[Review] It’s Skin Power 10 Formula 9 สูตร

[Review] It’s Skin Power 10 Formula 9 สูตร

สมัยก่อนมี่ติดผลิตภัณฑ์จาก DHC มาก คือเรียกได้ว่า เป็น Skincare จากเคาน์เตอร์ชิ้นแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ ใช้ DHC มาตลอดจนกระทั่ง DHC เลิกจำหน่ายในไทย ก็ไปตุนตอนเค้า Sayonara sale ไว้พอสมควรเลยค่ะ หลังจากเริ่มพร่อง เวลาเพื่อนๆพี่ๆน้องๆไปญี่ปุ่นก็จะฝากเค้าซื้อกลับมาเสมอ จนเริ่มหมด ไม่รู้จะใช้อะไรดี คนรู้จักก็ไม่มีใครมีแผนจะไปญี่ปุ่น เลยเริ่มมองหา Skincare ชิ้นอื่น ก็ลองเข้าเวบไปเรื่อยๆ ไปเจอเวบพรีออร์เดอร์เวบหนึ่งเข้า ละไปสะดุดกับเจ้า YE effector จาก It’s Skin ที่มีราคาไม่แพงมาก เลยลองสั่งมาใช้ แรกๆก็ไม่รู้หรอกค่ะว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง ส่วนผสมนางก็เขียนเป็นภาษาเกาหลี อ่านไม่ออก จนกระทั่งเคาน์เตอร์ของ It’s Skin มาเปิดที่เชียงใหม่ ที่โลตัสมีโชค (หรือรวมโชค จำไม่ได้ – -*) ก็เลยเห็นส่วนผสม แล้วก็ติดใจ ใช้มาเรื่อยๆเลยค่ะ

 

นับวันๆ ก็เริ่มลองนู่นลองนี่เพิ่ม แล้วยิ่งเวลาเคาน์เตอร์เขา Sale 50% ซึ่งก็จัดอยู่บ่อยๆเหมือนกัน ก็ไปสอยอันนู้นอันนี้มาลองเพิ่มเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อเดือนมิย ที่ผ่านมา ไปเกาหลี เลยจัดมาเต็มค่ะ พร้อมกับเครื่องสำอางแบรนด์อื่นอีกหลายๆชิ้น จนทุกวันนี้ติดเกาหลีงอมแงม

 

เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวที่จะเอามารีวิววันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Power 10 formula ซึ่งตัวที่มี่ใช้จริงๆ มี 4 ตัวค่ะ คือ YE WR PO และ Q10 ส่วนที่เหลืออีก 5 ชิ้นเป็นเทสเตอร์ซองๆที่ได้รับมาค่ะ

 

ถ้ามีโอกาสจะทำ Cosme-Diagnosis เจาะลึก 4 ตัวที่ใช้อยู่นะคะ

 

IMG_2692-edit

ตัวที่ได้ Tester มาก็จะมี VE (ซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้) LI WH VC และ GF (ซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้)

ลองดู Texture ของทุกๆสูตรในรูปดีกว่าค่ะ

IMG_2694-edit

 

เรียงจากซ้ายไปขวาเลยนะคะ

Q10 จะมาในรูปแบบเจล มีเม็ดบีดส์สีเหลืองๆ เข้าใจว่าเป็น Coenzyme Q10 ซึ่งไม่ละลายน้ำ เลยต้องทำให้อยู่ในรูปแบบเม็ดบีดส์กระจายตัวอยู่ค่ะ การดูดซึมค่อนข้างไว รู้สึกแปลกๆตอนทาแล้วเม็ดบีดส์แตก แต่ซักพักก็จะซึมหายไปหมด ไม่ทิ้งคราบอะไรค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

VE มาในรูปแบบเจลค่อนข้างมัน มีเกล็ดๆแผ่นๆสีขาวๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็น Vitamin E ซึ่งละลายในน้ำได้น้อยเช่นกันค่ะ การดูดซึมค่อนข้างไว ไม่เหนอะหนะมาก (หรือเพราะมี่ผิวแห้งก็ไม่รู้ค่ะ) ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10 ตัวนี้ซื้อมาแล้ว กะว่าจะทาเฉพาะกลางคืนค่ะ

LI มาในรูปแบบเจลเช่นกัน ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่เนื่องจากความต้องการทางเครื่องสำอางของมี่ตอนนี้เน้นไปที่ ความชุ่มชื้นกับเรื่องริ้วรอยแล้ว จึงไม่ค่อยสนใจกลุ่ม Whitening แล้วค่ะ จริงๆของเค้าน่าสนใจนะ คือ ชะเอมนอกจากผิวขาว ยังลดการอักเสบในผิวได้ด้วย ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10

WH มาในรูปแบบของเหลว มันนิดๆ ดูดซึมไวมาก ไม่เหนอะหนะ ตัวนี้ใช้ Arbutin เป็นส่วนประกอบ เน้นไปที่ความเป็น Whitening เลย สาวๆที่อยากขาวน่าจะชอบค่ะ ด้วยราคาแบบว่า โยนครีมประตูน้ำทิ้งไปเลย ใช้อันนี้ดีกว่า ดูมีคุณค่า แต่มันเหลวไปนิด มันจะไหลจากมือตอนทาด้วยค่ะ ให้คะแนน 6/10

VC เป็นเจลหนืดๆนิดหน่อย สีขุ่นๆ ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะค่ะ ตัวนี้เคยใช้อยู่ แล้วก็หยุดไป เพราะ Skincare เริ่มเยอะ ขี้เกียจทาหลายๆอย่าง ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

GF เป็นเจลความหนืดต่ำ สีใส ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ เน้นไปที่ความชุ่มชื้น ซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ได้แกะใช้ค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 8/10

YE เป็นเจลความหนืดต่ำ สีขุ่นนิดๆ ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ มีกลิ่นแนวสมุนไพร แรกๆก็กลิ่นแปลกๆดี พอใช้ไปใช้ไป เริ่มเบื่อ ตัวนี้ใช้แล้วหน้านุ่มมาก (ใช้มาได้เกือบ 6 เดือนแล้วค่ะ) ยังไม่คิดจะเปลี่ยน ติดงอมแงม ให้คะแนนความพึงพอใจ 10/10

WR เป็นเจลหนืดปานกลาง สีเหลือง-น้ำตาล ดูดซึมไว ไม่เหนอะหนะ แต่กลิ่นฉุนไปหน่อย ตัวนี้เน้นไปเรื่องริ้วรอย มีสาร Adenosine กับสารสกัดอื่นๆที่ให้ผลเรื่องริ้วรอย ตัวนี้ใช้ครั้งแรกคือฟินมาก ทาก่อนนอนเช้าตื่นมาหน้าตึงมาก ถ้ากลิ่นดีกว่านี้คงรักเลย แต่นี่ทนใช้ เพราะยังหาตัวแทนไม่ได้ค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10 คือกลิ่นแรงมากอ่ะ

PO เป็นโลชั่นหนืดมาก ดูดออกจากขวดค่อนข้างยาก ดูดซึมช้า มันเล็กน้อย พอใช้ไปๆ ก้นขวดจะดูดไม่ออก เทไม่ได้ ต้องเอาไม้พันสำลีล้วงไปเอาออกมาเพื่อจะทา ตัวนี้เน้นไปที่ฤทธิ์กระชับรูขุมขน ของเค้าก็ดีนะ คือผลิตภัณฑ์กระชับรูขุมขนบางอันใช้แล้วจะแสบ แต่อันนี้คือไม่แสบค่ะ ใช้ได้เลยทีเดียว เสียดายที่มันหนืดมากกกกกกก ใช้ยาก หมดขวดนี้จะไปลองของ Holika แทนค่ะ ให้คะแนนความพึงพอใจ 6/10 คือมันหนืดมาก กว่าจะเอาออกมาทาได้

 

สำหรับข้อมูลของส่วนผสม จะทยอยๆนำมาจัดแบบละเอียดให้นะคะ ซึ่งมีข้อมูลอยู่แค่บางตัวค่ะ

By Lady Miiyeon

หมีเกาะฟลาสก์

 

[Beauty-Talks] น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

[Beauty-Talks] น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

Beauty-Talks เป็นบทความเมาท์และนินทาเครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆในท้องตลาด

Beauty-Talks วันนี้คือ น้ำเกลือ เกลือขัดผิว และผลึกเกลือ

หลังจากที่มีกระแสการเอาน้ำเกลือ 0.9% หรือที่เรียกว่า Normal Saline Solution หรือ NSS มาเริ่มเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ เราก็เห็นบรรดาสาวๆต่างๆเอามาใช้กันอย่างมากมายเกลื่อนกลาด จริงๆแล้ว แต่ถ้ามองจากคุณสมบัติแล้ว ในน้ำเกลือ ส่วนใหญ่เป็นสารละลายที่ปราศจากเชื้อ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้เช็ดหน้า เช็ดได้ค่ะ แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรพิเศษต่อผิว มิหนำซ้ำ ถ้าเกลือแห้ง ตกผลึกอยู่บนผิว เกลือมันผลึกคมมากนะคะ แล้วเราไปเช็ดต่อด้วยสำลี เกลือจะบาดผิวไหม???

น้ำเกลือ-crys

แล้วหลายๆแหล่งข้อมูลเองก็กล่าวว่า เจ้า Sodium Chloride นี่อุดตันรูขุมขนได้ แค่เกลือ มันไปอุดตันได้ไงไม่รู้ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เคยอ่าน paper เก่าแก่ ผลการทดสอบ Comedogenic test ในหูกระต่าย เห็นว่า positive อยู่นะคะ

ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์มีทั้งโทนเนอร์ เอสเซนส์ ของมิสทีน คิวท์เพรสอะไรนี่ ของเค้าก็ดีนะ ราคาก็ไม่สูงมาก มีประโยชน์กว่าด้วย ถ้าไม่แพ้ หรือไม่ไวต่อแอลกอฮอล์ซะก่อนนะคะ

เห็นบางคน เล่าว่า ใช้แล้วรู้เลย รูขุมขนเล็กลง ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากคนนั้นหยุดอะไรซักอย่างที่มันเคยอุดตันไป ละมาใช้น้ำเกลือแทน พอผิวไม่เจอสิ่งอุดตัน เราล้างหน้าทกวันๆ ไอสิ่งที่อุดตันอยู่ก็หลุดออกไป รูขุมขนมันก็เลยเล็กลง (เดาล้วนๆ)

แต่ กรณีการ Claim เรื่องน้ำเกลือ นี่ ก็โอเคนะคะ ไม่มีไรเสียหาย ไม่อันตราย ไม่เหมือนอะไรบางอย่างที่แอบใส่นู่นใส่นี่ลงไป ละบอกขาวๆ ปลอดภัยๆ มีอย. แต่แอบเป็นห่วงผู้บริโภค กลัวได้ความเชื่อผิดๆไปค่ะ

ทีนี้ลองมาดูรูปผลึกเกลือกันดีกว่าค่ะ

ผลึกเกลือ-9yf

เป็นรูปผลึกเกลือ จากเกลือขัดผิวในท้องตลาดยี่ห้อหนึ่งค่ะ รูปนี้ถ่ายเองค่ะตั้งแต่สมัยยังเป็น นศ. อยู่เลย เก่ามาก สมัยนั้นการทำ Lab อะไรๆยังไม่ค่อยเก่ง กล้องก็เทคโนโลยียังไม่หรูหรา ได้แค่นี้เองค่ะ (ไอกลมๆสีดำๆนั่นฟองอากาศนะคะ มี่ไม่ถนัดการใช้กล้องจุลทรรศน์ค่ะ เลยทำ Slide ไม่สวยเท่าไหร่)

จะเห็นว่าเม็ดเกลือเอง มีความคมมาก ซึ่งอาจจะบาดผิวได้ ดังนั้นเกลือขัดผิวทุกชนิด หรือสครับที่มีส่วนผสมของเกลือ ไม่ควรเอามาขัดหน้านะคะ อาจจะทำให้เกิดรอยขูดขีดที่ผิวได้

สำหรับกรณีของน้ำเกลือ คือมันก็คงไม่เว่อร์ขนาดทาแล้วเกลือตกผลึกเป็นเม็ดๆหรอก แต่ คำถามคือ เวลาเอาน้ำเกลือเช็ดหน้า แล้วเกลือหายไปไหน? เกลือมันไม่ได้ระเหยไปพร้อมกับน้ำหรอก มันอาจจะดูดซึมเข้าไปข้างใน แล้วอยู่ในรูปแบบสารละลายในผิว ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มีหลายๆแหล่งข้อมูลก็บอกว่า เกลืออุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวได้ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ ว่าจริงหรือไม่จริง และมันไปอุดตันได้อย่างไร แต่ถ้าให้เดา เกลืออาจจะไปตกผลึกในรูขุมขน ส่วนตรง Sebaceous gland หรือ ต่อมไขมัน ซึ่งองค์ประกอบหลักเป็นพวกไขมัน/น้ำมัน เกลือพวกนี้ไม่ละลายในไขมันและน้ำมัน และถ้ามีมากๆ อาจจะรวมตัวกันและตกผลึกอยู่ในนั้นก็ได้ (มั้ง)

หรือถ้าเช็ดน้ำเกลือเสร็จ แล้วไปเช็ดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มี Alcohol อีก ก่อนที่เกลือจะถูกดูดซึมเข้าผิว จะเกิดปรากฏการณ์ทางเคมีที่เรียกว่า Dehydration effect โดย Alcohol จะไปดึงน้ำออกจากสารละลายเกลือ และทำให้เกลือตกผลึกได้ง่ายขึ้น อาจจะบาดผิวได้

ส่วนหนึ่งของบทความเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลค่ะ อิงจากหลักวิทยาศาสตร์นิดหน่อย ถ้ามีความเห็นอย่างไร Discuss แลกเปลี่ยนความคิดกันได้นะคะ ยินดีค่ะ

สรุป:
จากรูป อยากบอกอะไร?
1. การขัดผิวเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป และไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความคม อย่างเกลือ (สครับน้ำตาล ยังไม่เคยเอามาส่องดูเหมือนกันค่ะ ถ้าอนาคตได้ Access เข้าใช้กล้องจุลทรรศน์ได้ จะถ่ายภาพมาอวดค่ะ)
2. เกลือขัดผิวมีความคมมาก ไม่ควรนำมาขัดหน้า
3. เกลือขัดผิวที่เอามาขัดตัว ไม่ควรขัดบ่อย ควรใช้อาทิตย์ละครั้งสองครั้งพอค่ะ
4. สครับเกลือที่มี AHA เช่น มะขามเปียก โยเกิร์ต หรือผลไม้อื่นๆ จะช่วยผลัดผิวออกได้มากกว่าเดิมอีก ควรเว้นช่วงการใช้หน่อย อย่าใช้บ่อยเกิน
5. น้ำเกลือ เอาไว้ล้างแผลดีกว่าไหม หรือเอาไว้ล้างหน้า ละก็ไปล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกทีน่าจะโอเคกว่าการเช็ดละปล่อยให้แห้งเองค่ะ

[Basic Cosmetic Science]-สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

[Basic Cosmetic Science]-สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

บทความวิชาการเรื่อง สีผิว เม็ดสีผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว

 

สีผิวของแต่ละคน

 

สีผิว เกิดจากเม็ดสี หรือ ภาษาอังกฤษว่า Pigment จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด เช่น สัตว์บางชนิดเปลี่ยนสีได้ เพื่ออำพรางตัวเองกับสิ่งเเวดล้อม หรือสัตว์บางชนิดใช้สีผิวเพื่อสื่อสาร การสืบพันธุ์ รวมไปถึงการควบคุมความร้อน

 

สำหรับมนุษย์เรา สมัยโบราณ สีผิวเองก็เป็นเสมือนตัวแบ่งชนชั้น แบ่งเชื้อชาติ แล้วทำไมสีผิวของแต่ละคน แต่ละชาติ ถึงได้ไม่เหมือนกัน???

 

นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่ค่อยทราบแน่ชัดว่าทำไม สีผิวของแต่ละชาติถึงแตกต่างกันไป แต่ทราบว่า สีผิวเกิดขึ้นจากการผสมผสานกันของ Pigment หลายๆชนิดในผิวหนัง เกิดเป็นสีผิวที่มองเห็นภายนอกขึ้น

 

ซึ่ง Pigment ในผิวหนัง ที่สำคัญๆ มีดังนี้

  1. Oxyhemoglobin จาก Hemoglobin ในเส้นเลือดฝอย ให้สีแดง
  2. Deoxygenated hemoglobin ในหลอดเลือดดำ ให้สีฟ้า-น้ำเงิน
  3. Carotenoid จากอาหารที่รับประทาน ให้สีเหลือง-ส้ม
  4. Bilirubin เป็น Pigment ที่เกิดขึ้นตอนเม็ดเลือดแดงแก่ และถูกทำลายไปในม้าม ให้สีเหลือง
  5. Melanin เป็น Pigment ที่สร้างโดยเซลล์ Melanocyte ที่ผิวหนังชั้นนอก เป็น Pigment ที่มีบทบาทที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับสีผิว ซึ่งให้สี น้ำตาล-ดำ

Pigment 

Pigment พวกนี้ จะทำงานร่วมกับ รอยบนผิว (คือ ผิวจะมีร่องรอย แต่จะไม่ลึกเหมือนริ้วรอย เหมือนเราเห็นลายผิว ลายนิ้วมือ) และก็ไขผิวหนัง จากต่อมไขมัน เกิดเป็นสมบัติการสะท้อน-หักเหแสง เกิดเป็นสีผิวที่เรามองเห็นขึ้น

เมลานินมาจากไหน??

 

เมลานิน เป็น Pigment ชนิดหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญต่อสีผิวของคนเรา ซึ่งเมลานิน สามารถพบได้ทั้งใน พืช และสัตว์อื่นๆ ไม่ใช่แค่ในคน

 

ในคน เมลานินถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ที่ชื่อ Melanocyte ที่อยู่ในผิวหนังชั้นนอก ส่วนล่างสุด ที่เรียกว่า Basal layer หรือ Stratum basale บริเวณนี้จะมีเซลล์อยู่ 2 ชนิด ชนิดหนึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ผิวหนัง ที่เรียกว่า Keratinocyte กับอีกชนิดคือ Melanocyte ดังรูป

เมลาโนไซต์ บอลก

Melanocyte จะทำหน้าที่สร้างเม็ดสี ที่เรียกว่า Melanin จากกรดอะมิโน Tyrosine โดยเอนไซม์ Tyrosinase เป็นเอนไซม์หลักๆ ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน จนได้เป็นสารประกอบสายยาวๆ หรือ Polymer

 

Melanin ที่สร้างแล้วจะถูกเก็บไว้ใน Melanosome

 

Melanocyte จะมีกิ่งก้าน ยื่นออกไปทางชั้นนอกของผิวหนัง เรียกกิ่งก้านนี้ว่า Dendrite เจ้า Dendrite นี้จะทำหน้าที่ขนส่งเอา Melanin ที่สร้างแล้วในรูปของ Melanosome ไปยังเซลล์ผิวหนังต่างๆในหนังชั้นนอกเท่านั้น ไม่แพร่ลงไปที่ชั้นหนังแท้ เรียกกระบวนการขนส่งเมลานินนี้ว่า Melanin transportation

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่า Melanocyte 1 เซลล์ ทำหน้าที่ส่ง Melanosome ให้ Keratinocyte จำนวน 16-32 เซลล์ เราเรียกกลุ่มเซลล์ทั้งหมดที่รับ Melanosome จาก Melanocyte นี้ว่าเป็น Epidermal melanin unit (EMU)

 

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ถ้าเป็นผิวบริเวณเดียวกัน เช่น แก้ม ไม่ว่าคนขาวหรือคนดำ ก็จะมี Melanocyte เท่ากัน แต่ในแต่ละบริเวณของร่างกาย จะมีจำนวน Melanocyte ไม่เท่ากัน โดยผิวหนังที่สัมผัสแสงแดดจะมี Melanocyte มากกว่าในร่มผ้า และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ EMU ก็จะผิดไปจากเดิม ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำจากวัย (Aged-spot) ขึ้นมา

ประโยชน์ของ Melanin

 

Melanin สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายของร่างกายจากอันตรายในแสงแดด เวลาแสงแดด ส่องเข้ามาในผิวเรา ก็จะเกิดความร้อน และ อนุมูลอิสระ ที่จะไปทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า แบบเป็นลูกโซ่ ไม่จบไม่สิ้น แต่เมื่อมีสาร Anti-oxidant หรือ Melanin ก็จะสามารถหยุดกระบวนการลูกโซ่ของอนุมูลอิสระนี้ โดยตัวเองจะเสียสละไปจับกับอนุมูลอิสระแทนสารดีๆในเซลล์ผิว

 

หน้าที่ของ Melanin ในเซลล์ผิวมีดังนี้

 

  1. ดูดซับรังสี UV (คล้ายๆ Chemical sunscreen ค่ะ ช่วยกรองรังสี UV)
  2. Photoprotection คือการป้องกันจากแสงแดด ในที่นี้ก็หมายถึงช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของแสงแดด
  3. ช่วยควบคุมความร้อน
  4. ขจัดอนุมูลอิสระ โดยตัวมันเองจะไปจับกับอนุมูลอิสระ แทนเซลล์ในผิวหนัง เป็นที่มาของข้อ 5
  5. ป้องกันกระบวนการ Lipid peroxidation กระบวนการนี้คือ การที่ไขมันในผิวหนัง ถูก Oxidize โดยอนุมูลอิสระ หรือชีวโมเลกุลอื่นๆ เกิดเป็นไขมันที่มีความผิดปกติไป นำไปสู่ริ้วรอย ความเหี่ยว
  6. ป้องกันมะเร็งผิวหนัง ได้อย่างไร???

เพราะมะเร็งเกิดจากการที่ DNA เกิดการกลายพันธุ์ไป แล้วมีการแบ่งตัวสร้างเซลล์ที่ผิวปกติชนิดใหม่ๆ ออกมา กลายเป็นเซลล์มะเร็งค่ะ สาเหตุหนึ่งที่ DNA ถูกทำลาย ก็คือ อนุมูลอิสระ เข้าไปจับกับโมเลกุลของ DNA เกิดความผิดปกติขึ้น

  1. ปกป้องผิวหนังจากภาวะ Oxidative stress ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเกิดอนุมูลอิสระมากๆ ซึ่งจะไปทำลายโปรตีน ไขมันต่างๆ เกิดเป็นริ้วรอย และอย่างแย่ที่สุดก็อาจจะเป็น มะเร็งผิวหนัง
  2. ปกป้อง DNA ในเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
  3. ป้องกันการแก่ก่อนวัย จากข้อ 5 และ 6
  4. เป็นแรงดึงดูดทางเพศ เช่น บางคนชอบผิวสีแทน บางคนชอบผิวขาว ผิวน้ำผึ้ง

กลไกที่เป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว (Whitening)

 

คนเอเชียเราติดผิวค่านิยมผิวขาว ทั้งๆที่มีอีกหลายๆที่ในโลกที่ชอบไปอาบแดดให้มีผิวสีแทน ซึ่งก็เป็นมาแต่สมัยโบราณ เพราะในสมัยโบราณคนที่มีผิวขาวเนียน จะหมายถึงผู้ที่มีฐานะดี เป็นขุนนาง หรือเจ้านาย ที่ไม่ต้องทำงานกลางแดด เวลาผ่านไปแต่ค่านิยมนี้ก็ยังคงอยู่

ปัจจุบันเองก็มีผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวออกมาจำหน่ายเกลื่อนกลาด ทั้งแบบปลอดภัย แบบไม่ปลอดภัย และแบบที่ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยหรือเปล่า

แบ่งตัว

ที่ Epidermis ชั้นล่างสุด จะมีเซลล์ที่คอยแบ่งตัว และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างๆเรื่อยๆ เป็นเซลล์ผิวหนัง หรือ Keratinocyte ซึ่งมันจะถูกดันให้เคลื่อนที่ออกมาสู่ด้านนอกเรื่อยๆ และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นเซลล์ตายแล้ว แบนๆ พร้อมจะหลุดออกเป็นขี้ไคล

 

ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่เซลล์ถูกแบ่งตัวออกมา จนกระทั่งเคลื่อนที่มาอยู่ด้านนอกสุด และหลุดเป็นขี้ไคล จะกินเวลา 28 วัน บางคนอาจจะมาก หรือ น้อยกว่านี้ก็ได้ แต่เฉลี่ยอยู่ที่ราวๆนี้

 

ซึ่ง 28 วันนี้เอง ที่ควรจะเป็นระยะเวลาในการประเมิณประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ (เป็นเหตุว่า ทำไมงานวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ ส่วนมากจะใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 28 วัน)

 

เราสามารถเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวได้ โดยการใช้พวกสารลอกผิว เช่น AHA แต่ถ้าใช้บ่อยๆ มากๆ มันก็จะทำให้เซลล์ด้านล่างแบ่งตัวไม่ทัน ทำให้ผิวบางลง พอผิวบางก็จะมีผลให้สารต่างๆซึมลงไปได้ง่ายขึ้น มีความเสี่ยงไปกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันในผิวได้มากขึ้น จึงอาจจะแพ้ได้ง่ายขึ้น

 

กลไกที่เป็นไปได้ของสารไวท์เทนนิ่งในท้องตลาดมีดังนี้

กลไก

  1. การยับยั้งการสร้างสีผิวโดยการไปออกฤทธิ์ที่เอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างเมลานินจากกรดอะมิโนไทโรซีน มีตัวกระตุ้นหลายๆอย่าง เช่น ฮอร์โมน ความเครียด รังสี UV อนุมูลอิสระ เมื่อเอนไซม์ทำงานมากขึ้น ก็จะมีการสร้างเม็ดสีผิวเมลานินออกมามากขึ้น ทำให้ผิวคล้ำ แต่ถ้ามีการทำงานผิดปกติไปเป็นบางตำแหน่ง ก็จะเห็นเป็นจุดด่างดำเกิดขึ้น สารทำให้ผิวขาวส่วนใหญ่ในท้องตลาด ออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งหรือรบกวนการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้เมลานินถูกสร้างลดลง ผิวจึงค่อยๆขาวขึ้น ซึ่งปกติการที่เซลล์ผิวหนังจาก Basal cell จะโผล่มาถึงผิวชั้นนอกสุด จะกินเวลาประมาณ 28 วัน เรียกว่า 1 Cycle ของการผลัดผิว ดังนั้นการจะวัดประสิทธิภาพของ Whitening ที่ถูกต้องจะกินเวลา 28 วัน ถ้าเร็วกว่านั้น ให้สังเกตว่า อาจจะมีการใส่สารกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ลอกเอาเซลล์ผิวเก่าๆที่หมองออกไป ที่ผู้จำหน่ายเครื่องสำอางชอบกล่าวกันว่า “สารทำให้ผิวบาง” สารที่ออกฤทธิ์แบบนี้เช่น Kojic acid, Vitamin C, Grapeseed extract, Tranexamic acid, Arbutin, Hydroquinone (สารต้องห้ามในเครื่องสำอาง), สารสกัดจากชะเอม

 

  1. การยับยั้งการขนส่งเมลานินที่สร้างแล้ว ออกมาสู่เซลล์ผิวหนัง Keratinocyte หรือ การยับยั้งไม่ให้เซลล์ Keratinocyte เอาเมลานินเข้าไปในเซลล์ ซึ่งเมลานินที่อยู่ใน Dendrite ของ Melanocyte จะไม่มีผลต่อสีผิว สารที่ออกฤทธิ์แบบนี้ เช่น สารสกัดจากลูกพรุน

 

  1. การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของ Melanosome ที่ถูกเซลล์ Keratinocyte กินเข้ามาแล้ว มีผลทำให้สีผิวจางลงได้ โดยการไปออกฤทธิ์ผ่าน cAMP ตัวอย่างสารที่ออกฤทธิ์แบบนี้เช่น Niacinamide หรือ วิตามินบี 3

 

  1. กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าๆออก หรือการลอกผิว เช่น AHA, BHA หรือตัวเก่าๆ เช่น Resorcinol หรือตัวยา Tretinoin (ตัวนี้ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง) ที่จะขจัดผิวออกไปได้รุนแรง เมื่อใช้ไปนานๆอาจจะทำให้ผิวบางและแพ้ง่ายได้ หรือสารสกัดพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว จะอ่อนโยนกว่า

 

  1. อำพรางด้วย Pigment เช่น Pigment สีขาวอย่าง Aluminium hydroxide, Titanium hydroxide, Boron หรือ Pigment สีเนื้อ ตระกูล Iron oxide หรือ Pigment ที่สะท้อนแสงได้ เช่น Mica พวกนี้จะขาวเฉพาะตอนทา เวลาล้างออกก็จะถูกล้างออกไป กลับสู่สภาพเดิม

 

  1. ย่อยสลาย Melanin ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ โดยใช้เอนไซม์ Lignin peroxidase ที่ได้จากเชื้อราบางชนิด ทำงานร่วมกับ Hydrogen peroxide (ที่อันตรายต่อผิว) จะไปทำลาย Melanin บนผิว หรือไป Oxidize Melanin ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไป สีจางลง ทำให้ผิวขาวขึ้นในทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะ เกิดการผลัดเซลล์ผิว ผิวที่ดำที่อยู่ข้างใน ก็จะออกมาเหมือนเดิม กรณีนี้จะต้องมีผลิตภัณฑ์สองขวด เหมือนน้ำยาเปลี่ยนสีผม แต่จากการสำรวจ ยังไม่พบว่ามีผลิตภัณฑ์แบบนี้อยู่ในตลาด

 

  1. Sunscreen ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด เพราะแสงแดดกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างเมลานินมากขึ้น และยังทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบต่างๆในผิวด้วย

 

  1. ระงับการอักเสบ เนื่องจากกระบวนการอักเสบที่เกิดในผิวจะทำให้เกิดการสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น ตัวอย่างสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเช่น Salicylic acid, สารสกัดจากพืชที่เป็น Anti-oxidant ส่วนใหญ่

 

ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ดี ควรมีหลายๆกลไกเสริมฤทธิ์กัน เพราะว่าการดูแลด้วย สารที่มีฤทธิ์ยับยั้ง Tyrosinase อย่างเดียว มักจะไม่ได้ผล เพราะเอนไซม์นี้อยู่ใน Melanocyte ที่ Basal layer ซึ่งเป็นชั้นล่างสุดของผิวหนัง สารส่วนมากจะซึมลงมาไม่ถึง เว้นแต่ว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีนำส่งพิเศษ ที่อาศัยเครื่องมือชั้นสูง สลับซับซ้อน (ซึ่งไม่สามารถทำได้ในระดับโรงงานขนาดเล็กๆทั่วไป) และพวกตัวนำส่งแบบนี้มักจะมีความคงตัวต่ำ แม้จะมีฤทธิ์ในระดับหลอดทดลอง แต่พอมาอยู่ในตำรับ ในผลิตภัณฑ์ ก็จะแตก จะเสียสภาพไป ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี

 

ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ดี ควรเห็นผลในช่วง 28 วัน ถ้าไวกว่านี้ ให้สันนิษฐานว่า อาจมีสารกระตุ้นการผลัดผิว ที่ถ้าใช้ไปนานๆ ก็จะทำให้ผิวบางและแพ้ง่าย และสุดท้ายนี้ อย่าลืมใช้กันแดดทุกครั้ง แม้ว่าแดดจะไม่ออกก็ตาม เพราะอันตรายจากแสงแดด ไม่ได้มีแค่ความดำกับความร้อน

 

เอกสารอ้างอิง

Loy CJ and Govindarajan R. (2008) in Dermatologic, Cosmeceutic, and Cosmetic Development. p. 61-88

Maibach HI and Zhai H (2009). Handbook of Cosmetic Science and Technology, 3rd edition. p.587-593

[MiniReview]~Skin food Black sesame hot mask

[MiniReview]~Skin food Black sesame hot mask

Mini Review เป็นรีวิวเล็กๆ จากการทดลองใช้ Tester จากแบรนด์ต่างๆค่ะ ตัวนี้มี่ได้แถมมาตอนซื้อของ เป็นมาสค์จากงาดำค่ะ

skf-sesame mask 1

ตัวมาสค์เป็นเนื้อข้นออกคล้ายครีม สีเทาๆ มีเมล็ดงาอยู่มากมาย กลิ่นหอมเหมือนงาดำ น่ากินมากค่ะ มาสค์ไปหิวไป

skf-sesame mask 2

เกลี่ยให้ดูเนื้อ จะเห็นว่ามีเมล็ดงาจริงๆ

ตอนพอกจะรู้สึกอุ่น เหมือนกับชื่อที่ Claim ไว้เลย ว่าเป็น Hot mask

พอกไว้แล้วล้างออกจะให้ผิวที่นุ่มเนียนมากค่ะ

จริงๆพอกไว้ซักพัก พอเหงือเริ่มออกผิวจะลื่นๆ สครับเบาๆ บริเวณที่รูขุมขนกว้างก็ดีค่ะ

คะแนนจากการทดลองใช้

สี: 5/5

กลิ่น: 5/5

การใช้งาน: 5/5

สภาพผิวหลังล้างออก: 5/5

ส่วนผสม: ไม่ทราบ

จะซื้อใช้มั้ย: ซื้อค่ะ

xoxo

Lady Miiyeon

[Cosme-Diagnosis] Purevivi Cleansing water vs Cleansing water จากแบรนด์ B

[Cosme-Diagnosis] Purevivi Cleansing water vs Cleansing water จากแบรนด์ B

วันนี้จะมารีวิวแบบเจาะลึก ล้วงลึก ทุกรายละเอียดไปกับ Purevivi cleansing lotion คลีนซิ่งแบบใสจากญี่ปุ่น น้องสาวฝาแฝดต่างสัญชาติกับแบรนด์ดังอย่าง แบรนด์ B นะคะ

จริงๆก็เห็นหลายๆท่านรีวิวไว้แล้วเหมือนกัน แต่มี่ก็ยังอยากเอามาวิเคราะห์เจาะลึกอีกทีนึง และเอามาเทียบกับฝาแฝดของนางจากฝรั่งเศสด้วยค่ะ

เป็นโลชั่นน้ำใส เป็นแบบ 6 Free Formular คือ 1. ปราศจาก Surfactant ประจุบวก 2. ไม่ใส่น้ำหอม 3. ไม่ใส่สี 4. ไม่ใส่พาราเบน 5. ไม่ใส่แอลกอฮอล์ 6. ไม่ใส่น้ำมัน

มาดูรายละเอียดกันดีกว่านะคะ ว่าพวกที่เค้าไม่ใส่ๆนี่ มันไม่ดีอย่างไร?
1. Surfactant ประจุบวก จะระคายเคืองต่อผิวได้ค่ะ
2. น้ำหอม นี่อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้ในบางคน และก็การระเหยของน้ำหอมจากเปลือกตาล่าง อาจจะเคืองตาได้ค่ะ
3. สี นี่ไม่ทราบเหมือนกัน แต่หลายๆแหล่งบอกว่าสีบางชนิดก่อมะเร็งได้ แต่ส่วนใหญ่สีที่มีปัญหา US FDA สั่ง Ban หมดแล้วค่ะ ทุกวันนี้สีในตลาดปลอดภัย
4. พาราเบน เป็นสารกันเสียชนิดหนึ่ง จริงๆมีความปลอดภัย สามารถรับประทานได้ด้วย แต่ดันมีรายงานกล่าวว่า มันให้ฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง เลยออาจจะไปทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ ทำให้ประเทศทาง EU ห้ามใช้ค่ะ (แต่ US และที่อื่นๆไม่ได้ห้ามค่ะ เพราะหลักฐานชิ้นนี้ไม่หนาแน่นพอ)
5. แอลกอฮอล์ ทำให้ผิวแห้ง แสบตา และการระเหยของแอลกฮอล์จากเปลือกตาล่าง อาจจะเคืองตาได้ค่ะ

มาดูผลการวัด pH ก่อนค่ะ

pH อยู่ที่ 5 ก็โอเคนะ ถ้าต่ำกว่า 4 AHA ทั้งหลายแหล่ ก็จะออกฤทธิ์เป็นตัวผลัดผิวได้

ผลการใช้งาน:
เช็ดทำความสะอาด Base make up ได้หมดจดประมาณ 80% ในการเช็ดครั้งแรก ไม่แสบ หลังเช็ดรู้สึกผิวนุ่มชุ่มชื้น เหมือนมี Something อยู่

เช็ดที่ตา: ข้างขวดแนะนำให้วางสำลีชุ่มๆ บนเปลือกตาซัก 10 วิ ละเช็ดออกค่ะ ครั้งแรกเช็ดได้ประมาณ 90% ค่ะ เหลือแต่พวกที่ติดๆขอบตามากๆ (ปล.มี่ไม่ค่อยกรีดอายไลน์เนอร์นะคะ ใช้อายแชโดว์สีดำทำขอบตาแทนค่ะ)

ก่อนล้าง

หลังล้าง

พวก Shimmer กับพวกที่ติดขอบตา เอาไม่ออกนะคะ  ต้องเอาคอตตอนบัดส์จุ่มๆ ละไล่ลบเอาอีกที แต่ไม่แสบตาเลยค่ะ ถ้ามันไม่เข้าตาตรงๆ

เศษซากสำลีจากการเช็ดครั้งแรกค่ะ

(สีแดงๆนั่นท่าจะติดมาจากบลัชออนบนแก้ม)

โดยรวมแล้วให้ความพอใจ 9/10 ค่ะ หักนิดนึง ตรงกลิ่นแปลกๆเปรี้ยวๆตุๆ คือมันไม่ได้ใส่น้ำหอมนะ คงเป็นกลิ่นวัตถุดิบค่ะ

ลองดูวัตถุดิบกันดีกว่าค่ะ

ปกติเครื่องสำอางจะประกอบด้วยส่วนสำคัญอยู่ 3 ส่วนนะคะ คือ
1. Active ingredients หรือ Actives เป็นส่วนที่ทำให้เครื่องสำอางมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น Whitening, Antiaging ฯลฯ
2. Base เป็นส่วนหลักของเครื่องสำอาง ทำหน้าที่เก็บ Active และนำพาเอา Active ไปออกฤทธิ์ที่ผิว
3. Additives เป็นสารที่เสริมเข้ามาเพื่อให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย

  1. Actives ได้แก่
  • Glycosyl trehalose เป็น Trehalose ที่มีหมู่น้ำตาลเพิ่มมา ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้น ก่อฟิล์มได้บนผิว ให้ความรู้สึกเรียบเนียน
  • Hydrogenated starch hydrolysates หรือ HSH เป็นน้ำตาลหลายๆตัวเชื่อมกัน หรือถ้าโดนย่อยเยอะๆก็อาจจะเหลือน้ำตาลเดี่ยวๆ ที่คล้ายๆ Sorbitol หรือ Maltitol ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังผู้ผลิตวัตถุดิบ Claim ว่าสารนี้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผิวที่บอบบางและช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น
  • Xylitol เป็นน้ำตาลที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้
  • Lactic acid และ Sodium glycolate เป็นสารในกลุ่ม AHA มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว หรืออาจจะผลัดเซลล์ผิว แล้วแต่ความเข้มข้นที่เขาใช้ อันนี้ผู้ที่จะทราบได้ก็คือผู้ผลิต
  • Sodium hyaluronate มีบทบาทเกี่ยวกับความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว
  • Zizyphys jujuba fruit extact สารสกัดจากผลพุทราจีน รายงานล่าสุดบอกว่าสารสกัดจากผลพุทราสามารถป้องกันกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นได้ (Phytother Res. 2014 May ) และสารสกัดจากผลพุทราสามารถยับยั้งการสร้างไขมันได้ โดยป้องกันไม่ให้เซลล์ Preadipocyte สะสมไขมันจนกลายเป็นเซลล์ไขมัน (Am J Chin Med. 2009; 37(3):597-608.) ปกติผลไม้จะมีน้ำตาลเป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น และมีวิตามินอื่นๆ
  • Coix lacryma-jobi extract สารสกัดจากลูกเดือยมีสารประกอบโพลีฟีนอล และ Fructo-oligosaccharide ปกติสารพวกคาร์โบไฮเดรตจะสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้โดยการดูดน้ำให้ผิว และอาจจะมีฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ
  • มหกรรมแห่ง Citrus ได้แก่
  1. น้ำคั้นจาก Citrus aurantifolia คือ มะนาว น้ำมะนาวก็จะมีกรด AHA อยู่ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง และอาจจะมีพวกวิตามิน และสารพฤกษเคมีอื่นๆ ให้คุณสมบัติเป็น Antioxidant ได้ด้วย
  2. น้ำคั้นจาก Citrus aurantium dulcis คือ ส้ม Sweet orange มีกรด AHA ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง และอาจจะมีพวกวิตามิน และสารพฤกษเคมีอื่นๆ
  3. น้ำคั้นจาก Citrus medica limonum คือ Lemon เหมือนเดิม มี AHA กับวิตามิน
  4. สารสกัดจาก Citrus glandis fruit คือ Grapefruit ส่วนของผลก็มี AHA น้ำตาล วิตามิน และพฤกษเคมีอื่นๆ
  • สารสกัดจากผล Crataegus cuneata คือ พืชตระกูลบ๊วยชนิดหนึ่ง มีรายงานว่าเป็น Antioxidant (Anticancer Res. 1998; 18(4A):2749-53.) เช่นเคยผลไม้มีน้ำตาลและวิตามิน
  • สารสกัดจากผล Pyrus malus คือ Apple สายพันธุ์หนึ่ง ไม่เจอรายงานการใช้ในผิวหนัง ปกติผลไม้มีน้ำตาลกับวิตามินอยู่
  • สารสกัดจากใบ Aloe aborescense leaf เป็นว่านหางจระเข้อีกสายพันธุ์หนึ่ง ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว
  1. Baseผลิตภัณฑ์ประเภทCleansingจะมีส่วนของSurfactantกับน้ำ เป็นBaseดังนี้
    • Surfactant มี CCG-6เหมือน Brand B เป๊ะๆเป็น Surfactant ที่อ่อนโยน ให้ Afterfeel แบบเรียบเนียนเหมือนผ้าไหม
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ, Butylene glycol และ Ethylhexylglycerine ที่อาจจะจับไปอยู่ในหมวดสารฆ่าเชื้อ เพราะนอกจากเพิ่มความชุ่มชื้นก็มีฤทธิ์ระงับเชื้อได้ด้วย
  2. Additives ได้แก่
    • Preservativesได้แก่ Phenoxyethanol, Ethylhexylglycerine และสารจับโลหะ Tetrasodium glutamate diacetate เข้ามาอีกตัวตัวนี้เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน ทำให้หลายๆคน Claim ว่า อ่อนโยนและมีประโยชน์กว่า EDTA
    • Buffer เป็นระบบของ Citric acid + sodium citrate

 

ถึงเวลาให้คะแนน

  1. Actives เด่นด้วยน้ำคั้นและสารสกัดจากผลไม้หลายๆชนิด ให้คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และเป็น Antioxidant เสริมด้วยอนุพันธ์ใหม่ๆจากน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งนอกจากเพิ่มความชุ่มชื้น ยังช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  2. Base ใช้ตัว CCG-6 เหมือนแบรนด์ แต่ดูดีกว่า แบรนด์ B นิดหน่อย ตรงที่ว่ามีการใช้ Butylene glycol ซึ่งดูดน้ำให้ผิวได้มากกว่า Propylene glycol แต่ข้อเสียคืออาจจะดูหนักผิวกว่าแบรนด์ B จึงขอให้ 5 ฟลาสก์
  3. Additivesเด่นกว่าด้วยระบบรักษา pH จากบัฟเฟอร์ของ Citrate system กับตัวจับโลหะที่เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน Glutamic ซึ่งดูดีมีราคาและมีคุณค่ากว่า ไม่มีอะไรพัง ก็เลยไม่หักคะแนนอะไร เลยเป็น 5 ฟลาสก์
  4. สรุปความคุ้มค่า ตัวนี้มีราคาปกติอยู่ที่ 590บาท/500 ml ตกเป็น 1.2 บาท/มล. ซึ่งเราอาจจะจะหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้ แต่เพื่อความมาตรฐานจึงอิงเอาราคาข้างขวดเป็นเกณฑ์ ดูๆแล้วก็ค่อนข้างดี สารเคมีที่ใช้ก็ค่อนข้างหรูหรา แต่อาจจะมีติกับ AHA ซึ่งอาจจะทำให้ผิวบางได้ แต่จุดนี้ไม่ทราบความเข้มข้นที่เขาใช้ จึงตอบไม่ได้ว่า AHA นั้นเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ เป็นตัวผลัดผิว ตัวนี้ใครใช้แล้วแสบ ก็อาจจะเพราะทน AHA ไม่ไหว แต่ถ้าใช้ได้ก็คือถือว่าคุ้ม จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

มาเปรียบเทียบกับแบรนด์ B เลยค่ะ

bioderma-crys

แบรนด์ B เป็นแบรนด์ของทางฝรั่งเศส ตัวนี้ Claim ว่า เป็นสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่แพ้ง่าย มีเทคโนโลยี Micella clean ทดสอบแล้วว่าไม่แสบตา

 

คุณสมบัติของสารแยกตามหน้าที่

 

  1. Actives ได้แก่
  • สารสกัดจากแตงกวา (Cucumis sativus extract) ซึ่งมีฟลาโวนอยด์และแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (J Young Pharm. 2010;2(4):365-8) และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Hyaluronidase และเอนไซม์ Elastase จึงป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ (Arch Dermatol Res. 2011;303(4):247-52)
  • อนุพันธ์จากน้ำตาล ได้แก่ Mannitol, Xylitol, Rhamnose และ Fructooligosaccharide เป็นชนิดที่ค่อนข้างหรูหรา ตัว Fructooligosaccharide (FOS) เป็น Prebiotic ที่มีการ Claim ไปถึงการเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีๆที่อาศัยอยู่บนผิว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนังแข็งแรงขึ้น
  1. Baseผลิตภัณฑ์ประเภทCleansingจะมีส่วนของSurfactantกับน้ำ เป็นBaseดังนี้
    • Surfactant มี PEG-6 caprylic/capric triglyceride (ย่อว่า CCG-6) ตัวนี้เป็น Surfactant ที่ดัดแปลงจากไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง มีลักษณะเป็น Emollient ที่ดี ละลายน้ำได้ ให้คุณสมบัติเป็น Emulsifier ได้ และมีสมบัติพิเศษคือ ทำให้พวก Cleansing products มีความรู้สึกหลังการใช้แบบพิเศษ (Afterfeel) ที่เป็นลักษณะผิวนุ่มนวลเนียนคล้ายสัมผัสผ้าไหม (Soft และ Silky)
    • ส่วนของน้ำ ได้แก่ น้ำ และ Propylene glycol
  2. Additives ได้แก่
    • Preservatives มีสารระงับเชื้อ Cetrimonium bromide ตัวนี้เป็นสารกลุ่มประจุบวก อาจจะระคายเคืองได้ ร่วมกับสารจับโลหะ EDTA

 

ให้คะแนน

  1. Actives เป็นกลุ่มสารที่มีผลเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว มี Fructooligosaccharide ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ ทำให้มีผลต่อสมดุลจุลินทรีย์ที่ผิว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวดีขึ้น น้ำตาล Rhamnose เป็นน้ำตาลที่ดูมีราคาสูง ถ้าให้ดีมีพวก Antioxidant เสริมเข้ามาอีกคงสมบูรณ์แบบ จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  2. Base ตัว Surfactant CCG-6 มีสมบัติอ่อนโยน เป็น Emollient ได้ และยังให้ Afterfeel ที่ดีหลังเช็ดเครื่องสำอาง แต่มีเพียง Propylene glycol ที่ทำหน้าที่ดูดน้ำให้ผิว อาจจะยังไม่ดีนัก เพราะมีสารกลุ่ม Glycol อื่นๆที่มีสมบัติดีกว่า จึงขอให้ 4 ฟลาสก์
  3. Additives ไม่ได้ใช้สารที่ไม่จำเป็นพร่ำเพรื่อ มีแค่ตัวสารกันเสีย กับสารจับโลหะ ซึ่งดูๆแล้วสารกลุ่มประจุบวกอาจจะระคายเคืองผิวได้ คือเมื่อสารกันเสียพัง ก็เลยโดนหักคะแนนไปเยอะหน่อยเพราะมันมีแค่กันเสียเป็น Additives – -* จึงขอให้ 3 ฟลาสก์
  4. สรุปความคุ้มค่า ผลิตภัณฑ์มีราคาอยู่ที่ 980บาท/500ml ตกเป็นเกือบๆ 2 บาท/มล. ซึ่งก็ถือว่าไม่แพง ด้วยคุณสมบัติ Moisturizing ดีๆจากน้ำตาลหลายๆชนิด และตัว Surfactant ยังมีความอ่อนโยน ที่สำคัญ ทางแบรนด์ Claim แล้วว่าไม่แสบตา (Admin ยังไม่เคยลองใช้นะคะ) ก็คุ้มนะคะ จึงขอให้ 5 ฟลาสก์

EP77-re

[DIY] Making foundation from leftovers pressed-powder

[DIY] Making foundation from leftovers pressed-powder

Hi Guys,

Today I would like to share how I made my own foundation from those leftovers pressed powders.

Image

Here are the equipment needed.

Image

They are, (1) mortar and pestle (2) spoon (3) leftovers pressed-powder (4) your favourite lotion

Tips: for body foundation, used body lotion. For facial foundation, used face lotion

How to make:

1. Grating those powders

Image

2. Put the powder into mortar, and grinded with the pestle until we obtain fine, unlumped powder

Image

Image

3. slowly adding the lotion in the mortar, then use pestle to mixed them

Image

Image

Image

Mixed until the consistency foundation is obtained.

Image

4. Move to cleaned jar

Image

5. Try and Have fun with your foundation

ImageImage

Next time, I will demonstrate how to make loose powder from those leftovers pressed-powder.

Cosme-Diagnosis บทวิเคราะห์เครื่องสำอางจากส่วนผสม

Cosme-Diagnosis บทวิเคราะห์เครื่องสำอางจากส่วนผสม

Image

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ Blog เล็กๆของมี่

กำลังหัดทำนะคะ อาจจะยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ และอาจจะไม่ได้อัพเดทบ่อยเท่าบนเฟสบุค แต่จะพยายามทำ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ไม่ให้หายไปค่ะ

ตอนนี้เป็นบทนำของการวิเคราะห์ส่วนผสมเครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบทุกชนิดจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน คือ

1. Active ingredients ภาษาไทยเรียกว่า สารสำคัญ เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีคุณสมบัติ/มีฤทธิ์ทางชีวภาพต่างๆ เช่น วิตามิน โปรตีน Whitening ต่างๆ สารสกัดพืช ฯลฯ

2. Base หรือ Vehicle เป็นส่วนเนื้อของผลิตภัณฑ์ เป็นตัวนำพาเอาสารสำคัญไปสู่ผิวหนัง

3. Additive คือสารที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดี มีความน่าใช้ มีความปลอดภัย เช่น สารกันเสีย สารทำอิมัลชั่น สารเพิ่มความหนืด ฯลฯ