Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มวิตามินเอตัวดัง Liftactiv retinol serum จาก Vichy ที่พัฒนามาด้วยส่วนผสมที่เสริมกันอย่างลงตัว

สำหรับคอนเท้นท์นี้จะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มเรตินอลสุดปังจากฝรั่งเศสของแบรนด์ Vichy ที่มีชื่อว่า Liftactiv Retinol Specialist Deep Wrinkles Serum หรือ ที่มีชื่อย่อๆ ในวงการว่า Vichy Liftactiv Retinol Serum

ซึ่งตัวกล่องจะมีหน้าตาประมาณนี้

เวลาไปที่ร้านก็จะมีกล่องที่มีภาษาไทยหุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่ง ประมาณนี้

ตัวแพคเกจจริงจะเป็นขวดแก้วสีขาวทึบแสง เวลาซื้อมาทางแบรนด์จะแยกหัวหยดไว้ให้เราประกอบเองค่ะ

พอประกอบแล้วจะได้หน้าตาประมาณนี้

เราสามารถที่จะบีบๆ ตรงปากหัวหยด เพื่อช่วยให้เนื้อเซรั่มไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ปริมาณที่แนะนำในการใช้จากทางแบรนด์ก็คือ ประมาณ 2 – 3 หยด ทาเฉพาะตอนก่อนนอน และในช่วงกลางวันให้ใช้กันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 เพราะจะได้ป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำลายจนเกิดริ้วรอย หรือ จุดด่างดำ

เนื้อของผลิตภัณฑ์มาในรูปแบบน้ำนม ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสเบา สบายผิว ไม่เหนอะหนะ แต่ยังคงความชุ่มชื้นเอาไว้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 6 – 7

สำหรับท่านที่ไม่เคยใช้เรตินอลมาก่อน ทางแบรนด์ก็แนะนำว่า ให้ค่อยๆ ปรับการใช้

  • สัปดาห์แรก ใช้ 2 ครั้ง/สัปดาห์
  • สัปดาห์ต่อมา ใช้วันเว้นวัน
  • สัปดาห์ที่ 3 ใช้ทุกวัน

ซึ่งเราก็สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมค่ะ เช่น ถ้า ใช้วันเว้นวันแล้วรู้สึกผิวแดง เคืองผิว เราก็ลดความถี่ในการใช้ลงแล้วค่อยๆ ปรับเพิ่ม เพื่อให้ผิวเราปรับตัวและชินกับเรตินอล

หรืออาจจะใช้อีกวิธีหนึ่งที่ทางแบรนด์แนะนำ คือ การใช้ Sandwich Technique (ทา moisturizer ที่ใช้เป็นประจำก่อน – ทา retinol serum – ทา moisturizer ตบท้าย) หรือ ลงพรีเซรั่มก่อนใช้เซรั่มเรตินอล

ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่ใช้เรตินอลเป็นประจำอยู่แล้ว เลยใช้แทนตัวที่ใช้อยู่ได้เลย เมื่อใช้ของ Vichy ชิ้นนี้เลยรู้สึกว่าเขาทำมาดีเหมือนกันค่ะ

สำหรับส่วนผสมจะเป็นดังนี้ค่ะ

ทางเพจได้จัดหมวดหมู่ของสารบำรุงผิวและสารอื่นๆ ไว้เป็นกลุ่มสี

สำหรับพระเอกของผลิตภัณฑ์ ก็คือ Retinol เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ ซึ่งทางแบรนด์ใช้ที่ความเข้มข้น 0.2% โดยทางแบรนด์เคลมว่า เป็นความเข้มข้นที่ให้ประสิทธิภาพดี แต่ยังคงความอ่อนโยนเอาไว้ ไม่ระคายเคืองมากจนเกินไป (ปกตินิยมใช้ที่ 0.1 – 0.3% แม้ว่าการเพิ่มความเข้มข้นมีแนวโน้มว่าจะให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่ยิ่งความเข้มข้นสูง ก็จะมีโอกาสในการเกิดการระคายเคืองสูงกว่า)

ประโยชน์ของ Retinol นั้นเรียกได้ว่ามีมากมายหลายอย่าง เด่นไปในทางด้านของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ ตัวน้องจะออกฤทธิ์ที่หลายระดับชั้นผิว จึงให้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งในแง่ของการปรับสมดุลการสร้าง-แบ่งตัว-เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่และการผลัดออกของผิวในหนังกำพร้า เสริมการสร้างพวกเส้นใยไฟเบอร์ต่างๆ ที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้ รวมถึงไปลดการสังเคราะห์เอนไซม์ MMP ที่ไปทำลายคอลลาเจน

ตามทฤษฎีแล้ว Retinol นี่ถือว่าเป็นสารที่วงการแพทย์ยอมรับตัวหนึ่งในด้านของการเป็น Anti-aging ดูแลเรื่องผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ริ้วรอย

ในวงการทางผิวหนังมีการศึกษาประสิทธิภาพของ Retinol อยู่หลายชิ้นงานเหมือนกัน ขอหยิบยกมาเล่า 2 ชิ้น ที่คิดว่าน่าสนใจ

การทดสอบแรกของ Kong และคณะ เมื่อปี 2016 ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology มี 2 การทดลองย่อย

  • งานแรกทดสอบประสิทธิภาพของเรตินอล 0.1% เทียบกับกรดวิตามินเอ 0.1% โดยให้อาสาสมัคร 6 คน (ชาย 3 หญิง 3) ทาบริเวณแขน แล้วเก็บชิ้นเนื้อมาตรวจ พบว่าผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหนาตัวขึ้น และปริมาณยีนที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนมีมากขึ้น (คือ มีการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน) ทั้งบริเวณที่ทาด้วยเรตินอล และกรดวิตามินเอ
  • งานถัดมาทดสอบประสิทธิภาพของเรตินอล 0.1% ในอาสาสมัครหญิง อายุระหว่าง 35 – 55 ปี จำนวน 41 คน โดยให้ทา Retinol วันเว้นวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ และทาทุกวันอีก 10 อาทิตย์ พบว่าริ้วรอยจางลง และริ้วรอยที่มีอยู่ตื้นขึ้น

(Ref: Kong et al., J Cosmet Dermatol. 2016;15(1):49-57.)

อีกการทดสอบหนึ่งที่ตนเองคิดว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การทดสอบของ Shao และคณะ เมื่อปี 2017 ตีพิมพ์ลงในวารสาร International Journal of Cosmetic Science ใช้อาสาสมัครที่มีอายุเฉลี่ย 76 ปี จำนวน 12 คน ให้ทาเรตินอล 0.4% ลงบริเวณก้น ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่โดนแสงเลย เป็นเวลา 7 วัน เทียบกับผลิตภัณฑ์เบส เพื่อตัดผลรบกวนจาก UV ในการศึกษาประสิทธิภาพด้าน Anti-aging ของเรตินอล

พบว่า

  • ผิวหนังชั้น Epidermis (หนังกำพร้า) มีความหนาตัวเพิ่มขึ้น โดยมีการแบ่งตัวของเซลล์ Keratinocyte เพิ่มขึ้น
  • ปริมาณเส้นใย Extracelular matrix (ECM) ในชั้นหนังแท้เพิ่มขึ้น โดยไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สร้าง collagen, fibronectin และ elastin ออกมา
  • การไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงผิวดีขึ้น ผ่านการกระตุ้นการสร้างเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial cells)

(Ref: Shao et al., Int J Cosmet Sci. 2017;39(1):56-65.)

ผลของ Retinol ที่ระดับชั้นหนังกำพร้า จะสามารถเห็นได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน และผลที่หนังแท้ จะใช้เวลานานกว่านั้น อยู่ในช่วงเดือน หรือระดับหลายเดือน ซึ่งตรงนี้ก็ตรงกับที่แบรนด์เคลม คือ รู้สึกได้ตั้งแต่เดือนแรกที่ใช้

แต่ต้องระวังเรื่องของความไวต่อแสง ดังนั้นจึงต้องทากันแดดทุกเช้า

สำหรับเรื่องของผลของสาร Retinol ต่อทารกในครรภ์นั้น แม้ว่าข้อมูลจะไม่ได้ชัดเจน 100% ว่าเป็นพิษต่อทารกในครรภ์แบบกรดวิตามินเอ ที่ชื่อ Tretinoin หญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ก็ไม่ควรใช้อยู่ดี

สารบำรุงอื่นที่เสริมมาแล้วมีความเด่นในเรื่องริ้วรอยไม่แพ้กัน คือ ตัวผสมของเปปไทด์ 2 ชนิด Palmitoyl tetrapeptide-7 กับ Palmitoyl tripeptide-1 เป็นตัวผสมที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า MatrixylTM 3000 เป็นการเลือกใช้เปปไทด์ที่เป็นสารในกลุ่ม Matrikine (หรือ Messenger peptide) เบลนด์กัน 2 ชนิด ที่เน้นฟื้นฟูปัญหาริ้วรอยที่เกิดตามอายุ

  • การทดสอบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่า เสริมการสังเคราะห์เส้นใยที่เป็น Extracellular matrix (ECM) ในกลุ่มของ Collagen Type 1, Fibronectin และ Hyaluronic acid ที่ Dermis และปกป้องไม่ให้เส้นใยเหล่านี้ถูกทำลาย
  • การทดสอบในผิวหนังที่เลี้ยงในหลอดทดลอง พบว่า ช่วยปรับสมดุลและสัดส่วนของเส้นใย ECM ในผิวที่ Aging ไปแล้ว ให้มีสัดส่วนกลับมาคล้ายกับผิวที่ยังเยาว์
  • การทดสอบในอาสาสมัคร พบว่ามีประโยชน์ในการลดเลือนริ้วรอย

Probiotic fractions ที่เป็นสิทธิบัตรของทาง Vichy (Vitreoscilla ferment) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการปรับสมดุลไมโครไบโอมให้ผิวมีสุขภาพดี ยังมีการทดสอบโดยทางแบรนด์พบว่ามีคุณสมบัติในการผลัดผิวอ่อนๆ และช่วยให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect)

สามารถสรุปกลไกการออกฤทธิ์ของสารบำรุงในตำรับได้เป็นดังภาพนี้

นอกจากสารบำรุงหลักแล้ว ในผลิตภัณฑ์ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่ด้วย

มีสารอีกตัวที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) คือ Hydroxyacetophenone ตัวนี้เป็นสาร Antioxidant ในกลุ่มฟีนอลิกที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งนอกจากปกป้องสารในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพไปแล้ว น้องยังมีคุณสมบัติในแง่ของการให้ความรู้สึกสบายผิวมาพร้อมๆ กัน

เติมน้ำให้ผิวต่ออีก 1 Step ด้วย Sodium hyaluronate และ Hydrolyzed rice protein และมีน้ำมันจากถั่วเหลือง ซึ่งให้ความชุ่มชื้นและทดแทนไขมันจำเป็นคืนให้แก่ผิว

เสริมมาด้วย Antioxidant อย่างวิตามินอี และ สารที่มีชื่อว่า Pentaerythrityl tetra-di-t-butyl hydroxyhydrocinnamate ตัวนี้รู้จักกันในชื่อ Tinoguard® TT ที่เป็น Antioxidant กลุ่มฟีนอลิกสังเคราะห์เช่นกัน ทำหน้าที่ปกป้องสารในตำรับไม่ให้เสื่อมสภาพ

การใช้ Antioxidant มาเสริมกันเพื่อปกป้องวิตามินเอ (เรตินอล) ไม่ให้เสื่อมสภาพของทางแบรนด์ ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Retinol guard™ ที่คงความสเถียรของเรตินอลได้เป็นอย่างดี ไม่เสื่อมสลายก่อนจะมาถึงผิวเรา

ส่วนของเบส เป็นเบสแบบน้ำนม ที่เลือกใช้กลุ่มของ สารไขมันที่มีความบางเบา แต่ก็คงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ และส่วนผสมอื่นๆ ก็เลือกมาได้เป็นอย่างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง นอกจากวิตามินเอ รูปแบบ Retinol ที่เด่นในแง่ของการดูแลริ้วรอย ปัญหาผิวหย่อนคล้อย รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น (Aging skin) แล้ว ยังเสริมมาด้วย Peptide ที่โดดเด่นในแง่ของการดูแล Aging skin ไปพร้อมๆ กัน ดูแลปัญหาการระคายเคือง ด้วย Probiotic fraction และ Hydroxyacetophenone เติมน้ำ และทดแทนไขมันธรรมชาติคืนให้สู่ผิวไปพร้อมๆ กัน จึงถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี สำหรับเซรั่มวิตามินเอ Vichy Liftactive ตัวนี้ จึงขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ในส่วนของเบส นั้นเลือกใช้สารกลุ่มน้ำมันที่มีเนื้อบางเบา และมีการใช้สารเสริมเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพของเรตินอล และดูแลเรื่องการระคายเคืองไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว แต่มีแอลกอฮอล์ติดมาอยู่นิดหน่อย จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวเป็นคนที่ใช้วิตามินเอ มาหลายปี จึงหยุดตัวเก่า แล้วใช้ตัวใหม่นี้เลย โดยใช้ทุกวัน ก็ไม่ได้พบปัญหาระคายเคือง หรือความรู้สึกไม่สบายผิวแต่อย่างใด แม้จะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ แต่ตัวเองก็คิดว่า สารไขมันอื่นในเบสนั้นยังดูแลเรื่องความชุ่มชื้นได้อยู่ ในส่วนของความเรียบเนียน การแต่งหน้าติดทนนานมากขึ้น ถือว่าน้องทำมาได้ตอบโจทย์ สำหรับเรื่องของริ้วรอย ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาริ้วรอยทั้งแบบลึกแบบตื้น แบบจริงจัง จึงอาจจะยังตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าเอาตามความรู้สึกคือความแน่น เฟิร์ม จับๆ กดๆ แล้วรู้สึกเด้งไม่กลวงไม่เละ อันนี้คิดว่าทำมาได้ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณทางแบรนด์ Vichy ประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งสินค้าดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/VichyTH/

ส่วนใครที่คันไม้คันมือแล้วอยากช็อปปิ้ง เรียนเชิญได้ตามช่องทางที่สะดวกเลยค่ะ

LazMall: https://invol.co/cljetlk

Shopee Mall: https://invl.io/cljetlr

Watsons: https://invol.co/cljetmc

Disclaimer/Conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Vichy ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

[Preview] ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สุดปังจาก Biobalance

เมื่อช่วงต้นเดือนทีผ่านมานี้ ทาง Biobalance ประเทศไทยได้นำเอาสินค้าความงามเข้ามาจำหน่ายในไทยอีกหลายรายการเลย

วันนี้เลยขออัพเดทให้ได้ชมกัน พร้อม Preview นิดหน่อยพอเป็นพิธีค่ะ

แบรนด์ Biobalance นั้นเป็นแบรนด์เวชสำอางที่น่าสนใจแบรนด์หนึ่งนะคะ ด้วยความที่ทางทีมผู้พัฒนาสูตรเลือกส่วนผสมจากธรรมชาติมาเบลนด์รวมกันอย่างลงตัว และตัวสินค้าเองก็มีราคาที่ย่อมเยา ไม่แพง จับต้องได้ เข้าถึงง่ายค่ะ

ส่วนตัวเคยทำ Brand introduction ไว้ หากท่านใดสนใจรับชมสามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ได้เลยค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/08/26/brandintro-biobalance/

และ ได้รีวิว Eye cream ที่น่าสนใจ ราคามิตรภาพไว้ที่ลิงค์นี้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2022/09/23/biobalance-eye/

สำหรับสินค้าใหม่จากทาง Biobalance นั้นพึ่งวางจำหน่ายไปเมื่อ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมาค่ะ โดยขอเริ่มที่ 3 ชิ้นนี้ก่อนนะคะ

มีหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

ตอนแรกที่เห็นเจ้ากล่องเหลืองๆ คือแบบ อันนี้อะไร ทำไมดูคลีนๆ ดูไปดูมาก็น่ารักดี

น้องชื่อ Hello clean Brightening cleansing balm with pure vitamin C

น้องเป็น Cleansing balm เนื้อนุ่ม แว่บแรกที่เปิดกระปุกมา ดูเหมือนจะแข็งนะคะ แต่เอาช้อนตักเข้าไปคือนุ่มมาก เหมือนไอศกรีมเลย

Hello clean มีส่วนผสมของวิตามินซี ร่วมกับสารสกัดจากดอก Porcelain (Hoya lacunosa flower extract) เข้าใจว่าน่าจะหมายถึง Crodarom® Porcelain Flower (INCI: Caprylic/Capric Triglyceride (and) Hoya Lacunosa Flower Extract) ทางผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมไปในเชิงของการให้ความรู้สึกสบายผิว ลดความระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้นและเป็น Antioxidant

ความน่ารักจุดแรกอยู่ที่น้องจะเปลี่ยนเนื้อจากบาล์มนุ่มๆ กลายเป็นออยล์ที่ให้สัมผัสหรูหราแบบ Silky เมื่อเรานวดวนๆ ไป ตอนล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ ผิวเราจะนุ่มมากเว่อร์

ส่วนตัวแนะนำให้ใช้เป็นเทคนิค Double clean นะคะ นวดๆ วนๆ จนฉ่ำใจ แล้วไปล้างด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าต่ออีกครั้ง มันจะฟินมาก

ความน่ารักจุดที่สองอยู่ที่ เราไม่ค่อยเห็นใครเคลมเกี่ยวกับการล้าง Sunscreen บนพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเท่าไหร่ แต่น้อง Hello clean เคลมว่าทำได้ค่ะ ก็ถือเป็นอะไรที่ดูน่ารักและน่าสนใจไปอีกแบบ

ถัดมาจะเป็นกลุ่มที่ทางแบรนด์เรียกว่า Super serum ซึ่ง ณ ขณะนี้ที่เข้ามาในบ้านเรามีด้วยกัน 2 สูตร คือ สูตร Pure vitamin C ที่เป็นวิตามินซีในความเข้มข้น 10% และ สูตร Retinol’E ซึ่งเป็น วิตามินเอ รูป Retinol 0.3% ร่วมกับ วิตามินอีรูป Tocopheryl acetate + Tocopherol รวม 2% ค่ะ

ตัวภาชนะเป็นขวดสีชาที่มีดรอปเปอร์นะคะ

สำหรับส่วนผสมของ Pure vitamin C นั้นมาแบบเรียบง่าย คลีนๆ ลีนๆ คือ เป็นวิตามินซี Ascorbic acid ละลายใน Propanediol ที่มีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดีค่ะ มีกันอยู่แค่ 2 ส่วนผสม ตรงตาม Concept ‘The less is more’ เป๊ะๆ

ส่วนตัว Retinol’E นั้น เป็นเบสแบบออยล์นะคะ อาศัย Coco-caprylate/caprate ที่เป็นออยล์ดัดแปลงจากน้ำมันมะพร้าว มีน้ำหนักเบา ไม่เหนอะหนะเป็นเบสหลัก ละลายเอาเรตินอล และวิตามินอีเอาไว้ เสริมมาด้วย Squalane เคลือบผิวให้ชุ่มชื้น และ Bisabolol ที่พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น คาโมมายล์ มีความเด่นในด้านการลดการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของสินค้าชุดใหม่นี้สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยค่ะ

Facebook: https://www.facebook.com/BiobalanceOfficialThailand

Official LazMall: https://invol.co/cle62s0

Official Shopee Mall: https://invle.co/cle62tp

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Biobalance สาขาประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Update! เมื่อฉันใช้ Vitalift สูตรสีดำ Renew youth RetinAL ของ Dr.Different ครบ 3 เดือน

วันนี้ขอมาอัพเดทผลการใช้งานครีม Retinal ตัว Top สุดของ Dr.Different ที่มีชื่อว่า VITALIFT: Renew Youth RetinAL ที่เคยรีวิวไว้เมื่อเดือนก่อนตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

>>Link review Vitalift Renew youth RetinAL

ขอเอาหน้าตาของน้องมาอวดอีกรอบนะคะ

สำหรับผลการใช้งานขอเริ่มจากภาพรวมก่อน

ถ้าถามความเห็นส่วนตัว คิดว่าครีมตัวนี้เริ่มให้ประโยชน์ในแง่ของความกระชับ ยืดหยุ่น ความละเอียดของผิวได้ตั้งแต่ช่วง ราวๆ 1 – 2 เดือนแล้วนะคะ เมื่อยิ่งใช้นานขึ้นจนครบ 3 เดือน ผิวก็จะยิ่งละเอียดมากขึ้น เวลาแต่งหน้าก็จะตกร่อง ตกหลุมน้อยลง ติดทนนานมากขึ้น

ส่วนตัวคิดว่าสูตรนี้ไม่ได้ทำให้ผิวแห้งเหมือนกับตัวสูตรเดิม เพราะตอนที่ใช้สูตรเดิมทาคอ แล้วคอแห้งลอกคัน แต่สูตรนี้ใช้ทาคอด้วยแต่ไม่เจอปัญหา ทั้งๆ ที่เข้าหน้าหนาวแล้วและอากาศแห้งกว่าตอนช่วงที่ลองใหม่ๆ (กันยายน ช่วงฤดูฝน)

ขอเทียบอีกภาพที่ใช้ฟังก์ชั่นปรับความคมชัดเพื่อดูลักษณะของผิวผ่านโปรแกรม Photoscape ที่ระดับเดียวกัน ถ้าตัดประเด็นเรื่องสีผิวออกไปเพราะอาจจะเกิดจากปริมาณแสง ความห่างของกล้อง การวางกล้อง ฯลฯ จะพบว่าผิวดูละเอียดมากขึ้น ความหยาบลดลง และ รูขุมขนดูเล็กลง ซึ่งสอดคล้องไปกับความรู้สึกนุ่ม และการตกร่องของเมคอัพที่รู้สึกได้ และเมื่อใช้ครบ 3 เดือน ความรู้สึกดีพวกนี้ก็ชัดขึ้น

ถ้าดูจากภาพเทียบกันระหว่าง Day 0 กับ Day 90 จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงของขนาดและรูเปิดของรูขุมขนมากขึ้น

โดยรวมไนท์ครีมตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่น่าสนใจทั้งในด้านของส่วนผสม และการใช้งาน แล้วถ้าใช้ครบ 6 เดือน จะมาอัพเดทกันอีกรอบนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Facebook: Dr.Different Thailand

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมครีมบำรุงรอบดวงตาและลำคอ Dr.Different Vitalift-A Eye & Neck ความเก๋ไก๋ที่มีมากกว่าครีม Vita-A สูตรปกติ

ทีเด็ดของ Dr.Different ยังไม่หมดนะคะ วันนี้เรามาดูรีวิวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตาและลำคอในกลุ่ม Vita-A อีกชิ้นกันดีกว่าค่ะ

สำหรับครีมตัวนี้ก็เรียกได้ว่าทำมาได้ดีไม่แพ้กับพี่น้องชิ้นอื่นๆ ในไลน์เลยหละ หน้าตาของน้องเป็นประมาณนี้นะคะ

มาถึงจุดนี้เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามในใจ เอ๊ะ ฉันมี Vita-A แล้ว ฉันยังต้องมีอันนี้ด้วยหรอ

คำตอบคือ สูตรของ Eye & neck มีการปรับส่วนผสมให้เหมาะสมกับการลดเลือนริ้วรอยให้แลดูจางลงมากกว่าสูตรเดิมค่ะ เดี๋ยวเราค่อยไปดูกันในช่วงวิเคราะห์ส่วนผสมนะคะ

กลับมาที่ตัวผลิตภัณฑ์ค่ะ

ด้านในจะยังคงคอนเซปท์ดีไซน์ไว้ในรูปแบบเดิม เพียงแต่ใช้คำว่า Eye and Neck เพิ่มเข้ามา

สำหรับเนื้อครีมจะคล้ายกับสูตรอื่นๆ ในกลุ่มที่ได้รีวิวไปนะคะ

ก่อนเกลี่ย

หลังเกลี่ย

มาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

จากส่วนผสมจะเห็นว่าออกมาคล้ายกับ Vita-A สูตรเดิมเพียงแต่จุดที่แตกต่างมีดังนี้ค่ะ

  • เพิ่มส่วนผสมของวิตามินบี 3 (Niacinamide) เข้ามา
  • เพิ่ม Peptide เข้ามา 11 ชนิดตามแบรนด์เคลม + Palmitoyl tetrapeptide-7 โดยรวมมีประโยชน์ในด้านของการกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ชะลอวัย ป้องกันริ้วรอยใหม่ มีประโยชน์ให้ริ้วรอยเก่าแลดูจางลง

โดยจะขอหยิบเอาเปปไทด์บางตัวที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังค่ะ

  • Hexapeptide-9 ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำนวน 6 ตัว (NH2Gly-Pro-GlnGly-Pro-Gln-OH) ที่มีหน่วยซ้ำของ Glycine-Proline-Glutamine 2 หน่วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยคอลลาเจน ทางผู้ผลิตเจ้าหนึ่งเคลมว่า หน่วย Glycine-Proline-Glutamine เป็นส่วนสำคัญของคอลลาเจน จึงมีประโยชน์ในการเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิว โดยเฉพาะ Collagen IV และ VII ซึ่งเป็นองค์ประกอบของชั้น Dermal-Epidermal Junction หรือ DEJ ที่ทำหน้าที่พยุงเอาชั้นผิวหนังภายนอกไว้ ไม่ให้ยุบตัวลงมาเกิดเป็นริ้วรอยลึก และเสริมกระบวนการ Wound healing  (A&PEP, Inc.)
  • Palmitoyl tripeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว มาจับอยู่กับสายของกรดไขมัน Palmitic acid ซึ่งจุดนี้ผู้ผลิตเคลมว่า มีประโยชน์ในการเสริมการดูดซึมสาร และลดการเกิดการระคายเคือง สารนี้มีประโยชน์โดยเสริมการสังเคราะห์ Collagen, hyaluronic acid, และ glucosaminoglycan จึงมีส่วนในด้านของการเก็บน้ำรักษาความชุ่มชื้นของผิว และยังกล่าวว่ามีประโยชน์ในการฟื้นฟูไขมันต่างๆ ที่อยู่ระหว่างผิว ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ผิวจึงแข็งแรงขึ้น (A&PEP, Inc.)
  • Tripeptide-29 เป็นเปปไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ตัว มีโครงสร้างคล้ายกับหน่วยย่อยของ Collagen จึงมีชื่อเล่นๆ ว่า Collagen tripeptide มีประโยชน์ในด้านของความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน

เปปไทด์เหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องลดริ้วรอย แต่เปปไทด์หลายชนิดมีประโยชน์ต่อผิวหลายประการ จึงเรียกได้ว่า เซรั่มหลอดน้อยๆ หลอดนี้พร้อมดูแลปัญหาผิวหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อย

สำหรับในด้านของเทคโนโลยี สูตรนี้ยังคงใช้เทคโนโลยีนำส่งแบบ Multilamellar vesicle เหมือนสูตรอื่นๆ ในกลุ่ม Vita-A เช่นกัน

(สามารถตามไปอ่านรีวิวของ Vita-A ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://miyeonthereviewer.com/2021/01/08/dr-diff-va-1mo/)

โดยการใช้ Retinal เพื่อการลดเลือดและดูแลปัญหาริ้วรอยนั้นมีการศึกษาทางคลินิกรับรองอยู่หลายชิ้นเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับการใช้ Retinal คู่กับ Multi-peptide นี้ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Double effect เพื่อดูแลปัญหาได้อย่างตรงจุด ทั้งจากต้นเหตุ คือ ป้องกันการสลายตัวของคอลลาเจนเพราะความเครียดหรือรังสี UV รวมไปถึงเสริมการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผิวจึงมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

ซึ่งอันที่จริง Retinal ตัวเดียวก็มีประโยชน์ในเรื่องของการเสริมการสร้างคอลลาเจนใหม่แล้ว เมื่อมาใช้ร่วมกันจึงให้ประโยชน์เสริมกันได้อย่างลงตัว

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/HackBeautyLab

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/3VS5nWYjkY

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

Update ผลการใช้ Dr.Different Vita-A PhD ครบ 3 เดือน

สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้ก็เป็น Content update ผลการใช้งาน Dr.Different Vita-A ครบ 3 เดือนนะคะ

โดยครีมวิตามินเอ ของ Dr.Different เป็นครีมวิตามินเอที่ใช้ Retinaldehyde เป็นสารบำรุงหลักค่ะ นำมาเก็บกักในถุงไลโปโซมที่มีผนังหลายชั้นเพื่อเสริมความคงตัว การนำส่ง และลดการระคายเคือง

เรามาดูหน้าตาของน้องกันอีกรอบนะคะ

ซึ่งตอนนี้น้องเปลี่ยนแพ็คเกจแล้วนะคะ

และน้องยังได้รับรางวัลอีกมากมายด้วยค่ะ

บทรีวิวของ Vita-A สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

https://miyeonthereviewer.com/2021/01/08/dr-diff-va-1mo/

ในด้านของผลการใช้งานหลังครบ 3 เดือน โดยรวมรู้สึกว่าผิวดีขึ้น ละเอียดขึ้น นุ่ม และแน่นขึ้น รอยแดง และรอยเส้นเลือดดูจางลง การแต่งหน้าก็ทำได้ง่ายขึ้นรองพื้นและแป้งตกร่องตามรูขุมขนน้อยลง ติดทนนานมากขึ้น แม้ในภาพอาจจะไม่ค่อยชัดมากเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวยังมองว่าพอดูได้นะคะ

ลองเทียบกันระหว่างก่อนใช้กับหลังใช้ได้ 12 สัปดาห์

Disclaimer: Sponsored item

Image

อัพเดทสภาพผิวหลังใช้ Dr.Different Vita-A Night Cream ได้ 2 เดือน

สวัสดีค่ะทุกท่าน

เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะผ่านตารีวิวมหากาพย์ Dr.Different Vita-A night cream มาแล้วนะคะ

(ส่วนใครที่พลาด สามารถตามไปรับชมได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ >>Click<<)

มาดูหน้าตาน้องกันอีกรอบนะคะ

ผลลัพธ์โดยรวมเป็นดังภาพนะคะ

โดยรวมส่วนตัวรู้สึกว่า ผิวละเอียดขึ้น และอวบอิ่มขึ้นนะคะ และดูเหมือนรอยเส้นเลือดจางลงค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังรู้สึกว่าผิวนุ่มฟูมากขึ้นค่ะ เราลองเทียบระหว่าง ก่อนใช้ กับ หลังใช้ 2 เดือน (สัปดาห์ที่ 8) อีกทีนะคะ

ปล.ควบคุมแสงโดยใช้ Flash ถ่ายในเวลาใกล้เคียงกัน ที่ระยะห่างใกล้เคียงกัน

ในภาพอาจจะดูไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นะคะ

เราจะมาอัพเดทอีกครั้งในช่วง 3 เดือนค่ะ 🙂

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม ครีมวิตามินเอสุดเนี้ยบจาก Dr.Different Vita-A cream พร้อมผลการใช้งาน 1 เดือน

สวัสดีค่ะ

เมื่อวันก่อนมี่มา Preview ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vita A ของแบรนด์ Dr.Different ไป วันนี้เลยจะมารีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมและเทคโนโลยีที่ทางแบรนด์ใช้ให้ได้ชมกันนะคะ

สำหรับ Preview ถ้าท่านใดพลาด สามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2020/12/18/preview-drdiff/

วันนี้จะมาเจาะลึกผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vita A ทั้ง 3 สี ว่าแต่ละสีต่างกันอย่างไร และมี Step การใช้แบบไหน

ขอยกรูปเดิมขึ้นมาอีกรอบค่ะ

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vita A ของ Dr.Different มีด้วยกัน 3 สูตร 3 สี นะคะ

  • สีส้ม Vita-A cream มีปริมาณ Retinaldehyde 0.05%
  • สีแดง Vita-A cream forte มีปริมาณ Retinaldehyde 0.10%
  • สีม่วง Vita-A cream Ph.D. มีปริมาณ Retinaldehyde 0.12%

ตัวเซรั่มจะมาในรูปแบบหลอดบีบค่ะ

เนื้อครีมมีสีเหลือง ซึ่งเป็นสีของ Retinal และเนื่องจากไม่มีน้ำหอมเราจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ ในด้านของการเกลี่ย ส่วนตัวมีผิวผสม/แห้ง มองว่า เกลี่ยได้ในระดับปานกลาง กำลังดี ไม่ยากไม่ลื่นจนเกินไป ซึมไว ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น และมีฟิล์มบางๆ เคลือบปกป้องผิวอยู่

เนื้อครีมทั้ง 3 สูตร มีลักษณะเหมือนกัน จะต่างก็แค่สี ซึ่งสีจะออกเหลืองขึ้นตามปริมาณวิตามินเอในสูตรค่ะ จึงขอโชว์เนื้อของสูตร Vita-A กับ Vita-A Forte แทนนะคะ

ในวันนี้ไม่ได้วัดค่า pH ให้นะคะ

ก่อนจะไปดูส่วนผสมเรามาดูเทคโนโลยีของทางแบรนด์ก่อนดีกว่าค่ะ

ในเรื่องของความคงตัวของวิตามินเอ การระคายเคือง และการดูดซึมเข้าผิว ทางแบรนด์ได้ใช้เทคโนโลยีระบบนำส่งสารแบบ Niosome ซึ่งเป็นระบบนำส่งสารแบบเป็นถุงที่มีผนังสองชั้น สร้างจากไขมัน ร่วมกับสารประกอบอื่นๆ โดย Niosome ที่ทางแบรนด์ใช้เป็นชนิด Multilamellar vesicle หมายความว่า มีผนังสองชั้นซ้อนกันหลายๆ ชุด

เทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรที่ใช้สารชุดพิเศษที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นมาค่ะ

รูปจำลองลักษณะของ Niosome ชนิด Multilamellar vesicle

ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์ด้านการนำส่งวิตามินเอ และการลดการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ทางแบรนด์ยังทดสอบแล้วว่า ระบบนี้ยังช่วยปกป้องวิตามินเอ ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

(Image from Dr.Different Official Website)

นอกจากนี้ทุกสูตรได้ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (Skin irritation test) และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร

ที่เด่นๆ ได้แก่

หลังทดสอบเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครมีความลึกของริ้วรอยลดลง

(Data from Dr.Different)

มีความหนาแน่นของชั้นผิว (Skin density) เพิ่มขึ้น

(Image from Dr.Different)

และมีค่าความยืดหยุ่นของผิว (Skin elasticity) เพิ่มขึ้น 6.7%

โดยในการใช้งาน เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเกิดคำถามในใจแน่ๆ ว่า มี 3 สูตร เราต้องเลือกอย่างไรอ่ะ

ตรงจุดนี้ทางแบรนด์แนะนำว่า ให้เริ่มจากเริ่มจากสูตรสีส้ม ที่ความแรงอ่อนกว่าก่อน สำหรับผู้ที่ไม่เคยเจอกับ Retinoids มาก่อน เพื่อปรับผิว เตรียมผิวให้คุ้นชินกับ Retinoid โดยเริ่มจากทาก่อนนอนวันเว้นวัน จนขยับมาทาทุกวัน ซักประมาณ 1 เดือน หรือ หมด 1 หลอด ก่อนขยับไปสูตร Forte และ สูตร PhD ด้วยวิธีการเดียวกัน

แต่ด้วยความที่เราเคยใช้ Retinol มาได้ราวๆ 2 เดือนแล้ว เราเลยอัพ Step ไว อาจจะไวไปนิด มาเจอกับอากาศหนาวฉ่ำของเมืองเชียงรายพอดี ผิวเลยแห้งและระคายเคืองนิดหน่อยที่บริเวณคอ แต่พอใช้ Moisturizer ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว อาการแห้งนี้ก็หายไป ก็ถือว่า ดีงามอยู่นะคะ

** ส่วนตัวอยากย้ำเตือนว่า กลุ่มวิตามินเอทาเฉพาะกลางคืนนะคะ เพราะอาจจะทำให้ผิวเราไว้ต่อแสงมากขึ้น

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

ทั้ง 3 สูตร ใช้ส่วนผสมที่เป็นเบสชุดเดียวกัน แตกต่างกันที่ปริมาณ/ความเข้มข้นของวิตามินเอ ในรูปแบบ Retinaldehyde ที่ใช้

ดังนี้ค่ะ

Vita-A cream

ส่วนผสมของ Vita-A cream forte

ส่วนผสม Vita-A Ph.D

สำหรับส่วนผสมมี่ทำสีไว้อยู่ 5 สี นะคะ

  • สีชมพู จะเป็นกลุ่มสารลดเลือนริ้วรอย อย่างพระเอกของเรา Retinal และ Adenosine ขอกล่าวถึง Retinal หน่อยนะคะ

ปกติ เวลาเราได้รับวิตามินเอเข้าไปในร่างกาย ถ้าอยู่ในรูปแบบ Retinol ร่างกายจะแปรสภาพตามความต้องการ ถ้ายังไม่อยากใช้ ก็จะเปลี่ยนเป็น Retinyl ester แล้วเก็บสะสมไว้ แต่ถ้าอยากใช้ ก็จะเปลี่ยนเป็น Retinal หรือ Retinaldehyde ก่อนเปลี่ยนเป็น Retinoic acid ที่ออกฤทธิ์ได้

แต่ตัว Retinoic acid ซึ่งออกฤทธิ์ได้เลยนั้นจัดเป็นยาตามกฏหมายค่ะ

ในทางเครื่องสำอางใช้กลุ่ม Retinol, Retinyl ester และ Retinal ได้

การออกฤทธิ์ของวิตามินเอ นั้นออกฤทธิ์ได้ค่อนข้างกว้าง เพราะนางออกฤทธิ์เพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนหลายชนิด ที่ระดับของยีน จึงให้ผลกับผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การปรับสภาพการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การผลัดผิวเก่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชั้นผิว ความแข็งแรงของชั้นผิว ปรับสมดุลการสร้างและย่อยสลายคอลลาเจน และพวก Matrix ต่างๆ ในที่สุดผิวก็จะเรียบเนียน นุ่ม กระชับ และแข็งแรง

แต่ข้อเสียของนางคือ ต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งก่อนจะเริ่มเห็นหรือรู้สึกความเปลี่ยนแปลง

ทางเครื่องสำอางนิยมเอา Retinoids มาใช้ในการดูแลปัญหาเรื่องริ้วรอย ทั้งริ้วรอยก่อนวัยและริ้วรอยที่เกิดตามวัย และมีงานวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนถึงสรรพคุณและประโยชน์ของ Retinoids ต่อผิวหนัง

โดยมีงานชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2018 ได้ศึกษาประสิทธิภาพของ Retinaldehyde ในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัคร 40 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มให้ทาครีมที่มี Retinal 0.05% และ 0.1% วันละสองครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มมีริ้วรอยที่ลดลง แต่กลุ่มที่ได้รับ Retinal 0.1% มีสีผิวที่สว่างและดูจางลง (หรือขาวขึ้น) (Kwon, et al. J Cosmet Dermatol. 2018;17:471–476.)

ส่วนตัวมี่เองได้ใช้มา 1 เดือนก็พบว่าผิวนุ่มและยืดหยุ่นมากขึ้นนะคะ ภาพเป็นดังนี้ค่ะ

เก็บภาพด้วยกล้องดิจิตัล ควบคุมสภาวะแสงด้วยแสงแฟลชจากตัวกล้อง

เทียบระหว่างก่อนใช้และหลังใช้ 1 เดือน

ที่พอสังเกตได้คือ ผิวจะมีความละเอียดมากขึ้นนะคะ และดูแข็งแรงขึ้น รอยเส้นเลือดต่างๆดู จางลงเล็กน้อย ส่วนในด้านความรู้สึกนั้น ส่วนตัวคิดว่า เวลาเราจิ้มบริเวณแก้มหรือ ตบเบาๆ รู้สึกว่าจะมีความยืดหยุ่น และรู้สึกมีอะไรต้านกลับมามากกว่าเมื่อก่อน ที่จะค่อนข้างรู้สึกกลวงค่ะ

แต่ช่วงเดือนแรกที่ใช้ (30 พ.ย. – 29 ธ.ค.) อากาศแถวเชียงรายนั้นหนาวพอดี ในภาพ 1 เดือน เลยจะเห็นขุยๆ หรือเกล็ดสีขาวๆ ที่แสดงถึงการแห้งของผิวอยู่บ้าง

ส่วนผสมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • สีม่วง เป็นกลุ่มของสารเติมน้ำให้ผิวอย่าง Sodium hyaluronate กับ Polyglutamic acid (PGA) ขอกล่าวเพิ่มเติมถึง PGA ซักนิดนะคะ นางเป็นสารที่ได้จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ ประกอบด้วยสายยาวของกรดอะมิโน Glutamic acid ที่มีประโยชน์ในการจับน้ำได้ดี และเวลาลงผิวเอง นอกจากนางจะช่วยดึงน้ำให้ผิวได้แล้ว นางยังอาจจะถูกผิวย่อยสลายกลายเป็น Glutamic acid เดี่ยวๆ ที่เป็นสารดักจับน้ำตามธรรมชาติของผิว หรือ Natural moisturizing factor
  • สีฟ้า Squalane เป็นไขมันที่เคลือบปกป้องผิว
  • สีเขียว เป็นกลุ่มของไขมันจากธรรมชาติ ซึ่งมีทั้ง Ceramide, Cholesterol, phytosterol จาก rapeseed และ กรดไขมันจากน้ำมันดอกคำฝอย ซึ่งมี Linoleic acid เป็นองค์ประกอบสูง มีประโยชน์ในการทดแทนและฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสื่อมสลายไปตามเวลา ช่วยให้ผิวแข็งแรง

ถ้าอิงตามสิทธิบัตรของแบรนด์ กลุ่มไขมันพิเศษเหล่านี้และสารบางตัว ได้แก่ rapeseed sterol, phytosteryl/behenyl/octyldodecyl lauroyl glutamate, polyglyceryl-10 oleate, cholesterol, hydrogenated lecithin, ceramide, squalene, shea butter, safflower oil เขาเอามาทำเป็น Niosome ซึ่งแบบว่า พอมันลงไปในผิว มันก็เข้าไปผสมผสานรวมกับ Barrier ที่มันแหว่งหายไปได้เลย เพราะเรียงตัวมาในรูปแบบของผนังสองชั้นเหมือน Barrier ผิวเรา

(ตามไปอ่านเรื่อง Skin barrier เพิ่มเติมได้ที่ https://www.readawrite.com/c/25319935dd67060d68b72135e1c05544)

สุดท้ายนี้มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เน้นไปที่ Retinal เป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีการกักเก็บสารใน Niosome เข้ามาช่วยดูแลทั้งในด้านของความคงตัว การลดอาการระคายเคือง และการเสริมประสิทธิภาพ เสริมมาด้วยสารกลุ่มไขมันที่ฟื้นฟู Barrier ผิว ซึ่งส่วนใหญ่ ปัญหาของ Retinoids คือ อาจจะทำให้ผิวแห้งได้ เพราะมีผลกดการสร้าง Sebum ได้ในบางคน การเอาไขมันที่มีประโยชน์เหล่านี้มาเติม พร้อมกับเสริมสารจับน้ำอย่าง Hya กับ PGA เข้ามา ก็ให้ประโยชน์ในการลดโอกาสเกิดผิวแห้งได้ในระดับหนึ่ง ส่วนตัวมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์วิตามินเอ ที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยหละ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมองว่า การแนะนำการใช้ของแบรนด์ คือให้เริ่มจากสูตรสีส้ม ที่ความแรงอ่อนกว่าก่อน สำหรับผู้ที่ไม่เคยเจอกับ Retinoids มาก่อน เพื่อปรับผิว เตรียมผิวให้คุ้นชินกับ Retinoid เริ่มจากวันเว้นวัน จนขยับมาทาทุกวัน ซักประมาณ เดือนหนึ่ง หรือ หมด 1 หลอด ก่อนขยับไปสูตร Forte และ สูตร PhD ส่วนตัวมองว่ามันเป็นอะไรที่แบบว่า Dr.Lee ออกไอเดียได้เริ่ดมากในจุดนี้ ตามที่เล่าด้านบนเนาะ ด้วยความที่เราเคยใช้ Retinol มาได้ราวๆ 2 เดือนแล้ว เราเลยอัพ Step ไว อาจจะไวไปนิด มาเจอกับอากาศหนาวฉ่ำของเมืองเชียงรายพอดี ผิวเลยแห้งนิดหน่อย แต่พอใช้ Moisturizer ที่ดูแลเรื่อง Barrier ผิว อาการแห้งนี้ก็หายไป สำหรับผลที่ได้หลังจากใช้ครบเดือน ก็ Happy และ ตอบโจทย์ค่ะ รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Dr.Different (สาขาประเทศไทย) ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้มี่ได้เปิดหูเปิดตา ได้ทดลองใช้ และทุกๆ ท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบด้วยนะคะ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

https://www.facebook.com/HackBeautyLab

ทางไปตำ

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/3ApFOwDKxK

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Dr.Different การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ