Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวกาย Atoderm Crème Ultra สูตร Ultra-nourishing moisturizing cream ที่ออกแบบมาอย่างลงตัวเพื่อเอาใจคนที่มีปัญหาผิวแห้ง และผิวบอบบาง

Blog นี้ขอหยิบเอา Moisturizer ที่น่าสนใจมารีวิวและวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

เป็นมอยส์จาก BIODERMA ในไลน์ Atoderm ที่มีชื่อว่า Atoderm Crème Ultra เป็นสูตร Ultra-nourishing moisturizing cream ที่ออกแบบมาให้ใช้ทาได้ทั้งผิวหน้าและผิวตัว

มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

เนื้อค่อนข้างข้นเป็นเนื้อครีม ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ง่าย ซึมไวแห้งไว ให้ความรู้สึกเย็นสบายผิว ให้ความชุ่มชื้นนาน ไม่เมือกไม่เหนอะหนะ

ก่อนไปดูส่วนผสม มารีแคปเรื่องผิวแห้งกับความสำคัญของมอยส์กันซักหน่อยนะคะ

เมื่อความชุ่มชื้นของผิวดรอปลงจนถึงค่าๆ หนึ่ง บางข้อมูลก็ว่า น้ำในผิวน้อยกว่าระดับ 30 AU วัดจากค่าของเครื่อง corneometer บาง ref ก็บอกว่า น้อยกว่า 10 – 15% บาง ref ก็เมนชั่นถึงค่าการระเหยของน้ำจากผิว (Trans-epidermal water loss; TEWL) สูงกว่า 15 – 25 g/m2/h มันจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อยสาร Cytokines พวกที่อาจก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบ เช่น IL-1 ซึ่งถ้ามีน้อยๆ มันเป็นเรื่องดี มันจะไปกระตุ้นให้ผิวเราฟื้นตัว เสริมการสร้าง Barrier ปรับสมดุลกระบวนการสร้าง-เจริญของหนังกำพร้า แต่ถ้ามีมากไป หรือมีออกมาไม่หยุด มันจะทำให้เกิดการอักเสบ ที่ส่งผลต่อให้มีอนุมูลอิสระ มีการกระตุ้นเอนไซม์ MMP มาย่อยคอลลาเจน แล้วก็วนไปวนมาแบบนี้ค่ะ ทำให้กลายเป็นวงจรแบบว่ายิ่งแห้งยิ่งแย่ และทำให้ระบบสมดุลไมโครไบโอมเสียไป มีผู้เสนอคอนเซปท์เรื่อง Dry skin cycle ไว้อยู่ด้วยค่ะ

แต่ทุกอย่างจะจบได้ ถ้าเราคืนน้ำให้ผิวเกินค่าวิกฤตินั้นไปได้ การทามอยส์จะเติมน้ำให้ผิวได้ไวมาก

มอยส์ที่ฟื้นฟูเติมน้ำคืนให้ผิวได้ไวจะมีทั้ง Humectant ดูดน้ำมา Occlusive เคลือบเก็บน้ำที่ดูดมาไว้ และ emollient เป็นไขมันทดแทนให้ผิว

Barrier ก็จะฟื้นฟูตัวเองได้

สุดท้ายนี้ขอฝากข้อคิดไว้

  • ผิวแห้งเป็นมากกว่าปัญหาเชิงความงาม เป็นตัวบ่งชี้การทำงานผิดปกติของ skin barrier ที่เชื่อมโยงกับการอักเสบเรื้อรัง การเปลี่ยนแปลงของ microbiome และการเร่งกระบวนการ aging
  • การดูแลที่มุ่งเน้นการฟื้นฟู barrier function ด้วย moisturizer ที่ดี มี emollient, humectants และ occlusives จึงมีความสำคัญต่อสุขภาพผิวระยะยาว

ผลิตภัณฑ์ BIODERMA Atoderm Crème Ultra ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครว่าเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ 24 ชั่วโมง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (ลดค่า TEWL) ได้ 23%

มาค่ะ ส่วนผสมเป็นดังนี้

ถ้าดูจากส่วนผสม BIODERMA Atoderm Crème Ultra เป็นผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์ที่ทำมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์มีครบทั้ง Humectant สารจับน้ำ จับเสร็จก็เคลือบปิดด้วย mineral oil เป็น occlusive หรือ ออยล์เคลือบ และมีไขมันจากธรรมชาติจาก Rapeseed, Sunflower ทดแทนคืนให้ผิว เป็น emollient หรือ ออยล์บำรุง

มาดูรายละเอียด Key technology ของผลิตภัณฑ์กันค่ะ

  • เทคโนโลยี Skin Protect Complex ที่เป็นคอมบิเนชั่นของ Niacinamide + Xylitylglucoside 2 ตัวนี้ทำงานได้เสริมกันแบบลงตัวมาก Niacinamide ช่วยเสริมกระบวนการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลการอักเสบระคายเคือง จับคู่กับ Xylitylglucoside ที่มาดูแลฝั่งน้ำ เสริมการสร้าง Glycosaminoglycans (GAGs) ที่เป็นสารจับน้ำตามธรรมชาติในผิว โดยหนึ่งใน GAGs ที่สำคัญก็คือ hyaluronic acid ช่วยอุ้มน้ำ และ Barrier ที่แข็งแรงก็ล็อคการระเหยของน้ำออก
  • Omega 3, 6, 9 จากน้ำมันธรรมชาติ Rapeseed และ Sunflower ที่เป็นส่วนประกอบในการสังเคราะห์ ceramides และมีส่วนผสมของ phytosterol ที่ดูแลการระคายเคืองผิว Synergistic Combination Benefits การผสมผสานทั้งสองน้ำมันสร้าง Fatty acid ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับไขมันของ barrier ผิวที่มีสุขภาพดี

มันจะมีการพูดถึง PPAR receptor อยู่

โดย PPAR receptor นั้นจะโดนกระตุ้นได้ด้วยพวกกรดไขมัน เมื่อกระตุ้นแล้วทำให้ลดการสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เพิ่มการสังเคราะห์ไขมันต่างๆ ของผิว และเพิ่มการเจริญเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte differentiation) ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

  • คอมบิเนชั่นของน้ำตาลต่างๆ Xylitol, Mannitol, Rhamnose, Glucose เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • คอมบิเนชั่นจับน้ำของ Xylityl glucoside + Anhydroxylitol + Xylitol ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น พร้อมทั้งมีคุณสมบัติเสริมความสามารถในการเก็บน้ำของผิว ผ่าน Aquaporin ที่เป็นประตูเก็บน้ำ และกลุ่ม Tight junction ที่ให้ผิวแข็งแรงอีก 1 เสต็ป
  • Fructooligosaccharides เป็น prebiotics ที่ซัพพอร์ตการเจริญของจุลินทรีย์ probiotics ที่มีประโยชน์บนผิว
  • สารสกัดจากสาหร่าย Laminaria ochroleuca extract กับ Caprylic/capric triglyceride ไปตรงกับวัตถุดิบที่ชื่อ ANTILEUKINE 6™ มีเคลมเรื่อง Daily soothing shield ดูแลเรื่องปัญหาการระคายเคือง ให้ผิวแข็งแรง และปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม

ในภาพรวมก็คือเป็นมอยส์ที่ครบ และมาด้วยนวัตกรรม และความใส่ใจคำนึงถึงในทุกรายละเอียด แม้กระทั่งการเลือกใช้น้ำมัน Rapeseed + Sunflower ก็ยังน่าสนใจ

มาให้คะแนนกันนะคะ

  1. สารบำรุง ในด้านของการเลือกไขมัน Omega 3, 6, 9 มาเปิดระบบ PPARs พอเปิดแล้วจะดูแลเรื่องการระคายเคือง เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว ลดการสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เพิ่มการสังเคราะห์ไขมันต่างๆ ของผิว และเพิ่มการเจริญเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า (Keratinocyte differentiation) ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น มาพร้อมสารจับน้ำ และดูแลการระคายเคือง พร้อมเสริมผิวแข็งแรงในหลายๆ มิติ แต่ยังอยากให้มี ceramides ซักนิด ขออนุญาตให้ 4 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ดีและลงตัวมาก ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. ความชอบ ส่วนตัวมีผิวแห้งค่อนข้างชอบเนื้อครีมประมาณนี้ ไม่หนักไป ไม่เบาไป ทาแล้วให้ความรู้สึกว่ากำลังพอดี mix & match กับผลิตภัณฑ์อื่นในไลน์เดียวกันได้ง่าย ตามความต้องการผิวในแต่ละวัน ในด้านความชุ่มชื้น คิดว่าทำมาได้ตามเคลมจริง ทาเช้า ผิวนุ่มอยู่จนถึงดึก ทาก่อนนอน เช้าตื่นมาก็นุ่มอยู่ ส่วนด้านความสบายผิว ก็ถือว่าตอบโจทย์ เอามาทาหน้าเป็นครีมปิดผิวขั้นตอนสุดท้ายก่อนนอนก็ดี ให้ไป 5 ฟลาสก์

ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าสนใจในไลน์ Atoderm ที่เอามา mix & match แล้วดีงามไม่เบาเลย

BIODERMA Atoderm Gel Douche

เป็น Cleansing gel สูตรอ่อนโยนใช้ได้ทั้งกับหน้า ตัว มือ เหมาะกับผิวแห้ง ผิวบอบบางแพ้ง่าย รวมถึงทุกสภาพผิว

ภาพรวมส่วนผสม

สารทำความสะอาดหลักจะมี SLES ให้ฟองแน่นละเอียด อาบแล้วฟีลฟิน เพิ่มความอ่อนโยนด้วย

  1. coco-betaine ตัวนี้เป็นสารทำความสะอาดแบบสองประจุ มีความอ่อนโยนค่อนข้างดี ได้จากการดัดแปลงไขมันจากมะพร้าว
  2. Sodium lauroyl sarcosinate ที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน มีความอ่อนโยนสูง
  3. Coco-glucoside เป็นแบบไม่มีประจุ ได้จากการดัดแปลงมะพร้าวเข้ากับสายของคาร์โบไฮเดรต ให้ความอ่อนโยนเช่นกัน

สารบำรุง

  • เทคโนโลยี Skin Protect Complex (สูตรผสมของ Niacinamide + Xylitylglucoside) เสริมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างยาวนาน
  • มีคอมบิเนชั่นจับน้ำของ Xylityl glucoside + Anhydroxylitol + Xylitol ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น พร้อมทั้งมีคุณสมบัติเสริมความสามารถในการเก็บน้ำของผิว ผ่าน Aquaporin ที่เป็นประตูเก็บน้ำ และกลุ่ม Tight junction ที่ให้ผิวแข็งแรง
  • Fructoligosaccharides เป็น prebiotics ช่วยซัพพอร์ตการเจริญของจุลินทรีย์ดีๆ (probiotics) บนผิว ให้ผิวแข็งแรง และชุ่มชื้น
  • น้ำตาล 3 ชนิด (Xylitol + Mannitol + Rhamnose) มีข้อมูลว่ามีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวแข็งแรง ทนทานต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นจากภายนอกมากขึ้น
  • Capryloyl glycine อนุพันธ์ลูกผสมของกรดอะมิโน Glycine + กรดไขมัน Caprylic acid ที่พบได้ในธรรมชาติ เช่น มะพร้าว มีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านเรื่องของความชุ่มชื้น ควบคุมความมัน ดูแลการระคายเคือง
  • สีฟ้ามาจาก Copper sulfate

ตัวนี้ฟองเริ่ด ฟองฉ่ำมาก แล้วฟีลตอนใช้คือดี ให้ความรู้สึก rich-luxury feel สัมผัสได้ตั้งแต่ตอนตีฟอง กลิ่นหอมนวลๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

ถ้าวันไหนผิวแห้งมาก ก็จะขยับมาใช้รุ่น Cleansing oil ชื่อเต็มๆ BIODERMA Atoderm Huilede douche มีคุณสมบัติเด่นเป็น Soothing lipid-replenishing cleansing oil, anti-irritation

ความน่าสนใจอยู่ที่ ถึงชื่อจะเป็น Cleansing oil แต่น้องก็มาในเบสแบบน้ำ มีส่วนผสมของน้ำอยู่สูง

สารทำความสะอาดตัวหลักเป็น Sodium cocoamphoacetate ซึ่งเป็นชนิด 2 ประจุ มีความอ่อนโยนสูง ร่วมกับ PEG-7 glyceryl cocoate + Lauryl glucoside + Coco-glucoside ตบๆ มาด้วย Laureth-2

มี Patent Skin barrier therapyTM ช่วยลดการเกาะติดของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด เช่น Staphylococcus aureus ที่อาจทำให้เกิดผิวอักเสบกำเริบในกลุ่มคนผิวแห้งมาก และลดการสร้างไบโอฟิล์ม ที่เป็นเหมือนเมือกเหนียวๆ ที่เชื้อสร้างมาป้องกันตัวเองจากสิ่งแวดล้อม

พร้อมผลเทสต์ว่า สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ 24 ชั่วโมง คืนไขมันให้ผิว ในระยะยาวพบว่าผิวชุ่มชื้นขึ้น 39% และมีความรู้สึกสบายผิวมากขึ้น

สารบำรุงหลักเป็นชุดเดียวกับ Cleansing gel

ตัวนี้จะให้ฟองละเอียดมาก ฟีลเหมือนโลชั่น เป็นคล้ายๆน้ำนม ความรู้สึกค่อนข้าง rich + velvet เหมือนลูบลงบนผ้ากำมะหยี่ กลิ่นหอมนวลๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สูตรนี้แบรนด์ออกแบบมาให้ผิวที่เป็น eczema ชนิด Atopic สามารถใช้ดูแลผิว เสริมกับการรักษาจากคุณหมอได้

ปิดท้ายด้วย BIODERMA Atoderm intensive baume น้องเป็นครีมที่ให้ความรู้สึกของความชุ่มชื้นสูงจากกลุ่ม emollient หรือ ออยล์บำรุง ส่วนผสมครบในการเป็น moisturizer ที่ดี

  • ออยล์เคลือบ ใช้ mineral oil ซึ่งหลายคนอาจจะแบบฟัง marketing มาเยอะว่านางไม่ดี แต่จริงๆ ในทางเครื่องสำอาง นางปลอดภัยอยู่ เคลือบปกป้องผิวกันน้ำระเหยออก
  • ออยล์บำรุง ใช้ sunflower + canola ที่มีกรดไขมันจำเป็นต่างๆ

เสริม Ceramides มาพร้อมไขมันอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว แถม Beta-sitosterol ที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคืองของผิว

มีน้ำตาล 3 ตัว (Xylitol + Mannitol + Rhamnose) ที่เป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวแข็งแรง สูตรนี้ไม่มีน้ำหอม เป็น moisturizer ที่ดี ที่น่าสนใจ และใช้ดูแลผิว เสริมกับการรักษากลุ่มอาการ Atopic eczema จากคุณหมอได้

ตอนทา แวบแรกเหนอะหนะ แต่พอผ่านไปซักประมาณ 5 นาที ฟีลลิ่งดีขึ้น

สุดท้ายปิดด้วย ความประทับใจที่แพคเกจ: น้องมีตัวล็อคการันตีว่า แพคเกจนี้ไม่เคยโดนแกะมาก่อน จนจะถึงมือเรา ซึ่งส่วนตัวให้ความสำคัญกับตรงนี้ ในแง่ความปลอดภัยของสินค้า

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ออกแบบมาได้อย่างลงตัว อ่อนโยน เพื่อให้ใช้ได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงในผู้สูงอายุที่มีปัญหาผิวแห้ง ระคายเคือง หรือใช้เสริมกับการดูแลสภาวะผิดปกติทางผิวหนังจากคุณหมอก็ทำดูเหมาะดีเช่นกัน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Bioderma ประเทศไทย ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้เปิดหูเปิดตาและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์เลยนะคะ

ออโตเดิร์ม ครีม อัลตรา ราคาปกติ 500 ml 1,250 สามารถสอบถามโปรโมชั่นได้ที่แบรนด์โดยตรง ผ่านลิงค์นี้ https://bit.ly/BiodermaBA

พิกัดสินค้า Boots, EVEANDBOY, Watsons online, Konvy

หรือช้อปปิ้งออนไลน์ได้บน Shopee, Lazada

Shopee https://s.shopee.co.th/8Kh980mYDN

Lazada https://s.lazada.co.th/s.ZaEvoV?cc

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

#biodermathailand #Atodermcremeultra #ล็อกผิวชุ่มชื้นลื่นเนียนแข็งแรง #ผิวแพ้ง่ายใช้ได้

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม amt Light Emulsion Rejuvenating & Brigthening

Blog นี้ขอหยิบเอาอิมัลชั่นเนื้อเบาๆ สบายผิว สมชื่อ Light Emulsion จากแบรนด์ amt มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

ส่วนนี้จะเป็นหน้าตาของน้อง

ด้านนี้จะเป็นด้านหลังกล่อง ที่กล่าวถึงคอนเซปท์ที่น่าสนใจของการเลือกใช้ออยล์บำรุง (inner oil) 90 ส่วน ประกบคู่กับออยล์เคลือบ (Surface oil) 10 ส่วน เพื่อดูแลผิวให้ชุ่มชื้น

เนื้อเป็นน้ำนม บางเบา ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยง่ายให้ฟีลเย็นสบายผิว ให้ความชุ่มชื้นดี

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ส่วนผสมมาแบบเรียบง่าย คลีนๆ แต่ก็ครบนะ

ในด้านสารบำรุง ทางแบรนด์เลือกใช้น้ำมันจากเมล็ด Macadamia ซึ่งมีกรดไขมัน Oleic acid เป็นองค์ประกอบหลัก และมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น Phytosterol, วิตามินอี ฟอร์ม tocopherol, tocotrienol และ squalene (Processes 2022, 10(1), 56 และ Foods. 2021;10(5):1031.)

พวกนี้มีประโยชน์กับผิวหลายอย่าง อย่าง Phytosterol นี่ก็มีคุณสมบัติในการดูแลระคายเคือง ส่วนวิตามินอีเป็น antioxidant และ Squalene เป็นไขมันชนิดเดียวกับที่พบใน Sebum ของเรา

เสริมมาด้วย Hydrogenated lecithin ซึ่งเป็น phospholipid ให้ความชุ่มชื้นผิวได้อีก

และที่น่าสนใจ คือ อนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glutamic acid ที่ชื่อ Phytosteryl/octyldodecyl lauroyl glutamate ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Eldew PS203-R ซึ่งเป็นการดัดแปลงกรดอะมิโน Glutamic acid ให้มีความเป็นไขมันมากขึ้น แล้วกลายเป็นว่า การจัดเรียงโครงสร้างไปคล้ายกับ Ceramide ที่ฟอร์มตัวเป็น Liquid crystal ได้

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้ทดสอบประสิทธิภาพในการฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายในอาสาสมัคร ให้อาสาสมัครปิด patch ที่มี Sodium lauryl sulfate เพื่อทำให้ Barrier เสีย แล้วทาตำรับที่มีสารนี้ เทียบกับวาสลีน พบว่าสามารถฟื้นฟู Barrier ผิวที่เสียหายได้ดีกว่า ก็คือน่าสนใจดี

เติมไขมันเสร็จ ก็เติมน้ำด้วย Saccharide isomerate ที่จับกับโปรตีนบนผิวได้ค่อนข้างดี จึงให้ความชุ่มชื้นได้ยาวนาน

ส่วนสารบำรุงจะเป็น Niacinamide หรือ B3 ที่มีประโยชน์ต่อผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Whitening, เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลการระคายเคือง คู่กับวิตามินอี เป็น Antioxidant ที่ละลายไขมันได้

ส่วนผสมอื่นๆ ทำมาได้ค่อนข้างดี และเอาใจใส่ ขนาดสารขึ้นเนื้อครีม ก็เลือกใช้ตัวที่ค่อนข้างอ่อนโยน อย่าง Glyceryl citrate/lactate/linoleate/oleate ตัวนี้ได้จากธรรมชาติ (เมล็ดทานตะวัน) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Vegan ให้ครีมที่มีเนื้อบางเบาแบบนี้เลย ดีงามมาก

ทางไปช้อปปิ้ง

Shopee https://s.shopee.co.th/7V28zksRbG

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับมาจากทางแบรนด์ การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม Body lotion สำหรับผิวแห้งมากๆ ผิวลอกเป็นขุย กับ UreaRepair Plus 5% urea lotion จากแบรนด์ Eucerin

สวัสดีค่ะ วันนี้มีบทวิเคราะห์ส่วนผสมและรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Eucerin มาฝากอีกชิ้นหนึ่ง

น้องเป็นโลชั่นสำหรับทาตัวที่เด่นมากสำหรับดูแลปัญหาผิวแห้ง ที่มาพร้อมกับเนื้อที่บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ

ผลิตภัณฑ์โลชั่นที่จะมาวิเคราะห์ส่วนผสมครั้งนี้มีชื่อว่า Eucerin UreaRepair Plus ขอย่อว่า URP นะคะ

ชื่อเต็มๆ จะพ่วงว่า 5% Urea lotion 48H long-lasting hydration ที่มีเคลมว่าสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานถึง 48 ชั่วโมงเลยทีเดียว

โลชั่นตัวนี้มาในหน้าตาแบบนี้นะคะ

ตัวขวดโลชั่นเป็นประมาณนี้ค่ะ

เนื้อโลชั่นค่อนข้างเบา ดูจากลำดับส่วนผสม และอ่านจากแบรนด์เคลม ก็คือ น้องเป็นเบสอิมัลชั่นชนิดน้ำมันในน้ำ (o/w emulsion) ที่จะบางเบา แต่ด้วยส่วนผสมของสารดูแลผิวเรื่องความชุ่มชื้นหลายตัว เลยเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ค่อนข้างนาน

ซึ่งจุดนี้ส่วนตัวชอบนะคะ เพราะโลชั่นที่ใช้ส่วนใหญ่จะหนักหน่อย และเวลาเหงื่อออกมันจะลื่นๆ ไม่ค่อยสบายผิว

น้องมาในกลิ่นหอมอ่อนๆ ประโยคนี้หลายคนอาจจะแบบว่า “เอ๊ะ ยังไง โลชั่นสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายไม่ควรใส่น้ำหอมป่ะ” จริงค่ะ ไม่เถียง แต่ถ้าน้ำหอมนั้นปราศจากสารก่อการแพ้ (Allergen free) ก็น่าจะสามารถใช้ได้ค่ะ และที่สำคัญ ประเด็นที่น่าสนใจคือ น้ำหอม/สารหอมที่ทาง Eucerin URP ตัวนี้เลือกใช้ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคืองในระดับหลอดทดลอง

(Image from Eucerin)

ส่วนสัมผัสหลังเกลี่ยก็จะค่อนข้างบางเบา ไม่เหนอะหนะ แต่ชุ่มชื้น และให้ความรู้สึกสบายผิว

ส่วนตัวมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปห้างแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ที่มีข่าวคนติดเชื้อโควิด มันก็จะตระหนก กังวลนิดหน่อย เลยล้างมือถี่มาก ผลคือ แห้งลอกเป็นขุยตามระเบียบ พอใช้เจ้านี่ทาก็จะดีขึ้น ซึ่งตรงนี้ตรงกับคอนเซปท์ของมอยส์เจอไรเซอร์ คือ สามารถลดการแห้งได้อย่างรวดเร็วเมื่อทาครั้งแรก

ถึงแม้ว่า ถ้าเราทิ้งไว้ราวๆ 1 – 2 ชั่วโมง ขุยก็จะกลับมาใหม่ แต่พอทาบ่อยๆ วันรุ่งขึ้นก็ดีขึ้น ไม่มีขุยแล้ว

ก่อนไปดูส่วนผสมอยากบอกอีกนิดว่าทางแบรนด์ได้ทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครแล้วพบว่าครีมมีประโยชน์ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นได้ถึง 48 ชั่วโมงเลยทีเดียว

(Image froo

มาดูส่วนผสมกันบ้างนะคะ

วันนี้ส่วนผสมมีหลายสีเหมือนเช่นเคย

ขอเปิดประเดิมด้วยสีน้ำเงิน คู่หูสูตรผสมกันของ Glycerin + Glyceryl glucoside ถ้าอิงตามลำดับส่วนผสม ส่วนตัวคิดว่าจะเป็น Glycerin 6.5% + Glyceryl glucoside 5% ซึ่งคู่ผสมนี้มีการทดสอบประสิทธิภาพในการเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (Transepidermal water loss; TEWL) ของอาสาสมัคร เมื่อใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ซึ่งการลดลงของค่า TEWL จะสื่อความหมายได้ว่า Barrier ของผิวแข็งแรงขึ้น (Schrader, et al. Skin Pharmacol Physiol 2012;25:192–199)

ขอแยกกล่าวเฉพาะตัว Glyceryl glycoside อีกรอบ น้องเป็นสารที่พบได้ในธรรมชาติ ตัวโครงสร้างน้องเป็นรูปแบบของสารกลุ่ม Glycoside ที่มีน้ำตาลเกาะอยู่บนตัว Glycerin สารนี้มีการทดสอบในระดับหลอดทดลองว่ามีประสิทธิภาพในการเสริมการสังเคราะห์ Aquaporin-3 ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผิวเราใช้ในการเก็บกักน้ำ และสารที่ละลายน้ำได้ตัวเล็กๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ จะกล่าวว่า Aquaporin เป็นอีกส่วนเล็กๆ ของ Barrier ผิวก็ว่าได้

การทำงานของ Aquaporin จะมีอารมณ์ประมาณภาพนี้ค่ะ

ถ้าเรามี Aquaporin ที่สมบูรณ์และแข็งแรง ผิวเราก็จะมีความชุ่มชื้น ดังนั้นจึงคาดเดาได้ว่าถ้าผิวมีการสร้าง Aquaporin มากขึ้น ความสามารถในการเก็บน้ำก็น่าจะมีมากขึ้น

ถัดมา สีบานเย็น Urea ตามแบรนด์เคลมว่าใช้ในความเข้มข้นที่ 5% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่มีการทดสอบแล้วว่ามีประโยชน์กับผิวแห้ง

ถึงแม้ Urea จะเป็นสารพื้นๆ ที่อาจจะเก่าแก่ ดูโบราณไปนิด แต่น้องจัดเป็นสารที่ใช้เป็นตัวเลือกแรกๆ (Gold standard) ในการดูแลปัญหาผิวแห้ง

ว่าแล้วก็ ขอเล่าเรื่อง Urea แบบย่อๆ สักหน่อย

จริงๆ แล้วในผิวเราก็มีส่วนประกอบของเจ้า Urea นี่รวมเป็นกลุ่มสารที่เพิ่มความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor; NMF)

ต่อมามีการค้นพบว่า Urea มีประโยชน์มากมายกับผิวหนัง ตัวอย่างเช่น

  • เสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของ Keratinocyte (เซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า) ให้โตเต็มไว มีความแข็งแรง
  • เสริมการสังเคราะห์ไขมันที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว
  • เสริมภูมิคุ้มกันของผิว โดยไปเสริมการสร้าง Peptide ที่มีฤทธิ์ต่อต้านจุลชีพตามธรรมชาติบนผิว

ถ้าสนใจเกี่ยวกับ Urea สามารถตามไปอ่านบทความของ Dirschka T. เขาเขียนไว้ได้ค่อนข้างดี อ่านไม่ยากนัก และบทความนี้ดาวน์โหลดมาอ่านได้ฟรีค่ะ

>>> https://doi.org/10.1111/ijcp.13569

สารกลุ่มสีเขียวแก่ เป็นส่วนของกรดอะมิโน ร่วมกับ Lactic acid และ Sodium lactate เป็นกลุ่มของสาร NMFs ที่ช่วยกักเก็บน้ำให้ผิว

ส่วนของ Carnitine ที่ใส่เข้ามา ก็อาจจะได้ประโยชน์เรื่องของการดูแล Metabolism ของไขมันต่างๆ

สารสีส้ม Chondrus crispus extract เป็นสารสกัดจากสาหร่าย ประกอบด้วย Carrageenan ที่นอกจากจะดูแลเรื่องของสัมผัสของเนื้อครีมแล้ว ตัวมันเองก็มีการเคลมว่ามีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว สารสีเขียวมะกอก เป็นกลุ่มของไขมันจากธรรมชาติต่างๆ

ซึ่งถ้าดูจากส่วนผสมของ URP แล้ว มันจะมีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Urea cream กับ Urea cream ที่มี NMF + ceramides + Glyceryl glucoside ในอาสาสมัครเด็กไทยที่มีสภาวะผิวแห้ง จากโรคไตเรื้อรัง พบว่าสูตรผสม มีประสิทธิภาพที่ดีในด้านของการดูแลปัญหาขุยผิวแห้ง เพิ่มความชุ่มชื้น และเพิ่มความสามารถในการเป็น Barrier ของผิวได้ดีกว่า Urea cream อย่างเดียว (Wananukul, S. et al. J Med Assoc Thai 2017;100(6):638-43)

งานอีกชิ้นเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของครีมที่มี 5% Urea + Ceramide NP + Lactate ในอาสาสมัครสูงอายุ ก็พบว่าให้ประสิทธิภาพที่ดีเช่นกัน (Danby, et al. Skin Pharmacol Physiol 2016;29:135–147)

ส่วนอีกงานวิจัยทดสอบประสิทธิภาพของตำรับที่มีส่วนผสมของ NMF + ceramides + Glyceryl glucoside ก็พบว่าอาสาสมัครก็มีความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้นเช่นกัน (Weber, et al. Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology. 2012;5(8):30-39.)

ในภาพรวมจึงถือว่า URP เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการดูแลผิวแห้ง

ส่วนตัวมองว่าถ้ามองจากส่วนผสม และการศึกษาก่อนหน้า นั้นมีความเห็นว่าเหมาะกับกรณีของผิวแห้งในผู้สูงอายุ จากโรคเรื้อรังทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ รวมถึงผิวแห้งอักเสบแบบ Atopic ซึ่งเกิดในเด็กเป็นส่วนมาก โดยผิวแห้งเหล่านี้อาจจะแห้งน้อย จนถึงแห้งมากแตกลอกเป็นขุย ก็น่าจะชอบ URP ตัวนี้

ส่วนเรื่องของน้ำหอมก็ตามที่ได้เกริ่นไปว่าน้ำหอมที่ทางแบรนด์เลือกใช้ยังมีประโยชน์ในการลดการอักเสบระคายเคือง

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง เรียกได้ว่า Eucerin ยังคงความสมบูรณ์แบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการพัฒนาสูตร และเลือกใช้ส่วนผสมที่ไม่ได้ดูหวือหวาเว่อวัง แต่สารบำรุงทุกตัวมีรายงานถึงประสิทธิภาพรองรับ จึงถือว่าเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ชิ้นหนึ่งที่น่าเก็บไว้ในอ้อมใจของคนผิวแห้ง ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แถมน้ำหอมที่ใส่ก็มีคุณสมบัติพิเศษคือ ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อการแพ้และการระคายเคือง และยังมีประโยชน์เสริมกับสารบำรุงได้อย่างลงตัว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวได้ทดลองใช้มาประมาณ 3 อาทิตย์ ด้วยความที่ช่วงนี้ที่เชียงใหม่/เชียงรายอากาศยังไม่แห้งมากนัก + เป็นช่วงฤดูฝน ส่วนตัวเลยไม่ได้มีปัญหาผิวแห้งมากนัก แต่ก็ขอยอมรับว่า การใช้ URP ช่วยให้ผิวนุ่มเนียน สัมผัสแล้วเย็น คืออธิบายไม่ถูกเหมือนกัน อารมณ์เย็นๆ สบายผิว คงชุ่มชื้นได้ทั้งวัน จนกระทั่งอาบน้ำตอนกลางคืน แต่ก็ต้องขอบอกตามจริงว่ากลิ่นของ URP แม้มันจะหอมละมุนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเด็กน้อย แต่ไม่ใช่น้ำหอมที่ตรงจริตของเราเท่าไหร่ แต่ถ้าวัดเรื่องการใช้งาน และสิ่งที่ได้ ขอให้ไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Eucerin ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ มาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงนะคะ

UreaRepair Plus 5% urea lotion ขนาด 250ml ราคา 690 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก

https://www.eucerin.co.th/products/hypersensitive-skin/urea-repair-plus-5-urea-lotion-48h-long-lasting-hydration-250ml

สถานที่จัดจำหน่าย  ร้านวัตสัน ร้านบู๊ทส์ ร้านขายยาขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป

ทางไป Shopping

Lazada: https://s.lazada.co.th/s.Hzz2X?cc

Shopee: https://s.shopee.co.th/3ArPQoajfb

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Eucerin การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

Version History:

V01: 15 ต.ค. 2564

V02: 27 ธ.ค. 2566 เชค/อัพเดทส่วนผสม และแก้ลิงค์

V03: 31 ธ.ค. 2567 เชค/อัพเดทส่วนผสม และแก้ลิงค์