ว่าของเขาใช้แต่ Physical sunscreen

2. Chemical sunscreen เป็นสารกันแดดที่ออกฤทธิ์ผ่านการดูดซับรังสี UV แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงของอิเกลตรอนในโมเลกุล เหมือนกับชื่อ คือ มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

สารประเภทนี้มักจะเป็นสารอินทรีย์ที่มี Aromatic ring และ Carbonyl group อยู่ในโครงสร้าง (จุดนี้คนเคยผ่านวิชาเคมีมาน่าจะจำได้บ้าง ไม่รู้จะแปลอย่างไรดี)

สารประเภทนี้จะจำเพาะกับรังสี UV แค่บางความยาวคลื่นเท่านั้นขึ้นกับชนิดของสารเคมีนั้นๆเราจึงมักเห็นว่าในผลิตภัณฑ์กันแดดแบบนี้จะมีสารกันแดดหลายๆตัว (อย่างน้อย 2 ตัว) เพื่อให้ครอบคลุมรังสี UV ทุกความยาวคลื่น หรืออาจจะเสริมกับ Physical sunscreen เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ในการปกป้องรังสี UV

จริงๆทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางก็ยังมีพวก Auxillary sunscreen อีก คือเป็นสารเสริมประสิทธิภาพของ Sunscreen แต่ยังไม่ขอกล่าวถึงค่ะ

ลองดูรายละเอียดของสารแต่ละกลุ่มดีกว่าค่ะ

Physical sunscreen

physi

Physical sunscreen เป็นสารอะไรก็ตาม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Inorganic pigment) ที่ทำหน้าที่สะท้อน-กระเจิงรังสี UV ทุกความยาวคลื่นออกไปไม่ให้โดนผิวค่ะ จริงๆแล้วเดี๋ยวนี้เขามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้สารอินทรีย์ออกฤทธิ์แบบนี้ได้ด้วย แต่ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ

ถ้ามองถึง Physical sunscreen แล้ว ชนิดที่นิยมใช้กันมากในท้องตลาดก็จะเป็น Titanium dioxide กับ Zinc oxide ซึ่งพวกนี้เวลาเราทาๆ จะมองเห็นเป็นคราบขาว หรือที่เรียกกันติดปากว่า ขาววอก

เพราะพวกนี้ออกฤทธิ์สะท้อน-กระเจิงแสง ความสามารถในการออกฤทธิ์ของมันก็จะขึ้นกับความสามารถในการแผ่กระจายและปกคลุมบนผิวของมัน ซึ่งก็จะขึ้นกับขนาดอนุภาคของมันอีกทีค่ะ  ถ้าอนุภาคมีขนาดใหญ่ๆ เช่น Titanium dioxide หรือ Zinc oxide ทั่วๆไป เวลาทาก็จะเห็นเป็นปื้นสีขาว อาจจะรู้สึกหยาบๆแห้งๆตอนทาได้ แต่ถ้ามีขนาดเล็กลง เช่น Micronized Titanium หรือ Zinc เวลาทาก็จะค่อนข้างเนียนขึ้น พวกนี้ก็จะสามารถปกคลุมผิวหนังได้มากกว่าแบบใหญ่ๆ

สำหรับแบบที่ดีที่สุด เช่นตัววัตถุดิบจากทางญี่ปุ่นและเกาหลี เขาจะใช้อนุภาค สองขนาดแบบเล็กมากๆ (หลักหน่วยนาโนเมตร) กับอนุภาคที่ใหญ่กว่า (ประมาณ 200 นาโนเมตร) ก็จะสามารถเคลือบคลุมผิวได้สมบูรณ์ และเกิดปื้นขาวไม่มากเท่าไหร่

particle size-e1
แต่อย่างไรก็ดี พวกนี้มีขนาดเล็กๆ สามารถดูดซึมเข้าไปในรูขุมขนได้ แต่สารจำพวกนี้ส่วนมาก มักจะไม่อุดตันรูขุมขนนะคะ แต่การใช้แบบพร่ำเพรื่อ โดยไม่จำเป็นก็อาจจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ในระยะยาว แม้ว่าข้อมูลจะยังไม่เพียงพอว่าจะเกิดอะไรได้บ้่าง แต่ก็ควรจะป้องกันไว้ก่อนค่ะ ดังนั้นถ้าเป็นโลชั่นก่อนนอน ควรมองหาตัวที่ไม่ได้ใส่พวกนี้ค่ะ

(ขนาดอนุภาคที่เล็กกว่า 1000 นาโนเมตร สามารถถูกดูดซึมเข้ารูขุมขนได้ และขนาดอนุภาคที่น้อยกว่า 100 นาโนเมตร สามารถหลุดจากรากขน เข้าไปในกระแสเลือดได้)

แม้ว่าพวกนี้จะสามารถป้องกันยูวีได้ครอบคลุมทุก Spectrum แต่ว่าก็มีนักวิจัยบางท่านทดสอบแล้วพบว่า Titanium dioxide จะเด่นที่ UVB และ Zinc oxide เด่นที่ UVA ค่ะ แต่ก็เป็นที่น่าแปลกว่า ใน EU ไม่ได้อนุญาตให้ใช้ Zinc oxide เป็น Sunscreen ทั้งๆที่ทางฝั่งเอเชีย กับอเมริกา เริ่มหันมาใช้แบบผสมผสาน หรือเน้นไปทาง Zinc oxide มากขึ้นค่ะ เพราะเขาตระหนักถึงอันตรายของ UVA ที่เป็นผลระยะยาวมากกว่า

พวกนี้จริงๆแล้วมีความปลอดภัยสูง เพราะเฉื่อยต่อปฏิกิริยา ไม่ทำให้เกิดการแพ้และการระคายเคืองค่ะ แต่ก็มีงานวิจัยอยู่ชื้นหนึ่งที่เขาลองทำในระดับหลอดทดลอง (In vitro) พบว่า อนุภาคพวกนี้เวลาโดนรังสีไปนานๆ แทนที่มันจะสะท้อน มันกลับดูดซับรังสีเอาไว้ แล้วปล่อยอนุมูลอิสระต่างๆออกมา ซึ่งพวกนี้เป็นพิษกับเซลล์ค่ะ แต่ว่าโชคดีที่ผลนี้ไม่พบในระดับสิ่งมีชีวิต (In vivo)

Titanium dioxide

 

Chemical sunscreen

Chemical sunscreen เป็นสารอินทรีย์ที่มี Aromatic ring และ Carbonyl group ที่มีความสามารถในการดูดซับรังสียูวีที่ความยาวคลื่นหนึ่งๆที่จำเพาะกับโครงสร้าง แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในโมเลกุล ก่อนจะถ่ายเทพลังงานทิ้ง เพื่อให้ดูดซับรังสีได้ใหม่ ด้วยเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของระดับพลังงานในโมเลกุล ทำให้สารพวกนี้เมื่อถึงเวลาหนึ่งจะเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้ต้องทาบ่อยๆ (เช่น ทุก 2 ช.ม.)

chemic
และเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อโดนแสง จึงอาจจะทำให้เกิดการแพ้และการระคายเคืองได้

Chemical sunscreen ที่พบบ่อยในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น Camphor derivatives (ตัวอย่างสารในกลุ่มที่นิยมคือ Mexoryl SX), Octyl methoxycinnamate (Parsol MCX), Benzophenone ฯลฯ

สารกันแดดกลุ่มนี้ในท้องตลาดมีใช้กันไม่กี่ชนิด เพราะส่วนมากออกสู่ตลาดแล้วก็ถูกถอนออกไป เพราะทำให้เกิดการแพ้ หรือการกลายพันธุ์ได้ และการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสารพวกนี้มีน้อยมาก ด้วยเหตุผลด้านกฎหมาย และความปลอดภัยในการใช้งาน

ซึ่ง ชนิดที่ใช้ได้ ความเข้มข้นต่ำสุด-สูงสุดที่ให้ใช้ แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ เช่น บางอย่าง EU ใช้ได้ แต่ USA ไม่ให้ใช้

เคยมีงานวิจัยหนึ่งของทางต่างประเทศเขาตรวจปัสสาวะของหญิงที่ทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Benzophenone บ่อยๆ พบว่ามีสารนี้ออกมาในปัสสาวะด้วย จุดนี้บอกอะไรเรา??

นั่นก็คือสารกันแดดกลุ่มนี้บางชนิดสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ แล้วอาจจะเกิด Metabolism ในร่างกายได้เป็นสารอะไรก็ไม่ทราบ ซึ่งอาจจะปลอดภัย หรือไม่ปลอดภัยก็ได้ จุดนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรมายืนยัน ทาง FDA ก็เลยยังอนุญาตให้ใช้กันต่อ

สารกันแดดบางตัวก็มีปัญหาเรื่องความคงตัว อย่าง Avobenzone ที่ต้องอาศัย Octocrylene หรือสารอื่นๆ เพื่อเข้ามาช่วยเพิ่มความคงตัวให้แก่เค้า

จากสาเหตุพวกนี้ก็เลยทำให้ผู้ประกอบการบางรายหันมา Claim เรื่องกันแดดว่าใช้แต่ Physical sunscreen ค่ะ ทั้งๆที่ Chemical sunscreen ถ้าใช้กันถูกวิธี มันก็ไม่ได้อันตรายหรือน่ากลัวอะไร

ดังนั้นส่วนตัวมี่เองเลยเชียร์ Physical sunscreen มากกว่าค่ะ จะได้ปกป้องยาวนาน ไม่ต้องเติมบ่อยๆ และเสี่ยงเรื่องอันตรายจากการแพ้ได้น้อยกว่าค่ะ

ประสิทธิภาพของ Sunscreen

เรามักจะเห็นข้อความที่ข้างๆขวดเครื่องสำอางหลายๆแบรนด์มีคำว่า SPF ตามด้วยตัวเลข กับ PA ตามด้วยเครื่องหมาย + ค่าพวกนี้คืออะไร เปรียบเทียบกันได้อย่างไร วันนี้จะนำเอารายละเอียดพวกนี้มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ค่าดัชนีพวกนี้เป็นค่าที่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางใช้เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถในการป้องกันแสงแดดของผลิตภัณฑ์ค่ะ ซึ่งถ้าเราแบ่งตามความสามารถในการป้องกันรังสี UV ชนิดที่ผ่านเข้ามายังโลก เราจะแบ่งกลุ่มค่า Parameter เหล่านี้ได้เป็น 2 กลุ่มค่ะ

กลุ่มแรก เป็นตัวเลขที่ใช้บอกประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ค่ะ เรียกว่า SPF ซึ่งย่อมาจาก Sun protection factor

ค่านี้ได้จากการทำการทดลองหา ประสิทธิภาพในการป้องกัน UVB ว่าทาแล้วเกิด Erythema (รอยแดง หรือ Sunburn) ช้ากว่าไม่ได้ทากี่เท่า (ทำในคน) ซึ่งวัดเป็นปริมาณความเข้มข้นของแสงที่รับเข้าไป แต่เรามักจะเข้าใจผิดว่า มันนับเป็นเวลา เช่นทาแล้วอยู่ได้นานกว่ากี่ชั่วโมง

เช่น คนๆหนึ่งสามารถถูก UVB จำนวน 100 รังสี ได้โดยไม่ไหม้ พอทาผลิตภัณฑ์หนึ่งลงไปแล้วสามารทนแดดได้เพิ่มขึ้นเป็น 800 รังสี ผลิตภัณฑ์นี้ก็มีค่า SPF เท่ากับ 8 คือ ช่วยเพิ่มความเข้มแสงที่ทนได้ 8 เท่า (เหมือนช่วยกรองไปบางส่วน)

ถึงแม้ว่าปริมาณรังสีที่ได้รับ ก็จะมีเรื่องของเวลารับแสงมาเกี่ยวข้อง แต่ว่า ในทางปฏิบัติจริงๆไม่สามารถเทียบปริมาณรังสีกลับมาเป็นเวลาได้ เพราะว่า แดดที่ช่วงเวลาต่างๆกันจะมีปริมาณรังสีไม่เท่ากัน โดยแดดตอนเที่ยงจะมีรังสีเข้มข้นกว่า

เพราะการวัดค่า SPF เป็นเพียงการวัดการป้องกันรังสี UVB จึงไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่ได้วัดการป้องกันรังสี UVA

สำหรับ Parameter ที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA มี 2 ค่า คือ UVAPF กับ PPD

ขอดูที่ค่า PPD ก่อนนะคะ ค่า PPD ก็เป็นการวัดแบบคล้ายๆกับ SPF แต่ต่างกันตรงที่ว่า PPD วัดความดำที่เกิดขึ้นจากรังสี UVA แทนการวัด Sunburn หรือรอยแดงที่เกิดจากรังสี UVB แบบใน SPF

ค่า PPD บ้านเราไม่ค่อยเห็นใช้กันมากเหมือนค่า PA ค่ะ

ค่า PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA เป็นการแบ่งเกรดตามค่าความสามารถในการป้องกัน UVA ค่ะ ซึ่งให้เกรดเป็นเครื่องหมาย + ++ และ +++
โดย PA+ มี UVAPF อยู่ที่ 2-4
PA++ มี UVAPF อยู่ที่ 4-8
และ PA+++ มี UVAPF มากกว่า 8

References:

Bernard G. (2009) in  Handbook of  Cosmetic Science and Technology, 3rd ed.

Levy S.B. (2009) in  Handbook of  Cosmetic Science and Technology, 3rd ed.

[Beauty-Talks] น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

[Beauty-Talks] น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

Beauty-Talks เป็นบทความเมาท์และนินทาเครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆในท้องตลาด

Beauty-Talks วันนี้คือ น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

หลังจากที่มีกระแสการเอาน้ำเกลือ 0.9% หรือที่เรียกว่า Normal Saline Solution หรือ NSS มาเริ่มเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ เราก็เห็นบรรดาสาวๆต่างๆเอามาใช้กันอย่างมากมายเกลื่อนกลาด จริงๆแล้ว แต่ถ้ามองจากคุณสมบัติแล้ว ในน้ำเกลือ ส่วนใหญ่เป็นสารละลายที่ปราศจากเชื้อ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้เช็ดหน้า เช็ดได้ค่ะ แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรพิเศษต่อผิว มิหนำซ้ำ ถ้าเกลือแห้ง ตกผลึกอยู่บนผิว เกลือมันผลึกคมมากนะคะ แล้วเราไปเช็ดต่อด้วยสำลี เกลือจะบาดผิวไหม???

น้ำเกลือ-crys

แล้วหลายๆแหล่งข้อมูลเองก็กล่าวว่า เจ้า Sodium Chloride นี่อุดตันรูขุมขนได้ แค่เกลือ มันไปอุดตันได้ไงไม่รู้ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เคยอ่าน paper เก่าแก่ ผลการทดสอบ Comedogenic test ในหูกระต่าย เห็นว่า positive อยู่นะคะ

ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์มีทั้งโทนเนอร์ เอสเซนส์ ของมิสทีน คิวท์เพรสอะไรนี่ ของเค้าก็ดีนะ ราคาก็ไม่สูงมาก มีประโยชน์กว่าด้วย ถ้าไม่แพ้ หรือไม่ไวต่อแอลกอฮอล์ซะก่อนนะคะ

เห็นบางคน เล่าว่า ใช้แล้วรู้เลย รูขุมขนเล็กลง ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากคนนั้นหยุดอะไรซักอย่างที่มันเคยอุดตันไป ละมาใช้น้ำเกลือแทน พอผิวไม่เจอสิ่งอุดตัน เราล้างหน้าทกวันๆ ไอสิ่งที่อุดตันอยู่ก็หลุดออกไป รูขุมขนมันก็เลยเล็กลง (เดาล้วนๆ)

แต่ กรณีการ Claim เรื่องน้ำเกลือ นี่ ก็โอเคนะคะ ไม่มีไรเสียหาย ไม่อันตราย ไม่เหมือนอะไรบางอย่างที่แอบใส่นู่นใส่นี่ลงไป ละบอกขาวๆ ปลอดภัยๆ มีอย. แต่แอบเป็นห่วงผู้บริโภค กลัวได้ความเชื่อผิดๆไปค่ะ

ทีนี้ลองมาดูรูปผลึกเกลือกันดีกว่าค่ะ

ผลึกเกลือ-9yf

เป็นรูปผลึกเกลือ จากเกลือขัดผิวในท้องตลาดยี่ห้อหนึ่งค่ะ รูปนี้ถ่ายเองค่ะตั้งแต่สมัยยังเป็น นศ. อยู่เลย เก่ามาก สมัยนั้นการทำ Lab อะไรๆยังไม่ค่อยเก่ง กล้องก็เทคโนโลยียังไม่หรูหรา ได้แค่นี้เองค่ะ (ไอกลมๆสีดำๆนั่นฟองอากาศนะคะ มี่ไม่ถนัดการใช้กล้องจุลทรรศน์ค่ะ เลยทำ Slide ไม่สวยเท่าไหร่)

จะเห็นว่าเม็ดเกลือเอง มีความคมมาก ซึ่งอาจจะบาดผิวได้ ดังนั้นเกลือขัดผิวทุกชนิด หรือสครับที่มีส่วนผสมของเกลือ ไม่ควรเอามาขัดหน้านะคะ อาจจะทำให้เกิดรอยขูดขีดที่ผิวได้

สำหรับกรณีของน้ำเกลือ คือมันก็คงไม่เว่อร์ขนาดทาแล้วเกลือตกผลึกเป็นเม็ดๆหรอก แต่ คำถามคือ เวลาเอาน้ำเกลือเช็ดหน้า แล้วเกลือหายไปไหน? เกลือมันไม่ได้ระเหยไปพร้อมกับน้ำหรอก มันอาจจะดูดซึมเข้าไปข้างใน แล้วอยู่ในรูปแบบสารละลายในผิว ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มีหลายๆแหล่งข้อมูลก็บอกว่า เกลืออุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวได้ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ ว่าจริงหรือไม่จริง และมันไปอุดตันได้อย่างไร แต่ถ้าให้เดา เกลืออาจจะไปตกผลึกในรูขุมขน ส่วนตรง Sebaceous gland หรือ ต่อมไขมัน ซึ่งองค์ประกอบหลักเป็นพวกไขมัน/น้ำมัน เกลือพวกนี้ไม่ละลายในไขมันและน้ำมัน และถ้ามีมากๆ อาจจะรวมตัวกันและตกผลึกอยู่ในนั้นก็ได้ (มั้ง)

หรือถ้าเช็ดน้ำเกลือเสร็จ แล้วไปเช็ดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มี Alcohol อีก ก่อนที่เกลือจะถูกดูดซึมเข้าผิว จะเกิดปรากฏการณ์ทางเคมีที่เรียกว่า Dehydration effect โดย Alcohol จะไปดึงน้ำออกจากสารละลายเกลือ และทำให้เกลือตกผลึกได้ง่ายขึ้น อาจจะบาดผิวได้

ส่วนหนึ่งของบทความเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลค่ะ อิงจากหลักวิทยาศาสตร์นิดหน่อย ถ้ามีความเห็นอย่างไร Discuss แลกเปลี่ยนความคิดกันได้นะคะ ยินดีค่ะ

สรุป:
จากรูป อยากบอกอะไร?
1. การขัดผิวเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป และไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความคม อย่างเกลือ (สครับน้ำตาล ยังไม่เคยเอามาส่องดูเหมือนกันค่ะ ถ้าอนาคตได้ Access เข้าใช้กล้องจุลทรรศน์ได้ จะถ่ายภาพมาอวดค่ะ)
2. เกลือขัดผิวมีความคมมาก ไม่ควรนำมาขัดหน้า
3. เกลือขัดผิวที่เอามาขัดตัว ไม่ควรขัดบ่อย ควรใช้อาทิตย์ละครั้งสองครั้งพอค่ะ
4. สครับเกลือที่มี AHA เช่น มะขามเปียก โยเกิร์ต หรือผลไม้อื่นๆ จะช่วยผลัดผิวออกได้มากกว่าเดิมอีก ควรเว้นช่วงการใช้หน่อย อย่าใช้บ่อยเกิน
5. น้ำเกลือ เอาไว้ล้างแผลดีกว่าไหม หรือเอาไว้ล้างหน้า ละก็ไปล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกทีน่าจะโอเคกว่าการเช็ดละปล่อยให้แห้งเองค่ะ

[Basic Cosmetic Science]-สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

[Basic Cosmetic Science]-สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

บทความวิชาการเรื่อง สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

 

สีผิวของแต่ละคน

 

สีผิว เกิดจากเม็ดสี หรือ ภาษาอังกฤษว่า Pigment จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด เช่น สัตว์บางชนิดเปลี่ยนสีได้ เพื่ออำพรางตัวเองกับสิ่งเเวดล้อม หรือสัตว์บางชนิดใช้สีผิวเพื่อสื่อสาร การสืบพันธุ์ รวมไปถึงการควบคุมความร้อน

 

สำหรับมนุษย์เรา สมัยโบราณ สีผิวเองก็เป็นเสมือนตัวแบ่งชนชั้น แบ่งเชื้อชาติ แล้วทำไมสีผิวของแต่ละคน แต่ละชาติ ถึงได้ไม่เหมือนกัน???

 

นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่ค่อยทราบแน่ชัดว่าทำไม สีผิวของแต่ละชาติถึงแตกต่างกันไป แต่ทราบว่า สีผิวเกิดขึ้นจากการผสมผสานกันของ Pigment หลายๆชนิดในผิวหนัง เกิดเป็นสีผิวที่มองเห็นภายนอกขึ้น

 

ซึ่ง Pigment ในผิวหนัง ที่สำคัญๆ มีดังนี้

  1. Oxyhemoglobin จาก Hemoglobin ในเส้นเลือดฝอย ให้สีแดง
  2. Deoxygenated hemoglobin ในหลอดเลือดดำ ให้สีฟ้า-น้ำเงิน
  3. Carotenoid จากอาหารที่รับประทาน ให้สีเหลือง-ส้ม
  4. Bilirubin เป็น Pigment ที่เกิดขึ้นตอนเม็ดเลือดแดงแก่ และถูกทำลายไปในม้าม ให้สีเหลือง
  5. Melanin เป็น Pigment ที่สร้างโดยเซลล์ Melanocyte ที่ผิวหนังชั้นนอก เป็น Pigment ที่มีบทบาทที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับสีผิว ซึ่งให้สี น้ำตาล-ดำ

Pigment 

Pigment พวกนี้ จะทำงานร่วมกับ รอยบนผิว (คือ ผิวจะมีร่องรอย แต่จะไม่ลึกเหมือนริ้วรอย เหมือนเราเห็นลายผิว ลายนิ้วมือ) และก็ไขผิวหนัง จากต่อมไขมัน เกิดเป็นสมบัติการสะท้อน-หักเหแสง เกิดเป็นสีผิวที่เรามองเห็นขึ้น

เมลานินมาจากไหน??

 

เมลานิน เป็น Pigment ชนิดหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญต่อสีผิวของคนเรา ซึ่งเมลานิน สามารถพบได้ทั้งใน พืช และสัตว์อื่นๆ ไม่ใช่แค่ในคน

 

ในคน เมลานินถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ที่ชื่อ Melanocyte ที่อยู่ในผิวหนังชั้นนอก ส่วนล่างสุด ที่เรียกว่า Basal layer หรือ Stratum basale บริเวณนี้จะมีเซลล์อยู่ 2 ชนิด ชนิดหนึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ผิวหนัง ที่เรียกว่า Keratinocyte กับอีกชนิดคือ Melanocyte ดังรูป

เมลาโนไซต์ บอลก

Melanocyte จะทำหน้าที่สร้างเม็ดสี ที่เรียกว่า Melanin จากกรดอะมิโน Tyrosine โดยเอนไซม์ Tyrosinase เป็นเอนไซม์หลักๆ ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน จนได้เป็นสารประกอบสายยาวๆ หรือ Polymer

 

Melanin ที่สร้างแล้วจะถูกเก็บไว้ใน Melanosome

 

Melanocyte จะมีกิ่งก้าน ยื่นออกไปทางชั้นนอกของผิวหนัง เรียกกิ่งก้านนี้ว่า Dendrite เจ้า Dendrite นี้จะทำหน้าที่ขนส่งเอา Melanin ที่สร้างแล้วในรูปของ Melanosome ไปยังเซลล์ผิวหนังต่างๆในหนังชั้นนอกเท่านั้น ไม่แพร่ลงไปที่ชั้นหนังแท้ เรียกกระบวนการขนส่งเมลานินนี้ว่า Melanin transportation

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่า Melanocyte 1 เซลล์ ทำหน้าที่ส่ง Melanosome ให้ Keratinocyte จำนวน 16-32 เซลล์ เราเรียกกลุ่มเซลล์ทั้งหมดที่รับ Melanosome จาก Melanocyte นี้ว่าเป็น Epidermal melanin unit (EMU)

 

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ถ้าเป็นผิวบริเวณเดียวกัน เช่น แก้ม ไม่ว่าคนขาวหรือคนดำ ก็จะมี Melanocyte เท่ากัน แต่ในแต่ละบริเวณของร่างกาย จะมีจำนวน Melanocyte ไม่เท่ากัน โดยผิวหนังที่สัมผัสแสงแดดจะมี Melanocyte มากกว่าในร่มผ้า และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ EMU ก็จะผิดไปจากเดิม ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำจากวัย (Aged-spot) ขึ้นมา

ประโยชน์ของ Melanin

 

Melanin สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายของร่างกายจากอันตรายในแสงแดด เวลาแสงแดด ส่องเข้ามาในผิวเรา ก็จะเกิดความร้อน และ อนุมูลอิสระ ที่จะไปทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า แบบเป็นลูกโซ่ ไม่จบไม่สิ้น แต่เมื่อมีสาร Anti-oxidant หรือ Melanin ก็จะสามารถหยุดกระบวนการลูกโซ่ของอนุมูลอิสระนี้ โดยตัวเองจะเสียสละไปจับกับอนุมูลอิสระแทนสารดีๆในเซลล์ผิว

 

หน้าที่ของ Melanin ในเซลล์ผิวมีดังนี้

 

  1. ดูดซับรังสี UV (คล้ายๆ Chemical sunscreen ค่ะ ช่วยกรองรังสี UV)
  2. Photoprotection คือการป้องกันจากแสงแดด ในที่นี้ก็หมายถึงช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของแสงแดด
  3. ช่วยควบคุมความร้อน
  4. ขจัดอนุมูลอิสระ โดยตัวมันเองจะไปจับกับอนุมูลอิสระ แทนเซลล์ในผิวหนัง เป็นที่มาของข้อ 5
  5. ป้องกันกระบวนการ Lipid peroxidation กระบวนการนี้คือ การที่ไขมันในผิวหนัง ถูก Oxidize โดยอนุมูลอิสระ หรือชีวโมเลกุลอื่นๆ เกิดเป็นไขมันที่มีความผิดปกติไป นำไปสู่ริ้วรอย ความเหี่ยว
  6. ป้องกันมะเร็งผิวหนัง ได้อย่างไร???

เพราะมะเร็งเกิดจากการที่ DNA เกิดการกลายพันธุ์ไป แล้วมีการแบ่งตัวสร้างเซลล์ที่ผิวปกติชนิดใหม่ๆ ออกมา กลายเป็นเซลล์มะเร็งค่ะ สาเหตุหนึ่งที่ DNA ถูกทำลาย ก็คือ อนุมูลอิสระ เข้าไปจับกับโมเลกุลของ DNA เกิดความผิดปกติขึ้น

  1. ปกป้องผิวหนังจากภาวะ Oxidative stress ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเกิดอนุมูลอิสระมากๆ ซึ่งจะไปทำลายโปรตีน ไขมันต่างๆ เกิดเป็นริ้วรอย และอย่างแย่ที่สุดก็อาจจะเป็น มะเร็งผิวหนัง
  2. ปกป้อง DNA ในเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
  3. ป้องกันการแก่ก่อนวัย จากข้อ 5 และ 6
  4. เป็นแรงดึงดูดทางเพศ เช่น บางคนชอบผิวสีแทน บางคนชอบผิวขาว ผิวน้ำผึ้ง

กลไกที่เป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว (Whitening)

 

คนเอเชียเราติดผิวค่านิยมผิวขาว ทั้งๆที่มีอีกหลายๆที่ในโลกที่ชอบไปอาบแดดให้มีผิวสีแทน ซึ่งก็เป็นมาแต่สมัยโบราณ เพราะในสมัยโบราณคนที่มีผิวขาวเนียน จะหมายถึงผู้ที่มีฐานะดี เป็นขุนนาง หรือเจ้านาย ที่ไม่ต้องทำงานกลางแดด เวลาผ่านไปแต่ค่านิยมนี้ก็ยังคงอยู่

ปัจจุบันเองก็มีผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวออกมาจำหน่ายเกลื่อนกลาด ทั้งแบบปลอดภัย แบบไม่ปลอดภัย และแบบที่ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยหรือเปล่า

แบ่งตัว

ที่ Epidermis ชั้นล่างสุด จะมีเซลล์ที่คอยแบ่งตัว และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างๆเรื่อยๆ เป็นเซลล์ผิวหนัง หรือ Keratinocyte ซึ่งมันจะถูกดันให้เคลื่อนที่ออกมาสู่ด้านนอกเรื่อยๆ และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นเซลล์ตายแล้ว แบนๆ พร้อมจะหลุดออกเป็นขี้ไคล

 

ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่เซลล์ถูกแบ่งตัวออกมา จนกระทั่งเคลื่อนที่มาอยู่ด้านนอกสุด และหลุดเป็นขี้ไคล จะกินเวลา 28 วัน บางคนอาจจะมาก หรือ น้อยกว่านี้ก็ได้ แต่เฉลี่ยอยู่ที่ราวๆนี้

 

ซึ่ง 28 วันนี้เอง ที่ควรจะเป็นระยะเวลาในการประเมิณประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ (เป็นเหตุว่า ทำไมงานวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ ส่วนมากจะใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 28 วัน)

 

เราสามารถเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวได้ โดยการใช้พวกสารลอกผิว เช่น AHA แต่ถ้าใช้บ่อยๆ มากๆ มันก็จะทำให้เซลล์ด้านล่างแบ่งตัวไม่ทัน ทำให้ผิวบางลง พอผิวบางก็จะมีผลให้สารต่างๆซึมลงไปได้ง่ายขึ้น มีความเสี่ยงไปกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันในผิวได้มากขึ้น จึงอาจจะแพ้ได้ง่ายขึ้น

 

กลไกที่เป็นไปได้ของสารไวท์เทนนิ่งในท้องตลาดมีดังนี้

กลไก

  1. การยับยั้งการสร้างสีผิวโดยการไปออกฤทธิ์ที่เอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างเมลานินจากกรดอะมิโนไทโรซีน มีตัวกระตุ้นหลายๆอย่าง เช่น ฮอร์โมน ความเครียด รังสี UV อนุมูลอิสระ เมื่อเอนไซม์ทำงานมากขึ้น ก็จะมีการสร้างเม็ดสีผิวเมลานินออกมามากขึ้น ทำให้ผิวคล้ำ แต่ถ้ามีการทำงานผิดปกติไปเป็นบางตำแหน่ง ก็จะเห็นเป็นจุดด่างดำเกิดขึ้น สารทำให้ผิวขาวส่วนใหญ่ในท้องตลาด ออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งหรือรบกวนการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างลดลง ผิวจึงค่อยๆขาวขึ้น ซึ่งปกติการที่เซลล์ผิวหนังจาก Basal cell จะโผล่มาถึงผิวชั้นนอกสุด จะกินเวลาประมาณ 28 วัน เรียกว่า 1 Cycle ของการผลัดผิว ดังนั้นการจะวัดประสิทธิภาพของ Whitening ที่ถูกต้องจะกินเวลา 28 วัน ถ้าเร็วกว่านั้น ให้สังเกตว่า อาจจะมีการใส่สารกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ลอกเอาเซลล์ผิวเก่าๆที่หมองออกไป ที่ผู้จำหน่ายเครื่องสำอางชอบกล่าวกันว่า “สารทำให้ผิวบาง” สารที่ออกฤทธิ์แบบนี้เช่น Kojic acid, Vitamin C, Grapeseed extract, Tranexamic acid, Arbutin, Hydroquinone (สารต้องห้ามในเครื่องสำอาง), สารสกัดจากชะเอม

 

  1. การยับยั้งการขนส่งเมลานินที่สร้างแล้ว ออกมาสู่เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte หรือ การยับยั้งไม่ให้เซลล์ Keratinocyte เอาเมลานินเข้าไปในเซลล์ ซึ่งเมลานินที่อยู่ใน Dendrite ของ Melanocyte จะไม่มีผลต่อสีผิว สารที่ออกฤทธิ์แบบนี้ เช่น สารสกัดจากลูกพรุน

 

  1. การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของ Melanosome ที่ถูกเซลล์ Keratinocyte กินเข้ามาแล้ว มีผลทำให้สีผิวจางลงได้ โดยการไปออกฤทธิ์ผ่าน cAMP ตัวอย่างสารที่ออกฤทธิ์แบบนี้เช่น Niacinamide หรือ วิตามินบี 3

 

  1. กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าๆออก หรือการลอกผิว เช่น AHA, BHA หรือตัวเก่าๆ เช่น Resorcinol หรือตัวยา Tretinoin (ตัวนี้ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง) ที่จะขจัดผิวออกไปได้รุนแรง เมื่อใช้ไปนานๆอาจจะทำให้ผิวบางและแพ้ง่ายได้ หรือสารสกัดพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว จะอ่อนโยนกว่า

 

  1. อำพรางด้วย Pigment เช่น Pigment สีขาวอย่าง Aluminium hydroxide, Titanium hydroxide, Boron หรือ Pigment สีเนื้อ ตระกูล Iron oxide หรือ Pigment ที่สะท้อนแสงได้ เช่น Mica พวกนี้จะขาวเฉพาะตอนทา เวลาล้างออกก็จะถูกล้างออกไป กลับสู่สภาพเดิม

 

  1. ย่อยสลาย Melanin ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ โดยใช้เอนไซม์ Lignin peroxidase ที่ได้จากเชื้อราบางชนิด ทำงานร่วมกับ Hydrogen peroxide (ที่อันตรายต่อผิว) จะไปทำลาย Melanin บนผิว หรือไป Oxidize Melanin ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไป สีจางลง ทำให้ผิวขาวขึ้นในทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะ เกิดการผลัดเซลล์ผิว ผิวที่ดำที่อยู่ข้างใน ก็จะออกมาเหมือนเดิม กรณีนี้จะต้องมีผลิตภัณฑ์สองขวด เหมือนน้ำยาเปลี่ยนสีผม แต่จากการสำรวจ ยังไม่พบว่ามีผลิตภัณฑ์แบบนี้อยู่ในตลาด

 

  1. Sunscreen ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด เพราะแสงแดดกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างเมลานินมากขึ้น และยังทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบต่างๆในผิวด้วย

 

  1. ระงับการอักเสบ เนื่องจากกระบวนการอักเสบที่เกิดในผิวจะทำให้เกิดการสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น ตัวอย่างสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเช่น Salicylic acid, สารสกัดจากพืชที่เป็น Anti-oxidant ส่วนใหญ่

 

ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ดี ควรมีหลายๆกลไกเสริมฤทธิ์กัน เพราะว่าการดูแลด้วย สารที่มีฤทธิ์ยับยั้ง Tyrosinase อย่างเดียว มักจะไม่ได้ผล เพราะเอนไซม์นี้อยู่ใน Melanocyte ที่ Basal layer ซึ่งเป็นชั้นล่างสุดของผิวหนัง สารส่วนมากจะซึมลงมาไม่ถึง เว้นแต่ว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีนำส่งพิเศษ ที่อาศัยเครื่องมือชั้นสูง สลับซับซ้อน (ซึ่งไม่สามารถทำได้ในระดับโรงงานขนาดเล็กๆทั่วไป) และพวกตัวนำส่งแบบนี้มักจะมีความคงตัวต่ำ แม้จะมีฤทธิ์ในระดับหลอดทดลอง แต่พอมาอยู่ในตำรับ ในผลิตภัณฑ์ ก็จะแตก จะเสียสภาพไป ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี

 

ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ดี ควรเห็นผลในช่วง 28 วัน ถ้าไวกว่านี้ ให้สันนิษฐานว่า อาจมีสารกระตุ้นการผลัดผิว ที่ถ้าใช้ไปนานๆ ก็จะทำให้ผิวบางและแพ้ง่าย และสุดท้ายนี้ อย่าลืมใช้กันแดดทุกครั้ง แม้ว่าแดดจะไม่ออกก็ตาม เพราะอันตรายจากแสงแดด ไม่ได้มีแค่ความดำกับความร้อน

 

เอกสารอ้างอิง

Loy CJ and Govindarajan R. (2008) in Dermatologic, Cosmeceutic, and Cosmetic Development. p. 61-88

Maibach HI and Zhai H (2009). Handbook of Cosmetic Science and Technology, 3rd edition. p.587-593