Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์ดูแลปัญหาสิวด้วยเทคนิค 3 ปฏิบัติการ จาก La Roche-Posay รุ่น Effaclar Duo+M

Blog นี้ขอหยิบเอาสกินแคร์ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลผิวที่เป็นสิวง่ายจากแบรนด์ La Roche-Posay มาวิเคราะห์ส่วนผสมกันค่ะ

ผลิตภัณฑ์ใน Blog นี้ก็คือ Effaclar Duo+M ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาขึ้นจากสูตรเดิมนั่นเอง

โดยน้องจะมาในหน้าตาแบบนี้

ส่วนนี้จะเป็นกล่องที่เวลาเราไปเจอบนเชลฟ์ใน Drugstore

อยากโฟกัสไปที่ Microbiome Science ที่จะได้เล่าต่อไปค่ะ

เรามาดูเรื่องของการเกิดสิวแบบย่อๆ อีกสักรอบนะคะ

สิว คือ อาการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณรูขุมขน (Pilosebaceous unit) ซึ่งก็จะมีหน้าตาประมาณภาพนี้

โดยการเกิดสิวนั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ไม่ได้เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 เสาหลักแห่งสิว ได้แก่

  • การที่เซลล์ในปากปล่องรูขุมขนแบ่งตัวออกมามากเกินไปจนผลัดทิ้งไม่ทัน หรือ มีการสร้างโปรตีน Keratin ที่ผิดปกติ ทำให้การผลัดผิวตามธรรมชาติเกิดได้ยาก กลายเป็นก้อนซากเซลล์ ที่อุดตันอยู่ในปากปล่องรูขุมขน
  • การสร้างน้ำมันที่มากเกินไปจากต่อมไขมัน (Sebaceous gland) พอมาเจอกับก้อนโปรตีนซากเซลล์ ที่ขวางปากปล่องรูขุมขนก็สะสมกองรวมกันอยู่ตรงนั้น
  • เชื้อจุลินทรีย์ โดยตัวหลักคือ Cutibacterium acnes หรือ C. acnes (ชื่อเดิมในวงการคือ Propionibacterium acnes หรือ P. acnes) ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่รวมไปถึงเชื้อตัวอื่นๆ ด้วย และนับรวมเอาความไม่สมดุลของ Microbiome ซึ่งเป็นเหมือนชุมชนของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ บนผิว โดยเจ้า C. acnes นี่จะกินน้ำมันเป็นอาหาร แล้วปลดปล่อยสารที่ไปก่อให้เกิดการอักเสบต่างๆ ตามมา
  • ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ที่ไปต่อต้านเชื้อ C. acnes และ ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ ขึ้นมา

ถ้าจำลองเป็นซีรี่ส์ ก็จะเห็นว่าการอุดตันนี่เป็นเหมือนต้นตอแห่งการเกิดสิวเลย เพราะถ้าไม่อุดตัน ไขมันก็ขับออกได้ตามปกติ เชื้อ C. acnes มันก็จะไม่โตมากไป แล้วก็จะไม่เกิดสิวเกิดการอักเสบ ถ้าดูแลตรงจุดที่เริ่มอุดตันนี้ได้ ก็คือจบเรื่อง สยบวงการก่อสิว

วันนี้เราจะโฟกัสกันที่ C. acnes อีกหน่อย

จุลินทรีย์ C. acnes มีอยู่ 6 phylotypes หลักๆ ได้แก่ IA1, IA2, IB, IC, II และ III ซึ่งมีข้อมูลว่า

  1. เมื่อสมดุล phylotypes ของ C. acnes เสียไป จะทำให้เป็นสิว
  2. เจ้า IA1 นี่แหละ ที่เป็นนางร้ายกาจที่สุด โดยมีการศึกษาพบว่า ถุง extracellular vesicles (EVs) ที่ C. acnes IA1 สร้างออกมา ทำให้ผิวเราเกิดกระบวนการอักเสบ โดยตรวจวัดได้จากปริมาณสารก่อการอักเสบกลุ่ม Cytokines และ Antimicrobial peptides เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรุนแรงของการเกิดสิว (Ref: Cheng et al. Exp Dermatol. 2024;33(8):e15150.)

โดยส่วนผสมใน Effaclar Duo+M ที่เพิ่มมาใหม่ คือ โมเลกุลของ Phylobioma มีผลทดสอบว่าสามารถปรับสมดุล Phylotypes ของ C. acnes ให้กลับมาสู่ปกติเหมือนคนสุขภาพดี

และโมเลกุลนี้ยังช่วยลดการสร้าง Biofilm ที่เหมือนเป็นเกราะฟิล์มเคลือบให้เชื้อเกาะผิวดีขึ้น ของเชื้อ C. acnes ลดกระบวนการอักเสบ ปรับสมดุลการสร้างและขับ Sebum และปรับสมดุลการสร้างผิวไม่ให้มีมากจนเกินกว่าที่ผิวเราจะผลัดไหวและสะสมจนเกิดเป็นการอุดตันขึ้นมา

ปัญหาสิวยังไม่จบแค่สิวมันโผล่มา แต่พอสิวหายก็ยังทิ้งปัญหาต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเป็นรอยแดง (เรียก Post-acne erythema; PAE) รอยดำจากการอักเสบ (Post-inflammatory hyperpigmentation; PIH) รวมไปถึงอาจจะเกิดรอยแผลเป็น ถ้าตอนเป็นสิวนั้นเป็นมากจนเกิดการทำลายโครงสร้างของรูขุมขนไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ Effaclar Duo+M นี้ มีกลไกหลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. ลดสิว
  2. ลดเลือนรอยดำรอยแดงสิว
  3. ลดโอกาสสิวเกิดซ้ำ

ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในทางคลินิกในกลุ่มอาสาสมัครตั้งแต่ช่วงอายุ 10 ปี ขึ้นไป โดยแพทย์ผิวหนัง

หลังใช้ 8 ชั่วโมง

  • 74% พบว่าปัญหาสิวดูลดลง
  • 78% รอยสิวดูจางลง
  • 89% ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

และใน 28 วัน 89% ของอาสาสมัครมีปัญหาสิวลดลง

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ซึ่งในชุด Effaclar Duo+M ที่ปรับมาใหม่นี้ จะมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Phylobioma ซึ่งเด่นเรื่องของการปรับสมดุล Phylotypes ของ C. acnes โดยไปลด C. acnes IA1 ที่ก้าวร้าวดุร้าย และปรับสมดุลจุลินทรีย์ให้กลับมาสู่ปกติเหมือนผิวคนสุขภาพดี

นอกจากนี้โมเลกุลนี้ยังช่วยลดการสร้าง Biofilm ที่เหมือนเป็นเกราะฟิล์มเคลือบให้เชื้อเกาะผิวดีขึ้น ของเชื้อ C. acnes ลดกระบวนการอักเสบ ปรับสมดุลการสร้างและขับ Sebum และปรับสมดุลการสร้างผิวไม่ให้มีมากจนเกินกว่าที่ผิวเราจะผลัดไหวและสะสมจนเกิดเป็นการอุดตันขึ้นมา

มาดูรายละเอียดของสารบำรุงในสูตรนี้กัน

เริ่มต้นที่ Niacinamide หรือ วิตามินบี 3 มีประโยชน์ที่ดีกับผิวที่มีปัญหาสิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านของการดูแลการอักเสบระคายเคือง เป็น Whitening ผ่านการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอก ซึ่งอาจจะให้ผลดีในแง่ของรอยดำจากสิวไปด้วย มีรายงานวิจัยศึกษาถึงประสิทธิภาพของ Niacinamide ในการดูแลสิว โดยใช้ 4% niacinamide พบว่าให้ผลดีในการลดสิวในกลุ่มอาสาสมัครที่มีผิวมัน (Int J Dermatol. 2013;52(8):999-1004.)

ถัดมาจะเป็นกลุ่มของสารที่มีประโยชน์ในการควบคุมความมันใช้สีฟ้าเป็นตัวแทน

  • Silica และ Rice starch ดูดซับน้ำมัน ความมันส่วนเกิน
  • สารสกัดจากทับทิม มีสารในกลุ่ม Tannin ซึ่งมีประโยชน์ในการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน
  • Zinc PCA ที่มีประโยชน์ในการควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน และยังมีรายงานการวิจัยกล่าวว่า มีคุณสมบัติปกป้องพวกคอลลาเจนในผิวจากรังสี UVA ได้ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ MMP-1 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้เกิดความหย่อนยานและริ้วรอย (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(1):23-8.) ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบกล่าวว่า สารนี้มีประโยชน์เป็นสารเติมน้ำให้ผิว (Humectant) ระงับเชื้อบางชนิด ควบคุมความมัน ลดริ้วรอยและชะลอวัย (TDS Ajidew® ZN-100, Ajinomoto Ltd.)

กลุ่มกรดอินทรีย์ที่ดูแลปัญหาสิว รวมไว้เป็นสีบานเย็น

  • Salicylic acid ที่จัดเป็นสารในกลุ่ม BHA ลดการอุดตันภายในรูขุมขนโดยการไปสลาย Comedone (สิ่งอุดตัน)
  • Capryloyl salicylic acid จัดเป็นสารในกลุ่ม Lipohydroxy acid หรือ LHA ซึ่งมีประโยชน์ในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ ดูแลเรื่องการระคายเคือง และลดเลือนรอยดำจากสิว

สารบำรุงอื่นๆ ได้แก่

  • Mannose เป็นสารในกลุ่มน้ำตาล มีข้อมูลสนับสนุนว่า Mannose มีประโยชน์ในการดูแลเรื่องการอักเสบ/ระคายเคืองของผิว โดยมีการทดสอบในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นสะเก็ดเงิน พบว่าลดการสื่อสารระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน T-Helper cell กับเซลล์ผิว Keratinocyte ส่งผลให้การอักเสบต่างๆ ลดลง ทั้งในรูปแบบรับประทานและแบบทาภายนอก (Int Immunopharmacol. 2023;118:110087.) ซึ่งก็อาจจะมีประโยชน์ในการดูแลความรู้สึกระคายเคืองจากสิว
  • 2-Oleamido-1,3-Octadecanediol ตัวนี้เป็นสารสิทธิบัตรของเครือ L’Oréal มีชื่อเล่นว่า ProceradTM ซึ่งเป็นสารในกลุ่มของ Ceramide นอกจากจะดูแล Barrier ผิวแล้ว น้องยังไปลดการสร้างเม็ดสีผิว ที่อาจจะมีประโยชน์ในการดูแลรอยดำจากสิวไปพร้อมๆ กัน

เทียบโครงสร้างของ Procerad กับ แกนโครงสร้างหลักของ Ceramide จะเห็นว่ามีส่วนหัวที่เหมือนกัน

  • Vitreoscilla ferment filtrate มีงานวิจัยของ La Roche-Posay ทดสอบสารสกัดจากแบคทีเรีย Vitreoscilla filiformis ที่เลี้ยงในน้ำแร่ลาโรชโพเซย์ พบว่าสามารถกระบวนการสังเคราะห์ mRNA และ peptide ที่เป็นสารฆ่าเชื้ออกมาจากผิวได้มากขึ้น มีผลเพิ่มสาร Antioxidant และเอนไซม์ที่ช่วย Detox อื่นๆ จึงเป็นการเสริมสร้างระบบป้องกันตัวเองของผิว (Defense system) (Clin Cosmet Investig Dermatol. 2013; 6:191-6.) ทางแบรนด์เรียกว่าเป็น Aqua Posae Filiformis (ขอย่อว่า APF) ซึ่งมีประโยชน์ในการปรับสมดุลของ Microbiome และเสริมความแข็งแรงให้แก่ Barrier ผิว เมื่อนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์จะให้ประโยชน์ในการดูแลอาการคัน ระคายเคืองทั้งจากผิวแห้ง และจากปัญหาสิว จึงเรียกได้ว่า APF มีความน่าสนใจตัวหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับการดูแลสิวผ่านทาง Microbiome และการระคายเคืองผิว
  • Piroctone Olamine เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อยีสต์บางชนิด เช่น Malassezia furfur (อีกชื่อคือ Pityrosporum ovale) เป็นยีสต์ที่อาศัยอยู่บนผิวเราตามธรรมชาติ ยีสต์ตัวนี้กินไขมัน (Sebum) เป็นอาหาร ถ้ามีมากเกินไปจนระบบ microbiome เสียสมดุล ก็จะทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด เช่น Seborrheic dermatitis (เซ็บเดิร์ม) หรือ กลุ่มอาการรูขุมขนอักเสบ ที่เรียกกันในวงการว่าสิวยีสต์ (Malassezia (Pityrosporum) folliculitis, fungal acneiform) (J Clin Aesthet Dermatol. 2014; 7(3): 37–41.)

มันจะมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พึ่งออกมาในปี 2023 ในคนไทย เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปรับสมดุล Microbiome บนผิวของครีมสูตรผสม Aqua Posae Filiformis, lipohydroxy acid, salicylic acid, linoleic acid, niacinamide และ piroctone olamine เทียบกับ BP และกรดวิตามินเอ พบว่า Combination นี้สามารถปรับสมดุล Microbiome ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น แต่ในขณะที่ กลุ่มอาสาสมัครที่ใช้ BP และกรดวิตามินเอนั้นมีความหลากหลายของ Microbiome ที่ลดลง (Wongtada et al. Exp Dermatol. 2023 Jun;32(6):906-914.)

ปกติแล้วผิวที่สุขภาพดีจะมีความหลากหลายของ Microbiome อยู่สูง นั่นก็แปลว่า สูตร combination นี้สามารถดูแลผิวให้มีสุขภาพดีได้นั่นเอง (แต่ในครีมรุ่นที่นำมารีวิวนี้ไม่มี Linoleic acid นะ แต่ ในซีรี่ส์ Effaclar บางชิ้นเป็น combination นี้ค่ะ)

ในภาพรวมส่วนผสมที่ทางแบรนด์เลือกใช้สามารถดูแลปัญหาสิวและปัญหากวนใจที่มากับสิวได้ครบจบทุกวงจรของการเกิดสิว ซึ่งสามารถสรุปได้ดังภาพ

ในส่วนของเนื้อครีมเบส และส่วนผสมอื่นๆ ก็ถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีส่วนผสมที่ไม่เป็นมิตรกับผิว และสูตรชุดนี้ผ่านการทดสอบการระคายเคืองและประสิทธิภาพในอาสาสมัครมาแล้ว

มาให้คะแนนกันดีกว่าค่ะ

  1. สารบำรุง (Actives) เรียกได้ว่ามีอยู่ค่อนข้างหลากหลาย และดูแลผิวได้ผ่านหลายกลไกทั้งในทุกระดับของการเกิดสิว ตั้งแต่ก่อนเป็นสิว สิวขึ้น รอยสิว และการกลับเป็นซ้ำของสิว โดยจะค่อนข้างเด่นในแง่ของเรื่อง Microbiome และการดูแลเรื่องปัญหาการระคายเคืองผิว รอยแดง รอยดำ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก (Base) เบสเป็นแบบเจลครีม ส่วนผสมเลือกมาได้ค่อนข้างดี รับไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง (Additives) ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ La Roche-Posay สาขาประเทศไทยที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยการศึกษา และมี Mechanism ที่น่าสนใจ มาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

Official facebook: @LaRochePosayThailand (https://www.facebook.com/LaRochePosayThailand)

หรือท่านที่จะตามไปส่องสินค้าบน Official Mall ก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

ตัวสินค้ามีด้วยกัน 2 ขนาด หลอดเล็กสำหรับมือใหม่อยากลองใช้ 7.5 ml ราคา 219 บาท หลอดปกติ 40 ml ราคา 1090 บาท (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่น)

ทางไปชอปปิ้ง ขนาด 7.5 ml

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/1LPraJ6abx

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.teYdu?cc

ทางไปช้อปปิ้ง ขนาด 40 ml

แอพส้ม https://s.shopee.co.th/40QclF01tb

แอพฟ้า https://s.lazada.co.th/s.teYeA?cc

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ La Roche-Posay ประเทศไทย การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่ได้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มบูสเตอร์ที่ดูแลผิวที่มีปัญหาสิวอย่างครบวงจร กับ Sheen gentle skin refining booster จาก the Labatorian

เมื่อไม่นานมานี้แบรนด์ the Labatorian ได้ออกสินค้าใหม่เพื่อการดูแลสิวแบบครบวงจร ซึ่งน้องผ่านการพัฒนาสูตรเคี่ยวเข็ญออกมาอย่างหนักหน่วง จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ แถมเปิดตัวมาแค่แป๊บเดียวก็ Sold out แบบสับ เป็นที่น่าฮือฮามาก

แต่ ทางเพจเราก็ได้มา 1 ชุด จึงขอหยิบมาวิเคราะห์ส่วนผสมและเล่าให้ฟังถึงความน่าสนใจของสินค้าชิ้นนี้ให้ได้ฟังกัน

โดยผลิตภัณฑ์นี้ก็คือ Sheen by the Labatorian ซึ่งมีหน้าตาเป็นแบบนี้

แพคเกจมาในขวดคล้าย Vial พร้อม Applicator ใน 1 กล่องจะประกอบด้วย 2 ชุด

เวลาใช้งานเราจะถอดฝาออก แล้วประกบ Applicator ลงไปแทน ก็จะได้หน้าตาแบบนี้

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 4 – 5

เนื้อผลิตภัณฑ์จะมาในรูปแบบใส มีสีเขียวอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีจาก Malachite extract ที่เป็นส่วนประกอบ น้องจะมีประโยชน์อย่างไร เดี๋ยวไปเล่าให้ฟัง ไม่มีกลิ่นเนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ซึมไว แห้งไว ไม่เหนอะหนะ

ในด้านของส่วนผสม ถือว่าจัดเต็มเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับคอนเซปท์ของการดูแลสิวของผลิตภัณฑ์นี้ คือมาในคอนเซปท์ 4P ไม่ใช่ Marketing mix Product Price Place Promotion แต่เป็น

  • Pre หมายถึง ระยะที่สิวยังอยู่ใต้ผิว เรายังมองไม่เห็น อาจจะกำลังเริ่มมีการอุดตันเกิดขึ้น โดยอาศัย Salicylic acid ที่ไปย่อยสลายเศษซากโคมีโดนอุดตัน (Comedolytic) ในความเข้มข้นตาม Guideline ที่ 2% ร่วมกับ HEPES (Hydroxyethylpiperazine ethane sulfonic acid)
  • Present หมายถึง ระยะที่สิวโผล่ขึ้นมาแล้ว ด้วย Oligopeptide-10
  • Post หมายถึง การดูแลสิวหลังจากสิวหายไปแต่ทิ้งรอยเอาไว้ ด้วย sh-Oligopeptide-1
  • Prevent หมายถึง การดูแลเพื่อไม่ให้สิวโผล่มาใหม่ ด้วยการปรับสมดุลให้แก่ผิว ได้แก่ Alpha-glucan oligosaccharide และ Salicylic acid

สำหรับบทวิเคราะห์ส่วนผสมโดยละเอียดก็จะเป็นดังนี้

เนื่องด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิว เลยจะขอหยิบเอาส่วนผสมที่เด่นในแง่ของดูแลสิวมากล่าวถึงก่อน

โดยส่วนผสมที่มีประโยชน์ในการดูแลผิวที่มีปัญหาสิว แทนด้วยสีน้ำตาล

  • Salicylic acid จัดเป็น BHA ที่ทางแบรนด์เลือกใช้ในความเข้มข้น 2% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ในการลดการอุดตัน (Comedolytic)
  • Salix Alba Bark Extract ประกอบด้วย สาร salicin ซึ่งเป็น Salicylic acid ในรูปแบบธรรมชาติที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ (เรียก Glycoside) ผิวเราจะสามารถย่อยน้ำตาลตรงนี้ แล้วได้ Salicylic acid กลับมา
  • Hydroxyethylpiperazine Ethane Sulfonic Acid หรือ HEPES ลักษณะโครงสร้างเป็น Organosulfur acid มีความเป็นกรดน้อยๆ มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น เป็นบัฟเฟอร์ ช่วยควบคุมค่า pH ของตำรับให้คงที่ เติมน้ำให้ผิว มีคุณสมบัติในการผลัดผิวแบบอ่อนๆ ผ่านการทำให้โปรตีนเคราตินบนผิวนุ่ม เกาะกันหลวมลง และหลุดออกไปได้ง่ายตามธรรมชาติ อาจกล่าวโดยอ้อมๆ ว่า ลดการอุดตันได้อีกทาง
  • Oligopeptide-10 เป็นเปปไทด์สายสั้นๆ ที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ มีรายงานว่าเมื่อใช้ร่วมกับ Salicylic acid จะได้ประสิทธิภาพในการดูแลสิวที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยดูแลเรื่องรอยแดง โดยไปยับยั้งพวกสารก่อการระคายเคืองจากแบคทีเรีย ดูแลการระคายเคือง และจุดด่างดำไปพร้อมๆ กัน

สีชมพู เน้นไปที่ด้าน Whitening เพื่อดูแลรอยดำ มีส่วนผสม 2 ชนิด ได้แก่

  • วิตามินบี 3 ซึ่งให้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ลดการสร้างน้ำมันส่วนเกิน ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง เสริมการสร้างไขมันที่เป็น Barrier ผิว ดูแลเรื่องรอยแดง และให้ประโยชน์เรื่องสิว
  • Nonapeptide-1 เป็นเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมน MSH (Melanocyte stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี Melanocyte ให้เกิดการสร้างเมลานินออกมาในระยะต่อไป เมื่อ MSH ถูกยับยั้งไป การสร้างเม็ดสีก็จะน้อยลง โดยปกติการอักเสบที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสิว ก็จะไปกระตุ้นให้ Melanocyte ทำงาน จนเกิดเป็นรอยดำ (Post-inflammatory hyperpigmentation) ตัวนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์ในการดูแลรอยดำจากสิว

สารสีเหลืองส้ม ดูแลเรื่อง Microbiome นั่นคือ Alpha-glucan oligosaccharide ซึ่งเป็นสารอาหารกลุ่ม prebiotic ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดี หรือ probiotic บนผิว ให้ผิวแข็งแรง ดูแลเรื่องการเกิดสิวอ้อมๆ

สีน้ำเงิน มี sh-Oligopeptide-1 ที่เด่นเรื่องของการดูแลริ้วรอย โดยเป็น Epidermal growth factor (EGF) เสริมการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของผิว ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์อ้อมๆ ในการดูแลหลุมสิว ซึ่งมีการศึกษารองรับอยู่หลายชิ้น ส่วนหนึ่งได้แก่ คุณสมบัติในการลดการเกิดสิวและสิวอักเสบ รวมไปถึงเพิ่มความชุ่มชื้นและควบคุมความมันของอาสาสมัคร (Int J Dermatol. 2014;53(8):1031-6.) ลดริ้วรอย กระชับรูขุมขนและปรับ Texture ของผิวให้เรียบเนียนขึ้น (J Drugs Dermatol. 2012;11(5):613-20.)

สีม่วง เป็นกลุ่มไขมันและสารที่เป็นองค์ประกอบของ Barrier ผิว ให้ผิวแข็งแรง ได้แก่ Ceramide NP, Ceramide AP, Ceramide EOP, Phytosphingosine, และ Cholesterol มากันแบบฉ่ำใจ

สีฟ้า เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นหลัก ขอหยิบเอาบางตัวที่น่าสนใจมาเล่า ได้แก่

  • Glyceryl glucoside เปิดมาก็ไม่ธรรมดาเลย น้องเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการดูดน้ำให้ผิว มีรายงานวิจัยรองรับถึงความสามารถในการฟื้นฟู Barrier ของผิว ประสิทธิภาพนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ Glycerin สารนี้ยังสามารถกระตุ้นการสร้างโมเลกุลของโปรตีนที่ชื่อ Aquaporin-3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งผ่านของน้ำและ Glycerin เข้าสู่ผิว (Skin Pharmacol Physiol. 2012;25(4):192-9.)
  • Panthenol หรือ Provitamin B5 นอกจากประโยชน์ในด้านความชุ่มชื้นแล้ว นางยังเด่นในด้านของการดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง และเสริมกระบวนการฟื้นฟู Barrier ชองผิว
  • Acetamide MEA เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ดีไม่แพ้ Glycerin แต่ไม่เหนอะหนะ อาจจะได้เรื่องความสบายผิว (Soothing) อยู่ด้วย
  • Sodium polyglutamate เป็นรูปเกลือของ Polyglutamic acid (PGA) ที่ได้จากการหมักถั่วหมักนัตโตะ มีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมทั้งอาจเพิ่มปริมาณของ สารจับน้ำตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor; NMF) ในผิว และมีการเคลมเกี่ยวกับเรื่องการดูแลการระคายเคืองผิว
  • Cocamidopropyl PG-Dimonium Chloride Phosphate น้องชื่อยาวๆ นี่ เป็น Phospholipid ที่ดัดแปลงมาจากน้ำมันมะพร้าว ที่เคลือบ/เกาะติดผิวได้ดี มีความอ่อนโยน ช่วยปรับสภาพผิวให้นุ่มนวล และเพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมดูแลเรื่องการระคายเคือง

กลุ่มสีเขียว สารบำรุงที่เด่นเรื่องการดูแลการระคายเคืองผิว มีด้วยกันหลายชนิดเช่นกัน ขอหยิบเอาบางตัวมาพูดถึง

  • สารสกัดจากใบบัวบกที่มีประโยชน์ที่ดีกับผิวหลายประการ เช่น การเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนให้ผิว เป็น Antioxidant ที่ดี เสริมกระบวนการสมานผิวตามธรรมชาติ ซึ่งอาจจะได้ประโยชน์เรื่องหลุมสิว
  • Biosaccharide gum-2 เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพ ประกอบด้วยน้ำตาล Rhamnose เป็นหลัก ซึ่งสามารถไปจับกับตัวรับบนผิว Keratinocyte ที่เกิดความเสียหายจากการอักเสบ หรือความเครียด มอบ Soothing effect และให้ประโยชน์ในการดูแลรอยแดง
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester เป็นเปปไทด์ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง ให้ความรู้สึกสบายผิว และดูแลเรื่องความรู้สึกระคายเคือง
  • Allantoin, Betaine, สารสกัดจาก Boswellia เด่นในแง่ของการดูแลเรื่องการระคายเคือง และให้ Soothing effect

สารสีแดงส้ม เป็นสารบำรุงอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะเด่นด้าน Antioxidant ได้แก่

  • Chlamydomonas reinhardtii extract เป็นสารสกัดจากสาหร่าย Microalgae ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่ม Carotenoid อย่าง lutein และ neoxanthin อยู่เยอะ ข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีคุณสมบัติต่อต้านกระบวนการ ‘Inflam-aging’ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปฏิกิริยาการอักเสบ ที่ไปเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ และทำให้เอนไซม์ MMP ไปย่อยสลายคอลลาเจน และองค์ประกอบอื่นๆ จนเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมา นอกจากนี้ยังเสริมกระบวนการผลัดผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น
  • Malachite extract สารที่เตรียมได้จากการบดและย่อยหิน Malachite ที่ประกอบด้วยทองแดงด้วยกรด และสะเทินกลับด้วย Sodium bicarbonate ประกอบด้วยแร่ธาตุทองแดง (Copper) อยู่มาก มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี ปกป้องผิวจากมลภาวะ ความเครียด และรังสี UV และมีข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมเรื่องของการดูแลริ้วรอย
  • สารสกัดจากใบ Blackcurrant (Ribes Nigrum Leaf Extract) มีรายงานการวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และการอักเสบระคายเคือง (Tabart et al. Food Chem. 2012;131(4):1116-1122.)
  • ตัวเบลนด์กันระหว่าง Glycerin (and) Ribes nigrum (blackcurrant) leaf extract (and) Rubus idaeus (raspberry) leaf extract น่าจะหมายถึงสารที่มีชื่อทางการค้าว่า Seboxyl® ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากทางฝั่งฝรั่งเศส เด่นเรื่องของการปกป้องผิว ในคนที่มีผิวมันเป็นพิเศษ โดยจะไปป้องกันไม่ให้ Squalene ใน Sebum บนผิวถูกออกซิไดส์ (หรือ ที่เรียกว่าเกิด Lipid peroxidation) ด้วยอนุมูลอิสระ หรือความเครียด หรือรังสียูวี  ตรงนี้มีเรื่องเล่าเพิ่มค่ะ

ใน Sebum ของคนเราจะมีไขมันชนิดพิเศษหลายชนิดที่ไม่เจอบริเวณอื่น 1 ในนั้น คือ Squalene ซึ่งมีความอิ่มตัวสูงมาก โดยแค่น้องออกมาภายนอกแล้วโดย UV ฉายใส่แป๊บเดียว ก็จะถูกออกซิไดส์ ได้เป็น Squalene peroxides (ขอเรียกย่อว่า SP) หลายชนิด 1 ในนั้นที่มีความสำคัญในการเกิดสิว คือ Squalene monoperoxide ซึ่ง มีการทดลองในระดับเซลล์พบว่า Squalene monoperoxide นั้นเป็นพิษกับเซลล์ผิว (Keratinocyte) ไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบ และมีผลในการกระตุ้นให้เกิดการอุดตัน (Comedogenic)

มีการศึกษาพบว่า ยิ่งถ้ามีระดับของ SP มาก ก็จะยิ่งมีขนาดของเม็ด Comedone ที่อุดตันอยู่ภายในปากปล่องของรูขุมขนใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ Sebocyte ในต่อมไขมันมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง Sebum ออกมามากขึ้น

SP ยังไปกระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อยสารก่อการอักเสบกลุ่ม IL-6 ออกมา ซึ่งไปทำให้เกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ ต่อไป โดยปกติใน Sebum จะมีวิตามินอี ที่คอยมาจัดการเจ้า SP แต่ถ้ากระบวนการ Lipid peroxidation เกิดขึ้นมาก ปริมาณของวิตามินอีใน Sebum ก็จะน้อยลง และก็พบว่ามีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของสิวด้วย โดยถ้าสิวมีความรุนแรงมาก Squalene ก็จะเกิดการ Oxidized ไปมากด้วย และวิตามินอีก็จะลดลงมากด้วย (Ottaviani et al. Mediators of inflammation. 2010:858176.)

เราสามารถสรุปความร้ายกาจของ SP ได้ประมาณภาพนี้ค่ะ

ทีนี้เจ้า Seboxyl® น้องไปยับยั้งการเกิด Lipid peroxidation ของ Squalene ก็เลยไม่เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตามมา ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

ตรงนี้มีแบบเป็น วีดีโอ ด้วยนะคะ

คลิปวีดีโอเรื่องของ Lipid peroxidation ของ squalene ใน sebum กับการเกิดสิว
  • Phalaenopsis sogo yukidian extract สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ ซึ่งเป็น Antioxidant และอาจจะได้ประโยชน์เรื่อง Whitening ด้วยนิดหน่อย

สรุป คือ ในภาพรวมของสารบำรุงผิวที่ใส่มาคือ ดิฉันอยากเทอาบ ไม่ใช่สิ

เอาใหม่ ในภาพรวมของสารบำรุงผิวที่ใส่มาเรียกได้ว่าดูแลผิวพรรณที่มีปัญหาสิวได้ครบทั้งวงจร ในทุกสเต็ปของการเกิดสิว ตามคอนเซปท์ 4P ที่แบรนด์เสนอมา คือ Pre ลดการอุดตันก่อนสิวจะโผล่มาก่อกวน Present ดูแลสิวที่มากวนใจอยู่ Post ดูแลรอยสิว แบบครบจบทั้งรอยแดง รอยดำ รอยหลุม คือสารบำรุงมาครบ และ Prevent ปรับสมดุล Microbiome พร้อมผลัดผิวอย่างๆ อ่อนๆ ป้องกันการอุดตันใหม่

ซึ่งนอกจากเรื่อง 4P แล้ว ที่เด่นชัดมากคือ เรื่องของการดูแลเรื่องการอักเสบและระคายเคืองผิวที่มาแบบจัดเต็ม เสริมกันจนแทบจะกลบทุกกลไก ดูแล Barrier ผิวไปด้วยพร้อมๆ กัน ชนิดที่ว่าถ้าไม่ฉ่ำวันนี้จะฉ่ำวันไหน

ส่วนผสมอื่นๆ ก็คือเลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่า

  1. สารบำรุง ทำมาได้ค่อนข้างดีสำหรับผิวพรรณที่มีปัญหาสิว ซึ่งมักจะพบกับปัญหาหลายๆ อย่างมากวนใจ เช่น การระคายเคือง รอยแดง รอยดำ พอใช้ยาสิวผิวก็จะแห้ง ระคายเคืองง่ายไปอีก น้องทำมาได้ตอบโจทย์และดูแลได้อย่างครอบคลุม ดังที่ได้เล่าให้ฟังในด้านบน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก/Base ทำมาในเบสน้ำ ที่เหมาะกับคนผิวมัน มีสารเสริมความชุ่มชื้นอยู่หลายตัว ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง/Additive ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยไม่มีจุดให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

ด้วยความที่ช่วงนี้ไม่มีสิว เลยไม่ได้ให้คะแนนด้านการใช้งาน แต่จะบอกว่า เนื้อน้องบางเบามาก ไม่เหนอะหนะ และตัวเองมีผิวผสม/แห้ง เห็นส่วนผสมก็อยากใช้เลย ลองใช้ในขั้นตอนของ Essence ลงก่อนใช้สกินแคร์อื่น ก็คือชอบมากๆ ที่เด่น ก็คือ ด้านของความรู้สึกไม่สบายผิวในระหว่างวันมันลดลงไปเยอะ จะติก็แค่อย่างเดียว คือ ดิฉันพกพาไปใช้ตอนเดินทางไม่ได้

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางแบรนด์ the Labatorian ด้วยนะคะที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้ได้เปิดหูเปิดตา และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์โดยตรงเลยนะคะ

IG : the_labatorian

Line official : @labatorian

Facebook : Labatorian

Disclaimer/conflict of interests: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ the Labatorian การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสม/วัตถุดิบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล และผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบริษัทเครื่องสำอางใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณ

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมเซรั่มสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาสิว Pimprove Anti-Blemish & Pore Clarifying Serum จาก Zeroid

เชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจในวงการ เมื่อทาง Neopharm ออกไลน์ใหม่เพื่อดูแลผิวที่เป็นสิวอย่างอ่อนโยน ซึ่งในครั้งก่อนทางเพจได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวที่มีปัญหาสิว สูตรปรับปรุงใหม่ ปี 2023 มาในแพคเกจใหม่ ของทาง Zeroid ในไลน์ Pimprove ชื่อว่า Soothing Moisturizer ไปแล้ว

ท่านที่สนใจ สามารถย้อนกลับไปติดตามที่ลิงค์นี้ได้ค่ะ

https://miyeonthereviewer.com/2023/07/05/zeroid-pimprovemoist/

สำหรับคอนเท้นท์นี้ก็จะมาขออัพเดท รีวิว และวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสิวอีกชิ้นหนึ่งในไลน์ Pimprove ที่พัฒนาออกแบบมาดูแลสิวที่น่าสนใจภายใต้คอนเซปท์ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย

โดยมีชื่อว่า Pimprove Anti-blemish & Pore Clarifying Serum

ที่มีหน้าตาและโทนสีคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์อื่นในไลน์ Pimprove

รุ่นนี้จะมาในแพคเกจขนาด 40 ml

ตัวภาชนะบรรจุเป็นขวดปั๊มแบบสุญญากาศ (Airless pump)

เนื้อผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นแบบโลชั่นไม่หนืดมาก เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมเราเลยจะได้กลิ่นจางๆ ของวัตถุดิบอยู่ค่ะ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ให้สัมผัสที่บางเบา ไม่เหนอะหนะ แต่ก็ยังชุ่มชื้นอยู่

ค่า pH อยู่ที่ราวๆ 5 – 6 ซึ่งใกล้เคียงกับค่า pH ตามปกติของผิว

สำหรับตัวเซรั่มสูตรนี้นั้น ทางแบรนด์ได้ผ่านการทดลองแล้วพบว่าน้องพิมสูตรนี้ลดการสะสมของ เจ้า C. acnes (ชื่อใหม่ของน้องที่ทำให้เกิดสิว P. acnes) ในรูขุมขน โดยวัดจากการเรืองแสงของสารเรืองแสง Porphyrin ที่สร้างโดย C. acnes

ซึ่งมีงานวิจัยที่พบว่า ระดับหรือปริมาณของ Porphyrin สอดคล้องกับความรุนแรงของการเป็นสิว (Bernard et al., mSphere. 2020;5:1–10.)

ทางแบรนด์จะแนะนำให้ใช้เซรั่มนี้ คู่กับ Pimprove Soothing Moisturizer ที่เคยได้นำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมไปเมื่อครั้งก่อนค่ะ

ทางเพจเรียกน้องเป็นชื่อเล่น ว่า น้องพิมใหญ่ = Pimprove soothing moisturizer และ น้องพิมเล็ก = Anti-blemish & pore clarifying serum ค่ะ

ส่วนผสมเป็นดังนี้

ในภาพรวมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสิวที่ทำมาได้ค่อนข้างดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว โดยทางนี้ได้แบ่งกลุ่มส่วนผสมที่เป็นสารบำรุงไว้ตามประโยชน์แยกเป็นสีๆ

เริ่มที่ สีเขียว คือ สารสกัดจากบัวบก (Centella asiatica extract) เป็นตัวเมน เป็นเบสหลักของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ ซึ่งบัวบกเป็นพืชที่มีการศึกษาทางผิวหนังค่อนข้างเยอะ และมีประโยชน์ที่ดีกับผิวพรรณหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant, ลดการอักเสบระคายเคือง เสริมการสมานแผล เสริมการสังเคราะห์คอลลาเจน โดยประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่สำคัญในกลุ่ม Triterpenoids ที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ asiaticoside, madecassoside, asiatic acid และ madecassic acid ที่สามารถออกฤทธิ์ได้ผ่านหลายระบบ (Park KS. Evid Based Complement Alternat Med. 2021:5462633.)

ในกรณีของสารสกัดจากบัวบก สำหรับดูแลสิว พบว่า สาร madecassoside ไปยับยั้งการปลดปล่อยสารก่อการอักเสบ IL-1β ไปลดการแสดงออกของ Toll-like Receptor-2 (TLR2) ซึ่งเวลามีการโตของเชื้อสิว C. acnes มันจะไปกระตุ้นที่ TLR2 แล้วไปมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบระคายเคือง และไปปรับสมดุลการอักเสบผ่านระบบ NF-κB (Biosci Biotech Biochem. 2019;83(3):561-568.)

สีน้ำเงิน Tranexamic acid (TXA) เดิมที TXA มีการใช้เป็นยาต้านการแข็งเลือดกลุ่ม Plasmin inhibitor แต่พบว่ามีคุณสมบัติในการลดการสร้างเม็ดสี เลยมีการศึกษาในแบบทาภายนอก พบว่า มีคุณสมบัติเป็น Whitening และช่วยให้รอยฝ้าจางลงได้ และมีประโยชน์สำหรับรอยแดงจากสิว นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ พบว่า การให้อาสาสมัครใช้ TXA หลังกระตุ้นผิวให้เกิดความเสียหายต่อ Barrier ด้วยสาร SLS และรังสี UVB พบว่าสามารถเร่งการฟื้นฟู Barrier ผิวได้ผ่านการกระตุ้นการสร้างโปรตีน Occludin ที่เป็น Tight junction ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิวแข็งแรง (Int J Dermatol. 2014;53(8):959-65.)

สีม่วง เป็นสารที่มีประโยชน์กับสิว ได้แก่

  • Niacinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิว ผิวแข็งแรง ควบคุมความมัน และดูแลเรื่องรอยดำ รอยแดง
  • Capryloyl salicylic acid รู้จักกันในนาม Lipohydroxy acid หรือ LHA ที่มีประโยชน์ในการดูแลสิว ลดการอุดตัน ด้วยความที่ตัวน้องมีความละลายในไขมันได้ ก็จะแทรกซึมผ่านพวกน้ำมัน (Sebum) ที่กระจุกอยู่บริเวณปากปล่องรูขุมขนแล้วไปลดการอุดตันตรงนั้นได้
  • Acetyl dipeptide-3 aminohexanoate อยู่ในสูตรผสมของ Butylene glycol, water, acetyl dipeptide-3 aminohexanoate รู้จักกันในนาม Bodyfensine® ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบเคลมว่า มีประโยชน์ในการดูแลภูมิคุ้มกันผิว ผ่านการเสริมสร้างโปรตีนที่เป็น Antimicrobial peptide (AMP) กลุ่ม Beta-Defensin ชนิด 2 และ 3 (hBD-2, hBD-3) ซึ่งผ่านการทดสอบยืนยันในระดับหลอดทดลอง โดยโปรตีน 2 ชนิดนี้จะช่วยปรับสมดุลระหว่างเชื้อที่ดีกับเชื้อก่อโรคให้อยู่ในสภาวะสมดุล จึงช่วยดูแลสิว และทางผู้ผลิตวัตถุดิบได้มีการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร ผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย จำนวน 20 คน เป็นเวลา 28 วัน พบว่ายังได้ประโยชน์ในการควบคุมความมัน และเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว (Ref: Bodyfensine® TDS)

กลุ่มสารสีชมพู คือ กลุ่มสารที่เด่นในแง่ของการให้ความรู้สึกสบายผิว (Soothing effect) และดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ซึ่งเลือกเบลนด์กันมาหลายตัว ได้แก่

  • Acetyl dipeptide-1 cetyl ester เป็นเปปไทด์ที่เด่นเรื่องการดูแลเรื่องการระคายเคืองผิว เหมือนเป็นเปปไทด์สามัญประจำบ้านของ Pimprove น้องมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)
  • สารสกัดจากเมล็ด Linseed ทางผู้ผลิตวัตถุดิบจากเกาหลีแนะนำว่ามีคุณสมบัติในเชิงการลดการอักเสบระคายเคืองผิว
  • ส่วนสารสกัดจากเมล็ด Celery ก็มีข้อมูลว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม Bioflavonoid ที่ดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง
  • ปิดท้ายด้วย Azulene ซึ่งเป็นสารสีน้ำเงินที่พบได้ในพืชหลายชนิด รวมทั้งคาโมมายล์ มีความเด่นในแง่ของการลดการอักเสบระคายเคือง และรอยแดง เป็น Antioxidant ได้บ้าง ประกบมากับสารสกัดจาก Chamomile ก็ดูแลเรื่องการระคายเคืองไปอีก 1 กรุบ

ซึ่งคอนเซปท์ก็คือ คนที่ต้องใช้ยาสิวมักจะพบกับการระคายเคืองจากยาสิวอยู่แล้ว สกินแคร์ที่ใช้ถ้าดูแลเรื่องการระคายเคืองได้ก็น่าจะดี

ส่วน Arginine กับ Hyaluronic acid ก็ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว

และยังมี Dimethyl isosorbide เป็น Penetration enhancer ที่เสริมการดูดซึมของสารอื่น อาจจะมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยนำส่งสารเข้าไปในบริเวณที่มีการอุดตันของรูขุมขน

มาในเบสแบบน้ำนม และส่วนผสมอื่นๆ ในตำรับก็เลือกมาได้ค่อนข้างดี ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวตามสไตล์ Zeroid

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง หรือ Active สารที่ใส่มาเรียกได้ว่าเลือกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับดูแลผิวที่มีปัญหาสิว ทั้งลดการอุดตัน เสริมการสมานผิว และเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวผ่านกลไก Antimicrobial peptide ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. เนื้อหลัก หรือ Base มาในเนื้อแบบน้ำนม พร้อมส่วนผสมที่เติมน้ำและทดแทนไขมันคืนให้ผิวไปพร้อมๆ กัน ให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. สารปรุงแต่ง หรือ Additive ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิวเลยไม่มีจุดที่ให้หักคะแนน รับไป 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันเลอค่ามาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

LazMall: https://s.lazada.co.th/s.9yQ8D

ShopeeMall: https://invl.io/clje6ix

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#ยืนหนึ่งผิวมันขาดน้ำ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย

Image

รีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสม มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อดูแลผิวที่มีปัญหาสิว Zeroid Pimprove Soothing Moisturizer

วันนี้ขอนำเสนอบทรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมของครีมมอยส์เจอไรเซอร์น้องใหม่คนสุดท้องของ Zeroid pimprove ที่มีชื่อว่า Pimprove soothing moisturizer ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนก.พ. ที่ผ่านมาอย่างละเอียด

สำหรับแบรนด์ Zeroid นั้นเป็นแบรนด์ที่พัฒนามาภายใต้คอนเซปท์ Zero steroid ที่เน้นไปที่การฟื้นฟู Barrier ผิวให้แข็งแรงในหลายๆ ด้านไปพร้อมกันค่ะ

(Image from Zeroid Korea official website)

ทางเพจได้เคยนำเสนอบทวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดีๆ จากแบรนด์นี้ไว้หลายชิ้นอยู่เหมือนกัน สนใจตัวไหนไปจิ้มลิงค์อ่านรีวิว/วิเคราะห์ส่วนผสมได้เลยค่ะ

Zeroid ampoule: >>Click<<

Zeroid intensive repair-C: >>Click<<

Zeroid pimprove toner: >>Click<<

สำหรับวันนี้มาวิเคราะห์ตัว Pimprove soothing moisturizer ตัวใหม่ที่พัฒนามาจากสูตรเดิมค่ะ

มีหน้าตาเป็นดังนี้

ตัวแพคเกจมาในขวดแบบ Airless pump ขนาด 95 ml

เนื้อครีมไม่เหนียวข้นจนเกินไป และไม่มีน้ำหอม จึงได้กลิ่นตามธรรมชาติของวัตถุดิบอยู่จางๆ

เกลี่ยได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหนอะหนะ ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น เย็นสบายผิว ดูฉ่ำโกลว แบบไม่มัน

เนื้อครีมหลังเกลี่ยใต้แสงแฟลช

ก่อนไปดูส่วนผสม อยากบอกว่า คนผิวมันก็ยังจำเป็นต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์อยู่นะคะ เพียงแต่ต้องเลือกให้ถูกกับผิวของเรา เพราะว่าอาจเกิดสภาวะผิวมันแต่ขาดน้ำก็ได้ เนื่องจากน้ำมันบนผิวนั้นเรียกว่า Sebum มาจากต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ที่เป็นคนละส่วนกับไขมันที่เป็น Barrier ที่อยู่ในชั้นผิว

ไขมันบนผิวเยอะ ไม่ได้แปลว่า ไขมันที่เป็น Barrier ในชั้นผิวจะเยอะและสมบูรณ์ไปด้วย

ส่วนผสมเป็นดังนี้ค่ะ

สำหรับส่วนผสมในวันนี้ขอแบ่งเป็นกลุ่มๆ สีตามประโยชน์ค่ะ

ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็น Neopharm เทคโนโลยีสิทธิบัตร MLE ต้องมา

ส่วนผสมของ MLE ใช้แทนด้วยชุดสีม่วง

  • ปกติแล้วในผิวเราจะมีไขมันที่ทำหน้าที่เป็น Barrier ผิว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ Ceramide + Cholesterol และ กรดไขมัน ไขมันเหล่านี้มันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีด้วยกันหลายรูปผลึก ส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบ Liquid crystal
  • เจ้า MLETM นี่เป็นสูตรผสมของ Pseudoceramide (Myristoyl/palmitoyl oxostearamide/arachamide MEA หรือ Ceramide-9S) ร่วมกับ Phytosterol และกรดไขมัน Stearic acid เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายกับ Liquid crystal ของผิว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Polarized light จะเห็นเป็นเครื่องหมายกากบาท เรียก Maltese cross

(Image from Zeroid global official website)

ด้วยความที่การเรียงตัวเหมือนกัน เลยมีแนวโน้มว่าทำหน้าที่ปกป้องผิวทดแทน Barrier ของผิว

กลุ่มสารที่ดูแลเรื่องการระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว แทนด้วยสีน้ำตาล

  • Oleamide MEA สารตัวนี้รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า RestomideTM เป็นสารนวัตกรรมสิทธิบัตร ออกฤทธิ์โดยไปจับกับตัวรับ Endocannabinoid receptor CB1 ซึ่งพบได้หลายตำแหน่งในผิว เช่น เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า เซลล์ Fibroblast, Melanocyte ต่อมไขมัน บริเวณเส้นประสาท และเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน (Baswan et al., Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology 2020;13:927–942) ส่วนของในภาพรวมสรุปได้ว่ามีประโยชน์ให้ผิวแข็งแรง ประมาณรูปนี้

                    การใช้ Restomide อาจจะให้ประโยชน์ในด้านการลดการอักเสบ ความรู้สึกระคายเคือง ให้ความรู้สึกสบายผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงผ่านการเพิ่มกระบวนการเปลี่ยนสภาพหน้าที่ (Differentiation) ของเซลล์ในหนังกำพร้า (Keratinocyte) ให้โตเต็มไวและทำงานได้ดีขึ้น

  • Methyl caprooyl tyrosinate ตัวนี้มีชื่อว่า DefensamideTM เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรเช่นกัน มีรายงานว่าไปกระตุ้นเอนไซม์ Sphingosine Kinase 1 (SPHK1) ที่ Keratinocyte (เซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้า) ซึ่งไปมีผลเพิ่มการสังเคราะห์ Antimicrobial peptides (AMP) ตามธรรมชาติของผิว จึงส่งเสริมและปกป้องผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ และเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ผิว (Ref: Medchem Express; J Dermatol Sci. 2015;79(3):229-34.; J Immunol. 2018; 200(1 Supplement):170.14) นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุดิบยังกล่าวว่า มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง และลดการระเหยของน้ำออกจากผิว ไปพร้อมๆกัน
  • Beta-glucan เป็นสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่มีประโยชน์กับผิวหลายประการ มีประโยชน์เรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ การทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่า Beta-glucan ที่สกัดจากข้าวโอ๊ตมีประโยชน์ในการเสริมกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ผิว ให้โตเต็มวัย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และฟื้นฟู Barrier ผิว (Int J Biol Macromol. 2021;185:876-889.)
  • Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester น้องเป็นเปปไทด์สังเคราะห์ที่เด่นในแง่ของการลดความรู้สึกระคายเคือง ซึ่งมีการศึกษารองรับในอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครทา Capsaicin เพื่อเกิดการระคายเคือง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนี้ลงไป พบว่า สารนี้สามารถลดการระคายเคืองและความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดขึ้น (J Eur Acad Dermatol Venereol. 2016;30 Suppl 1:18-20.)

Niacinamide แทนด้วยสีน้ำเงิน ทางแบรนด์เคลมว่าใช้มาที่ความเข้มข้น 5% ซึ่งมีประโยชน์ที่ดีต่อผิวหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ด้านของ Barrier ผิว ดูแลการอักเสบระคายเคือง ควบคุมการสร้างน้ำมัน ดูแลเรื่องสิว และดูแลไปถึงด้าน Whitening

สีเขียวเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นผ่านการเติมน้ำให้ผิว มี Hyaluronate กับกรดอะมิโน Arginine

สีชมพู คือ วิตามินอี เป็น Antioxidant

สำหรับเบสเป็นเบสแบบครีม ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน และไม่มีส่วนผสมของสารอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับผิว

มาให้คะแนนกันดีกว่านะคะ

  1. สารบำรุง ครีม Zeroid pimprove soothing moisturizer ขวดนี้ มีส่วนผสมของสารบำรุงอยู่หลายชนิด ที่เด่นไปในด้านของ Soothing (การให้ความรู้สึกสบายผิว) แบบครอบคลุมกันผ่านหลายกลไก ทั้งดูแลเรื่องการอักเสบระคายเคือง ลดความรู้สึกระคายเคือง ดูแลเรื่อง Barrier ให้แข็งแรง ทั้งในระดับของ Lipid barrier และ ผ่านทาง Antimicrobial peptide และยังดูแลเรื่องสิว ซึ่งอาจจะครอบคลุมถึงด้านของรอยสิวไปด้วยพร้อมๆ กัน เพื่อให้ผิวเราสามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้เอง ตอบโจทย์ผิวมันแต่ขาดน้ำ ให้ไป 5 ฟลาสก์
  2. ส่วนผสมอื่นๆ ไม่มีสารที่ไม่เป็นมิตรกับผิว เลยขอให้ไป 5 ฟลาสก์
  3. การใช้งาน ส่วนตัวมีผิวค่อนข้างแห้ง เลยรู้สึกว่าตัวนี้อาจจะเบาไปนิดหน่อย แต่จากที่ได้ให้เพื่อนที่มีผิวมัน 2 ท่านทดลองใช้ ได้รับฟีดแบคกลับมาเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่เยิ้มเป็นสังขยา ผิดวิสัยครีมเกาที่มักจะใช้แล้วเยิ้มในระหว่างวัน ให้ความรู้สึกสบายผิว ไม่ระคายเคือง และรู้สึกว่าอาการผิวแดงลดลง เพื่อนให้ 5 ฟลาสก์

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Zeroid สาขาประเทศไทยด้วยนะคะ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ดีๆ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันเลอค่ามาให้ได้รู้จักและทดลองใช้ และขอบคุณทุกท่านด้วยค่ะที่ติดตามรับชมมาจนจบ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ทางแบรนด์ Zeroid โดยตรงเลยนะคะ

Facebook https://www.facebook.com/ZeroidThailand

LazMall https://invol.co/cljepej

ShopeeMall https://invl.io/clj5gyv

Disclaimer/Conflict of interest: ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากทางแบรนด์ Zeroid การรีวิวครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ส่วนผสมตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและอาศัยความเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆในการขายสินค้า โปรดใช้วิจารณญาณ

#ยืนหนึ่งผิวมันขาดน้ำ #ดูแลสิวผิวไม่เสีย