[Cosmetic Science] All about snail รู้ลึกรู้จริงเรื่องหอยทาก

[Cosmetic Science] All about snail รู้ลึกรู้จริงเรื่องหอยทาก

ช่วงก่อนๆ เมือกหอยทากกำลังบูมมากในบ้านเรา แต่มาตอนนี้เริ่มกร่อยๆไปแล้วก็จริง แต่มี่ว่าหอยทากยังดู “Promisable” อยู่นะคะ เพราะลักษณะของเมือกหอยในการ Repair ผิวหนังที่ได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็น Chemical UV หรือ damage อื่นๆ

วันนี้เรามาเจาะลึกกันดีกว่าค่ะ

หอยบนมือ-edit
(ขอบคุณหอยทากน้อยๆจาก Reelle clinic institute ค่ะ)

สงสัยมั้ย ทำไม อยู่ดีๆ เขาถึงเอาหอยทากมาใช้เป็นครีมได้ แล้วดังมากด้วย ในบ้านเรา เทรนด์เครื่องสำอางหอยทากน่าจะมาจากทางเกาหลีค่ะ แต่ความจริงแล้ว ถ้าดูจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (รายงานการวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบเชิงคลินิกของเมือกหอยทากในการลดริ้วรอย) เขาบอกว่า

ในปี 1999 ศ.ดร. Abad Iglesias ได้พบว่า หอยทากสายพันธุ์ Cryptomphalus aspersa จะหดหนวดตอนเจอรังสี X ray และรังสีแกมม่า หลังจากนั้นมันก็จะสร้างน้ำเมือก ซึ่งประกอบด้วยสาร Glycosaminoglycan หรือ GAGs (สารประกอบคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่เชื่อๆกันว่ามีฤทธิ์ทางชีวภาพเยอะมาก) และรักษา/ฟื้นฟูความเสียหาย/บาดแผลของตัวเองได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ส่วนข้อมูลอื่นๆ เขาก็มีบอกว่า ญี่ปุ่นกับจีน ใช้หอยเดินบนหน้ามาหลายร้อยปี (ไม่ก็พันปีบ้างหละ) อันนี้ก็ไม่รู้จริงแท้แค่ไหนนะคะ เอาเป็นว่า มีสองค่ายละกันเนาะ ทางยุโรป กับ ทางเอเชีย ว่ากันไป

จริงๆแล้วไม่ใช่หอยทากทุกชนิดจะสามารถเอามาใช้เป็นวัตถุดิบเครื่องสำอางได้นะคะ มีเเค่เพียงบางชนิดเท่านั้น ซึ่งที่เราพบบ่อยจะเป็นเจ้า Cryptomphalus aspersa นี่แหละ ตัวนี้มีชื่อพ้องว่า Helix aspersa ค่ะ (ตรงส่วนของชื่อพ้องนี่ Admin ไม่แน่ใจความถูกต้องของข้อมูลเท่าไหร่นะคะ เพราะในงานวิจัยที่มีรายงานในฐาน จะใช้ชื่อสายพันธุ์ว่า Cryptomphalus aspersa หมดเลย)

เมือกหอยทาก ประกอบด้วยของเหลวที่หลั่งออกมาจากต่อม 3 ต่อม คือ

1. Mucous gland ที่บริเวณเท้า ซึ่งเชื่อว่ามีฤทธิ์ Curative กับ Restorative สองคำนี้ไม่อยากแปลเลยค่ะ ดูเกินจริงกับขอบข่ายนิยามเครื่องสำอางมาก แปลว่า รักษา กับ ฟื้นฟู ค่ะ

2. Proteic gland จากภายในร่างกาย เชื่อว่ามีฤทธิ์ต้านจุลชีพต่างๆ ช่วยปกป้องตัวหอยจากจุลินทรีย์ร้ายๆบนดินค่ะ

3. Salivary gland จากทางเดินอาหาร เชื่อว่าเป็นพวกน้ำย่อย Claim กันไปว่า เวลาทาจะช่วยย่อยเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก และช่วยให้สารอื่นๆซึมผ่านง่ายขึ้น (Digestive and penetrating effecr)

ในท้องตลาดมีการ Claim เกี่ยวกับเครื่องสำอางผสมเมือกหอยทากกันไปมากมาย แต่ที่มีการทดสอบยืนยันจะเป็นเรื่องของริ้วรอยค่ะ ซึ่งให้ผลดีในอาสาสมัครค่ะ

“Cosmetic Claims vs Scientific studies”

* Cosmetic Claims หมายถึง การกล่าวอ้างสรรพคุณของเครื่องสำอาง
* Scientific studies หมายถึง การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์

อย่างที่บอกว่าเครื่องสำอางผสมเมือกหอยทากในท้องตลาดก็มี Claim กันไปต่างๆนานาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติในการรักษาแผลไหม้ ทั้งจากความร้อน จากแสงแดด จากสารเคมี จากรังสี คุณสมบัติในการรักษาแผลเป็น คุณสมบัติในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบต่างๆ เช่น Dermatitis, Eczema, Rosaceae คุณสมบัติในการลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน รวมไปถึงคุณสมบัติในการกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนัง ฯลฯ

ถ้าค้นจากข้อมูลงานวิจัยในฐาน Pubmed จะพบแค่เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติการลดริ้วรอยในอาสาสมัคร และแค่คุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวหนัง (Keratinocye) กับเซลล์ที่สร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน-อิลาสติน (Fibroblast) ลองดูรายละเอียดแต่ละการทดลองดีกว่าค่ะ

การทดลองแบบ In vitro (ในระดับหลอดทดลอง หรือหมายถึงนอกร่างกายสิ่งมีชีวิต) โดย Cruz และคณะ ทดสอบพบว่า เมือกจากหอยทากมีคุณสมบัติกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง ในลักษณะที่เป็น Time and Dose dependent หมายถึง การตอบสนองขึ้นกับเวลาที่สัมผัสสาร และความเข้มข้นสาร ประมาณว่า ใช้นานๆยิ่งดี ใช้ความเข้มข้นสูงยิ่งดี และยังช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิตของเซลล์ผิวหนัง กับ Fibroblast ได้ด้วย ผู้วิจัยจึงสรุปว่า เมือกหอยทากน่าจะเอาไปใช้ในกรณีของการเร่งการสมานแผลได้ (Wound healing) (Int J Cosmet Sci. 2012; 34(2):183-9.)

มีการทดสอบเชิงคลินิก (Clinical trial) อีกสองชิ้น ทำคล้ายๆกันค่ะ เป้นการศึกษาผลของเมือกหอยทากในการลดริ้วรอย (เขาจะใช้คำว่า Photoaging ซึ่งแปลตรงตัวจะหมายถึงการแก่ที่เกิดจากแสง แต่แปลเป็นไทยน่าจะหมายถึง การแก่ก่อนวัย)

การทดสอบแรก ทำโดย Tribó-Boixareu และคณะ ทดสอบกับอาสาสมัครผู้หญิง 15 คน โดยให้ใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นหอยทากเข้มข้น 8% ตอนกลางวัน คู่กับ Hydrogel (เหมือนซีรัมค่ะ) ผสมหอยทากเข้มข้น 40% ตอนกลางคืน เป็นเวลา 90 วัน พบว่าริ้วรอยตื้นๆและริ้วรอยลึกของอาสาสมัครลดลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น ผิวหยาบกระด้างลดลง มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (Cosmetic Dermatol. 2009; 22(5):247-252.)

ส่วนอีกการทดสอบ ทำโดย Fabi และคณะ ทดสอบในลักษณะคล้ายๆกันคือ ใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นหอยทากเข้มข้น 8% ตอนกลางวัน คู่กับ Hydrogel (เหมือนซีรัมค่ะ) ผสมหอยทากเข้มข้น 40% ตอนกลางคืน แต่คราวนี้ให้ทาแค่ครึ่งหน้า อีกครึ่งหน้าทา Placebo (มีความหมายว่า ยาหลอก หมายถึงตัวอย่างที่ไม่มีสารที่ใช้ทดสอบ สำหรับการทดลองนี้ก็คือ ครีม/ซีรัมที่ไม่มีหอย) เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ข้างที่ใช้หอยมีริ้วรอยลดลง ริ้วรอยลึกๆตื้นขึ้น (J Drugs Dermatol. 2013; 12(4):453-457.)

ส่วนเรื่องการ Claim ว่าเมือกหอยทากสามารถรักษาแผลไหม้ได้ น่าจะเป็นเพราะว่า คุณ ศ.ดร. Abad นำเอาเมือกหอยทากไปรักษาคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl ระเบิด (หรือเปล่านะ ไม่ได้ค้นเกี่ยวกับประวัติของ Chernobyl accident เหมือนกันค่ะ ใช่หรือไม่ใช่แจ้งเข้ามาได้นะคะ) แล้วได้ผลดี แต่พยายามหารายงานตัวนี้ไม่พบค่ะ เจอแต่การกล่าวถึงในผลงานตีพิมพ์ฉบับอื่นๆ

สรุป:
รายงานทางวิทยาศาสตร์พบว่า เมือกหอยทากสามารถ
1. กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง เซลล์ Fibroblast (ที่สร้างคอลลาเจน)
2. ช่วยให้เซลล์ทั้งสองเซลล์นี้มีชีวิตยืนยาว (เพิ่ม Survival ของเซลล์)
3. ลดริ้วรอย ปรับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นให้สม่ำเสมอ ช่วยให้ผิวเนียนเรียบ

นอกนั้นยังไม่พบข้อมูล (อิงจากฐาน Pubmed เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2557)

แล้วในเมือกหอยทากมันมีอะไร ถึงได้เคลมกันสุดฤทธิ์สุดเดชขนาดนี้

เราคงสงสัยว่า ในเมือกหอยทากมันมีอะไร ทำไมถึงได้เป็นที่มาของคำ Claim ต่างๆนานา Admin เองก็สงสัยค่ะ ซึ่งก็มีข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบระบุว่าการวิเคราะห์แบบหยาบๆของเมือกหอยทาก (เฉพาะวัตถุดิบที่เขาขาย) จะมีส่วนของโปรตีนทั้งหมด (Total proteins) อยู่ 1.0-3.0 mg/ml ถามว่าเยอะไหม มีข้อมูลบอกว่าในนมวัว 1 ลิตร มีโปรตีนอยู่ 30-35 กรัม คิดคำนวณแล้วตกอยู่ที่ 30-35 mg/ml (ข้อมูลโปรตีนในนมวัวจาก Wikipedia) ถือว่าน้อยนะ ต่างกันเกือบ 10 เท่าเลยค่ะ แต่เขานำเอาส่วนของโปรตีนไปวิเคราะห์ต่อ เขาพบว่ามีโปรตีนสองแบบ คือ แบบโมเลกุลใหญ่กว่า และแบบโมเลกุลเล็กกว่า

ซึ่งโปรตีนโมเลกุลใหญ่ มีน้ำหนักโมเลกุลมากกว่า 250 kDa (ค่าที่ใช้บอกน้ำหนักโมเลกุลของสารเคมี) เป็นโปรตีนประเภท Hemocyanin ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการแลกเปลี่ยนและนำพาออกซิเจน ส่วนพวกโปรตีนโมเลกุลเล็กกว่า 100 kDa เป็นโปรตีนชนิดพิเศษที่ยังไม่เคยมีรายงานในฐานข้อมูล มีองค์ประกอบของกรดอะมิโนเกือบครบ ขาดแต่ Methionine กับ Tryptophan

นอกจากนี้มีส่วนของน้ำตาลทั้งหมด (Total sugars) อยู่ 0.5-0.7 mg/ml และธาตุแคลเซียม 1.3 mg/ml

ส่วนข้อมูลจากสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตเมือกหอยทาก ระบุว่าในเมือกหอยทากมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้
80-98% Water
0.02-1% Mucopolysaccharide
0.01-1% Hyaluronic acid
0.05-0.5% Fibroblast growth factor
0.001-0.2% copper-hemocyanin (the oxygen carrier)
0.005-0.1% High-MW proteins
0.005-0.1% Low-MW antioxidants

ดูแล้วแบบว่า น้ำ 80-98% หมายความว่า เกือบทั้งหมดคือน้ำ ส่วนสารอื่นๆ ที่น่าสนใจก็มี Hyaluronic acid, Fibroblast growth factor, Hemocyanin และ Antioxidants ต่างๆค่ะ

แต่มันจะทำให้เกิดผลได้ตาม Claim ขนาดนั้นเลยหรือ จุดนี้ก็ไม่ทราบ และ Clinical trial เองก็ระบุมาแค่ฤทธิ์ในการลดริ้วรอย กับมีงานวิจัยในระดับหลอดทดลองบอกว่าเมือกสามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง และเซลล์ Fibroblast ได้
ถ้าพิจารณาความเกี่ยวโยงระหว่างส่วนประกอบทางเคมี กับผลการศึกษาทางคลินิก และระดับหลอดทดลอง ก็สามารถโยงความสัมพันธ์ได้อยู่นะคะ เพราะสารประกอบเหล่านี้มีคุณสมบัติในเชิง Anti-wrinkle และ Antiaging ได้จริงค่ะ ส่วนตัว Hemocyanin ก็ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะว่าเป็นสารที่ยังไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง มีคุณสมบัติคล้ายกับ Hemoglobin ในเลือด ทำหน้าทีเป็น Oxygen carrier คือจับออกซิเจนไว้ แล้วเอาไปปลดปล่อยที่อื่นๆ
แล้ว Oxygen จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะ ผลแท้จริงมันคืออะไรก็ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แล้วถ้าเกิดเป็น Oxygen radical ก็ยิ่งจะไปทำร้ายผิว เพราะเป็นอนุมูลอิสระสามารถไปทำร้ายโปรตีนและไขมันที่เป็นโครงสร้างบนผิว เกิดเป็นความเหี่ยวได้ในระยะยาว แต่จุดนี้เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์ของสารนี้น้อยมากจึงยังไม่น่าจะต้องห่วงเท่าไหร่ คงให้คุณสมบัติที่ดีกับผิวมากกว่าค่ะ

แต่อย่าลืมว่า อันนี้เป็นข้อมูลจากผู้ผลิตแค่สองรายเท่านั้น กรรมวิธีการผลิตแต่ละที่ อาจจะทำให้ได้ความบริสุทธิ์ไม่เท่ากัน และบางบริษัทแยกหอยทากออกมาแล้วเอามาเติมน้ำเข้าไปอีก ก็มี ทำให้ยิ่งเจือจางเข้าไปกว่าเดิม แม้ว่าเค้าจะบอกว่าใช้เข้มข้น 70% (สมมติ) จริงๆแล้วในเมือกหอยมีน้ำไปซะ 98% เหลือสารอื่นๆแค่กี่เปอร์เซ็นต์เอง แต่บางแบรนด์บอกว่าใช้เมือกหอย 5% (สมมติ) แต่จริงๆแล้วอาจจะเอาน้ำไประเหยออกก่อนได้เป็นเมือกหอยเข้มข้น ก็เป็นไปได้นะ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถบอกอะไรได้จากความเข้มข้นของเมือกหอยทาก หรือ Snail secretion filtrate ที่ข้างกล่องเลยค่ะ เพราะเราไม่ทราบความบริสุทธิ์ และผู้เดียวที่จะทราบได้ก็คือผู้ผลิต ที่สำคัญคือ ถ้าใช้แล้วถูกกับผิว มีราคาไม่แพง ก็ใช้ต่อเลย เพราะส่วนประกอบในเมือกหอยทาก ดูๆแล้วน่าจะมีประโยชน์ แต่ระวังด้วย เพราะมีโปรตีน มีหลายๆคนที่แพ้โปรตีนค่ะ และที่สำคัญอีกอย่างคือ การแพ้/การระคายเคือง/การอุดตัน/ประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ (ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Individual แต่ถ้าให้แปลว่า เป็นเรื่องของปัจเจก นี่คงจะงงกันใหญ่ เราก็แปลง่ายๆว่า แล้วแต่บุคคลและกันเนาะ) การวิเคราะห์ส่วนผสมบอกได้แค่แนวทางคร่าวๆเฉยๆนะคะ

แล้วเราเอาเมือกหอยทากมา ทารุณสัตว์มั้ยคะ??

หลายๆคนก็กลัวว่า เครื่องสำอางจากหอยทากนี่ หอยทากจะบาดเจ็บหรือตายหรือเปล่า ถ้าเราไปเอาเมือกจากมันมาใช้ จะทารุณสัตว์มั้ย จะบาปมั้ย วันนี้จะได้ดูเบื้องหลังวิธีสกัดเมือกหอยทากแล้วค่ะ ซึ่งอิงจากวิธีที่นำเสนอไว้ในสิทธิบัตรของต่างประเทศนะคะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทางเกาหลีจะทำแบบนี้หรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะทำในลักษณะที่คล้ายๆกันค่ะ พร้อมแล้วก็ไปลองดูด้วยกันเลยดีกว่า

เวลาจะแยกเมือกจากหอยทาก จริงๆแล้วก็มีหลายขั้นตอนนะคะ ไม่ใช่ว่าจับๆมาบี้ๆ ตำๆ เอาแต่เมือกเหมือนที่หลายคนคิด แต่ความจริงแล้ว เขามีกรรมวิธีการกระตุ้นหอยให้ตื่นตัว เมื่อหอยตื่นตัว หรือตกใจ ก็จะมีการสร้างเมือกออกมามากขึ้นค่ะ เราก็อาศัยจังหวะนี้ไปเก็บเมือกมา

วิธีการกระตุ้นหอยที่อธิบายไว้ในสิทธิบัตรมีด้วยกันหลายวิธัี เช่น
1. กระตุ้นด้วยสิ่งเร้าทางกายภาพ เช่น ไปแหย่ ไปจับ ฯลฯ
2. ใช้ความถี่ของเสียง
3. ใช้ความกดอากาศที่สูงกว่าปกติ
4. จับห้อยหัวอาศัยแรงโน้มถ่วงเป็นตัวกระตุ้น
5. เอาไปปั่นเหวี่ยงที่ความเร็วต่ำๆ
ฯลฯ

ซึ่งวิธีเหล่านี้ต้องไม่ทำอันตรายกับหอยทากค่ะ เพราะเชื่อกันว่าถ้าหอยทากเกิดอันตรายจนถึงตายจะหลั่งสารพิษออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นอันตรายกับร่างกายเราค่ะ

หลังจากหอยสร้างเมือกออกมา เราก็เก็บเอาเมือกนั้นมาปั่นเหวี่ยง (Centrifuge) ก็จะได้ส่วนของน้ำด้านบน กับส่วนตะกอนด้านล่าง

เอาส่วนน้ำมากรอง (Flitration) ก็จะได้ Snail Secretion Filtrate ที่ใช้กันเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางแล้วค่ะ

ทีนี้ก็ตอบโจทย์ได้แล้วค่ะ ว่าเมือกหอยทากนั้นได้มาโดยที่หอยทากไม่ต้องเสียชีวิตหรือทรมาณ ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับ Skin care regimen ของเราก็เป็นไปได้

อย่าลืมว่า หอยทากมีโปรตีนนะคะ อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้ ดังนั้นก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ที่ท้องแขนก่อนค่ะ (ถ้าเป็นไปได้ทดสอบกับทุกอย่างก่อนการใช้เลยก็ดีค่ะ ถ้ามีสภาพผิวที่แพ้ง่าย) และที่สำคัญ ประสิทธิภาพของเครื่องสำอางแต่ละชนิด กับผลข้างเคียง-อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิด เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ค่ะ ควรทดสอบก่อนการใช้เสมอนะคะ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในตลาดค่ะ

snail white-crys

แบรนด์แรก SW

รีม SW ตัวนี้มีส่วนของ Active ingredients อยู่หลายตัว เน้นหนักไปทางสารสกัดจากธรรมชาติ ตัวเมื่อวานของ Dr.M. เน้นเป็นสารสกัดจากดอกไม้ มาตัวนี้เขาใช้ผลไม้ค่ะ มี 4 ผลไม้ ซึ่งปกติสารสกัดจากผลไม้จะมีจุดเด่นในเรื่องของการให้ความชุ่มชื้น อาจจะมีพวกวิตามินหรือพฤกษเคมีอื่นๆได้มาจากผลไม้ด้วย แต่ไม่เด่นเท่าเรื่องคุณสมบัติความชุ่มชื้นจากสารประกอบน้ำตาลในผลไม้ค่ะ

เสริมด้วยสารสกัดจากบัวบก ขิง และดอกตระกูลลาเวนเดอร์

มีสารที่เป็น Pure compund อยู่ 4 ตัว คือวิตามินบี 3 ซึ่งให้ผลไปทาง Whitening มี Hydrolyzed hyaluronic acid ที่ว่ากันว่ามีโมเลกุลเล็กลงจึงซึมลงผิวได้มากขึ้น ให้ผลเพิ่มความชุ่มชื้น

และมี Allantoin กับ Bisabolol ให้ผลไปในเชิงการต้านการอักเสบ ยับยั้งการแพ้ การระคายเคือง

อีกตัวที่น่าสนใจคือ Panax ginseng callus culture extract ที่ดูจากชื่อแล้วหมายถึง การเอาเนื้อเยื่อจากโสม (จะเรียก Stem cell ก็ดูจะเกินไป เพราะ Callus เป็นเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในอาหารเลี้ยงเซลล์ เป็นเซลล์ที่จะโตเป็นชิ้นส่วนพืชต่อไป) ตัวนี้ Claim กันได้เว่อร์วีว่ามาก มีทุกฤทธิ์ ตั้งแต่ Whitening Antiaging Antioxidant wound-healing และ Antiinflammatory คือ ถ้าเอา Keyword นี้ไปคีย์ค้นหาในฐานข้อมูล ก็จะไม่มีงานวิจัยอะไรมา Support เลย และทางผู้ผลิตวัตถุดิบก็ไม่ได้เผยแพร่อะไรออกมา จึงอาจจะเป็นการ Overclaimed ไปหน่อย

ที่สำคัญคือ Callus กับ Plant extract มันมักจะไม่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันนะ ส่วนไหนก็ส่วนนั้น อย่างพืชต้นเดียวกัน ใบมีฤทธิ์อย่างหนึ่ง ผลมีอีกอย่าง ก็เห็นกันอยู่บ่อยๆค่ะ ดังนั้นจะเอา Activity ของโสม มาใช้กับ Callus โสม ก็ไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่

แบรนด์ที่สอง Dr.MJ

realmucin_ampoule-crys

ตัวนี้นอกจากหอยทากแล้วยังมีส่วนผสมของ Allantoin ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากรากคอมเฟรย์ ช่วยกดอาการแพ้และอาการระคายเคืองได้ค่ะ

มีกรดอะมิโน Arginine ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด

มีสารสกัดจากดอกไม้ต่างๆอีก 7 ชนิด จะว่าไป เกาหลีเค้าก็ชอบดอกไม้เหมือนกันนะคะ ซึ่งบางดอกก็มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ บางดอกก็เหมือนเป็นการใส่มาเพื่อจุดขาย หรือจะออกแนว เกสรทั้ง 5 7 9 แบบบ้านเรา (อันนี้พูดเล่นค่ะ)

โดยรวมแล้ว Ampoule หรือ ซีรัมตัวนี้ ก็ค่อนข้างน่าสนใจในระดับหนึ่งค่ะ เพราะมีสารสกัดจากดอกไม้ซึ่งมีผลเป็น Whitening เข้ามาด้วย ขอให้คะแนนความน่าสนใจของส่วนผสมหลักอยู่ที่ 4 ฟลาสก์ค่ะ

ตัวถัดมา แบรนด์ I

ITs

ตัวนี้ส่วนผสมมาเต็มมาก นอกจากเมือกหอยทาก ก็จะมี

– Sodium hyaluronate เป็น Glycoprotein ที่มีประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้นของผิว
– Grifola frondosa (maitake) mycelium ferment filtrate เป็นของเหลวที่กรองออกมาจากการหมักเห็ด ปกติเห็ดตัวนี้มีประโยชน์ปรับภูมิคุ้มกัน เมื่อนำมาหมัก ปกติจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า ‘Bioconversion’ ซึ่งเป็นการที่จุลินทรีย์เปลี่ยนสภาพสารพฤกษเคมีในพืชให้มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น ทาง INCI จัดเป็น Antioxidant กับ Humectant (เพิ่มความชุ่มชื้น) รายละเอียดอื่นๆหาข้อมูลไม่พบ
– Betula alba extract คือสารสกัดจาก White birch ทางเครื่องสำอาง Claim ว่า เป็นตัวช่วยสมานผิว เป็น Astringent กระชับรูขุมขน ช่วยต้านการอักเสบ และเป็น Antioxidant ส่วนข้อมูลทางงานวิจัยจากฐาน Pubmed พบแค่ว่า สาร Betulin ที่พบในเปลือก อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ (Contact Dermatitis. 2013; 68(6):382-3.)
– สารสกัดจากดอก campsis grandiflora ที่มีชื่อไทยสวยๆว่า ดอกรุ่งอรุณ มีงานวิจัยหลายๆฉบับศึกษาเกี่ยวกับดอกนี้ เช่น ในสารสกัดประกอบด้วยสารในกลุ่ม Triterpenoid หลายๆชนิด (Arch Pharm Res. 2005; 28(5):550-6.) มีฤทธิ์ Antioxidant และ Anti-inflammatory ที่อาจจะนำไปประยุกต์ใช้ในคนที่มีปัญหาโรคการอักเสบที่ผิวได้ (J Ethnopharmacol. 2006; 103(2):223-8)
– Trichloma matsutake extract สารสกัดจากเห็ดที่แสนจะแพงนี้ มีงานวิจัยที่ตรวจวิเคราะห์สารเคมีที่พบในเห็ด ซึ่งพบเป็นพวกกรดอะมิโน และเบสของ DNA ทั่วไป (J Food Sci. 2013 ; 78(8):C1173-82.) และมีฤทธิ์เกี่ยวกับการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันได้เพราะมีสารในกลุ่ม Polysaccharide ที่ชื่อ alpha-glucan (J Agric Food Chem. 2005; 53(23):8948-56.)
– Opuntia tuna fruit extract เป็นพืชในตระกูลกระบองเพชร มีงานวิจัยหนึ่งกล่าวว่าในผลของพืชนี้มีวิตามินซี และสารสีในกลุ่ม Betalain ที่เป็น Antioxidant อย่างดี ซึ่งเมื่อให้คนทานจะลดภาวะความเครียดในร่างกายได้ (Am J Clin Nutr. 2004; 80(2): 391-395) แต่สารในกลุ่ม Betalain ไม่คงตัว การนำมาใช้อาจจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ (คหสต.)
– Malt extract มีบทบาทเกี่ยวกับเรื่องความชุ่มชื้น และช่วยปรับสภาพผิว
– Porphyra yezoensis extract เป็นพืชในตระกูลสาหร่ายสีแดง ซึ่งปกติจะมี Pigment สีแดงที่เป็น Antioxidant แต่ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ต่อผิวหนังในฐานงานวิจัย
– Arbutin เป็นสารที่ช่วยให้สีผิวอ่อนลง โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่สังเคราะห์เมลานิน แต่มักจะไม่ค่อยคงตัวและสลายตัวง่าย
– Adenosine เป็นสารบริสุทธิ์ที่ Claim กันว่าเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานของเซลล์ที่ชื่อ ATP ก็จะช่วยประสานการทำงานต่างๆของเซลล์ เพิ่มพลังให้เซลล์ ว่ากันไป ซึ่งถ้าอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยมีกล่าวถึงผลเกี่ยวกับการลดริ้วรอยอยู่ (J Cosmet Sci. 2007; 58(2):147-55.)
– sh-Oligopeptide-1 คือ EGF (Epidermal growth factor) ที่ได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรีย เป็นpeptide สายยาวปานกลาง (ไม่เกิน 53 amino acid) ซึ่งการดูดซึมเข้าผิวอาจจะค่อนข้างยากไปนิด EGF มีการ Claim เกี่ยวกับเรื่องการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในผิวหนังชั้นนอก ช่วยลดริ้วรอย ส่งเสริมการสร้างเซลล์ผิว คืนความอ่อนเยาว์ เป็นวัตถุที่มีราคาค่อนข้างสูง (แต่ถูกกว่า EGF บริสุทธิ์)
– Tocopheryl acetate คืออนุพันธ์ของวิตามินอี ใช้เป็น Antioxidant เพื่อป้องกันไม่ให้สารในตำรับเสื่อมสภาพ แต่ผลิตภัณฑ์นี้มี BHT อยู่ด้วย ก็จะทำให้วิตอี มีผลเหลือถึงผิวหนัง

โดยรวมแล้วก็ถือว่าครบเลยค่ะ
ตัวอื่นๆที่น่าสนใจก็จะมี Nature republic กับ Mizon และ Holika holika ค่ะ

แต่ส่วนผสมเค้าเป็นภาษาเกาหลี อ่านไม่ออก = =

Reference:
Fabi, et al. J Drugs Dermatol., 2013; 12(4), 453-457.
Int J Cosmet Sci. 2012; 34(2):183-9.
Cosmetic Dermatol. 2009; 22(5):247-252.
J Drugs Dermatol. 2013; 12(4):453-457.
Technical data sheet, Endocare®, Cryptomphalus aspersa Secretion (SCA).
Wang, W., et al. Gastropod biological fluid, method of making and refining and use, International Patent, WO 2009/002982 A2

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s